เอาบทความอีกอันมาให้อ่าน
สนธิ ลิ้มทองกุล
คุณทักษิณมีโอกาสยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ไทยมอบให้ แต่ไม่ทำ นั่นคือการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์ / บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช : ถ่ายภาพ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อและใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา ๑๑ ปี
หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยูทาห์สเตต สหรัฐอเมริกา สนธิก็เดินทางกลับประเทศไทยในกลางปี ๒๕๑๗ เข้าทำงานในบริษัทโฆษณาได้ไม่นานก็มีผู้ใหญ่มาชักชวนให้ไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าฉบับหนึ่งในเวลานั้น
ปี ๒๕๑๙ สนธิก่อตั้งสำนักพิมพ์แอดวานซ์ มีเดีย ร่วมกับ พร สิทธิอำนวย ผลิตพ็อกเกตบุ๊กออกมาจำนวนมากและได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะหนังสือ สิ้นชาติ ซึ่งมียอดขายถึง ๘ หมื่นเล่มในเวลานั้น แต่ในทางตรงข้าม หนังสือพิมพ์รายวัน Business Times ของเขา กลับประสบความล้มเหลวจนต้องปิดตัวลงในเวลาไม่ถึงปี
ปี ๒๕๒๕ สนธิได้ก่อตั้ง ผู้จัดการ นิตยสารรายเดือน ๔ ปีต่อมาเขาก็ออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ในชื่อเดียวกัน ถึงปี ๒๕๓๓ หนังสือพิมพ์รายวันชื่อ ผู้จัดการ ก็ถือกำเนิดขึ้น ในช่วงเวลานั้น ความสำเร็จอย่างสูงทางธุรกิจทำให้สนธิขยายกิจการในเครือข่ายของเขาออกไปอีกมากมายในหลายสาขา ไม่ว่าโรงพิมพ์ โรงแรม ไม่นับรวมหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ อีกหลายฉบับทั้งในและต่างประเทศ ในนามเอ็มกรุ๊ป
ปี ๒๕๓๕ สนธิก็ออกนิตยสาร Asia inc. และหนังสือพิมพ์ Asia Times วางจำหน่ายทั่วภูมิภาคเอเชีย ทั้งยังมีโครงการยิงดาวเทียมเพื่อการสื่อสารโทรคมนาคมที่ประเทศลาวซึ่งใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท
แต่สุดท้ายเมื่อประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรง รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาทในปี ๒๕๔๐ เอ็มกรุ๊ปก็ไม่ต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่อีกจำนวนมากที่หนีไม่พ้นชะตากรรมจากการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วเกินไป
ประมาณกันว่าทรัพย์สินของเขาได้ลดลงจาก ๕๐๐ ล้านดอลลาร์เหลือเพียง ๒๐ ล้านดอลลาร์ ไม่นับรวมหนี้สินที่ติดค้างกับสถาบันการเงินอีกหลายพันล้านบาท แทบเรียกได้ว่าอาณาจักรธุรกิจที่เคยใหญ่โตกว้างขวางได้จบสิ้นลง จะเหลือก็เพียงหนังสือในเครือผู้จัดการไม่กี่ฉบับ
สนธิ ลิ้มทองกุล เงียบหายไปจากวงสังคมเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะกลับมาเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้างอีกครั้งในฐานะผู้ดำเนินรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ทางช่อง ๙ อ.ส.ม.ท. ร่วมกับ สโรชา พรอุดมศักดิ์ และตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อรายการถูกสั่งปิด โดยทางสถานีอ้างว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขณะที่แฟนรายการจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าการยกเลิกรายการครั้งนี้เนื่องมาจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเข้มข้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
การสั่งยุบรายการครั้งนั้นนำมาสู่การจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรจากเวทีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงสวนลุมพินี ที่ทำให้ชื่อของ สนธิ ลิ้มทองกุล ยิ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง กระทั่งในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในห้าแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดการชุมนุมเรียกร้องให้ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง
แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในหมู่ผู้ชุมนุมเรือนแสนที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวขับไล่นายกฯ ทักษิณ จะมีไม่น้อยที่ยังเคลือบแคลงในตัวหนึ่งในแกนนำผู้นี้ โดยเฉพาะกับข้อกล่าวหาที่ว่า เขาขัดแย้งทางผลประโยชน์กับผู้นำรัฐบาลจนกระทั่งต้องออกมาโจมตี แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีคนอีกมากที่เป็นแนวร่วมตัวจริงของเขา เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่ติดตามรับฟังข้อมูลข่าวสารจากเขา จากหน้าจอทีวี-เวทีธรรมศาสตร์-สวนลุมฯ-สนามหลวง-ถึงสะพานมัฆวานฯ
ท่ามกลางข้อกังขาและคำชื่นชม สารคดี นัดสัมภาษณ์ สนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำที่เป็นที่จับตาของสังคมมากที่สุดในนาทีนี้ ในวันที่ ๑๘ มีนาคม ขณะที่สถานการณ์การเมืองร้อนระอุขึ้นทุกขณะ และไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเรื่องราวทั้งหลายจะลงเอยในรูปใด
และไม่ว่าอย่างไร ตัวตนที่แท้จริงของคนชื่อสนธิคงยากที่ใครจะล่วงรู้ บทสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงขอทำหน้าที่เพียงบันทึกมุมมองและความคิดของหนุ่มใหญ่วัยใกล้ ๖๐ ในห้วงเวลาที่เขา เปิดหน้าชก เดินหน้าชน เต็มรูป กับคู่ชกคนสำคัญที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักกันดีในชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
ทำไมถึงลุกขึ้นมาสู้กับคุณทักษิณอย่างเอาเป็นเอาตายผมสู้เพราะผมโกรธ โกรธที่นายกฯ ทักษิณรังแกประชาชนมากไป ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนตีความ ถ้าฝ่ายคุณทักษิณถามว่าเขารังแกยังไง เขาช่วยคนระดับรากหญ้า ผมก็ต้องตอบว่าวิธีช่วยของเขาคือการผูกขาดเบ็ดเสร็จ เป็นการช่วยที่ผิด เป็นการช่วยที่หวังผลตอบแทน ช่วยเพื่อให้คนเหล่านี้มาลงคะแนนเสียงให้เขา ทีนี้คนก็อาจจะถามว่ามันก็เป็นกระบวนการตามวิถีประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ ผมบอกใช่ ไม่ผิดหรอก แต่การช่วยนั้นเป็นการนำเงินภาษีอากรของประชาชนมาช่วย ไม่ใช่เงินของคุณทักษิณเอง ที่สำคัญ คุณไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง แต่ส่งเสริมให้ประชาชนอ่อนแอ รอรับเงินทอง ความเอื้ออาทรจากคุณ และจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่การเอื้ออาทรด้วย แต่คุณทำให้เขาเป็นหนี้
ผมมองว่านายกฯ ทักษิณกำลังทำร้ายประชาชน เหมือนกับเราเลี้ยงลูก แล้วเราให้เงินให้ทองลูกใช้ แต่ไม่รู้จักสอนลูกว่าต้องรู้จักทำมาหากิน อันนี้คือพ่อแม่ทำร้ายลูก ผู้นำประเทศก็เหมือนกัน ผู้นำประเทศไม่เพียงแต่จะต้องสร้างอาชีพให้เขา แต่ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งนั้นมาจากสองด้าน ด้านหนึ่งคือทางกายภาพ คือความเข้มแข็งทางด้านร่างกาย การทำมาหากิน สุขภาพ อีกด้านคือ จิตภาพ จิตวิญญาณ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำประเทศจะต้องสร้างให้ประชาชนรู้จักตัวเขาเอง ให้รู้ว่าด้วยสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ เราต้องช่วยกันประหยัด การใช้เงินต้องใช้แบบพอเพียง คือต้องใช้หลักพุทธเข้ามารักษาเยียวยาประเทศ ธรรมขั้นสูงบอกว่าคนเราต้องสันโดษ สันโดษที่หมายความว่าให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
ผมคิดว่าที่ผ่านมานายกฯ ทักษิณมองไปในแง่การตลาด มองไปในแง่การบริโภค ตอนที่เข้ามาเป็นนายกฯ ใหม่ ๆ เขาต้องการความรักจากประชาชน ก็เลยใช้วิธีที่จะให้ประชาชนรักเขา การที่จะให้ประชาชนรัก ก็ไม่มีอะไรดีเท่ากับเอาของให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า โอ้...นายกฯ ทักษิณดีมาก ทั้ง ๆ ที่เขาเอาเงินของหลวงไปทำ ก็ปรากฏว่าประชาชนชอบ ประชาชนเทเสียงให้ เลือกตั้งอีกครั้งได้มาถึง ๑๙ ล้านเสียง นี่เรายังไม่พูดนะว่า ๑๙ ล้านเสียงนี้ได้มาอย่างไร ยังไม่พูดถึงเรื่องการเอาเงินไปซื้อเสียงและการใช้อำนาจรัฐ แต่ไป ๆ มา ๆ ๑๙ ล้านเสียงนี้ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้
แต่บางโครงการของรัฐบาล อย่างโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ก็ได้รับการยอมรับมาก เท่าที่เห็นก็มีโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคที่น่าจะดี แต่ก็น่าเสียดายที่เจตนาที่ดีของโครงการนี้ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเจตนาที่จะทำกำไรเข้าพวกตัวเอง คือหนึ่ง มีความพยายามที่จะพัฒนาไปสู่การแปรรูปองค์การเภสัชกรรม สอง มีการผูกขาดในการที่จะให้พรรคพวกตัวเองไปเป็นเอเยนต์ยา สาม มีการกว้านซื้อโรงพยาบาลเอกชนที่ประสบภัยจากพิษเศรษฐกิจ แล้วเอาโรงพยาบาลเอกชนพวกนี้มารองรับประชาชนอีกไม่น้อยที่ไม่อยากใช้ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เพราะว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค พอถึงจุดหนึ่งก็กลายเป็น ๓๐ บาทที่รักษาไม่ดีก็ตายทุกโรคเหมือนกัน เพราะคุณภาพยามันด้อย เนื่องจากตอนนี้งบประมาณของรัฐติดลบจากโครงการนี้ไป ๗-๘ หมื่นล้านบาทแล้ว โรงพยาบาลก็เลยต้องลดคุณภาพยาลงไป คุณก็รู้ว่าคนเรา จะยากดีมีจนแค่ไหน ถ้าเป็นชีวิตคนที่เรารัก เราก็ยอมกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อจะรักษา สังเกตสิว่าถ้าเป็นโรคหรือมีอาการเจ็บป่วยที่ค่อนข้างร้ายแรง คนมักจะยอมเสียเงินเข้าโรงพยาบาลเอกชน แทนที่จะไปเสี่ยงกับ ๓๐ บาท และเท่าที่รู้ตอนนี้โรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในเครือข่ายของนายกฯ ทักษิณเนี่ยเยอะมาก ตรงนี้มันทำลายเจตนารมณ์ที่ดีของ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคไป
อีกประเด็นก็คือ ผมมองว่าโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคมันมีฐานคิดมาจากการหาเสียง แรก ๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง ๓๐ บาท เขาอ้างว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คนจน คือคนจนจ่ายแค่ ๓๐ บาทก็รักษาได้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วถ้าคุณดูให้ดี ประวัติศาสตร์สาธารณสุขบ้านเรา นานมาแล้ว ตั้งแต่ยังไม่มี ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ไม่เคยมีคนจนที่เป็นโรคเข้าโรงพยาบาลแล้วหมอไม่รักษา มันมีวัฒนธรรมของความเมตตากรุณาซึ่งฝังอยู่ในรากสังคมไทย ตรงนี้คือความเอื้ออาทรซึ่งกันและกันที่มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี แต่นายกฯ ทักษิณไม่เข้าใจตรงนี้ เขาแปรเรื่องนี้ไปเป็นเรื่องการหาเสียง เรื่องการทำมาหากินของเขา และทุกวันนี้โครงการ ๓๐ บาทมันก็กลายเป็นปัญหาของโรงพยาบาลจำนวนมาก ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเขาจะเพิ่มจาก ๓๐ บาทรักษาทุกโรคเป็น ๑๐๐ บาทรักษาทุกโรคก็ไม่เสียหายอะไร เพราะคนเราทุกวันนี้ถ้าไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ ไปหาหมอที่คลินิกหรือไปซื้อยาหมอตี๋ จ่ายค่ายาก็เกือบร้อยบาทแล้ว ถ้าคิดไปเลยว่า ๑๐๐ บาทรักษาทุกโรค อย่างน้อยที่สุดเงินที่เพิ่มขึ้นมันก็ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลได้บ้าง ส่วนคนจนที่จนจริง ๆ ไม่มีแม้กระทั่ง ๑๐๐ บาท เราก็รักษาให้เขาได้ แต่ที่เขาเลือกให้มันเป็น ๓๐ บาทรักษาทุกโรคก็เพราะต้องการหาเสียง เมื่อเจตนารมณ์มันเกิดจากการต้องการหาเสียงมากกว่าเจตนารมณ์ที่จะมอบบริการด้านสาธารณสุขที่ดีให้แก่ประชาชน มันก็เลยเป็นนโยบายที่น่ากลัวซึ่งส่งผลกระทบมาก และผมมองว่าเรื่องนี้ประชาชนอีกมากยังไม่เข้าใจ
ในฐานะสื่อมวลชน คุณสนธิคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จ ในการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพียงใด นายกฯ คนนี้ฉลาดมาก เขาเลือกที่จะคุมสื่อก่อนและเขาทำได้สำเร็จ เท่าที่ดูผมคิดว่าเขาควบคุมอยู่ ๒ ทาง หนึ่ง ทางด้านวิทยุ-โทรทัศน์ แน่นอนที่สุดจากการที่วิทยุ-โทรทัศน์เป็นของรัฐบาล ใครเป็นปรปักษ์ต่อเขา ไม่เห็นด้วยกับเขา เขาปิดปากหมดเลย เรื่องราวใด ๆ ก็ตามที่เป็นผลลบกับเขา เขาแทบไม่ให้ออกอากาศเลย ไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือรายการประเภทกรองสถานการณ์ จะเห็นได้ว่าเนื้อที่เวลาสำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเขามีน้อยมาก และเมื่อไรที่พูดถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อนแล้วกระทบกระเทือนเขา เขาก็จะไม่ให้ออกอากาศ ขณะเดียวกัน ตัวเขาเองก็ใช้เวทีสาธารณะ อย่างเช่นเครือข่ายวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ออกอากาศทั่วประเทศไทย นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชนทุกวันเสาร์ คุณนึกดู ในระยะเวลา ๕ ปีนี้เขาออกอากาศมาแล้ว ๒๖๐ เสาร์นะ ประชาชนรากหญ้าได้ฟังเขาพูดผ่านทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ แต่คนเหล่านี้ไม่เคยได้ฟังคนอย่างผมพูด ไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านอื่น เขารับรู้ข้อมูลด้านเดียวจากท่านนายกฯ ก็เลยมัวเมาไปกับการโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ
สอง สื่อที่เป็นหนังสือพิมพ์ วิธีของคุณทักษิณก็คือ เข้าไปจัดการกับบรรดาเจ้าของหนังสือพิมพ์โดยยื่นข้อเสนอต่าง ๆ เป็นการแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องทำนองนี้นักข่าวรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งทำงานอยู่เขาก็ขัด ใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ บางครั้งทำรายงานข่าวส่งไป พอตีพิมพ์ออกมามันกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วคอลัมนิสต์บางคนก็ยังมีธุรกรรม มีการติดต่อลับ ๆ จากบรรดาลิ่วล้อของนายกฯ เอื้อประโยชน์ให้กันบ้าง พวกนี้ก็เลยไม่ยอมที่จะทำอะไรที่เป็นปฏิปักษ์กับนายกรัฐมนตรี
แต่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ใช้วิธีปิดปากสื่อมวลชนแบบนี้ทั้งสิ้น ใช่ แต่ไม่รุนแรงเท่ารัฐบาลชุดนี้ ผมจำได้ว่าสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ผมทำรายการวิทยุ ก็เคยถูกตำหนิต่อว่ามา แต่ไม่ถึงขั้นสั่งให้เลิกรายการ อย่างมากที่สุดเขาก็จะเตือน ๆ มาผ่านทางเจ้าของรายการวิทยุ แต่รัฐบาลชุดนี้สั่งปิดเลย สั่งหยุด สั่งระงับ แล้วถ้าจะซื้อเวลา ขอเวลา ถ้าเป็นคนที่อยู่ในแบล็กลิสต์เขาแล้วเนี่ย คุณอย่าได้ไปหวังเลย เขาไม่ให้หรอก ผมจึงมองว่าการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นตลอดจนการปิดกั้นสื่อของรัฐบาลชุดนี้ถือว่ารุนแรงมาก แรงพอ ๆ กับสมัยรัฐบาลเผด็จการ สำหรับเผด็จการ ผมยังเข้าใจ เพราะมันเห็นชัด เป็นสีดำสีขาว แต่รัฐบาลชุดนี้อ้างว่าตัวเองอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่วิธีการที่ใช้ไม่ต่างอะไรจากเผด็จการ ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญระบุว่าต้องให้สิทธิเสรีภาพ แต่รัฐบาลชุดนี้กลับใช้วิธีอ้างกติกาที่เป็นประโยชน์กับตน กติกาไหนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนก็หักกติกานั้นทิ้ง เป็นอย่างนี้มานานแล้ว เพียงแต่ประชาชนยังไม่รู้หรือไม่สนใจ
สมัยแรกๆ ที่คุณทักษิณขึ้นมาบริหารประเทศ คุณสนธิเองก็เคยเชียร์เขา ผมเคยเชียร์เขา ให้โอกาสเขาทำงานใน ๒ ปีแรก พยายามอธิบายในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป เหมือนกับที่ผมเคยให้โอกาสรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำงานในช่วง ๒ ปีแรก แล้วเริ่มวิพากษ์วิจารณ์วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปีที่ ๓ สำหรับคุณทักษิณก็เช่นกัน แต่พอขึ้นปีที่ ๓ พฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ชอบมาพากลมันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนผมรู้สึกว่าไม่สามารถที่จะสร้างความชอบธรรมให้เขาต่อไปได้
จริงๆ ก็เป็นเพื่อนกันมานานแล้ว ? คนเข้าใจผิด ไม่ใช่เพื่อน เป็นแค่คนรู้จักกัน คำว่า เพื่อน คุณต้องให้คำจำกัดความนิดหนึ่ง ถ้าเป็นเพื่อน ทำไมผมยังไม่เคยไปบ้านเขาเลย ผมไม่เคยกินข้าวเย็นกับเขา นอกจากข้าวเที่ยงที่เขาเชิญผมไปกินที่บ้านพิษณุโลกก่อนที่เขาจะเป็นนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณไม่ใช่เพื่อน แต่คือคนรู้จักกัน ลูกเขาผมก็ไม่รู้จักสักคน เขาก็ไม่รู้จักลูกผม
ครั้งแรกที่ผมรู้จักคุณทักษิณ คือตอนที่เขาและคุณพจมานไปหาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ร้านอาหารแถวซอยอโศก ซึ่งผมเองก็นั่งรับประทานอาหารอยู่กับท่านด้วย นั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้จักเขา หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนิทอะไรกับเขาเลย คุณทักษิณเป็นคนสนิทกับคนง่าย ถ้าต้องการอะไรจากใครแล้ว ถึงเขาไม่รู้จัก ก็ต้องหาวิธีให้รู้จักจนได้ นี่คือนิสัยเขา เขาเป็นคนที่พูดเก่งมาก ใครก็ตามที่พูดคุยเจรจากับเขา เสร็จเขาทุกคน มาตอนหลังผมถึงได้รู้ว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีสัจจะในคำพูด เวลาเขาคุยกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่พูดอะไรเขารับปากหมด ฉะนั้นตรงนี้ต่างหากที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวงการธุรกิจสัมปทาน คือรับปากทุกอย่างเพื่อให้ได้สัมปทานมาก่อน แต่พอได้แล้วก็ช่างหัวมึง นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาคุณทักษิณทำธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับชาวบ้าน ถึงไม่สำเร็จสักเรื่อง เพราะธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับชาวบ้าน มันต้องอาศัยสัจจะ คุณทักษิณจึงทำได้แต่ธุรกิจที่อาศัยสัมปทาน และนี่คือข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่สะท้อนถึงจิตใจของคุณทักษิณเวลามาเล่นการเมือง คือคุณทักษิณไม่ชอบการแข่งขันโดยเสรี ตอนแข่งครั้งแรกเพื่อให้ได้เป็นนายกฯ เผอิญในช่วงนั้นคุณทักษิณโชคดีมาก ๆ ตรงที่ว่าคนเนี่ยเบื่อนายกฯ ชวนมาก แล้วคุณทักษิณเก่งในการสร้างภาพ สังคมไทยเองก็เป็นสังคมด้อยปัญญา คนส่วนใหญ่มองว่าถ้าคนคนหนึ่งทำธุรกิจได้ร่ำรวยขนาดนี้ จะต้องเก่ง ต้องไม่โกง แต่ลืมดูไปว่า ประเภทธุรกิจที่คุณทักษิณทำคือธุรกิจผูกขาด ใคร ๆ ทำธุรกิจผูกขาดมันก็ต้องรวย ไม่รวยไม่ได้ คนไทยไม่ได้ดูตรงนี้ คนไทยไปมองว่ารวยแล้วไม่โกง วันนี้คนไทยถึงเพิ่งจะรู้ว่า ยิ่งรวย ก็ยิ่งโกง
ตอนที่คุณสนธิทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์แรกๆ ก็เชียร์คุณทักษิณ แล้วช่วงหลังทำไมจึงเปลี่ยนใจหันมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ผมทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ตั้งแต่กรกฎาคม ๒๕๔๖ ซึ่งก็เชียร์นายกฯ ทักษิณบ้าง ติติงบ้าง แต่ไม่เคยติติงเขาตรง ๆ จะเป็นลักษณะขี่ม้าเลียบค่าย เช่นเรื่องนี้นายกฯ คงไม่รู้เรื่อง เพราะนายกฯ ไม่ใช่คนอย่างนี้ คงจะเป็นลิ่วล้อทำ แรก ๆ ผมพยายามหาความชอบธรรมในการกระทำของเขาที่ประชาชนเริ่มสงสัย แต่ยิ่งหาความชอบธรรมเท่าไร ผมก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น บางอาทิตย์แทบจะหามุกแห่งความชอบธรรมไม่เจอ ทีมงานโปรดิวเซอร์ของผม คือคุณคำนูณ สิทธิสมาน เขามีหน้าที่รวบรวมประเด็นให้ผม ทุก ๆ เช้าวันศุกร์เราก็จะนั่งคุยกัน ดูว่าอาทิตย์นี้จะพูดประเด็นนี้ดีไหม เขาก็จะเอาข้อมูลระดับหนึ่งมาให้ผม แล้วผมก็เอาข้อมูลของผมมาเอง จากนั้นก็จะมาพิจารณาวิธีพูด พอช่วงปลาย ๆ ปี ๒๕๔๗ อาการผมเริ่มออก คำนูณจะรู้ว่าพอถึงเย็นวันศุกร์ ผมจะไม่ค่อยอยากไปห้องส่ง ไม่ใช่หาประเด็นพูดไม่ได้ แต่ผมเบื่อ เบื่อที่จะต้องมานั่งแก้ตัวให้นายกรัฐมนตรี ผมเริ่มรู้สึกอายฟ้าอายดิน อายตัวเอง กระทั่งสิ้นปี ๒๕๔๗ ผมไปปฏิบัติธรรมตอนปีใหม่ ได้อยู่กับตัวเอง ผมก็ถามตัวเองว่ามันมีอะไรที่สำคัญกว่าการรู้จักตัวเอง ไม่มีแล้ว ในที่สุดผมก็ตัดสินใจว่าผมต้องทำในสิ่งที่ผมควรทำ โดยผมต้องเอาธรรมนำหน้า คือต้องเลิกโกหกให้คนอื่นได้แล้ว นั่นคือที่มาของการที่ผมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เขาแบบตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๘ คือเขาทำอะไรผิดปั๊บ ผมตำหนิเขาเลยว่าเรื่องนี้นายกฯ ทำได้ยังไง แทนที่ผมจะตำหนิคนรอบข้าง ผมเลิกแล้ว แล้วมันก็มีหลาย ๆ เรื่องที่ผมตำหนิเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนคนอื่นไม่กล้าพูดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เขาไปทำพิธีในอุโบสถวัดพระแก้ว ไม่เคยมีใครกล้าพูด ผมเป็นคนพูดคนแรก ตลอดจนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชรักษาการจนเรามีสมเด็จพระสังฆราชซ้อนสมเด็จพระสังฆราช นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูด เรื่องทุจริตกล้ายาง ผมก็พูดออกมา คือพูดง่าย ๆ ว่าเปิดหน้าชกแล้ว ผมเลือกที่จะทำหน้าที่ตามบทบาทสมมุติที่ผมได้รับมอบหมายมา คือเป็นสื่อมวลชน ทำสมมุติให้ถูกต้อง เพราะในทางธรรมมีคำกล่าวว่า พวกเรานี่อยู่ในโลกแห่งสมมุติทั้งสิ้น คุณทักษิณถูกสมมุติให้เป็นนายกฯ ผมถูกสมมุติให้เป็นสื่อมวลชน สมมุติแต่ละสมมุติที่เราได้รับมอบหมายมา เราต้องทำหน้าที่ในสมมุตินั้นให้ดีที่สุด ให้ซื่อตรง ให้เที่ยงธรรม ให้ถูกต้อง ให้มีสัมมาทิฐิ ให้มีวิชา ไม่ให้มีอวิชชา ไม่ให้มีมิจฉาทิฐิ ผมก็ใช้หลักธรรมตรงนี้ว่าไปเลย เริ่มตำหนิติเตียนนโยบายบริโภคนิยมของเขา นโยบายแจกเงินแจกทองชาวบ้าน นโยบายที่ทำให้ชาวบ้านโง่ คุณทักษิณมักจะพูดอยู่เสมอว่าต้องการให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ ต้องการให้คนไทยมีปัญญา ผมขอถามคุณทักษิณหน่อยว่าคุณจะให้คนไทยมีองค์ความรู้มีปัญญาได้อย่างไรถ้าคุณปิดกั้นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เขาควรจะได้รับ ในเมื่อความหลากหลายเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้สังคมไทยมีปัญญา ถ้าคุณบังคับให้เขาได้รับข้อมูลข่าวสารแค่ด้านเดียว สังคมไทยก็จะไม่มีทางเป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ สังคมแห่งปัญญาได้ แต่จะกลายเป็นสังคมด้อยปัญญาเพราะคนในสังคมฟังความอยู่ด้านเดียว คุณทักษิณให้สังคมไทยมีสิทธิเลือกในเรื่องการบริโภค แต่เป็นการบริโภคเฉพาะในเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภคบริโภค แต่เรื่องปัญญา คุณทักษิณไม่ยอมให้มีความหลากหลาย คุณทักษิณผูกขาด ตรงนี้เป็นอันตรายที่น่ากลัวที่สุด
พอเริ่มวิพากษ์วิจารณ์แล้วเกิดอะไรขึ้น พอเริ่มเปิดหน้าชกแล้ว ความไม่พอใจของเขาก็เริ่มมากขึ้น เพราะว่าผมเป็นคนเดียวมั้งที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างตรงไปตรงมา แต่ผมวิพากษ์วิจารณ์เขาในเชิงธรรมะ คือเอาความจริงมาพูด และผมก็ยังให้โอกาสเขาตลอดเวลา บอกว่ายังแก้ไขได้ ยังไม่ช้า ทำไมไม่ทำอย่างนั้นล่ะ ทำไมไม่ทำอย่างนี้ล่ะ คือแทนที่จะขี่ม้าเลียบค่ายเหมือนแต่ก่อน ผมก็รำทวนตรงเข้าหาเขาเลย ทวนผมพุ่งตรงไปหาเขาทั้งสิ้น แต่ในที่สุดมันก็เริ่มมีกระบวนการบางอย่างที่บีบผมทีละนิด เริ่มมีเสียงว่าเดี๋ยวจะปิดรายการ ซึ่งจริง ๆ ผมก็เคยแจ้งคุณมิ่งขวัญ (มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.) ไปนะว่าผมไม่ยึดติดอะไรหรอก ถ้ารัฐบาลไม่พอใจ อยากปิดรายการ คุณก็บอกผมมาเลย ช่วงหลังผมไปทำงานทุกวันศุกร์โดยบอกคุณแอ้ม (สโรชา พรอุดมศักดิ์) ว่า...เฮ้ยแอ้ม เราทำงานอาทิตย์ต่ออาทิตย์แล้วนะ อาทิตย์นี้เสร็จ อาทิตย์หน้าอาจจะไม่ได้ทำแล้ว พอถึงวันที่ ๙ กันยายน ผมเหมาเช็กบิลหมดเลย ผมพูดเรื่องสมเด็จพระสังฆราช ไปจนถึงเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา กรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผมก็ชี้ว่าการที่ท่านนายกฯ ดึงดันจะให้คุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่ง เป็นการไม่ให้ความเคารพต่อบทบาทของพระองค์ท่าน
วันนั้นคุณทักษิณกำลังจะเดินทางไปอเมริกา ไป ๑๐ วันมั้ง จะไปประชุมยูเอ็น แล้วจะไปพบประธานาธิบดีบุชด้วย เขาก็โกรธมาก โทรศัพท์สั่งให้คุณมิ่งขวัญหาทางปิดรายการทันที ทุกคนสติแตกหมด ผมออกรายการวันศุกร์ พอวันอังคารหรือพุธ คุณมิ่งขวัญ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. คุณธงทอง จันทรางศุ รองประธาน อ.ส.ม.ท. และคุณเรวัติ ฉ่ำเฉลิม ประธาน อ.ส.ม.ท. ก็ออกมาแถลงข่าว กล่าวหาว่าผมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเขาบอกว่าได้ไปสอบถามท่านราชเลขาฯ คือคุณอาสา สารสิน ว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงมอบหมายให้ผมมาพูดหรือ แล้วก็ว่าคุณอาสาบอกพระองค์ท่านไม่ได้ทรงมอบหมาย คุณดู คนพวกนี้ไม่มีปัญญา อ้างอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าอีกหน่อยใครลุกขึ้นมาปกป้องพระเจ้าอยู่หัว คุณไม่ต้องไปคอยถามท่านราชเลขาฯ หรือว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งให้มาพูดหรือเปล่า เขาใส่ความเท็จผมทุกอย่างเพื่อหาเหตุในการปิดรายการผม แล้วก็เอาเทปแถลงข่าวของเขาออกอากาศทาง อ.ส.ม.ท. ทั้งวัน หลายวันติดกัน ผมจึงคิดว่านั่นไม่ใช่การยกเลิกรายการธรรมดาแล้ว แต่มันมีนัยยะสำคัญอยู่ นั่นคือ สิ่งที่ผมพูดมันกระเทือนเขามาก เขากลัวจะแก้ตัวไม่ได้ เขาเลยต้องทำ คือปิดรายการเสีย และเมื่อปิดรายการแล้ว เพื่อให้แน่ใจ ก็ต้องทำลายชื่อเสียงผมไปเลย
หลังจากถูกปิดรายการ ถูกกล่าวหาขนาดนั้นแล้ว คิดอย่างไรต่อไป มันทำให้ผมถามตัวเองว่า เฮ้ย ถ้าผมยอมรับสภาพ ถอยออกมาอยู่ของผมเฉย ๆ เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าแล้วปล่อยให้เรื่องมันเงียบไป มันจะเป็นยังไง ผมก็ได้คำตอบว่า ถ้าผมทำอย่างนั้น ในที่สุดแล้วประเทศไทยจะเป็นของเขาคนเดียว ในที่สุดผมก็คิดว่าผมต้องลุกขึ้นมาสู้ หนึ่งคือสู้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่ผิด สองคือสู้เพราะคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ หยุดผมไม่ได้แล้ว เมื่อผมตัดสินใจออกมาพูดความจริง ผมก็ต้องพูดความจริงต่อไป ผมคิดของผมว่ามนุษย์คนหนึ่งเกิดมาทั้งทีมันมีเรื่องบางเรื่องที่ต้องทำ บางเรื่องไม่ควรทำ เผอิญเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ต้องสู้ จากนั้นผมก็ตัดสินใจเปิดแถลงข่าวตอบโต้เขาทันที แล้วผมก็ยื่นฟ้องเขา หนึ่ง ผมฟ้องคุณเรวัติ คุณธงทอง และคุณมิ่งขวัญ ข้อหาหมิ่นประมาท มานั่งอยู่บนเวทีพูดเท็จหมิ่นประมาทผม สอง ผมฟ้องว่า อ.ส.ม.ท. ละเมิดผม ทำให้ผมเสียหาย ผมฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๑ บาทเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าผมชนะ สาม คือฟ้องในเชิงธุรกิจ เพราะบริษัทไทยเดย์ด็อทคอมซึ่งเป็นเจ้าของรายการเขาเสียหายจากการถูกยกเลิก เสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็มามองว่าถ้าผมหยุดทำเรื่องนี้ คนที่จะเสียหายคือประชาชนคนไทยที่จะตกอยู่ในภาวะมืดมิดต่อไป ไม่มีวันที่จะได้เห็นแสงสว่าง ผมก็เลยตัดสินใจว่า ผมจะเอาเมืองไทยรายสัปดาห์เข้าหาประชาชน นั่นคือที่มาของเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร
เราเริ่มครั้งแรกที่หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกคุณูปการให้อาจารย์สุรพล (สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เพราะว่าในเวลานั้นผมไปติดต่อใครก็ไม่มีใครเขาให้พื้นที่หรอก เขารู้กันดีว่ารัฐบาลทักษิณมีนิสัยอันธพาล ถ้าใครมายุ่งกับผม หนึ่ง เขาจะโทรศัพท์ไปขู่ สอง ถ้าเป็นหน่วยงานรัฐ ก็ถูกเล่นงาน ถ้าเป็นเอกชน ก็ส่งเจ้าหน้าที่สรรพากรไปตรวจภาษี ดังนั้นถ้าใครเข้าใจว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่ เขาไม่ใช่คนดี
อาจารย์สุรพลเห็นว่าการที่ให้ผมมาจัดรายการถือเป็นเรื่องประเทืองปัญญา ถือว่าเป็นทางเลือกอันหนึ่งที่จะให้ประชาชนได้มารับฟังข้อมูลอีกด้าน อาจารย์สุรพลท่านบอกว่า ถ้าธรรมศาสตร์เคยให้แกรมมี่เช่าหอประชุมเพื่อจัดรายการเพลง แล้วทำไมจะให้คุณเช่าไม่ได้ นี่คือจิตใจที่เป็นอิสรเสรีของนักวิชาการซึ่งผมต้องชม เพราะอธิการบดีมหาวิทยาลัยของไทย หาได้น้อยคนมากที่มีจิตใจเชื่อมั่นในหลักการของความเป็นนักวิชาการ ตอนจัดครั้งแรกผมและทีมงานยังกลัวว่าจะมีคนมาดูน้อย แต่ปรากฏว่าคนล้นหอประชุมออกไปจนต้องตั้งโทรทัศน์วงจรปิดรอบหอประชุมเล็ก วันนั้นคนร่วม ๆ ๒,๐๐๐ ได้ มันก็เลยทำให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้วการปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทำให้คนกระหายหิวในข้อมูล เขามีความรู้สึกว่าสิทธิของเขาได้ถูกเพิกถอน เพราะสิทธิในการรับฟังข่าวสารข้อมูลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมี เหมือนสิทธิในการหายใจ เขาก็เลยมากันเยอะมาก หลังจากนั้นทุกครั้งที่เราจัด ทั้งที่หอประชุมเล็ก หอประชุมใหญ่ คนล้นออกมาหมดเลย คราวนี้ฝ่ายรัฐบาลเขาก็เริ่มกลัวเพราะนับวันคนก็ยิ่งเพิ่ม เลยเริ่มเกิดกระบวนการต่อต้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ รองโฆษกพรรคไทยรักไทย ซึ่งอดีตเป็นผู้ต่อต้าน รสช. จัดขบวนพวกเด็กกเฬวรากที่ไหนไม่รู้มาถือป้ายด่าแม่ผม คือใช้วิธีการแบบโบราณที่เคยใช้กัน แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้ผล ประชาชนยิ่งเห็นใจ คนก็เลยยิ่งมาฟังมากขึ้น ให้กำลังใจมากขึ้น จนกระทั่งในที่สุดก็มีการกดดันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หนักมาก ผมกับทีมงานเลยตัดสินใจติดต่อ กทม. เขาก็ให้เช่าพื้นที่ตรงห้องประชุมเวทีลีลาศที่สวนลุมพินี ปรากฏว่าคนมากันเยอะ เพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งพอฝ่ายรัฐบาลออกมากล่าวถึงการชุมนุมเสีย ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะที่นายกฯ บอกว่า พวกที่สวนลุมฯ นั่งเห่าหอนกัน มีแต่พวกจรจัด ก็เลยยิ่งทำให้คนมากันเยอะขึ้น
ช่วงนั้นมีการแจ้งจับคุณสนธิหลายครั้ง ผมมองว่าเป็นเพราะเรื่องที่ผมยกมาพูด ไม่ว่าเรื่องที่คุณทักษิณเข้าไปประกอบพิธีในอุโบสถวัดพระแก้ว เรื่องคุณหญิงจารุวรรณ เรื่องการซื้อเครื่องบินส่วนตัวของนายกฯ เรื่องตึกไทยคู่ฟ้า และอีกหลาย ๆ เรื่อง มันทำให้เขาเดือดร้อนมาก เพราะเขาแก้ตัวไม่ได้ ดังนั้นเขาก็ต้องยุติเรื่องนี้ โดยบีบไม่ให้ผมพูด เขาเริ่มใช้วิชามารมากลั่นแกล้งผม มีทั้งเอาทหารมาเล่นงานผม ตบเท้ามาหาผม บอกให้หยุดพูดได้แล้ว
ต่อมาช่วงที่ผมตระเวนบรรยายตามจังหวัดต่าง ๆ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๔ พลตำรวจโท สถาพร ดวงแก้ว ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับคุณทักษิณ ก็ให้รองผู้กำกับฯ ที่ยโสธรคนหนึ่งแจ้งความจับผมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อที่จะดำเนินคดีกับผม พลตำรวจโท สถาพร ดวงแก้ว ถึงกับส่งจดหมายไปทั่ว ๑๔ จังหวัดในอีสานเหนือ แจ้งผู้บังคับการจังหวัดให้พิจารณาคำพูดผมว่ามีอะไรบ้างที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วให้ดำเนินการ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก แล้วเขาใช้วิธีนี้ที่กรุงเทพฯ ด้วย คือให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แจ้งความหมดเลย เรียกว่าใช้เครือข่ายตำรวจ รวมทั้ง สส. ที่อยู่ในกำมือเขา อย่างเช่น สส. สมุทรปราการ เล่นงานผม ออกมาแจ้งความผม ผมคิดว่าเขาต้องการให้มีการออกหมายจับ จากนั้นก็จะส่งคนมาจับผมกับคุณสโรชา จะได้หยุดผมได้
แต่เรื่องไม่ได้มีแค่นี้ ก่อนถึงวันศุกร์ที่เราจะไปขึ้นเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ระหว่างที่ผมนั่งรถกลับบ้าน หลวงตามหาบัวท่านให้คนสนิทโทรมาตามตัวผมด่วน บอกให้สนธิทิ้งทุกอย่างแล้วขึ้นรถมาหาหลวงตาเดี๋ยวนี้ ผมก็ขึ้นไปอย่างงง ๆ มารู้ทีหลังว่าคืนนั้นมีคนมาดักยิงผมที่บ้านพัก มีคนราว ๕-๖ คน ใช้รถ ๒ คัน มาดักผมหน้าบ้าน เรียกว่าถ้ารถเลี้ยวเข้าบ้านเมื่อไรก็โดนถล่มทันที วันนั้นพอผมไปถึงวัดป่าบ้านตาด หลวงตาท่านก็บอกให้ผมอยู่ในวัด ไม่ให้ออกจากวัด ท่านเมตตามาก สั่งให้พระดูแลผม ให้ปิดประตู ไม่ให้คนนอกเข้า กลางคืนพระบางรูปต้องมาเดินจงกรมหน้าที่พัก จากนั้นหลวงตาก็สั่งว่าไม่ให้ผมลงมากรุงเทพฯ ให้อยู่ที่วัดป่าบ้านตาด พอผมบอกท่านว่าผมต้องกลับไปทำรายการ ท่านก็น่ารักมาก บอกให้ผมจัดรายการที่วัดของท่านแทน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วัดป่าบ้านตาดก็ว่าได้ ท่านให้ผมจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรหน้าศาลาที่ท่านฉัน แต่ตอนนั้นเรายังไม่บอกใคร
ระหว่างนั้นฝ่ายเขาก็เดินเกมต่อ ตามกำหนด วันพฤหัสบดีผมกับคุณสโรชาจะต้องขึ้นศาล ก่อนหน้านั้นเขาก็ไปขอหมายศาลจับผม กะว่าพอศาลอนุมัติจะได้เอาหมายศาลนี้มาจับผมในวันพฤหัสบดีที่ผมจะขึ้นศาล เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ผมจัดรายการในวันศุกร์ แต่ปรากฏว่าเขาไปขอหมายศาลวันจันทร์ ยื่นวันอังคาร ศาลก็ไม่ให้คำตอบ กระทั่งถึงวันพฤหัสบดีศาลจึงได้ออกคำสั่งบอกว่าไม่อนุมัติหมายจับ เหตุผลข้อที่ ๑ ตำรวจสอบโจทก์ คือนายพันตำรวจโทที่กล่าวหาผมนั้น เขาต้องออกหมายเรียกผมมาสอบก่อน แต่เขาไม่เคยออกหมายเรียก เขาข้ามขั้นตอนไปขอหมายจับเลย ถามว่าทำไมเขาไม่ออกหมายเรียก ก็เพราะเขาต้องการให้ทันวันศุกร์ ศาลจึงบอกว่า เมื่อคุณยังไม่เคยออกหมายเรียกจำเลยมา แล้วจะให้ศาลออกหมายจับ มันก็ไม่ควร นอกจากนั้นศาลยังบอกว่า เมื่อพิเคราะห์จากข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้เสนอมาแล้ว ดูหลักฐานแล้ว ไม่ได้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใด ๆ ทั้งสิ้น นี่ก็เท่ากับว่าศาลได้พิพากษาเรียบร้อยแล้ว ตำรวจภูธรภาค ๓ ก็เลยเป๋ ไม่มีหมายก็ทำอะไรไม่ได้ วันพฤหัสบดีที่คุณสโรชาเดินเข้าไปในศาล คนทั้งศาลปรบมือให้คุณสโรชาลั่นเลย
แล้วคุณอย่าลืมว่า นอกจากนายกฯ ทักษิณกดดันเรื่องนี้แล้ว ยังกดดันด้วยการฟ้องผมอีกทั้งหมด ๖ คดี เรียกค่าเสียหายรวม ๒,๐๐๐ ล้านบาท ฟ้องหมิ่นประมาท ฟ้องละเมิด ฟ้องทุกอย่าง แล้วยังมีการขอศาลแพ่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อไม่ให้ผมพูดถึงเขาในบางเรื่อง ซึ่งศาลก็ให้ความคุ้มครอง แต่ก็ให้ความคุ้มครองบางอย่างบางกรณีเท่านั้น ไม่ได้ให้ความคุ้มครองโดยไม่ให้ผมพูดเลย ซึ่งตอนหลังผมก็อุทธรณ์ วันที่ผมจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรถ่ายทอดจากวัดป่าบ้านตาดมาที่สวนลุมฯ ประชาชนซึ่งรู้ข่าวคงรู้สึกว่าผมโดนรังแก เขาก็มาให้กำลังใจกัน วันนั้นคนที่สวนลุมฯ ล้นเต็มทุกจุด แน่นเอี้ยดเลย
แต่หลังจากวันที่ ๔ ธันวาคม คุณทักษิณก็ให้ทนายของเขาถอนฟ้องหมด ตอนนั้นเลยมีกระแสว่าคุณทักษิณถอยหนึ่งก้าวแล้ว ทำไมคุณสนธิไม่ถอยบ้าง ถามว่านายกฯ ถอยก้าวหนึ่งแล้ว ทำไมสนธิไม่ถอยบ้าง ผมก็คงต้องถามว่า คุณทักษิณถอยตรงไหน ผมอยู่ของผมเฉย ๆ แล้วคุณมาฟ้องผม พอคุณถอนฟ้อง คุณจะบอกว่าคุณมีบุญคุณกับผมที่คุณถอนฟ้องหรือ ถ้าอย่างนั้นอีกหน่อย ผมทำหน้าที่สื่อมวลชน ผมวิพากษ์วิจารณ์ใคร แล้วคนนั้นมาฟ้องผม ถ้าต่อมาเขาถอนฟ้อง แปลว่าผมต้องหยุดวิพากษ์วิจารณ์เขางั้นเหรอ ตรรกะมันไม่ให้ไง
แล้วจากนักสื่อสารมวลชน กลายมาเป็นผู้นำม็อบไปได้อย่างไร เผอิญระหว่างนั้นมันเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ คือเมื่อปลายปีที่แล้วขณะจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร มีคนกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้พลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ เป็นผู้นำมวลชนเดินขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนแรกท่านก็คงไม่คิดจะเดิน แต่อาจขัดเสียงเรียกร้องไม่ได้ ตัวผมเองตั้งแต่จัดรายการมาก็ไม่เคยคิดที่จะเดิน ตอนนั้นผมคิดว่าคงยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องไปไล่คุณทักษิณ คิดว่าเขาน่าจะแก้ไขตัวเองได้ ปรากฏว่าวันนั้นพลตำรวจเอกประทินก็เลยต้องสมยอมพาประชาชนเดิน และในนาทีสุดท้ายผมก็ตัดสินใจร่วมเดินกับท่านด้วยเพื่อช่วยเรียกคน
แต่พอไปถึงก็พบว่าที่หน้าทำเนียบฯ มีกลุ่มของนายสมาน ศรีงาม ตั้งเวทีรอเรียบร้อยแล้วด้วยรถเครื่องเสียงของเขาเองเลย พอเราไปถึง เขาก็พูดจาปลุกเร้าทุกอย่าง เขาเชิญผมขึ้นพูด ผมก็ขึ้นพูด อธิบายถึงความไม่ดีไม่งามของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นยังไง พอผมพูดจบ ผมก็กลับ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นผมกลับ เขาก็กลับ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ตอนตีสองตีสามก็มีการยั่วยุให้คนที่ยังอยู่บุกเข้าไปในทำเนียบ โดยตำรวจเปิดทำเนียบหลอกล่อให้คนเข้าไป จริง ๆ แล้วผมเข้าใจว่าทางฝ่ายรัฐบาลคงต้องการล่อให้ผมเข้าไปด้วย จะได้ดำเนินการ แต่ผมไม่ได้สนใจ ผมอยู่ถึงเที่ยงคืนผมก็กลับ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีการใส่ร้ายป้ายสีว่าผมทิ้งประชาชน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือผมไม่ได้เป็นคนนำ ผมแค่เดินไปด้วยเพราะต้องการไปเป็นเพื่อนเท่านั้น
จากเรื่องนี้ผมก็เลยตัดสินใจว่า สื่อมวลชนก็เป็นผู้นำม็อบได้ เป็นการนำม็อบโดยการนำความจริงมาเสนอต่อมวลชน หลังจากพูดคุยตัดสินใจกับพรรคพวกแล้ว ผมก็ประกาศกับพ่อแม่พี่น้องว่า ผมจะนำพ่อแม่พี่น้องเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แล้วกำหนดวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ อยู่ค้างคืนเลย
ตอนนั้นคิดจะไล่นายกฯ ทักษิณหรือยัง คิดเรียบร้อยแล้วว่าถึงเวลาที่คุณทักษิณต้องออกแล้ว เราก็เลยไปจัดเวทีที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พอวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ผมก็ขึ้นเวทีคนเดียวเลย ประกาศเป็นผู้นำวันนั้น บอกเหตุผลว่าทำไมผมต้องตัดสินใจนำ ผมต้องการทำให้เห็นว่า เมื่อผมนำแล้ว ทุกอย่างอหิงสา ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แล้วคืนวันที่ ๔ คนไม่น้อย จากลานพระบรมรูปฯ ยาวไปถึงสนามมวยราชดำเนิน วันนั้นคนร่วมแสน ตกดึกพอเลิกปราศรัย คนก็กลับกันส่วนใหญ่ แต่วันรุ่งขึ้นตอนที่ผมกลับขึ้นมาปราศรัยราวหกโมงเช้า ตรงลานคนก็ยังแน่นเอี้ยดเหมือนเดิม แสดงว่าคนเขามาด้วยใจ หลังจากวันที่ ๔ วันที่ ๕ แล้ว ผมกับทีมงานก็บอกว่าถึงเวลาแล้วที่เราน่าจะร่วมกับองค์กรพันธมิตร นั่นคือที่มาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรานัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นก็มีการนัดชุมนุมต่อในวันที่ ๒๖-๒๗ กุมภาพันธ์ที่ท้องสนามหลวง ต่อมาก็วันที่ ๕ มีนาคม แล้วสุดท้ายเราก็ตัดสินใจว่า วันที่ ๑๔ มีนาคมเราต้องเดินไปปักหลักที่ทำเนียบ นั่นคือที่มาของขบวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันที่ ๑๔ มีนาคม ที่สำคัญคือวันที่ ๕-๖ มีนาคม เราซ้อมเดินจากสนามหลวงไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อดูการจัดริ้วขบวน ดูเรื่องความปลอดภัย ช่วงแรกเราปักหลักที่สนามหลวง กินนอนที่สนามหลวง พอย้ายมาทำเนียบ เราก็มากินนอนที่หน้าทำเนียบทุกคืน จนถึงวันนี้ วันที่ ๑๘ มีนาคม เป็นเวลา ๒ สัปดาห์แล้วที่เราปักหลักอยู่ กลางวันร้อนคนก็น้อย แต่กลางคืนก็อย่างที่คุณเห็น คนเป็นแสน โดยที่ไม่เคยเกิดเหตุร้ายใด ๆ นี่เป็นการประท้วงแบบอหิงสา เป็นการประท้วงที่สงบและสันติที่สุด ซึ่งต่างประเทศทึ่งมาก ให้ความสนใจมาก ๆ ว่าเราทำได้ยังไง แล้วเราก็จะไม่เลิกประท้วงจนกว่านายกฯ ทักษิณจะลาออกไป
นิยามของคำว่า ลาออก นี่มันแค่ไหนครับ เฉพาะเรา มองว่าคือการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรามองว่าถ้านายกฯ เขียนใบลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี ออกไปเลย ภารกิจเราจบ ส่วนสถานภาพทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่ง เราไม่ได้เรียกร้องอะไรที่มันซับซ้อน ยุ่งยาก เราไม่ได้เรียกร้องว่าลาออกแล้วจะต้องปฏิรูปการเมืองทันที เราเอาแค่ลาออกก่อน เพราะเรามองว่า นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นปัญหาของแผ่นดิน
แม้ว่าเขาจะแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาแทนก็ไม่เป็นไร เขาแต่งตั้งใครไม่ได้ เพราะว่าเป็นร่างทรง เราไม่เอาร่างทรง คือเขาต้องออกจริง ๆ ถึงจะแต่งตั้งรักษาการนายกฯ คนใหม่ขึ้นมาก็ทำไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องการให้มีการใช้มาตรา ๗ เพื่อขอนายกฯ พระราชทานจากพระเจ้าอยู่หัว นี่คือจุดยืนของผม และผมก็จะไม่เปลี่ยนจากจุดยืนอันนี้
ถ้าคุณทักษิณลาออกแล้ว คุณสนธิยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมือง ผมไม่เคยคิดจะเล่นการเมือง ไม่มีวันเล่น แต่ผมจะเข้ามาอยู่ในภาคประชาชนมากกว่าเก่า เพราะจากการที่ผมจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ตลอดจนจัดการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ และที่สนามหลวง ผมรู้เลยว่าภาคประชาชนไม่มีคนที่จะมาเป็นตัวแทนเขา จริงอยู่ พันธมิตรที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนก็เป็นตัวแทนภาคประชาชนเหมือนกัน แต่คุณต้องเข้าใจว่าภาคประชาชนมีหลายระดับ ผมมองเห็นว่าชนชั้นกลางไม่ได้รับการเหลียวแลเลย ชนชั้นกลางเป็นคนที่เจ็บปวดและขมขื่นมากที่สุด หนึ่ง เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย หนีไม่ได้เลย ยิ่งมนุษย์เงินเดือนยิ่งหนีไม่ได้ เพราะถูกหักไปเลย สอง ความอยุติธรรมเกิดขึ้นกับกลุ่มเขาตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนจ่ายภาษีมากที่สุด สาม ไม่มีใครเป็นตัวแทนเขาในการที่จะเอาปัญหาของเขาไปตีแผ่ให้รัฐบาลหรือนักการเมืองรับทราบ เอาง่าย ๆ แค่ปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภค เขาก็ไม่เคยได้รับการดูแล อาหารก็ยังมีพิษอยู่ กรมควบคุมมลพิษหรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ทำงานเป็นครั้งเป็นคราวแบบตีปี๊บ ไม่เคยมีใครมาคุ้มครองผู้บริโภคเวลาที่เขาซื้อของแล้วได้ของคุณภาพต่ำกว่าที่มันควรจะเป็น ไม่มีใครมาต่อสู้ให้เขาเวลาเขาจะเอาลูกเข้าเรียนแล้วต้องผจญกับพวกเด็กเส้น ผมคิดว่าชนชั้นกลางต้องการสังคมที่ยุติธรรมกับเขา ยุติธรรมที่หมายถึงว่าทุกคนได้รับสิทธิโดยเท่าเทียมกัน
ในอดีตคุณสนธิเองก็เคยทำงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเคยมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงไม่ต่างจากคุณทักษิณ มาถึงวันนี้ คิดว่าจุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดจากอะไร ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมไปบวช ตอนนั้นเป็นช่วงประมาณปี ๒๕๔๑-๒๕๔๒ ผมบวชประมาณ ๓๐ วันที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองบัวลำภู ครูบาอาจารย์คือ หลวงพ่อญาท่าน ซึ่งตอนนี้ท่านมรณภาพไปแล้ว ตลอดหนึ่งเดือนที่ผมบวชท่านไม่ให้ผมพูดกับใครเลย ท่านให้ผมอยู่กับตัวเอง บอกให้มองจิตตัวเอง ให้ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น หนึ่งเดือนที่ผมบวชผมได้อะไรเยอะมาก ผมได้ความสมถะ ผมได้ความสันโดษ แล้วผมได้ความเข้าใจว่า ธรรมะที่แท้จริงคือการมีสติตลอดเวลา เพราะพอมีสติตลอดเวลา เราจะคิดก่อนทำในทุกเรื่อง แล้วผมก็ได้ครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ โดยเฉพาะหลวงตามหาบัวซึ่งได้สอนธรรมะเพิ่มเติมหลาย ๆ อย่าง พระธรรมเทศนาที่หลวงตามหาบัวเทศน์ให้ฟังนั้นเป็นพระธรรมเทศนาที่ลึกซึ้ง แต่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ นั่นคือ จิตต้องสงบ แล้วก็ตัดทุกอย่างที่เป็นกิเลสออกให้หมด ผมได้ความรู้มาจากการบวชว่า กิเลสคือศัตรูที่สำคัญที่สุด เมื่อผมอยู่ในโลกียะ ไม่ได้อยู่ในโลกุตระ ผมจะต้องเจอกิเลสทุกวัน ปัญหาคือเราต้องสร้าง ตัวรู้ ขึ้นมา ให้เรารู้ว่าเรากำลังมีกิเลส ถ้าจะโลภก็ให้โลภน้อยลง ถ้าจะหิวก็ให้กินไม่มากนัก ถ้าจะรักก็ไม่ต้องรักมาก ทำอะไรให้มันพอดี ๆ นั่นคือกลับเข้าไปสู่จุดเดิม คือมัชฌิมาปฏิปทา พอดีพอดี แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่พอดีไม่ได้ นั่นคือธรรมะ ธรรมะนี่ถ้าชูแล้วต้องไปให้ถึงที่สุด จะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ เคยมีคนมาถามผมว่าทำไมคุณสนธิไม่เดินสายกลางในการประท้วงคุณทักษิณ ผมบอกว่าไม่ได้ อันนี้มันเป็นธรรมะ เป็นความถูกต้อง เป็นการสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม ตรงนี้มัชฌิมาปฏิปทาไม่ได้
ตั้งแต่ผมสึกออกมา ผมก็ไว้ผมทรงนี้มาตลอด ผมมีความรู้สึกว่าชีวิตผมจากสูงสุดมันกลับคืนสู่สามัญ ผมคิดว่าชีวิตสามัญเป็นชีวิตที่มีความสุขที่สุด ผมไม่ได้ใส่เสื้อนอกผูกเนกไทมาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว บางครั้งไปงานแต่งงาน จะให้ดูสุภาพหน่อยก็ใส่เสื้อเชิ้ตตัวหนึ่ง ติดกระดุมคอ แล้วใส่เสื้อนอกทับ แค่นั้นเอง ฉะนั้นแล้วถ้าจะให้ผมไปประชุมใหญ่ที่ทุกคนใส่เสื้อนอก ผมก็คงไม่ไป จากจุดเปลี่ยนในครั้งนั้น จิตใจผมเริ่มนิ่งขึ้น เริ่มมีความรู้สึกว่าการมีชีวิตที่ธรรมดาสามัญและการทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองเป็นความสุขที่หาอะไรเทียบไม่ได้ ถ้าหากจุดเปลี่ยนนี้ยังไม่เกิดกับผม ผมไม่มีวันคิดได้หรอก เพราะว่ากิเลสมันเยอะ ลาภสักการะมันเยอะ คือวันนี้ถ้ามองมุมกลับ ถ้าผมไม่ทะเลาะกับคุณทักษิณ ยังพะเน้าพะนอเขาอยู่ สร้างความชอบธรรมให้เขาตลอดเวลา ถึงแม้ว่าสังคมจะด่าผม ผมคิดว่าผลประโยชน์ต่าง ๆ มันก็จะยังไหลมาเทมาหาผม เพียงแต่ว่าผมทำไม่ได้ เพราะเผอิญผมได้เข้าใจธรรมของการใช้ชีวิต ว่าในที่สุดแล้ว การใช้ชีวิตมันไม่ใช่เรื่องของทรัพย์สิน แต่มันเป็นเรื่องของความสงบทางจิตใจ ความสุขที่แท้จริงคือความสุขในทางธรรม ความสุขที่แท้จริงคือความสุขที่เรารักคนสักคนแล้วเขารักเราด้วยจิตใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ความสุขที่แท้จริงคือการที่เราอยู่กับคนซึ่งเราไม่สนใจว่าเขาจะมีฐานะแบบไหน เขาเองก็ไม่สนใจว่าเราจะมีฐานะแบบไหน เขามีความจริงใจต่อเราแล้วเราก็จริงใจต่อเขา ผมถึงชอบคุยกับคนต่างจังหวัด เพราะผมรู้สึกว่าสิ่งที่ออกจากปากเขาเป็นความจริง ผมอยู่ด้วยแล้วผมมีความสุข
จากสถานการณ์ตอนนี้ที่ตึงเครียดขึ้นทุกวัน นึกกลัวตายบ้างไหมครับ ผมเคยกลัวตายมาก ๆ ตอนที่เริ่มสู้กับคุณทักษิณใหม่ ๆ เพราะโดนขู่ตลอด แต่ว่าพอถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว ความกลัวมันหมดไป มีความรู้สึกว่าถ้าเรากลัวตาย แสดงว่าเราไม่เข้าใจธรรม เพราะการตายไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ผมเตรียมตัวตายตลอดเวลา คือผมมองว่าถ้าผมต้องตายโหงเพราะโดนยิงตาย โดนฆ่าตาย ก็แสดงว่าเวรกรรมมันตามมาหาผมแล้ว ผมต้องกลับไปชดใช้มัน แต่ว่าถ้าชะตาชีวิตกำหนด สิ่งศักดิ์สิทธิ์กำหนด ว่ากรรมของผมต้องให้ผมแก่ตายเอง ก็ต้องปล่อยไปอย่างนั้น ทุกคนหนีกรรมไม่พ้นเลยแม้แต่นิดเดียว คุณทักษิณก็เช่นกัน ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ตาม คุณทักษิณก็หนีกฎแห่งกรรมไม่ได้ ไม่ว่าจะมีหมอเขมรที่เก่งแค่ไหนก็ตาม ให้เป็นสุดยอดหมอในโลกนี้ มันก็หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น
ตั้งแต่มีม็อบทุกคืน ได้นอนวันละกี่ชั่วโมง เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบ ๆ ตีสี่ ตื่นแปดโมงกว่า ผมนอนวันละ ๓-๔ ชั่วโมงมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว แต่ที่เหนื่อยมากไม่ใช่เพราะนอนน้อย แต่เพราะต้องคิดอะไรเยอะมากและความรับผิดชอบที่มีอยู่สูงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลัง ๆ ที่เป็นความรับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยของประชาชนที่มาร่วมประท้วงกับพวกเรา ต้องคอยดูแลระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา เพราะว่ากลุ่มประชาชนที่มาร่วมกับเราอารมณ์ก็มีหลากหลาย ถ้าเราไม่ระวังหรือปล่อยให้การพูดจาบนเวทีส่อไปในทางที่ยุยงส่งเสริมให้เขาทำอะไรโดยไม่ได้คิด ก็จะมีปัญหา แล้วก็ยังมีเรื่องต่าง ๆ มาให้คิดให้แก้อีกมาก มันก็เลยทำให้หัวสมองไม่ได้หยุดเลย
แต่ว่าหัวสมองผมมันมีดีอยู่อย่างหนึ่ง คือมันเหมือนสวิตช์ไฟ พอปิดไม่ให้คิดแล้ว มันก็หยุดคิดเลย พอหยุดคิดแล้วผมก็อ่านหนังสือ ดูทีวี บทจะนอนก็นอนได้ทันที มันมีข้อดีตรงนี้ ฉะนั้นเวลาเดินทาง อยู่ในรถพอว่างปุ๊บผมก็อ่านนิยายกำลังภายใน นอกจากนั้นข้อดีของการชุมนุมคือ น้ำหนักผมลดไปเยอะเลย เกือบ ๑๐ กิโล แต่ก่อนหนัก ๙๒-๙๓ เพราะผมตัวใหญ่ สูง ๑๘๐ แล้วผมอ้วน ตอนนี้หนักเหลือ ๘๐ ต้น ๆ ที่ลดเพราะผมกลายเป็นคนที่ไม่เจริญอาหารแล้ว มันไม่เชิงกินไม่อร่อยแล้ว แต่รู้สึกว่ากินนิดเดียวก็อิ่ม สมัยก่อนเรามีเวลาละเมียดละไมกับรสชาติอาหาร รู้สึกอยากกินโน่นอยากกินนี่ แต่เดี๋ยวนี้บางทีถึงเวลาอาหารกลับไม่หิว อย่างอยู่ในระหว่างม็อบจะเห็นชัดเลย ผมกินข้าวกล่องกล่องเดียว กินไม่หมดด้วย แต่กาแฟกินเยอะ ธรรมดาเป็นคนกินกาแฟเยอะอยู่แล้ว วันหนึ่งต้องมีสิบกว่าแก้วขึ้นไป
สังเกตว่าตอนอยู่ในม็อบจะต้องจิบน้ำตลอด เป็นน้ำอะไรครับ เรียกว่าน้ำยาพญาเสือโคร่ง ช่วยรักษาเสียง ยานี้ลุงคนหนึ่งเป็นคนหามาให้ ท่านเคยทำงานกรมป่าไม้ พอเกษียณอายุแล้วก็มาเป็นลูกศิษย์หลวงตามหาบัว เป็นคนเชี่ยวชาญเรื่องนี้ พอเห็นผมเสียงไม่มีก็เลยพกพญาเสือโคร่งมาให้ เป็นภูมิปัญญาคนไทย กินดีมาก เสียงเริ่มกลับมาทีละนิด ๆ
เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนทั้งร่างกายและจิตใจในการต่อสู้ครั้งนี้ ผมว่าเป็นเพราะความมุ่งมั่น จิตที่สงบ รู้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อรู้ว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง เราก็จะไม่ท้อถอย เมื่อไม่ท้อถอย พลังจะเกิดขึ้นเอง และผมจะพยายามเซาน่าทุกวันเลย วันละ ๑๕ นาที ให้เหงื่อออกมาก ๆ แล้วแช่บ่อน้ำเย็นสลับบ่อน้ำอุ่น ผมทำอย่างนี้มา ๑๐ ปีแล้ว ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องโคเลสเทอรอล เรื่องความดัน เรื่องหัวใจ และเรื่องอื่น ๆ เลย ผมยังสามารถเดินขึ้นบันได อย่างบันไดขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ผมก็สามารถค่อย ๆ เดินขึ้นไปได้สบาย ๆ ไม่มีปัญหา ทั้งที่ปีหน้าผมก็อายุ ๖๐ แล้ว ที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมเก่งนะ แต่ผมกำลังจะบอกว่า เรื่องสุขภาพ ถ้าจิตเรานิ่ง สงบ แล้วใจเป็นเอกะ สุขภาพจะดีเอง คุณสังเกตสิ คนที่ป่วยไข้ อะไรที่ทำให้ป่วยไข้ ประการแรก ความเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุของการป่วยไข้ ข้อดีอีกอย่างคือผมเป็นคนปล่อยวางเป็น ผมลืมง่าย คนชอบพูดว่า ความรักเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ และการให้อภัยเป็นสิ่งยิ่งใหญ่กว่า แต่สำหรับผมแล้ว การลืมทุกเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีอะไรดียิ่งกว่าการลืม เพราะการลืมคือทำให้จิตเราว่าง แล้วทำให้เรามีอายุยืน ไอ้คนที่ไม่ลืม แล้วมีแต่ความริษยา คั่งแค้น ก็เหมือนคุณทักษิณวันนี้ คุณดูหน้าตาผมกับหน้าตาคุณทักษิณสิ คนมีเงิน ๗๓,๐๐๐ ล้าน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หน้าตาบ่งบอกถึงทุกข์ เหมือนไฟสุมขอน ไอ้ผมนี่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำงานสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แล้วถ้าไม่สำเร็จจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ผมไม่สนใจ ผมคิดว่าผมปล่อยวางเป็น อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป มันเป็นเช่นนี้หรอกหนอ ชีวิตคนเรา คุณทักษิณเองก็ชอบอ้างคำนี้ แต่ว่าคุณทักษิณทำไม่เป็น คิดไม่ได้ ถ้าคุณทักษิณทำเป็น คิดได้ หน้าตาคุณทักษิณต้องไม่เป็นอย่างนั้น
มองคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไงครับ ผมไม่รู้จักคุณอภิสิทธิ์ดีพอที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ผมมองว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนที่มีอนาคต คำถามคือคุณอภิสิทธิ์จะมีความอดทนพอมั้ย เพราะการเมืองคือการช่วงชิงโอกาส โอกาสเนี่ยบางทีมันก็มา บางทีมันก็ไม่มา หรือบางครั้งโอกาสมันมา แต่มันอาจไม่ใช่โอกาสที่ถูกต้องที่สุดและดีที่สุด ถ้าโอกาสมาถึงแล้วคุณอภิสิทธิ์พิจารณาเห็นว่ามันไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุด ผมก็เพียงแต่หวังว่าคุณอภิสิทธิ์จะสามารถอดทนต่อไปได้ ถ้าคุณอภิสิทธิ์ทำได้ อดทนรอได้ ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ซึ่งมีความสามารถสูงอยู่แล้วก็จะได้รับมอบหมายหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มากต่อไป
อยากจะบอกอะไรกับคนที่ชอบพูดว่า ไม่เอาทักษิณแล้วจะเอาใคร ผมคิดว่านี่คือปัญหาของการด้อยปัญญา เพราะการเอาทักษิณต่อไป ๑ วัน ประเทศชาติเสียหายมากขึ้นมหาศาล และที่ว่าไม่เอาทักษิณจะเอาใคร ก็หมายความว่าคนที่พูดคำนี้ยอมรับว่าคุณทักษิณทำชั่วได้ และในสายตาเขา เขามองว่าคุณทักษิณก็มีข้อดีต่อสังคม คนที่คิดอย่างนี้มีไม่น้อย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังด้อยปัญญา เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องดีที่ทักษิณทำ มีน้อยมาก แล้วส่วนใหญ่ในจำนวนน้อยนั้นก็เป็นเรื่องที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งสิ้น คือพูดง่าย ๆ ว่าทำแล้วกูต้องได้ด้วย คุณทักษิณไม่ใช่คนที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ผมมองว่าเขาเหมาะที่จะทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ควรเข้ามาในวงการเมืองเลย
ถ้าเจอคุณทักษิณ จะพูดอะไรกับเขา ถ้าเจอเขาเหรอ ผมจะบอกว่าผมเสียดายที่คุณมีโอกาสยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ประวัติศาสตร์ไทยมอบให้ แต่คุณไม่ทำ นั่นคือการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี ผมยอมรับว่าผมเคยมองเขาผิด ผมไม่เคยไว้ใจเขาก็จริง แต่ตอนที่เขาเป็นนายกฯ ใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าผมจะลองเชื่อเขาสักครั้งหนึ่ง มาตอนนี้ผมก็พบแล้วว่า ผมมองเขาผิดจริง ๆ
หากรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน คิดว่าจะทำยังไงต่อ ผมก็คงประท้วงต่อ แล้วถ้าเขาจะจับ ผมก็ต้องยอมให้เขาจับ เพราะผมเชื่อในสิ่งที่ผมทำ
แล้วถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้นจะเสียใจไหม ที่แน่นอนคือคงไม่ได้เกิดจากทางผม แต่ถ้ามันเกิดขึ้น ผมคงไม่ได้สู้กลับ ผมคงอยู่เฉยๆ เรื่องเสียใจคงเสียใจ ผมคิดว่าประชาชนทุกคนก็คงรู้อยู่แล้วว่าเราคิดยังไง
อยากฝากอะไรกับคนจำนวนมากที่มาร่วมชุมนุมที่บอกว่า มาเพราะอยากไล่ทักษิณ แต่ก็ไม่ไว้ใจสนธิ ไม่เป็นไร ผมไม่ได้ยึดติดในเรื่องนั้น คือถ้าเขาคิดว่าเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำ คือต้องการให้คุณทักษิณออกไป เขามาร่วมชุมนุมผมก็ยินดี ส่วนที่เขาไม่ชอบผม นั่นก็เป็นสิทธิของเขา คุณจะไปหวังให้คนทุกคนชอบคุณได้ยังไง เพียงแต่ว่าคุณทำอะไรก็ตาม คุณต้องระลึกเสมอว่า คุณก้มหน้าไม่อายดิน เงยหน้าไม่อายฟ้า ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
http://www.sarakadee.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=536-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------