ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
06-07-2020, 06:16
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  จากหัวข้อ ผมอยากจะเตือนความจำ ของคนในชาติครับ ใครทำอะไร 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
จากหัวข้อ ผมอยากจะเตือนความจำ ของคนในชาติครับ ใครทำอะไร  (อ่าน 6368 ครั้ง)
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« เมื่อ: 10-08-2006, 06:37 »

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4585781/P4585781.html

จาก ''ในการประมูลขายสินทรัพย์ในปี 2541 เราขายได้ราคาต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่านั้นครับ'' ในบทความ เราเห็นอะไร ?

หลังจากที่เรียนจบก็มีโอกาสไปฟังสัมมนาที่อาคารตลาดหลักทรัพย์เรื่องการลงทุน รวมทั้งเรื่อง
ว่าเหตุการ์ปี41มีรูปแบบเป็นอย่างไร ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดความรุนแรง

ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความรุนแรง
1. บ.ไฟแนนส์ส่วนใหญ่และบ.ทั่วไป จะกู้เงินจากนอกที่มีดอกเบี้ยถูกมาปล่อยกู้ ขยายกิจการ
หรืออื่นๆ โดยไม่มีการประกันอัตราแลกเปลี่ยน
2. มีการประเมิลทรัพย์สินที่ใช้คำประกันเกินความจริง3-5เท่าขึ้นไป (ไฟแนนส์10-15เท่าขึ้นไป)


เมื่ออัตราแลกเปลี่ยน มีความเปลี่ยนแปลงกระทันหันไม่มีใครรู้ตัวหรือได้ตั้งตัวก่อน
(ประเด็นนี้ ถ้ารัฐบาลชวลิตประเมิลจำนวนเงินกู้จากต่างประเทศและความเสียหายก่อน
แล้วประกาศล่วงหน้าว่าจะมีการลดค่าเงิน ให้บ.ที่กู้นอกได้มีโอกาศประกันอัตราแลกเปลี่ยน
หรือชำระหนี้บางส่วนล่วงหน้าก่อน คงจะไม่เกิดวิกฤติรุนแรงอย่างที่เป็น)

สมมุติทรัพย์สินมีมูลค่าที่แท้จริง100ล้าน แต่ประเมิล3เท่าเพื่อขอกู้นอกเป็น300ล้าน
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน จากประมาณ25เป็น50บาทหรือประมาณ2เท่า
ทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงก็จะมีมูลค่า600ล้าน
เมื่อประเมิลขายที่20%ของราคาทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงแสดงว่า ขายในราคา120ล้าน
เท่ากับขายประมาณ60%ของมูลค่าที่แท้จริงหลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน

สมมุติทรัพย์สินมีมูลค่าที่แท้จริง100ล้าน แต่ประเมิล10เท่าเพื่อกู้นอกเป็น1000ล้าน
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน จากประมาณ25เป็น50บาทหรือประมาณ2เท่า
ทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงก็จะมีมูลค่า2000ล้าน
เมื่อประเมิลขายที่20%ของราคาทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงแสดงว่า ขายในราคา400ล้าน
เท่ากับขายประมาณ200%ของมูลค่าที่แท้จริงหลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน

(ประเด็นนี้ที่บอกว่านักธุรกิจกลุ่มรายเล็กเสียหายเพราะนำไปคิดรวมกับกลุ่มรายใหญ่ที่ประเมิลเกินจริงมากๆ
มีการร้องขอให้แยกกันคิดได้ไหม แต่รัฐบาลชวน2ไม่แยก แล้วที่หลังเป็นยังไงก็จำไม่ได้แล้ว)

การให้กู้ขณะนั้นจะให้กู้ประมาณ1ใน3ของทรัพย์สินที่ประเมิล
รายแรก กู้ได้100ล้าน หลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นมีหนี้200ล้าน ขายได้120เหลือหนี้80ล้านต้องสูญเสียกิจการ
รายที่2  กู้ได้330ล้าน หลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นมีหนี้660ล้าน ขายได้400เหลือหนี้260ล้านต้องสูญเสียกิจการ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-08-2006, 19:32 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #1 เมื่อ: 10-08-2006, 06:40 »

ปริมาณหนี้สินภาคเอกชน

ฟองสบู่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเศรฐกิจดี ส่วนหลักมาจากการนำทรัพสินที่ประเมิลราคาเกินจริง
ไปขอกู้นอกได้จำนวนเงินสูง จึงมีเม็ดเงินกู้จำนวนสูงนั้นเข้ามาสู่ระบบในปริมาณเกินจริง
การจับจ่ายเงินจำนวนสูงนั้น จากมือไปอีกมือ หมุนเวียนกันในระบบ(คิดถึงโฆษณาเงินกำลังจะหมุนไป)
เมื่อฟองสบู่แตกจากอัตราแลกเปลี่ยน จากหนี้สินภาคเอกชนที่กู้ต่างชาติเกินจริงและค่าเงินเปลี่ยนแปลง
ทำให้รายได้และทรัพย์สินที่ประเมิลสูงเกินจริง ไม่พอต่อการชำระหนี้นั้นคือ เงินที่ใช้หมุนเวียนเยอะในระบบหายไป
ทำให้กระทบต่อกันเป็นลูกโซ่ เราจึงรู้สึกไม่มีเงินใช้จ่ายแบบก่อนฟองสบู่แตก เมื่อเงินที่หมุนเวียนจับจ่าย
หายไป หนี้สินที่กู้ไว้ก็ไม่มีเงินจากรายได้มาชำระ ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างลูกจ้าง (จากบ.ต่อบ.กระทบไปเรื่อยๆ)

ถ้าไม่มีการกู้เกินจริงในปริมาณสูงมากโดยเฉพาะไฟแนนส์ จำนวนเงินหมุนในระบบอาจจะลดลง
แต่เศรฐกิจจะโตตามขนาดแท้จริงของธุรกิจ การโจมตีค่าเงินก็ไม่ค่อยมีผลต่อธุรกิจต่อการชำระหนี้มาก
เพราะสามารถชำระหนี้ไหว ก็จะไม่เกิดสภาวะล้มละลายต่อเนืองแบบลูกโซ่ที่เรากลัวอีก (บ.มีเงินชำระต่อบ.
ไปเป็นทอดๆไม่สะดุด)

เมื่อรู้ถึงสาเหตุ รัฐบาลชวน2จึงออกมาตราการป้องกันในภายหลัง ด้วยวิธีการเข้มงวดต่อการตรวจสอบ
ไม่ให้มีการประเมิลทรัพย์สินสูงเกินจริงเพื่อใช้กู้เงินอีก เพื่อไม่ให้เกิดภาวะตีฟองสบู่ใหม่และ
ทุบฟองสบู่ให้แตกอีกครั้ง

หลายคนอยากให้ฟองสบู่กลับมา แต่การกลับมาถ้าเกิดปัญหาอะไรก็ตามอีก ก็จะล้มต่อกันเป็นทอดๆอีก
เพราะ หนี้สูญกำลังจะหมุนไป (นึกถึงหนี้สูญหมุนแทนเงินสิ สยอง)

เฉลย จาก ''ในการประมูลขายสินทรัพย์ในปี 2541 เราขายได้ราคาต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่านั้นครับ''
เนื้อหาบทความ ได้มีการเขียนเหตุกาณ์จากอดีตในเชิงวิเคราะห์ยาวมากมายเรื่อง41 อ่านจนมึน
แต่พอเรื่องการประเมิลทรัพย์สินกลับเขียนเหมือนไม่รู้ความจริงตรงนี้ ทั้งที่มันเป็นสาเหตุหลักของความรุนแรง
เหตุกาณ์ 41 มันแปลกดีนะ ^^' 

-การโจมตีค่าเงินก่อนปี41 เราเคยถูกโจมตีมาแล้ว แต่ไม่ค่อยรุนแรงเพราะหนี้กู้ต่างประเทศน้อยชำระไหว
-การโจมตีค่าเงินปี41 ที่รุนแรงเพราะ หนี้กู้ต่างประเทศเยอะจนจ่ายหนี้ไม่ไหวและหนี้สูญของเราก็หมุนลาม
ไปต่างประเทศที่ให้เราซื้อและกู้ เค้าเลยเรียกกันว่า "พิษต้มยำกุ้ง'' เพราะหนี้สูญเริ่มที่ไทย
(ยุคนี้ทุกคนต้องใช้เหตุผลเยอะๆ ประเทศถึงจะก้าวอย่างมั่นคงต่อไปได้)

ย่อให้อ่านเข้าใจง่ายๆ รูปแบบปัญหาปี41
ฟองสบู่มาจากการนำทรัพสินที่ประเมิลราคาเกินจริงไป ขอกู้ต่างประเทศได้เงินเยอะ เงินเยอะมากนี้
เข้ามาสู่ระบบ เกิดการจับจ่ายเงินจากมือไปอีกมือ หมุนเวียนกัน (คิดถึงโฆษณาเงิน(ก้อนโต)กำลังจะหมุนไป)
เมื่อฟองสบู่แตกจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้และทรัพย์สินที่ประเมิลสูงเกินจริง ไม่พอต่อการชำระหนี้2เท่า
ทำให้เงินที่ใช้หมุนเวียนเยอะในระบบหายไป ทำให้ไม่มีเงินจับจ่ายจากมือไปอีกมือ เกิดสภาพหนี้สูญหมุน
จากมือไปอีกมือแทน (คิดถึงหนี้สูญ(ก้อนโต)หมุนแทนเงิน)
ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-08-2006, 11:47 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #2 เมื่อ: 10-08-2006, 06:43 »

จากข้างบน

จึงมีการเรียกร้องให้เจ้าของกิจการต่างๆ มีธรรมาภิบาลในการบริหารธุรกิจของตัวเอง
เพราะ เจ้าของธุรกิจหลายรายที่มีธรรมภิบาลนั้นพาบ.รอดจากเหตุการณ์ได้
สามารถจ้างงานต่อและสามารถชำระหนี้ได้ สามารถจับจ่ายให้เงินหมุนต่อไปในระบบ
เศรฐกิจก็จะขับเคลือนต่อไปได้

ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆ จึงมีการขอร้องให้เจ้าของธุรกิจต่างๆหาทางป้องกันไว้ก่อน

ถ้าเจ้าของธุรกิจรอดเยอะๆ ปัญหาก็จะไม่รุนแรง เพราะ เงินมันหมุนไป


เราทุกคนจะช่วยกันเล็กๆน้อยๆได้อย่างไร ช่วยอธิบายเหตุผลจากคำลวงที่ออกมามากมาย 
ให้คนที่อาจจะมีโอกาศทางการศึกษาน้อยกว่าเราได้เข้าใจ

จากบทความ ทำให้นึกถึงว่า เป็นคนอธิบายเรื่องยากให้ง่ายได้ ก็เลยลองคิดดู(แต่บางครั้งเพือนบอกยากกว่าเดิม ^^')

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-08-2006, 06:58 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
คนในวงการ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,393


FLY WITH NO FEAR !!


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 10-08-2006, 07:00 »

อ่า ...

ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ช่วยเขียนบทสรุปหน่อยได้มั้ยครับ กระทู้มันเหมือนกับจับปูมาใส่กระด้งแล้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะผัดผงกระหรี่ หรือจะทำปูเผา  Cool
บันทึกการเข้า

"Be without fear in the face of your enemies. Be brave and upright that God may love thee.
Speak the truth, always, even if it leads to your death. Safeguard the helpless, and do no wrong. That is your oath."
- Balian of Ibelin -
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #4 เมื่อ: 10-08-2006, 07:06 »

แซวได้เจ็บปวดมาก ต้องการอธิบายบอกรูปแบบปัญหาปี41ว่ามันเป็นอย่างไร 

เจตนาคือ เราทุกคนจะช่วยกันเล็กๆน้อยๆได้อย่างไร ช่วยอธิบายเหตุผลจากคำลวงที่ออกมามากมาย 
ให้คนที่อาจจะมีโอกาศทางการศึกษาน้อยกว่าเราได้เข้าใจ

สรุป จาก ''ในการประมูลขายสินทรัพย์ในปี 2541 เราขายได้ราคาต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่านั้นครับ''
เนื้อหาบทความ ได้มีการเขียนเหตุกาณ์จากอดีตในเชิงวิเคราะห์ยาวมากมายเรื่อง41
แต่พอเรื่องการประเมิลทรัพย์สินกลับเขียนเหมือนไม่รู้ความจริงตรงนี้ ทั้งที่มันเป็นสาเหตุ
หลักของความรุนแรงเหตุกาณ์ 41 มันแปลกดีนะ ^^'
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-08-2006, 07:28 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
คนในวงการ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,393


FLY WITH NO FEAR !!


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 10-08-2006, 07:26 »

แหะ แหะ ไม่ได้แซว ผมอยากได้ความรู้เพิ่มเติมหนะครับ อ่า ... คือว่าถ้าจะให้แซ๊บกว่านี้ น่าจะเติมมะนาว เอ้ย จขกท. น่าจะเขียนบทวิเคราะห์พยากรณ์ สภาวะเศรษฐกิจในปีปัจจุบันเป็นการตบท้ายนะครับ เพราะดู ๆ แล้วคุณ Iona น่าจะมีความชำนาญในเรื่องนี้  Cool ถือว่าแถมเป็นของหวานหลังจานหลักฮะ  Mr. Green
บันทึกการเข้า

"Be without fear in the face of your enemies. Be brave and upright that God may love thee.
Speak the truth, always, even if it leads to your death. Safeguard the helpless, and do no wrong. That is your oath."
- Balian of Ibelin -
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #6 เมื่อ: 10-08-2006, 07:33 »

ไม่ได้ชำนาญเลย ไม่ได้เรียนด้านนี้ด้วย แค่สนใจเรื่องนี้ก็เลยศึกษาเลยไปฟังก็เข้าใจเห็นภาพ ก็เอาภาพมาเล่า (เอามะพร้าวมาขายสวนที่นี่อะ^^')

ก็หวังแต่คนที่ไม่เข้าใจ ได้อ่านลองทำความเข้าใจบ้างเท่านั้นละ (เราต้องรู้สาเหตุของปัญหาก่อน เราถึงจะแก้ไขปัญหาได้)


เรื่องนี้มันบอกอะไรเราบาง
ถ้าเราเห็นรูปแบบเริ่มมีทรัพย์สินประเมิลเกินจริงเพื่อกู้เงินจากนอกระบบอีก หรือรู้สึกถึงปริมาณเงินที่มากผิดปกติที่เติมเข้ามาในระบบ
เราก็จะได้หาทางป้องกันธุรกิจของเราก่อนและถ้าทุกคนป้องกันจนรอดเยอะๆจากเหตุการณ์ได้ ปัญหาก็จะไม่รุนแรง เพราะ เงินมันยังจะหมุนไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-08-2006, 19:37 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #7 เมื่อ: 10-08-2006, 07:35 »

อ้างถึง
''ในการประมูลขายสินทรัพย์ในปี 2541 เราขายได้ราคาต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่านั้นครับ
สมมุติทรัพย์สินมีมูลค่าที่แท้จริง100ล้าน แต่ประเมิล3เท่าเพื่อขอกู้นอกเป็น300ล้าน
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน จากประมาณ25เป็น50บาทหรือประมาณ2เท่า
ทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงก็จะมีมูลค่า600ล้าน
เมื่อประเมิลขายที่20%ของราคาทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงแสดงว่า ขายในราคา120ล้าน
เท่ากับขายประมาณ60%ของมูลค่าที่แท้จริงหลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน

ยกประโยคในบทความมา เพื่อจะวิจารณ์ความจริงนะคะ  คุณยกมาได้ชัดเจนดีค่ะ เพราะนี่เป็นประเด็นที่มีการกล่าวหากันมากว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่พังพินาศเพราะรัฐบาล ชวลิต-ทักษิณ ก่อไว้ มีการดำเนินการไม่โปร่งใส มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง

ข้อเท็จจริงก็ดังที่คุณยกตัวอย่างมาค่ะ  ที่ดินถูกปั่นราคาให้สูงเกินจริงหลายเท่า เพื่อนำไปกู้จากธนาคาร เมื่อกลายเป็นหนี้เสียไม่มีผู้ไปไถ่ถอน ยอดหนี้นั้นยังมีมูลค่าเท่าที่กู้ไปบวกด้วยดอกเบี้ย แต่ราคาสินทรัพย์จริงนั้น กลับมาสู่ภาวะเดิมก่อนการปั่น อีกทั้งบางรายยังเป็นหนี้ในรูปเงินตราต่างประเทศ  เมื่อนำทรพย์สินขายทอดตลาดในราคาจริงที่ควรจะเป็น มันก็จะต่ำกว่ามูลค่าที่ไปกู้มาทุกรายเสมอ

นี่เป็นเหตุของการบิดเบือน ที่ไทยรักไทยเขาชอบยกมาเสมอค่ะ ว่าทำไมขายไปราคาต่ำ ต่ำที่ว่าหมายถึงต่ำกว่ามูลค่าที่ไปกู้มา โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงค่ะ นำมาเตือนความจำไว้ก็ดีค่ะ กันลืม
บันทึกการเข้า
คนในวงการ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,393


FLY WITH NO FEAR !!


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 10-08-2006, 07:36 »

อ่า ... ขอบคุณ คุณ Iona ที่นำมาเผยแพร่และคุณพรรณชมพู ที่ช่วยมาตบท้ายด้วยของหวานครับ  Tongue out
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-08-2006, 07:46 โดย คนในวงการ » บันทึกการเข้า

"Be without fear in the face of your enemies. Be brave and upright that God may love thee.
Speak the truth, always, even if it leads to your death. Safeguard the helpless, and do no wrong. That is your oath."
- Balian of Ibelin -
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #9 เมื่อ: 10-08-2006, 07:38 »

ใช่ครับ เย่ๆๆ มีคนเข้าใจแล้ว ดีใจๆ ^^
บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 10-08-2006, 09:51 »

ต้องบอกว่า ขายได้ 20% จาก "มูลค่าฟองสบู่" ครับ เป็นมูลค่าที่เป็นแค่ตัวเลขในกระดาษ
ไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน เศรษฐกิจมันถึงพังเพราะว่าปั่นมูลค่าฟองสบู่กันไงครับ
แล้วก็อย่าว่าแต่ยุคฟองสบู่เลย ลองไปดูที่เขาขายทรัพย์สินทอดตลาดของกรมบังคับคดีกันสิครับ
ขายได้ 50% ก็เก่งแล้ว
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #11 เมื่อ: 10-08-2006, 10:34 »

ไม่เห็นพูดเรื่องจับมารวมให้ก้อนใหญ่ คนไทยจะได้ประมูลไม่ได้เลย
บันทึกการเข้า
ThailandReport
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,415


« ตอบ #12 เมื่อ: 10-08-2006, 10:46 »

อ่า ...

ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ช่วยเขียนบทสรุปหน่อยได้มั้ยครับ กระทู้มันเหมือนกับจับปูมาใส่กระด้งแล้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะผัดผงกระหรี่ หรือจะทำปูเผา  Cool

ผมมาสายไปไหมครับเนี่ย ?
ขอโหวต ผัดผงกะหรี่ (ส่ายนมสดด้วยคร้าบบบบบบ)  Mr. Green Laughing
บันทึกการเข้า

The only thing necessary for the triump of evil is for good men to do nothing !!
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย !
ธ.ส.
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,086



« ตอบ #13 เมื่อ: 10-08-2006, 10:48 »

ปูผัดผงกะหรี่ใส่นม ต้องร้านเจริญซีฟู๊ดที่สามย่าน อร่อยมาก
บันทึกการเข้า

ปีนี้เราจะได้ Triple Champ

คุณพนันกับผมไม๊ แต่ผมไม่พนันกับคุณนะ
Solidus
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,381



« ตอบ #14 เมื่อ: 10-08-2006, 13:46 »

ถ้าเป็นแบบนี้ ็ที่ขาย20% ก็เป็นราคา20%จากราคาที่ปั่นขึ้นประมาณ10เท่าจากราคาจริงเหรอ งั้นก็ขายได้2เท่าจากราคาจริงอะดิ
บันทึกการเข้า
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 10-08-2006, 13:54 »

ถ้าเป็นแบบนี้ ็ที่ขาย20% ก็เป็นราคา20%จากราคาที่ปั่นขึ้นประมาณ10เท่าจากราคาจริงเหรอ งั้นก็ขายได้2เท่าจากราคาจริงอะดิ

อย่าไปพูดแบบนี้กับคนเชียร์ทักษิณนะครับ เขาจะหาว่าคุณพูดจาวกวนไม่รู้เรื่อง  Laughing
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
Puggi
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182


« ตอบ #16 เมื่อ: 10-08-2006, 14:06 »

ไม่เห็นพูดเรื่องจับมารวมให้ก้อนใหญ่ คนไทยจะได้ประมูลไม่ได้เลย

  นี่คือ สิ่ง ที่ ชวน  ทำผิดพลาดครับ พลาดอย่างมหันต์ ที่ไปเชื่อ ธารินทร์ และ อมเรศ ศิลาออ่น   การประมูลคืออะไรก็ตามที ไม่ว่ากัน
แต่การกีดกันไม่ให้คนไทยประมูล หรือว่าต้องเป็น บริษท ต่างชาติ ถือหุ้นกับคนไทยประมูล นี่เลวมาก

  ณ ตอนนั้น คนไทยที่ยังรวยยังมีอีกเยอะ แต่ไม่สามารถประมูลได้   แต่ดันไปตั้งบริษัทกับฝรั่งมาประมูลเองนี่สิ คนถึงได้เกลียดนัก
 หากว่าตอนนั้น การประมูล ให้คนไทยเข้าร่วมได้ เชือผมสิ ปชป คงไม่แพ้ไทยรักไทย ณ ครั้งนันหรอก 
  แต่บุคคลที่เกี่ยวเนื่องข้อง ถือว่าคงไม่มีโอกาศกลับมาทางการเมืองแล้ว ก็ได้แต่ หวังว่า ปชป ยุคใหม่ จะเอาเรื่องนี้มาเป็นบทเรียนนะครับ
บันทึกการเข้า
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #17 เมื่อ: 10-08-2006, 17:34 »

ไม่เห็นพูดเรื่องจับมารวมให้ก้อนใหญ่ คนไทยจะได้ประมูลไม่ได้เลย

อ้างถึง
สมมุติทรัพย์สินมีมูลค่าที่แท้จริง100ล้าน แต่ประเมิล3เท่าเพื่อขอกู้นอกเป็น300ล้าน
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน จากประมาณ25เป็น50บาทหรือประมาณ2เท่า
ทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงก็จะมีมูลค่า600ล้าน
เมื่อประเมิลขายที่20%ของราคาทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงแสดงว่า ขายในราคา120ล้าน
เท่ากับขายประมาณ60%ของมูลค่าที่แท้จริงหลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน

สมมุติทรัพย์สินมีมูลค่าที่แท้จริง100ล้าน แต่ประเมิล10เท่าเพื่อกู้นอกเป็น1000ล้าน
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน จากประมาณ25เป็น50บาทหรือประมาณ2เท่า
ทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงก็จะมีมูลค่า2000ล้าน
เมื่อประเมิลขายที่20%ของราคาทรัพย์สินที่ประเมิลเกินจริงแสดงว่า ขายในราคา400ล้าน
เท่ากับขายประมาณ200%ของมูลค่าที่แท้จริงหลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน

การให้กู้ขณะนั้นจะให้กู้ประมาณ1ใน3ของทรัพย์สินที่ประเมิล
รายแรก กู้ได้100ล้าน หลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นมีหนี้200ล้าน ขายได้120เหลือหนี้80ล้านต้องสูญเสียกิจการ
รายที่2  กู้ได้330ล้าน หลังการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นมีหนี้660ล้าน ขายได้400เหลือหนี้260ล้านต้องสูญเสียกิจการ

ถ้าคุณลองพิจารณาตัวเลขดีๆจากประโยคที่ยกมา คิดว่าคุณคือ คนซื้อคุณอยากซื้อแบบไหนบนหรือล่างหรือไม่หน้าซื้อเลยทั้งบนและล่าง
และคิดว่าคุณคือ คนขายคุณจะขายแบบไหนทำให้ลดหนี้เสียเหล่านี้ได้มากที่สุด (ต้องลองคิดก่อน อาจจะเกิดไอเดียแก้ปัญหาใหม่ๆที่ดีได้)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-08-2006, 17:45 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #18 เมื่อ: 10-08-2006, 18:28 »

ไม่เห็นพูดเรื่องจับมารวมให้ก้อนใหญ่ คนไทยจะได้ประมูลไม่ได้เลย

จำดีลชินคอร์ปได้ไหมคะ ทำไม่ถึงต้องขายเป็นก้อนใหญ่ให้เทมาเส็ค ทำไมไม่แยกกิจการขายให้คนไทยบ้าง  มันก็มีเหตุผลของมันค่ะ
โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติในตอนนั้น เศรษฐกิจไทยเจ๊งค่ะ คนไทยจึงไม่มีเข้าประมูล

ดีใจค่ะ ที่ชอบแถไม่เถียงเรื่อง ทำไมขายไปราคาต่ำ อย่างที่ไทยรักไทยชอบบิดเบือนกัน ก็คงยอมรับไปครึ่งหนึ่งแล้วค่ะว่าทำไม ต่อไปถ้าตัดอคติออกไปจากใจได้ จะเห็นค่ะว่า รัฐบาล ป.ช.ป.ในยุคนั้น ก็พยายามทำเพื่อชาติอย่างที่สุดแล้ว หลังจาก ชวลิต-ทักษิณ ทำซะเละเทะค่ะ

ปูผัดผงกะหรี่ใส่นม ต้องร้านเจริญซีฟู๊ดที่สามย่าน อร่อยมาก

สมบูรณ์ภัตตาคารค่ะ ติดสถานีรถไฟฟ้าห้วยขวาง ขยายสาขามาจากแถวสามย่าน ใช้ได้ค่ะๆ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-08-2006, 10:01 โดย พรรณชมพู » บันทึกการเข้า
koo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 550



« ตอบ #19 เมื่อ: 10-08-2006, 19:10 »

อ่า... ถ้าคนทั้งประเทศ ที่ไม่ใช่คนความรู้สูงๆ จบปริญญาสูงๆ Mr. Green เข้าใจเรื่องนี้ คะแนน ปชป.จะกลับมาเยอะทีเดียว

เพราะเท่าที่จำๆได้ ปชป. จะโดนเรื่องการขายหนี้ถูกมากเหมือนกัน

ปล. ไม่แน่ใจนะ แต่เท่าที่ผมจำได้(ไม่ได้หมายความว่าจริง) ปชป. โดนโจมตีเรื่องขายสินทรัพย์หนี้เน่าราคาถูกเยอะมาก

พอผ่านมาอีก 3-4 ปี สินทรัพย์เหล่านั้นกลับมามีราคาเพิ่มขึ้น  Confused (ซึ่งผมก็คิดว่ามันต้องเพิ่มอยู่แล้วตอนฟองสบู่แตกใครมันอยากซื้อของละดอกเบี้ย 10+%)
บันทึกการเข้า
Solidus
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,381



« ตอบ #20 เมื่อ: 10-08-2006, 21:22 »

มิน่า ทำไมถึงไม่มีใครฟ้องเรื่องนี้เลย(มั้ง)
บันทึกการเข้า
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #21 เมื่อ: 11-08-2006, 08:32 »

ทำไมจะต้องขายหนี้เสียเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดและให้เร็วที่สุด?

จาก เมือรายรับของบ.ไม่พอต่อการชำระหนี้ บ.เหล่านี้ก็ไม่สามารถจะชำระเงินให้กับบ.อื่นๆที่ต่อไปเป็นทอดๆได้ (สภาพหนี้สูญกำลังจะหมุนไป)

การจะหยุดสภาพหนี้สูญที่หมุนไป ก็ต้องทำให้บ.เหล่านี้มีเงินชำระหนี้ต่อบ.อื่นๆให้ได้เร็วที่สุด (ก็จะกลับสู่สภาพเงินกำลังจะหมุนไปอีกครั้ง)


แล้วทำไมเมื่อการชำระหนี้เกิดขึ้นแล้ว เราก็ยังรู้สึกยิ่งไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย?

จาก อัตราการแลกเปลี่ยนที่เพิ่มเป็น2เท่า ราคาสินค้าต่างๆที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็เพิ่มเป็น2เท่า นั่นเท่ากับ

เราจะต้องส่งเงินชำระค่าสินค้าออกไปนอกระบบเป็น2เท่า ทำให้เงินที่หมุนเวียนใช้จ่ายในระบบยิ่งลดลงอย่างรวดเร็ว (จ่ายแบบx2 จุดนี้คือปัญหา)


เราจะทำยังไงให้เงินชำระค่าสินค้าที่ออกไปนอกระบบเป็น2เท่านั้นลดลงด่วนที่สุด? (ไม่ต้องจ่ายแบบx2และเพิ่มเงินให้ระบบได้ยังไง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-08-2006, 19:34 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #22 เมื่อ: 15-08-2006, 19:43 »

ยกตัวอย่างการโจมตีค่าเงิน (ต้องคิดว่าคุณเป็นคนต่างชาติจึงเข้าใจง่าย)

สมมุติด้วยตัวเลขง่ายๆ
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลล่า/25บาท
คุณมีเงิน 100 ดอลล่า แลกเงินไทยได้ 2500บาท คุณก็จะมีเงินไทยตอนนี้ 2500 บาท
(เมื่อทุกคนลุมซื้อด้วยเชื่อว่าค่าเงินจะแข็งและคนไทยเอาบาทไปแลกดอลล่าก็จะทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นตามความต้องการของตลาดและจำนวนทรัพย์ค้ำประกัน)

พอค่าเงินแข็งขึ้นเป็น 1 ดอลล่า/20 บาท
คุณก็เอาเงิน2500บาทมาแลกเป็นดอลล่าได้ 125 ดอลล่า << กำไร25%
(เมือทุกคนลุมขายทำกำไรด้วยเชื่อว่าค่าเงินจะอ่อนตัวลงเพราะเศษฐกิจไทยไม่ได้โตขนาดนั้น ค่าเงินก็จะอ่อนตัว พอค่าเงินอ่อนตัวมากคนไทยที่แลกดอลล่าไว้ก็ขายดอลล่าได้เงินบาทจำนวนมาก)

ดังนั้นเราจึงหยุดการลงทุนด้วยวิธีนี้ไม่ได้ แต่เราป้องกันความเสียหายได้จากนโยบายทาง
การเงินการคลังได้ << ชี้ให้เห็นว่า การเลือกนักการเมืองไปบริหารประเทศสำคัญแค่ไหน
การตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้บริหารการเมืองการคลังในการซื้อบาทคืนเพื่อชะลอการแข็งตัว
หรือการลดค่าเงินในภายหลังโดยไม่ประกาศล่วงหน้า สร้างความเจ็บปวดต่อเรามาแล้ว
(ให้อดีตเป็นบทเรียนที่ดีต่อเรา นำมันมาใช้เพื่อป้องกันอย่างสร้างสรรค์)

การป้องกันที่เราช่วยกันได้
ถ้าเห็นเงินบาทแข็งต่อเนืองขึ้นผิดปกติ เราต้องช่วยกันอย่าแลกดอลล่า(การแลกดอลล่าตอนนั้นก็เหมือนช่วยต่างชาติซื้อเงินบาท ยิ่งเป็นการเร่งให้ค่าเงินแข็งขึ้นไปอีก)และช่วยกันนำเงินดอลล่าที่มีไปแลกเป็นเงินบาทกลับมา
ถ้าช่วยกันเยอะส่วนต่างที่รัฐต้องพยุงค่าเงินให้คงที่ก็จะไม่เยอะ เศรฐกิจเราก็จะดำเนินต่อไปได้แบบปกติ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-08-2006, 19:59 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
THX
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 569



« ตอบ #23 เมื่อ: 15-08-2006, 20:57 »

แซวได้เจ็บปวดมาก ต้องการอธิบายบอกรูปแบบปัญหาปี41ว่ามันเป็นอย่างไร 

เจตนาคือ เราทุกคนจะช่วยกันเล็กๆน้อยๆได้อย่างไร ช่วยอธิบายเหตุผลจากคำลวงที่ออกมามากมาย 
ให้คนที่อาจจะมีโอกาศทางการศึกษาน้อยกว่าเราได้เข้าใจ

สรุป จาก ''ในการประมูลขายสินทรัพย์ในปี 2541 เราขายได้ราคาต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่านั้นครับ''
เนื้อหาบทความ ได้มีการเขียนเหตุกาณ์จากอดีตในเชิงวิเคราะห์ยาวมากมายเรื่อง41
แต่พอเรื่องการประเมิลทรัพย์สินกลับเขียนเหมือนไม่รู้ความจริงตรงนี้ ทั้งที่มันเป็นสาเหตุ
หลักของความรุนแรงเหตุกาณ์ 41 มันแปลกดีนะ ^^'

ถ้าเริ่มจากปี 2541 มันจะดูเป็นการพูดข้างเดียว ถ้าเริ่มจริง ๆ ขอเป็นปี 2523 ครับ ในห้องราชดำเนินก็เริ่มปี 2541 ผมสงสัยจังว่าปีนี้มันมีอะไรทำไมต้องเริ่มทุกปัญหาที่ปีนี้ ในเมื่อปีนี้มันเกิดปัญหาไปแล้ว แต่ถ้าคุณอยากเห็นต้นตอ ก็ไปเริ่มที่ปี 2523 ครับ รับรองกระจ่างกว่านี้
บันทึกการเข้า



พวกเรา..เรารู้สึกว่าจะมีสายลับปลอมมาในหมู่ของพวกเราโดยไม่รู้ตัว=__='



( づ ̄ 3 ̄ )づ~~~♡♡♡ ~~
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #24 เมื่อ: 16-08-2006, 18:45 »

แซวได้เจ็บปวดมาก ต้องการอธิบายบอกรูปแบบปัญหาปี41ว่ามันเป็นอย่างไร 

เจตนาคือ เราทุกคนจะช่วยกันเล็กๆน้อยๆได้อย่างไร ช่วยอธิบายเหตุผลจากคำลวงที่ออกมามากมาย 
ให้คนที่อาจจะมีโอกาศทางการศึกษาน้อยกว่าเราได้เข้าใจ

สรุป จาก ''ในการประมูลขายสินทรัพย์ในปี 2541 เราขายได้ราคาต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่านั้นครับ''
เนื้อหาบทความ ได้มีการเขียนเหตุกาณ์จากอดีตในเชิงวิเคราะห์ยาวมากมายเรื่อง41
แต่พอเรื่องการประเมิลทรัพย์สินกลับเขียนเหมือนไม่รู้ความจริงตรงนี้ ทั้งที่มันเป็นสาเหตุ
หลักของความรุนแรงเหตุกาณ์ 41 มันแปลกดีนะ ^^'

ถ้าเริ่มจากปี 2541 มันจะดูเป็นการพูดข้างเดียว ถ้าเริ่มจริง ๆ ขอเป็นปี 2523 ครับ ในห้องราชดำเนินก็เริ่มปี 2541 ผมสงสัยจังว่าปีนี้มันมีอะไรทำไมต้องเริ่มทุกปัญหาที่ปีนี้ ในเมื่อปีนี้มันเกิดปัญหาไปแล้ว แต่ถ้าคุณอยากเห็นต้นตอ ก็ไปเริ่มที่ปี 2523 ครับ รับรองกระจ่างกว่านี้

ดีเลยแสดงว่าคุณเข้าใจสาเหตุปัญหาชัดเจน ช่วยอธิบายเรื่อง ''เริ่มที่ปี 2523 ครับ รับรองกระจ่างกว่านี้'' ให้เป็นความรู้กับทุกคนได้ไหม
ว่าปัจจัยหลักอะไรบ้างจากปี2523ที่สร้างความเจ็บปวดให้เราทุกคนในปี41 เพื่อจะได้เอาสาเหตุเหล่านั้นไปเรียนรู้และค้นหาวิธีแก้ปัญหา
ให้อดีตที่ผิดพลาดไม่เกิดอีกในปัจุบันและอนาคต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-08-2006, 18:50 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #25 เมื่อ: 16-08-2006, 20:34 »

ผมขออนุญาต เพื่อน ๆ แสดงความทรงจำที่มีอยู่น้อยนิดน๊ะครับ.........

ตอนเศรษฐกิจฟองสบู่มันมีการให้สินเชื่อในลักษณะของโครงการที่เป็นไปได้.....ยกตัวอย่างเช่น ผมมีโครงการหมู่บ้านที่กำลังจะลงมือทำ แล้วผมมี่ดินอยู่ 1 แปลง ราคา 1 ล้านบาท ผมก็ทำโครงการ เสนอแบ็งค์ ว่ามีบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ กี่หลัง เป็นบ้านเดี่ยวกี่หลัง เบ็ดเสร็จทั้งโครงการแล้วเป็นมุลค่า 3 ล้านบาท(ตัวเลขสมมติ) แบ็งก็จะอาจจะ ให้ผมกู้ 2 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ มีมูลค่าทรัพย์ เพียง 1 ล้านบาท........มีการทำในลักษณะที่จำนวนมาก และ เป็นส่วนใหญ่ของ NPL

อีก 1 ตัวอย่าง ของรายย่อย....หลายคนที่เคยซื้อบ้านในช่วงนั้น อาจจะยังจำกันได้.......เช่น เมื่อเราไปซื้อบ้าน รารา 5 แสนบาท เราก็ไปคุยกับแบงค์หรือไฟแนนซ์ ว่าเราจะต่อเติมอีก  3 แสนบาท ธนาคารก็อาจจะให้กู้ถึง 8 แสนบาท หรือน้อยกว่านั้นนิดหน่อย หรือถ้าธนาคารไม่อนุมัติให้........หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเงินใต้โต๊ะ ที่จ่ายให้กับผู้จัดการสถาบันการเงิน

2. ตัวอย่าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในยุคฟองสบู่.......เมื่อลูกค้าสถาบันการเงิน เหล่านั้น โดนสภาพเศรษฐกิจที่ฟองสบู่แตก มีการปิดไฟแนนซ์ แล้วเกิด การล้มแบบลูกระนาด บางกิจการ ก็กระเสือกสน ดิ้นไปตายใน รัฐบาลชวน 2 เช่นเดียวกับกิจการบางประเภทที่เป็นลุกระนาดตัวท้าย ๆ คือได้รัลผลกระทบช้าหน่อย...... หลายคนตกงานไม่มีเงินไปผ่อนบ้าน หลายบริษัท ฯ ปิดตัวลงทั้งที่โครงการยังไม่เสร็จ แต่ไฟแนนซ์เสร็จไปก่อนเลยไม่มีเงิน มาทำโครงการให้มันจบ.......คนที่ตกงานก็ไม่มีเงินไปผ่อนบ้าน ก็ต้องกลายเป็น NPL โดนทั้งดอกเบี้ยแบบมหาโหด ประมาณ 22-24 % แล้วกว่าจะถึงนำเข้าที่ ปรส.ยอดหนี้ที่มันรวมเอา สารพัด ค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ย มันก็ไปจนสุดกู่ เกินกว่าทรัพย์สินไม่รู้เท่าไหร่ แล้วครับ  บางคนอาจจำได้ถ้าเคยถูกยึดบ้านแล้วแบงค์ฟ้อง ........ดาวน์ ก็ ดาวน์ไปแล้ว เงินงวดก็ส่งไปตั้งหลายงวดแล้ว ตอนฟ้องยอดหนี้มันเกินจากยอดที่กู้อีกด้วยซ้ำ

นี่เป็น 2 ตัวอย่าง ส่วนเดียว ของการเกิดเป็น NPL ในช่วงนั้น เรื่องอย่างนี้ดุสิต คงไม่รู้ เพราะไม่เคยอธิบายให้ใครฟัง ...หรือกลัวคนรู้ ? แต่ผมชาวบ้านธรรมดาเสือกรู้ งง...จริง ๆ

ส่วนเรื่องที่คุณ จขกท. อธิบายเรื่องค่าเงินบาท เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดถึงก่อน...แต่พออ่านแล้วมานั่งทบทวนดูก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องแบบนั้นจริง ครับ เมื่อรวม 2 เรื่องเข้าด้วยกัน ......ก็เลยทำให้นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าไอ้มูลค่าหนี้มันจะเกินทรัพย์สินไปขนาดไหน...นี่ยังไม่นับรวมธุรกิจอื่น ๆ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-08-2006, 20:58 โดย 55555 » บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #26 เมื่อ: 16-08-2006, 21:04 »

อ้างถึง
เรื่องอย่างนี้ดุสิต คงไม่รู้ เพราะไม่เคยอธิบายให้ใครฟัง ...

นายจืดน่ะ รู้ค่ะ แต่จงใจไม่พูดถึง หนูเคยหยิบหนังสือเรื่องฉีกหน้ากาก ปรส.(ไม่รู้จำชื่อผิดไหม) ของเขาขึ้นมาอ่าน ในร้านหนังสือ (ไม่ซื้อมันหรอกค่ะ) ข้อมูลในนั้นอ่านแล้วเคลิ้ม แต่ก็พูดความจริงไม่หมด เหมือนหนังสื้อเอง CTX และสุวรรณภูมิ ที่เขาเขียนกับนายหมัก เล่มเบื้อเร่อ หนูไม่ซื้อหรอกค่ะ ไปนั่งอ่านในร้านก็ได้ อุดหนุนมันทำไม อิอิ

การป้ายสีความผิดไปถึงเรื่องการเปิดเสรีทางการเงินก็เช่นกัน พวกนี้จะเลี่ยงไม่พูดไปถึงยุคเศรษฐกิจตกต่ำในสัมยราวๆปี 2523 - 2528 ยุคที่ปู่สมหมายเข้ามาแก้ปัญหากับป๋าเปรมนั่นแหละค่ะ ที่เราเคยลดค่าเงินบาทมาแล้ว แล้วเคยมีแบ็งค์มีไฟแนนซ์เจ๊งมาแล้ว และยุคนั้นแม่ชม้อยแม่นกแก้ว เปิดแชร์ลูกโซ่จนโด่งดัง

ภาวะเศรษฐกิจมันเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ ไม่มีรัฐบาลไหนไม่ได้รับผลจากรัฐบาลก่อน เพียงแต่นักการเมืองเขาเลือกจะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองได้เปรียบเท่านั้น

ทักษิณแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดูดีได้ในช่วงต้นรัฐบาลไทยรักไทย ก็มาจากการแก้ปัญหาที่ประชาธิปัตย์ทำไว้สามปีก่อนหน้านั้น
ชาติชายทำฟองสบู่ให้พองโตได้ ก็มาจากการแก้ปัญหาที่รัฐบาลเปรมทำเอาไว้แปดปีก่อนหน้านั้น

และรัฐบาลป๋าเปรม ต้องมานั่งแก้ปัญหาที่หมักหมมมาตั้งแต่ยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 จนถึงรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ใช้เวลาแปดปีจนประเทศแข็งแกร่ง รัฐบาลชาติชายก็มาถลุงสิ่งที่รัฐบาลเปรมสร้างไว้ ต่อด้วยยุค รสช. ตอนนั้นเราก็เซแล้วค่ะ ดีที่คุณธารินเข้ามาดึงวิกฤติไปได้ระยะหนึ่ง

แต่พอบรรหารมา และตามด้วยชวลิต สองรัฐบาลไม่มีใครหาเงินให้ประเทศเลย เอาแต่ถลุงสิ่งที่ปู่สมหมายทำไว้ให้ จนถึงบิ๊กจิ๋วประเทศก็หมดบุญพอดี แล้วก็พังอย่างที่รู้ๆกัน

แล้วสามปีที่ประชาธิปัตย์กู้วิกฤติ จนให้ทักษิณมาผยองได้ในช่วงแรกๆ และก็พังแล้วในตอนนี้ มันน่าจะชี้ให้เห็นแล้วค่ะว่า ทักษิณไร้ฝีมือขนาดไหน
บันทึกการเข้า
lekapuk
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 279



« ตอบ #27 เมื่อ: 16-08-2006, 23:26 »

ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้จากกระทู้นี้ยอะจริงๆ ขนาดเรียนมาโดยตรงนะยังไม่รู้เท่านี้เลย รู้แค่ช่วงชาติชายและหลังวิกฤตเศรษฐกิจเท่านั้นเองค่ะ
บันทึกการเข้า

เกลียดทักษิณ ใช่ว่าจะชอบประชาธิปัตย์ อย่าเหมารวม ใช้ความคิดก่อนแสดงความคิดเห็นนะจ๊ะ
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 17-08-2006, 12:52 »

อืม.........


หลังจากได้อ่านเรื่องต่างๆ ทำให้เข้าใจได้มากขึ้นอีกนะครับเนี่ย

แต่ว่ารัฐบาลของยุคชาติชาย ก็ได้อานิสงค์จากยุค Baby Boom ด้วยแหล่ะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ไปโลดขนาดนั้น

สรุปก็คือได้อิทธิพลจากปัจจัยภายนอกด้วย
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #29 เมื่อ: 24-08-2006, 19:37 »

ผมเข้าใจว่ายุคชาติชายน่าจะเป็น Generation X น๊ะครับ
บันทึกการเข้า
mini
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407


« ตอบ #30 เมื่อ: 24-08-2006, 20:13 »

จาก ประชาชาติธุรกิจครับ

------------------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3813 (3013)

ขุมทรัพย์ใหม่

คอลัมน์ โปร่งใสไร้เหลี่ยม

โดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

งบประมาณแผ่นดินเป็น "ขุมทรัพย์เก่า" ที่นักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์มาอย่างยาวนาน

ความโลภทำให้นักการเมืองเหล่านี้สมคบกับพ่อค้านักธุรกิจและข้าราชการคิดโครงการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อหวังกินค่า "หัวคิว" และเงินใต้โต๊ะจากโครงการดังกล่าวโดยเฉพาะ

นักการเมืองหลายคนที่มักเสนอโครงการขนาดใหญ่เป็นประจำได้รับฉายาว่า "จอมโปรเจ็กต์" บางคนกรรมตามทันสิ้นชีวิตไปด้วยโรคร้ายอย่างน่าอนาถ บางคนซึ่งเคยเป็นลูกน้องมีอำนาจในรัฐบาลไทยรักไทย ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์เสนอโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลรักษาการ

บางคนที่เคยเป็นนักธุรกิจ (ก่อนกระโดดเข้าเล่นการเมือง มีอำนาจสูงในรัฐบาลปัจจุบัน) ก็เคยสมคบนักการเมืองปั้นโครงการขึ้นมาหลายโครง การ เช่น โครงการด้านโทรคมนาคมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาทในช่วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รักษาการในปี 2531

เป็นการอนุมัติโครงการแบบทิ้งทวนของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงโดยใช้เวลาพิจารณาเพียงวันเดียว แต่เมื่อถูกสื่อมวลชนเปิดโปงก็ล้มไม่เป็นท่า ผลประโยชน์ในโครงการนี้อาจเป็นคำตอบว่า ทำไมหัวหน้าของพรรคการเมืองสองพรรคจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นจนถึงปัจจุบัน

แม้การหากินกับงบประมาณแผ่นดินผ่านโครง การขนาดใหญ่ถูกเปิดโปงบ่อยครั้ง แต่มิได้ทำให้นักการเมืองเหล่านี้หวาดหวั่น ยังคงเดินหน้าหากินในรูปแบบนี้ต่อไปจนค่าหัวคิวเพิ่มจาก 3-5% เป็น 20% ในปัจจุบัน เพราะค่าใช้จ่ายในทางการเมืองมีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึง "ความโลภ" ที่เพิ่มขึ้นด้วย

แต่นักการเมืองเหล่านี้ยังคงแสวงหาทางใหม่ๆ ในการเก็บเกี่ยวเงินเข้ากระเป๋า เมื่อเศรษฐกิจเฟื่องฟูส่งผลให้ดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ฯพุ่งกระฉูด ทำให้นักการเมืองบางกลุ่มมองเห็นว่าตลาดหุ้นน่าจะเป็น "ขุมทรัพย์ใหม่" ที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์อย่างสะดวกสบายและเป็นกอบเป็นกำ

ตัวอย่างการเข้าไปแสวงหาประโยชน์จากตลาดหุ้นผ่านบริษัทจดทะเบียนที่น่าศึกษามากที่สุด คือ นักการเมืองกลุ่ม 16 และเครือข่าย จากรายงานการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า มีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันดีในนามกลุ่ม 16 ซึ่งมีบทบาทสูงในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เข้าไปใช้บริการเงินกู้จากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ หรือบีบีซี ในช่วงปี 2537-2538 เป็นเงินสูงถึง 7,942-8,117

ขณะที่มีมูลค่าหลักประกันเพียงครึ่งหนึ่ง คือ 4,190 ล้านบาท (แบ่งเป็นหุ้น 2,584 ล้านบาท ที่ดิน 1,606 ล้านบาท)

รายละเอียดของการกู้เงินของนักการเมืองกลุ่มนี้ประกอบด้วย กลุ่มตันเจริญ 2,647-2,716 ล้านบาท กลุ่มหาญสวัสดิ์ 730-978 ล้านบาท, กลุ่มมุตตามระ 2,325-2,796 ล้านบาท, กลุ่มชิดชอบ 80-89 ล้านบาท, กลุ่มคุณปลื้ม 36 ล้านบาท, กลุ่มยี่สาร 70-103 ล้านบาท, กลุ่มกลิ่นประทุม 48 ล้านบาท, กลุ่มไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ 1,668-1,797 ล้านบาท

เงินกู้เหล่านี้ส่วนหนึ่งนำไปเทกโอเวอร์บริษัทในตลาดหุ้นบางบริษัท เช่น เอิร์ธ อินดัสเตรียล แล้วเก็บไว้ไม่ถึง 1 ปี มีการทำราคาให้สูงขึ้นและขายต่อให้ผู้ซื้อรายใหม่ที่สนับสนุนโดยบีบีซีเช่นเดียวกัน ได้กำไรไปทันที 200-300 ล้านบาท

เงินกู้หลายร้อยล้านบาทถูกนำไปกว้านซื้อที่ดินที่มีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิในราคาสูงกว่าความเป็นจริง แต่เงินกู้อีกจำนวนมากไม่รู้ว่าถูกนำไปใช้จ่ายอย่างไร

บริษัทหนึ่งอุปโลกน์คนรับใช้ของ คนขับรถของ ส.ส.ขึ้นมาเป็นกรรมการบริษัทกู้เงิน 261 ล้านบาท คือ บริษัทท่ายางคอนซูเมอร์ อีกบริษัทอุปโลกน์ลูกน้องเป็นกรรมการบริษัทกู้เงิน 269 ล้านบาท ไม่น่าเชื่อว่าต่อมากรรมการบริษัทคนดังกล่าวมีตำแหน่งสูงในวุฒิสภา โดย ส.ว.จำต้องเรียกขานด้วยความเคารพในที่ประชุม

ทั้งสองบริษัทกู้เงินกว่า 500 ล้านบาทโดยไม่มีหลักประกันแม้แต่บาทเดียว

นักการเมืองในกลุ่มนี้หลายคนสนิทแนบแน่นกับ ราเกซ สักเสนา (อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการบีบีซี ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงบีบีซีจนทำให้ธนาคารแห่งนี้ล้มครืน) ที่หลบหนีไปอยู่แคนาดานานสิบปีพอดิบพอดี

นักการเมืองเหล่านี้หลายคนเป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาลไทยรักไทย บางคนอยู่เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญข้างกายผู้นำพรรคในยามกำลังตกต่ำ

นี่อาจเป็นคำตอบว่า ทำไมนายราเกซจึงไม่อยาก (กล้า) กลับเมืองไทย

เช่นเดียวกับนักการเมืองกลุ่มนี้ก็ไม่อยากให้นายราเกซหวนกลับมาอีกตลอดไป
บันทึกการเข้า
buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #31 เมื่อ: 24-08-2006, 20:35 »

ยังอ่านไม่จบ เดี๊ยวกลับบ้าน ก่อน

ขอบคุณ คุณ Iona  ครับผม ที่นำมาให้อ่าน

เดี๊ยวพรุ่งนี้มาต่อ  Mr. Green
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #32 เมื่อ: 25-08-2006, 15:33 »

แซวได้เจ็บปวดมาก ต้องการอธิบายบอกรูปแบบปัญหาปี41ว่ามันเป็นอย่างไร 

เจตนาคือ เราทุกคนจะช่วยกันเล็กๆน้อยๆได้อย่างไร ช่วยอธิบายเหตุผลจากคำลวงที่ออกมามากมาย 
ให้คนที่อาจจะมีโอกาศทางการศึกษาน้อยกว่าเราได้เข้าใจ

สรุป จาก ''ในการประมูลขายสินทรัพย์ในปี 2541 เราขายได้ราคาต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่านั้นครับ''
เนื้อหาบทความ ได้มีการเขียนเหตุกาณ์จากอดีตในเชิงวิเคราะห์ยาวมากมายเรื่อง41
แต่พอเรื่องการประเมิลทรัพย์สินกลับเขียนเหมือนไม่รู้ความจริงตรงนี้ ทั้งที่มันเป็นสาเหตุ
หลักของความรุนแรงเหตุกาณ์ 41 มันแปลกดีนะ ^^'

ถ้าเริ่มจากปี 2541 มันจะดูเป็นการพูดข้างเดียว ถ้าเริ่มจริง ๆ ขอเป็นปี 2523 ครับ ในห้องราชดำเนินก็เริ่มปี 2541 ผมสงสัยจังว่าปีนี้มันมีอะไรทำไมต้องเริ่มทุกปัญหาที่ปีนี้ ในเมื่อปีนี้มันเกิดปัญหาไปแล้ว แต่ถ้าคุณอยากเห็นต้นตอ ก็ไปเริ่มที่ปี 2523 ครับ รับรองกระจ่างกว่านี้

เก่าที่สุดเท่าที่ผมพอจะค้นหาให้ได้คือปี 2524 ครับ หลังจาก 2523 มา 1 ปี
บทความนี้จะลากยาวมาจนชนปี 2541 พอดิบพอดีครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------

สองทศวรรษ เศรษฐกิจไทย : บทความจาก นสพ.ฐานเศรษฐกิจ

ปี 2524

เป็นช่วงฟักตัวของวิกฤติการเงิน ซึ่งเกิดภาวะราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ฯ ตกต่ำอย่างรุนแรงจนกระทั่งมีการปิดบริษัทราชาเงินทุนฯ 7 สิงหาคม 2522 ความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงินได้สะสมรอวันระเบิดเป็นวิกฤติการเงินรอบสองในปี 2526

ปีนั้นเศรษฐกิจไทยขยายตัว 5.9 % เงินเฟ้อสูงถึง 12.3 % ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลล่าร์อยู่ที่ 21.82 บาท เป็นปีที่ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึงขั้นอันตราย คือสูงถึง 7.37 %

แนวโน้มการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนั้นรัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการลดค่าเงินบาท 7.8 % ในเดือนกรกฎาคม ทำให้ค่าเงินจากเดิมเฉลี่ยที่ 21 บาท เพิ่มเป็น23 บาท ในเวลานั้นนับเป็นการลดค่าเงินครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี

ทางด้านการเมืองการทหาร เหตุการณ์ที่ตื่นเต้นที่สุดในขณะนั้น คงไม่พ้นเหตุการณ์ความพยายามก่อรัฐประหารของ “กลุ่มยังเติร์ก” ในวันที่ 1 เมษายน ทำให้ประเทศไทยตึงเครียดอยู่สามวัน ก่อนที่คนไทยจะได้วีรบุรุษจากสถานการณ์ ชื่อว่า พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก

ในขณะนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าระบบสถานบันการเงิน กำลังสะสมปัญหาอันเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกปรม ติณสูลานนท์ กำลังนำพาประเทศเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม โดยการการประกาศนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย มาสร้างความโชติช่วงชัชวาลให้แก่ประเทศและมีโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือที่รู้จักกันดีในนามของโครงการ “อีสเทิร์นซีบอร์ด” เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของคนไทยในขณะนั้น

รัฐบาลตอนนั้นกำลังขายฝันให้คนไทยอยากจะเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย


ปี 2525

เศรษฐกิจขยายตัว 5.4 % เงินเฟ้อลดเหลือ 5.3 % ค่าเงินบาทเทียบกับดอลล่าร์อยู่ที่ 23 บาท การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดเหลือ 2.8 %
เป็นปีที่นักธุรกิจเริ่มคึกคักสนุกสนานมากเนื่องจาก การเงินคล่องตัว มีกลุ่มนักธุรกิจหน้าใหม่เกิดขึ้นและตั้งบริษัทการเงินกันมาก

หนึ่งในนักธุรกิจหน้าใหม่ที่เร่งขายตัวอย่างรวดเร็วในขณะเป็นที่รูจักกันดีในนามของกลุ่ม “ตึกดำ” แต่เมื่อมองออกไปนอกประเทศไทย
ช่วงเวลานั้นสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกกำลังระส่ำระส่าย ผลผลิตของโลกขยายตัวเพียว 1% การค้าโลกหดตัวขณะที่อัตราเงินเฟ้อ
เฉลี่ยของโลกสูงถึง 8 % ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเกิดเหตุการณ์ใหญ่ในโลกคือ เกิดวิกฤตการณ์หนี้ประเทศโลกที่สามเริ่มโดยการล้มละลาย
ของเม็กซิโกกลางปีนั้น

วิกฤตหนี้โลกที่สามครั้งนั้นทำให้ระบบการปล่อยเงินกู้ระหว่างประเทศของสถาบันการเงินระดับโลก
ต้องมีการทบทวนครั้งใหญ่ และยังได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเนื่องอีกยาวนานต่อระบบการเงิน
และประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก


ปี 2526

ปัญหาความอ่อนแอของระบบสถาบันทางการเงินซึ่งสะสมอยู่ก็แตกประทุเมื่อมีบริษัททรัสต์และเงินทุนเริ่มซวนเซ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องถอนใบอนุญาต ห้าบริษัท ในกลุ่มบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
"พัฒนาเงินทุน" ซึ่งอยู่ในเครือของกลุ่ม “ตึกดำ” หลังจากพบว่าสถานภาพทางการเงิน “สุดเยียวยา”

การล้มลงของบริษัทการเงินในกลุ่มตึกดำเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง เป็นแค่คลื่นลูกแรกที่นำไปสู่วิกฤติสถาบันการเงินอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #33 เมื่อ: 25-08-2006, 15:34 »

ปี 2527

เป็นอีกปีหนึ่งที่ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มรุนแรงอีกครั้ง โดยมีตัวเลขการขาดดุลถึง 7.28 % ของจีดีพี
ในขณะที่ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 5.5 % และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.8 %

ในปีนั้นเองที่ข่าวสารทางธุรกิจได้รับความสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากสถาบันทางการเงินเริ่มส่อเค้าลำบาก ทำให้ประชาชนที่หากินอยู่กับตลาดหุ้นหรือพึ่งพาดอกเบี้ยจากทรัสต์เป็นรายได้เริ่มตระหนกและห่วงใย
ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้หนังสือพิมพ์โดดเด่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักทำให้เป็นปีที่เต็มไปด้วยความอึมครึม ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ
จำกัดสินเชื่อ 18 % ทำพให้ธุรกิจห้างร้านต่าง ๆ ล้มระเนระนาดเนื่องจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งชะลอการให้สินเชื่อ
ตั้งแต่ปลายปี 2526 ถือโอกาสหยุดปล่อยเงินกู้

นอกจากนี้บรรดาธุรกิจแชร์ที่บานสะพรั่งในขณะนั้นก็เริ่มซวนเซ เริ่มจากแชร์ในต่างจังหวัดล้ม นำโดยแชร์ที่ขอนแก่น
ตามด้วยลำปางและพัทลุง และแชร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คือ แชร์แม่ชม้อย ซึ่งจัดว่าหนังเหนียวเพราะไม่ล้มง่าย ๆ
รัฐบาลต้องออกกฎหมายพิเศษมาจัดการเพราะเกรงว่าวงแชร์จะใหญ่เกินกว่าจะควบคุมได้ธุรกิจแชร์เหล่านี้แม้จะรู้กันดีว่า
เป็นธุรกิจเงินต่อเงินคือเอาเงินสมาชิกใหม่มาจ่ายสมาชิกเก่า และจะต้องล้มไปไม่วันใดก็วันหนึ่งแต่คนไทยก็ชอบเสี่ยง
เพราะได้รับผลตอบแทนสูงและลุ้นกันว่าจะไม่เป็นคนสุดท้าย ทำให้กว่ารัฐบาลจะหยุดยั้งแชร์ทั้งหมดได้ก็ต้องใช้เวลาค่อนปี

วิกฤติลุกลามจากเงินทุนเข้าสู่แชร์ไปสู่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหลักของประเทศ แบงค์พาณิชย์ที่เน้น
ใช้ธนาคารเป็นแหล่งหมุนเงินสำหรับธุรกิจในครอบครัวเริ่มฝืดเคือง และในเดือนสิงหาคม ธนาคารเอเชียทรัสต์ก็ต้องรับ
ความช่วยเหลือจากทางการ และนายจอห์นนี่ มา เจ้าของธนาคารต้องหนีเร่ร่อนไปประเทศต่าง ๆ จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต

การจัดการกับธนาคารเอเชียทรัสต์ครั้งนั้นทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังมองเห็นจุดอ่อน
ในตัวบทกฎหมายทที่จะจัดการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่มีปัญหาจึงมีความพยายามอย่างหนักในเวลาต่อมา
เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์เพิ่มอำนาจให้แก่ทางการ

การจำกัดสินเชื่ออย่างหนัก 18 % ไม่สามารถหยุดยั้งปัญหาเศรษฐกิจได้ดังนั้น นายสมหมาย ฮุนตระกูล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยนั้น จึงต้องเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
มีผลให้มีการลดค่าเงินบาทในวันที่ 2 ค่าเงินบาทเปลี่ยนจาก 23 บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์ กลายเป็น 27 บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์
ค่าของเงินหายไปถึง 14.7 % ทำให้ธุรกิจใหญ่ทั้งหลายที่กู้เงินจากต่างประเทศ ต้องล้มครืนลงในทันที

การลดค่าเงินบาทครั้งนี้ได้สร้างความโรธแค้นแก่ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเดินทางไปต่างประเทศ
และไม่ได้รับทราบเรื่องราวมาก่อน เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยจึงสั่งให้สถานีโทรทัศน์มาถ่ายทอดสดประกาศ
ให้รัฐบาลจัดการทำค่าเงินบาทให้เท่าเดิม ทำให้เกิดความสับสนและโกลาหลในหมู่นักการเงินและนักธุรกิจเป็นอย่างมาก
เนื่องจากในขณะนั้น “เยเนรัลซันเดย์” มีบารมีในหมู่ทหารร้อนแรงที่สุด

การท้าทายนายกรัฐมนตรีกลางอากาศจบลงด้วยการปลดเยเนรัลซันเดย์ออกจากตำแหน่งกลางอากาศเช่นกันแวดวงการเงิน
และธุรกิจจึงเงียบสงบลงอีกครั้งหนึ่ง โดยมีบริษัทใหญ่นักธุรกิจดังล้มเกลื่อนเวทีธุรกิจ

ช่วงนี้ถึงแม้ว่าเป็นปีที่กู้เงินจากธนาคารหายากและเกิดความวุ่นวายไปทั่ววงการธุรกิจแต่ผู้บริหาร "ฐานเศรษฐกิจ"
เปิดเกมรุกสวนกระแสเศรษฐกิจด้วยการเจรจาขอกู้เงินจากแบงค์และออกแบบสร้างอาคารสำนักงานใหม่
ในเนื้อที่ดิน 81 ตารางวาที่ได้ซื้อไว้ เป็นการตัดสินใจสร้างสำนักงานเร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมหนึ่งปี
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #34 เมื่อ: 25-08-2006, 15:35 »

ปี 2528

สภาพโดยรวมปรับตัวดีขึ้น ปัญหาสำรองเงินตราต่างประเทศที่ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วจนเป็นเหตุให้มีการลดค่าเงินบาทเริ่มเพิ่มขึ้น ดัชนีเศรษฐกิจในปีนั้นสะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับ 4.7 %เงินเฟ้อ 2.5 %
การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดเหลือ 4 % ของจีดีพี

เหตุการณ์ทางด้านทหารและการเมืองในปีนั้นดุเดือดเร้าใจกว่าเศรษฐกิจมาก เป็นปีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายทหารจปร.รุ่น 7
สวมเสื้อม่อฮ่อมลงสมัครและได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. และเป็นปีที่มีความพยายามปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
อีกครั้งในวันที่ 9 ก.ย. โดยมี พ.อ.มนูญ รูปขจร อดีตหัวหอกนายทหารจปร. รุ่น 7 ที่พยายามปฏิวัติในเดือนเมษายน 2524 แต่ล้มเหลว
และ น.ท.มนัส น้องชายร่วมกับนายทหารผู้ใหญ่หลายท่านแต่ก็ล้มเหลวเป็นครั้งที่สอง


ปี 2529

เป็นปีที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวโดยฟื้นตัวในช่วงปลายปีแต่บริษัทฐานเศรษฐกิจฯ รุดหน้าไปแล้ว มีการเพิ่มพนักงานจนต้องเสริม
อาคารสำนักงานเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งเป็นหกชั้น

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้นับเป็นการฟื้นตัวที่สำคัญมากเพราะเป็นการฟื้นตัวเข้าสู่ยุคทองทางเศรษฐกิจของไทยและต่อเนื่อง
ไปจนถึงยุคฟองสบู่

ก่อนที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นช่วงปลายปีทางการโดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารแห่งประเทศไทยต้องทำงานอย่างหนักในการปรับโครงสร้าง
และฟื้นฟูธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในปีนั้นทางการได้เข้าแทรกแซงธนาคารทั้งทางตรงและทางอ้อม

ธนาคารที่โดนแทรกแซงโดยตรงในปี 2529 คือธนาคารมหานคร ทำให้นายคำรณ เตชะไพบูลย์ เจ้าของธนาคารต้องเดินทาง
ไปดูลาดเลาต่างประเทศพักใหญ่ก่อนเดินทางกลับมาสู้คดี อีกธนาคารหนึ่งที่โดนการแทรกแซงวิธีเดียวกับมหานครคือ การลดทุน
พร้อมทั้งเปลี่ยนเจ้าของและผู้บริหารในเวลาต่อมาคือ ธนาคารนครหลวงไทย

แบงค์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าแทรกแซงโดยอ้อมคือ ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การโดยการส่งทายาทเจ้าของแบงค์
ที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารชาติเข้าไปเป็นผู้บริหาร (ธนาคารแห่งนี้ภายหลังได้สร้างปัญหาจนกลายเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธา
ต่อธนาคารแห่งประเทศไทย)

เหตุการณ์ที่สำคัญประการหนึ่งในปีนี้คือประชาชนชาวภูเก็ตรุกฮือเผาโรงงานแทนทาลั่มทั้งที่ยังไม่ทันเดินเครื่องจักรนับเป็นเหตุการณ์ร้ายแรง
ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน

เศรษฐกิจในปีนั้นขยายตัว 5.5 % มีเงินเฟ้อต่ำเพียง 1.8 % ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกที่ 0.61 % ของจีดีพี


ปี 2530

เป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองเศรษฐกิจไทยโดยเหตุการณ์ทางด้านลบเพียงเล็กน้อย อาทิ การจัดการกับ นายพรชัย สิงหเสมานนท์
เจ้าของโครงการบ้านจัดสรรเสมาฟ้าครามที่ได้ใช้วิธีระดมเงินมาทำธุรกิจเข้าข่ายแชร์อันตรายที่เคยเบ่งบานช่วงปี 2528
และการยกกำลังของบรรดานายทหารพรานเข้าล้อมบ้าน พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หลังจากที่ได้พูดโจมตี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
เพื่อเป็นการแสดงความรัก “นายจิ๋ว”

การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนั้นเบ่งบานมาจีดีพีขยายตัวถึง 9.5 % ในขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 % ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล
เพียง 0.8 % เป็นช่วงที่คนไทยเริ่มนึกอยากเป็น “เสือตัวที่ห้า” ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #35 เมื่อ: 25-08-2006, 15:40 »

บทความนี้ค่อนข้างยาวนำมาลงเป็นตัวอย่างก่อนนะครับ
ตอนต่อไปปี 2531 ก็จะเข้าสู่ยุคของ พล.อ.ชาติชาย

คิดว่าเดี๋ยวจะเอาทั้งหมดไปตั้งเป็นกระทู้ใหม่ดีกว่า
เผื่อว่ามีคนสนใจอยากอ่านฉบับเต็มจะได้สะดวก

และคงจะนำไปเก็บไว้ในห้องสมุดเสรีไทยด้วยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-08-2006, 15:42 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #36 เมื่อ: 24-08-2007, 20:24 »

ตอนนี้ กำลังจะเข้าสู่ ฤดูกาลเลือกตั้ง .....นับแต่วันนี้ บรรดา ลิ่วล้อ และ แฟน ๆ อดีต ทรท. ซึ่งปัจจุบัน  คือ พลังประชาชน.......กำลังเริ่มฤดูกาล ขุดอาวุธเก่า ๆ อย่าง ปรส. หรือ สปก. มาป้ายสี ประชาธิปัตย์ กันอีกยกใหญ่.....ผมเลยถือโอกาส ขุด กระทู้นี้ ขึ้นมา ให้ บรรดา เซียนเศรษฐกิจ ฝั่ง PT  ไล่ ถล่ม โดยไม่ต้องเสียเวลา ตั้งกระทู้  ....ถือโอกาส ตามน้ำได้เลยครับท่าน


 
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #37 เมื่อ: 25-08-2007, 19:09 »

เพิ่งเข้ามาเห็นกระทู้นี้แล้วพบว่ายังไม่ได้นำบทความส่วนที่เหลือ
ตั้งแต่ปี 2531 ถึงปี 2541 มาลงให้จบตามที่ตั้งใจไว้ตอนนั้น

เพราะเกิดเรื่องวุ่นวายคาร์บ๊องส์ และต่อเนื่องด้วยการรัฐประหาร
มีกระแสข่าวใหม่เข้ามาให้เล่นมากมาย ก็เลยไม่ได้ลงบทความ
ทั้งชุดจนจบ และก็ลืมไปเลยจนคุณ 55555 ขุดกระทู้นี้ขึ้นมา

ตอนนี้ใกล้จะเลือกตั้ง คงมีคนขุดเรื่อง ปรส. อะไรต่างๆ ขึ้นมาอีก
ไว้ผมไปค้นหาบทความมาลงต่อที่นี่ให้ครบดีกว่านะครับ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #38 เมื่อ: 26-08-2007, 00:00 »

เพิ่งเข้ามาเห็นกระทู้นี้แล้วพบว่ายังไม่ได้นำบทความส่วนที่เหลือ
ตั้งแต่ปี 2531 ถึงปี 2541 มาลงให้จบตามที่ตั้งใจไว้ตอนนั้น

เพราะเกิดเรื่องวุ่นวายคาร์บ๊องส์ และต่อเนื่องด้วยการรัฐประหาร
มีกระแสข่าวใหม่เข้ามาให้เล่นมากมาย ก็เลยไม่ได้ลงบทความ
ทั้งชุดจนจบ และก็ลืมไปเลยจนคุณ 55555 ขุดกระทู้นี้ขึ้นมา

ตอนนี้ใกล้จะเลือกตั้ง คงมีคนขุดเรื่อง ปรส. อะไรต่างๆ ขึ้นมาอีก
ไว้ผมไปค้นหาบทความมาลงต่อที่นี่ให้ครบดีกว่านะครับ


ขอบคุณครับ มาปูเสื่อ รออ่านต่อครับ 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #39 เมื่อ: 26-08-2007, 04:27 »

ปี 2531

เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างน่าตกใจ ในปีนั้น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากที่ “ป๋าเปรม” เบื่อการเป็นนายกรัฐมนตรี

ทันทีที่ “น้าชาติ” ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และใช้นโยบาย
เร่งผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมโดยตอบสนองต่อความต้องการของพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล
และรับฟังความคิดเห็นของนักธุรกิจซึ่งส่วนใหญ่เน้นการใช้จ่ายลงทุนขยายตัวเป็นหลัก ประจวบเหมาะกับ
ในเวลานั้นประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาค่าเงินสูงจึงโยกย้ายฐานการผลิตมาสู่อาเซียน ทำให้ประเทศไทย
รับการหลั่งไหลเงินทุนเข้าไปเต็มที่

การหลั่งไหลเข้ามาของนักลงทุนจากต่างประเทศนำโดยนักลงทุนจากแดนอาทิตย์อุทัยทำให้ราคาที่ดินพุ่งโลด
ตลาดหุ้นบูม เงินกู้หลั่งไหลเข้ามาในประเทศเกิดการเก็งกำไรสร้างเศรษฐีใหม่ทั้งใหญ่และเล็กประชาชน
ทั้งในกรุงเทพฯ และชนบทเบิกบานจากการขายที่ดินและการเก็งกำไร

ในปีนั้นเศรษฐกิจขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์สูงถึง 13.3 % โดยมีอัตราเงินเฟ้อเพียง 3.8 % แต่การ
ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มแกว่งตัวขึ้นไปที่ 2.9 %

ช่วงนี้เองที่เกิดคำว่า “มนุษย์ทองคำ” คือเจ้าหน้าที่นักค้าหุ้นที่ได้โบนัสปลายปีกว่า 10 เท่าของเงินเดือน
สะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นและผลประกอบกำไรอย่างมหาศาลของธุรกิจการค้าหลักทรัพย์


ปี 2532

บริษัท ยูนิคอร์ด ผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ของไทย รุกเข้าซื้อบริษัท บัมเบิ้ลบี ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด
ปลาทูน่าเป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา เพื่อคุมตลาดด้วยตนเอง ด้วยเงินกว่า 280 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ
ประมาณ กว่า 7,000 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ธุรกิจไทยเข้า
เทกโอเวอร์บริษัทในสหรัฐอเมริกา ด้วยจำนวนเงินสูง

การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังร้อนแรง ข่าวสารทางด้านการเมืองมีน้อย เนื่องจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล
ส่วนใหญ่ได้รับผลประโยชน์กันถ้วนหน้า มีเพียงแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามร้านกาแฟถึงความไม่โปร่งใส
และการเร่งสร้างโครงการกันอย่างมากมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ข่าวใหญ่ที่สุดในปีนี้คือเรื่อง “เพชรซาอุ”

“เพชรซาอุฯ” เป็นเรื่องของคนไทยคนหนึ่งที่ไปทำงานในวังของเจ้าชายที่ซาอุดีอาระเบียและได้โขมยเครื่องเพชร
มูลค่ามหาศาลกลับประเทศไทย เรื่องนี้ความจริงถ้าหากมีการคืนเครื่องเพชรทั้งหมดและไม่มีเรื่องอื่นมาแทรกซ้อน
คงเป็นเรื่องลักขโมยธรรมดา แต่ได้กลับกลายเป็นเรื่องที่ทำลายความสัมพันธ์ของประเทศไทยและซาอุดีอาระเบีย
อย่างยาวนาน และทำให้ผลประโยชน์ของไทยเสียหายอย่างมหาศาล เมื่อคนของประเทศซาอุฯที่มาสืบเรื่องเพชร
โดนฆาตกรรมในประเทศไทย โดยทางการไทยไม่สามารถหาตัวคนร้ายมาลงโทษและเครื่องเพชรที่คืนไปไม่ครบ
ซ้ำบางส่วนเป็นของปลอม

เศรษฐกิจในปี 2532 ยังขยายตัวอย่างร้อนแรงโดยมีอัตราเพิ่มถึง 12.2 % เงินเฟ้อเริ่มขยับตัวขึ้นมา
อยู่ในระดับ 5.4 % และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดขยับขึ้นมาเป็น 3.6 % ของจีดีพี

ในไตรมาสที่สองของปีนั้นดัชนีหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ พุ่งทะยานทะลุ 500 จุด เป็นจุดสูงสุด
ของหุ้นไทยในยุคที่ผ่านมา


ปี 2533

เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญในโลกเมื่อกองทหารอิรักบุกยึดประเทศคูเวต ทำให้เกิดความตึงเครียดไปทั่วโลก
ประเทศไทยได้รับแรงสั่นสะเทือนระดับโลกนี้ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็เกิดเหตุการณ์โศกสลด
ในกรุงเทพฯเมื่อรถบรรทุกก๊าซของบริษัทอุตสาหกรรมแก๊สสยามฯพลิกคว่ำที่ทางขึ้นทางด่วนถนนเพชรบุรีและ
เกิดระเบิดกลายเป็นทะเลเพลิงย่างสดคนเสียชีวิตไปร่วม 100 ชีวิต บ้านริมถนนถูกทำลายไป 60 คูหา

อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจในปีนี้ยังขยายตัวในระดับร้อนแรงถึง 11.1 % แต่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2533 นี้
เกิดขึ้นเมื่อภาคเอกชนเริ่มโหมโรงกู้เงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาใช้ในโครงการขนาดใหญ่
นอกจากนี้คนไทยก็เริ่มใช้จ่ายกันอย่างฟุ่มเฟือยยอดขายรถยนต์ โทรศัพท์มือถือและไวน์เริ่มถีบตัวสูงขึ้น
ในขณะที่บรรดานักธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ก็เร่งสร้างโครงการขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น

บรรยากาศทางด้านการเมืองในปีนั้นมีเรื่องที่น่าสนใจสองประการคือ คำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่ชอบมาพากล
ในงบประมาณโครงการลงทุนและสัมปทานต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มีเสียงซุบซิบกันอย่างหนักเรื่องของเงินใต้โต๊ะ
และข่าวความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับทหาร ซึ่งเป็นยุคที่นายทหารที่จบจากโรงเรียนจปร.รุ่นที่ 5 ครองอำนาจ
เบ็ดเสร็จในทุกเหล่าทัพ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #40 เมื่อ: 26-08-2007, 04:40 »

ปี 2534

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและนายทหาร ได้ถึงจุดแตกหัก และจบลงด้วยการปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 23 กุมภาพันธ์
เป็นจังหวะเดียวกับที่กองกำลังนานาชาตินำโดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปิดฉากรุกกองทหารอิรักที่รุกรานคูเวต
และตีทหารอิรักจนต้องถอยร่นออกจากประเทศคูเวต

การปฏิวัติครั้งนั้นมี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นหัวหน้าและมีนายทหารในรุ่นจปร.5 จากสามเหล่าทัพและตำรวจ
เป็นแกนโดยเรียกกลุ่มตัวเองว่าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

การยึดอำนาจครั้งนั้นได้แรงสนับสนุนจากประชาชนพอสมควรเนื่องจากภาพพจน์ของรัฐบาลในขณะนั้น
แปดเปื้อนเรื่องคอรัปชั่นค่อนข้างมาก ซึ่งเมื่อมีการปฏิวัติแล้วคณะรสช. ได้ตั้งรัฐบาลซึ่งมี นายอานันท์ ปัญยารชุน
เป็นนายกรัฐบมนตรีที่เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็น “รัฐบาลที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา”

หลังตั้งรัฐบาลแล้วก็มีหน่วยงานพิเศษทำการตามล่าชีวิตของบรรดาเจ้าพ่อทำให้ เสี่ยแคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อใหญ่
ในขณะนั้นต้องสังเวยชีวิตเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับผู้ประพฤติตนเป็นผู้กว้างขวางโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ทางด้านเหตุการณ์เขย่าขวัญในรอบปีก็คือเครื่องของสายการบินเลาด้าแอร์ไลน์ตกที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ทำให้บุคคลที่มีชื่อเสียงในวงราชการและสังคมไทยเสียชีวิตไป 223 คน

ทางด้านเศรษฐกิจถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์ทั้งสงครามในตะวันออกกลางและการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศ
ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ถึง 8.6 % และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ลดลงมาเหลือ
7.5 % ซึ่งยังเป็นอัตราที่น่ากลัวอยู่

ในปีนั้นประชาชนชาวไทยยังใช้จ่ายกันอย่างฟุ่มเฟือย มีรายงานจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยว่า
มีคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศกว่าล้านคน และคนไทยไม่ใช่นักท่องเที่ยวธรรมดา เป็นนักช็อปที่โลกลือ
ย่านขายของแพงในกรุงปารีสหรือโลซานต้องเร่งจ้างพนักงานคนไทยมาช่วยขายสินค้ากันขนานใหญ่
เพราะคนไทยนิยม “กวาดทั้งตู้ซื้อทั้งราว”

สำหรับฐานเศรษฐกิจในปีนั้นเป็นปีแห่งความสุขอีกครั้งเมื่ออาคารสำนักงานใหญ่ 15 ชั้นที่ถนนวิภาวดีรังสิต
สร้างเสร็จ พนักงานฐานเศรษฐกิจและบริษัทในเครือ 700 ชีวิตที่แออัดยัดเยียดอยู่ที่วิกซอยกอเตยย้ายมา
ใช้ชีวิตในตึกสีน้ำตาลเด่นเป็นสง่าริมถนนวิภาวดี


ปี 2535

เป็นปีที่การเมืองมีสีสันมากที่สุดปีหนึ่งของประเทศไทยเป็นปีที่การเลือกตั้งถึง 2 ครั้งเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
จนทำให้นายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งและเป็นเวลาที่มีการรุกที่สำคัญของ
ฐานเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์มาเป็นราย 3 วัน

การเลือกตั้งครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ปรากฏว่าพรรคสามัคคีธรรม ซึ่งเป็นพรรคประเภทพรรคเฉพาะกิจ
ที่รวบรวมบรรดาส.ส. ต่าง ๆ เข้ามาหวังตั้งรัฐบาลโดยชูผู้มีอำนาจในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีมีเป้าหมายที่ยก
พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้นำของกลุ่มนายทหารจปร. 5 ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแต่พล.อ.สุจินดาไม่สนใจ มีผลให้
นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมต้องขึ้นดำรงตำแหน่งนายรัฐมนตรีเองแต่ยังไม่ทันได้เป็นก็มีข่าว
เพื่อ “ดิสเครดิต” นายณรงค์ออกไปว่าพัวพันในคดียาเสพติดจนเป็นบุคคลที่สหรัฐอเมริกาไม่ออกวีซ่า

การดิสเครดิตนายณรงค์ได้ส่งผลทำให้พล.อ.สุจินดา ต้องเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนแต่ก็อยู่ในตำแหน่ง
ได้ไม่นาน เนื่องจากเกิดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางและได้กลายเป็นเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคมทำให้
พล.อ.สุจินดา ลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 24 พฤษภาคมและประธานรัฐสภาในขณะนั้นคือ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์
ได้ทูลเกล้าฯ เสนอชื่อให้ นายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

การเลือกตั้งครั้งที่สองเกิดขึ้นในวันที่ 13 กันยายน ซึ่งในครั้งนั้น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกมากที่สุด
นายชวน หลีกภัย จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ดัชนีเศรษฐกิจในปีนั้นค่อนข้างมีเสถียรภาพจีพีดีขยายตัว 8.1 % เงินเฟ้ออยู่ที่ 4.1 % การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่
5.5 % ของจีดีพี  สิ่งที่น่าเป็นห่วงนั้นคือ หนี้ต่างประเทศซึ่งได้เพิ่มอย่างต่อเนื่องเป็น 43,621 ล้านดอลลาร์ในปีนั้น

เหตุการณ์เศรษฐกิจในประเทศในปีนั้นไม่หวือหวามากนักมีเรื่องที่น่าสนใจสองเรื่องคือเรื่องที่ นายสอง วัชรศรีโรจน์
ถูกกล่าวหาว่าเป็นนักปั่นหุ้นนับเป็นคนแรกที่ถูกกล่าวหาเช่นนั้นตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และข่าว
ศาลตัดสินจำคุก นายตามใจ ขำภโต อดีตรัฐมนตรีและกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย นับเป็นผู้บริหารระดับสูง
ของธนาคารรัฐคนแรกที่โดนโทษหนักขนาดนั้น
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #41 เมื่อ: 26-08-2007, 04:45 »

ปี 2536

เป็นปีมหาวิบัติทางอุบัติภัยเพราะภายในปีเดียวเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมขึ้น 2 ครั้งคือ ไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์
ทำให้คนงานเสียชีวิตกว่า 200คน และอาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่า ที่จังหวัดนครราชสีมาถล่มทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง
133คน และบาดเจ็บกว่า 200 คน

ในปีนั้นเศรษฐกิจยังขยายในสูง 8.4% ขณะที่มีเงินเฟ้อเพียง 3.3 % บัญชีเดินสะพัดขาดดุล 5 % ซึ่งเป็นระดับที่
ไม่มากนัก แต่อัตราหนี้ต่างประเทศกลับเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 52,000 ล้านดอลลาร์

หนี้ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นทุกปีในขณะนั้นไม่มีใครห่วงมาก นื่องจากประเทศมีสำรองเงินตราต่างประเทศที่ค่อนข้างสูง
และมีอัตราการขยายตัวของการส่งออกสูงทำให้เรื่องหนี้เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย

นอกจากหนี้ต่างประเทศแล้วก็เกิดจุดปะทุที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่สะสมเป็นรากลึกในระบบสถาบันการเงิน
คืออาณาจักรการเงินที่มีบริษัทเงินทุนเอฟซีไอฯ เป็นเรือธงของ คุณหญิงพัชรี ว่องไพฑูรย์ พี่สาวของ “ดร.โจ”
นายพิจิตร รัตตกุล” และบุตรีของ นายพิชัย รัตตกุล ประสบปัญหาสภาพคล่องล้มลง ทำให้แบงค์ชาติต้องยื่นมือ
เข้าไปยันไม่ให้กระทบกับสถาบันการเงินโดยรวม

ปัญหาสถาบันการเงินที่แตกปะทุขึ้นนี้ดูเหมือนไม่มีความหมายเลยเมื่อช่วงปลายปีนั้นตลาดหุ้นไทยได้กลับมาคึกคัก
อย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่งโดยดัชนีหุ้นได้ควบทะลุ 1,143 จุด ขึ้นไปปิดที่ 1,380 จุด เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ก่อนจะ
วิ่งไม่หยุดขึ้นไปถึง 1,682.9 จุด ในวันสิ้นปีทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจกำลังทะยานโลดด้วยอัตราขยายตัวทาง
เศรษฐกิจระดับสองหลักอีกครั้งหนึ่ง


ปี 2537

แนวโน้มในภาคเอกชน บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ออกมาประกาศที่จะขยายตัวกันขนานใหญ่เพื่อรับกับการขยายตัว
ทางเศรษฐกิจความมั่นใจเช่นนั้นได้มาจากที่โหรทางเศรษฐาศาสตร์ทั้งหน่วยราชการและเอกชนเกือบทั้งหมด
เห็นไปในทางเดียวกันและเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวอย่างรุนแแรงอีกครั้ง โดยทุกค่ายสำนักทำนาย
ไว้ว่าเศรษฐกิจในปีนั้นจะต้องขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8.5 %

คำทำนายของโหรเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายนั้นไม่ได้ผิดเลย ในปีนั้นอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจได้พุ่งขึ้นถึง 8.9 %
แต่สิ่งที่อันตรายก็ได้เพิ่มสูงขึ้นด้วยคือ ภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 5.4 % ของจีดีพีและหนี้ต่างประเทศ
ที่ไต่ขึ้นไปเป็น 64,866 ล้านดอลลาร์ แต่ปัญหาทั้งสองนี้ก็ไม่มีใครใส่ใจมากนัก เพราะสำรองเงินตราต่างประเทศไทย
อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับหนี้และภาคการส่งออกยังเดินเครื่องได้ดี

โดยเฉพาะการส่งออกในปีนั้นซึ่งมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งได้สร้างความตื่นเต้น
อย่างมากในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และนักวางแผน

นอกจากนี้ในภาคเอกชนก็ยังเดินเครื่องขยายตัวกันทุกแนวรบ ในปีนั้นกลุ่มบริษัทดุสิตธานีได้ใช้เงินราว 4,000
ล้านบาท ครอบงำกิจการกลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ของเยอรมันนี ซึ่งนับเป็นเครือโรงแรมชั้นนำแห่งหนึ่งในยุโรป

การส่งออกของไทยความจริงแล้วเมื่อดูตัวเลขภายนอกจะเห็นได้ว่ากำลังไปได้ดี มีการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม
ได้มากขึ้นเป็นลำดับ โดยจะเห็นตั้งแต่ปี 2536 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แซงหน้าสินค้าสิ่งทอเป็นอันดับหนึ่ง
อยู่นานหรือการลดลงของสินค้าอุตสาหกรรมนั้นจะต้องนำเข้าอย่างมหาศาลส่วนต่างที่ประเทศไทยได้ก็คือค่าแรงงาน
ไม่กี่เฟื้องที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขการส่งออกที่ภูมิใจกันนักหนาในขณะนั้น


ปี 2538

เป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลชวน 1 โดยก่อนที่รัฐบาลมีอันลาโรงเนื่องจากปัญหาส.ป.ก.เป็นพิษ รัฐบาลได้ดำเนิน
ตามแผนเปิดเสรีทางการเงินโดยการอนุมัติให้เปิดหน้าต่างการเงินที่เรียกกันว่า “บีไอบีเอฟ” เมื่อเปิดขึ้นแล้ว
นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ยังไม่ทันปรับระบบอื่นให้สอดคล้องกับการเปิดเสรีการเงินต้องลาโรงไปพร้อมกับรัฐบาล

*ทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกควบคุมให้เพียงพอ*

รัฐบาลชวน 1 ยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ปรากฏว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา ได้เป็น
นายกรัฐมนตรี เมื่อพรรคชาติไทยได้นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดคือ 92 ที่นั่ง ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลของ
นายบรรหารเป็นสิ่งที่วงการเศรษฐกิจทั้งในประเทศและนอกประเทศจับตาอย่างมาก เพราะคนที่วิเคราะห์ตัวเลข
เศรษฐกิจออกมองเห็นอันตรายต่อเศรษฐกิจไทยได้ราง ๆ แล้ว แต่นายบรรหารก็ไม่สามารถหาทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ
ที่แข็งแกร่งได้ ความเชื่อมั่นในสามารถในการบริหารเศรษฐกิจให้พ้นจากเส้นทางหายนะเป็นที่กังขาอย่างยิ่ง

เป็นปีแห่งการสูญเสียของปวงชนชาวไทย เมื่อ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า
ของปวงชนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม

นอกจากนี้ยังเป็นปีที่ พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่อสัญกรรม  โดยทางด้านธุรกิจก็มีนักธุรกิจชื่อดังคือ
นายดำริ ก่อนันทเกียรติ เจ้าของบริษัท ยูนิคอร์ด ผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ของไทย ยิงตัวเองหนีหนี้

ในปีนั้นสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังร้อนแรง ยอดขายรถยนต์ที่เคยได้เพียง 362,987 คันในปี 2535 เป็น 4471,580 คัน
เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวร้อนแรงที่ 8.8 % แต่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเข้าขั้นอันตรายที่ 8.2 % ของจีดีพี
หนี้ต่างประเทศกระโดดไปที่ 82,568 ล้านดอลลาร์

หนี้สินส่วนใหญ่ไม่ได้รับการทัดทานมากนักเนื่องจากเป็นหนี้เอกชนอันเป็นผลมาจากนโยบายเปิดเสรีทางด้านการเงิน
ทำให้นักธุรกิจไทยเร่งออกไปกู้เงินต่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ โดยนอกจากกู้ผ่านหน้าต่างบีไปบีเอฟแล้วยังมีการ
กู้เงินในรูปของตั๋วอีซีดี ตั๋วบีอีและหุ้นกู้ชนิดต่าง ๆ

ปีนั้นเองเป็นปีที่ปัญหาความอ่อนแอในสถาบันการเงินเริ่มปะทุอีกครั้งโดยมีคำสั่งจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้
ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การเพิ่มทุนอย่างเร่งด่วนในเดือนเมษายน ซึ่งโดยปกติแล้วน่าจะเป็นเรื่องน่าตกใจแต่รัฐบาล
ดูเหมือนจะตั้งใจไม่ทำให้เกิดความตกใจออกมาประสานเสียงกันว่าเป็นไม่ใหญ่ไม่โตอะไรนัก

ทางด้านฐานเศรษฐกิจเป็นปีของการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญในปี 2537
โดยโครงการสร้างโรงพิมพ์ได้รุดหน้าไปอย่างมากในขณะที่โครงการอาคารแห่งที่สองก็ได้ลงรากฐานอย่างรวดเร็ว
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #42 เมื่อ: 26-08-2007, 04:55 »

ถ้าเริ่มจากปี 2541 มันจะดูเป็นการพูดข้างเดียว ถ้าเริ่มจริง ๆ ขอเป็นปี 2523 ครับ ในห้องราชดำเนินก็เริ่มปี 2541 ผมสงสัยจังว่าปีนี้มันมีอะไรทำไมต้องเริ่มทุกปัญหาที่ปีนี้ ในเมื่อปีนี้มันเกิดปัญหาไปแล้ว แต่ถ้าคุณอยากเห็นต้นตอ ก็ไปเริ่มที่ปี 2523 ครับ รับรองกระจ่างกว่านี้

โพสมาถึงตรงนี้ ใกล้จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่คุยกันมาตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่คุณ THX เสนอกับ จขกท.
ว่าถ้าจะดูวิกฤติ 2541 จริงๆ ควรย้อนดูไปถึงตั้งแต่ปี 2523 นะครับ
มาคุยพักสายตาสักหน่อย.. เพราะหลังจากนี้ก็จะเข้าสู่จุดวิกฤติค่าเงิน 2541 ซึ่งเป็นต้นกระทู้แล้วครับ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2007, 04:59 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #43 เมื่อ: 26-08-2007, 04:56 »

ปี 2539

เป็นปีที่ปัญหาต่าง ๆ เริ่มแตกปะทุขึ้น โดยในช่วงต้นปีเริ่มมีเสียงเตือนประเทศไทยจากนักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศ
ซึ่งมองว่าไทยจะกลายเป็นเม็กซิโก 2 เนื่องจากในปี 2538 เกิดวิกฤติค่าเงินเปโซในเม็กซิโก เนื่องจากประเทศไทย
มีหนี้สินต่างประเทศมาก

แต่คำเตือนของต่างประเทศก็ได้รับการตอบโต้จากทางการของไทยอย่างแข็งขันว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย
แข็งแกร่งกว่าเม็กซิโกมากนักโดยยกตัวอย่างเหตุผล 2 ประการเช่นเคยคือ สำรองเงินตราต่างประเทศของไทยซึ่งมี
มากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ และการขยายตัวของการส่งออกยังเป็นหลักประกันในการหาเงินรายได้จากต่างประเทศ

คำยืนยันของหน่วยงานไทยนั้นมีชาวต่างประเทศหลายคนไม่เชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศที่ชื่อ
นายจอร์จ โซรอส และพรรคพวกของเขา ซึ่งเป็นนักโจมตีค่าเงินระดับโลกที่เคยถล่มธนาคารกลางของอังกฤษ
จนพังพินาศมาแล้ว

นายจอร์จ โซรอส ดีใจที่หน่วยงานไทยยังนึกว่าไทยแข็งแกร่ง เพราะทำให้ไทยตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
การโจมตีค่าเงินบาทนั้นเริ่มหนาแน่นขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2539

การโจมตีค่าเงินบาทนั้นไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆแต่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับทิศทางการบริหารภาพรวมทางเศรษฐกิจ
ในรัฐบาลสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เน้นนโยบายการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งที่ภาวะการขาดดุลเดินสะพัด
เข้าสู่จุดอันตรายที่ 8 % ของจีดีพีแล้ว

ลางร้ายที่เริ่มก่อตัวในปี 2539 ประกอบด้วยการลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเมื่อวันที่ 6 กันยาน
ตามมาด้วยข่าวที่น่าใจหายที่สุดคือการส่งออกจริงของไทยความจริงไม่ได้สูงมาก เหมือนที่เคยคิดกัน

*เพราะว่าเกิดการปลอมเอกสารการส่งออกเพื่อการเคลมภาษีกันอย่างมโหฬาร*

ความจริงในเรื่องของการส่งออกที่ไม่ได้ขยายตัวอย่างที่คิดอีกทั้งยังหดตัวลงเมื่อเทียบกับการขยายตัว
อย่างมากมายถึง 24.8 % ในปี 2538 ทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นเนื่องจากเสาหลักที่ค้ำยันความสามารถ
ของเศรษฐกิจไทยในการใช้หนี้ประการหนึ่งคือการขยายตัวของการส่งออก

เมื่อการส่งออกไม่ขยายตัวแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ ด้วยความจริงข้อนี้ก็ทำให้นักโจมตีค่าเงินแห่กันมา
ทั่วสารทิศ ยิ่งรัฐบาลบริหารภาพรวมเศรษฐกิจไปในทิศทางตรงกันข้ามคือยังเน้นสร้างโปรเจ็กต์ขยายตัว
นักโจมตีค่าเงินทั้งหลายก็ยิ่งมั่นใจในการโจมตีประเทศไทย

ทางด้านสถาบันการเงินก็เริ่มส่งสัญญาณอันตรายเมื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อภิปรายต่อสภาผู้แทนราษฎร
อย่างเผ็ดร้อนถึงความฉ้อฉลในการจัดการกับปัญหา ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จนทางการต้องเข้าไป
ควบคุมธนาคารแห่งนี้อย่างสิ้นเชิงในวันที่ 17 พฤษภาคม ก่อนจะพบว่า ธนาคารแห่งนี้เน่าเฟะเพียงใด

ในเวลานั้นระเบิดอีกลูกหนึ่งระเบิดเข้าใส่สถาบันการเงินทั้งหลายคือดัชนีตลาดหุ้นที่หล่นกราวรูดลงมา
อยู่ในระดับ 480 จุดจากเคยสูงสุดกว่า 1,600 จุด ในเดือนธันวาคม 2536

ปัญหาที่เริ่มแตกปะทุขึ้นในขณะที่รัฐบาลของนายบรรหารไม่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อเปลี่ยนแนวการบริหาร
เศรษฐกิจในภาพรวมทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลดลงอย่างฮวบฮาบจนในที่สุดนายบรรหาร
ถูกกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลจนต้องลาออกและประเทศไทยก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ในช่วงปลายปี
คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

พล.อ.ชวลิตได้ดึง ดร.อำนวย วีรวรรณ อดีตแทกโนแครตที่มีประสบการณ์ อย่างกว้างขวางในภาคเอกชน
และเป็นคนที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงให้เข้ามาช่วยกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจซึ่งก๊เป็นเวลาที่สายเกินไปเสียแล้ว
ที่จะกอบกู้เศราฐกิจของประเทศเนื่องจากภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนั้นถึงจุดอันตรายต่อเนื่อง
จากปีก่อนคืออยู่ที่ 8.1 % ของจีดีพี ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2007, 04:58 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #44 เมื่อ: 26-08-2007, 05:00 »

ปี 2540

เป็นปีที่สับสนอลหม่านที่สุดเนื่องจากปราการด่านสุดท้ายที่จะพยุงประเทศไทยให้สามารถฝ่าวิกฤติการขาดดุล-
บัญชีเดินสะพัดอย่างรุนแรงได้พังทลายลง

ปราการที่ว่านั้นก็คือ ทุยสำรองเงินตราต่างประเทศมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ ได้ถูกนำไปใช้ในการ
ต่อสู้กับกองทุนเฮดจ์ฟันจนหมดหน้าตักช่วงดือนมกราคม – พฤษภาคม การต่อสู้กับโจรสลัดเงินตาน้ำข้าว
ที่เชื่อว่ามี นายจอร์จ โซรอส เป็นผู้นำนั้นทำกันเป็นความลับสุดยอด จึงไม่มีใครทราบในขณะนั้นว่ากำลังมี
ปฏิบัติการห้ำหั่นในตลาดการเงินระหว่างธนาคารชาติของไทยกับกองทุนกระหายเงินที่รุมย่ำไทยอย่างดุเดือด

ผลของสับประยุทธ์ครั้งนั้นทำให้ไทยจนตรอกและยอมให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
เข้ามาควบคุมการบริหารเศรษฐกิจของไทย

ไล่เลี่ยกับที่ไทยจะประกาศความพ่ายแพ้ ต่อกองทุนเฮดจ์ฟันด์ สถาบันการเงินเริ่มถึงจุดวิกฤติ แล้วโดยใน
เดือนพฤษภาคม ความพยายามที่จะรวมกลุ่มบริษัทเอกธนกิจและธนาคารไทยทนุล้ม เป็นการตอกย้ำให้เห็น
ถึงหายนะของระบบสถาบันการเงิน

ลางเค้าแห่งความล่มสลายของสถาบันการเงินความจริงเริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม เมื่อรัฐบาล พล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ ได้ประกาศ 2 มาตรการหลักเพื่อสร้างความมั่นคงในสถาบันการเงินและยังได้ประกาศให้สถาบัน
การเงิน 10 แห่งเพิ่มทุนโดยด่วน และในเดือนมิถุนายนต่อมาหลังจากที่เอกธนกิจไปไม่รอดก็ได้สั่งปิดสถาบัน
การเงินเป็นการชั่วคราวอีก 42 แห่ง

จุดไคลแมกซ์ของวิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 2540 คือการปล่อยค่าเงินลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
ซึ่งเป็นการประกาศความพ่ายแพ้ในสงครามป้องกันเงินบาทและในวันที่ 22 เดือนเดียวกันประเทศไทย
ก็ประกาศขอรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยต้องรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟครั้งนั้นเนื่องจากสำรองเงินต่างประเทศ
ของไทยกว่า 30,000 ดอลลาร์ ถูกใช้จนเกือบหมดหน้าตักในสงครามต่อสู้กับบรรดาเฮดจ์ฟันด์จึงจำเป็น
ต้องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ

หลังการลดค่าเงินบาทและเข้าสู่ในอ้อมอกของไอเอ็มเอฟทำให้ระบบเครดิตพัง บริษัทห้างร้านล้มระเนระนาด
บริษัทเงินทุนถูกปิดเกือบหมด รัฐบาลต้องยึดกิจการธนาคารเอกชนกว่า 5 แห่ง จนเกิดการเรียกร้องให้มีการ
เบี้ยวหนี้ต่างประเทศและมีการกดดันเปลี่ยนรัฐบาล ช่วงเวลานั้นรัฐบาลเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการ
แบงค์ชาติเป็นว่าเล่นและในที่สุดแรงกดดันอย่างรุนแรงทำให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องลาออกและ
นายชวน หลีกภัย ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปลายปีนั้น

นายกฯชวนกลับมาพร้อมกับ นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ขุนคลังคู่ใจที่กลับเข้ามารับบทหนัก
ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งลงก้นเหว

ภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนั้นเศรษฐกิจไทยติดลบ 1.2 % โดยมีหนี้ต่างประเทศกว่า 90,000 ล้านบาท
โดยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงเหลือ 2.1 %

สำหรับฐานเศรษฐกิจในปีนี้โดยพยายามที่จะอยู่รอดภายใต้กระแสเศรษฐกจที่เชี่ยวกราก มาตรการประหยัดทุกอย่าง
รวมทั้งการลดเงินเดือนพนักงาน การลดตัวสินค้า ได้แก่ หนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์และการพิจารณาลดความถี่
ของหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจจากราย 2 วัน กลับมาเป็นราย 3 วันได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

การพิจารณาหนทางแห่งความอยู่รอดในปี 2540 นั้นเป็นการพิจารณาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะขณะนั้น
ไม่มีใครมองเห็นทางรอดของเศรษฐกิจ เจ้าสัวใหญ่คือ นายชาตรี โสภณพนิช ประกาศว่า ปีนั้นเป็นเพียง
ปีเผาหลอก ปีเเผาจริงคือปี 2541
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #45 เมื่อ: 26-08-2007, 05:02 »

ปี 2541

เป็นปีที่เลวร้ายที่สุดทางเศรษฐกิจของไทย การบริหารเศรษฐกิจของไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของไอเอ็มเอฟ
อย่างเข้มงวด ซ้ำร้ายในช่วงแรกไอเอ็มเอฟยังได้ให้ยารักษาโรคผิดขนานแก่ไทย ทำให้เเศรษฐกิจย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม

ในปีนั้นดัชนีตลาดหุ้นหล่นไปเหลือ 350 จุด บริษัทห้างร้านทยอยล้มละลาย บริษัทเงินทุนถูกปิดถาวร 56 แห่ง
มีการจัดตั้งปรส. ขึ้นมาเพื่อนำเอาทรัพย์สินการเงินออกมาประมูลขาย ซึ่งก็ขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าเป้าหมายมาก
รัฐบาลชวนได้ออกมาตรการและกฎหมายหลายฉบับเพื่อแก้ปัญหาโดยเน้นที่การแก้ปัญหาสถาบันการเงินเอกชน
และของรัฐ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่นำมาสู่การล้มละลายทางเศรษฐกิจของประเทศ

มาตรการสำคัญที่ออกมาในปีนั้นมี อาทิ มาตรการ 14 สิงหาคม ที่ใช้เพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงินแบบเบ็ดเสร็จ
การออก พ.ร.ก. กู้เงินจำนวนหนึ่งล้านล้านบาทเพื่อนำมาเตรียมแก้ปัญหาสถาบันการเงิน โดยประมาณกันว่า
การขาดทุนจากการเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
อยู่ในหลักล้านล้านบาท และหากรวมความเสียหายทั้งหมดของประเทศแล้วเชื่อว่าเกิดความเสียหาย
เป็นมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท

ธุรกิจที่พังทลายลงส่วนใหญ่เป็นธุรกิจของคนไทยเนื่องจากไม่สามารถหาเงินทุนมาสนับสนุนให้คงอยู่ต่อไปได้
ทำให้เป็นโอกาสทองของนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติที่แห่กันเข้ามาซื้อสินทรัพย์และกิจการของไทยในราคาที่ถูก

ผลจากการพังทลายลงของเศรษฐกิจทำให้ธุรกิจของไทยที่อยู่ในกำมือของต่างชาติบางส่วนแล้วต้องตกไปอยู่
ในมือของต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งเคยอยู่มือของคนไทยมาโดยตลอด
ต้องยอมรับเอาต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของ

เศรษฐกิจของไทยในปีนั้นติดลบถึง 9.4 % เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 8 % ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับเป็นบวกอีกครั้ง
โดยหนี้ต่างประเทศลดเหลือ 86,040 ล้านดอลลาร์
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #46 เมื่อ: 26-08-2007, 05:18 »

ตอนนี้ กำลังจะเข้าสู่ ฤดูกาลเลือกตั้ง .....นับแต่วันนี้ บรรดา ลิ่วล้อ และ แฟน ๆ อดีต ทรท. ซึ่งปัจจุบัน  คือ พลังประชาชน.......กำลังเริ่มฤดูกาล ขุดอาวุธเก่า ๆ อย่าง ปรส. หรือ สปก. มาป้ายสี ประชาธิปัตย์ กันอีกยกใหญ่.....ผมเลยถือโอกาส ขุด กระทู้นี้ ขึ้นมา ให้ บรรดา เซียนเศรษฐกิจ ฝั่ง PT  ไล่ ถล่ม โดยไม่ต้องเสียเวลา ตั้งกระทู้  ....ถือโอกาส ตามน้ำได้เลยครับท่าน
 

ผ่านมากว่าหนึ่งวันแล้วนะครับ ยังไม่เห็นมีฝั่ง Pro-T ที่ไหนเข้ามาไล่ถล่มเลยครับ
ถ้าไล่อ่านมาถึงปี 2541 จะเห็นว่าสถานการณ์ประเทศไทยเข้าสู่จุดอับอย่างแท้จริง
และจะเห็นว่าตอนนั้นคนที่เข้ามารับภาระกอบกู้สถานการณ์จริงๆ คือใคร

น่าเสียดายที่ไม่มีการกล่าวถึงทักษิณเอาไว้ในบทความชุดนี้เลย แต่ผมจำได้ว่าเคย
นำบทความย้อนอดีตทักษิณมาลงไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับ

ฝ่าย Pro-T เฝ้าโจมตีประชาธิปัตย์มาตลอด แต่เคยถามตัวเองไหมว่าขณะบ้านเมือง
เกิดวิกฤติมากที่สุดนั้น ยอดมนุษย์อย่างทักษิณไปอยู่ที่ไหน มีบทบาทอย่างไรบ้าง
ในการช่วยกอบกู้สถานการณ์ หลังจากเข้าร่วมรัฐบาลชวลิตหลังการลอยค่าเงินบาท
(แต่ส่งนายทนง คนของตัวเองเข้าเป็น รมต.คลัง ขณะลอยค่าเงิน)

ถ้าทักษิณเก่งกาจมากมายจริง ตอนนั้นทำไมถึงไม่ออกมาช่วยกันกอบกู้สถานการณ์
กลับโผล่มาตอนทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว และอ้างผลงานว่าตัวเองคือผู้กอบกู้
วิกฤติเศรษฐกิจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2007, 06:53 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #47 เมื่อ: 26-08-2007, 05:26 »

ขอบคุณครับ มาปูเสื่อ รออ่านต่อครับ 

ก็เอาลงให้อ่านจนหมดถึงปี 2541 แล้วนะครับ อ่านดูแล้วเหมือนห้วนๆ ยังไม่จบดี
แต่ต้นฉบับที่ผมมีอยู่หมดลงเพียงเท่านี้ครับ และผมยังหาที่เป็นหนังสือจริงๆ ไม่เจอ
ไม่ทราบเอาไปเก็บไว้ที่ตรงไหนแล้วก็เลยยังเช็คไม่ได้ว่าจบแค่นี้หรือมีต่ออีกหน่อย

ส่วนเรื่องราวหลังจากปี 2541 คิดว่าสามารถ Search ได้เป็นจำนวนมากแล้วนะครับ
เพราะประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ตพอดี ยังจำได้ว่าตอนนั้นผมกำลังทดลอง
ติดตั้ง Mail Server ตัวแรกของบริษัทด้วย Linux อยู่พอดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2007, 06:51 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #48 เมื่อ: 26-08-2007, 05:31 »



ทักษิณได้แต่ริเริ่มขายฝัน

ฉกฉวยโอกาส  ทำลายคู่แข่งทางการเมือง

แต่ผลงาน หลายปีที่ผ่านมา ให้ผลทำลายความน่าเชื่อถือของตนเองและพรรคที่ตนเองสังกัดจนป่นปี้

ยังมีปัญหาต่อมาถึงนอมินีทางการเมืองอย่างไม่จบสิ้น

ทางเดียวที่จะยุติความเสียหาย คือสลายขั่วทางการเมืองครับ

ผู้ไม่ยุติสลายขั้วจากระบอบทักษิรคาดว่าจะวิบัติ ก็ขอเตือนลิ่วล้อ อย่าคิดว่าไม่ถึงตัวนะครับ..


ด้วยความปรารถนาดี
บันทึกการเข้า

Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #49 เมื่อ: 27-08-2007, 09:31 »

ก็เอาลงให้อ่านจนหมดถึงปี 2541 แล้วนะครับ อ่านดูแล้วเหมือนห้วนๆ ยังไม่จบดี
แต่ต้นฉบับที่ผมมีอยู่หมดลงเพียงเท่านี้ครับ และผมยังหาที่เป็นหนังสือจริงๆ ไม่เจอ
ไม่ทราบเอาไปเก็บไว้ที่ตรงไหนแล้วก็เลยยังเช็คไม่ได้ว่าจบแค่นี้หรือมีต่ออีกหน่อย

ส่วนเรื่องราวหลังจากปี 2541 คิดว่าสามารถ Search ได้เป็นจำนวนมากแล้วนะครับ
เพราะประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ตพอดี ยังจำได้ว่าตอนนั้นผมกำลังทดลอง
ติดตั้ง Mail Server ตัวแรกของบริษัทด้วย Linux อยู่พอดี

ขอบคุณครับ คุณจีฯ

แหม วันนั้นที่ไป Meeting ผมน่าจะเข้าไปนั่งฟังคุณจีฯ คุยด้วย เสียดายจริงๆที่ไม่กล้าเข้าไปร่วมแจม 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: