|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« เมื่อ: 13-07-2008, 21:10 » |
|
"รัฐธรรมนูญเขียนว่าหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ โดยใช้เทคนิคหรือกลไกการตีความ ก็เพิ่มถ้อยคำว่าอาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
แปลว่าศาลรัฐธรรมนูญเขียนมาตรา 190 ขึ้นใหม่ ว่าหนังสือสัญญาที่อาจจะเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรืออาจมีผลเปลี่ยนแปลงสิทธินอกอาณาเขต ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ"http://www.thaipost.net/index.asp?bk=tabloid&iDate=13/Jul/2551&news_id=160936&cat_id=220100มิน่าช่วงนี้เจ้านายชั้นสูงมารณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยถูกต้องกันยกใหญ่ เพราะภาษาไทยที่ใช้ กันทุกวันนี้มันห่วยนั่นเอง เขียนกฎหัวคูณมาเป็นเล่มอ่านไม่รู้เรื่อง แก้ก็โวย ที่แท้ใช้คนไม่กี่ คนอยากให้มันเป็นไง ก็ยัดคำอะไรเพิ่มเข้าไปอีกหน่อย แล้วบอกว่าแปลเหมือนกัน ไอ้พวก หน้าโง่ก็เชื่อว่าเออจริงว่ะ มี กับ อาจมี ความหมายเหมือนกันเลย ถุย ผู้ใหญ่ยังใช้ภาษาไทย กันห่วยและชุ่ยไม่รับผิดชอบแบบนี้ คงไม่ต้องหวังอะไรที่จะไปสอนเด็กแล้ว ไอ้พวกทำลาย ภาษาไทยแบบโง่ๆ แล้วยังหน้าด้านบอกรักชาติจะไล่ส่งเขมร ถุยอีกทีเหอะ ถุย ถุย ถุย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ดอกฟ้ากับหมาวัด
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: 13-07-2008, 21:14 » |
|
ถุยๆๆๆๆๆ....และขอสาปแช่งไอ้พวกคนไทย..ใจขะแมร์
ท่าทางจะหน้าตาเหมือนพระยาละแวกกลับชาติมาเกิด
*****แผ่นดิน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ
น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
|
|
|
|
ดอกฟ้ากับหมาวัด
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: 13-07-2008, 21:17 » |
|
อ้าว...โดนระบบกรองคำ
พูดใหม่ก้อด้าย....ซาเหนียดแผ่นดิน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ
น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
|
|
|
|
qazwsx
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: 13-07-2008, 21:20 » |
|
เสuียดแผ่นดิน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: 13-07-2008, 21:21 » |
|
ถุยๆๆๆๆๆ....และขอสาปแช่งไอ้พวกคนไทย..ใจขะแมร์
ท่าทางจะหน้าตาเหมือนพระยาละแวกกลับชาติมาเกิด
*****แผ่นดิน
ถุย ดัดจริตทำรักชาติ ทีพื้นที่ทับซ้อนกับมาเลย์ ทำไมไม่เสนอหน้าไปทวงคืน รัฐบาลไหนไปเซ็นต์ตกลงให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วสุดท้ายขายแก๊สธรรมชาติ ให้มาเลย์ถูกๆ เอาไปต่อยอดผลประโยชน์มหาศาล ไทยได้แค่ภาคหลวงกับเศษ กำไรนิดหน่อย ทีงี้ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ถุย ถุย ถุย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Sweet Chin Music
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: 13-07-2008, 21:27 » |
|
จั*** จริงๆเลยไอ้แก๊ส
ทำแบบนี้ เงินเดือนดีหรือ ถึงได้หน้าด้านแถ+เชลียร์รัฐบาลขี้เหร่นี้ได้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ดอกฟ้ากับหมาวัด
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: 13-07-2008, 21:32 » |
|
ถุย ดัดจริตทำรักชาติ ทีพื้นที่ทับซ้อนกับมาเลย์ ทำไมไม่เสนอหน้าไปทวงคืน รัฐบาลไหนไปเซ็นต์ตกลงให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วสุดท้ายขายแก๊สธรรมชาติ ให้มาเลย์ถูกๆ เอาไปต่อยอดผลประโยชน์มหาศาล ไทยได้แค่ภาคหลวงกับเศษ กำไรนิดหน่อย ทีงี้ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ถุย ถุย ถุย
ก็นักการเมืองที่ชั่วๆ...ข่มขืนชำเราประเทศไทยไง
พันธุ์ชั่วไม่เคยตาย...เพราะพวกโง่ๆเอาสมองมาคิดแทน หัวแม่เท้าอย่าง จขกท.
เข้าใจป๊าวววว....
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ
น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
|
|
|
|
พรรณชมพู
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: 13-07-2008, 21:36 » |
|
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082428ผบ.สส.เตรียมเสนอล้อมรั้วรอบตัวประสาทพระวิหาร ยันคนไทยไม่ยอมเสียพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.แน่นอน พร้อมผลักดันชาวกัมพูชาออกนอกพื้นที่โดยด่วน แต่กระทรวงต่างประเทศ ต้องให้ความร่วมมือ จี้ บัวแก้ว เร่งแจ้งยกเลิกแถลงการณ์ไปยังประเทศและองค์กรต่างๆ เพราะขณะนี้เพียงแจ้งระงับเท่านั้น วันนี้ (13 ก.ค.) พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อระดมความคิดในการกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน กรณีปราสาทพระวิหาร ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ซึ่งมีนักวิชาการ ข้าราชการ และทหารร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นกันยาวนานเกือบ 7 ชั่วโมง ว่า มีข้อเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมข้อมูล ข้อคิดเห็นของฝ่ายไทยให้พร้อมก่อนที่กัมพูชาจะส่งข้อมูลให้คณะกรรมการมรดกโลกในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 รวมถึงให้หารือกับฝ่ายกัมพูชาว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่หากจะมีการล้อมรั้วบริเวณปราสาทพระวิหาร สำหรับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า คนไทยคงจะไม่ยอมสูญเสียพื้นที่ในส่วนนี้แน่นอน ส่วนที่มีชาวกัมพูชามาตั้งรกรากนั้น ฝ่ายทหารจะเร่งดำเนินการผลักดันออกไปจากพื้นที่ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ในที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปว่าไทยควรจะเข้าเป็นคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ หรือ ICC เพื่อร่วมบริหารจัดการปราสาทพระวิหารหรือไม่เนื่องจากยังไม่มีความรู้เพียงพอ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวอีกว่า การทำเอกสารเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางบก และทางทะเล ระหว่างไทย-กัมพูชา การจัดสัมมนาทางวิชาการให้ประชาชนรับรู้จะสามารถคลายข้อห่วงกังวลและเกิดเอกภาพทางความคิดได้ พล.อ.บุญสร้าง ย้ำว่า การดำเนินการใดๆ ต้องโปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศ ควรทำเอกสารที่เข้าใจง่ายชี้แจงในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ทั้งแจ้งยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาไปยังประเทศและองค์กรต่างๆ เนื่องจากปัจจุบันเป็นเพียงแจ้งระงับเท่านั้น ผบ.สส.กล่าวอีกว่า การสัมมนาในวันนี้ ทำให้ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น และลดความขัดแย้งทางความคิดได้ในระดับหนึ่ง ในส่วนของกองทัพยืนยันมีหน้าที่ดูแลอธิปไตย แต่การดำเนินการในพื้นที่พิพาท เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ
เอา ขี้ข้าเขมร แหกตาอ่านซะ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #8 เมื่อ: 13-07-2008, 21:38 » |
|
ไม่มีเหตุผลหักล้าง มีแต่ด่าอะไรโง่ๆ ไปศึกษาประวัติศาสตร์มั่ง ว่าเราได้ดินแดนตรงนั้นมายังไง
ศึกจำปาศักดิ์ พ.ศ. ๒๓๑๙ ในระหว่างที่ไทยทำสงครามกับพม่านั้น เจ้าเมืองนางรอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของนครราชสีมาเอาใจออกห่างไปคบคิดกับเจ้าโอเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ เอาเมืองไปขึ้นกับจำปาศักดิ์ ดังนั้น เมื่อเสร์จศึกอะแซหวุ่นกี้แล้วพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพยกไปปราบ เมื่อตีได้ถ้าเป็นกบฎจริงให้สำเร็จโทษ ส่วนเจ้าจำปาศักดิ์คอยหนุนหลังอยู่เตรียมจะยกมาช่วยเมืองนางรอง เจ้าพระยาจักรีจึงทูลขอทัพทางกรุงไปช่วย โปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพไปช่วยปราบ กองทัพไทยตีจำปาศักดิ์ได้ เจ้าโอหนีไปเมืองสีทันดร เจ้าอิน (อุปรา) หนีไปเมืองอัตปือ ไทยตามจับได้จึงประหารชีวิตเสีย ไทยได้อาณาเขตลาวใต้ มีจำปาศักดิ์ สีทันดร อัตปือ และดินแดนที่เรียกว่าเขมรป่าดง แถบเมืองสุรินทร์ เมืองสังขะและเมืองขุขันมาไว้ในราชอาณาเขต (ขุขันและสังขะคือเขตจังหวัดศรีสะเกษ อันรวมเขตเขาพระวิหารไว้ด้วย) ชัยชนะครั้งนี้เจ้าพระยาจักรีได้แสดงความสามารถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเจ้าพระยาจักรีเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกพิลึกมหิมาทุกนคราระอาเดช นเรศวรราชสุริยวงศ์
คนแถวนั้นมันคงอยากอยู่กับไทยจะตายชัก เจ้าเมืองอุตส่าห์เอาเมืองไปขึ้นกับจำปาศักดิ์ พี่ไทยก็ เอาทัพไปยึดมาแล้วฆ่าเรียบ ไม่สนว่าคนพื้นที่อยากอยู่กับใคร อาศัยบ้าพลังกำลังเยอะ ตอนนี้เค้า เอาแผ่นดินคืนอย่างถูกกฎหมาย กลับโวยไม่เลิก เห้อ ตูละเบื่อ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Can ไทเมือง
|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: 13-07-2008, 21:40 » |
|
ตีความแบบวรเจตน์ ต้องให้เสียแผ่นดินเสียก่อนใช่มั๊ย
ถ้าขนาดนั้นไม่ต้องอาจสูญเสีย หรือ สูญเสีย
ไปเล่นมาตรา 119 เลยครับ จะได้จับไปประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร
อาจาน หรืออาจม แบบวรเจตน์ น่าจะคืนปริญญาให้เค้าคืนไปได้แล้ว
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ดอกฟ้ากับหมาวัด
|
 |
« ตอบ #10 เมื่อ: 13-07-2008, 21:50 » |
|
จะรอดูชะตากรรมของอ้ายพวกขายชาติ.....
โกหกตอแหลเป็นอาชีพ....คิดแบบโง่ๆ ว่าคนไทยเป็นควาย เดี๋ยวนี้เค้าใช้ คูโบต้าแทนควายแล้ว
โง่เอ๋ย....โง่ไม่เลิก...โง่งม...งายยยยย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ
น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
|
|
|
|
mebeam
|
 |
« ตอบ #11 เมื่อ: 13-07-2008, 22:13 » |
|
เชื่อมั่นในอ.วรเจตน์ และ อ.โคทม ครับ ถ้าท่านทั้ง 2 ด่าหรือวิจารณ์ รัฐบาลนี้ผมก็เชื่อครับ เพราะความเป็นนักวิชาการของท่าน มีประโยค หนึ่งมาจาก อ.วรเจตน์ คือ "ทุกวันนี้ นักวิชาการไม่สามารถเป็นหลักให้บ้านเมืองได้ เพราะ ว่านักวิชาการส่วนใหญ่ลงไปเล่นกันเอง หรือว่าเลือกข้างไปแล้ว" ส่วนในบทความนั้น เห็นด้วยทุกประการ ครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: 13-07-2008, 22:16 » |
|
๙ พฤษภาคม ๒๔๘๔ ไทยและฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกกรณีพิพาท อินโดจีน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยไทยจะได้รับดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ๖๙,๐๒๙ ตร.กม. แต่มีข้อแม้ว่าไทยต้องชดใช้เงิน ๖ ล้านเปี๊ยสแก่ฝรั่งเศส เป็นค่าระบบการรถไฟ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่ฝรั่งเศสได้ลงทุนไว้ในดินแดนเหล่านั้น http://www.thaiveterans.mod.go.th/mas_page/event_his/indochina/indo1/indo14.htm
ดินแดนเหล่านี้กลับมาขึ้นอยู่กับไทยอีกครั้งหลังจากที่ได้สูญเสียไปในเหตุการณ์ หลายๆครั้ง แต่ได้กลับมาอยู่ในปกครองของไทยในระยะเวลาเพียง ๕ ปี ๙ เดือนเท่านั้น ก็จำต้องคืนกลับไป ให้แก่ฝรั่งเศสอีกในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ แพ้ไม่ยอมรับว่าแพ้ เสียแค่ที่ได้มาตอนสงคราม แค่นี้ก็ดีมากแล้วแลกกับไม่ต้องเป็นผู้แพ้สงคราม แล้วยังอยากได้โน่นได้นี่ไม่เลิก นิสัยไม่รู้จักพอเพียง อ. วรเจตน์ยึดหลักการ ชี้จุดว่าแค่ตามตัวหนังสือยังตีความผิดไปได้ แบบนี้ไม่ต้องเสนอหน้าว่า เป็นนิติรัฐเลย อายเค้า ที่ตอบมาหลายความเห็น ไม่มีความเห็นไหนมีเหตุผลหักล้าง จุดที่ อ. วรเจตน์ชี้ได้ เพราะมันแค่เรื่องง่ายๆ การตะแบงเพื่อเอาชนะ ถ้าเป็นคนธรรมดาพอว่า แต่มันเป็น องค์กรที่มีผลต่อการสร้างบรรทัดฐานในอนาคต เท่ากับว่าคนเหล่านี้ เอาบรรทัดฐานมาทำลาย เพียงเพื่อเอาชนะกัน โดยไม่คำนึงถึงอนาคต แบบนี้ถึงเรียกว่า ทำลายชาติของแท้ ส่วนพวกโง่ โดนปั่นหัวเรื่องเสียดินแดนก็บ้าตามโดยไม่เอาเหตุผลอะไรแล้ว เสียหายถึงเซลล์สมอง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ดอกฟ้ากับหมาวัด
|
 |
« ตอบ #13 เมื่อ: 13-07-2008, 22:36 » |
|
๙ พฤษภาคม ๒๔๘๔ ไทยและฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกกรณีพิพาท อินโดจีน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยไทยจะได้รับดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ๖๙,๐๒๙ ตร.กม. แต่มีข้อแม้ว่าไทยต้องชดใช้เงิน ๖ ล้านเปี๊ยสแก่ฝรั่งเศส เป็นค่าระบบการรถไฟ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่ฝรั่งเศสได้ลงทุนไว้ในดินแดนเหล่านั้น http://www.thaiveterans.mod.go.th/mas_page/event_his/indochina/indo1/indo14.htm
ดินแดนเหล่านี้กลับมาขึ้นอยู่กับไทยอีกครั้งหลังจากที่ได้สูญเสียไปในเหตุการณ์ หลายๆครั้ง แต่ได้กลับมาอยู่ในปกครองของไทยในระยะเวลาเพียง ๕ ปี ๙ เดือนเท่านั้น ก็จำต้องคืนกลับไป ให้แก่ฝรั่งเศสอีกในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ แพ้ไม่ยอมรับว่าแพ้ เสียแค่ที่ได้มาตอนสงคราม แค่นี้ก็ดีมากแล้วแลกกับไม่ต้องเป็นผู้แพ้สงคราม แล้วยังอยากได้โน่นได้นี่ไม่เลิก นิสัยไม่รู้จักพอเพียง อ. วรเจตน์ยึดหลักการ ชี้จุดว่าแค่ตามตัวหนังสือยังตีความผิดไปได้ แบบนี้ไม่ต้องเสนอหน้าว่า เป็นนิติรัฐเลย อายเค้า ที่ตอบมาหลายความเห็น ไม่มีความเห็นไหนมีเหตุผลหักล้าง จุดที่ อ. วรเจตน์ชี้ได้ เพราะมันแค่เรื่องง่ายๆ การตะแบงเพื่อเอาชนะ ถ้าเป็นคนธรรมดาพอว่า แต่มันเป็น องค์กรที่มีผลต่อการสร้างบรรทัดฐานในอนาคต เท่ากับว่าคนเหล่านี้ เอาบรรทัดฐานมาทำลาย เพียงเพื่อเอาชนะกัน โดยไม่คำนึงถึงอนาคต แบบนี้ถึงเรียกว่า ทำลายชาติของแท้ ส่วนพวกโง่ โดนปั่นหัวเรื่องเสียดินแดนก็บ้าตามโดยไม่เอาเหตุผลอะไรแล้ว เสียหายถึงเซลล์สมอง สิ่งที่มนุษย์อยากดีอยากได้....คือความโลภ
แต่สิ่งใดที่ควรไขว่คว้าถือครองด้วยความชอบธรรม...เรามิบังควรต่อสู้หรือเรียกร้อง
สิทธิที่พึงมีบ้าง...อ้ายคนไทยใจขายชาติ กรุณาอย่ามาแถ..ให้เป้นสาเหนียดจานไร
กับสมาชิกเสรีไทยเลย.....งาช้างไม่เคยงอกจากปากสุนัข
ฉันไดก็ฉันนั้น......
ไม่ขอต่อปากต่อคำกับ...จขกท. ที่พยายามยามเลียนแบบโวหาร วะทะ เหลี่ยมๆอีกต่อไป
ยอมแพ้ความด้านหนาจิงๆ เหนื่อยเปล่า
ไปกัดกับหมาดีฝ่า...เยอะเลย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ
น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
|
|
|
|
jnaj1
|
 |
« ตอบ #14 เมื่อ: 13-07-2008, 23:15 » |
|
ใน รธน ใช้คำว่า "หรือ"
แต่ วรเจตน์ พยายามเน้นตรง "ที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย"
ซึ่งแน่นอน ศาล รธน ไม่สามารถฟันธงว่ามันมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือไม่
คือไม่สามารถบอกได้ว่า "ใช่" หรือ "ไม่"
จึงให้เหตุผลครึ่งๆกลางไว้ด้วยคำว่า "อาจ"
แต่อีกเหตุผลนึงที่ช่วยสนับสนุนคือ "ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย"
ลำพังแค่เหตุผลนี้เหตุผลเดียว ก็สามารถทำให้เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านสภาได้แล้วไม่ใช่หรือ
คำวินิจฉัย "อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ Joint Communique ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสอง"
รธน. 50 หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่ง ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหวางประเทศ หรือจะตองออกพระราชบัญญัติเพื่อใหการเปนไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบตอความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอยางกวางขวาง หรือมีผลผูกพันดานการคา การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อยางมีนัยสําคัญ ตองไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะตองพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับเรื่องดังกลาว
อ.วรเจตน์ออกมาพูดแบบมีเหตุผลบ่อยๆ มันก็ดี เป็นคนหนุ่มไฟแรงแน่นวิชาการ
อาจหาญลูบคมผู้พิพากษาคราวพ่อ ที่มากด้วยประสบการณ์
แต่ไม่อยากให้ยึดติด จนเป็นแบบ สมศักดิ์ เจียมฯ นั่น จะน่าเสียดายแทน
สงสัย ลลล. จะขาดที่พึ่งไปอีกนาน
ที่น่าใจหายคือ วรเจตน์บอกว่านับแต่นี้คงออกมาให้ความเห็นน้อยลง เพราะเขาเห็นว่าสังคมไทยไม่ได้ฟังเหตุฟังผลกันอีกแล้ว แต่กำลังจะเอาชนะกันด้วยกำลังอำนาจ "ผมอาจจะไม่ออกมาพูดอีกนานเลยทีเดียว"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
หยาดน้ำตาและฝันร้าย ของดอกไม้ในหมู่มาร
น้องใหม่
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 8

ชีคราชิด อัล มักตูม หล่อจัง
|
 |
« ตอบ #15 เมื่อ: 13-07-2008, 23:37 » |
|
"คำวินิจฉัยของศาลโลกชัดเจนว่าตัวปราสาทตั้งอยู่ในเขตแดนซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา เลิกเถียงเสียทีว่าพื้นดินใต้ปราสาทเป็นของใคร มันต้องยอมรับกันว่านี่คือข้อยุติโดยคำวินิฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ"
แน่ใจจริงดิว่ายุติธรรมได้ข่าวว่ามีการล็อบบี้กันสะบัด โดยเฉพาะฝรั่งเศษ
เราคิดว่าน่ะที่ศาลใช้คำว่าอาจจะก็เพราะเค้ายึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ใครจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรยิ่งเขมรขึ้นชื่อว่าจอมตะแบงอยู่แล้ว แล้วที่ฟังมาจากหลาย ๆ ที่ การเป็นมรดกโลกมันรอมทั้งบริเวณแวดล้อม และสภาพวัฒธรรมที่เห็นค่าว่าควรอนุรักษ์ ลำพังตัวอาคารอย่างเดียวมัน ไม่เป็นมรดกโลกที่สมบูรณ์แบบได้ เพราะการสร้างวิหารสร้างเพื่ออะไร ใครเป็นคนสร้าง มะนสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อ ความศรัทธา ค่านิยมวิถีการดำเนินชีวิตของคนในยุคนั้นเป็นตัวผลักดันให้เกิดการสร้างวิหารเพื่อบูชาเทพประดามีพวกนั้น ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกว่าองค์การยูเนสโกจะไม่เข้ามาจัดการพื้นที่โดยรอบประสาท ฟันธง มันเข้าจัดการแน่นอนจะช้าหรือเร็วเท่านั้น แล้วไทยจะทำอะไรได้ก็ไปเซ็นตกลงเห็นด้วยกะเค้าแล้ว เขมรมันไม่รับรู้อะไรด้วยกับคำพิพากษาของศาลไทย เหมือนที่มันยึดแผนที่อัตราส่วนที่ไม่เหมือนทั่วโลกเค้าทำอย่างหน้าเฉย แล้วยังจะมีผลประโยชน์จากการบูรณซ่อมแซมปราสาทที่บริษัทอัปสรรึ่เปล่าไม่แน่ใจที่ส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ซึ่งเค้าแบ่งกันแล้วว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน ใครสร้างถนน กะเช้าลอยฟ้า ใครปรับปรุงภูมิทัศน์ แล้วสิ่งอำนวยความสะดวกจิปาถะอีก่ แล้วยังคอมเพล็กศูนย์รวมความบันเทิงที่ใครก็ไม่รู้ไปวางโครงการเอาติ๊ดไว้แล้ว ถึงขนาดไปสร้างถนนให้เค้าด้วยโดยเงินของรัฐบาลไทยซึ่ง=ภาษีของประชาชนคนไทย
เฮ้อ อ.วรเจตน์ ผู้ซึ่งยึดด้วยเหตุผลที่ว่า "มันเป็นภารกิจที่หนักเกินไปที่จะต้องมาแบกรับความคาดหวัง แบกรับการรุมถล่มโจมตี ีจากเหล่าผู้มีคุณธรรมแต่ไม่มีหลักการ งั้นอาจารย์ก็คงเป็นผู้ยึดหลักการแต่มองข้ามคุณธรรม เหมือนกับที่ลูกไปขโมยยาจากร้านขายยาเพื่อไปรักษาแม่ที่ไม่สบายหนักใกล้ตาย ในทางกฏหมายลูกคนนี้ผิดเพราะไปขโมยของคนอื่น แต่ถ้าหากว่าเป็นสังคมไทยหากร้านขายยารู้เค้าอาจจะไม่เอาความเลยก็ได้ เพราะบริบทของสังคมไทยที่มีความเอื้อเฟื้อ เห็นอกเห็นใจคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศตะวันตกยกย่อง แต่คนไทยใจต่างด้าวกลับอยากไปยกย่องความความเป็นปัจเจกของประเทศตะวันตกซะงั้น เอะอะก็ฟ้อง ช่างไม่รู้จักใช้คำว่า "ไม่เป็นไร" ของคนไทยซะบ้างเนอะ เราว่าเป็นสังคมที่น่ารักดีออก ว่า่ม่ะ
นี่แหละน้าเค้าถึงเรียกว่า ฝรั่งบางเสาธง (แปลว่าพยายามทำตนให้เป็น ให้เหมือนฝรั่ง คงคิดว่าโก้ล่ะม้าง)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #16 เมื่อ: 14-07-2008, 11:21 » |
|
ตั้งแต่ที่เคยติดตามความคิดความเห็นของ อ.วรเจตน์ มา ความเห็นของ อ.วรเจตน์ ครั้งนี้ถือว่ามีคุณภาพแย่ที่สุด ตัดแค่ตอนท้ายของบทสัมภาษณ์มาก็พอ..--- สมมติศาลรัฐธรรมนูญฟันธงว่าเสียดินแดน เขมรก็คงโต้ว่าไม่จริง "ใช่ แต่การตีความอย่างนี้มันมีปัญหาระหว่างประเทศนะ เราบอกว่าเป็นหนังสือสัญญาไปแล้ว วันหน้าถ้าเขมรจะได้ประโยชน์ เขาก็เอามาอ้างอิงได้ว่าในทางกฎหมายเราถือเป็นหนังสือสัญญา ระบบกฎหมายของเรารับแล้วว่าเป็นหนังสือสัญญา" "มันมีทุกมุม ที่น่าเศร้าคือเราอาจจะพูดถึงเหตุผลหรือคำวินิจฉัยน้อยไปในเวลานี้ สื่อก็ดูแต่ธง พอธงบอกผิด รัฐบาลทำผิด ก็ไปกันเลย ไปอ้างว่าเสียดินแดนโดยที่ยังไม่ได้ดูในคำวินิจฉัยเลย คำวินิจฉัยยังบอกว่าอาจจะ ถ้าตีความตามตัวอักษรคือไม่ได้เสียดินแดน"--- อ.วรเจตน์ พูดว่าศาลตีความเกินที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ตัว อ.วรเจนต์ เองกลับตีความ คำวินิจฉัยของศาลเกินที่ศาลวินิจฉัย ในเมื่อวินิจฉัยว่า "อาจจะ" ก็มีความหมายว่า "อาจจะ"อ.วรเจตน์ ไปตีความเป็น "ไม่" ได้อย่างไร? มาดูคำวินิจฉัยของศาลในส่วนนี้..--- " อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ Joint Communique ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตของประเทศ ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสอง"--- เหตุผลที่ศาลวินิจฉัยว่า "อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ" ก็เพราะพื้นที่ที่ระบุในหนังสือสัญญา ยังไม่มีการปักปันเขตแดน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตัดสินไม่ได้ทั้งนั้น ว่าพื้นที่ที่ระบุในหนังสือสัญญาเป็นเขตแดนของไทยหรือกัมพูชา แต่ในเมื่อไทยก็อ้างสิทธิว่า อยู่ในอาณาเขตไทย หนังสือสัญญาดังกล่าวจึงอาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ การที่ศาลวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา สามารถอาศัยเหตุผลที่ว่า "มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง" เพียงส่วนเดียวก็พอแล้ว โดยมีเหตุผลว่า "อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ" เป็นเหตุผลประกอบ การที่ต้องยกเรื่อง "อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ" มาเป็นเหตุผลประกอบด้วย ก็เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรปล่อยผ่านเพียงเพราะพื้นที่ในสัญญายังตัดสินไม่ได้ว่าเป็นเขตแดนไทย เนื่องจากพื้นที่ทับซ้อนแบบนี้มีมากมายตลอดแนวพรมแดนประเทศ ไปจนถึงพรมแดนทางทะเล อาจกลายเป็นช่องทางให้รัฐบาลต่อๆ ไปฉวยโอกาสทำหนังสือสัญญายกให้ต่างชาติโดยไม่มีใครรู้ก็ได้... ประเด็นที่ อ.วรเจตน์ บอกว่าจะเกิดปัญหาระหว่างประเทศ เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นหนังสือสัญญา วันหน้าถ้าเขมรจะได้ประโยชน์ ก็จะเอามาอ้างได้ว่าระบบกฎหมายของเรารับแล้วว่าเป็นหนังสือสัญญา นั้น ยิ่งเป็นความเห็นที่แย่เข้าไปใหญ่ เพราะ อ.วรเจตน์ พูดไม่หมดว่าระบบกฎหมายของเราถือเป็นหนังสือสัญญา ที่ทำขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ผู้ทำหนังสือไม่มีอำนาจแทนรัฐ จึงเป็นบรรทัดฐานว่าสัญญาแบบนี้ไม่ผูกพันรัฐภาคี ต่อไปรัฐบาลต่างชาติ จะได้ระมัดระวัง ไม่แอบทำสัญญากับรัฐบาลโดยทุจริตอีก... สุดท้ายที่ อ.วรเจตน์ บอกว่านักวิชาการปัจจุบันเลือกข้าง.. ตอนนี้ อ.วรเจตน์ เองก็ไม่พ้นข้อกล่าวหา 
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2008, 11:33 โดย jerasak »
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #17 เมื่อ: 14-07-2008, 11:31 » |
|
ตั้งแต่ที่เคยติดตามความคิดความเห็นของ อ.วรเจตน์ มา ความเห็นของ อ.วรเจตน์ ครั้งนี้ถือว่ามีคุณภาพแย่ที่สุด ตัดแค่ตอนท้ายของบทสัมภาษณ์มาก็พอ..--- สมมติศาลรัฐธรรมนูญฟันธงว่าเสียดินแดน เขมรก็คงโต้ว่าไม่จริง "ใช่ แต่การตีความอย่างนี้มันมีปัญหาระหว่างประเทศนะ เราบอกว่าเป็นหนังสือสัญญาไปแล้ว วันหน้าถ้าเขมรจะได้ประโยชน์ เขาก็เอามาอ้างอิงได้ว่าในทางกฎหมายเราถือเป็นหนังสือสัญญา ระบบกฎหมายของเรารับแล้วว่าเป็นหนังสือสัญญา" "มันมีทุกมุม ที่น่าเศร้าคือเราอาจจะพูดถึงเหตุผลหรือคำวินิจฉัยน้อยไปในเวลานี้ สื่อก็ดูแต่ธง พอธงบอกผิด รัฐบาลทำผิด ก็ไปกันเลย ไปอ้างว่าเสียดินแดนโดยที่ยังไม่ได้ดูในคำวินิจฉัยเลย คำวินิจฉัยยังบอกว่าอาจจะ ถ้าตีความตามตัวอักษรคือไม่ได้เสียดินแดน"--- อ.วรเจตน์ พูดว่าศาลตีความเกินที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ตัว อ.วรเจนต์ เองกลับตีความ คำวินิจฉัยของศาลเกินที่ศาลวินิจฉัย ในเมื่อวินิจฉัยว่า "อาจจะ" ก็มีความหมายว่า "อาจจะ"อ.วรเจตน์ ไปตีความเป็น "ไม่" ได้อย่างไร?  ใช้คำว่า อาจจะ ได้ เห่ย สุด วิธีเสียดินแดนมีอะไรบ้าง 1. ทหารเขมรบุก เราสู้ไม่ได้ เสียดินแดนให้เขมรไป 2. ขึ้นศาลโลก ศาลโลกตัดสินแบบเดิม ข้อแรก ไม่เกี่ยวกะเคสนี้ ข้อสอง ก็ไม่เกี่ยว ในเมื่อไม่ยอมรับยูเนสโก ไม่ยอมรับศาลโลก โดยเฉพาะ เมื่อ 46 ปี ที่แล้ว ก็ไม่ต้องไปขึ้น มันก็จะไม่ เสีย ดินแดน ถ้ามีเรื่องถึงศาลโลก รัฐบาล ที่ตัดสินใจ ให้ไปขึ้นศาลโลก นั่นแหละ จะเป็นผู้ อาจจะ ทำให้เสียดินแดน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมเรื่อง มรดกโลกซักนิด เพราะมันไม่ใช่เรื่องดินแดน พวกอ่านภาษาคนไม่รู้เรื่อง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #18 เมื่อ: 14-07-2008, 11:36 » |
|
ใช้คำว่า อาจจะ ได้ เห่ย สุด วิธีเสียดินแดนมีอะไรบ้าง 1. ทหารเขมรบุก เราสู้ไม่ได้ เสียดินแดนให้เขมรไป 2. ขึ้นศาลโลก ศาลโลกตัดสินแบบเดิม ข้อแรก ไม่เกี่ยวกะเคสนี้ ข้อสอง ก็ไม่เกี่ยว ในเมื่อไม่ยอมรับยูเนสโก ไม่ยอมรับศาลโลก โดยเฉพาะ เมื่อ 46 ปี ที่แล้ว ก็ไม่ต้องไปขึ้น มันก็จะไม่ เสีย ดินแดน ถ้ามีเรื่องถึงศาลโลก รัฐบาล ที่ตัดสินใจ ให้ไปขึ้นศาลโลก นั่นแหละ จะเป็นผู้ อาจจะ ทำให้เสียดินแดน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมเรื่อง มรดกโลกซักนิด เพราะมันไม่ใช่เรื่องดินแดน พวกอ่านภาษาคนไม่รู้เรื่อง
พูดเรื่องความเห็น อ.วรเจตน์ ที่วิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสิครับ เป็นคนเอาเรื่องมาตั้งกระทู้เอง แล้วไปยกเรื่องอื่นมาทำไม ไม่อยากคุยเรื่องที่ตัวเองตั้งกระทู้แล้วหรือ? 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #19 เมื่อ: 14-07-2008, 11:40 » |
|
กลับไปคุยที่หัวข้อกระทู้กันดีไหม เอาเป็นว่า ภาษาไทยวันนี้ ... คำว่า "อาจจะเสียดินแดน" = "ไม่ได้เสียดินแดน" 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #20 เมื่อ: 14-07-2008, 11:45 » |
|
พูดเรื่องความเห็น อ.วรเจตน์ ที่วิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสิครับ เป็นคนเอาเรื่องมาตั้งกระทู้เอง แล้วไปยกเรื่องอื่นมาทำไม ไม่อยากคุยเรื่องที่ตัวเองตั้งกระทู้แล้วหรือ?  กระทู้พูดถึง ภาษาไทย ที่โดนยัดคำต่อเติมเข้าไปจนความหมาย ผิด แสดงเหตุผลให้เห็นชัดแล้วว่า มันไม่มีทางจะเสียดินแดนไปได้ ถ้าไม่ ขึ้นศาลโลก และการขึ้นศาลโลก นั่นแหละถึงต้องเข้าสภาเพราะตรงนั้น มีผลทำให้เสียดินแดนแหงๆ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #21 เมื่อ: 14-07-2008, 11:55 » |
|
กระทู้พูดถึง ภาษาไทย ที่โดนยัดคำต่อเติมเข้าไปจนความหมาย ผิด แสดงเหตุผลให้เห็นชัดแล้วว่า มันไม่มีทางจะเสียดินแดนไปได้ ถ้าไม่ ขึ้นศาลโลก และการขึ้นศาลโลก นั่นแหละถึงต้องเข้าสภาเพราะตรงนั้น มีผลทำให้เสียดินแดนแหงๆ
ประเด็นมันอยู่ตรงนั้นที่ไหนกัน ได้ดูอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเปล่าครับ?ที่เขาคัดค้านกันก็เพราะรัฐบาลสมัครเป็นรัฐบาลแรกที่เปลี่ยนท่าที จากการสงวนสิทธิของไทยเป็นการรับรองสิทธิของกัมพูชา ตัวหนังสือสัญญานั้นอาจใช้เป็นหลักฐานว่าประเทศไทยเลิกสงวนสิทธิ และรับรองสิทธิของกัมพูชาเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องศาลโลกยิ่งนอกประเด็น เพราะศาลโลกไม่มีอำนาจกำหนดเขตแดน เรื่องเขตแดนต้องมีการปักปันเขตแดนเท่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ทำนะครับที่ผ่านมานึกว่า คุณอยากประหยัดฯ จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแล้วเสียอีก 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #22 เมื่อ: 14-07-2008, 12:03 » |
|
ประเด็นมันอยู่ตรงนั้นที่ไหนกัน ได้ดูอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเปล่าครับ?ที่เขาคัดค้านกันก็เพราะรัฐบาลสมัครเป็นรัฐบาลแรกที่เปลี่ยนท่าที จากการสงวนสิทธิของไทยเป็นการรับรองสิทธิของกัมพูชา ตัวหนังสือสัญญานั้นอาจใช้เป็นหลักฐานว่าประเทศไทยเลิกสงวนสิทธิ และรับรองสิทธิของกัมพูชาเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องศาลโลกยิ่งนอกประเด็น เพราะศาลโลกไม่มีอำนาจกำหนดเขตแดน เรื่องเขตแดนต้องมีการปักปันเขตแดนเท่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ทำนะครับที่ผ่านมานึกว่า คุณอยากประหยัดฯ จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแล้วเสียอีก  แผนที่ก็มีอยู่ เขตแดนอยากปักก็ปักตามนั้น ถ้ากลัวเขมรไม่รับแล้วรบกันก็ต้องเจรจาเป็นที่ทับซ้อน ถ้าคิดว่าแผนที่เราถูก ก็ปักไปเลย รบเป็นรบ นอกจากรบและศาลโลกแล้ว มันไม่มีวิธีอื่นที่ทำให้ไทย เสียดินแดนอีก เพราะไม่ได้เปลี่ยนแผนที่ อย่าตะแบงเลย ฟังไม่ขึ้น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
NN
|
 |
« ตอบ #23 เมื่อ: 14-07-2008, 12:11 » |
|
ขอแจมนิดเดียว  ที่ผ่านมา วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เลือกข้างมาตลอด แล้วพฤติการณ์ค้านศาลมีทุกๆ ระยะ ทำไมถึงให้มีน้ำหนักกับแกจัง ? - เป็นหัวหอกสำคัญของกลุ่มที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ในช่วงการลงประชามติ - คัดค้านบทบาทของตุลการภิวัฒน์ ในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2549 - ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549 เป็นโมฆะ - ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษ กกต.ยุค “3 หนา” - สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 237 และ 309 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #24 เมื่อ: 14-07-2008, 12:14 » |
|
ขอแจมนิดเดียว  ที่ผ่านมา วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เลือกข้างมาตลอด แล้วพฤติการณ์ค้านศาลมีทุกๆ ระยะ ทำไมถึงให้มีน้ำหนักกับแกจัง ? - เป็นหัวหอกสำคัญของกลุ่มที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ในช่วงการลงประชามติ - คัดค้านบทบาทของตุลการภิวัฒน์ ในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2549 - ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549 เป็นโมฆะ - ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษ กกต.ยุค 3 หนา - สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 237 และ 309  เป็นคนที่บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ยึดหลักการ ในการตัดสินซุกหุ้นภาคแรก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #25 เมื่อ: 14-07-2008, 12:24 » |
|
เป็นคนที่บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ยึดหลักการ ในการตัดสินซุกหุ้นภาคแรก
อย่างไรไม่ทราบแต่ระยะหลังมานี้ เห็นได้ว่ามีพฤติกรรมเลือกข้างชัดเจน 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #26 เมื่อ: 14-07-2008, 12:27 » |
|
อย่างไรไม่ทราบแต่ระยะหลังมานี้ เห็นได้ว่ามีพฤติกรรมเลือกข้างชัดเจน  เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่เอาหลักการ ฝ่ายที่มีข่าวมากกว่าและต่อเนื่อง ก็จะต้องโดนวิจารณ์มากกว่า เรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงหลัง แทบไม่ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลทำอะไรที่เบี่ยงเบนหลักการแม้แต่น้อย อาจารย์เลยหาข้อ ตำหนิไม่เจอ หันมาอีกข้างนี่แกเลือกวิจารณ์ไม่ถูกเลย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
mebeam
|
 |
« ตอบ #27 เมื่อ: 14-07-2008, 12:30 » |
|
การที่ศาลวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา สามารถอาศัยเหตุผลที่ว่า "มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง" เพียงส่วนเดียวก็พอแล้ว โดยมีเหตุผลว่า "อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ" เป็นเหตุผลประกอบ  แค่ข้อนี้ "มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง" ก็แทบแย่แล้ว แล้วต่อไปจะมี "อาจมี + ผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง" ถามว่า ศาลท่าน จะมีาดุลยพินิจอย่างไร เอาเกณฑ์อะไรเป็นบรรทัดฐานการพิจารณาครับ ยิ่งในความเป็นจริง รัฐบาลจะมั่น่ใจได้ไงว่าปรรทัดฐานมันเห็นตรงกันระหว่างรัฐบาลกับศาล แล้วจะมีการทำงานครม.เรื่องไหนที่มันจะรอดข้อนี้โดยไม่ต้องผ่านสภาครับ เห็นแต่ละเรื่องกระทบสังคมของประเทศทั้งนั้น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #28 เมื่อ: 14-07-2008, 12:34 » |
|
เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่เอาหลักการ ฝ่ายที่มีข่าวมากกว่าและต่อเนื่อง ก็จะต้องโดนวิจารณ์มากกว่า เรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงหลัง แทบไม่ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลทำอะไรที่เบี่ยงเบนหลักการแม้แต่น้อย อาจารย์เลยหาข้อ ตำหนิไม่เจอ หันมาอีกข้างนี่แกเลือกวิจารณ์ไม่ถูกเลย
ฝ่ายรัฐบาลทำผิดหลักการเยอะแยะไป แต่เลือกไม่วิจารณ์มากกว่า 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
mebeam
|
 |
« ตอบ #29 เมื่อ: 14-07-2008, 12:41 » |
|
ฝ่ายรัฐบาลทำผิดหลักการเยอะแยะไป แต่เลือกไม่วิจารณ์มากกว่า  ไม่เคยเห็นแกวิจารณ์ เรื่องใครทำผิด หรือบริหารงานผิดเลย นอกจากศาล แกวิจารณ์เฉพาะ เรื่องกฏหมายเท่านั้น ถ้ารัฐบาลออกกฏหมาย ห่วยๆมา คงได้เจอแก 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #30 เมื่อ: 14-07-2008, 12:47 » |
|
แค่ข้อนี้ "มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง" ก็แทบแย่แล้ว แล้วต่อไปจะมี "อาจมี + ผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง"
ถามว่า ศาลท่าน จะมีาดุลยพินิจอย่างไร เอาเกณฑ์อะไรเป็นบรรทัดฐานการพิจารณาครับ ยิ่งในความเป็นจริง รัฐบาลจะมั่น่ใจได้ไงว่าปรรทัดฐานมันเห็นตรงกันระหว่างรัฐบาลกับศาล
แล้วจะมีการทำงานครม.เรื่องไหนที่มันจะรอดข้อนี้โดยไม่ต้องผ่านสภาครับ เห็นแต่ละเรื่องกระทบสังคมของประเทศทั้งนั้น
เรื่อง "อาจมี" สำหรับประเด็นสำคัญที่จะเกิดความเสียหายแก่ประเทศ ก็เป็นสิ่งที่ควรระวัง และถ้าศาลท่านจะตีความแบบปลอดภัยไว้ก่อน ว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ผมคิดว่าน่าจะยอมรับได้นะครับ สำหรับรัฐบาลถ้าไม่มั่นใจ ก็ถือเป็นบรรทัดฐานได้ว่าต่อไปถ้าทำหนังสือสัญญาอะไร หรือมีผู้ทักท้วงว่าอาจเป็นหนังสือสัญญา แค่ส่งให้รัฐสภาเห็นชอบก่อนก็สิ้นเรื่อง ส่วนศาลท่านมีดุลยพินิจอย่างไร คงเป็นเรื่องของแต่ละท่านที่จะมีคำวินิจฉัยส่วนตนออกมา ซึ่งอาจไม่เหมือนกันเลยก็ได้ และในที่สุดก็จะได้คำวินิจฉัยกลางออกมาเป็นที่สิ้นสุด กฎหมายถึงกำหนดให้มีตุลาการเป็นองค์คณะไงครับ เพื่อใช้น้ำหนักคำวินิจฉัยเป็นเกณฑ์ การทำงานของ ครม. ที่ไม่ใช่การทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ก็จะรอดข้อนี้ทั้งหมดครับ 
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2008, 12:52 โดย jerasak »
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
jnaj1
|
 |
« ตอบ #31 เมื่อ: 14-07-2008, 13:41 » |
|
ขอก๊อปปี้ที่มีคนตอบไว้ใน รดน ..... เพราะเห็นว่าอธิบายได้ชัดเจนดี เรื่อง"อาจ" หรือ"อาจจะ"มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศนี้ หากไปดูในคิวินิจฉัยของศาลรธน.แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าศาลรธน.เองได้เล็งเห็นความข้อนี้เช่นกัน และถือเป็นประเด็นสำคัญ จึงได้หยิบยกเรื่อง "อาจ" หรือ"อาจจะ" นี้ลงไว้ในคำวินิจฉัย ตอนท้ายก่อนถึงบทสรุปคำวินิจฉัย โดยศาลรธน.อ้างถือเอาเจตนารมย์ของ รธน.ว่ามีเจตนาจะตรวจสอบการเข้าทำหนังสือสัญญาของรัฐบาล ดังนั้นแม้หนังสือสัญญานั้นจะไม่ได้เขียนไว้ ถึงกับว่ามีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศแล้ว แต่หากหนังสือนั้นมีผลที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอาณา เขตประเทศ ศาลรธน.ก็ให้ตีความว่า เข้าตามมาตรา 190 อรรถาธิบายในคำวินิจฉัยก่อนสรุปนี้ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าศาลรธน.เองก็รู้ว่ากำลังตีความเกินคำบัญญัติที่มี ในมาตรา 190 แต่ศาลรธน.อ้างถึง"ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ"ที่ต้องการให้มีการตรวจสอบก่อนเกิดความ เสียหาย ตามที่บก.ลายจุดได้ให้ความเห็นไว้ในกระทู้ข้างล่างว่า ศาลรธน.ทำเช่นนี้เหมือนไต่เส้นลวด คือ"เสี่ยงต่อการผิดกฏหมาย"เสียเอง แต่ศาลรธน.คงมั่นใจในความสุจริตใจ และได้ให้คำอ้างอิงเหตุที่ต้องตีความเกินม.190 ไว้ดังนี้(โพสต์ซ้ำ) http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6794401/P6794401.html
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #32 เมื่อ: 14-07-2008, 14:35 » |
|
สรุปว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยมีเหตุผลสนับสนุนชัดเจน ว่าหนังสือสัญญาที่อาจจะ.. ก็ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบก่อน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ
ส่วน อ.วรเจตน์ ตีความคำวินิจฉัยผิดจากที่มีคำวินิจฉัยจริง โดยมีการสรุปเอาเองว่า "อาจมีผล" แปลว่า "ไม่มีผล" ซึ่งผิดเจตนาที่ระบุไว้ชัดเจนของศาลรัฐธรรมนูญ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
|
 |
« ตอบ #33 เมื่อ: 14-07-2008, 14:52 » |
|
สรุปว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยมีเหตุผลสนับสนุนชัดเจน ว่าหนังสือสัญญาที่อาจจะ.. ก็ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบก่อน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ
ส่วน อ.วรเจตน์ ตีความคำวินิจฉัยผิดจากที่มีคำวินิจฉัยจริง โดยมีการสรุปเอาเองว่า "อาจมีผล" แปลว่า "ไม่มีผล" ซึ่งผิดเจตนาที่ระบุไว้ชัดเจนของศาลรัฐธรรมนูญ
เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญคงไม่ได้คิดว่า ศาลอ่านไม่รู้เรื่องว่าเสียหรือไม่เสียหรอก คนร่างคงคิดว่าอันไหนเสียหรือไม่เสียดินแดน มันก็อ่านรู้ง่ายๆ อยู่แล้ว เรื่องใหญ่ แบบนี้ไม่มีใครเขียนภาษาเป็นอีแอบหรอก นอกจากจะไปเหมาเอาเองว่าเจตนา รมณ์เป็นแบบนั้นแบบนี้ เป็นการจินตนาการของคนแก่ที่อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ขอให้รู้ไว้ว่า อยากจะเสียดินแดน ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ แค่เขียนอะไรจิ๊บๆ แบบนี้แล้ว จะทำให้เสียดินแดน แม้อยากจะเสียดินแดนใจจะขาด ถ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงแผนที่ มันก็เสียไม่ได้อยู่ดี อย่างกะเขมรจะมาบ้าจี้ตามเรา เขียนกำกวมเขมรเป็นยึด พวก คนแก่เหล่านี้คงไม่รู้ว่าขั้นตอนการเสียดินแดนมันเป็นยังไงบ้าง ไม่หมูนะนั่น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
mebeam
|
 |
« ตอบ #34 เมื่อ: 14-07-2008, 20:46 » |
|
มีเรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่งคื่อ ที่ศาลว่า แถลงการณ์ร่วมเป็น สัญญา เพราะครบองค์ประกอบ 4 ข้อ ตรงที่ข้อ5 มันเขียนว่า แถลงการณ์ ร่วมไม่มีผลต่อ การปักปันเขตแดน หรือการอ้างสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ศาลถือว่าข้อนี้มีผลผูกพันธ์ทางกฎหมาย ทำให้ ครบองค์สัญญา แล้วศาลก็บอก ว่าสัญญาอาจทำให้เสียดินแดน เห็นอะไรแปลกๆไหม ถ้าข้อ 5 มันมีผลตามกฎหมาย ดินแดนหรือเขตแดนมันจะเปลี่ยนได้ไง หรือข้อ 5 มันไม่มีผลตามกฏหมาย แถลงการณ์ร่วม จะเป็น สัญญาได้ไง สรุป โดนผลลบ ของการตีความ ทั้งขึ้นทั้งล่อง แค่ขำๆ ของแค่นี้ รู้ว่าอธิบายกันได้ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #35 เมื่อ: 14-07-2008, 22:53 » |
|
มีเรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่งคื่อ ที่ศาลว่า แถลงการณ์ร่วมเป็น สัญญา เพราะครบองค์ประกอบ 4 ข้อ ตรงที่ข้อ5 มันเขียนว่า แถลงการณ์ ร่วมไม่มีผลต่อ การปักปันเขตแดน หรือการอ้างสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ศาลถือว่าข้อนี้มีผลผูกพันธ์ทางกฎหมาย ทำให้ ครบองค์สัญญา แล้วศาลก็บอก ว่าสัญญาอาจทำให้เสียดินแดน เห็นอะไรแปลกๆไหม ถ้าข้อ 5 มันมีผลตามกฎหมาย ดินแดนหรือเขตแดนมันจะเปลี่ยนได้ไง หรือข้อ 5 มันไม่มีผลตามกฏหมาย แถลงการณ์ร่วม จะเป็น สัญญาได้ไง สรุป โดนผลลบ ของการตีความ ทั้งขึ้นทั้งล่อง แค่ขำๆ ของแค่นี้ รู้ว่าอธิบายกันได้  เอาแถลงการณ์ร่วมข้อ 3 ถึงข้อ 5 มาให้อ่านทบทวนนะครับ และลองอ่านข้อ 4 ดีๆ ประกอบกับแผนที่เขมร โปรดสังเกตหมายเลข 2 และ 3 ที่เห็นไม่มีขอบเขตแน่นอน ว่าไปถึงตรงไหนแน่ มีแต่ตัวเลขลอยๆ เพราะเขมรก็ไม่รู้ว่า ขอบเขตอยู่ตรงไหนเหมือนกัน เนื่องจากยังไม่มีการปักปัน  --- 3. แผนที่ซึ่งอ้างไว้ในวรรค 1 ข้างต้น จะแทนที่แผนที่ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องและบรรจุไว้ใน “Schema Directeur pour le Zonage de Preah Vihear” ตลอดจนการอ้างอิงด้านกราฟฟิกทั้งหมดที่ระบุบ่งชี้ถึง “บริเวณหลัก” (core zone) และการแบ่งบริเวณอื่นๆ (zonage) ของปราสาทพระวิหาร ที่บรรจุอยู่ในแฟ้มเสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาด้วย 4. ระหว่างที่รอผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (Joint Commission for Land Boundary หรือ JBC) เกี่ยวกับพื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันตกรอบๆ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับการระบุให้เป็น หมายเลข 3 ในแผนที่ที่อ้างอิงไว้ในวรรค 1 ข้างต้น แผนการบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้จะได้รับการจัดทำในลักษณะของการประสาน ร่วมมือกันระหว่างทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชาและทางการผู้รับผิดชอบของไทย โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์ระหว่างประเทศ ด้วยทัศนะที่มุ่งรักษาคุณค่าอันเป็นสากลที่โดดเด่นของทรัพย์สินดังกล่าวนี้ แผนการบริหารจัดการดังกล่าวนี้จะบรรจุไว้ในแผนการบริหารจัดการสุดท้ายสำหรับ ปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาท ซึ่งจะยื่นเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลก (World Heritage Centre) ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2010 เพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก ในการประชุมครั้งที่ 34 ในปี 2010 5. การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลกครั้งนี้ จะไม่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิ์ของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการกำหนดปักปันเขตแดนของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (JBC) ของประเทศทั้งสอง--- เมื่ออ่านข้อ 4 เรียบร้อยแล้ว...โปรดสังเกตว่าการจัดการพื้นที่ตามหมายเลข 3 ไ่ม่ได้ระบุสิทธิอำนาจใดๆ ของฝ่ายไทยเลย มีแต่ระบุว่าจะจัดทำในลักษณะของการ ประสานร่วมมือกัน (ห้ามขัดขืน???  ) ..ส่วนแผนการบริหารจัดการก็ไม่มีตรงไหนระบุว่าไทยจะมีอำนาจร่วมกำหนดแผน..ส่วนข้อ 5 ที่ประกาศเอาไว้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ปักปันเขตแดน แต่ที่แน่ๆ ระหว่างยังไม่ปักปัน เขมรก็ยึดพื้นที่ตามหมายเลข 2 และ 3 ไปใช้ประโยชน์โดยไทยต้องร่วมมือ พอจะเห็นภาพหรือยังครับว่าแถลงการร่วมอาจกระทบเขตอำนาจของไทย และเราไม่รู้ขอบเขต ด้วยว่ากระทบไปถึงไหนบ้าง โดยระหว่างที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน เขมรเป็นฝ่ายมีอำนาจ ที่จะจัดการกับพื้นที่ตามต้องการโดยไทยมีพันธะต้องร่วมมือตามหนังสือสัญญาแถลงการณ์ข้อ 5 ไทยไม่ได้สิทธิจัดการอะไรเลย เพราะการขึ้นทะเบียนนี้เขมรยื่นฝ่ายเดียว 
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2008, 22:56 โดย jerasak »
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #36 เมื่อ: 14-07-2008, 22:58 » |
|
อ่านแถลงการณ์ร่วมทบทวนแล้ว ก็ลองอ่านคำวินิจฉัยซ้ำอีกครั้ง น่าจะชัดเจนขึ้นนะครับ  -------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำวินิจฉัยกลาง ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยชี้ขาด 2 ประเด็น คือ
1.คำแถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 190 หรือไม่ โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คำว่า "หนังสือสัญญา" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หมายถึงความตกลงระหว่างประเทศทุกรูปแบบที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศไทยกับต่าง ประเทศ หรือ องค์การระหว่างประเทศในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะบันทึกในเอกสารฉบับเดียว หรือหลายฉบับ และไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร อันเป็นความหมายตรงกับคำว่า "treaty" ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 และตรงกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว ในคำวินิจฉัยที่ 11/2542 และคำวินิจฉัยที่ 33/2543
คำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว ประกอบด้วยการกระทำระหว่างรัฐต่อรัฐ เป็นลายลักษณ์อักษร โดยผู้มีอำนาจ ทำหนังสือสัญญาของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งปกติคำแถลงการณ์ร่วม ที่ไม่ต้องการให้มีผลทางกฎหมายนั้นไม่มีความจำเป็นต้องลงนาม แต่ในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวกลับมี รมว.การต่างประเทศ เป็นผู้ลงนาม นอกจากนี้ยังมีความมุ่งหวังให้เกิดผลทางกฎหมาย โดยพิจารณาจากพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน คำแถลงการณ์ร่วมฯ จึงเข้าองค์ประกอบของลักษณะความตกลงระหว่างประเทศ โดยที่ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างสงวนสิทธิซึ่งกันและกัน เมื่อคำแถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้อยู่ภายใต้กฎหมายภายในของรัฐใดรัฐ หนึ่ง จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นข้อตกลงจากการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ที่มีอำนาจ ทำความตกลงผูกพันประเทศไทย และกัมพูชาได้ จึงเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
ประเด็นที่ 2. หากคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ Joint Communique เป็นหนังสือสัญญาแล้ว ถือเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา 190 วรรคสอง ได้บัญญัติถึงหนังสือสัญญา 5 ประเภท ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เนื่องจากเป็นหนังสือสัญญาที่มีความสำคัญ สมควรได้รับการพิจารณาโดยรอบคอบ จากครม.ที่เป็นฝ่ายบริหาร และรัฐสภาที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และเป็นตัวแทนของประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
สำหรับแถลงการณ์ร่วมฯ ลงวันที่ 18 มิ.ย. แม้จะไม่ได้ปรากฏสาระสำคัญชัดเจนว่า เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ อันเป็นอาณาเขตของประเทศไทยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อบททั้งหมดในคำแถลงการณ์ร่วมฯ ประกอบแผนที่หรือแผนผังแนบท้าย ซึ่งจัดทำโดยประเทศกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว จะเห็นได้ชัดเจนว่า แผนที่ดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงพื้นที่ เอ็น 1 เอ็น 2 และเอ็น 3 โดยไม่ได้กำหนดเขตของพื้นที่ดังกล่าวให้ชัดเจนว่า ครอบคลุมส่วนใดของประเทศใด เป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาละเอียดอ่อน และอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไปในภายหน้าได้
"นอก จากนี้ การที่ประเทศกัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันในเรื่องของเส้นเขตแดน และขอบเขตที่ปราสาทตั้งอยู่ ทั้งประเด็นทางการเมือง และด้านสังคม การที่รมว.การต่างประเทศ เจรจากับประเทศกัมพูชาก่อนที่จะมีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯนั้น เล็งเห็นได้ว่า หากลงนามคำแถลงการณ์ร่วมฯไป ก็อาจก่อให้เกิดความแตกแยกกันทางด้านความคิดเห็น ของคนในสังคมทั้ง 2 ประเทศ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดวิกฤตแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา อันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมอย่างกว้างขวาง
คำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว จึงเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทยจึงเป็นหนังสือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อาศัยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมฯ ลงวันที่ 18 มิ.ย. 50 เป็น หนังสือสัญญา ที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงต้องรับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง"http://www.prachatai.com/05web/th/home/12797
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2008, 23:05 โดย jerasak »
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|
mebeam
|
 |
« ตอบ #37 เมื่อ: 14-07-2008, 23:28 » |
|
คุณจีว่า ถ้ามีแต่ข้อ 4 ไม่มีข้อ 5 จะเป็น ความตกลงระหว่างประเทศทุกรูปแบบและอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเปล่า 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jerasak
|
 |
« ตอบ #38 เมื่อ: 15-07-2008, 01:58 » |
|
คุณจีว่า ถ้ามีแต่ข้อ 4 ไม่มีข้อ 5 จะเป็น ความตกลงระหว่างประเทศทุกรูปแบบและอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเปล่า  ไม่เข้าใจคำถามว่าถามทำไมนะครับแต่ทั้งข้อ 4 และข้อ 5 ก็มีลักษณะเป็นความตกลงระหว่างประเทศจริงๆ ข้อ 4 เป็นเรื่องการจัดการพื้นที่ ระหว่างรอการปักปันเขตแดน ข้อ 5 เป็นเรื่องสงวนสิทธิ์ในการปักปันเขตแดน ไม่รู้คุณ mebeam มองข้อ 5 ว่าเขียนเพื่อจำกัดข้อ 4 หรือเปล่า แต่ความจริง ข้อ 4 เป็นอิสระจากข้อ 5 นะครับ ในส่วนของข้อ 3 ผมคิดว่าน่าจะมีการแปลผิดบางส่วนอีกด้วย เพราะอ่านแล้วไม่ได้ใจความตามที่ควร แต่พอประมาณได้ว่า มีการอ้างอิงถึงแผนที่อื่นๆ อีกที่เรายังไม่เห็น และความใน ข้อ 3 ก็น่าจะเป็นอิสระจากข้อ 5 เสียด้วย 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
= A dreamer lives for eternity.= == นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
|
|
|
|