เป็นเรื่องน่าตลกที่ประเทศไทยมีโครงการส่งช้าง 9 เชือกให้กับสวนสัตว์เอกชน 2 แห่งในออสเตรเลียตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับรัฐบาลของรัฐนิวเซาท์เวลล์และรัฐวิคตอเรีย โดยอ้างการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนสัตว์เพื่อการวิจัยแต่กลับเป็นข่าวเงียบสนิท!!!!
หากปีที่แล้วกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์และองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ ไม่ออกมาเรียกร้องให้ดำเนินการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งช้างดังกล่าวจนกระทั่งเป็นข่าวออกสู่สาธารณะชน สังคมจะไม่รู้เลยว่ารัฐมนตรีบางคนเตรียมจะส่งช้างไปให้ 9 เชือกไปเจริญสัมพันธไมตรีกับออสเตรเลีย ทั้งยังอ้างอีกว่าว่าไม่ได้ให้เปล่า แต่แลกเปลี่ยนกับจิงโจ้ และหมีโค่ล่าของออสเตรเลีย
ครั้งนั้นกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์และองค์กรพันธมิตร 4 องค์กร ได้แก่ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปปถัมภ์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ได้ออกมาทักท้วงจนกระทั่งนำไปสู่การลงพื้นที่ของอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติวุฒิสภา ที่มี พล.อ.หาญ ลีลานนท์ เป็นประธานที่ปรึกษา
นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2548 คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ยังได้มีข้อเสนอและมติเห็นชอบให้ดำเนินการพิสูจน์ DNAให้ชัดเจนเสียก่อนว่าช้างจำนวน 9 เชือกเป็นช้างบ้านมิใช่ช้างป่า เพื่อคลี่คลายความสงสัยของหลายๆ ฝ่าย เพราะแม้นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานทั้งจากองค์การสวนสัตว์ หรือเจ้าของปางช้างที่ขายลูกช้างให้องค์การสวนสัตว์จะอ้างว่าช้างเหล่านี้มีตั๋วรูปพรรณและฝังชิปแล้วก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่การการันตีที่ชัดเจนว่าลูกช้างทั้ง 9 เชือกเป็นช้างบ้านเสมอไป เพราะเคยมีบทเรียนว่าสามารถนำช้างป่ามาสวมตั๋วรูปพรรณเป็นช้างบ้านได้จริง คนที่คลุกคลีอยู่กับปัญหาช้างของประเทศไทยรู้ปัญหาดีว่า ขบวนการล่าลูกช้างป่าเพื่อนำไปเป็นช้างบ้านนั้นมีอยู่จริง เพราะลูกช้างตัวหนึ่งมูลค่าไม่น้อยกว่า 100,000-500,000 บาท

การตรวจสอบวิธีการง่ายและชัดเจนที่สุดก็คือไปนำแม่ช้างทั้ง 9 มาตรวจ DNA เปรียบเทียบกัน ซึ่งจะยืนยันว่าลูกช้างเหล่านี้มีแม่เป็นช้างบ้าน ไม่ใช่ลูกช้างที่ไปขโมยมาจากโขลงช้างป่าในเขตทองผาภูมิ แก่งกระจาน และในเขตพม่า เพราะ ปัจจุบันสถานภาพของช้างป่าในประเทศไทยถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤต เพราะมีหลงเหลือยู่ไม่เกิน 1,600 ตัว มีถิ่นอาศัยกระจายตัวอยู่ในผืนป่าตะวันตก ผืนป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น ผืนป่าป่าแก่งกระจาน-ป่าละอู และยังพบร่องรอยการล่าช้าง และการดักลูกช้างอยู่บ่อยๆ

ที่ผ่านมาผลจากการร้องเรียนจากองค์กรภาคเอกชนผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง แสดงความเคลือบแคลงสงสัยและขอให้มีการพิสูจน์ที่มาของช้างดังกล่าวว่าเป็นช้างบ้านจริง ส่งผลให้เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 นายชวาล ทัฬหิกรณ์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีหนังสือขอความร่วมมือจากองค์การสวนสัตว์ให้ตรวจสอบความเป็นพ่อแม่-ลูกของช้างแต่ละเชือกในระดับ DNA แต่ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้บทสรุปว่าตกลงแล้วลูกช้างทั้ง 9 เชือกเป็นช้างบ้านจริงหรือไม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะทำการตรวจสอบตามข้อเสนอดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ความยากลำบากในการตามหาแม่ช้าง หรือ อ้างว่ามีหลักฐานตั๋วรูปพรรณชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจ DNA อีก ซึ่งคำชี้แจงดังกล่าวยิ่งสร้างความกังขาไปกว่าเดิมว่า ที่ไม่ตรวจ DNA เพราะความยากลำบากในการตามหาแม่ช้างบ้านหรือเพราะเป็นช้างป่า จึงหาแม่ช้างไม่ได้
ทว่าท่ามกลางความสับสนทางการเมืองและการเตรียมงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่งใหญ่ อยู่ดีๆ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม กลับพบว่าฝรั่งกลุ่มหนึ่งนำรถบรรทุกและเตรียมนำช้างส่งออกทางเครื่องบินไปยังประเทศออสเตรเลียแบบเงียบๆ ทั้งที่เป็นโครงการระหว่างประเทศ ควรเปิดเผยสู่สาธารณะชนและเฉลิมฉลองให้สมกับเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ไม่ใช่ทำลับๆ ล่อๆ เช่นนี้
ที่สำคัญเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่ประเด็นคำถามสงสัยยังเป็นความมืดดำไร้คำตอบว่า ตกลงช้างทั้ง 9 เชือกเป็นลูกช้างบ้านหรือช้างป่ากันแน่ ยิ่งเมื่อได้กลิ่นตุๆ ของพ่อค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศรายใหญ่ป่วนเปี้ยนอยู่แถวคอกช้างด้วยแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเคลือบแคลงสงสัยให้กับองค์กรและประชาชนที่สนใจติดตามกรณียิ่งขึ้น ว่าเบื้องหลังการส่งช้าง 9 เชือกไปออสเตรเลียครั้งนี้มีอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่าการสัมพันธไมตรีและการแลกเปลี่ยนสัตว์ธรรมดาๆ หรือไม่