ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ประกาศท้ารบ บุคคลที่มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญ อดีต ส.ว. คนสงขลา ทั้งหลายก็ท้ากลับว่า แน่จริงให้เอ่ยชื่อออกมาสิว่าบุคคลมากบารมีคนนั้นคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี !
ขณะถูกรุมง้างปาก ทักษิณได้แต่ถอนหายใจแล้วขยายความเพียงว่า เฮ่อ เอาไว้ว่างๆ จะร้องเพลงให้ฟัง
พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้บอกว่า เพลงเพลงนั้นคือ เพลงจากยอดดอย เพลงโปรดของ พล.อ.เปรม หรือไม่ แต่นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ระบุข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าวโจมตี พล.อ.เปรมอย่างต่อเนื่อง เพราะคิดกันว่า พล.อ.เปรม คือ บุคคลที่คอยขัดขวางการใช้อำนาจของรัฐบาล
จริงหรือว่า พล.อ.เปรม คือ ผู้ขัดขวางการใช้อำนาจของรัฐบาล ?
หากย้อนกลับไปดูก่อนปฏิบัติการ ท้าก...ษิณ ออกไป! จะพบว่า ตำแหน่งประธานองคมนตรีทำให้ พล.อ.เปรม ระมัดระวังตัวยิ่งที่จะแสดงความเห็นทางการเมือง
เมื่อพันธมิตรประชาชนฯ ตั้งป้อมชนระบอบทักษิณ กระบวนการเลือกตั้งเข้าสู่ทางตัน พีเน็ตและใครต่อใครได้เรียกร้อง ให้ พล.อ.เปรม ในฐานะคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย ป๋าก็ยังนิ่ง
แม้จะมีมือดีไปวางระเบิดป้อมยามหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ป๋าก็ยังนิ่ง
ความเคลื่อนไหวแจ่มชัดขึ้น เมื่อจู่ๆ ค่ำวันที่ 15 มีนาคม พล.อ.เปรมก็ออกจากบ้านมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์ควรจะคิดและทำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ประเทศชาติ ประชาชน ขอให้ทำให้ สถานการณ์สงบ ไม่ให้เกิดความแตกแยก ทำไงให้ไปคิดเอา
รุ่งขึ้นขุนทหารทั้งหลายต่างขานรับท่าทีนี้อย่างแข็งขัน ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ จึงขอเว้นวรรคทางการเมือง แต่ไม่วางมือทางการเมือง
คนเดียวที่สวนเปรี้ยงมาว่า ทำอย่างนี้ก็เท่ากับ พล.อ.เปรม เลือกข้าง นั่นคือ สมัคร สุนทรเวช !
สัปดาห์สองสัปดาห์นั้น ขุนทหารตบเท้าเข้าบ้านป๋าอย่างคึกคัก ในทางสาธารณะ พล.อ.เปรมไม่ได้พูดอะไร แม้มีผู้ไปเพียรตามถาม ป๋าเปรมก็ไม่พูด
ในขณะถอยร่นทางการเมืองนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยังหวังพึ่งป๋า เพราะจะปฏิรูปการเมืองไทยรักไทยก็ขอให้ โภคิน พลกุล ไปถามป๋า
แต่บอกแล้วว่า ประธานองคมนตรีระวังตัวสูง
แม้จะมีวิกฤตเรื่องเลือกตั้ง แต่ พล.อ.เปรม ก็ไปใช้สิทธิล่วงหน้า และยังปิดประตูบ้านสี่เสาฯ ไม่รับแถวทหารที่จะมารดน้ำดำหัวในช่วงเทศกาลสงกรานต์เหมือนทุกปี เพราะเกรงว่าจะถูกแปลความเป็นเรื่องการเมือง
ในความเงียบเชียบและระมัดระวังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ มึนงงอย่างหนักว่า กำลังต่อสู้กับใคร เขาไม่ได้กลัวพันธมิตรประชาธิปไตย ไม่ได้กลัวว่าจะมีการปฏิวัติ แต่กลัวมาตรา 7 !
แต่ถนนทุกสายก็ยังมุ่งสู่บ้านสี่เสาฯ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไป กลุ่มสมัชชาคนจนก็ไป แม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งพยายามแสวงหาทางออกให้ทุกฝ่ายก็ไปพบ พล.อ.เปรม เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาบ้านเมือง
วันที่ 26 เมษายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชกระแสรับสั่งให้ตุลาการร่วมคลี่คลายปัญหาชาติ
พ.ต.ท.ทักษิณ ฟังพระราชกระแสรับสั่งเรื่องมาตรา 7 แล้วเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะก่อนนั้นมีข่าวลือสะพัดว่า ผู้มีบารมีเคลื่อนไหวเรื่องมาตรา 7 อย่างคึกคัก ถึงกับจัดเตรียมรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เอาไว้แล้ว
เป็น ครม.ของนายกฯ พระราชทานตามมาตรา 7 เป็นนายกฯ เงา ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเพิ่งเอ่ยถึง
แม้จะยกภูเขาออกจากอกได้ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังเมาหมัด เพราะไม่รู้สู้อยู่กับใคร พอได้ยินเรื่อง ครม.เงาหนักๆ และทราบชื่อเลาๆ ว่ามีใครอยู่ในบัญชีนั้นบ้าง เลยตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปถามองคมนตรีบางท่านว่า เรื่องที่ได้ยินมานั้นเป็นความจริงหรือเปล่า
คำตอบคือ ไม่จริง
ตลอดเวลานั้นป๋าก็ยังนิ่ง
ต่อเมื่อพบว่าขุนศึกรอบข้างถูกเจาะยาง ผัน จันทรปาน ประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีท่าทีเปลี่ยนไป พล.อ.ชัยนันท์ เจริญศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกทาบทามให้ลาออก พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ กรรมการ กกต. ถอดใจโยนผ้าขาวลาออกกลางคัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชักเอะใจ
ต่อเมื่อพี่น้องสองศรี วิษณุ เครืองาม และ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ทยอยมาลาออก พร้อม คำสารภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงถึงบางอ้อ
การตรวจแถวเช็กความพร้อมจึงเกิดขึ้น !
อย่าได้แปลกใจไปเลยว่า ทำไมวิษณุเอ่ยปากต่อสาธารณะว่ายื่นใบลาออกไปแล้ว แต่ขอเวลา 1 เดือน เพื่อสะสางเรื่องค้างคา แต่รุ่งขึ้นทักษิณกลับบอกว่า ใบลาออกมีผลทันที
ใครแปรพักตร์ก็ต้องถูกระแวง
1 สัปดาห์หลังจากนั้น ทักษิณซุ่มเงียบตรวจแถวอย่างละเอียด ตรวจทั้งในพรรคและแถวทหาร สุดท้ายได้คำตอบว่า ไม่มีใครเบี้ยว คนมีบารมีมีแต่บารมี ไม่มีกำลัง อุ่นใจได้ว่าไม่มีคนจะปฏิวัติ การท้ารบคนมากบารมีนอกรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น
เกิดขึ้นเพราะชัดแล้วว่า ใครที่อยู่ในเงา
เกิดขึ้นเพราะเพลี่ยงพล้ำมานานเสียแนวร่วมไปเยอะ ทัพระบอบทักษิณกำลังระส่ำระสาย
เกิดขึ้นเพราะต้องการให้คนที่กำลังรวนเรได้ตัดสินใจเลือกข้าง
เกิดขึ้นเพราะต้องการเช็กกำลังพล
เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งทางการเมืองกำลังจะถูกชี้ชะตาโดยศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
แต่ผลกระทบของการกดดันให้ใครต่อใครเลือกข้างครั้งนี้ กลับส่งผลกระทบอย่างไม่คาดคิด เพราะถ้าคนมากบารมีคนนั้นคือ พล.อ.เปรม จริง คนที่จะถูกบีบเลือกข้างไม่ใช่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งฟังทักษิณพูดที่ทำเนียบฯ
อะไรจะเกิดขึ้นถ้าผู้คน สถาบันต่างๆ ในบ้านเมืองถูกบีบให้เลือกข้าง
คำถามที่ย้อนกลับมาคือ ควรหรือไม่คนที่เป็นนายกฯ จะทำเช่นนี้ พูดเช่นนี้
สิ่งที่สังคมต้องตั้งสติในวันนี้คือ บางทีคำตอบว่า คนมากบารมีนอกรัฐธรรมนูญคนนั้นจะเป็นใคร ใช่ พล.อ.เปรม หรือไม่ คำตอบนั้นไม่สำคัญเท่า ทักษิณโยนระเบิดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม นอกจากประโยชน์ของตนและไทยรักไทยแล้ว เกิดประโยชน์อะไรต่อบ้านเมือง
คำตอบคือ ไม่มีเลย ! ตัวปัญหามันอยู่ที่ใครเนี่ย
