|
Can ไทเมือง
|
 |
« เมื่อ: 03-06-2008, 01:39 » |
|
การต่อต้านสงครามข่าวสาร : ฝากไปให้วอร์รูมรัฐบาล ครือว่า...เห็นแล้วสงสารอ่ะ
การต่อต้านสงครามข่าวสารควรทำ 3 อย่าง คือ
1.ต้องสร้างภูมิต้านทานกับข่าวสารที่ผิดๆ (โดยการสะสมความน่าเชื่อถือทีละน้อยๆ แต่อย่างต่อเนื่อง)
2.ต้องหนุนผู้นำชุมชน ผู้นำทางความคิดที่สามารถแก้ไขข่าวสารที่ผิดๆได้ และ
3.ต้องสร้างกลุ่มหรือหน่วยสื่อสารที่เป็นคู่แข่งขึ้นมา (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นฝ่ายรัฐ เพียงแต่เสนอข่าวสารในทางที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและวิถีวัฒนธรรม -- ภาครัฐต้องใจกว้างพอที่จะยอมรับข้อนี้)
ส่วนในระดับยุทธศาสตร์นั้น การต่อต้านความไม่สงบต้อง "แยกประเภท (disaggregate)" ฝ่ายตรงข้ามอย่างระมัดระวัง เพราะมวลชนมีหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มที่ก่อความไม่สงบมีฐานมวลชนที่มีข้อคับแค้น (Grievances) แตกต่างกัน การที่จะเหมารวมเป็นกลุ่มเดียวจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลับผนึกกำลังกันต่อต้าน กลายเป็นขบวนการที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่เจตนา ในขณะที่ถ้าแยกแยะข้อคับแค้นของแต่ละกลุ่ม และคลี่คลายไปตามเงื่อนไขและบริบทที่ต่างกัน จะทำให้ขบวนการไม่ลุกลามและมีโอกาสที่จะแก้ไขตกลงกันได้ง่ายขึ้น
ยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งเดวิด คิลคัลเลน เรียกว่า "ยุทธศาสตร์การแยกประเภท (Disaggregation Strategy)" ควรจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการต่อต้านความไม่สงบในอนาคต เช่นเดียวกับในยุคสงครามเย็น ซึ่งโลกตะวันตกใช้ยุทธศาสตร์จำกัดเขต (Containment Strategy) ในการจัดการกับสหภาพโซเวียตและโลกคอมมิวนิสต์อย่างได้ผล
ในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์แยกประเภท จะต้องมองฝ่ายตรงข้ามในนิยามที่แคบที่สุด (define the enemy in narrow terms) เช่น ไม่เหมารวมว่าผู้ก่อความไม่สงบเป็นพวก "มุสลิมหัวรุนแรง" (หรือเป็น "กลุ่มแบ่งแยกดินแดน" ในกรณีของภาคใต้) เหมือนกันหมด เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการตกหลุมพรางของฝ่ายตรงข้าม ที่ต้องการชูวิสัยทัศน์ร่วมกัน (และสุดโต่ง) อยู่แล้ว ซึ่งหมายความว่าฝ่ายต่อต้านความไม่สงบ "... จะต้องต่อต้านด้วยการมุ่งให้ความปลอดภัยกับประชาชนในพื้นที่ และโดยการทำตัวเองให้เป็นหน่วยเรียนรู้ (Learning Organizations) ปรับวิธีการให้ทันกับผู้ก่อความไม่สงบ .... สิ่งแรกที่กำลังพลจะต้องทำคือทำความรู้จักกับพื้นที่ รู้จักคน รู้จักประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ หมู่บ้าน ถนน ของพื้นที่ ทำความคุ้นเคยกับประชาชน ผู้นำชุมชน และเข้าใจความรู้สึกคับแค้นเก่าๆ ที่มีอยู่ ..." (จากคู่มือเล่มใหม่ของกองทัพสหรัฐซึ่งเพิ่งออกเมื่อเดือนธันวาคม 2006)
ความรู้สำคัญที่จะต่อต้านและจำกัดวงของขบวนการก่อความไม่สงบเหล่านี้ได้ก็คือ ความรู้ทางวัฒนธรรม (Cultural Knowledge) โดยเฉพาะด้วยวิธีการทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เพราะขบวนการเหล่านี้ปฏิบัติการอยู่บนเครือข่ายเครือญาติ เพื่อนฝูงและคนรู้จัก ดังที่กล่าวแล้ว ดังนั้น ฝ่ายต่อต้านความไม่สงบต้องเข้าใจเครือข่ายทางสังคมเหล่านี้ และหนุนให้เกิดเครือข่ายที่เชื่อถือได้ในชุมชน เช่นมัสยิด กลุ่มอาชีพ และกลุ่มแรงงาน รวมทั้งสนับสนุนผู้นำชุมชนตามระบบสังคมเดิมให้มีบทบาทมากขึ้น
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวอย่างที่มีมายาวนานที่สุดก็คือในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีความขัดแย้งมาเป็นเวลากว่า 800 ปีแล้ว ในกรณีนี้ ก็พบเช่นเดียวกันว่ากลุ่มก่อความไม่สงบมีความเชื่อมโยงกันในเครือญาติและเพื่อนฝูง โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญกลับเป็นพวกที่มีการศึกษาดี มีงานทำ ไม่ใช่วัยรุ่นหัวรุนแรงแต่อย่างใด และสถานการณ์ที่ยืดเยื้อยาวนานนี้ถูกหล่อเลี้ยงโดยเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมที่เล่าสืบทอดกันมาหลายสิบชั่วคน
ภาครัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง "เข้าใจ" กลุ่มก่อความไม่สงบ เพราะสนามต่อสู้ในเรื่องความไม่สงบนี้เป็นสนามต่อสู้ทางข่าวสารในระดับท้องถิ่น ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ภูมิประเทศเชิงมนุษย์ (human terrain)" ก็ไม่สามารถแก้ไขหรือต่อต้านความไม่สงบได้ และงานนี้เป็นงานยาว ซึ่งกิจกรรมหลายอย่างต้องไปด้วยกัน ได้แก่ สงครามนอกแบบระยะยาว การต่อต้านการก่อการร้าย การต่อต้านความไม่สงบ และการฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพ (long-duration unconventional warfare, counterterrorism, counterinsurgency, and stabilization and reconstruction)
การลงทุนของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาก็ต้องทุ่มเทมาทางสังคมมากขึ้นแทนที่จะเน้นทางการทหารเป็นหลัก ในกรณีของอิรักและอัฟกานิสถาน มีผู้ประมาณว่ารัฐบาลสหรัฐใช้เงินประมาณร้อยละ 1.4 เท่านั้นในกิจการพลเรือน ส่วนที่เหลือนั้นเป็นค่าใช้จ่ายด้านกำลังทหาร ยุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุง ทั้งๆ ที่ตามหลักการต่อต้านความไม่สงบนั้น ควรจะต้องลงทุนประมาณร้อยละ 80 ในกิจกรรมทางพลเรือน
ยุทธศาสตร์เช่นนี้ต้องคงอยู่ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะการเปลี่ยนมุมมองจากการปราบปรามเป็นการต่อต้านความไม่สงบต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงแนวคิด เจตคติ โครงสร้างการบริหาร และระบบงบประมาณ จึงต้องใช้เวลามาก และเป็นการยากที่จะเปลี่ยนจากภายในตัวระบบเอง แต่ก็ต้องสื่อสารยุทธศาสตร์นี้กับผู้บริหารนโยบายอย่างอดทนและต่อเนื่อง เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนแปลงความคิดให้พร้อมที่จะรับกับแนวคิดใหม่ได้ในจังหวะที่เหมาะสม
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=200
หมายเหตุ : แปลสรุปจาก Knowing the Enemy โดย George Packer พิมพ์ใน The New Yorker, December 18, 2006 โดยการสนับสนุนข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
เอาไปปรับใช้ได้ เพราะมาจากเงินงบประมาณแผ่นดินนั่นแหละเผื่อยังไงจะได้มีคู่มือที่พอจะต่อสู้นสมศักดิ์ศรีบ้างพวกโฆษก หน่อมแน้ม ระดับแกนนำ นปก. ควรจะรีบๆ โยนลงชัดโครกเร็ว ๆ
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-06-2008, 01:46 โดย CanCan »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เช็คบิล
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: 03-06-2008, 03:04 » |
|
เอ้ มันกลายๆ กับ ไอ้พวกที่อุปโหลกเป็นนักรบไซเบอร์เลยน่ะนั่น 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
moon
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: 03-06-2008, 03:45 » |
|
รัฐบาลกำลังใช้ยุทธศาสตร์นี้เหมือนกัน แล้วก็ในเสรีไทยนี่ด้วย
โดยการให้ Killer TLE 999 Q ฯลฯ เข้ามาป่วน
เพื่อให้แตกแยกทางความคิดไง 555
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
พรรณชมพู
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: 03-06-2008, 09:12 » |
|
รัฐบาลกำลังใช้ยุทธศาสตร์นี้เหมือนกัน แล้วก็ในเสรีไทยนี่ด้วย
โดยการให้ Killer TLE 999 Q ฯลฯ เข้ามาป่วน
เพื่อให้แตกแยกทางความคิดไง 555
โห นั่นนะ นักรบของรัฐบาล  จ้างฟายมาตีปลักในเวบ ยังจะรบกวนได้เรื่องกว่า 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
northstar
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: 03-06-2008, 09:15 » |
|
มันจะอ่านเหรอครับลุงแคน...??? พวกทำงานรับจ้างก็แบบนี้แหละ... เงินมา-งานก็เดิน 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
The Last Emperor
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: 03-06-2008, 09:20 » |
|
ฮ่าๆๆๆ...การต่อสู้กับพวกเหล่ามารย่อมต้องใช้กลยุทธ์ที่ไม่ใช่เฉพาะระบุแต่ในตำราเท่านั้น มันขึ้นกับสถานะการณ์/ห้วงเวลา/อำนาจต่อรองในขณะนั้นว่าควรจะเลือกใช้อะไรแบบไหน แต่ TLE ส่วนตัวเห็นว่าปล่อยให้อำนาจแห่งธรรมชาติ(แดดฝนและโรคท้องร่วง)ทำลายล้างสาวกพันธมารอย่างทรมานน๊ะดีแล้ว...ไม่ช้าพวกมันก็ทนไม่ได้เคลื่อนทัพไปทำเนียบเองแหล่ะ ตอกหมุดตรงนี้เลย หุ หุ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
northstar
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: 03-06-2008, 09:24 » |
|
ฮ่าๆๆๆ...การต่อสู้กับพวกเหล่ามารย่อมต้องใช้กลยุทธ์ที่ไม่ใช่เฉพาะระบุแต่ในตำราเท่านั้น มันขึ้นกับสถานะการณ์/ห้วงเวลา/อำนาจต่อรองในขณะนั้นว่าควรจะเลือกใช้อะไรแบบไหน แต่ TLE ส่วนตัวเห็นว่าปล่อยให้อำนาจแห่งธรรมชาติ(แดดฝนและโรคท้องร่วง)ทำลายล้างสาวกพันธมารอย่างทรมานน๊ะดีแล้ว...ไม่ช้าพวกมันก็ทนไม่ได้เคลื่อนทัพไปทำเนียบเองแหล่ะ ตอกหมุดตรงนี้เลย หุ หุ  ที่น่าสงสารที่สุดก็ตัวนี้งัยครับลุงแคน 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ปุถุชน
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: 03-06-2008, 10:22 » |
|
มันจะอ่านเหรอครับลุงแคน...??? พวกทำงานรับจ้างก็แบบนี้แหละ... เงินมา-งานก็เดิน  'ค่าจ้าง' เป็นราคาสำหรับการโพสต์กระทู้/คคห. เท่านั้น ถ้าให้อ่าน ต้องอีกราคาหนึ่ง.....
ขอเตือนว่า ให้อ่านแล้ว บางคนอาจจะไม่กล้ารับค่าจ้างอีก เพราะเกิดสำนึก ละอายใจ......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด
อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
|
|
|
|
ริวเซย์
|
 |
« ตอบ #8 เมื่อ: 03-06-2008, 11:07 » |
|
พวกลิ่วล้อไอ้เหลี่ยมมีอยู่3ประเภทครับคือ 1.พวกระดับHead(ระดับบังคับบัญชา) มีหน้าที่ปลุกระดม กะเกณท์ควายมาให้นายใหญ่ โดยเอาฟางเลี้ยงดูให้อิ่มหนำ เช่นไอ้ห้อย ไอ้สุชาติ ไอ้เหวงเป็นต้น พวกนี้ฉลาดที่สุด เพราะหลอกแดกได้ทั้งนายใหญ่และพวกลูกกระจ๊อกระดับล่าง
2.ระดับลูกกระจ๊อก ก็คือควายที่ถูกพวกประเภทแรกเกณท์มาให้รบกับประชาชน มีหน้าที่หลักในการสร้างความวุ่นวาย ทำลายทุกอย่างตามที่สั่ง ไม่ต้องใช้สมองเองใช้แรงทางกายภาพเป็นหลัก ต้องให้นายใหญ่กับพวกประเภทแรกสนตะพายจูงจมูก พวกประเภทนี้คาดว่าแดกหญ้าเป็นอาหาร
3.ระดับลิ่วล้อเว็บบอร์ด เป็นพวกที่กระจอกงอกง่อยที่สุดในบรรดาลิ่วล้อทั้งสามประเภท เพราะไม่มีทั้งสมองและแรงทางกายภาพแถมไม่มีความกล้า จึงได้แต่มุดผ้าถุงนั่งโพสข้อความป่วน ปั่นกระทู้รับแต้มจากพวกประเภทแรกไปวันๆ ซึ่งต้องสะสมแต้มไปแลกสบู่ไปขายอีกทีนึง พวกลิ่วล้อประเภทที่3นี้จะทำตาม"ใบสั่ง"เท่านั้น โดยได้รับใบสั่งจากพวกประเภทแรก และจะมี"โพย"แจกให้ว่าจะถามตอบอย่างไรในกระทู้ พวกนี้เป็นพวกไม่มีสมองจะนึกคิดอะไรได้เลย จึงเป็นได้แค่ "บอท" ทางการเมือง ที่ถูกป้อนข้อมูลมาแบบจำกัด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^  
|
|
|
|
Can ไทเมือง
|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: 03-06-2008, 11:16 » |
|
การสร้างภูมิต้านทานให้กลุ่ม มีใช้ที่อุดรธานีครับ มีขวัญชัย ไพรพนา กับพวก แท็กซี่ตาหวาน
มีการใช้วิทยุ เคเบิลทีวี และสื่อเอกสาร ลองหาอ่านข่าวดูนะครับ
แต่เนื้อหามันบิด ๆ เบียว ๆ
เช่น ให้พันธมิตรกล่าวหาทักษิฯเป็นคนเลว
เค้าใช้ นโยบาย กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค SML ฯลฯ
ให้อ่านแล้วถามว่า..."เลวตรงไหน"...
นั่นคือให้ข้อมูลด้านเดียว ใช้บ่อยครับ...
วิธีต่อต้านข้อมูลข่าวสารพวกนี้ คือต้องหา"ความจริงอีกด้าน" เข้าไปประกบ...ให้ประชาชนได้เข้าใจเรื่องราว
แต่ที่ยากคือ เวลาอธิบายเรื่องการโกงยุคใหม่ มันค่อนข้างลำบาก
ต้องชนตรงๆ คือ ก่อนเข้ามามีเงิน 20,000 ล้าน ออกไป ขายหุ้น 73,000 ล้าน
ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย ๆ แต่เป็นเรื่องยาก
พอฝ่ายเค้าจนมุม ก็จะบอกว่า เป็นศาลเหรอมาตัดสิน เราก็บอกมาขึ้นศาลสิ
หากศาลตัดสินแล้ว ก็ตีกรรเชียงไปว่า ศาลไม่ยุติธรรม
คือมันจะหาทางออกให้เจ้านาย มันก็ดิ้นไปได้เรื่อย ๆ
ติดคุกแล้ว ก็ยังร้อง "ผมไม่ผิด ผมไม่ผิด" ประมาณนั้น
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-06-2008, 13:47 โดย CanCan »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
The Last Emperor
|
 |
« ตอบ #10 เมื่อ: 03-06-2008, 12:35 » |
|
การสร้างภูมิต้านทานให้กลุ่ม มีใช้ที่อุดรธารีครับ มีขวัญชัย ไพรพนา กับพวก แท็กซี่ตาหวาน
มีการใช้วิทยุ เคเบิลทีวี และสื่อเอกสาร ลองหาอ่านข่าวดูนะครับ
แต่เนื้อหามันบิด ๆ เบียว ๆ
เช่น ให้พันธมิตรกล่าวหาทักษิฯเป็นคนเลว
เค้าใช้ นโยบาย กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค SML ฯลฯ
ให้อ่านแล้วถามว่า..."เลวตรงไหน"...
นั่นคือให้ข้อมูลด้านเดียว ใช้บ่อยครับ...
วิธีต่อต้านข้อมูลข่าวสารพวกนี้ คือต้องหา"ความจริงอีกด้าน" เข้าไปประกบ...ให้ประชาชนได้เข้าใจเรื่องราว
แต่ที่ยากคือ เวลาอธิบายเรื่องการโกงยุคใหม่ มันค่อนข้างลำบาก
ต้องชนตรงๆ คือ ก่อนเข้ามามีเงิน 20,000 ล้าน ออกไป ขายหุ้น 73,000 ล้าน
ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย ๆ แต่เป็นเรื่องยาก
พอฝ่ายเค้าจนมุม ก็จะบอกว่า เป็นศาลเหรอมาตัดสิน เราก็บอกมาขึ้นศาลสิ
หากศาลตัดสินแล้ว ก็ตีกรรเชียงไปว่า ศาลไม่ยุติธรรม
คือมันจะหาทางออกให้เจ้านาย มันก็ดิ้นไปได้เรื่อย ๆ
ติดคุกแล้ว ก็ยังร้อง "ผมไม่ผิด ผมไม่ผิด" ประมาณนั้น
"คุณบุญชัย เบญจรงคกุล และครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทยูคอม จำกัด (มหาชน) เจ้าของโทรศัพท์ DTAC ขายหุ้นไปก่อนหน้าชินคอร์ป ประมาณ 3 เดือน ก็ไม่เสียภาษี เพราะได้รับการยกเว้นเช่นเดียวกัน ผู้บริหารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด ผู้บริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์เนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คม-ชัด-ลึก ผู้บริหารโพสต์พับบลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์ ขายหุ้น ก็ไม่ได้เสียภาษีเพราะได้รับการยกเว้นตามกฎหมายฉบับเดียวกับที่ครอบครัวผมได้รับ นักการเมืองฝ่ายค้านในพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นนักลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นเป็นอาชีพ ได้กำไรปีละหลายร้อยล้านบาท ก็ไม่เคยเสียภาษีรายได้จากการขายหุ้นสักบาทเดียว!!!"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
55555
|
 |
« ตอบ #11 เมื่อ: 03-06-2008, 12:43 » |
|
"คุณบุญชัย เบญจรงคกุล และครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทยูคอม จำกัด (มหาชน) เจ้าของโทรศัพท์ DTAC ขายหุ้นไปก่อนหน้าชินคอร์ป ประมาณ 3 เดือน ก็ไม่เสียภาษี เพราะได้รับการยกเว้นเช่นเดียวกัน ผู้บริหารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด ผู้บริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์เนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คม-ชัด-ลึก ผู้บริหารโพสต์พับบลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์ ขายหุ้น ก็ไม่ได้เสียภาษีเพราะได้รับการยกเว้นตามกฎหมายฉบับเดียวกับที่ครอบครัวผมได้รับ นักการเมืองฝ่ายค้านในพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นนักลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นเป็นอาชีพ ได้กำไรปีละหลายร้อยล้านบาท ก็ไม่เคยเสียภาษีรายได้จากการขายหุ้นสักบาทเดียว!!!"
มั่วครับ มั่ว......กรณี ภาษี...ที่เค้ากำลังกล่าวหาทักษิณ อยู่
เป็น การขายหุ้น ที่ BVI ก็ไอ้ แอมเพิ้ลริช .....ที่โอนกันไป โอนกันมาจนเวียนหัวไปหมด...
อีก กรณี ก็คือ การไปแอบซุกไป ซุกมา ของคุณหญิง ฯ กับ นาย บรรพต .....ไม่ใช่การขายจริงในตลาดหลักทรัพย์....

|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
NN
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: 03-06-2008, 12:49 » |
|
"คุณบุญชัย เบญจรงคกุล และครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทยูคอม จำกัด (มหาชน) เจ้าของโทรศัพท์ DTAC ขายหุ้นไปก่อนหน้าชินคอร์ป ประมาณ 3 เดือน ก็ไม่เสียภาษี เพราะได้รับการยกเว้นเช่นเดียวกัน ผู้บริหารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด ผู้บริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์เนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คม-ชัด-ลึก ผู้บริหารโพสต์พับบลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์ ขายหุ้น ก็ไม่ได้เสียภาษีเพราะได้รับการยกเว้นตามกฎหมายฉบับเดียวกับที่ครอบครัวผมได้รับ นักการเมืองฝ่ายค้านในพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นนักลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นเป็นอาชีพ ได้กำไรปีละหลายร้อยล้านบาท ก็ไม่เคยเสียภาษีรายได้จากการขายหุ้นสักบาทเดียว!!!"
1.ภาษีอากรของนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ประเภทเงินได้ เงินได้จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ กำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) * บุคคลธรรมดา - * ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี * นิติบุคคล - * ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด 2.ภาษีอากรของนักลงทุนต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ประเภทเงินได้ เงินได้จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ กำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) : * บุคคลธรรมดา - * ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี * นิติบุคคล - * 15 % ภาษีหัก ณ ที่จ่าย  ปล่อยไก่ บินออกสู่ทะเล
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Kittinunn
|
 |
« ตอบ #13 เมื่อ: 03-06-2008, 15:03 » |
|
"คุณบุญชัย เบญจรงคกุล และครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทยูคอม จำกัด (มหาชน) เจ้าของโทรศัพท์ DTAC ขายหุ้นไปก่อนหน้าชินคอร์ป ประมาณ 3 เดือน ก็ไม่เสียภาษี เพราะได้รับการยกเว้นเช่นเดียวกัน ผู้บริหารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด ผู้บริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์เนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คม-ชัด-ลึก ผู้บริหารโพสต์พับบลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์ ขายหุ้น ก็ไม่ได้เสียภาษีเพราะได้รับการยกเว้นตามกฎหมายฉบับเดียวกับที่ครอบครัวผมได้รับ นักการเมืองฝ่ายค้านในพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นนักลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นเป็นอาชีพ ได้กำไรปีละหลายร้อยล้านบาท ก็ไม่เคยเสียภาษีรายได้จากการขายหุ้นสักบาทเดียว!!!"
เอามาจากคำพูดทักษิณ น่าเชื่อตายล่ะ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)  
|
|
|
|
เช็คบิล
|
 |
« ตอบ #14 เมื่อ: 03-06-2008, 15:27 » |
|
พวกลิ่วล้อไอ้เหลี่ยมมีอยู่3ประเภทครับคือ 1.พวกระดับHead(ระดับบังคับบัญชา) มีหน้าที่ปลุกระดม กะเกณท์ควายมาให้นายใหญ่ โดยเอาฟางเลี้ยงดูให้อิ่มหนำ เช่นไอ้ห้อย ไอ้สุชาติ ไอ้เหวงเป็นต้น พวกนี้ฉลาดที่สุด เพราะหลอกแดกได้ทั้งนายใหญ่และพวกลูกกระจ๊อกระดับล่าง
2.ระดับลูกกระจ๊อก ก็คือควายที่ถูกพวกประเภทแรกเกณท์มาให้รบกับประชาชน มีหน้าที่หลักในการสร้างความวุ่นวาย ทำลายทุกอย่างตามที่สั่ง ไม่ต้องใช้สมองเองใช้แรงทางกายภาพเป็นหลัก ต้องให้นายใหญ่กับพวกประเภทแรกสนตะพายจูงจมูก พวกประเภทนี้คาดว่าแดกหญ้าเป็นอาหาร
3.ระดับลิ่วล้อเว็บบอร์ด เป็นพวกที่กระจอกงอกง่อยที่สุดในบรรดาลิ่วล้อทั้งสามประเภท เพราะไม่มีทั้งสมองและแรงทางกายภาพแถมไม่มีความกล้า จึงได้แต่มุดผ้าถุงนั่งโพสข้อความป่วน ปั่นกระทู้รับแต้มจากพวกประเภทแรกไปวันๆ ซึ่งต้องสะสมแต้มไปแลกสบู่ไปขายอีกทีนึง พวกลิ่วล้อประเภทที่3นี้จะทำตาม"ใบสั่ง"เท่านั้น โดยได้รับใบสั่งจากพวกประเภทแรก และจะมี"โพย"แจกให้ว่าจะถามตอบอย่างไรในกระทู้ พวกนี้เป็นพวกไม่มีสมองจะนึกคิดอะไรได้เลย จึงเป็นได้แค่ "บอท" ทางการเมือง ที่ถูกป้อนข้อมูลมาแบบจำกัด
อ่านเกมได้ดีมาก ไอ้พวกเว็บลูกกรอก พวกนั้น มาอ่านเข้าคงชักดิ้นหงิก อิอิ วันๆ ไม่ต้องทำอะไร เรียกร้องแต่กระแสนั่นกระแสนี่ บ้าๆ บอๆ พอมีอะไรเข้าทาง login ลูกกรอก ก็ออกมาเขียนบทความประจบ ตลบตแลง เพื่อเรียกเครดิตให้กับตัวมันเองทั้งนั้น แกล้งทำเป็นเขียนบทความซึ้งๆ (แต่เราสะอิดสะเอียนมากกว่า) แล้วให้พวกลูกกรอกพิมพ์ว่า อ่านแล้วต่อมน้ำตาซึมหน้า ผ่าน keyboard อ่านแล้วก็อยากจะเอา Teen ยันหน้าพวกมันตกเก้าอี้เลยจริงๆ ดัดจริตไปวันๆ  แถวบ้านเรียกกว่าตอแหลกันทั้งนั้นในเว็บลูกกรอก 
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-06-2008, 15:47 โดย เช็คบิล »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
Can ไทเมือง
|
 |
« ตอบ #16 เมื่อ: 03-06-2008, 15:38 » |
|
สงครามข่าวสารท่ดีที่สุด คือ "บอกความจริงประชาชนอย่างครบถ้วน"
หลักมันง่ายๆ แค่นี้ แต่มันทำยาก เราเรียกว่า "การประชาสัมพันธ์"
ส่วนการให้ความจริงครึ่งเดียว เค้าเรียก "การโฆษณาชวนเชื่อ" "หรือ "การสร้างภาพ"
NBT เป็นส่วนหึ่งของงานประชาสัมพันธ์ แต่ดันเอาไปใช้เป็นเครื่องมือ "โฆษณาชวนเชื่อ" ตรงนี้สิอันตรายต่อประเทศชาติ
พวกรัฐบาลกำลังใช้ทรัพยากรของรัฐ ทำให้เป็นอันตรายจ่อรัฐ ได้ยังไง
ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ เค้าอุตส่าห์ให้สิทธิ์ของ ผู้จัดรายการ นักข่าว เจ้าหน้าที่ ปกป้องไม่ให้ถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจทางการเมืองอยู่แล้ว
แต่กลับทำตัวเป็นทาสนักการเมือง คนพวกนี้ควรถูกประนามมาก ๆ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
The Last Emperor
|
 |
« ตอบ #17 เมื่อ: 03-06-2008, 15:45 » |
|
1.ภาษีอากรของนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ประเภทเงินได้ เงินได้จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ กำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) * บุคคลธรรมดา - * ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี * นิติบุคคล - * ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด 2.ภาษีอากรของนักลงทุนต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ประเภทเงินได้ เงินได้จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ กำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) : * บุคคลธรรมดา - * ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี * นิติบุคคล - * 15 % ภาษีหัก ณ ที่จ่าย  ปล่อยไก่ บินออกสู่ทะเล "หนังสือที่กค 0706/789 กรมสรรพากร ประทับตราวันที่ 21 กันยายน 2548
เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมชาติ กรณีการซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ
เรียน นางสาวปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์
อ้างถึง หนังสือลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548
ตามหนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่า บริษัท Ample Rich Investment Limited เป็นบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลใน British Virgins Island ไม่มีสำนักงานประกอบการในประเทศไทย มีนายพานทองแท้ ชินวัตร และนาวสาวพิณทองทา ชินวัตร เป็นกรรมการ บริษัทประกอบกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยจำนวน 32,920,000 หุ้นในราคาพาร์ 10 บาท ในระหว่างที่ถือหุ้นอยู่ บริษัทชินคอร์ฯได้ลดราคาพาร์ลงเหลือ 1 บาท ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 329,200,000 หุ้น ต่อมาบริษัทฯได้ตกลงขายหุ้นบริษัทชินคอร์ฯ ที่บริษัทฯถือไว้ทั้งหมดให้กับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ในราคาพาร์ 1 บาท โดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงขอทราบว่ากรณีนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ได้ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ฯ จากบริษัทฯ มีภาระต้องชำระภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหรือไม่นั้น
กรมสรรพากรขอเรียนว่า
1.ตามข้อเท็จจริง การขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ฯ ในราคาหุ้นละ 1 บาท ให้กับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ กรณีเรื่องของการซื้อขายทรัพย์สินระหว่างบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ขายกับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นผู้ซื้ออันเป็นเรื่องปกติในทางการค้า ส่วนราคาที่ตกลงซื้อขายกันต่ำกว่าราคาตลาด ผู้ขายและผู้ซื้อมีสิทธิตกลงกันได้ โดยผู้ซื้อต้องใช้ราคาทรัพย์สินตามที่ตกลงนั้น ตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สำหรับประเด็นภาระกาษีการซื้อขายหุ้นดังกล่าว
(1) กรณีบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ขาย ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(5) แห่งประมวลรัษฎากร หากการขายหุ้นดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนตามราคาตลาดในวันที่โอนหุ้นได้ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฏากร เนื่องจากตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ เป็นบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลใน British Virgins Islends ไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย และไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ดังนั้น หากบริษัทฯ มิได้เข้ามาในประเทศไทย เพื่อการขายหุ้นดังกล่าวหรือได้ขายหุ้นดังกล่าวผ่านลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย กรณียังถือไม่ได้ว่า บริษัทฯ กระทำกิจการในประเทศไทย ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฏากร และเมื่อมีการจ่ายเงินค่าหุ้นดังกล่าวไปให้กับบริษัทฯ ซึ่งมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย เนื่องจากเงินได้ที่ได้รับไม่เข้าลักษณะตามเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฏากร กรณีจึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
(2) กรณีนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นผู้ซื้อ การได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นการซื้อทรัพย์สินในราคาถูกซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอันเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไปของการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาด จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฏากร
2.กรณีบริษัทฯ ได้ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ฯ ที่บริษัทได้ถือไว้ให้กับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทฯ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว หุ้นที่บริษัทฯ ได้ซื้อไว้เป็นทรัพย์สินหรือสินค้าของบริษัทฯ มิใช่เป็นหุ้นของบริษัทฯ เป็นผู้ออกเอง กรณีจึงไม่เข้าลักษณะตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการเสียภาษีในกรณีได้รับแจกหุ้น หรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อตกลงพิเศษ ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538
ขอแสดงความนับถือ
นางเบญจา หลุยเจริญ
ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร" 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ปุถุชน
|
 |
« ตอบ #18 เมื่อ: 03-06-2008, 15:53 » |
|
"คุณบุญชัย เบญจรงคกุล และครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทยูคอม จำกัด (มหาชน) เจ้าของโทรศัพท์ DTAC ขายหุ้นไปก่อนหน้าชินคอร์ป ประมาณ 3 เดือน ก็ไม่เสียภาษี เพราะได้รับการยกเว้นเช่นเดียวกัน ผู้บริหารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด ผู้บริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์เนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คม-ชัด-ลึก ผู้บริหารโพสต์พับบลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์ ขายหุ้น ก็ไม่ได้เสียภาษีเพราะได้รับการยกเว้นตามกฎหมายฉบับเดียวกับที่ครอบครัวผมได้รับ นักการเมืองฝ่ายค้านในพรรคประชาธิปัตย์บางคนเป็นนักลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นเป็นอาชีพ ได้กำไรปีละหลายร้อยล้านบาท ก็ไม่เคยเสียภาษีรายได้จากการขายหุ้นสักบาทเดียว!!!"
มั่วครับ มั่ว......กรณี ภาษี...ที่เค้ากำลังกล่าวหาทักษิณ อยู่
เป็น การขายหุ้น ที่ BVI ก็ไอ้ แอมเพิ้ลริช .....ที่โอนกันไป โอนกันมาจนเวียนหัวไปหมด...
อีก กรณี ก็คือ การไปแอบซุกไป ซุกมา ของคุณหญิง ฯ กับ นาย บรรพต .....ไม่ใช่การขายจริงในตลาดหลักทรัพย์....
 คุณ55555..... พรรคพวกผู้ใช้นามแฝง TLE ใช้ข้อมูลนี้ที่ห้องราชดำเนิน ห้องสังคมและการเมืองมาได้ผลแล้ว แต่ถูกตอกหน้ากลับที่ห้องสินธร......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด
อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
|
|
|
|
The Last Emperor
|
 |
« ตอบ #19 เมื่อ: 03-06-2008, 15:56 » |
|
คุณ55555..... พรรคพวกผู้ใช้นามแฝง TLE ใช้ข้อมูลนี้ที่ห้องราชดำเนิน ห้องสังคมและการเมืองมาได้ผลแล้ว แต่ถูกตอกหน้ากลับที่ห้องสินธร......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
อยากถูกตอกกลับจัง...มีป่ะ!?! 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|