ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
24-09-2026, 05:18
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
 |  ทั่วไป  |  ห้องสาธารณะ  |  สนธิ ลิ้มทองกุล “ผมเป็นวีรบุรุษโดยอุบัติเหตุ” 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
สนธิ ลิ้มทองกุล “ผมเป็นวีรบุรุษโดยอุบัติเหตุ”  (อ่าน 2406 ครั้ง)
Beam De Marcel
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 11-06-2006, 08:48 »

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลานี้ไม่มีสื่อมวลชน หรือพิธีกรรายการโทรทัศน์คนไหนในเมืองไทย ที่จะโด่งดังได้เท่ากับ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อีกต่อไปแล้ว

เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการของช่อง 9 ก็ยิ่งทำให้เมืองไทยรายสัปดาห์ ที่มี “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นพิธีกร กลายเป็นของหายาก ด้วยเนื้อหาที่เน้นการตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทำให้รายการนี้มีแฟนประจำติดตามดูอย่างเหนียวแน่น และยังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทวีคูณ

ยิ่งรัฐบาลพยายาม “ปิดกั้น” ด้วยวิธีต่างๆ มากเพียงใด ก็ยิ่งสร้างแรงกระตุ้นให้มีผู้มาเข้าชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร จนตัวเลขหลักแสนคนในช่วงสัปดาห์ท้ายๆ

เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ชนิดที่ใครก็คาดไม่ถึง เพราะนับจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาทมิฬ ปี 2535 แล้ว ยังไม่มีใครที่สามารถระดมประชาชนให้เข้าร่วมได้มากเท่ากับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์

จนเป็นที่มาของ คำว่า “ปรากฏการณ์สนธิ” หรือพลานุภาพสนธิ ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ ต้องนำไปพาดหัวติดต่อกัน และเป็นกระทู้บนเว็บที่มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากที่สุด ใน “เว็บไซต์”ยอดฮิตอันดับต้นๆ ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทุกสปอตไลต์ กำลังฉายลงบนตัวเขา ฉายาต่างๆ มากมาย ของการเป็น “ผู้นำม็อบ” หรือ "ฝ่ายค้านตัวจริงของรัฐบาล” แสนยานุภาพสนธิ

ปรากฏการณ์สนธิจะไปสิ้นสุดลงตรงจุดใด จุดยืนของสนธิ ลิ้มทองกุล และรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร คำตอบเหล่านี้ อยู่ในบทสัมภาษณ์ Exclusive Interview ระหว่างทีม POSITIONING และสนธิ ลิ้มทองกุล ที่นี่ที่เดียว

POSITIONING - คุณสนธิวางจุดยืนอย่างไร ในการทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนมาถึงการทำเวทีสัญจร จนกระทั่งมาเกิดเป็นปรากฏการณ์ขึ้นในปัจจุบัน

สนธิ - มาจากการที่เรามีความรู้สึกว่า ถูกปิดกั้นในการแสดงจุดยืนของสื่อมวลชน ที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เมื่อเราถูกปิดกั้นแบบนี้...เราก็ต้องสู้ นั่นคือวัตถุประสงค์แรกของเรา... เราไม่ได้คิดในแง่การตลาด เรามีความรู้สึกว่า มีประชาชนที่ดูรายการเราอยู่ แล้วไม่ได้ดู เราก็เลยอยากให้เขาดู...

16 กันยายน 2548 เป็นสัปดาห์แรกของการจัดเวทีสัญจร จัดกันในห้องส่งของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ปรากฏว่ามีคนมาขอดูรายการในห้องส่งเยอะมาก จนสถานที่รับได้ไม่ไหว ที่สำคัญเรารู้ว่า มีคนฟังที่เป็นตัวจริงเสียงจริงอยากมาฟัง เราเลยย้ายไปจัดที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวลานั้นเราไม่ได้คิดอะไร หนำซ้ำตอนที่เราเลือกจัดในหอประชุมเล็ก ซึ่งจุคนได้ 500 คน เราคิดว่าเราได้ 700 คน เราก็เก่งแล้ว.... และเวลานั้น เราก็ยังถ่ายทอดสดรายการผ่านทีวีดาวเทียม ASTV

ปรากฏว่า มีคนที่ถูกปิดกั้นข้อมูลเมืองไทยรายสัปดาห์มากกว่าที่คิดไว้เยอะ คือเราไม่เคยคิดว่าประชาชนจะให้ความสนใจกับเรื่องที่เราพูดมากขนาดนั้น จนมารู้ตอนที่คนล้นห้องประชุม ซึ่งจุได้ 500 คน อัดเข้าไปเกือบ 700 คน ล้นไปข้างนอกเป็น 1,000 กว่าคน เราเลยจัดต่อ พอจัดได้ 2-3 ครั้ง เราก็คิดว่า....ลองจัดหอประชุมใหญ่ มีคนมาเบ็ดเสร็จ ประมาณ 4,000 คน ล้นไปข้างนอก รวมแล้ว 7,000 กว่าคน เผอิญว่าอาจเป็นโชคของเราก็ได้ หอประชุมใหญ่ไม่ว่าง ก็เลยไปได้เวทีสวนลุมพินี ซึ่งจุคนได้ 1 พัน คนถึง 2 พันคน พอไปครั้งแรก คนไหลไป 14,000-15,000 คน จัดครั้งที่ 2 มีคนมาดู 40,000 -50,000 คน ครั้งที่ 3 เพิ่มเป็น 80,000 คน ครั้งที่ 4 มีคนมา 150,000 คน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ตั้งใจ

ตัวที่ช่วยอย่างมากๆ ก็คือ การกระทำของรัฐบาล ที่จงใจปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร ทำให้ประชาชนมีความสงสารเรา และมีความรู้สึกว่า ทำไม...การที่คนออกมาพูดความจริงแล้ว ทำไมต้องปิดกั้น และต้องรังแกกันถึงขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องเรา หรือการที่สมัคร-ดุสิต ออกมาด่ารายการนี้ทุกวัน ดังนั้น การมีตัวแทนรัฐบาลออกมาให้ข่าวในเชิงร้าย ตรงนี้เองที่เป็นการ “ส่งเสริมการขาย” ให้กับเราเสร็จสรรพ มันเป็น “negative reaction” ที่ส่งกลับให้มา เป็น positive marketing กับเราได้ ทำให้เรามารู้ในช่วงหลังว่า อ๋อ...คนเกลียดรัฐบาลชุดนี้ และเกลียดมากด้วย

ยิ่งเมื่อเขาไปปิดกั้นพวกเคเบิลท้องถิ่น ก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่า สิทธิของเขาโดนขโมยไป เหมือนกับการปิดไม่ให้เขาหายใจ ...คุณมีสิทธิ์อะไรไปห้ามไม่ให้เขาหายใจ รัฐบาลจึงอยู่ในจุดที่เสียเปรียบมากๆ แต่แทนที่จะแก้ไข แต่กลับกลัว ซึ่งถ้าเขากล้าตอบคำถามได้ ปัญหาก็จบ...แต่เขาก็รู้ว่า ถ้าเขาตอบเท่ากับว่าเป็นการโกหก ก็เหมือนกับเขาโกหกเรื่อง C130

ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่เคยเห็นเราอยู่ในสายตา ... เพราะเขามีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่พอเราระดมคนมาดูรายการได้ถึง 150,000 -160,000 คน ทำให้เขาตกใจ... จริงๆ เขาตกใจตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ที่มีคนมา 80,000 คน ที่เราทำไม่มีอะไรจงใจเลย... มันเป็นไปตามคำเรียกร้องของสังคม ผมมาเสนออาหารทางสมองให้เขา แต่กลับถูกแกล้ง ถูกฟ้องร้อง ขู่ฆ่า รังแก ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีผลดีต่อรัฐบาล กลับเป็นการ “โปรโมชั่น” ให้เราด้วยซ้ำ

POSITIONING - จุดเด่นของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์อยู่ตรงไหน

สนธิ - มันมีการอธิบายความที่ใช้ภาษาธรรมดาสามัญ ทำเรื่องยาก สลับซับซ้อน ต้องใช้เวลาอธิบายเป็นชั่วโมงๆ มาพูดให้ชาวบ้านเข้าใจได้ง่ายๆ จะพูดเรื่อง CTX จะพูดเรื่อง C130 จะพูดเรื่องอะไรก็ตาม แต่รายการนี้สามารถพูดให้เข้าใจได้ภายในไม่เกิน 5 นาที ด้วยภาษาที่เป็นชาวบ้านที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งเนื้อหา ตรงนี้คือ เสน่ห์ของเมืองไทยรายสัปดาห์

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ทำและปกปิดไว้มีเยอะเหลือเกิน พอเรามานำเปิดเผย ก็เลยไปโดนใจคน เฮ้ย ใช่ เป็นอย่างนี้จริง โดยเฉพาะคนที่มีปัญญา ชนชั้นกลาง เขาสงสัยอยู่แล้ว พอเราขยายความ ทำให้เขาเข้าใจระบบทั้งระบบเป็นองค์รวม ส่วนชาวบ้านก็อยากมาดูเรา เพราะสงสารว่าเราถูกรังแก พอเขาเข้าใจเรื่อง เขายิ่งสงสารมากขึ้น

POSITIONING - มีการเลือกหัวข้อ หรือข้อมูลอย่างไร ที่คิดว่าคนจะสนใจมากที่สุด

สนธิ - ประสบการณ์ในการทำข่าวมาร่วม 30 กว่าปีของผม สอนให้ผมรู้ว่า ประเด็นไหนคนสนใจ และที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือ ลีลาที่พูดแล้วโดนใจ...ลีลาที่พูดแล้วเขาเห็นด้วย ทั้งท่าทาง จังหวะจะโคน มันผสมผสานกันทั้งนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน และวิชาการละคร

แต่สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดของรัฐบาลอีกข้อหนึ่ง ก็คือ การทำรายการทีวีนั้น แม้ลีลาและคำพูดสามารถมีได้ แต่ทีวี มันมีข้อจำกัดที่บังคับไม่ให้เราแสดงออกได้มากเหมือนกับการทำรายการแบบสัญจร มันเป็นเรื่องของ news entertainment หรือ information entertainment คือ คนดูได้ทั้งข้อมูล ได้ความรู้ และได้ความบันเทิงจาก “วิธีการ” ที่เราให้เขาไป

POSITIONING - การทำเวทีสัญจรสนุกกว่า

สนธิ - สนุกกว่า และผมจะทำไปทุกอาทิตย์ นี่เป็น long term ไม่ใช่ระยะสั้น

POSITIONING - มีพัฒนาการของรูปแบบการนำเสนอ

สนธิ - ผมไม่เคยคิดอะไรทั้งสิ้น ยึดหลักเอาความจริงมารายงานให้ประชาชนทราบ และต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในการเป็นสื่อมวลชนที่เสรีเท่านั้นเอง ส่วน positioning จะเป็นอย่างไร คุณต้องไปตีความเอาเอง ผมไม่รู้แล้ว คือ ผมไม่ได้ทำเพราะต้องการ position ตัวผม อะไรทั้งสิ้น ผมทำเพราะผมเชื่อ และศรัทธาในสิ่งที่ผมทำ

POSITIONING - มีการวางวาระในแต่ละเรื่องที่จะนำมาพูดให้กับคนฟังอย่างไร

สนธิ - ไม่มี เราจะมาตัดสินใจเอาในวันพฤหัส ดูเหตุการณ์ เพราะอาจมีเรื่องเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีเช้า แล้วมานั่งวิเคราะห์กันก่อว่าจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร

POSITIONING - ไม่เหมือนรัฐบาลที่ต้องประชุมทีม รับมือตลอดเวลา

สนธิ - ใช่

POSITIONING - ทีมงานทำ content เมืองไทยรายสัปดาห์ที่เคยทำเมื่อครั้งอยู่ช่อง 9 กับสัญจร ปัจจุบัน เป็นทีมเดียวกัน พอจะบอกโครงสร้างทีม

สนธิ - ใช่ เป็นทีมเดียวกัน ไม่มีโครงสร้าง แต่ทีมจะมาคุยกับผมก่อน ซึ่งผมก็จะแนะเค้าว่ามีอะไรบ้าง หรือทีมเสนอเรื่องนี้มา ผมก็จะดูว่าน่าจะไปได้ หรือไม่น่าทำ

POSITIONING - ในส่วนผู้ร่วมรายการ มีการกำหนดไว้จะเป็นใครบ้าง เป็นคาราวานหรือเปล่า

สนธิ - อันนั้นผมไม่เกี่ยว ผมสนใจแต่เนื้อๆ ของผมเท่านั้น ส่วนใครจะเข้ามานั้นเป็นเรื่องที่ต้องไปจัดการกันเอง

POSITIONING - มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เป็นเรื่องของม็อบมือถือ แต่ครั้งนี้ มันกลายเป็น ม็อบดิจิตอล ซึ่งเป็นการบูรณาการของสื่อในเครือผู้จัดการ คุณสนธิมองเรื่องนี้อย่างไร

สนธิ - เป็นเพราะ เว็บไซต์ผู้จัดการโดนข่มขู่ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ปิดรายการในโทรทัศน์ไม่พอ ยังมาหาเรื่องปิดเว็บไซต์อีก ประชาชนจึงต้องออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง พัฒนามาเป็นความโกรธ และในที่สุดจบลงด้วยความแค้น เขารู้สึกว่าการที่มาร่วมให้กำลังใจเพื่อแสดงพลังให้รัฐบาลเห็นว่า ยิ่งรัฐบาลพูดจาไม่เข้าท่า เขาก็ยิ่งต้องแสดงออกให้รัฐบาลเห็น ว่าไม่ใช่ม็อบจัดตั้งอย่างที่รัฐบาลพูด

ตัวเว็บไซต์ manager.co.th นำวิทยุเข้าไปเสริมด้วย จะเห็นได้ว่า คนดูที่เป็นพลังสำคัญที่สุด คือ พลังคนแก่คนเฒ่าที่เป็นแฟนประจำ เมื่อรายการถูกถอด เขาก็มาดูจากวีซีดีที่ลูกซื้อมาให้ หรือดูจากอินเทอร์เน็ต ที่ลูกๆ หลานเปิดให้ ดังนั้นเราประเมินได้เลยว่า 1 คลิกที่เขามาฟังรายการวิทยุจากอินเทอร์เน็ต จะมีคนนั่งฟัง 4-5 คน ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้คนฟังทวีคูณ และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิด

โครงสร้างของคนดูเวลานี้ มีทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาวช่วงหลังเริ่มมีมากมากขึ้น ครอบครัวพาทั้งลูกเมียมา และที่น่าสนใจมากคือ คนต่างจังหวัดเหมารถมากัน การที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แปลได้ 2 สถานภาพ สถานภาพหนึ่งคือ คนเกลียดรัฐบาลจริงๆ และเขาต้องการเรียกร้องสิทธิของเขา ผมว่ามันเป็นทั้งสองสถานภาพ

อีกประการหนึ่ง สื่อมวลชนที่ไม่ยอมรายงานเรื่องเหล่านี้ และไม่กล้าพอที่จะมาทำข่าว หรือรายงานในเชิงลักษณะที่เราทำ มันก็เลยทำให้ผมและรายการกลายเป็นจุดที่โดดเด่นที่สุด เพราะเขาพึ่งใครไม่ได้แล้ว... มีเครือผู้จัดการเจ้าเดียวเท่านั้นที่กล้ายืนหยัด

ทางจิตวิทยา...นายกฯ คนนี้จัดได้ว่ามีอำนาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีไทย จากการที่เขาสามารถคุมหมดทุกอย่างที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีคนพยายามลุกขึ้นมาสู้ แต่ก็ถูกรัฐบาลชุดนี้โค่นลงมาได้หมด ไม่ว่าจะเป็น เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ธีรยุทธ บุญมี รวมทั้งกลุ่มเนชั่น จนเมื่อรัฐบาลมาเจอ “มวยวัด” อย่างเราเข้า ซึ่งสู้ไม่ถอย จะฟ้องเราก็ไม่ยอม หรือจะไต่สวนฉุกเฉิน หรือมีทหารตบเท้ามาหาเราก็ไม่กลัว พอมาถูกขู่ฆ่า เราก็ไปอยู่วัดป่า บ้านตาด ไปออกอากาศจากวัดป่า ตรงนี้มันได้ใจคนดู... มันก็เหมือนการแข่งชกมวย ซึ่งเราเป็นมวยรองไม่รู้กี่ขุม ที่ต้องไปยืนซดหมัดกับตัวใหญ่ มันชกเราเซแล้วเซอีก แต่เราไม่ล้มเสียที....แถมยังวิ่งเข้าหามัน คนก็เลยเกิดความรัก ความสงสาร เป็นห่วง และหมั่นไส้ ตัวใหญ่ ในเชิงจิตวิทยา คำนวณเป็นพลังมหาศาล และไม่สามารถอธิบายเป็นรูปธรรมออกมาได้ นี่แหละคือเหตุผลทีว่า ไปไหน...มาไหนมีแต่คนให้กำลังใจ และบอกสู้ๆ จดหมายหลั่งไหลมหาศาลเลย ทำให้เมืองไทยรายสัปดาห์เป็นตัวแทนประชาชน พูดแทนเขา ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในรูปลักษณ์แบบนั้น

POSITIONING - มีการมองว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่างทักษิณ และสนธิ เป็นเรื่องระหว่างคนสองคน

สนธิ - เหตุการณ์มันใหญ่เกินกว่าจะเป็นเรื่องระหว่างทักษิณ-สนธิ ไปแล้ว จิตวิทยามวลชนเวลานี้ มันไปถึงจุดที่ไม่หวนกลับแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะมีใบปลิว หรือจะอ้างอิงอะไรก็ตามที่มา ลบเครดิตสนธิเนี่ย มันกลับกลายเป็น positive marketing สำหรับสนธิ และเป็น negative marketing สำหรับเขาไปแล้ว

POSITIONING - เวลานี้คุณสนธิ เปลี่ยนบทบาทจากพิธีกรเมืองไทยรายสัปดาห์ไปเป็นผู้นำม็อบ

สนธิ - ไม่ใช่เลย เราต้องรู้ตัวเอง เราพยายามเป็นตัวแทนประชาชน เรียกร้องในสิทธิที่เขาต้องการ เรียกร้องเสรีภาพของสื่อ เวลานี้เราเพิ่มอีกข้อแล้ว คือ สิทธิของประชาชน จากการเรียก อธิปไตยจากการเมืองคืนมา... เพื่อให้มีการปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้น แต่เราจะไม่ก้าวเข้าไปสู่การเป็นผู้นำม็อบ เพราะเราไม่ใช่ผู้นำใคร แต่ถ้าประชาชนเห็นด้วยกับเรา เราจะเป็นตัวแทนให้เขา

POSITIONING - ถ้ารัฐบาลบอกคืนเวลาช่อง 9 ให้เมืองไทยรายสัปดาห์อีกครั้ง คุณสนธิจะรับมั้ย

สนธิ - ผมไม่เอา เพราะว่ามีข้อจำกัด ที่สำคัญ ผมไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องให้ผมกลับเข้าไปในรายการ แต่ผมทำเพื่อให้รัฐบาลเปิดเสรีกับสื่อ และไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ

POSITIONING - คนส่วนใหญ่จะมีข้อสงสัยว่า แล้วมันจะไปจบลงอย่างไร

สนธิ - ผมว่าคนที่ถามอย่างนี้ ต้องเป็นคนที่สนใจการเมือง ผมคิดว่ามีชาวบ้านอยู่เยอะที่สนใจข้อมูล คำถาม คือว่า ประชาชนยังสนใจสื่อ ที่ให้ข้อมูล ไม่บิดเบือนอยู่หรือเปล่า

POSITIONING - ถ้ามองในรูปการนี้แล้ว คุณสนธิมีทางออกให้กับรัฐบาลนี้อย่างไร

สนธิ - เขาต้องทำงานโดยที่ผมตั้งคำถามเขาไม่ได้ ถ้าเขาตอบคำถามผมได้หมดอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวได้เสรีหมด ผมจัดรายการก็ไม่มีใครมาฟัง เพราะทุกคนรู้หมดแล้ว

POSITIONING - ระหว่างเหตุการณ์ รสช. กับที่รัฐบาลทักษิณทำอยู่ในเวลานี้ แตกต่างกันอย่างไร

สนธิ - กรณีของรสช. คนเห็นภาพชัดกว่า สื่อมวชนเห็นภาพชัดกว่า แต่กรณีนี้มันต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าสื่อมวลชนบางฉบับจะเริ่มเห็น ถ้าไม่มีคนมาฟังเป็นแสนคนหนังสือพิมพ์ไม่รายงานข่าว เวลานี้หนังสือพิมพ์ก็เป็นเรื่องของธุรกิจการค้า อย่างช่วงหลังที่เอาผมและสโรชาขึ้นปก ก็เพราะมันขายได้

POSITIONING - ในคอลัมน์ กาแฟดำ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ บอกว่า การต่อสู้ที่เป็นอยู่เวลานี้เหมือนกับนายกเป็นผู้มีอำนาจ และคุณสนธิเป็นเหมือนกับระเบิดพลีชีพ คุณสนธิมีความเห็นกับกรณีนี้อย่างไร

สนธิ - เฉยๆ ผมไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น มีอย่างเดียวคือ ผมเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ทำหรือเปล่า... ถ้าผมเชื่อ...ผมศรัทธาผมจะไม่ถอย...ไม่หวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมรู้ว่าต้องทำอะไรอยู่ และเชื่อในสิทธิเสรีภาพของสื่อ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนว่าควรได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง และถึงเวลาแล้วที่การเมืองต้องปฏิรูป นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อ ผมก็เดินหน้า ใครจะคิดว่า หรือชมอะไร ผมไม่รู้สึก แต่ผมไม่พยายามเป็นผู้นำประชาชน...ผมพยายามให้ปัญญากับประชาชน

คำพูดผม เหมือนกับเป็นโครงกลอน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นนัยลึกซึ้ง ผมเป็นคนที่กล้าจุดเทียนแห่งปัญญาขึ้นมา ท่ามกลางพายุที่พัดมารุนแรง ในอดีตมีคนพยายามจุดมาแล้วหลายครั้ง แต่จุดแล้วก็ดับ ที่มันดับก็เพราะเขาไม่กล้าเอาตัวเขามาบังเทียน ผมเป็นคนแรกและคนเดียวที่กล้าเอาตัวมาบังเทียน ซึ่ง ในกระบวนการบังเทียน พายุมันแรง มันก็มีเศษอิฐ เศษสังกะสี ปลิวเข้ามาหาผมได้รับบาดเจ็บ เทียนถึงจะอยู่ได้ เมื่อเทียนอยู่ได้ และลุกสว่างโชติช่วง มีหลายคนมาขอร่วมจุดด้วย เมื่อมีเทียนจำนวนมากๆ ก็หลอมให้เป็นเทียนพรรษา พอเทียนพรรษาสว่างไสว ก็เหมือนกับสังคมที่มันสว่างไสว ภูตผีปิศาจก็อยู่ไม่ได้

POSITIONING - การที่คุณสนธิ เรียกร้องให้คนมาดูรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ในวันที่ 9 ธันวาคม 5 แสนคน มันมีนัยอย่างไร

สนธิ - การที่มีคนมา 5 แสน มันเป็นนัยพลังบริสุทธิ์ของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะปฏิเสธต่อไปไม่ได้

POSITIONING - ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

สนธิ - เป็นสัญลักษณ์ แต่จะมีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า... ยังไม่รู้ เพราะเราไม่ได้มีการเตรียมการณ์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามาจนถึงวันนี้ เพราะความเป็นมวยวัดของเรา... ถ้าเราวางแผนล่วงหน้าเราคงมาไม่ได้ถึงวันนี้

POSITIONING - แต่ละสัปดาห์จะมีการประเมินหรือไม่ว่าสัปดาห์หน้าจะทำอย่างไร

สนธิ - แต่ละอาทิตย์เราก็ทำไป ...ปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

POSITIONING - คุณสนธิพูดว่าถึงเวลาที่จะต้อง “รุก” หมายถึงอะไร

สนธิ - เป็นการที่เราประกาศเจตนารมณ์ เราเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเสรีสื่อ เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปทางการเมือง และเราขอฉันทามติของประชาชน จะให้รัฐบาลนี้คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนหรือไม่ เพื่อปฏิรูปทางการเมือง

POSITIONING - ถ้าหลวงตามหาบัวเรียกคุณสนธิกับนายกทักษิณ บอกให้คืนดีกันจะเป็นไปได้หรือไม่

สนธิ - ผมว่าครูอาจารย์คงไม่ทำเช่นนั้น ท่านคงจะเอาธรรมขั้นสูงมาสอน และสิ่งที่ผมทำอะไรไม่ผิด เพราะผมเอาธรรมนำหน้า ปัญหาของนายก คือ นายกไม่ได้เอาธรรมนำหน้า

POSITIONING - ในสัปดาห์ที่ผ่านๆ มา คุณสนธิประกาศชื่อหนังสือพิมพ์ให้ประชาชนรับรู้ความจริงได้ และมีนัยแฝงว่า เป็นการหาแนวร่วม และเป็นเช็กบิลหนังสือพิมพ์บางฉบับด้วยใช่หรือไม่

สนธิ - ในการทำงานเราก็มีการ เช็กบิลกันบ้าง เป็นของธรรมดา และก็ได้ผล เพราะเวลานี้ ไทยรัฐ หนังสือเหลือเยอะมาก

POSITIONING - แนวคิดในการทำ ASTV เป็นการมาตอบโจทย์ความเป็นทีวีเสรี แทน ไอทีวี ที่เริ่มมาจากทีวีเสรี แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะมีกลุ่มทุนพรรคร่วมรัฐบาลซื้อกิจการไป

สนธิ - ไม่เชิง ASTV เป็นบริษัททำธุรกิจดาวเทียมอยู่ในประเทศฮ่องกง เราส่งเนื้อหาให้เขา เรามีความรู้สึกว่า เทคโนโลยีโทรทัศน์ดาวเทียมในไทยต้องพัฒนาไปจากฟรีทีวีเยอะ เรามีความเชื่อมั่นว่า ทีวีดาวเทียมที่คนซื้อจานและกล่องจะเพิ่มขึ้นมาก และตรงจุดนั้นเป็นโอกาทางธุรกิจที่จะให้กำลังใจ ขณะเดียวกันให้เนื้อหาที่ดีแก่ประชาชน

POSITIONING - คอนเซ็ปต์ของช่อง News 1 จะมาแทนไอทีวีหรือเปล่า

สนธิ - ถ้าเราทำงานอย่างมืออาชีพ ก็มีคนดูเอง โดยเฉพาะในสังคมที่มีผลประโยชน์แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่เยอะ คือ ทำหน้าที่สื่ออย่างมืออาชีพ โดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลใครทั้งสิ้น เป็นสื่อสารข้อมูลที่ประชาชนไว้ใจได้ นั่นคือกระบวนการสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชน

POSITIONING - ครั้งนี้จะพูดได้หรือไม่ว่า เป็นการกลับมาของหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ที่จะมีเนื้อหาวิเคราะห์เจาะลึกอีกครั้ง

สนธิ - ผมไม่ได้คิดอะไร หนังสือพิมพ์มีขึ้นมีลงเหมือนสินค้า เพียงแต่หนังสือพิมพ์มีจิตวิญญาณมากกว่าสินค้า คือยืนอยู่บนความถูกต้อง และบางครั้งสิ่งแวดล้อม หรือบางเหตุการณ์ ทำให้หนังสือพิมพ์เฉไฉไปบ้าง แต่บทสรุปตอนจบสุดท้าย ถ้าหนังสือพิมพ์ยืนอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่.... มันก็ไม่มีอะไรจะล้มหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนได้ เพราะในที่สุดแล้ว การยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

POSITIONING - เหตุการณ์ครั้งนี้ เรียกว่าเป็นวิกฤตหรือโอกาส

สนธิ - ขึ้นอยู่กับว่ามองมิติไหน ถ้ามองมิติเชิงธุรกิจถือว่าเป็นวิกฤต ถ้ามองในเชิงธุรกิจอีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นโอกาส เพราะอย่างน้อยที่สุด หลังจากเหตุการณ์ ทำให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือในเครือ ทั้งผู้จัดการรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ตามรายงานสำรวจของเอซี นีลสัน

ถ้ามองในแง่วิกฤตแล้ว ก็ลำบากในการหาเงินหาทอง หาผู้ร่วมลงทุน เพราะรัฐบาลก็กลั่นแกล้งเราได้ โฆษณาภาครัฐถูกตัดออกทั้งหมด แต่ถ้ามองเป็นโอกาสธุรกิจ เราก็มีโฆษณาจากภาคเอกชนเข้ามาเยอะ เพราะว่าในที่สุดแล้วหนังสือพิมพ์เรามีคนอ่านมาก แต่ ถ้ามองในแง่วิกฤตอีกด้าน ถ้ารัฐบาล block ตัวเคเบิลทีวีไม่ให้รับรายการเรา โอกาสเราก็น้อยลง เพราะมีจำนวนคนดูน้อยลง โอกาสที่จะหาโฆษณาก็ลดลง ถ้ามองในแง่ในแง่โอกาส หากเรื่องนี้จบลง และรายการฯสามารถออกอากาศได้ หมายความว่า คนจะหันมาดูช่องของเราหมดที่เป็นเคเบิลทีวี ขณะเดียวกัน มีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าไหนบ้างที่จะได้ผลเท่า ASTV ครั้งนี้ โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ทุกวันนี้ทุกคนรู้จัก ASTV มันขึ้นอยู่กับว่าจะมองในแง่ไหน

POSITIONING - ช่วงแรกคุณสนธิคิดอย่างไรถึงทำเสื้อยืดสีเหลืองขึ้นมา จนเวลานี้กลายเป็นปรากฏการณ์สีเหลืองไปทั่ว ม็อบไหนๆ ก็เอาสีนี้ไปใช้

สนธิ - ไม่ได้คิดอะไร แค่อยากทำเสื้อออกมาให้คนใส่ เพื่อ identify ในสิ่งที่เราสู้ ผมต้องระวังรักษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรามีประชาชนที่รักมาให้กำลังใจเราเป็นล้านคน รวมคนในต่างจังหวัดที่ไม่มีโอกาสเข้ามา คนล้านคนจะต้องไม่ทำให้เค้าผิดหวัง เพราะเขามีแรงบันดาลใจ มาช่วยให้กำลังใจ เพราะเราถูกข่มขู่ และเราบอกเขาว่า กล้าพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า เพราะฉะนั้นเราจะต้องเก็บความกล้าเหล่านี้ไว้ตลอดชีวิต เพราะว่านี่คือ ยี่ห้อ คุณภาพของเราที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และคนที่สนับสนุนเราตั้งแต่วันแรกจนถึงวันต่อๆไป เขาก็บอกว่าเครือผู้จัดการไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลง ตรงนั้นต่างหาก

POSITIONING - เสื้อ “ เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก่อเกิดคำถามในสังคม พอจะบอกได้มั้ยว่า เราสู้อะไร เพื่ออะไร

สนธิ - ตอนแรกที่ทำเพราะเห็นว่า ในหลวงถูกละเมิดพระราชอำนาจไปเยอะ ก็เลยทำ ว่าเราจะสู้เพื่อในหลวง และต้องการให้ถวายพระราชอำนาจคืนให้ในหลวง นั่นคือ นัยมันมีแค่นั้นเอง

POSITIONING - ตอนนี้ถือว่าเราทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์หรือยัง เมื่อพูดถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ในการสู้เพื่อในหลวง

สนธิ - ไม่ทราบเหมือนกัน คำว่าเหมาะสม การที่เราจะทำเสื้อเราสู้เพื่อในหลวง ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อาจจะเสียหายในแง่ public ซึ่งอาจจะบอกว่า การดึงเรื่องในหลวงมาพูด อย่างกรณีเรื่องวัดพระแก้ว เราจบไปแล้ว เราได้พูดในสิ่งที่เราต้องการพูดไปแล้ว แต่รัฐบาลก็ตอบคำถามไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะทำวีซีดีออกมาก็ตาม มันจบแล้ว

POSITIONING - ตอนนี้เสื้อเหลือง เป็น symbol หรือสัญลักษณ์ในแง่การต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

สนธิ - ใช่มันเหมือนยี่ห้อ คือ การถวายพระราชอำนาจคืนให้ในหลวง

POSITIONING - ชีวิตของคุณสนธิเวลานี้เปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน

สนธิ - เปลี่ยนแปลงเยอะ ผมกลายเป็นคนไม่มีความเป็นส่วนตัว ซึ่งผมไม่ชอบเลย ในแง่ระวังตัวก็ต้องทำอยู่แล้ว แต่การที่ไปไหนมาไหนคนรู้จักไปหมด เป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบ ตอนนี้ผมดังกว่า เบิร์ด-ธงไชย คุณคิดว่าสนุกเหรอ ...ขนาดวันนี้ผมไปกินข้าวกับผู้บริหารหนังสือพิมพ์ International Herald Tribune โรงแรมโอเรียลเต็ล...พอผมขึ้นเรือไปมีคนสวัสดีตั้งแต่เด็กท่าเรือจนถึงยาม ทุกคนรู้จักผมหมด แล้วยังมีคนที่นั่งกินตามร้านอาหารแอบมากระซิบตอนที่ผมกำลังตักอาหาร บอกว่า ให้กำลังใจนะค่ะ เวลานี้ทุกคนให้กำลังใจหมด เราเข้าใจความปรารถนาดี แต่อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่วางแผนเอาไว้ เราไม่ต้องการ...แต่ว่ามันมาเอง คุณจะมันเรียกว่า วีรบุรุษโดยอุบัติเหตุก็ได้ แต่สำหรับผมไม่เคยคิดว่า เป็นวีรบุรุษ ถ้าคุณถามว่า positioning ผมอยู่ตรงไหน ผมตอบได้เลยว่า ผมเป็นเพียงยามเฝ้าบ้านคนหนึ่ง ณ วันนี้ก็ยังคิดเช่นนั้น ผมไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูง แต่ขอเป็นแค่ยาม ที่เป็นสื่อมวลชน รักษาแผ่นดิน ยามที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ

POSITIONING - คุณสนธิได้ประเมินเหตุการณ์ครั้งนี้จะมีทางออกกี่ทาง หรือมีจุดลงอย่างไรบ้าง

สนธิ - ผมไม่รู้ ผมไม่ประเมิน (ส่ายหน้า)

POSITIONING - ทำไมถึงไม่ประเมิน

สนธิ - คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต ผมคิดอยู่แค่นี้ ผมไม่ใช่นักวางแผน จะให้มาคิดแบบ MBA หรือทำ SWOT Analysis ผมไม่ทำ

POSITIONING - ถือได้ว่า เรากำลังขี่หลังเสือหรือเปล่า

สนธิ - ก็ไม่คิด ถือว่าเราทำหน้าที่ของเราอยู่ และหน้าที่นั้นต้องผ่าน ไม่ได้คิดว่าเป็นเสือ หรือเป็นช้าง มีหน้าที่ต้องทำก็ต้องทำ ผมเป็นคนค่อนข้างโรแมนติกกับเรื่องเก่าๆ ผมเชื่อว่าลูกผู้ชายคนหนึ่งมีบ้างที่ควรกระทำ และมีบ้างที่ไม่ควรกระทำ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

POSITIONING - คุณสนธิเคยพูดว่าจะเป็น ไทยคูน มีเดีย ออฟเอเชีย เวลานี้ยังคิดอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า

สนธิ - นั่นมันเป็นอดีต ตอนนี้ไม่ต้องการเลย เสียใจที่เคยคิดอย่างนั้น เพราะว่าเราทำความใหญ่ พิเศษในเรื่องเล็กๆได้ดีที่สุด สิ่งที่ทำไม่จำเป็นต้องใหญ่ ถึงมันจะเล็กขอให้มันใหญ่ในตัวมัน ใหญ่ในแง่คุณภาพมันก็ใหญ่

POSITIONING - ช่วงนี้เข้าใจว่าคุณสนธิได้รับเชิญไปออกงานเยอะ

สนธิ - ผมต้องปฏิเสธหมด เพราะผมไม่ต้องการเป็นตัวเสี่ยงของเค้า (ผู้จัด) และไม่ต้องการให้ผู้จัดอยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วนใจ เพราะหลายงาน รับปากแล้วพอใกล้จะไป ก็จะโทรศัพท์มาขอโทษว่า โดนบีบไม่ให้จัด ผมก็เลยตัดขาดไปเลย

POSITIONING - มองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่สื่อมวลชนไทยหรือไม่

สนธิ - ถ้าพูดแล้วก็จะว่าเป็นการยกยอตัวเอง คือ มันไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาก่อน ที่คนคนหนึ่งลุกขึ้นมาสู้ยืนหยัด ชูธง โต้กระแสทวนคนเดียวจริงๆ แล้วในที่สุดคนก็เริ่มสงสาร เมื่อเห็นผมเอาหลังบังเทียน และผมโดนก้อนอิฐ ขวดแตก สังกะสีบาด จนในที่สุด คนเริ่มเห็นใจ และเอาหลังบังบ้าง นี่ เป็นครั้งแรกๆ สุดๆ เลย ที่คนคนหนึ่งสามารถทำให้รัฐบาลทั้งรัฐบาลหวั่นไหวได้หมดเลย เค้าถึงบอกว่า เป็นปรากฏการณ์สนธิ Sonthi Phenomenon มติชนพาดหัวข่าว พลานุภาพสนธิ คำถามคือ ทำไมจึงไม่มีพลานุภาพเจิมศักดิ์ ทำไมไม่มีพลานุภาพธีระยุทธ บุญมี ผมก็ตอบไม่ได้

POSITIONING - เพราะการที่คุณสนธิเป็นสื่อหรือเปล่า

สนธิ - แล้วทำไมไม่มีพลานุภาพสุทธิชัย หยุ่น ทำไมไม่มีพลานุภาพสรยุทธ ใช่หรือไม่

POSITIONING - ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล

สนธิ - ไม่รู้ แล้วแต่จะคิดกัน มันอาจขึ้นอยู่ที่ตัวคน หรืออุดมการณ์ของคน เพราะในที่สุดแล้ว สังคมตอนนี้ที่ถูกละเมิด อุดมการณ์กลายเป็นของเด็กเล่นไป มันทำให้ประชาชนโหยหาคนที่มีอุดมการณ์ เผชิญมีโผล่ขึ้นมา ...ผมเองไม่ใช่คนดี แต่ผมค่อนข้างเลวน้อยที่สุด ประชาชนเลยมีความรู้สึกว่า ใช่เลย นี่คือตัวแทนของเขา

POSITIONING - หลายคนมองว่า การที่คุณสนธิออกมาวิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณได้ขนาดนี้ เพราะคุณสนธิรู้จัก กับคุณทักษิณมานาน

สนธิ - กับทุกรัฐบาลผมรู้ทันหมด เพราะผมเป็นคนที่ใฝ่รู้ เวลาผมดูอะไร จะศึกษาและทำความเข้าใจองค์รวม ไม่ได้ศึกษาเฉพาะแต่ต้นไม้ต้นเดียว แต่ผมดูและศึกษาทั้งป่า เพราะฉะนั้นแล้วไม่จำเป็นต้องคุณทักษิณผมก็รู้ทัน

POSITIONING - มีคนตั้งข้อสังเกต ประเด็นการนำเสนอและท่าทีของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ช่วงแรกเชียร์รัฐบาล แต่ภายหลังกลับโจมตี เกิดอะไรขึ้น

สนธิ - เหตุผลก็เพราะว่า ผมให้โอกาสเค้าทำงานในตอนแรก เหมือนกับที่ผมเคยให้โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์ทำงานในช่วง 2 ปีแรก พอเริ่มปีที่ 3 ผมก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ โดยเฉพาะกรณีการแก้ปัญหา ปรส. ที่เอาต่างชาติเข้ามาซื้อ ทักษิณก็เหมือนกัน 2 ปีแรกพยายามให้กำลังใจเค้าทำงาน อธิบายความในสิ่งที่เค้าได้ทำผิดพลาดไป แต่พอขึ้นปีที่ 3 เริ่มทนไม่ได้ เริ่มเห็นพฤติกรรมหลายอย่างที่ตอบคำถามผมไม่ได้หลายอย่าง

ผมยอมรับเหมือนกันว่า ช่วงปีที่ 3 ประมาณปลายปี 2546-2547 เป็นช่วงที่ผมลำบากใจมาก เพราะเวลาจะไปออกรายการแต่ละครั้งผมต้องทำใจ อึดอัดใจ คนที่ทำงานกับผมจะรู้ เพราะหน้าตาผมไม่สบาย เพราะผมไม่รู้จะพูดอะไร ที่จะไปสร้างความชอบธรรมให้ได้อีก เพราะมันเริ่มฝืนความรู้สึกมากขึ้น มันทำให้ผมนอนไม่หลับมานาน จนกระทั่งในที่สุดแล้ว มโนธรรมของผมบอกว่า ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเดือนสิงหาคม 2547 เป็นจุดแรกที่ผมเริ่มเปลี่ยน วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น มากเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเดือนกันยายน 2548 รวมเวลาได้รวม 1 ปี 1 เดือน

POSITIONING - กับการทำงานของรัฐบาลทักษิณใน 2 ปีที่คิดว่า ทำได้ดี

สนธิ - 2 ปีแรก ผมถือว่าคุณทักษิณไม่ได้ทำงาน เพราะปีแรกเป็นปีที่เขามัววุ่นวายต่อสู้ดิ้นรนให้หลุดจากคดีซุกหุ้น ปีที่ 2 เป็นปีแห่งการจัดระเบียบองค์กร การโยกย้ายปลัดกระทรวงต่างๆ ถือว่าเป็นการจัดทัพ ปลายปี 2 ถึงปีที่ 3 ถือว่าเป็นที่ปีที่เขาเริ่มทำงาน พอเขาเริ่มทำงานปั๊บ ผมก็ทนไม่ไหวแล้ว

POSITIONING - มีคนพูดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นการสร้างความแตกแยกขึ้นในประเทศ คุณสนธิมองอย่างไร

สนธิ - มองในเชิงปรัชญาผม ผมกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าไม่สร้างข้อแตกต่างให้เห็นแล้ว ก็เท่ากับว่า คุณทักษิณขายความคิดของเขาให้ทุกคนได้หมด แต่เผอิญผมไม่ซื้อความคิดคุณทักษิณ เมื่อผมไม่ซื้อความคิดของเขา ทำไมผมต้องเห็นด้วย และการที่ผมไม่เห็นด้วยกับคุณทักษิณแล้ว ถ้ามันจะต้องแตกแยก เพราะผมไม่เห็นด้วยกับคุณทักษิณ ก็ปล่อยให้มันแตกแยกไป

POSITIONING - คุณสนธิไม่เห็นด้วยกับคุณทักษิณในทุกเรื่องหรือเปล่า หรือมีเรื่องไหนบ้างที่คุณสนธิเห็นด้วยกับคุณทักษิณในอนาคต ถ้าหากมันจะเกิดขึ้นมา

สนธิ - ผมไม่ทราบต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป ถ้ามีผมก็เห็นด้วยกับเค้า แต่ขอให้ผมเห็นด้วยจริงๆ นะ ขอให้เค้ามีจริงๆและทำจริงๆ นะ ไม่ใช่ทำเพื่อสร้างภาพ

POSITIONING - คิดว่าอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุด

สนธิ - ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐธรรมนูญต้องแก้ การปฏิรูปการเมืองต้องเกิด เพราะว่ารัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันที่ได้ร่างขึ้นมาเพื่อให้ทุนครอบงำประเทศ ผมคิดว่าตรงนี้ต้องเปลี่ยน... ไม่เปลี่ยนไม่ได้ เพราะถ้าทุนครอบงำประเทศแล้ว ความหลากหลายของสังคมไม่มี, ตัวแทนของกลุ่มชนต่างๆ, ตัวแทนธุรกิจปลีกย่อยจะไม่มี ถ้าทุนครอบงำประเทศใครจะเป็นตัวแทนโชวห่วย ในเมื่อทุนเป็นของห้างแม็คโคร โลตัส เป็นรัฐบาลเสียเอง นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ

ถ้าเรามี ส.ส. ที่หากพรรคมีมติอย่างไรก็ตาม ก็ต้องว่าไปตามนั้น แล้วจะมีใครเป็นตัวแทนของคนเลี้ยงวัว สหกรณ์โคนม หรือตัวแทนผู้ปลูกลำไย...สังคมในระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็นสังคมที่หลากหลายความคิด ในการปกป้องผลประโยชน์ของทุกๆ ชุมชน ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องการ อย่างน้อยก็ต้องได้ 50 เปอร์เซ็นต์เขาควรจะต้องได้ หรือถ้าไม่ได้ก็อย่าไปรังแกเขา ตัวรัฐธรรมนูญไม่แก้ไข การปฏิรูปการเมืองจะไม่เกิด วันนี้ก็จบกัน เพราะเจ้าของพรรคการเมือง คือ ทุน เมื่อพรรคเข้ามาบริหารประเทศ ก็เพื่อผลประโยชน์ของทุน และเอาภาษีราษฎรไปซื้อเสียง เพื่อให้พรรคกลับมาเข้าเป็นรัฐบาลต่อ ก็เหมือนบริษัท

POSITIONING - คุณสนธิคิดว่าใครเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคต ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ในเวลานี้

สนธิ - เมืองไทย ใครก็ได้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ทำงานเพื่อประเทศชาติดีทุกคน และผมมองเห็นปัญหาที่รัฐบาลชุดนี้ได้พาประเทศเดินไปในทิศทางที่น่ากลัวที่สุด เพราะเป็นทิศทางที่ให้คนไทยเป็นหนี้ทุกคน ถ้าหากโครงสร้างมันล้ม จะล้มทั้งบ้านเลย มันไม่เหมือนสมัยปี 2540 ซึ่งยุควิกฤตเศรษฐกิจ ค่าเงินบาท มันล้มเฉพาะธุรกิจใหญ่ๆ และมันก็เกิดขึ้นมาได้ แต่งวดนี้ สังคมรากหญ้าเป็นหนี้สินกันหมด ถ้าหากมันล้มขึ้นมาก็เหมือนกับเสาเรือนล้ม การฟื้นตัวจะยากลำบากมาก

POSITIONING - คิดว่านโยบายประชานิยมของคุณทักษิณ ใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าบูมเมอแรงจะย้อนกลับมา

สนธิ - บูมเมอแรงมันเริ่มแล้ว เพราะตอนนี้เงินไม่มี ตอนนี้เห็นชัดเจนแล้วในสังคมรากหญ้า เรื่องกองทุนหมู่บ้าน

POSITIONING - อยากให้พูดถึงพัฒนาการของพิธีกรร่วมคุณ สโรชา พรอุดมศักดิ์

สนธิ - มีพัฒนาการดีขึ้นมาก เรียนรู้เยอะ รู้จังหวะ ว่าเวลาใดก็ควรจะนิ่ง เวลาใดควรจะถามคำถาม และได้พัฒนาจากคนที่เคยไม่เจอเรื่องแบบนี้ จนมีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ

POSITIONING - ถือว่าคุณสโรชาตกกระไดพลอยโจนหรือเปล่า

สนธิ - ไม่รู้เหมือนกัน ผมให้โอกาสเขาแล้ว ช่วงที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ได้ออกมาจัดสัญจร ผมก็บอกให้เขาถอนตัวได้ แต่เค้าบอกไม่ถอน ถ้าเช่นนั้น จะบอกว่าเขาตกกระไดพลอยโจนไม่ได้หรอก

POSITIONING - ในการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ พิธีกรหญิงสโรชาจะไม่รู้ว่าแต่ละสัปดาห์คุณสนธิจะพูดอะไร

สนธิ - มันเป็นความตั้งใจที่จะให้เขาไม่รู้ว่าผมจะพูดอะไร รายการนี้ไม่มีเตี๊ยม จะรู้อย่างเดียวว่าหัวเรื่องที่จะพูดมีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นข้อดีเพราะเขาจะตั้งใจฟังผมพูด และในระหว่างตั้งใจฟังจะได้คิดว่า เขาจะถามอะไรดี มันเป็นการฝึกไปในตัว คุณสโรชา เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมเชื่อว่า ผู้หญิงที่เป็นพิธีกรทั่วประเทศอิจฉาริษยามากที่สุด ถ้ามีความกล้าหาญแบบคุณสโรชา เพราะวันนี้พิธีกรหญิงในประเทศไทยไม่มีใครดังเท่าคุณสโรชา... กาละแมร์ชิดซ้าย ไม่เหมือนคุณสโรชา ซึ่งเป็นคนมีสาระและได้รับกำลังใจจากประชาชนอย่างสูง

POSITIONING - ประเด็นในการนำเสนอรายการเมืองไทยฯ ระยะหลังเห็นว่าค่อนข้างซ้ำไปซ้ำมา จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่

สนธิ - มันอาจจะซ้ำไปบางกรณี แต่ว่าที่ซ้ำประเด็นแสดงว่าคนพูดอาจไม่เข้าใจ เพราะเป็นการขยายความ กรณี เครื่องบิน C130 สัปดาห์ครั้งที่ 10 ที่ผ่านมา เป็นการขยายความต่อจากครั้งที่ 9 ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงว่าเป็นเที่ยวบินเมล์ ก็เลยต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า เขาโกหก หรือประเด็นนายเหยียน ปิน ซึ่งเขาบอกว่ารู้จักดี แต่ผมไม่ได้ถามว่า คุณรู้จักมั้ย แต่ผมว่าคุณได้ตรวจสอบหรือยังว่า นายเหยียน ปินได้สัญชาติไทยมาถูกต้องหรือเปล่า ถ้ามองในมุมนี้มันไม่ได้ซ้ำ แต่มันจะมีข้อมูลใหม่ในประเด็นเก่า

POSITIONING - อยากให้ฝากข้อคิดกับวงการสื่อสารมวลชนในอนาคต

สนธิ - ผมคิดว่า การทำหนังสือพิมพ์ หรือการทำสื่อ มันมี 2 องค์ประกอบที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากทักษะในตัวเองทีได้ฝึกฝนมาแล้ว คือ ต้องมีองค์ประกอบของจิตวิญญาณ ซึ่งผมถือว่า สำคัญที่สุด สื่อบ้านเราปัจจุบันเป็นผีดิบเสียมาก วิญญาณไม่ค่อยมี

POSITIONING - อยากให้พูดถึงการพัฒนา DATA, Information และ Knowledge

สนธิ - บ้านเรา การพัฒนาจาก Data ไปเป็นข้อมูลข่าวสารกำลังเริ่มต้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ การพัฒนาข้อมูลข่าวสารไปเป็น Knowledge (ความรู้) ตรงนี้หายากมาก และองค์กรนี้กำลังทำ เพราะความรู้นั้นหากสังคมใดมีก็จะสามารถพัฒนาไปสู่ปัญญาได้
บันทึกการเข้า
news
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 11-06-2006, 10:21 »

อ่านแล้ว สุดยอด
ขอบคุณผู้ที่เอามาลงมากๆ
ได้ทั้ง สาระ..และ สะใจ
บันทึกการเข้า
Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 11-06-2006, 13:31 »

เอาบทความอีกอันมาให้อ่าน

สนธิ ลิ้มทองกุล
“คุณทักษิณมีโอกาสยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ไทยมอบให้ แต่ไม่ทำ นั่นคือการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี”

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์ / บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช : ถ่ายภาพ

สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อและใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา ๑๑ ปี

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยูทาห์สเตต สหรัฐอเมริกา สนธิก็เดินทางกลับประเทศไทยในกลางปี ๒๕๑๗ เข้าทำงานในบริษัทโฆษณาได้ไม่นานก็มีผู้ใหญ่มาชักชวนให้ไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าฉบับหนึ่งในเวลานั้น

ปี ๒๕๑๙ สนธิก่อตั้งสำนักพิมพ์แอดวานซ์ มีเดีย ร่วมกับ พร สิทธิอำนวย ผลิตพ็อกเกตบุ๊กออกมาจำนวนมากและได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะหนังสือ สิ้นชาติ ซึ่งมียอดขายถึง ๘ หมื่นเล่มในเวลานั้น แต่ในทางตรงข้าม หนังสือพิมพ์รายวัน Business Times ของเขา กลับประสบความล้มเหลวจนต้องปิดตัวลงในเวลาไม่ถึงปี

ปี ๒๕๒๕ สนธิได้ก่อตั้ง ผู้จัดการ นิตยสารรายเดือน ๔ ปีต่อมาเขาก็ออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ในชื่อเดียวกัน ถึงปี ๒๕๓๓ หนังสือพิมพ์รายวันชื่อ ผู้จัดการ ก็ถือกำเนิดขึ้น ในช่วงเวลานั้น ความสำเร็จอย่างสูงทางธุรกิจทำให้สนธิขยายกิจการในเครือข่ายของเขาออกไปอีกมากมายในหลายสาขา ไม่ว่าโรงพิมพ์ โรงแรม ไม่นับรวมหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ อีกหลายฉบับทั้งในและต่างประเทศ ในนามเอ็มกรุ๊ป

ปี ๒๕๓๕ สนธิก็ออกนิตยสาร Asia inc. และหนังสือพิมพ์ Asia Times วางจำหน่ายทั่วภูมิภาคเอเชีย ทั้งยังมีโครงการยิงดาวเทียมเพื่อการสื่อสารโทรคมนาคมที่ประเทศลาวซึ่งใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท

แต่สุดท้ายเมื่อประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรง รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาทในปี ๒๕๔๐ เอ็มกรุ๊ปก็ไม่ต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่อีกจำนวนมากที่หนีไม่พ้นชะตากรรมจากการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วเกินไป

ประมาณกันว่าทรัพย์สินของเขาได้ลดลงจาก ๕๐๐ ล้านดอลลาร์เหลือเพียง ๒๐ ล้านดอลลาร์ ไม่นับรวมหนี้สินที่ติดค้างกับสถาบันการเงินอีกหลายพันล้านบาท แทบเรียกได้ว่าอาณาจักรธุรกิจที่เคยใหญ่โตกว้างขวางได้จบสิ้นลง จะเหลือก็เพียงหนังสือในเครือผู้จัดการไม่กี่ฉบับ

สนธิ ลิ้มทองกุล เงียบหายไปจากวงสังคมเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะกลับมาเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้างอีกครั้งในฐานะผู้ดำเนินรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ทางช่อง ๙ อ.ส.ม.ท. ร่วมกับ สโรชา พรอุดมศักดิ์ และตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อรายการถูกสั่งปิด โดยทางสถานีอ้างว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขณะที่แฟนรายการจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าการยกเลิกรายการครั้งนี้เนื่องมาจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเข้มข้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

การสั่งยุบรายการครั้งนั้นนำมาสู่การจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรจากเวทีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงสวนลุมพินี ที่ทำให้ชื่อของ สนธิ ลิ้มทองกุล ยิ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง กระทั่งในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในห้าแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดการชุมนุมเรียกร้องให้ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในหมู่ผู้ชุมนุมเรือนแสนที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวขับไล่นายกฯ ทักษิณ จะมีไม่น้อยที่ยังเคลือบแคลงในตัวหนึ่งในแกนนำผู้นี้ โดยเฉพาะกับข้อกล่าวหาที่ว่า เขาขัดแย้งทางผลประโยชน์กับผู้นำรัฐบาลจนกระทั่งต้องออกมาโจมตี แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีคนอีกมากที่เป็นแนวร่วมตัวจริงของเขา เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่ติดตามรับฟังข้อมูลข่าวสารจากเขา จากหน้าจอทีวี-เวทีธรรมศาสตร์-สวนลุมฯ-สนามหลวง-ถึงสะพานมัฆวานฯ

ท่ามกลางข้อกังขาและคำชื่นชม สารคดี นัดสัมภาษณ์ สนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำที่เป็นที่จับตาของสังคมมากที่สุดในนาทีนี้ ในวันที่ ๑๘ มีนาคม ขณะที่สถานการณ์การเมืองร้อนระอุขึ้นทุกขณะ และไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเรื่องราวทั้งหลายจะลงเอยในรูปใด

และไม่ว่าอย่างไร ตัวตนที่แท้จริงของคนชื่อสนธิคงยากที่ใครจะล่วงรู้ บทสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงขอทำหน้าที่เพียงบันทึกมุมมองและความคิดของหนุ่มใหญ่วัยใกล้ ๖๐ ในห้วงเวลาที่เขา “เปิดหน้าชก เดินหน้าชน” เต็มรูป กับคู่ชกคนสำคัญที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักกันดีในชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

• ทำไมถึงลุกขึ้นมาสู้กับคุณทักษิณอย่างเอาเป็นเอาตาย

ผมสู้เพราะผมโกรธ โกรธที่นายกฯ ทักษิณรังแกประชาชนมากไป ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนตีความ ถ้าฝ่ายคุณทักษิณถามว่าเขารังแกยังไง เขาช่วยคนระดับรากหญ้า ผมก็ต้องตอบว่าวิธีช่วยของเขาคือการผูกขาดเบ็ดเสร็จ เป็นการช่วยที่ผิด เป็นการช่วยที่หวังผลตอบแทน ช่วยเพื่อให้คนเหล่านี้มาลงคะแนนเสียงให้เขา ทีนี้คนก็อาจจะถามว่ามันก็เป็นกระบวนการตามวิถีประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ ผมบอกใช่ ไม่ผิดหรอก แต่การช่วยนั้นเป็นการนำเงินภาษีอากรของประชาชนมาช่วย ไม่ใช่เงินของคุณทักษิณเอง ที่สำคัญ คุณไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง แต่ส่งเสริมให้ประชาชนอ่อนแอ รอรับเงินทอง ความเอื้ออาทรจากคุณ และจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่การเอื้ออาทรด้วย แต่คุณทำให้เขาเป็นหนี้

ผมมองว่านายกฯ ทักษิณกำลังทำร้ายประชาชน เหมือนกับเราเลี้ยงลูก แล้วเราให้เงินให้ทองลูกใช้ แต่ไม่รู้จักสอนลูกว่าต้องรู้จักทำมาหากิน อันนี้คือพ่อแม่ทำร้ายลูก ผู้นำประเทศก็เหมือนกัน ผู้นำประเทศไม่เพียงแต่จะต้องสร้างอาชีพให้เขา แต่ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งนั้นมาจากสองด้าน ด้านหนึ่งคือทางกายภาพ คือความเข้มแข็งทางด้านร่างกาย การทำมาหากิน สุขภาพ อีกด้านคือ จิตภาพ จิตวิญญาณ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำประเทศจะต้องสร้างให้ประชาชนรู้จักตัวเขาเอง ให้รู้ว่าด้วยสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ เราต้องช่วยกันประหยัด การใช้เงินต้องใช้แบบพอเพียง คือต้องใช้หลักพุทธเข้ามารักษาเยียวยาประเทศ ธรรมขั้นสูงบอกว่าคนเราต้องสันโดษ สันโดษที่หมายความว่าให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่

ผมคิดว่าที่ผ่านมานายกฯ ทักษิณมองไปในแง่การตลาด มองไปในแง่การบริโภค ตอนที่เข้ามาเป็นนายกฯ ใหม่ ๆ เขาต้องการความรักจากประชาชน ก็เลยใช้วิธีที่จะให้ประชาชนรักเขา การที่จะให้ประชาชนรัก ก็ไม่มีอะไรดีเท่ากับเอาของให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า โอ้...นายกฯ ทักษิณดีมาก ทั้ง ๆ ที่เขาเอาเงินของหลวงไปทำ ก็ปรากฏว่าประชาชนชอบ ประชาชนเทเสียงให้ เลือกตั้งอีกครั้งได้มาถึง ๑๙ ล้านเสียง นี่เรายังไม่พูดนะว่า ๑๙ ล้านเสียงนี้ได้มาอย่างไร ยังไม่พูดถึงเรื่องการเอาเงินไปซื้อเสียงและการใช้อำนาจรัฐ แต่ไป ๆ มา ๆ ๑๙ ล้านเสียงนี้ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้

• แต่บางโครงการของรัฐบาล อย่างโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ก็ได้รับการยอมรับมาก

เท่าที่เห็นก็มีโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคที่น่าจะดี แต่ก็น่าเสียดายที่เจตนาที่ดีของโครงการนี้ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเจตนาที่จะทำกำไรเข้าพวกตัวเอง คือหนึ่ง มีความพยายามที่จะพัฒนาไปสู่การแปรรูปองค์การเภสัชกรรม สอง มีการผูกขาดในการที่จะให้พรรคพวกตัวเองไปเป็นเอเยนต์ยา สาม มีการกว้านซื้อโรงพยาบาลเอกชนที่ประสบภัยจากพิษเศรษฐกิจ แล้วเอาโรงพยาบาลเอกชนพวกนี้มารองรับประชาชนอีกไม่น้อยที่ไม่อยากใช้ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เพราะว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค พอถึงจุดหนึ่งก็กลายเป็น ๓๐ บาทที่รักษาไม่ดีก็ตายทุกโรคเหมือนกัน เพราะคุณภาพยามันด้อย เนื่องจากตอนนี้งบประมาณของรัฐติดลบจากโครงการนี้ไป ๗-๘ หมื่นล้านบาทแล้ว โรงพยาบาลก็เลยต้องลดคุณภาพยาลงไป คุณก็รู้ว่าคนเรา จะยากดีมีจนแค่ไหน ถ้าเป็นชีวิตคนที่เรารัก เราก็ยอมกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อจะรักษา สังเกตสิว่าถ้าเป็นโรคหรือมีอาการเจ็บป่วยที่ค่อนข้างร้ายแรง คนมักจะยอมเสียเงินเข้าโรงพยาบาลเอกชน แทนที่จะไปเสี่ยงกับ ๓๐ บาท และเท่าที่รู้ตอนนี้โรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในเครือข่ายของนายกฯ ทักษิณเนี่ยเยอะมาก ตรงนี้มันทำลายเจตนารมณ์ที่ดีของ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคไป

อีกประเด็นก็คือ ผมมองว่าโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคมันมีฐานคิดมาจากการหาเสียง แรก ๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง ๓๐ บาท เขาอ้างว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คนจน คือคนจนจ่ายแค่ ๓๐ บาทก็รักษาได้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วถ้าคุณดูให้ดี ประวัติศาสตร์สาธารณสุขบ้านเรา นานมาแล้ว ตั้งแต่ยังไม่มี ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ไม่เคยมีคนจนที่เป็นโรคเข้าโรงพยาบาลแล้วหมอไม่รักษา มันมีวัฒนธรรมของความเมตตากรุณาซึ่งฝังอยู่ในรากสังคมไทย ตรงนี้คือความเอื้ออาทรซึ่งกันและกันที่มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี แต่นายกฯ ทักษิณไม่เข้าใจตรงนี้ เขาแปรเรื่องนี้ไปเป็นเรื่องการหาเสียง เรื่องการทำมาหากินของเขา และทุกวันนี้โครงการ ๓๐ บาทมันก็กลายเป็นปัญหาของโรงพยาบาลจำนวนมาก ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเขาจะเพิ่มจาก ๓๐ บาทรักษาทุกโรคเป็น ๑๐๐ บาทรักษาทุกโรคก็ไม่เสียหายอะไร เพราะคนเราทุกวันนี้ถ้าไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ ไปหาหมอที่คลินิกหรือไปซื้อยาหมอตี๋ จ่ายค่ายาก็เกือบร้อยบาทแล้ว ถ้าคิดไปเลยว่า ๑๐๐ บาทรักษาทุกโรค อย่างน้อยที่สุดเงินที่เพิ่มขึ้นมันก็ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลได้บ้าง ส่วนคนจนที่จนจริง ๆ ไม่มีแม้กระทั่ง ๑๐๐ บาท เราก็รักษาให้เขาได้ แต่ที่เขาเลือกให้มันเป็น ๓๐ บาทรักษาทุกโรคก็เพราะต้องการหาเสียง เมื่อเจตนารมณ์มันเกิดจากการต้องการหาเสียงมากกว่าเจตนารมณ์ที่จะมอบบริการด้านสาธารณสุขที่ดีให้แก่ประชาชน มันก็เลยเป็นนโยบายที่น่ากลัวซึ่งส่งผลกระทบมาก และผมมองว่าเรื่องนี้ประชาชนอีกมากยังไม่เข้าใจ

• ในฐานะสื่อมวลชน คุณสนธิคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จ ในการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพียงใด

นายกฯ คนนี้ฉลาดมาก เขาเลือกที่จะคุมสื่อก่อนและเขาทำได้สำเร็จ เท่าที่ดูผมคิดว่าเขาควบคุมอยู่ ๒ ทาง หนึ่ง ทางด้านวิทยุ-โทรทัศน์ แน่นอนที่สุดจากการที่วิทยุ-โทรทัศน์เป็นของรัฐบาล ใครเป็นปรปักษ์ต่อเขา ไม่เห็นด้วยกับเขา เขาปิดปากหมดเลย เรื่องราวใด ๆ ก็ตามที่เป็นผลลบกับเขา เขาแทบไม่ให้ออกอากาศเลย ไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือรายการประเภทกรองสถานการณ์ จะเห็นได้ว่าเนื้อที่เวลาสำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเขามีน้อยมาก และเมื่อไรที่พูดถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อนแล้วกระทบกระเทือนเขา เขาก็จะไม่ให้ออกอากาศ ขณะเดียวกัน ตัวเขาเองก็ใช้เวทีสาธารณะ อย่างเช่นเครือข่ายวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ออกอากาศทั่วประเทศไทย นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชนทุกวันเสาร์ คุณนึกดู ในระยะเวลา ๕ ปีนี้เขาออกอากาศมาแล้ว ๒๖๐ เสาร์นะ ประชาชนรากหญ้าได้ฟังเขาพูดผ่านทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ แต่คนเหล่านี้ไม่เคยได้ฟังคนอย่างผมพูด ไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านอื่น เขารับรู้ข้อมูลด้านเดียวจากท่านนายกฯ ก็เลยมัวเมาไปกับการโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ

สอง สื่อที่เป็นหนังสือพิมพ์ วิธีของคุณทักษิณก็คือ เข้าไปจัดการกับบรรดาเจ้าของหนังสือพิมพ์โดยยื่นข้อเสนอต่าง ๆ เป็นการแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องทำนองนี้นักข่าวรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งทำงานอยู่เขาก็ขัด ใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ บางครั้งทำรายงานข่าวส่งไป พอตีพิมพ์ออกมามันกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วคอลัมนิสต์บางคนก็ยังมีธุรกรรม มีการติดต่อลับ ๆ จากบรรดาลิ่วล้อของนายกฯ เอื้อประโยชน์ให้กันบ้าง พวกนี้ก็เลยไม่ยอมที่จะทำอะไรที่เป็นปฏิปักษ์กับนายกรัฐมนตรี

• แต่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ใช้วิธีปิดปากสื่อมวลชนแบบนี้ทั้งสิ้น 

ใช่ แต่ไม่รุนแรงเท่ารัฐบาลชุดนี้ ผมจำได้ว่าสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ผมทำรายการวิทยุ ก็เคยถูกตำหนิต่อว่ามา แต่ไม่ถึงขั้นสั่งให้เลิกรายการ อย่างมากที่สุดเขาก็จะเตือน ๆ มาผ่านทางเจ้าของรายการวิทยุ แต่รัฐบาลชุดนี้สั่งปิดเลย สั่งหยุด สั่งระงับ แล้วถ้าจะซื้อเวลา ขอเวลา ถ้าเป็นคนที่อยู่ในแบล็กลิสต์เขาแล้วเนี่ย คุณอย่าได้ไปหวังเลย เขาไม่ให้หรอก ผมจึงมองว่าการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นตลอดจนการปิดกั้นสื่อของรัฐบาลชุดนี้ถือว่ารุนแรงมาก แรงพอ ๆ กับสมัยรัฐบาลเผด็จการ สำหรับเผด็จการ ผมยังเข้าใจ เพราะมันเห็นชัด เป็นสีดำสีขาว แต่รัฐบาลชุดนี้อ้างว่าตัวเองอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่วิธีการที่ใช้ไม่ต่างอะไรจากเผด็จการ ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญระบุว่าต้องให้สิทธิเสรีภาพ แต่รัฐบาลชุดนี้กลับใช้วิธีอ้างกติกาที่เป็นประโยชน์กับตน กติกาไหนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนก็หักกติกานั้นทิ้ง เป็นอย่างนี้มานานแล้ว เพียงแต่ประชาชนยังไม่รู้หรือไม่สนใจ

• สมัยแรกๆ ที่คุณทักษิณขึ้นมาบริหารประเทศ คุณสนธิเองก็เคยเชียร์เขา   

ผมเคยเชียร์เขา ให้โอกาสเขาทำงานใน ๒ ปีแรก พยายามอธิบายในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป เหมือนกับที่ผมเคยให้โอกาสรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำงานในช่วง ๒ ปีแรก แล้วเริ่มวิพากษ์วิจารณ์วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปีที่ ๓ สำหรับคุณทักษิณก็เช่นกัน แต่พอขึ้นปีที่ ๓ พฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ชอบมาพากลมันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนผมรู้สึกว่าไม่สามารถที่จะสร้างความชอบธรรมให้เขาต่อไปได้

• จริงๆ ก็เป็นเพื่อนกันมานานแล้ว ?   

คนเข้าใจผิด ไม่ใช่เพื่อน เป็นแค่คนรู้จักกัน คำว่า “เพื่อน” คุณต้องให้คำจำกัดความนิดหนึ่ง ถ้าเป็นเพื่อน ทำไมผมยังไม่เคยไปบ้านเขาเลย ผมไม่เคยกินข้าวเย็นกับเขา นอกจากข้าวเที่ยงที่เขาเชิญผมไปกินที่บ้านพิษณุโลกก่อนที่เขาจะเป็นนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณไม่ใช่เพื่อน แต่คือคนรู้จักกัน ลูกเขาผมก็ไม่รู้จักสักคน เขาก็ไม่รู้จักลูกผม

ครั้งแรกที่ผมรู้จักคุณทักษิณ คือตอนที่เขาและคุณพจมานไปหาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ร้านอาหารแถวซอยอโศก ซึ่งผมเองก็นั่งรับประทานอาหารอยู่กับท่านด้วย นั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้จักเขา หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนิทอะไรกับเขาเลย คุณทักษิณเป็นคนสนิทกับคนง่าย ถ้าต้องการอะไรจากใครแล้ว ถึงเขาไม่รู้จัก ก็ต้องหาวิธีให้รู้จักจนได้ นี่คือนิสัยเขา เขาเป็นคนที่พูดเก่งมาก ใครก็ตามที่พูดคุยเจรจากับเขา เสร็จเขาทุกคน มาตอนหลังผมถึงได้รู้ว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีสัจจะในคำพูด เวลาเขาคุยกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่พูดอะไรเขารับปากหมด ฉะนั้นตรงนี้ต่างหากที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวงการธุรกิจสัมปทาน คือรับปากทุกอย่างเพื่อให้ได้สัมปทานมาก่อน แต่พอได้แล้วก็ช่างหัวมึง นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาคุณทักษิณทำธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับชาวบ้าน ถึงไม่สำเร็จสักเรื่อง เพราะธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับชาวบ้าน มันต้องอาศัยสัจจะ คุณทักษิณจึงทำได้แต่ธุรกิจที่อาศัยสัมปทาน และนี่คือข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่สะท้อนถึงจิตใจของคุณทักษิณเวลามาเล่นการเมือง คือคุณทักษิณไม่ชอบการแข่งขันโดยเสรี ตอนแข่งครั้งแรกเพื่อให้ได้เป็นนายกฯ เผอิญในช่วงนั้นคุณทักษิณโชคดีมาก ๆ ตรงที่ว่าคนเนี่ยเบื่อนายกฯ ชวนมาก แล้วคุณทักษิณเก่งในการสร้างภาพ สังคมไทยเองก็เป็นสังคมด้อยปัญญา คนส่วนใหญ่มองว่าถ้าคนคนหนึ่งทำธุรกิจได้ร่ำรวยขนาดนี้ จะต้องเก่ง ต้องไม่โกง แต่ลืมดูไปว่า ประเภทธุรกิจที่คุณทักษิณทำคือธุรกิจผูกขาด ใคร ๆ ทำธุรกิจผูกขาดมันก็ต้องรวย ไม่รวยไม่ได้ คนไทยไม่ได้ดูตรงนี้ คนไทยไปมองว่ารวยแล้วไม่โกง วันนี้คนไทยถึงเพิ่งจะรู้ว่า ยิ่งรวย ก็ยิ่งโกง

• ตอนที่คุณสนธิทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์แรกๆ ก็เชียร์คุณทักษิณ แล้วช่วงหลังทำไมจึงเปลี่ยนใจหันมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง   

ผมทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ตั้งแต่กรกฎาคม ๒๕๔๖ ซึ่งก็เชียร์นายกฯ ทักษิณบ้าง ติติงบ้าง แต่ไม่เคยติติงเขาตรง ๆ จะเป็นลักษณะขี่ม้าเลียบค่าย เช่นเรื่องนี้นายกฯ คงไม่รู้เรื่อง เพราะนายกฯ ไม่ใช่คนอย่างนี้ คงจะเป็นลิ่วล้อทำ แรก ๆ ผมพยายามหาความชอบธรรมในการกระทำของเขาที่ประชาชนเริ่มสงสัย แต่ยิ่งหาความชอบธรรมเท่าไร ผมก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น บางอาทิตย์แทบจะหามุกแห่งความชอบธรรมไม่เจอ ทีมงานโปรดิวเซอร์ของผม คือคุณคำนูณ สิทธิสมาน เขามีหน้าที่รวบรวมประเด็นให้ผม ทุก ๆ เช้าวันศุกร์เราก็จะนั่งคุยกัน ดูว่าอาทิตย์นี้จะพูดประเด็นนี้ดีไหม เขาก็จะเอาข้อมูลระดับหนึ่งมาให้ผม แล้วผมก็เอาข้อมูลของผมมาเอง จากนั้นก็จะมาพิจารณาวิธีพูด พอช่วงปลาย ๆ ปี ๒๕๔๗ อาการผมเริ่มออก คำนูณจะรู้ว่าพอถึงเย็นวันศุกร์ ผมจะไม่ค่อยอยากไปห้องส่ง ไม่ใช่หาประเด็นพูดไม่ได้ แต่ผมเบื่อ เบื่อที่จะต้องมานั่งแก้ตัวให้นายกรัฐมนตรี ผมเริ่มรู้สึกอายฟ้าอายดิน อายตัวเอง กระทั่งสิ้นปี ๒๕๔๗ ผมไปปฏิบัติธรรมตอนปีใหม่ ได้อยู่กับตัวเอง ผมก็ถามตัวเองว่ามันมีอะไรที่สำคัญกว่าการรู้จักตัวเอง ไม่มีแล้ว ในที่สุดผมก็ตัดสินใจว่าผมต้องทำในสิ่งที่ผมควรทำ โดยผมต้องเอาธรรมนำหน้า คือต้องเลิกโกหกให้คนอื่นได้แล้ว นั่นคือที่มาของการที่ผมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เขาแบบตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๘ คือเขาทำอะไรผิดปั๊บ ผมตำหนิเขาเลยว่าเรื่องนี้นายกฯ ทำได้ยังไง แทนที่ผมจะตำหนิคนรอบข้าง ผมเลิกแล้ว แล้วมันก็มีหลาย ๆ เรื่องที่ผมตำหนิเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนคนอื่นไม่กล้าพูดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เขาไปทำพิธีในอุโบสถวัดพระแก้ว ไม่เคยมีใครกล้าพูด ผมเป็นคนพูดคนแรก ตลอดจนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชรักษาการจนเรามีสมเด็จพระสังฆราชซ้อนสมเด็จพระสังฆราช นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูด เรื่องทุจริตกล้ายาง ผมก็พูดออกมา คือพูดง่าย ๆ ว่าเปิดหน้าชกแล้ว ผมเลือกที่จะทำหน้าที่ตามบทบาทสมมุติที่ผมได้รับมอบหมายมา คือเป็นสื่อมวลชน ทำสมมุติให้ถูกต้อง เพราะในทางธรรมมีคำกล่าวว่า พวกเรานี่อยู่ในโลกแห่งสมมุติทั้งสิ้น คุณทักษิณถูกสมมุติให้เป็นนายกฯ ผมถูกสมมุติให้เป็นสื่อมวลชน สมมุติแต่ละสมมุติที่เราได้รับมอบหมายมา เราต้องทำหน้าที่ในสมมุตินั้นให้ดีที่สุด ให้ซื่อตรง ให้เที่ยงธรรม ให้ถูกต้อง ให้มีสัมมาทิฐิ ให้มีวิชา ไม่ให้มีอวิชชา ไม่ให้มีมิจฉาทิฐิ ผมก็ใช้หลักธรรมตรงนี้ว่าไปเลย เริ่มตำหนิติเตียนนโยบายบริโภคนิยมของเขา นโยบายแจกเงินแจกทองชาวบ้าน นโยบายที่ทำให้ชาวบ้านโง่ คุณทักษิณมักจะพูดอยู่เสมอว่าต้องการให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ ต้องการให้คนไทยมีปัญญา ผมขอถามคุณทักษิณหน่อยว่าคุณจะให้คนไทยมีองค์ความรู้มีปัญญาได้อย่างไรถ้าคุณปิดกั้นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เขาควรจะได้รับ ในเมื่อความหลากหลายเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้สังคมไทยมีปัญญา ถ้าคุณบังคับให้เขาได้รับข้อมูลข่าวสารแค่ด้านเดียว สังคมไทยก็จะไม่มีทางเป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ สังคมแห่งปัญญาได้ แต่จะกลายเป็นสังคมด้อยปัญญาเพราะคนในสังคมฟังความอยู่ด้านเดียว คุณทักษิณให้สังคมไทยมีสิทธิเลือกในเรื่องการบริโภค แต่เป็นการบริโภคเฉพาะในเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภคบริโภค แต่เรื่องปัญญา คุณทักษิณไม่ยอมให้มีความหลากหลาย คุณทักษิณผูกขาด ตรงนี้เป็นอันตรายที่น่ากลัวที่สุด

• พอเริ่มวิพากษ์วิจารณ์แล้วเกิดอะไรขึ้น   

พอเริ่มเปิดหน้าชกแล้ว ความไม่พอใจของเขาก็เริ่มมากขึ้น เพราะว่าผมเป็นคนเดียวมั้งที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างตรงไปตรงมา แต่ผมวิพากษ์วิจารณ์เขาในเชิงธรรมะ คือเอาความจริงมาพูด และผมก็ยังให้โอกาสเขาตลอดเวลา บอกว่ายังแก้ไขได้ ยังไม่ช้า ทำไมไม่ทำอย่างนั้นล่ะ ทำไมไม่ทำอย่างนี้ล่ะ คือแทนที่จะขี่ม้าเลียบค่ายเหมือนแต่ก่อน ผมก็รำทวนตรงเข้าหาเขาเลย ทวนผมพุ่งตรงไปหาเขาทั้งสิ้น แต่ในที่สุดมันก็เริ่มมีกระบวนการบางอย่างที่บีบผมทีละนิด เริ่มมีเสียงว่าเดี๋ยวจะปิดรายการ ซึ่งจริง ๆ ผมก็เคยแจ้งคุณมิ่งขวัญ (มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.) ไปนะว่าผมไม่ยึดติดอะไรหรอก ถ้ารัฐบาลไม่พอใจ อยากปิดรายการ คุณก็บอกผมมาเลย ช่วงหลังผมไปทำงานทุกวันศุกร์โดยบอกคุณแอ้ม (สโรชา พรอุดมศักดิ์) ว่า...เฮ้ยแอ้ม เราทำงานอาทิตย์ต่ออาทิตย์แล้วนะ อาทิตย์นี้เสร็จ อาทิตย์หน้าอาจจะไม่ได้ทำแล้ว พอถึงวันที่ ๙ กันยายน ผมเหมาเช็กบิลหมดเลย ผมพูดเรื่องสมเด็จพระสังฆราช ไปจนถึงเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา กรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผมก็ชี้ว่าการที่ท่านนายกฯ ดึงดันจะให้คุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่ง เป็นการไม่ให้ความเคารพต่อบทบาทของพระองค์ท่าน

วันนั้นคุณทักษิณกำลังจะเดินทางไปอเมริกา ไป ๑๐ วันมั้ง จะไปประชุมยูเอ็น แล้วจะไปพบประธานาธิบดีบุชด้วย เขาก็โกรธมาก โทรศัพท์สั่งให้คุณมิ่งขวัญหาทางปิดรายการทันที ทุกคนสติแตกหมด ผมออกรายการวันศุกร์ พอวันอังคารหรือพุธ คุณมิ่งขวัญ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. คุณธงทอง จันทรางศุ รองประธาน อ.ส.ม.ท. และคุณเรวัติ ฉ่ำเฉลิม ประธาน อ.ส.ม.ท. ก็ออกมาแถลงข่าว กล่าวหาว่าผมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเขาบอกว่าได้ไปสอบถามท่านราชเลขาฯ คือคุณอาสา สารสิน ว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงมอบหมายให้ผมมาพูดหรือ แล้วก็ว่าคุณอาสาบอกพระองค์ท่านไม่ได้ทรงมอบหมาย คุณดู คนพวกนี้ไม่มีปัญญา อ้างอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าอีกหน่อยใครลุกขึ้นมาปกป้องพระเจ้าอยู่หัว คุณไม่ต้องไปคอยถามท่านราชเลขาฯ หรือว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งให้มาพูดหรือเปล่า เขาใส่ความเท็จผมทุกอย่างเพื่อหาเหตุในการปิดรายการผม แล้วก็เอาเทปแถลงข่าวของเขาออกอากาศทาง อ.ส.ม.ท. ทั้งวัน หลายวันติดกัน ผมจึงคิดว่านั่นไม่ใช่การยกเลิกรายการธรรมดาแล้ว แต่มันมีนัยยะสำคัญอยู่ นั่นคือ สิ่งที่ผมพูดมันกระเทือนเขามาก เขากลัวจะแก้ตัวไม่ได้ เขาเลยต้องทำ คือปิดรายการเสีย และเมื่อปิดรายการแล้ว เพื่อให้แน่ใจ ก็ต้องทำลายชื่อเสียงผมไปเลย

• หลังจากถูกปิดรายการ ถูกกล่าวหาขนาดนั้นแล้ว คิดอย่างไรต่อไป   

มันทำให้ผมถามตัวเองว่า เฮ้ย ถ้าผมยอมรับสภาพ ถอยออกมาอยู่ของผมเฉย ๆ เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าแล้วปล่อยให้เรื่องมันเงียบไป มันจะเป็นยังไง ผมก็ได้คำตอบว่า ถ้าผมทำอย่างนั้น ในที่สุดแล้วประเทศไทยจะเป็นของเขาคนเดียว ในที่สุดผมก็คิดว่าผมต้องลุกขึ้นมาสู้ หนึ่งคือสู้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่ผิด สองคือสู้เพราะคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ หยุดผมไม่ได้แล้ว เมื่อผมตัดสินใจออกมาพูดความจริง ผมก็ต้องพูดความจริงต่อไป ผมคิดของผมว่ามนุษย์คนหนึ่งเกิดมาทั้งทีมันมีเรื่องบางเรื่องที่ต้องทำ บางเรื่องไม่ควรทำ เผอิญเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ต้องสู้ จากนั้นผมก็ตัดสินใจเปิดแถลงข่าวตอบโต้เขาทันที แล้วผมก็ยื่นฟ้องเขา หนึ่ง ผมฟ้องคุณเรวัติ คุณธงทอง และคุณมิ่งขวัญ ข้อหาหมิ่นประมาท มานั่งอยู่บนเวทีพูดเท็จหมิ่นประมาทผม สอง ผมฟ้องว่า อ.ส.ม.ท. ละเมิดผม ทำให้ผมเสียหาย ผมฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๑ บาทเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าผมชนะ สาม คือฟ้องในเชิงธุรกิจ เพราะบริษัทไทยเดย์ด็อทคอมซึ่งเป็นเจ้าของรายการเขาเสียหายจากการถูกยกเลิก เสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็มามองว่าถ้าผมหยุดทำเรื่องนี้ คนที่จะเสียหายคือประชาชนคนไทยที่จะตกอยู่ในภาวะมืดมิดต่อไป ไม่มีวันที่จะได้เห็นแสงสว่าง ผมก็เลยตัดสินใจว่า ผมจะเอาเมืองไทยรายสัปดาห์เข้าหาประชาชน นั่นคือที่มาของเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร

เราเริ่มครั้งแรกที่หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกคุณูปการให้อาจารย์สุรพล (สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เพราะว่าในเวลานั้นผมไปติดต่อใครก็ไม่มีใครเขาให้พื้นที่หรอก เขารู้กันดีว่ารัฐบาลทักษิณมีนิสัยอันธพาล ถ้าใครมายุ่งกับผม หนึ่ง เขาจะโทรศัพท์ไปขู่ สอง ถ้าเป็นหน่วยงานรัฐ ก็ถูกเล่นงาน ถ้าเป็นเอกชน ก็ส่งเจ้าหน้าที่สรรพากรไปตรวจภาษี ดังนั้นถ้าใครเข้าใจว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่ เขาไม่ใช่คนดี

อาจารย์สุรพลเห็นว่าการที่ให้ผมมาจัดรายการถือเป็นเรื่องประเทืองปัญญา ถือว่าเป็นทางเลือกอันหนึ่งที่จะให้ประชาชนได้มารับฟังข้อมูลอีกด้าน อาจารย์สุรพลท่านบอกว่า ถ้าธรรมศาสตร์เคยให้แกรมมี่เช่าหอประชุมเพื่อจัดรายการเพลง แล้วทำไมจะให้คุณเช่าไม่ได้ นี่คือจิตใจที่เป็นอิสรเสรีของนักวิชาการซึ่งผมต้องชม เพราะอธิการบดีมหาวิทยาลัยของไทย หาได้น้อยคนมากที่มีจิตใจเชื่อมั่นในหลักการของความเป็นนักวิชาการ ตอนจัดครั้งแรกผมและทีมงานยังกลัวว่าจะมีคนมาดูน้อย แต่ปรากฏว่าคนล้นหอประชุมออกไปจนต้องตั้งโทรทัศน์วงจรปิดรอบหอประชุมเล็ก วันนั้นคนร่วม ๆ ๒,๐๐๐ ได้ มันก็เลยทำให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้วการปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทำให้คนกระหายหิวในข้อมูล เขามีความรู้สึกว่าสิทธิของเขาได้ถูกเพิกถอน เพราะสิทธิในการรับฟังข่าวสารข้อมูลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมี เหมือนสิทธิในการหายใจ เขาก็เลยมากันเยอะมาก หลังจากนั้นทุกครั้งที่เราจัด ทั้งที่หอประชุมเล็ก หอประชุมใหญ่ คนล้นออกมาหมดเลย คราวนี้ฝ่ายรัฐบาลเขาก็เริ่มกลัวเพราะนับวันคนก็ยิ่งเพิ่ม เลยเริ่มเกิดกระบวนการต่อต้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ รองโฆษกพรรคไทยรักไทย ซึ่งอดีตเป็นผู้ต่อต้าน รสช. จัดขบวนพวกเด็กกเฬวรากที่ไหนไม่รู้มาถือป้ายด่าแม่ผม คือใช้วิธีการแบบโบราณที่เคยใช้กัน แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้ผล ประชาชนยิ่งเห็นใจ คนก็เลยยิ่งมาฟังมากขึ้น ให้กำลังใจมากขึ้น จนกระทั่งในที่สุดก็มีการกดดันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หนักมาก ผมกับทีมงานเลยตัดสินใจติดต่อ กทม. เขาก็ให้เช่าพื้นที่ตรงห้องประชุมเวทีลีลาศที่สวนลุมพินี ปรากฏว่าคนมากันเยอะ เพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งพอฝ่ายรัฐบาลออกมากล่าวถึงการชุมนุมเสีย ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะที่นายกฯ บอกว่า พวกที่สวนลุมฯ นั่งเห่าหอนกัน มีแต่พวกจรจัด ก็เลยยิ่งทำให้คนมากันเยอะขึ้น

• ช่วงนั้นมีการแจ้งจับคุณสนธิหลายครั้ง   

ผมมองว่าเป็นเพราะเรื่องที่ผมยกมาพูด ไม่ว่าเรื่องที่คุณทักษิณเข้าไปประกอบพิธีในอุโบสถวัดพระแก้ว เรื่องคุณหญิงจารุวรรณ เรื่องการซื้อเครื่องบินส่วนตัวของนายกฯ เรื่องตึกไทยคู่ฟ้า และอีกหลาย ๆ เรื่อง มันทำให้เขาเดือดร้อนมาก เพราะเขาแก้ตัวไม่ได้ ดังนั้นเขาก็ต้องยุติเรื่องนี้ โดยบีบไม่ให้ผมพูด เขาเริ่มใช้วิชามารมากลั่นแกล้งผม มีทั้งเอาทหารมาเล่นงานผม ตบเท้ามาหาผม บอกให้หยุดพูดได้แล้ว

ต่อมาช่วงที่ผมตระเวนบรรยายตามจังหวัดต่าง ๆ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๔ พลตำรวจโท สถาพร ดวงแก้ว ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับคุณทักษิณ ก็ให้รองผู้กำกับฯ ที่ยโสธรคนหนึ่งแจ้งความจับผมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อที่จะดำเนินคดีกับผม พลตำรวจโท สถาพร ดวงแก้ว ถึงกับส่งจดหมายไปทั่ว ๑๔ จังหวัดในอีสานเหนือ แจ้งผู้บังคับการจังหวัดให้พิจารณาคำพูดผมว่ามีอะไรบ้างที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วให้ดำเนินการ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก แล้วเขาใช้วิธีนี้ที่กรุงเทพฯ ด้วย คือให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แจ้งความหมดเลย เรียกว่าใช้เครือข่ายตำรวจ รวมทั้ง สส. ที่อยู่ในกำมือเขา อย่างเช่น สส. สมุทรปราการ เล่นงานผม ออกมาแจ้งความผม ผมคิดว่าเขาต้องการให้มีการออกหมายจับ จากนั้นก็จะส่งคนมาจับผมกับคุณสโรชา จะได้หยุดผมได้

แต่เรื่องไม่ได้มีแค่นี้ ก่อนถึงวันศุกร์ที่เราจะไปขึ้นเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ระหว่างที่ผมนั่งรถกลับบ้าน หลวงตามหาบัวท่านให้คนสนิทโทรมาตามตัวผมด่วน บอกให้สนธิทิ้งทุกอย่างแล้วขึ้นรถมาหาหลวงตาเดี๋ยวนี้ ผมก็ขึ้นไปอย่างงง ๆ มารู้ทีหลังว่าคืนนั้นมีคนมาดักยิงผมที่บ้านพัก มีคนราว ๕-๖ คน ใช้รถ ๒ คัน มาดักผมหน้าบ้าน เรียกว่าถ้ารถเลี้ยวเข้าบ้านเมื่อไรก็โดนถล่มทันที วันนั้นพอผมไปถึงวัดป่าบ้านตาด หลวงตาท่านก็บอกให้ผมอยู่ในวัด ไม่ให้ออกจากวัด ท่านเมตตามาก สั่งให้พระดูแลผม ให้ปิดประตู ไม่ให้คนนอกเข้า กลางคืนพระบางรูปต้องมาเดินจงกรมหน้าที่พัก จากนั้นหลวงตาก็สั่งว่าไม่ให้ผมลงมากรุงเทพฯ ให้อยู่ที่วัดป่าบ้านตาด พอผมบอกท่านว่าผมต้องกลับไปทำรายการ ท่านก็น่ารักมาก บอกให้ผมจัดรายการที่วัดของท่านแทน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วัดป่าบ้านตาดก็ว่าได้ ท่านให้ผมจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรหน้าศาลาที่ท่านฉัน แต่ตอนนั้นเรายังไม่บอกใคร

ระหว่างนั้นฝ่ายเขาก็เดินเกมต่อ ตามกำหนด วันพฤหัสบดีผมกับคุณสโรชาจะต้องขึ้นศาล ก่อนหน้านั้นเขาก็ไปขอหมายศาลจับผม กะว่าพอศาลอนุมัติจะได้เอาหมายศาลนี้มาจับผมในวันพฤหัสบดีที่ผมจะขึ้นศาล เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ผมจัดรายการในวันศุกร์ แต่ปรากฏว่าเขาไปขอหมายศาลวันจันทร์ ยื่นวันอังคาร ศาลก็ไม่ให้คำตอบ กระทั่งถึงวันพฤหัสบดีศาลจึงได้ออกคำสั่งบอกว่าไม่อนุมัติหมายจับ เหตุผลข้อที่ ๑ ตำรวจสอบโจทก์ คือนายพันตำรวจโทที่กล่าวหาผมนั้น เขาต้องออกหมายเรียกผมมาสอบก่อน แต่เขาไม่เคยออกหมายเรียก เขาข้ามขั้นตอนไปขอหมายจับเลย ถามว่าทำไมเขาไม่ออกหมายเรียก ก็เพราะเขาต้องการให้ทันวันศุกร์ ศาลจึงบอกว่า เมื่อคุณยังไม่เคยออกหมายเรียกจำเลยมา แล้วจะให้ศาลออกหมายจับ มันก็ไม่ควร นอกจากนั้นศาลยังบอกว่า เมื่อพิเคราะห์จากข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้เสนอมาแล้ว ดูหลักฐานแล้ว ไม่ได้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใด ๆ ทั้งสิ้น นี่ก็เท่ากับว่าศาลได้พิพากษาเรียบร้อยแล้ว ตำรวจภูธรภาค ๓ ก็เลยเป๋ ไม่มีหมายก็ทำอะไรไม่ได้ วันพฤหัสบดีที่คุณสโรชาเดินเข้าไปในศาล คนทั้งศาลปรบมือให้คุณสโรชาลั่นเลย

แล้วคุณอย่าลืมว่า นอกจากนายกฯ ทักษิณกดดันเรื่องนี้แล้ว ยังกดดันด้วยการฟ้องผมอีกทั้งหมด ๖ คดี เรียกค่าเสียหายรวม ๒,๐๐๐ ล้านบาท ฟ้องหมิ่นประมาท ฟ้องละเมิด ฟ้องทุกอย่าง แล้วยังมีการขอศาลแพ่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อไม่ให้ผมพูดถึงเขาในบางเรื่อง ซึ่งศาลก็ให้ความคุ้มครอง แต่ก็ให้ความคุ้มครองบางอย่างบางกรณีเท่านั้น ไม่ได้ให้ความคุ้มครองโดยไม่ให้ผมพูดเลย ซึ่งตอนหลังผมก็อุทธรณ์ วันที่ผมจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรถ่ายทอดจากวัดป่าบ้านตาดมาที่สวนลุมฯ ประชาชนซึ่งรู้ข่าวคงรู้สึกว่าผมโดนรังแก เขาก็มาให้กำลังใจกัน วันนั้นคนที่สวนลุมฯ ล้นเต็มทุกจุด แน่นเอี้ยดเลย

• แต่หลังจากวันที่ ๔ ธันวาคม คุณทักษิณก็ให้ทนายของเขาถอนฟ้องหมด ตอนนั้นเลยมีกระแสว่าคุณทักษิณถอยหนึ่งก้าวแล้ว ทำไมคุณสนธิไม่ถอยบ้าง   

ถามว่านายกฯ ถอยก้าวหนึ่งแล้ว ทำไมสนธิไม่ถอยบ้าง ผมก็คงต้องถามว่า คุณทักษิณถอยตรงไหน ผมอยู่ของผมเฉย ๆ แล้วคุณมาฟ้องผม พอคุณถอนฟ้อง คุณจะบอกว่าคุณมีบุญคุณกับผมที่คุณถอนฟ้องหรือ ถ้าอย่างนั้นอีกหน่อย ผมทำหน้าที่สื่อมวลชน ผมวิพากษ์วิจารณ์ใคร แล้วคนนั้นมาฟ้องผม ถ้าต่อมาเขาถอนฟ้อง แปลว่าผมต้องหยุดวิพากษ์วิจารณ์เขางั้นเหรอ ตรรกะมันไม่ให้ไง

• แล้วจากนักสื่อสารมวลชน กลายมาเป็นผู้นำม็อบไปได้อย่างไร   

เผอิญระหว่างนั้นมันเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ คือเมื่อปลายปีที่แล้วขณะจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร มีคนกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้พลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ เป็นผู้นำมวลชนเดินขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนแรกท่านก็คงไม่คิดจะเดิน แต่อาจขัดเสียงเรียกร้องไม่ได้ ตัวผมเองตั้งแต่จัดรายการมาก็ไม่เคยคิดที่จะเดิน ตอนนั้นผมคิดว่าคงยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องไปไล่คุณทักษิณ คิดว่าเขาน่าจะแก้ไขตัวเองได้ ปรากฏว่าวันนั้นพลตำรวจเอกประทินก็เลยต้องสมยอมพาประชาชนเดิน และในนาทีสุดท้ายผมก็ตัดสินใจร่วมเดินกับท่านด้วยเพื่อช่วยเรียกคน

แต่พอไปถึงก็พบว่าที่หน้าทำเนียบฯ มีกลุ่มของนายสมาน ศรีงาม ตั้งเวทีรอเรียบร้อยแล้วด้วยรถเครื่องเสียงของเขาเองเลย พอเราไปถึง เขาก็พูดจาปลุกเร้าทุกอย่าง เขาเชิญผมขึ้นพูด ผมก็ขึ้นพูด อธิบายถึงความไม่ดีไม่งามของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นยังไง พอผมพูดจบ ผมก็กลับ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นผมกลับ เขาก็กลับ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ตอนตีสองตีสามก็มีการยั่วยุให้คนที่ยังอยู่บุกเข้าไปในทำเนียบ โดยตำรวจเปิดทำเนียบหลอกล่อให้คนเข้าไป จริง ๆ แล้วผมเข้าใจว่าทางฝ่ายรัฐบาลคงต้องการล่อให้ผมเข้าไปด้วย จะได้ดำเนินการ แต่ผมไม่ได้สนใจ ผมอยู่ถึงเที่ยงคืนผมก็กลับ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีการใส่ร้ายป้ายสีว่าผมทิ้งประชาชน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือผมไม่ได้เป็นคนนำ ผมแค่เดินไปด้วยเพราะต้องการไปเป็นเพื่อนเท่านั้น

จากเรื่องนี้ผมก็เลยตัดสินใจว่า สื่อมวลชนก็เป็นผู้นำม็อบได้ เป็นการนำม็อบโดยการนำความจริงมาเสนอต่อมวลชน หลังจากพูดคุยตัดสินใจกับพรรคพวกแล้ว ผมก็ประกาศกับพ่อแม่พี่น้องว่า ผมจะนำพ่อแม่พี่น้องเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แล้วกำหนดวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ อยู่ค้างคืนเลย

• ตอนนั้นคิดจะไล่นายกฯ ทักษิณหรือยัง   

คิดเรียบร้อยแล้วว่าถึงเวลาที่คุณทักษิณต้องออกแล้ว เราก็เลยไปจัดเวทีที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พอวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ผมก็ขึ้นเวทีคนเดียวเลย ประกาศเป็นผู้นำวันนั้น บอกเหตุผลว่าทำไมผมต้องตัดสินใจนำ ผมต้องการทำให้เห็นว่า เมื่อผมนำแล้ว ทุกอย่างอหิงสา ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แล้วคืนวันที่ ๔ คนไม่น้อย จากลานพระบรมรูปฯ ยาวไปถึงสนามมวยราชดำเนิน วันนั้นคนร่วมแสน ตกดึกพอเลิกปราศรัย คนก็กลับกันส่วนใหญ่ แต่วันรุ่งขึ้นตอนที่ผมกลับขึ้นมาปราศรัยราวหกโมงเช้า ตรงลานคนก็ยังแน่นเอี้ยดเหมือนเดิม แสดงว่าคนเขามาด้วยใจ หลังจากวันที่ ๔ วันที่ ๕ แล้ว ผมกับทีมงานก็บอกว่าถึงเวลาแล้วที่เราน่าจะร่วมกับองค์กรพันธมิตร นั่นคือที่มาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรานัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นก็มีการนัดชุมนุมต่อในวันที่ ๒๖-๒๗ กุมภาพันธ์ที่ท้องสนามหลวง ต่อมาก็วันที่ ๕ มีนาคม แล้วสุดท้ายเราก็ตัดสินใจว่า วันที่ ๑๔ มีนาคมเราต้องเดินไปปักหลักที่ทำเนียบ นั่นคือที่มาของขบวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันที่ ๑๔ มีนาคม ที่สำคัญคือวันที่ ๕-๖ มีนาคม เราซ้อมเดินจากสนามหลวงไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อดูการจัดริ้วขบวน ดูเรื่องความปลอดภัย ช่วงแรกเราปักหลักที่สนามหลวง กินนอนที่สนามหลวง พอย้ายมาทำเนียบ เราก็มากินนอนที่หน้าทำเนียบทุกคืน จนถึงวันนี้ วันที่ ๑๘ มีนาคม เป็นเวลา ๒ สัปดาห์แล้วที่เราปักหลักอยู่ กลางวันร้อนคนก็น้อย แต่กลางคืนก็อย่างที่คุณเห็น คนเป็นแสน โดยที่ไม่เคยเกิดเหตุร้ายใด ๆ นี่เป็นการประท้วงแบบอหิงสา เป็นการประท้วงที่สงบและสันติที่สุด ซึ่งต่างประเทศทึ่งมาก ให้ความสนใจมาก ๆ ว่าเราทำได้ยังไง แล้วเราก็จะไม่เลิกประท้วงจนกว่านายกฯ ทักษิณจะลาออกไป

• นิยามของคำว่า “ลาออก” นี่มันแค่ไหนครับ   

เฉพาะเรา มองว่าคือการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรามองว่าถ้านายกฯ เขียนใบลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี ออกไปเลย ภารกิจเราจบ ส่วนสถานภาพทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่ง เราไม่ได้เรียกร้องอะไรที่มันซับซ้อน ยุ่งยาก เราไม่ได้เรียกร้องว่าลาออกแล้วจะต้องปฏิรูปการเมืองทันที เราเอาแค่ลาออกก่อน เพราะเรามองว่า นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นปัญหาของแผ่นดิน

• แม้ว่าเขาจะแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาแทนก็ไม่เป็นไร     

เขาแต่งตั้งใครไม่ได้ เพราะว่าเป็นร่างทรง เราไม่เอาร่างทรง คือเขาต้องออกจริง ๆ ถึงจะแต่งตั้งรักษาการนายกฯ คนใหม่ขึ้นมาก็ทำไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องการให้มีการใช้มาตรา ๗ เพื่อขอนายกฯ พระราชทานจากพระเจ้าอยู่หัว นี่คือจุดยืนของผม และผมก็จะไม่เปลี่ยนจากจุดยืนอันนี้

• ถ้าคุณทักษิณลาออกแล้ว คุณสนธิยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมือง   

ผมไม่เคยคิดจะเล่นการเมือง ไม่มีวันเล่น แต่ผมจะเข้ามาอยู่ในภาคประชาชนมากกว่าเก่า เพราะจากการที่ผมจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ตลอดจนจัดการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ และที่สนามหลวง ผมรู้เลยว่าภาคประชาชนไม่มีคนที่จะมาเป็นตัวแทนเขา จริงอยู่ พันธมิตรที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนก็เป็นตัวแทนภาคประชาชนเหมือนกัน แต่คุณต้องเข้าใจว่าภาคประชาชนมีหลายระดับ ผมมองเห็นว่าชนชั้นกลางไม่ได้รับการเหลียวแลเลย ชนชั้นกลางเป็นคนที่เจ็บปวดและขมขื่นมากที่สุด หนึ่ง เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย หนีไม่ได้เลย ยิ่งมนุษย์เงินเดือนยิ่งหนีไม่ได้ เพราะถูกหักไปเลย สอง ความอยุติธรรมเกิดขึ้นกับกลุ่มเขาตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนจ่ายภาษีมากที่สุด สาม ไม่มีใครเป็นตัวแทนเขาในการที่จะเอาปัญหาของเขาไปตีแผ่ให้รัฐบาลหรือนักการเมืองรับทราบ เอาง่าย ๆ แค่ปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภค เขาก็ไม่เคยได้รับการดูแล อาหารก็ยังมีพิษอยู่ กรมควบคุมมลพิษหรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ทำงานเป็นครั้งเป็นคราวแบบตีปี๊บ ไม่เคยมีใครมาคุ้มครองผู้บริโภคเวลาที่เขาซื้อของแล้วได้ของคุณภาพต่ำกว่าที่มันควรจะเป็น ไม่มีใครมาต่อสู้ให้เขาเวลาเขาจะเอาลูกเข้าเรียนแล้วต้องผจญกับพวกเด็กเส้น ผมคิดว่าชนชั้นกลางต้องการสังคมที่ยุติธรรมกับเขา ยุติธรรมที่หมายถึงว่าทุกคนได้รับสิทธิโดยเท่าเทียมกัน

• ในอดีตคุณสนธิเองก็เคยทำงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเคยมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงไม่ต่างจากคุณทักษิณ มาถึงวันนี้ คิดว่าจุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดจากอะไร     

ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมไปบวช ตอนนั้นเป็นช่วงประมาณปี ๒๕๔๑-๒๕๔๒ ผมบวชประมาณ ๓๐ วันที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองบัวลำภู ครูบาอาจารย์คือ หลวงพ่อญาท่าน ซึ่งตอนนี้ท่านมรณภาพไปแล้ว ตลอดหนึ่งเดือนที่ผมบวชท่านไม่ให้ผมพูดกับใครเลย ท่านให้ผมอยู่กับตัวเอง บอกให้มองจิตตัวเอง ให้ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น หนึ่งเดือนที่ผมบวชผมได้อะไรเยอะมาก ผมได้ความสมถะ ผมได้ความสันโดษ แล้วผมได้ความเข้าใจว่า ธรรมะที่แท้จริงคือการมีสติตลอดเวลา เพราะพอมีสติตลอดเวลา เราจะคิดก่อนทำในทุกเรื่อง แล้วผมก็ได้ครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ โดยเฉพาะหลวงตามหาบัวซึ่งได้สอนธรรมะเพิ่มเติมหลาย ๆ อย่าง พระธรรมเทศนาที่หลวงตามหาบัวเทศน์ให้ฟังนั้นเป็นพระธรรมเทศนาที่ลึกซึ้ง แต่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ นั่นคือ จิตต้องสงบ แล้วก็ตัดทุกอย่างที่เป็นกิเลสออกให้หมด ผมได้ความรู้มาจากการบวชว่า กิเลสคือศัตรูที่สำคัญที่สุด เมื่อผมอยู่ในโลกียะ ไม่ได้อยู่ในโลกุตระ ผมจะต้องเจอกิเลสทุกวัน ปัญหาคือเราต้องสร้าง “ตัวรู้” ขึ้นมา ให้เรารู้ว่าเรากำลังมีกิเลส ถ้าจะโลภก็ให้โลภน้อยลง ถ้าจะหิวก็ให้กินไม่มากนัก ถ้าจะรักก็ไม่ต้องรักมาก ทำอะไรให้มันพอดี ๆ นั่นคือกลับเข้าไปสู่จุดเดิม คือมัชฌิมาปฏิปทา พอดีพอดี แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่พอดีไม่ได้ นั่นคือธรรมะ ธรรมะนี่ถ้าชูแล้วต้องไปให้ถึงที่สุด จะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ เคยมีคนมาถามผมว่าทำไมคุณสนธิไม่เดินสายกลางในการประท้วงคุณทักษิณ ผมบอกว่าไม่ได้ อันนี้มันเป็นธรรมะ เป็นความถูกต้อง เป็นการสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม ตรงนี้มัชฌิมาปฏิปทาไม่ได้

ตั้งแต่ผมสึกออกมา ผมก็ไว้ผมทรงนี้มาตลอด ผมมีความรู้สึกว่าชีวิตผมจากสูงสุดมันกลับคืนสู่สามัญ ผมคิดว่าชีวิตสามัญเป็นชีวิตที่มีความสุขที่สุด ผมไม่ได้ใส่เสื้อนอกผูกเนกไทมาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว บางครั้งไปงานแต่งงาน จะให้ดูสุภาพหน่อยก็ใส่เสื้อเชิ้ตตัวหนึ่ง ติดกระดุมคอ แล้วใส่เสื้อนอกทับ แค่นั้นเอง ฉะนั้นแล้วถ้าจะให้ผมไปประชุมใหญ่ที่ทุกคนใส่เสื้อนอก ผมก็คงไม่ไป จากจุดเปลี่ยนในครั้งนั้น จิตใจผมเริ่มนิ่งขึ้น เริ่มมีความรู้สึกว่าการมีชีวิตที่ธรรมดาสามัญและการทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองเป็นความสุขที่หาอะไรเทียบไม่ได้ ถ้าหากจุดเปลี่ยนนี้ยังไม่เกิดกับผม ผมไม่มีวันคิดได้หรอก เพราะว่ากิเลสมันเยอะ ลาภสักการะมันเยอะ คือวันนี้ถ้ามองมุมกลับ ถ้าผมไม่ทะเลาะกับคุณทักษิณ ยังพะเน้าพะนอเขาอยู่ สร้างความชอบธรรมให้เขาตลอดเวลา ถึงแม้ว่าสังคมจะด่าผม ผมคิดว่าผลประโยชน์ต่าง ๆ มันก็จะยังไหลมาเทมาหาผม เพียงแต่ว่าผมทำไม่ได้ เพราะเผอิญผมได้เข้าใจธรรมของการใช้ชีวิต ว่าในที่สุดแล้ว การใช้ชีวิตมันไม่ใช่เรื่องของทรัพย์สิน แต่มันเป็นเรื่องของความสงบทางจิตใจ ความสุขที่แท้จริงคือความสุขในทางธรรม ความสุขที่แท้จริงคือความสุขที่เรารักคนสักคนแล้วเขารักเราด้วยจิตใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ความสุขที่แท้จริงคือการที่เราอยู่กับคนซึ่งเราไม่สนใจว่าเขาจะมีฐานะแบบไหน เขาเองก็ไม่สนใจว่าเราจะมีฐานะแบบไหน เขามีความจริงใจต่อเราแล้วเราก็จริงใจต่อเขา ผมถึงชอบคุยกับคนต่างจังหวัด เพราะผมรู้สึกว่าสิ่งที่ออกจากปากเขาเป็นความจริง ผมอยู่ด้วยแล้วผมมีความสุข

• จากสถานการณ์ตอนนี้ที่ตึงเครียดขึ้นทุกวัน นึกกลัวตายบ้างไหมครับ   

ผมเคยกลัวตายมาก ๆ ตอนที่เริ่มสู้กับคุณทักษิณใหม่ ๆ เพราะโดนขู่ตลอด แต่ว่าพอถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว ความกลัวมันหมดไป มีความรู้สึกว่าถ้าเรากลัวตาย แสดงว่าเราไม่เข้าใจธรรม เพราะการตายไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ผมเตรียมตัวตายตลอดเวลา คือผมมองว่าถ้าผมต้องตายโหงเพราะโดนยิงตาย โดนฆ่าตาย ก็แสดงว่าเวรกรรมมันตามมาหาผมแล้ว ผมต้องกลับไปชดใช้มัน แต่ว่าถ้าชะตาชีวิตกำหนด สิ่งศักดิ์สิทธิ์กำหนด ว่ากรรมของผมต้องให้ผมแก่ตายเอง ก็ต้องปล่อยไปอย่างนั้น ทุกคนหนีกรรมไม่พ้นเลยแม้แต่นิดเดียว คุณทักษิณก็เช่นกัน ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ตาม คุณทักษิณก็หนีกฎแห่งกรรมไม่ได้ ไม่ว่าจะมีหมอเขมรที่เก่งแค่ไหนก็ตาม ให้เป็นสุดยอดหมอในโลกนี้ มันก็หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น

• ตั้งแต่มีม็อบทุกคืน ได้นอนวันละกี่ชั่วโมง   

เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบ ๆ ตีสี่ ตื่นแปดโมงกว่า ผมนอนวันละ ๓-๔ ชั่วโมงมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว แต่ที่เหนื่อยมากไม่ใช่เพราะนอนน้อย แต่เพราะต้องคิดอะไรเยอะมากและความรับผิดชอบที่มีอยู่สูงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลัง ๆ ที่เป็นความรับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยของประชาชนที่มาร่วมประท้วงกับพวกเรา ต้องคอยดูแลระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา เพราะว่ากลุ่มประชาชนที่มาร่วมกับเราอารมณ์ก็มีหลากหลาย ถ้าเราไม่ระวังหรือปล่อยให้การพูดจาบนเวทีส่อไปในทางที่ยุยงส่งเสริมให้เขาทำอะไรโดยไม่ได้คิด ก็จะมีปัญหา แล้วก็ยังมีเรื่องต่าง ๆ มาให้คิดให้แก้อีกมาก มันก็เลยทำให้หัวสมองไม่ได้หยุดเลย

แต่ว่าหัวสมองผมมันมีดีอยู่อย่างหนึ่ง คือมันเหมือนสวิตช์ไฟ พอปิดไม่ให้คิดแล้ว มันก็หยุดคิดเลย พอหยุดคิดแล้วผมก็อ่านหนังสือ ดูทีวี บทจะนอนก็นอนได้ทันที มันมีข้อดีตรงนี้ ฉะนั้นเวลาเดินทาง อยู่ในรถพอว่างปุ๊บผมก็อ่านนิยายกำลังภายใน นอกจากนั้นข้อดีของการชุมนุมคือ น้ำหนักผมลดไปเยอะเลย เกือบ ๑๐ กิโล แต่ก่อนหนัก ๙๒-๙๓ เพราะผมตัวใหญ่ สูง ๑๘๐ แล้วผมอ้วน ตอนนี้หนักเหลือ ๘๐ ต้น ๆ ที่ลดเพราะผมกลายเป็นคนที่ไม่เจริญอาหารแล้ว มันไม่เชิงกินไม่อร่อยแล้ว แต่รู้สึกว่ากินนิดเดียวก็อิ่ม สมัยก่อนเรามีเวลาละเมียดละไมกับรสชาติอาหาร รู้สึกอยากกินโน่นอยากกินนี่ แต่เดี๋ยวนี้บางทีถึงเวลาอาหารกลับไม่หิว อย่างอยู่ในระหว่างม็อบจะเห็นชัดเลย ผมกินข้าวกล่องกล่องเดียว กินไม่หมดด้วย แต่กาแฟกินเยอะ ธรรมดาเป็นคนกินกาแฟเยอะอยู่แล้ว วันหนึ่งต้องมีสิบกว่าแก้วขึ้นไป

• สังเกตว่าตอนอยู่ในม็อบจะต้องจิบน้ำตลอด เป็นน้ำอะไรครับ

เรียกว่าน้ำยาพญาเสือโคร่ง ช่วยรักษาเสียง ยานี้ลุงคนหนึ่งเป็นคนหามาให้ ท่านเคยทำงานกรมป่าไม้ พอเกษียณอายุแล้วก็มาเป็นลูกศิษย์หลวงตามหาบัว เป็นคนเชี่ยวชาญเรื่องนี้ พอเห็นผมเสียงไม่มีก็เลยพกพญาเสือโคร่งมาให้ เป็นภูมิปัญญาคนไทย กินดีมาก เสียงเริ่มกลับมาทีละนิด ๆ

• เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนทั้งร่างกายและจิตใจในการต่อสู้ครั้งนี้ 

ผมว่าเป็นเพราะความมุ่งมั่น จิตที่สงบ รู้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อรู้ว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง เราก็จะไม่ท้อถอย เมื่อไม่ท้อถอย พลังจะเกิดขึ้นเอง และผมจะพยายามเซาน่าทุกวันเลย วันละ ๑๕ นาที ให้เหงื่อออกมาก ๆ แล้วแช่บ่อน้ำเย็นสลับบ่อน้ำอุ่น ผมทำอย่างนี้มา ๑๐ ปีแล้ว ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องโคเลสเทอรอล เรื่องความดัน เรื่องหัวใจ และเรื่องอื่น ๆ เลย ผมยังสามารถเดินขึ้นบันได อย่างบันไดขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ผมก็สามารถค่อย ๆ เดินขึ้นไปได้สบาย ๆ ไม่มีปัญหา ทั้งที่ปีหน้าผมก็อายุ ๖๐ แล้ว ที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมเก่งนะ แต่ผมกำลังจะบอกว่า เรื่องสุขภาพ ถ้าจิตเรานิ่ง สงบ แล้วใจเป็นเอกะ สุขภาพจะดีเอง คุณสังเกตสิ คนที่ป่วยไข้ อะไรที่ทำให้ป่วยไข้ ประการแรก ความเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุของการป่วยไข้ ข้อดีอีกอย่างคือผมเป็นคนปล่อยวางเป็น ผมลืมง่าย คนชอบพูดว่า ความรักเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ และการให้อภัยเป็นสิ่งยิ่งใหญ่กว่า แต่สำหรับผมแล้ว การลืมทุกเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีอะไรดียิ่งกว่าการลืม เพราะการลืมคือทำให้จิตเราว่าง แล้วทำให้เรามีอายุยืน ไอ้คนที่ไม่ลืม แล้วมีแต่ความริษยา คั่งแค้น ก็เหมือนคุณทักษิณวันนี้ คุณดูหน้าตาผมกับหน้าตาคุณทักษิณสิ คนมีเงิน ๗๓,๐๐๐ ล้าน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หน้าตาบ่งบอกถึงทุกข์ เหมือนไฟสุมขอน ไอ้ผมนี่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำงานสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แล้วถ้าไม่สำเร็จจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ผมไม่สนใจ ผมคิดว่าผมปล่อยวางเป็น อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป มันเป็นเช่นนี้หรอกหนอ ชีวิตคนเรา คุณทักษิณเองก็ชอบอ้างคำนี้ แต่ว่าคุณทักษิณทำไม่เป็น คิดไม่ได้ ถ้าคุณทักษิณทำเป็น คิดได้ หน้าตาคุณทักษิณต้องไม่เป็นอย่างนั้น

• มองคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไงครับ   

ผมไม่รู้จักคุณอภิสิทธิ์ดีพอที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ผมมองว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนที่มีอนาคต คำถามคือคุณอภิสิทธิ์จะมีความอดทนพอมั้ย เพราะการเมืองคือการช่วงชิงโอกาส โอกาสเนี่ยบางทีมันก็มา บางทีมันก็ไม่มา หรือบางครั้งโอกาสมันมา แต่มันอาจไม่ใช่โอกาสที่ถูกต้องที่สุดและดีที่สุด ถ้าโอกาสมาถึงแล้วคุณอภิสิทธิ์พิจารณาเห็นว่ามันไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุด ผมก็เพียงแต่หวังว่าคุณอภิสิทธิ์จะสามารถอดทนต่อไปได้ ถ้าคุณอภิสิทธิ์ทำได้ อดทนรอได้ ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ซึ่งมีความสามารถสูงอยู่แล้วก็จะได้รับมอบหมายหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มากต่อไป

• อยากจะบอกอะไรกับคนที่ชอบพูดว่า ไม่เอาทักษิณแล้วจะเอาใคร 

ผมคิดว่านี่คือปัญหาของการด้อยปัญญา เพราะการเอาทักษิณต่อไป ๑ วัน ประเทศชาติเสียหายมากขึ้นมหาศาล และที่ว่าไม่เอาทักษิณจะเอาใคร ก็หมายความว่าคนที่พูดคำนี้ยอมรับว่าคุณทักษิณทำชั่วได้ และในสายตาเขา เขามองว่าคุณทักษิณก็มีข้อดีต่อสังคม คนที่คิดอย่างนี้มีไม่น้อย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังด้อยปัญญา เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องดีที่ทักษิณทำ มีน้อยมาก แล้วส่วนใหญ่ในจำนวนน้อยนั้นก็เป็นเรื่องที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งสิ้น คือพูดง่าย ๆ ว่าทำแล้วกูต้องได้ด้วย คุณทักษิณไม่ใช่คนที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ผมมองว่าเขาเหมาะที่จะทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ควรเข้ามาในวงการเมืองเลย 
 
• ถ้าเจอคุณทักษิณ จะพูดอะไรกับเขา  

ถ้าเจอเขาเหรอ ผมจะบอกว่าผมเสียดายที่คุณมีโอกาสยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ประวัติศาสตร์ไทยมอบให้ แต่คุณไม่ทำ นั่นคือการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี ผมยอมรับว่าผมเคยมองเขาผิด ผมไม่เคยไว้ใจเขาก็จริง แต่ตอนที่เขาเป็นนายกฯ ใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าผมจะลองเชื่อเขาสักครั้งหนึ่ง มาตอนนี้ผมก็พบแล้วว่า ผมมองเขาผิดจริง ๆ 
 
• หากรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน คิดว่าจะทำยังไงต่อ 

ผมก็คงประท้วงต่อ แล้วถ้าเขาจะจับ ผมก็ต้องยอมให้เขาจับ เพราะผมเชื่อในสิ่งที่ผมทำ 
 
• แล้วถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้นจะเสียใจไหม 

ที่แน่นอนคือคงไม่ได้เกิดจากทางผม แต่ถ้ามันเกิดขึ้น ผมคงไม่ได้สู้กลับ ผมคงอยู่เฉยๆ เรื่องเสียใจคงเสียใจ ผมคิดว่าประชาชนทุกคนก็คงรู้อยู่แล้วว่าเราคิดยังไง 
 
• อยากฝากอะไรกับคนจำนวนมากที่มาร่วมชุมนุมที่บอกว่า มาเพราะอยากไล่ทักษิณ แต่ก็ไม่ไว้ใจสนธิ 

ไม่เป็นไร ผมไม่ได้ยึดติดในเรื่องนั้น คือถ้าเขาคิดว่าเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำ คือต้องการให้คุณทักษิณออกไป เขามาร่วมชุมนุมผมก็ยินดี ส่วนที่เขาไม่ชอบผม นั่นก็เป็นสิทธิของเขา คุณจะไปหวังให้คนทุกคนชอบคุณได้ยังไง เพียงแต่ว่าคุณทำอะไรก็ตาม คุณต้องระลึกเสมอว่า คุณก้มหน้าไม่อายดิน เงยหน้าไม่อายฟ้า ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

http://www.sarakadee.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=536

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #3 เมื่อ: 11-06-2006, 13:37 »

ดีครับ

อยากฟัง อยากอ่าน ความคิดคุณสนธิผ่านคำสัมภาษณ์อย่างนี้แหละ

เพราะปกติคุณสนธิจะเป็นคนที่ Genius มาก เมื่อใช้โหมด นักบริหาร สื่อสารมวลชน ปัญญาชน

แต่ค่อนข้างจะแสดงออกได้ โง่ และ เลอะ ถึงขั้นอยากเอามืออุดหูไม่อยากฟัง

เมื่อขึ้นไปพูดอยู่บนเวทีในฐานะผู้นำม็อบ
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
นทร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,441



เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 11-06-2006, 14:23 »

ใครจะรู้...

สื่อที่เคยหนุนหลัง ระบอบทักษิณสุดตัว

วัดดีคืนดี...

จะกลายเป็น หลัก

ในการล้ม ระบอบทักษิณ


ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจารึกไว้แล้ว
บันทึกการเข้า

"ประชาชน อย่าทิ้งประเทศชาติ"
วีณา (เอ bkk)
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20


« ตอบ #5 เมื่อ: 11-06-2006, 14:50 »

"No Comment" ในบทสัมภาษณ์นี้...

รู้แต่ว่ามี "สื่อมวลชน" จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะ "หนังสื่อพิมพ์" (จำนวนไม่น้อย)

ยังคงทำหน้าที่เป็น "สุนัขเฝ้าบ้าน"

ยังคงทำหน้าที่ "รายงานข่าว ข้อเท็จจริง"

แม้ในบางครั้ง อาจมี "พายุร้าย ฝนฟ้าคะนอง" ทำให้สื่อเดินเซไปบ้าง..

แต่ในท้ายที่สุด "สื่อ" ก็ยังสามารถประคับประคองตัวเดิน ไปส่งข่าวให้ถึงมือคนในสังคมได้รับรู้....

.....ในสภาพเปียกปอน แต่เปี่ยมไปด้วยหัวใจ..

ที่ต้องทำตามหน้าที่ ตามจิตวิญญาณ ...

ดิฉันเชื่อค่ะ ว่า คนทำสื่อทุกคน "เดือดร้อน" และ "ครุ่นคิด" ถึงความผิดปรกติในสังคมยุค "ทักษิณ"

ดิฉันเชื่อค่ะ ว่า บทบาทของสื่อในการนำเสนอ มีหลายรูปแบบที่จะส่งสารบอกสังคมให้รับรู้ถึงความผิดปรกตินั้น

"แบบระเบิดพลีชีพ อย่างคุณสนธิ ก็เป็นแบบหนึ่ง"
แต่ท้ายที่สุด แม้สื่ออีกจำนวนหนึ่งจะไม่ได้ "ระเบิดพลีชีพ" อย่างคุณสนธิ

ก็ใช่ว่าสื่อจำนวนนั้นจะไม่ได้ทำหน้าที่ของ "สื่อมวลชน"

หากแต่รูปแบบการนำเสนอ,วิธีส่งสารไปยังสังคม อาจใช้วิธีที่ "ต่างกัน"...ก็เท่านั้น


บันทึกการเข้า

a..nation
จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #6 เมื่อ: 11-06-2006, 16:57 »

ช่วงนี้ รู้สึกว่าสื่อ อย่างน้อยมีทิศทางการเมืองไม่ต่างกันมาก

จะมีก็ ไทยรัฐ ที่ยังเหลือคอลัมนิสม์ที่เชียร์ ทรท อยู่ 2-3 คน

เชียร์มานานอ่ะนะ จะกลับลำมาด่า ก็เหมือนด่าตัวเอง ส่วนมากพยายามออกลูกกลางๆ

คุณสนธิ ที่น่าเป็นห่วงคือ ไม่ค่อยมีใครเบรคแก หรือเบรคไม่อยู่ก็ไม่รู้

แกต้องลดแสดงความเห็นที่ออกก้าวร้าว อย่างเช่นที่แกโดนคดีหมิ่น

แกต้องลดเรื่องที่จะดึงเบื้องสูงเกี่ยวข้อง

ช่วงนี้ ถือว่าแกวางตัวดีแล้ว ตั้งแต่ศาลลงมาช่วย แกก็หยุดม๊อบไปเลย ถือว่าคิดถูกแล้ว

ส่วนเรื่อง ปฎิญญาฟินแลนด์ ไม่รู้แกหาเหาใส่หัวอีกรึเปล่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
บันทึกการเข้า

Wadoiji
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 801


รักษ์ประชาธิปัตย์


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 11-06-2006, 18:46 »

ใช่ เราเองก็มองว่าจริงๆเขาเป็นคนเก่ง มีความรู้ แต่เลือกที่จะแสดงออกในลักษณะที่ได้ใจคนส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งกลับไม่ค่อยพอใจเพราะเห็นว่าป่าเถื่อน หยาบคาย
บันทึกการเข้า

ไทมุง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,543



« ตอบ #8 เมื่อ: 11-06-2006, 20:20 »

ฟามจิงแล้วยอดคนสูงสุดที่สวนลุมไม่เกิน 20,000 จ๊ะ พื้นที่เฉพาะอาคารลีลาศ สนามหญ้า ถนนรอบๆ ไม่อาจรองรับคนเรือนแสนได้
ส่วนความเป็นมาและเป็น อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของคุณสนธิ รบกวนลุงแคนนักข่าวเก่าวิเคราะห์หน่อย ลูกหลานยังเด็ก อ่านไม่แตก
เอาแต่ฟุ้งกันน้ำลายแตก
บันทึกการเข้า
นทร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,441



เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 11-06-2006, 22:25 »

"No Comment" ในบทสัมภาษณ์นี้...

รู้แต่ว่ามี "สื่อมวลชน" จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะ "หนังสื่อพิมพ์" (จำนวนไม่น้อย)

ยังคงทำหน้าที่เป็น "สุนัขเฝ้าบ้าน"

ยังคงทำหน้าที่ "รายงานข่าว ข้อเท็จจริง"

แม้ในบางครั้ง อาจมี "พายุร้าย ฝนฟ้าคะนอง" ทำให้สื่อเดินเซไปบ้าง..

แต่ในท้ายที่สุด "สื่อ" ก็ยังสามารถประคับประคองตัวเดิน ไปส่งข่าวให้ถึงมือคนในสังคมได้รับรู้....

.....ในสภาพเปียกปอน แต่เปี่ยมไปด้วยหัวใจ..

ที่ต้องทำตามหน้าที่ ตามจิตวิญญาณ ...

ดิฉันเชื่อค่ะ ว่า คนทำสื่อทุกคน "เดือดร้อน" และ "ครุ่นคิด" ถึงความผิดปรกติในสังคมยุค "ทักษิณ"

ดิฉันเชื่อค่ะ ว่า บทบาทของสื่อในการนำเสนอ มีหลายรูปแบบที่จะส่งสารบอกสังคมให้รับรู้ถึงความผิดปรกตินั้น

"แบบระเบิดพลีชีพ อย่างคุณสนธิ ก็เป็นแบบหนึ่ง"
แต่ท้ายที่สุด แม้สื่ออีกจำนวนหนึ่งจะไม่ได้ "ระเบิดพลีชีพ" อย่างคุณสนธิ

ก็ใช่ว่าสื่อจำนวนนั้นจะไม่ได้ทำหน้าที่ของ "สื่อมวลชน"

หากแต่รูปแบบการนำเสนอ,วิธีส่งสารไปยังสังคม อาจใช้วิธีที่ "ต่างกัน"...ก็เท่านั้น





ผมว่าสนธิ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันคนแรกที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับระบอบทักษิณได้

หลังจากแต่ละคนที่ออกมา ไม่มีใครพอจะต่อกรได้เลย...

บันทึกการเข้า

"ประชาชน อย่าทิ้งประเทศชาติ"
(ก้อนหิน) ละเมอ
Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,041



เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 11-06-2006, 22:31 »

ถ้าใช้คำว่า "วีรบุรุษ" มันจะดีเกินไป...
ที่จริง คือ โกรธแค้นทักษิณที่โดนถอนรายการ จนออกมาเป็นหัวหอกในการล้มระบอบทักษิณเสียเอง
ถ้าหากทักษิณไม่ปลดรายการสนธิออก ป่านนี้ตะแกก็คงเล่าเรื่องแกะหลงทางอยู่แน่ๆ

และมีหลายๆ อย่างที่ตาสนธิทำพลาด พูดพลาดไป เกือบจะกลายเป็นปลาหมอตายเพราะปาก
เช่น การยกเบื้องสูงลงมาบ่อยจนเกินเหตุ ไม่ดูกระแสซะเลยย การพูดพล่อยๆ พูดโดยไม่คิด เช่น คลิปวิดิโอในข่าว...
ถ้าหากสนธิมีสติ...ในการพูดมากกว่านี้ บวกกับสามารถรวมกับพันธมิตรฯ ได้ ผมว่าทักษิณและครอบครัวย้ายสัมมะโนครัวไปต่างประเทศแล้วครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2006, 22:34 โดย (ก้อนหิน) ละเมอ » บันทึกการเข้า

ดินสอไม้
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104


« ตอบ #11 เมื่อ: 12-06-2006, 01:43 »

ผมว่าเค้าดีนะ  เเม้ลึกจะยังไงผมไม่รู้นะ   ดีกว่าบางพวกที่รู้ว่าทักษิณเป็นเช่นไร เเต่ทำไรไม่ได้ ไม่กล้า เเต่เค้ากล้า เค้าเป็นคนนึงที่ทำให้ทักษิณหน้าทนต่อไปไม่ได้ในระดับนึง  เเต่เป็นวีระบุรุษของผมนะ  เเต่กลับกันเค้าก็เป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้เมืองไทยวุ่นวายไปพักใหญ่  บ้านเมืองเเตกออกเป็นฝั่งๆ   บางอย่างเเกก็ไม่สมควรทำ  จนทำให้ภาพพจน์ของการชุมนุมมองดูเเย่ขึ้น  ทั้งนี้ต้นเหตุก็เพราะทักษิณ

ปล.ขออภัยนะครับท่านที่ไม่เห็นด้วย
บันทึกการเข้า
news
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: 12-06-2006, 02:12 »

อ้างถึง
ถ้าใช้คำว่า "วีรบุรุษ" มันจะดีเกินไป...
ที่จริง คือ โกรธแค้นทักษิณที่โดนถอนรายการ จนออกมาเป็นหัวหอกในการล้มระบอบทักษิณเสียเอง

ความจริง ถ้าสนธิเขาชเลียร์ มันไปเรื่อยๆ เหมือนช่วงๆแรกๆ ของรายการตอนจัดใหม่ๆ มันก็ไม่โดนปิดรายการ จริงไหม?
ดังนั้น การมาเป็นหัวหอกล้มระบอบ เนื่องจากสาเหตุ ที่คุณหินละเมอบอก ..ค่อนข้างไร้เหตุผล ปนละเมอมากกว่า
เออ ถ้ายกเรื่อง ล้างหนี้อะไรนั่นตามข่าวยังจะดูฟังขึ้นกว่านะคุณ หินละเมอ...


ในด้านอื่นๆ เช่น เรื่องปลาหมอจะตายเพราะปาก ค่อนข้างเห็นด้วย กะหลายๆท่านที่เขียนมา

สำหรับเรื่องวีรบุรุษ เราคิดว่า ถ้าคนใดกล้าจะต่อต้านกับอธรรม ซึ่งยิ่งใหญ่ขนาดนี้ โดยที่แทบมองไม่เห็นชัยชนะ
แต่ก็ยังสู้ ลองแค่คุณคิดว่าคุณเป็นเขา คุณกล้าที่จะเริ่มและสู้ต่อไปอย่างยกธงขาว แบบเขาไหม?
99.99% มีแต่จะคิดหาธงสีขาวมาโบก

ดังนั้น แค่ประเด็นนี้ เพียงพอแล้วสำหรับเหรียญกล้าหาญ ที่จะมอบให้ตั้กแตนที่รอดตายจากการต้านล้อรถถัง
ไม่นับถึงพลังที่ปลุกกระแสแมลงรักชาติออกมาร่วมหยุดการเคลื่อนของระบอบนี้
บันทึกการเข้า
เอกราช
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 826


กับคนที่ไร้ซึ่งจริยธรรม ยังจะสามารถสมาคมด้วยหรือ


« ตอบ #13 เมื่อ: 14-06-2006, 20:45 »

คนที่กล้ายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลอย่างเปิดเผย
เขาคือผู้กล้าที่แท้จริง
สือที่ดีต้องนำเสนอข้อมูลในการตรวจสอบรัฐบาล
สนธิ ลิ้มทองกุล
บุรุษที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกเรื่องราวของเขาไว้แล้ว
ทักษิณ ชินวัตร
บุคคลผู้ซึ่งได้รับการบันทึกเรื่องราวลงในประวัติศาสตร์แล้วเช่นกัน
ท่านคิดว่าประวัติศาสตร์จะจารึกเรื่องราวของเขาทั้งคู่ว่าอย่างไร
บันทึกการเข้า

สภาพดินฟ้าอากาศที่ได้เปรียบมิสู้มีชัยภูมิที่มั่นคง
ชัยภูมิที่เป็นเลิศมิอาจเทียบได้กับความมีน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้คน
天时不如地利,地利不如人和
kingkong059
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 110


« ตอบ #14 เมื่อ: 14-06-2006, 22:57 »

ผมว่านะถ้าไม่มีสนธิ ป่านนี้ กพฟ เข้าปาก***ไปซะแล้ว แค่ปตท เข้าปาก*** ประเทศก็อวกออกป็นเลือดแล้ว
ถ้าไม่มีสนธิป่านนี้ Fta ที่ทำกับต่างชาติคงมากมายคนไทยได้ขายตัวกันมัง
ถ้าไม่มีสนธิป่านนี้คนไทยก็ถูกคุณทักหลอกแดกจนหมดตูด ยังมีอีกอีกแยะจนบรรยายไม่ถูก
ก็ ok   Hohohohohohhoho ถ้าไม่มีหมาเฟ้าบ้านแบบสนธิปานหนี้ คนเป-รดอาจจาเผาบ้านเราซะแล้วคงเหลือผ้าขี้ริ้วแล้วโจรก็ขโมยเงินเราไป 7000000000 บาท ไม่รวมทรัพสินอืนๆๆอีก
บันทึกการเข้า
นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #15 เมื่อ: 15-06-2006, 15:20 »

คำเดียวสั้นๆ

ขอบคุณค่ะ คุณสนธิ

ในฐานะ คนไทย ด้วยใจเต็ม100
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
kobkla
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 97


« ตอบ #16 เมื่อ: 17-06-2006, 06:53 »

ผมก็ชอบคุณสนธิ แต่สงสัยเค้าที่ วันที่ในหลวงออกมาบอกไม่พระราชทานนายก  แกถึงไม่ยอมรับอยู่ ๑ วัน
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 17-06-2006, 21:40 »

ผมว่านะถ้าไม่มีสนธิ ป่านนี้ กพฟ เข้าปาก***ไปซะแล้ว แค่ปตท เข้าปาก*** ประเทศก็อวกออกป็นเลือดแล้ว
ถ้าไม่มีสนธิป่านนี้ Fta ที่ทำกับต่างชาติคงมากมายคนไทยได้ขายตัวกันมัง
ถ้าไม่มีสนธิป่านนี้คนไทยก็ถูกคุณทักหลอกแดกจนหมดตูด ยังมีอีกอีกแยะจนบรรยายไม่ถูก
ก็ ok   Hohohohohohhoho ถ้าไม่มีหมาเฟ้าบ้านแบบสนธิปานหนี้ คนเป-รดอาจจาเผาบ้านเราซะแล้วคงเหลือผ้าขี้ริ้วแล้วโจรก็ขโมยเงินเราไป 7000000000 บาท ไม่รวมทรัพสินอืนๆๆอีก
คนที่กล้ายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลอย่างเปิดเผย
เขาคือผู้กล้าที่แท้จริง
สือที่ดีต้องนำเสนอข้อมูลในการตรวจสอบรัฐบาล
สนธิ ลิ้มทองกุล
บุรุษที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกเรื่องราวของเขาไว้แล้ว
ทักษิณ ชินวัตร
บุคคลผู้ซึ่งได้รับการบันทึกเรื่องราวลงในประวัติศาสตร์แล้วเช่นกัน
ท่านคิดว่าประวัติศาสตร์จะจารึกเรื่องราวของเขาทั้งคู่ว่าอย่างไร

ค่อนข้างเห็นด้วยกับ 2 ความเห็นนี้

ที่ผ่านมามีคนหาญกล้า ออกมาเปิดความชั่วหน้าเหลี่ยม แล้วผลลัพธ์เป็นไงครับ ยกตัวอย่าง
1. ชิปปิ้งหมู ผลลัพธ์คือ โดนยิงตายครับ
2. อ.เจิม เขียนหนังสือรู้ทันทักษิณ 2 เล่ม บวกภาคผนวกอะไรต่อมิอะไร กลับถูกสังคม(จะด้วยกระแสจัดตั้งหรืออะไรแล้วแต่) ประณาม หาว่าสมคบปชป.มั่งหละ อิจฉามั่งหละ
3. อ.นิธิ และนักวิชาการอื่นๆ นี่ก็มีหนังสือ Toxin ผลคือ ............... เงียบ
4. คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร, น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และคุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นไงครับ .............. เงียบ และ 3 คนนี้ต้องโดดเดี่ยว สังคมก็ไปติโน่นตินี่ เช่น แชร์ชาร์เตอร์มั่ง NPL มั่ง ไม่สำเร็จครับ หน้าเหลี่ยมแก้เกมครับ ประกาศ "ใครจะวิจารณ์ผมเชิญเลย ผมเปิดกว้าง" ต่อมาก็ "กลืนน้ำลาย" ดื้อๆ จนเป็นที่มาของ "งานรากหญ้า สู่ รากแก้ว" อันกระหึ่มใหญ่โต

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครอีกแล้ว เงียบมาประมาณ 1 ปีเต็มๆ หลังจากที่เอกยุทธออกมาแฉปั่นหุ้น หน้าเหลี่ยมใช้กลยุทธดิสเครดิตอย่างหนัก จนเบี่ยงประเด็นไปได้ มันก็นึกว่า คลื่นลมสงบแล้ว กูสยบได้ทุกอย่าง ....... จนกระทั่ง สนธิ ลิ้มทองกุล พลิกโผจากนักเชลียร์ออกมาแฉบ้าง

เราไม่ต้องยกสนธิ ลิ้ม ถึงขั้นบูชาเป็นวีรบุรุษระดับประเทศ แต่ต้องให้เครดิตสนธิบ้างครับ มีบางคนก็ด่าๆๆหน้าเหลี่ยม  แต่บอกว่า เดินขบวนก็ว่ากีดขวาง ยั่วยุทำให้เกิดความรุนแรง ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ ไม่เคารพพ่อ .......... แต่แล้วจะขับไล่หน้าเหลี่ยมออกไปได้ยังไง กลับไม่เคยได้คำตอบว่าจะทำได้ไง ก็คงได้แต่ตีสำนวนลงเว็บบอร์ดแบบนี้เรื่อยๆไป หน้าเหลี่ยมป่านนี้คงหัวเราะฟันโยก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-06-2006, 21:44 โดย ThaiTruth » บันทึกการเข้า

ไทมุง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,543



« ตอบ #18 เมื่อ: 17-06-2006, 21:58 »

อย่างที่คุณ ThaiThruth ว่าไว้

เราไม่ต้องยกย่องคุณสนธิให้เป็นถึงวีรบุรุษหรอก

เพราะคุณสนธิเองเป็นคนที่มีทั้งด้านมืด ด้านสว่าง

มีทั้ง ดี และ ไม่ดี  เหมือนเรา เรา ท่าน ท่าน

คุณูปการอย่างหนึ่งที่คุณสนธิมี คือ ให้คนไทยได้รับรู้/กระตุ้นการสนใจข่าวสาร

โดยเฉพาะอีกด้านของคุณทักษิณ

ด้วยคุณสนธิเป็นหนึ่งเจ้าของสื่อที่ครอบคลุมหลากหลาย

และกล้าชน แบบหลังพิงกำแพง (ซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงที่เราไม่รู้ว่าทำไม)

ไม่ต้องรักคุณสนธิมาก  ไม่ต้องเชื่อคำพูดคุณสนธิมาก อย่าคาดหวังกับคุณสนธิหรือแกนนำคนอื่น ๆ มากมาย

เพราะต่างเป็นคนเหมือนเรา  ไม่งั้นสักวันหนึ่ง พอพวกเค้าไม่ทำอย่างที่เราคิด เราจะตีโพยตีพาย ซึ่งไร้ประโยชน์


บันทึกการเข้า
ไทมุง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,543



« ตอบ #19 เมื่อ: 17-06-2006, 22:38 »

คุณ 123456

อย่าก็อบข้อความคนอื่นมาโพสต์สิ

ที่นี่เค้านำเสนอความคิดเห็นส่วนตัวกัน

ถ้าไม่ล็อกอินแสดงตัว ก็แสดงภูมิหน่อย
บันทึกการเข้า
Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 17-06-2006, 23:13 »

ข้อความ 123456 พบเห็นได้ทั่วไปใน ราชขดำเนิน
ไร้สาระปนรำคาญถ้าไม่มีใครอ่าน ขออนุญาตลบนะครับ
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

ยามเฝ้าแผ่นดิน
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 386


รักพ่อ อย่าพายเรือให้โจรนั่ง


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 21-06-2006, 16:53 »

สนธิ สู้ๆ ทักษิณ ออกไป
บันทึกการเข้า


จงอย่าเกรงกลัวทรราช เพราะทรราชกลัวเกรงพลังประชาชน
[email protected]
หน้า: [1]
    กระโดดไป: