เก็บข่าวมาให้อ่านเล่นครับ อย่างน้อยข้อเสนอ 70/30 ก็ทำให้ผู้คนได้บริหารสมอง
ได้คิดรูปแบบการคัดสรรตัวแทนใหม่ๆ ได้คิดแก้ปัญหาการเลือกตั้งแบบเดิมๆ
..ไม่อย่างนั้นสังคมอาจวนเวียนคิดว่าระบบการเลือกตั้งมีได้แบบเดียวอย่างที่รู้จัก..
สุดท้ายอาจกลายเป็นลัทธิ "เสียงคลั่งมาก" ในระบอบ "กะลาธิปไตย" 
------------------------------------------------------------------------------------------------------
นักวิชาการจุฬาฯ-มธ. แคลงใจการเมืองใหม่ [6 ก.ย. 51 - 18:22]http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=103261ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 ก.ย.) ภาควิชาการปกครอง และโครงการติดตามการเมืองภาคประชาชน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "ยังมีทางเดินไปข้างหน้าอีกไหม ตามระบอบประชาธิปไตย" โดยนักวิชาการเข้าร่วมหลายคน อาทิ ผศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ รศ.ไชยันต์ ไชยพร ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นายอภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายอัภยุทย์ จันทรพะ ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค เข้าร่วม
ทั้งนี้ วงเสวนาพุ่งประเด็นไปที่การเมืองใหม่ ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเสนอ คือมี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง 30% และการสรรหา 70% โดย ผศ.ประภาส กล่าวว่า กมรเมืองใหม่ โดยกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการเมืองที่ไม่ไว้วางใจประชาชนในชนบท เพราะมองว่ามีการซื้อเสียงเพื่อให้ได้เป็นตัวแทน และพยายามสร้างระบบการเมืองดุลอำนาจใหม่ โดยให้ทหารเข้ามาเป็นดุลอำนาจทางการเมือง ซึ่งส่วนตัวคิดว่าไม่มีหลักประกันอะไร ที่จะยืนยันได้ว่า ไม่มีปัญหาอื่นตามมา และไม่สามารถตอบคำถามในความเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ ซึ่งหากเปลี่ยนรอบการเมืองใหม่จริง ก็เท่ากับเรารื้อบ้าน หรือเผาบ้าน เพื่อจับหนูตัวเดียว โดยไม่รู้ว่าจะมีหลักประกันอะไร และมองว่า ผู้แทนที่พันธมิตรฯ อยากได้ คงจะเหมือน ส.ว.สรรหา
"หากต้องการมีการเมืองใหม่ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ต้องสร้างกติกาใหม่ จึงต้องการถามว่า มีทางเลือกอย่างไรในระบอบประชาธิปไตย และไม่แน่ใจว่าทำได้ในเชิงกฎหมายหรือไม่ ดังนั้น คิดว่าการเมืองใหม่ในแนวคิดนี้คงเกิดขึ้นได้นอกรัฐธรรมนูญ ผมจึงอยากตั้งคำถามว่า เราอยากจะกลับสู่วงจรนี้อีกหรือ" หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว
ด้าน รศ.ไชยยันต์ กล่าวว่า การเลือกตัวแทนมาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ในสัดส่วน 70% ทำให้ไม่ได้ตัวแทนที่แท้จริง เพราะเป็นบางสมาคมไม่ได้มีตัวแทนในกลุ่มวิชาชีพที่แท้จริง ฉะนั้น หากเห็นด้วยกับการเมืองใหม่ ก็จะต้องจัดสรรว่าจะทำอย่างไร ให้ได้ตัวแทนที่แท้จริง และกว้างขวาง แต่ก็ต้องตั้งคำถามว่า จะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่
ขณะที่ นายอภิชาติ กล่าวว่าการเมืองแบบมีส่วนร่วมถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะให้มีการถ่วงอำนาจ แต่การเมืองแบบมีส่วนร่วมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าสังคมไม่ยอมรับการแก้ไขปัญหา และส่วนตัวมองว่าการเมืองใหม่แบบ 70 : 30 เป็นเรื่องยากที่จะมีบุคคลที่ซื่อสัตย์เที่ยงธรรมอย่างแท้จริง โดยไม่ถูกตรวจสอบจากสังคม
"การเมืองใหม่ต้องเริ่มจากการมีเหตุผลและความเท่าเทียม ซึ่งวิธีการประท้วงที่ทำอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นวิธีที่ไม่เคารพหลักการนี้ และพยายามบอกว่า มีคนกลุ่มหนึ่งรู้ดีกว่าคนอื่น ฉลาดกว่า และมีความสามารถบอกได้ว่ารัฐบาลชอบธรรมหรือไม่ แต่ต้องไม่ลืมว่าอาจะเป็นเพียงความชอบธรรม ไม่ชอบธรรมภายใต้สายตาของตัวเองเท่านั้น อาจไม่ใช่สายตาคนอื่น ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาคุยเรื่องการเมืองใหม่" นายอภิชาติกล่าว
ส่วนบรรยากาศก