จับตากก.บริหารรอบพระวิหาร แค่หลุมพลาง -ที่ไทยหลงกล นักโบราณจับตาตั้งกก.7 ชาติ บริหารพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหาร แค่หลุมพลางที่ไทยหลงกล ชี้ กัมพูชาเอา 7 ประเทศมาค้านอำนาจบริหารจัดการในดินแดนไทย ระบุ ไม่จำเป็นต้องยอมรับคณะกรรมการร่วมมาบริหารเพราะเป็นดินแดนของไทย
(8ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ให้สัม ภาษณ์จากเมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ภายหลังที่คณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 32 มีมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยระบุว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการ 7 ชาติรวมไทยและกัมพูชามาดูแลนั้น
.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวว่า จากการติดตามการให้สัมภาษณ์ของนายปองพลที่ระบุว่าคณะกรรมการมรดกโลก ฝ่าผืนหลักการที่ให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้นั้น แท้จริงแล้วกรรมการมรดกโลกไม่ได้ฝ่าฝืนอะไร ศ
เพราะถือว่าปราสาทพระวิหารเข้าหลักเกณฑ์ข้อที่ 1
แต่ที่ถือว่าผิดปกติและอาจจะนอกกรอบไปมากก็คือการที่มาบอกว่าคณะกรรม การมรดกโลก แนะนำให้ไทยนำเสนอพื้นที่เชื่อมต่อในฝั่งไทย รวมทั้งอุทยานแห่งชาติ และบริ เวณพื้นที่เทือกเขาพนมดงรักไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะพื้นที่ที่เราอยากจะเสนอเชื่อมนั้นคงเป็นไปไม่ได้แล้ว การเอาพื้นที่เราไปร่วมประกอบถ้าเป็นทางวัฒน ธรรม ซึ่งได้แนะตลอดว่าต้องเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกัน ถ้าจะทำตรงนี้ ซึ่งเป็นจุดยืนมาตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาได้ยืนยันมาตลอดให้ขึ้นร่วมกัน เพื่อให้เป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อทำแผนอนุรักษ์ เพราะเราจะได้กำหนดพื้นที่อนุรักษ์ร่วมกัน
ต้องไม่ลืมว่าองค์ประกอบหลักคือตัวปราสาทพระวิหารและสิ่งที่รอบๆร่วมสมัยที่จะ เอาเข้าไปเป็นส่วนประกอบรอง การจะมาขอขึ้นเองคงไม่ได้ ถ้าจะมีการทำอย่างนั้นเขมรต้องเห็นด้วย เพราะตัวองค์ประกอบหลักอยู่ที่นั่น แต่ที่ผ่านมาทำมาเขาก็ไม่ยอมให้ไทยเข้าร่วมอยู่แล้ว จึงออกมาเป็นแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าเป็นการพูดเพื่อปลอบใจ และลดกระแสมากกว่า อีกทั้งถ้าเป็นไปตามข้อเสนอดังกล่าว ยิ่งเป็นได้ยากมากเพราะการเสนอขึ้นทะเบียนอุทยานนั้น ทางไอยูซีเอ็นจะเป็นหน่วยงานประเมินมรดกโลกทางธรรมชาติที่จะเสนอขึ้นทะเบียนมีความโดดเด่นและมีคุณค่า ศักยภาพหรือไม่ ทั้งนี้ขอบอกได้เลยว่าพื้นที่ที่กล่าวถึงไม่มีคุณค่าเด่นอะไร นอกจากนี้ถ้าอยากจะขึ้นทะเบียน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปผูกพันกับตัวปราสาทด้วย ศ.ดร.อดุล กล่าว
นอกจากนี้อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวว่า
สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและถือเป็นสิ่งผิดปกติอย่างมากก็คือการที่บอกว่าจะให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 7 ชาติรวมทั้งไทยและเขมร เข้ามาดูแลจัดการพื้นที่มรดกโลกปรา สาทพระวิหาร นัยนี้แสดงว่าจะต้องมีการจัดทำแผนร่วมกัน ซึ่งก็รวมถึงจะมาใช้พื้นที่ฝั่งไทยด้วย ทั้งนี้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวนายปองพลควรจะแถลงคัดค้าน เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงฟังดูนอกกรอบและพึลึกมาก ทั้งนี้จากที่มีประสบการณ์ 10 ปีและเป็นประ ธานมา 2 สมัยได้พิจารณามาและรู้ระเบียบข้อบังคับอย่างดีการที่คณะกรรมการมรดกโลกชุดนี้จะตะแบงออกมานอกกรอบแบบนี้ โดยเฉพาะการให้ชาติอื่นมาจัดการพื้นที่เป็นเรื่องประหลาดมาก
เรื่องที่เอาชาติอื่นมาจัดการในพื้นที่มรดกโลกครั้งนี้ ไม่เคยมีกรณีแบบนี้มาก่อนว่าเอา 7 ชาติมาช่วยกำหนดแผนการจัดการเลย เรื่องนี้เหมือนกับเอาชาติอื่นมาคานอำนาจหากไทยมากกว่า ทั้งนี้จะกระทบดินแดนอธิปไตยของไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ และหลังจากนพดล ปัทมะ ได้เซ็นแถลงการณ์ร่วมไปเมื่อ 18 มิ.ย.51 เท่ากับเป็นการยังมัดมือ เรื่องแผนจัดการพื้นที่ เป็นพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ และเป็นข้อตกลงที่ผูกพันราชอาณาจักรเข้าตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญเท่ากับว่าเราปิดประตูเรื่องการทวงคืนปราสาทพระวิหารตามคำสั่งของศาลโลกเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม อยากเห็นมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่เป็นลายลักษณ์อักษรจอีกครั้ง จึงจะชัดเจน
ด้านอ.ศรีศักดิ์ วัลลิโรดม นักโบราณคี วัฒนธรรม กล่าวเช่นกันว่า การที่ คณะกรรมการมรดกโลก ให้ตั้งคณะกรรมการบริหารร่วมทั้ง 7 ชาตินั้น ให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบเนื่องจาก อาจจะตกหลุมพรางได้ เพราะ ดินแดนที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนนั้นเป็รนดินแดนไทย ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ ทั้ง 7 ประเทสเข้ามาช่วยบริหาร เมื่อเป็นของเราเราก็สามารถบริหารจัดการเองได้ [/ color]
http://www.komchadluek.net/2008/07/08/x_main_a001_210427.php?news_id=210427
คนไทยต้องใส่ใจความคิดเห็นของดร.อดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และ อาจารย์.ศรีศักดิ์ วัลลิโรดม นักโบราณคี วัฒนธรรม มากกว่านายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นเพี้ยนๆ ก่อนเดินทางไปเป็นผู้สังเกตุการณ์....