ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
10-10-2026, 15:13
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
 |  ทั่วไป  |  ชายคาพักใจ  |  หลวงพ่อปัญญามรณภาพแล้ว 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
หลวงพ่อปัญญามรณภาพแล้ว  (อ่าน 4355 ครั้ง)
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« เมื่อ: 10-10-2007, 10:10 »

หลวงพ่อปัญญามรณภาพแล้ว

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000119807

โดย ผู้จัดการออนไลน์    10 ตุลาคม 2550 09:40 น.
       วันนี้(10 ต.ค.)มีรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00น. พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี ได้มรณภาพแล้ว
       
       ทั้งนี้ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้อาพาธมีอาการเจ็บหน้าอก และเข้ารักษาตัวที่ตึกอัษฎางค์ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จนกระทั่งมรณภาพเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สิริรวมอายุได้ 97ปี
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลศิริราชกำลังเตรียมแถลงข่าวเกี่ยวกับอาการอาพาธของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ซึ่ง "ผู้จัดการออนไลน์" จะนำเสนอรายละเอียดต่อไป
       
       ประวัติ
       หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ถือกำเนิดที่ตำบลคูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จ.ระนอง โดยมีพระระณังคมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนางลาด อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมีพระจรูญกรณีย์เป็นอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474
       
       หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวรพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสำนักเรียนธรรมะ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และกรุงเทพมหานคร จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และเอกในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียงเท่านั้น แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิมและได้เริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนารามและวัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผยแพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป
       
       เผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
       พ.ศ. 2475 หลวงพ่อมีโอกาสร่วมเดินทางไปประเทศพม่า กับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม ร่วมเดินทางแสวงบุญไปประเทศอินเดียและทั่วโลกโดยผ่านทางประเทศพม่าด้วยเท้าเปล่าเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศพม่าก็ต้องเดินทางกลับ
       
       ระหว่างปี พ.ศ. 2475-2476 หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหลายประเทศ จนหลวงพ่อได้ชื่อว่า เป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทยที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป
       
       สหายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ
       พ.ศ. 2477 หลวงพ่อได้เดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และร่วมเป็นสหายธรรมดำเนินการเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
       
       ประกาศธรรมแก่ชาวบ้านที่เชียงใหม่
       ในปี พ.ศ. 2492 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับอาราธนานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ และได้เริ่มแสดงธรรมในทุกวันอาทิตย์และวันพระที่พุทธนิคม จ.เชียงใหม่ พร้อมกันนี้หลวงพ่อได้เขียนบทความต่างๆ ลงในหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือธรรมะขึ้นจำนวนหลายเล่ม นอกจากนี้ หลวงพ่อได้เดินทางไปประกาศธรรมแก่ชาวบ้าน ชาวเขาโดยใช้รถติดเครื่องขยายเสียง จนชื่อเสียงของหลวงพ่อดังกระฉ่อนไปทั่ว จ.เชียงใหม่ ในนาม "ภิกขุปัญญานันทะ"
       ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิ "เมตตาศึกษา" ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีล กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย
       
       วัดชลประทานรังสฤษฎ์
       ในปี พ.ศ. 2502 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในสมัยนั้น ระหว่างที่ไปเยือนเชียงใหม่มีความประทับใจ ในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ของหลวงพ่อ จึงเกิดความศรัทธาปสาทะในหลวงพ่อ และในขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดใหม่ขึ้น ชื่อ "วัดชลประทานรังสฤษฎ์" ที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงได้อาราธนาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน
       
       หลวงพ่อได้ดำเนินการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยวิธีที่ท่านได้เริ่มปฏิวัติรูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิมที่นั่งเทศนาบนธรรมาสน์ถือใบลาน มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ เป็นการดึงดูดประชาชนให้หันเข้าหาธรรมะได้เป็นเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงแรกๆ ได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง แต่ต่อมาภายหลังการปาฐกถาธรรมแบบนี้กลับเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้ เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบข่าวว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมที่ใดก็จะติดตามไปฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดหลวงพ่อได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จนถึงปัจจุบัน
       
       นอกจากนี้ หลวงพ่อยังได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น และยังได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมและกล่าวคำปราศรัยในการประชุมองค์กรศาสนาของโลกเป็นประจำอีกด้วย
       
       โดยที่หลวงพ่อท่านเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้สร้างงานไว้มากมายทั้งด้านศาสนาสังคมสงเคราะห์ตลอดจนงานด้านวิชาการ ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย และเป็นประธานในการดำเนินกิจกรรมทั้งที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม เช่น สนับสนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกโรงพยาบาล กรมชลประทาน 80 ปี (ปัญญานันทะ) และเป็นประธานในการดำเนินการจัดหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ แม้ว่าคำสอนของหลวงพ่อจะเป็นคำสอนที่ฟังง่ายต่อการเข้าใจ แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมและอุดมการณ์อันหนักแน่นในพระรัตนตรัย หลวงพ่อปัญญานันทภิภขุ เป็นหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้มีชื่อเสียง และเปี่ยมด้วยคุณธรรมเมตตาธรรม ผู้นำคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมสำหรับชนทุกชั้นที่จะเข้าถึง หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่กล้าในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา ของชาวไทยที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุ่มเฟือย โดยเปลี่ยนเป็นประหยัด มีประโยชน์และเรียบง่าย ดังนั้น หลวงพ่อจึงได้รับการขนานนามว่า "ผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย" ในปัจจุบัน
       
       ผลงานและเกียรติคุณ
       
       งานด้านการปกครอง
       พ.ศ. 2503 เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์
       พ.ศ. 2506 ได้รับพระบัญชา แต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
       เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 9
       เป็นรองเจ้าคณะภาค 18
       พ.ศ. 2515 เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา
       
       งานด้านการศึกษา
       พ.ศ. 2503 เป็นเจ้าสำนักศาสนาศึกษา แผนกธรรมและบาลีวัดชลประทานรังสฤษฏ์
       พ.ศ. 2512 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ ระดับอนุบาล ประถม มัธยมศึกษา
       พ.ศ. 2524 เป็นผู้อำนวยการจัดการการอบรมพระธรรมทายาทของวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เป็นผู้อำนวยการจัดการอบรมพระนวกะที่บวชในวัดชลประทานรังสฤษฏ์
       
       งานด้านการเผยแผ่
       พ.ศ. 2492-2502 เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมประจำวันพระและวันอาทิตย์ ณ พุทธนิคม สวนพุทธธรรม วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่
       พ.ศ. 2500 เป็นประธานมูลนิธิ "ชาวพุทธมูลนิธิ" จังหวัดเชียงใหม่
       เป็นประธานก่อตั้งพุทธนิคม จ.เชียงใหม่
       พ.ศ. 2503 เป็นองค์แสดงธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์
       เป็นผู้ริเริ่มการทำบุญ ฟังธรรมในวันอาทิตย์ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
       เป็นผู้ก่อตั้งทุนพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน พ.ศ. 2520
       เป็นผู้อบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา
       พ.ศ. 2525 รับเป็นองค์แสดงธรรมแก่วุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
       พ.ศ. 2534 เป็นผู้ริเริ่ม "ค่ายคุณธรรมแก่เยาวชน" ในโรงเรียนต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ฯลฯ
       พ.ศ. 2536 จำพรรษา ณ วัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา
       
       การปฏิบัติศาสนากิจในต่างประเทศ
       พ.ศ. 2497 เดินทางเผยแผ่ธรรมรอบโลก
       ช่วยเหลือกิจการพุทธศาสนา เผยแผ่ธรรมะในต่างประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมัน
       เป็นเจ้าอาวาสววัดพุทธธรรม วัดไทยในชิกาโก สหรัฐอเมริกา
       
       งานด้านสาธารณูปการ
       พ.ศ. 2516 เป็นประธานในการก่อสร้างกุฏิสี่เหลี่ยม เพื่อเป็นที่อยู่แก่พระภิกษุผู้บวชใหม่
       พ.ศ. 2518 เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธธรรม
       เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์
       พ.ศ. 2537 เป็นประธานก่อสร้างกุฏิสองหลังเป็นกุฏิทรงไทยประยุกต์
       
       งานด้านสาธารณประโยชน์
       พ.ศ. 2533 เป็นประธานหาทุนสร้าง "ตึก 80 ปี ปัญญานันทะ" ให้โรงพยาบาลชลประทานรังสฤษฏ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
       สร้างศูนย์ฝึกและปฏิบัติงาน มูลนิธิแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา
       พ.ศ. 2534 บริจาคเงินสร้างอุโบสถวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่
       พ.ศ. 2537 บริจาคเงินสร้างโรงอาหารแก่โรงเรียนประภัสสรรังสิต อ.เมือง จ.พัทลุง
       บริจาคเงินซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลวชิระ จ.ภูเก็ต
       เป็นประธานหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี
       บริจาคเงินเป็นทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในโรงเรียนท้องถิ่นที่ขาดแคลนต่างๆ หลายจังหวัด
       
       งานพิเศษ
       พ.ศ. 2503 เป็นองค์แสดงธรรมถวายสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน
       พ.ศ. 2518 เป็นองค์แสดงธรรมถวายสมเด็จพรเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ ศาลาการเปรียญ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
       เป็นองค์แสดงธรรมถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รามาธิบดีอันมีศักดิ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
       เป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบทแก่ช่าวต่างประเทศ ที่อุปสมบทในประเทศไทย เช่น ชาวอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมัน ญี่ปุ่น และศรีลังกา เป็นต้น
       พ.ศ. 2529 ได้รับนิมนต์เข้าร่วมประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์อาเชี่ยนเพื่อสันติภาพ ครั้งที่ 7 ที่ประเทศประชาธิปไตยประชาชนลาว (12th Asain Buddist Conference for Peace)
       พ.ศ. 2536 ได้รับนิมนต์ไปร่วมประชุมและบรรยาย ในการประชุมสภาศาสนาโลก 1993 ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา (The 1993 Parliament of the world's Religion)
       
       งานด้านวิทยานิพนธ์
       ได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น
       
       ทางสายกลาง
       คำถามคำตอบพุทธศาสนา
       คำสอนในพุทธศาสนา
       หน้าที่ของคนฉบับสมบูรณ์
       รักลูกให้ถูกทาง
       ทางดับทุกข์
       อยู่กันด้วยความรัก
       อุดมการณ์ของท่านปัญญา
       ปัญญาสาส์น
       ชีวิตและผลงาน
       มรณานุสติ
       ทางธรรมสมบูรณ์แบบ
       72 ปี ปัญญานันทะ เป็นต้น
       
       เกียรติคุณที่ได้รับ
       พ.ศ. 2520 ได้รับรางวัล "สังข์เงิน" จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ในฐานะพระภิกษุผู้เผยแผ่ธรรมะและศีลธรรมยอดเยี่ยมของประเทศไทย
       พ.ศ. 2521 ได้รับรางวัล "นักพูดดีเด่น" ประเภทเผยแผ่ธรรม จากสมาคมฝึกพูดแห่งประเทศไทย
       พ.ศ. 2525 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนา เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จากกรมการศาสนา โดยได้รับรางวัลและประกาศเกียรติคุณ 2 รางวัล คือ ประเภท ก.บุคคล และประเภท ข.สื่อสารมวลชน (รายการส่งเสริมธรรมะทางสถานีวิทยุโทรทัศน์)
       พ.ศ. 2524 ได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาครุศาสตร์ จาก มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
       พ.ศ. 2531 ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง
       พ.ศ. 2534 ได้รับปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์
       พ.ศ. 2536 ได้รับปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       พ.ศ. 2536 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปรัชญาและศาสนา) จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
       พ.ศ. 2537 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       สมณศักดิ์ที่ได้รับ
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ "พระปัญญานันทมุนี"
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นราช ที่ "พระราชนันทมุนี"
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นเทพ ที่ "พระเทพวิสุทธิเมธี"
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ "พระธรรมโกศาจารย์ สุนทรญาณดิลก สาธกธรรมภาณ วิสาลธรรมวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏหรือรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ "พระพรหมมังคลาจารย์ ไพศาลธรรมโกศล วิมลศีลาจารวินิฐ พิพิธธรรมนิเทศ พิเศษวรกิจจานุกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"

บันทึกการเข้า
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #1 เมื่อ: 10-10-2007, 10:15 »

ท่านทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
ต่อเนื่องตลอดทุกวันไม่เว้นแม้วันที่อาพาต จนถึงบั้นปลายของชีวิต
ขอกราบนมัสการลาครับ
 
บันทึกการเข้า
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #2 เมื่อ: 10-10-2007, 10:33 »

ขอบคุณหลวงพ่อสำหรับสิ่งที่ท่านได้ทำมาตลอดชีวิตครับ
 Cry
บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 10-10-2007, 10:44 »

ขอกราบนมัสการหลวงพ่อ ขอแสดงความไว้อาลัย

ศาลากลางน้ำที่ท่านตั้งใจจะเห็นในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต ยังสร้างไม่เสร้จ
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #4 เมื่อ: 10-10-2007, 10:48 »

 
บันทึกการเข้า
มารุจัง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,761


@^____^@


« ตอบ #5 เมื่อ: 10-10-2007, 11:05 »

กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะ..
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย มิได้จบอยู่แค่การเลือกตั้ง
ปล.รูปจากเวบ ผจก.
(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« ตอบ #6 เมื่อ: 10-10-2007, 11:23 »

ใจหาย..นึกไม่ถึงว่าหลวงพ่อจะมรณภาพเร็วแบบนี้
กราบนมัสการลาหลวงพ่อด้วยความอาลัย
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #7 เมื่อ: 10-10-2007, 11:59 »

 กราบนมัสการ ท่านหลวงพ่อปัญญา ฯ  ด้วยความอาลัยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-10-2007, 13:52 โดย nammatum » บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 10-10-2007, 12:43 »

..กราบนมัสการด้วยอาลัย 

บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #9 เมื่อ: 10-10-2007, 12:45 »

วันนี้ผมร้องไห้ หลังจากไม่ได้ร้องมาหลายปี

อาลัยยิ่งกับบุคคลสำคัญที่จากไปครับ ธรรมของหลวงปู่ จะอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน
บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #10 เมื่อ: 10-10-2007, 14:39 »

เกิดมาชาตินี้
ได้ "อ่าน" ธรรมะของท่านพุทธทาส
ได้ "ฟัง" ธรรมะของหลวงพ่อปัญญา
ก็ถือว่าเกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้ว


 
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #11 เมื่อ: 10-10-2007, 18:56 »

ได้ไปกราบนมัสการท่านครั้งสุดท้าย เกือบปีมาแล้ว ที่วัดชลประทาน เมื่อวันนั้น สังขารของท่านก็ทรุดโทรม จนผู้พบเห็นใจหาย และไม่มีบุญได้นมัสการท่านอีกเลยจนถึงวันนี้

ร่มโพธ์ร่มไทรของพุทธศาสนิกชน โค่นลงอีกหนึ่งแล้ว 
บันทึกการเข้า
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #12 เมื่อ: 10-10-2007, 19:23 »

 
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #13 เมื่อ: 11-10-2007, 05:50 »

ขอกราบนมัสการหลวงพ่อ ขอแสดงความไว้อาลัย

ศาลากลางน้ำที่ท่านตั้งใจจะเห็นในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต ยังสร้างไม่เสร้จ

เพิ่งมีคนเขียนเรื่องนี้ไว้ในบล็อก เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาครับ

หลวงพ่อปัญญาเคยบอกให้หมอรักษาร่างกายของท่านให้อยู่ได้อีก 5 ปี
เมื่ออุโบสถเสร็จแล้ว “จะตายวันไหนก็ได้”

แต่ในที่สุด "สังขารทั้งหลายก็มีความเสื่อมไปเป็นธรรดา" จริงๆ
เพียงเวลาสั้นๆ แค่ 5 ปีในที่สุดก็ยังเหนี่ยวรั้งสังขารให้คงอยู่ไม่ได้

แต่ก็ยังหวังนะครับว่าด้วยบารมีของหลวงพ่อ แม้จะละสังขารไปแล้ว
โครงการที่ท่านตั้งใจไว้ก็คงจะสำเร็จจนได้

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

96 ปี หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ กับงานชิ้นสุดท้ายที่ท่านจะทำเพื่อวงการสงฆ์ของไทย
http://onknow.blogspot.com/2007/04/96.html

ในวันหยุด วันจักรี มีรายการคนค้นคน ภาคพิเศษที่ช่อง Modern nine TV ในตอน
96 ปี หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ชีวิตเพื่องาน งานเพื่อธรรมะ ซึ่งเป็นสารคดีที่นำเสนอ
เรื่องราวชีวิตของท่านปัญญาในแง่มุมต่างๆ โดยในตอนนี้ ฉายภาพให้เห็นตอนที่ท่าน
เข้ารับการรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลศิริราช

ยามที่ท่านป่วย ท่านก็พัก ถ้าไหว ก็ทำงานต่อ ท่านอุทิศชีวิตเพื่อให้ปัญญาสั่งสมต่อคนอื่นๆ


ช่วงหนึ่งขณะที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านปัญญาก็ต้องเดินทางไปบรรยายบันทึกเสียงธรรมะ
ที่ห้องส่งของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เสร็จแล้วก็เดินทางมานอนพักรักษาตัวต่อไป

ในระหว่างถ่ายทำรายการคนค้นคน ท่านได้กล่าวปรัชญาชีวิต หลักคิด และหลักธรรมะคำสอนให้ได้ยินอยู่ตลอด

เสียดาย วันหยุดเช่นนี้ หลายคนต่างมุ่งหน้าเดินทางออกต่างจังหวัด พักผ่อนหาความสำราญใส่ตน หรือคนที่อยู่ดูทีวีที่บ้าน
อาจจะหมุนไปดูรายการบันเทิงของช่องอื่นๆ จนพลาดโอกาสที่จะได้รับชมเนื้อหาที่ดีๆของรายการคนค้นคนในตอนนี้

และยิ่งช่วงเวลาในการออกอากาศคือ 14.00-15.00 น. เวลาบ่ายๆเช่นนี้ จะมีจำนวนผู้ชมมากเทียบเท่ากับเวลาตอนกลางคืนหรือไม่

บุคคลที่สูงวัยหลายคน ยังคงยึดติดกับกิเลส ต่างมุ่งแสวงหาอำนาจ ผลประโยชน์ใส่ตัวอย่างไม่รู้จักพอ
แต่สำหรับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ กลับอุทิศตนเพื่อสั่งสอนให้ความรู้แก่คนทั่วไป มิได้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เช่นคนบางกลุ่ม


ด้วยอายุที่สูงวัย เฉียด 100 ปีเข้าไปแล้ว ไม่แน่ใจว่า ท่านจะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่
ท่านจึงตั้งปณิธานที่จะทำงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของท่าน

คือ การสร้างพระอุโบสถกลางน้ำ ที่วังน้อย อยุธยา ที่คาดหมายกันว่า อีก 2 ปี คงจะแล้วเสร็จ
สิ่งก่อสร้างนี้ ใช้งบประมาณกว่าร้อยล้าน ซึ่งจะต้องหาจากน้ำใจและแรงศรัทธาจากประชาชน มากบ้างน้อยบ้าง

ส่วนสุขภาพของท่านที่ร่วงโรยตามวัย ท่านบอกให้หมอรักษาร่างกายของท่านให้อยู่ได้อีก 5 ปี
เมื่ออุโบสถเสร็จแล้ว “จะตายวันไหนก็ได้”

หลวงพ่อบอกในรายการว่า ควรจะทำ ฝากสิ่งที่ดีๆไว้ ท่านอยากให้คนไทยรู้จักศีลธรรม และปฏิบัติตนเป็นคนดี
และยังมีอีกหลายสิ่งที่จะต้องทำเพื่อพุทธศาสนาอีกมากมาย ท่านเลยอยากจะขออยู่อย่างน้อยให้อายุครบ 100 ปี…

พระอุโบสถกลางน้ำจะเป็นสถานที่ที่เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ของผู้สนใจในหลักธรรมะ เคยเห็นผู้ที่เดินทางไปเรียนหลักธรรมะ
จากอินเดีย จีน ถ้าอยากให้คนต่างชาติมาเรียนพุทธศาสนาในไทย ก็จะต้องสร้างแหล่งเรียนรู้ที่น่าศึกษาเรียนรู้ให้เกิดขึ้น

“ตราบใดที่มีลมหายใจเข้าออก ต้องทำให้สำเร็จ ไม่สำเร็จ ไม่เลิก”

อีก 2-3 ปีข้างหน้า เราทุกคนคงจะเห็นพระอุโบสถกลางน้ำที่วังน้อย ที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุตั้งใจสร้างไว้
เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของท่านแล้วเสร็จ ดังที่หลวงพ่อตั้งใจไว้...


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ร่วมบริจาคสร้างอุโบสถกลางน้ำได้ที่

มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
ชื่อบัญชี พระพรหมมังคลาจารย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด
ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 142-2-157679

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ : ท่านที่ประสงค์จะร่วมบริจาคเข้าบัญชีธนาคาร ขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดอีกครั้ง
                 เนื่องจากอาจมีปัญหาในการเบิกจ่าย กรณีเจ้าของบัญชีมรณภาพนะครับ - jerasak
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-10-2007, 05:55 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #14 เมื่อ: 11-10-2007, 13:34 »



 
บันทึกการเข้า
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 11-10-2007, 15:36 »

เพิ่งมีคนเขียนเรื่องนี้ไว้ในบล็อก เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาครับ

หลวงพ่อปัญญาเคยบอกให้หมอรักษาร่างกายของท่านให้อยู่ได้อีก 5 ปี
เมื่ออุโบสถเสร็จแล้ว “จะตายวันไหนก็ได้”

แต่ในที่สุด "สังขารทั้งหลายก็มีความเสื่อมไปเป็นธรรดา" จริงๆ
เพียงเวลาสั้นๆ แค่ 5 ปีในที่สุดก็ยังเหนี่ยวรั้งสังขารให้คงอยู่ไม่ได้

แต่ก็ยังหวังนะครับว่าด้วยบารมีของหลวงพ่อ แม้จะละสังขารไปแล้ว
โครงการที่ท่านตั้งใจไว้ก็คงจะสำเร็จจนได้

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

96 ปี หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ กับงานชิ้นสุดท้ายที่ท่านจะทำเพื่อวงการสงฆ์ของไทย
http://onknow.blogspot.com/2007/04/96.html

ในวันหยุด วันจักรี มีรายการคนค้นคน ภาคพิเศษที่ช่อง Modern nine TV ในตอน
96 ปี หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ชีวิตเพื่องาน งานเพื่อธรรมะ ซึ่งเป็นสารคดีที่นำเสนอ
เรื่องราวชีวิตของท่านปัญญาในแง่มุมต่างๆ โดยในตอนนี้ ฉายภาพให้เห็นตอนที่ท่าน
เข้ารับการรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลศิริราช

ยามที่ท่านป่วย ท่านก็พัก ถ้าไหว ก็ทำงานต่อ ท่านอุทิศชีวิตเพื่อให้ปัญญาสั่งสมต่อคนอื่นๆ


ช่วงหนึ่งขณะที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านปัญญาก็ต้องเดินทางไปบรรยายบันทึกเสียงธรรมะ
ที่ห้องส่งของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เสร็จแล้วก็เดินทางมานอนพักรักษาตัวต่อไป

ในระหว่างถ่ายทำรายการคนค้นคน ท่านได้กล่าวปรัชญาชีวิต หลักคิด และหลักธรรมะคำสอนให้ได้ยินอยู่ตลอด

เสียดาย วันหยุดเช่นนี้ หลายคนต่างมุ่งหน้าเดินทางออกต่างจังหวัด พักผ่อนหาความสำราญใส่ตน หรือคนที่อยู่ดูทีวีที่บ้าน
อาจจะหมุนไปดูรายการบันเทิงของช่องอื่นๆ จนพลาดโอกาสที่จะได้รับชมเนื้อหาที่ดีๆของรายการคนค้นคนในตอนนี้

และยิ่งช่วงเวลาในการออกอากาศคือ 14.00-15.00 น. เวลาบ่ายๆเช่นนี้ จะมีจำนวนผู้ชมมากเทียบเท่ากับเวลาตอนกลางคืนหรือไม่

บุคคลที่สูงวัยหลายคน ยังคงยึดติดกับกิเลส ต่างมุ่งแสวงหาอำนาจ ผลประโยชน์ใส่ตัวอย่างไม่รู้จักพอ
แต่สำหรับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ กลับอุทิศตนเพื่อสั่งสอนให้ความรู้แก่คนทั่วไป มิได้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เช่นคนบางกลุ่ม


ด้วยอายุที่สูงวัย เฉียด 100 ปีเข้าไปแล้ว ไม่แน่ใจว่า ท่านจะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่
ท่านจึงตั้งปณิธานที่จะทำงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของท่าน

คือ การสร้างพระอุโบสถกลางน้ำ ที่วังน้อย อยุธยา ที่คาดหมายกันว่า อีก 2 ปี คงจะแล้วเสร็จ
สิ่งก่อสร้างนี้ ใช้งบประมาณกว่าร้อยล้าน ซึ่งจะต้องหาจากน้ำใจและแรงศรัทธาจากประชาชน มากบ้างน้อยบ้าง

ส่วนสุขภาพของท่านที่ร่วงโรยตามวัย ท่านบอกให้หมอรักษาร่างกายของท่านให้อยู่ได้อีก 5 ปี
เมื่ออุโบสถเสร็จแล้ว “จะตายวันไหนก็ได้”

หลวงพ่อบอกในรายการว่า ควรจะทำ ฝากสิ่งที่ดีๆไว้ ท่านอยากให้คนไทยรู้จักศีลธรรม และปฏิบัติตนเป็นคนดี
และยังมีอีกหลายสิ่งที่จะต้องทำเพื่อพุทธศาสนาอีกมากมาย ท่านเลยอยากจะขออยู่อย่างน้อยให้อายุครบ 100 ปี…

พระอุโบสถกลางน้ำจะเป็นสถานที่ที่เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ของผู้สนใจในหลักธรรมะ เคยเห็นผู้ที่เดินทางไปเรียนหลักธรรมะ
จากอินเดีย จีน ถ้าอยากให้คนต่างชาติมาเรียนพุทธศาสนาในไทย ก็จะต้องสร้างแหล่งเรียนรู้ที่น่าศึกษาเรียนรู้ให้เกิดขึ้น

“ตราบใดที่มีลมหายใจเข้าออก ต้องทำให้สำเร็จ ไม่สำเร็จ ไม่เลิก”

อีก 2-3 ปีข้างหน้า เราทุกคนคงจะเห็นพระอุโบสถกลางน้ำที่วังน้อย ที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุตั้งใจสร้างไว้
เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของท่านแล้วเสร็จ ดังที่หลวงพ่อตั้งใจไว้...


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ร่วมบริจาคสร้างอุโบสถกลางน้ำได้ที่

มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
ชื่อบัญชี พระพรหมมังคลาจารย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด
ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 142-2-157679

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ : ท่านที่ประสงค์จะร่วมบริจาคเข้าบัญชีธนาคาร ขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดอีกครั้ง
                 เนื่องจากอาจมีปัญหาในการเบิกจ่าย กรณีเจ้าของบัญชีมรณภาพนะครับ - jerasak

 

ขอกราบนมัสการ หลวงพ่อ และ แสดงความไว้อาลัย
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
หน้า: [1]
    กระโดดไป: