ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
12-10-2026, 09:06
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
 |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  สว. ลากตั้ง คุณธรรมจริยธรรมตอแหล ของพวกที่คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าใคร 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
สว. ลากตั้ง คุณธรรมจริยธรรมตอแหล ของพวกที่คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าใคร  (อ่าน 2620 ครั้ง)
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« เมื่อ: 02-03-2008, 07:10 »

การสรรหาวุฒิสมาชิก : วิธีคิดแบบอมาตยธิปไตย

รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


แม้ว่าผลการสรรหา ส.ว. จะออกมาเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็มีประเด็นที่สมควรจะ
ตั้งเป็นข้อสังเกตบางประการเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ได้เปลี่ยนแปลงที่มาของส.ว.จากรัฐธรรมนูญ
2540 ที่กำหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน มาเป็นระบบผสม คือ
ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน และอีกส่วนหนึ่งมาจาการสรรหาจาก
คณะกรรมการสรรหา การกำหนดให้ ส.ว. มาจากการสรรหานั้น เข้าใจเป็นอย่างอื่น
ไปไม่ได้นอกจากการคิดว่า การเลือกตั้ง ส.ว. ที่แล้วมา โดยเฉพาะต่างจังหวัดทาง
ภาคอีสาน-เหนือนั้น มีการซื้อเสียง ซึ่งการซื้อเสียงโดยตัวมันเอง กำลังบ่งบอกเป็น
นัยว่า ผู้เลือกนั้น “ยากจน” ทำให้ง่ายต่อการถูกซื้อเสียง และ “ไม่มีการศึกษา” ซึ่ง
มีผลต่อการใช้วิจารณญาณในการเลือกผู้สมัคร ส.ว. ดังนั้น จึงควรมี “ผู้มีความน่า
เชื่อถือมากด้วยคุณธรรม” มาเป็นผู้ใช้วิจารณญาณแทนประชาชน ดังนั้น รัฐธรรมนูญ
2550 จึงตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ระบบการสรรหา ส.ว.นั้น โดยตัวมันเองได้มีปัญหาหลายประการ
ดังนี้

1. องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ส.ว.
มาตรา 114 ของรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา 7 ท่าน ซึ่ง
มาจากองค์กรตุลาการทั้ง 3 สถาบัน และมาจากประธานองค์กรอิสระซึ่งส่วนใหญ่
ก็เป็นนักกฎหมาย คำถามมีว่า ทำไมคณะกรรมการสรรหา ต้องประกอบด้วยนัก
กฎหมายมากมาย (อย่างน้อยมี 3 คนจาก 7 คน) หากมองย้อนหลังกลับไปช่วง
ปลายรัฐบาลทักษิณเป็นต้นมา สังคมไทยได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ตุลาการภิวัฒน์”
มีการผลิตซ้ำย้ำไปย้ำมามาโดยตลอดถึงบทบาทความสำคัญของตุลาการในการ
เข้ามาคลี่คลายปัญหาของประเทศ จนมีการบิดเบือนเรื่องตุลาการภิวัฒน์ ว่าเป็น
แนวคิดที่แพร่หลายในต่างประเทศ แท้จริงแล้ว ความคิดเรื่องตุลาการภิวัฒน์ เป็น
เรื่องที่องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทในการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือ
ควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยผ่านการให้เหตุผลทางกฎหมาย
ตอนวินิจฉัยคดี แต่มิใช่เป็นเรื่องที่ให้ตุลาการหรือผู้พิพากษาเข้ามานั่งเป็นกรรมการ
สรรหา ส.ว. จึงเป็นไปได้ที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญคิด (เอาเอง) ว่า ควรให้
ตุลาการและนักกฎหมายเข้าเป็นกรรมการสรรหา เพราะบุคคลเหล่านี้ผ่านกระบวนการ
คัดเลือกมาระดับหนึ่งแล้ว น่าจะเป็นเครื่องประกันถึงความซื่อสัตย์สุจริตได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่างลืมคิดไปว่า การคิดให้มีการใช้วิจารณญาณแทนประชาชน
โดยกลุ่มบุคคลเพียง 7 คนนั้น เหมาะสมแล้วหรือ ทำไมจึงคิดว่า ดุลพินิจของคน
เพียง 7 คน จึงดีกว่า ดุลพินิจของประชาชนหลายแสนคน
อีกทั้งพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.
2550 มาตรา 130 วรรค 2 กำหนดว่า มติในการสรรหาต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่ง
หนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ ก็หมายความว่า ผู้ที่จะได้รับการสรรหา
เป็น ส.ว. (ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 122 กำหนดว่า “สมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทน
ปวงชนชาวไทย”) ก็สามารถเป็นผู้แทนประชาชนได้ แม้จะได้รับคะแนนเสียงเพียง
4 เสียงก็ตาม
และเมื่อได้รับการคัดเลือกแล้ว ส.ว. ประเภทนี้ ก็มีอำนาจหน้าที่ดุจ
เดียวกับ ส.ว. ที่มาจาการคัดเลือกโดยประชาชน คำถามมีว่า ส.ว. แบบสรรหานั้น
เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างไร และ ส.ว. ที่มาจาการสรรหานั้น กลับมีอำนาจ
ถอดถอนบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น นายกรัฐมนตรี ส.ส. และ
ส.ว. ซึ่งกรณีของการถอดถอน ส.ว. ด้วยกันเองนั้น คงเป็นเรื่องพิกลที่ ส.ว. แบบ
สรรหาสามารถถอดถอน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้

2. เกณฑ์ในการสรรหา
ปัญหาต่อไปก็คือ เกณฑ์ในการพิจารณาสรรหา
ในรัฐธรรมนูญมาตรา 114 วรรคสองบัญญัติว่า ในการสรรหา ให้คำนึงถึง ความรู้
ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ความเท่าเทียมทางเพศ
ปัญหาคือเกณฑ์การสรรหานั้นคลุมเครือ เปิดช่องให้คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ใช้
ดุลพินิจมากไป ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า การค้นหาความรู้ ความเชี่ยว-
ชาญ หรือประสบการณ์นั้น พิจารณาจากอะไร

ยิ่งไปกว่านั้น ในกฎหมายการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว. มาตรา 130 วรรคแรก
บัญญัติให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด นั่นหมายความว่า
ประชาชนจะร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาไม่ได้
หากเปรียบ-
เทียบกับการพิจารณาคดีของศาลแล้ว กฎหมายยังเปิดช่องให้มีการอุทธรณ์ ฎีกา
ได้ แต่การพิจารณาสรรหา ส.ว.ซึ่งมีอำนาจมากมาย กลับเขียนว่าผลการสรรหานั้น
ให้เป็นที่ยุติ

3. การร้องคัดค้าน
มีข้อสังเกตว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้มีการร้องคัดค้านได้ก็ตาม แต่การร้อง
คัดค้านนี้ก็มีปัญหาในตัวมันเองอีกเหมือนกัน ดังนี้

1)  การจำกัดผู้ร้องคัดค้าน
เนื่องจากระบบสรรหา ส.ว. เป็นระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยทั่วไป ดังนั้น
กฎหมายการเลือกตั้งและสรรหา ส.ว. จึงจำกัดผู้ร้องคัดค้านว่า มีได้เฉพาะบุคคลสอง
ประเภทคือ ตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อ และสมาชิกขององค์กรที่เสนอชื่อเท่านั้น ที่จะยื่น
คำร้องคัดค้านได้

2) เหตุที่จะร้องคัดค้าน
เหตุที่จะร้องคัดค้านนั้น กฎหมายจำกัดเฉพาะขั้นตอนการสรรหาที่ “ไม่ถูกต้อง” หรือ
“ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งก็มีความหมายไม่ชัดเจนว่าหมายความว่าอย่างไร กรณี
เช่นว่านี้ ศาลฎีกาก็จะทำการไต่สวนและวินิจฉัย และหากเห็นว่า การสรรหานั้นมิได้
เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ก็ให้มีการสรรหาใหม่ ปัญหาก็คือ การร้องคัดค้าน
ที่ว่านี้ จำกัดเฉพาะขั้นตอนการสรรหาที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่จะ
ร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาว่า ใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสมมิได้
เพราะว่า กฎหมายเขียนว่า การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหานั้นเป็นที่สุด
ดังนั้น หากมีร้องคัดค้านเกี่ยวกับความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอ
ชื่อบางท่าน ในเวลานี้ ที่มีการร้องคัดค้านว่า ยังค้างชำระหนี้เงินตามคำพิพากษา
ของศาลชั้นต้นนั้น ก็ยังมีปัญหาให้ตีความว่าทำได้หรือไม่ เพียงใด

ปัญหาก็คือ ประชาชนไม่อาจร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาที่
เลือก ส.ว. ทั้งๆ ที่ ว่าที่ ส.ว. ท่านหนึ่งมีปัญหาด้านจริยธรรมแล้ว เพราะไม่ยอมจ่าย
เงินตามคำพิพากษา อีกทั้งยังเป็น สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารด้วย

แม้ว่าเลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงว่า ขอให้เคารพดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหา
และโทษทางแพ่งนั้น ไม่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติของการเป็น ส.ว.นั้น เป็นคำชี้แจง
ที่ไม่มีเหตุผลรองรับ

ในระยะเวลาร่วมสองปีที่สังคมไทยเชิดชูประเด็นคุณธรรมจริยธรรมมาโดยตลอด
แต่คราวนี้ทำไมคณะกรรมการสรรหาจึงไม่ตรวจสอบความประพฤติให้ดีเสียก่อน

ส่วนข้อเรียกร้องให้ประชาชนเคารพการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหานั้น ก็
คงต้องถามกลับว่า แล้วทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่เคารพอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็น
ของประชาชน


ยิ่งไปกว่านั้น พอคราวประชาชนเลือก ส.ว. ไม่ดี หรือมีปัญหา ก็มีแรงวิจารณ์ด่าว่า
ดุลพินิจของประชาชนอย่างมากมาย ว่าเลือกคนไม่ดีเข้าสภา แต่พอคราวนี้ คณะ
กรรมการสรรหาคัดเลือกคนมีปัญหาเข้ามา กลับบอกว่า ให้ประชาชนเคารพดุลพินิจ
ของคณะกรรมการสรรหา

วิธีคิดหรือการให้เหตุผลแบบนี้ นอกจากจะไม่เคารพอำนาจอธิปไตยของประชาชน
แล้ว ยังพยายามเรียกร้องมิให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ดุลพินิจของคณะกรรมการ
สรรหาอีกด้วย


3) ปัญหาการทับซ้อนของตำแหน่ง
ตามกฎหมายการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว.มาตรา 133 วรรคสอง บัญญัติให้
คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการสืบสวนหากปรากฏว่า ในการสรรหานั้น ผู้ใด
ได้กระทำการใดๆ โดยไม่สุจริต เพื่อให้ตนเองได้รับการสรรหาหรือฝ่าฝืนกฎหมาย
ดังกล่าว ซึ่งหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา 7 ท่านนั้น ก็มี “ประธานคณะกรรมการ
การเลือกตั้ง” รวมอยู่ด้วย ก็กลายเป็นว่า “ผู้ใช้ดุลพินิจคัดเลือก ส.ว.” เป็นผู้มี
“อำนาจสืบสวนสอบสวน” เองด้วย นอกจากนั้น เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
สอบสวนแล้ว และเห็นว่าการสรรหาไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมาย
กำหนดให้ กกต. ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ซึ่งหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา ส.ว.
นั้น ก็มาจาก “ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย” แม้จะมี
ข้ออ้างว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ทำหน้าที่สรรหากับผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ทำหน้าที่
วินิจฉัยนั้นเป็นคนละคนกัน แต่ในแง่ของหลักการแล้ว ก็ไม่ควรให้บุคลากรที่มาจาก
องค์กรเดียวกันทำหน้าที่สองตำแหน่งที่มาเกี่ยวข้องกัน

บทส่งท้าย
การออกแบบให้ ส.ว. มาจากการใช้ดุลพินิจของกลุ่มบุคคลที่ประกอบด้วยตุลาการ
และนักกฎหมาย แทนที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนนั้น เป็นแนวคิดเดิมๆ
แบบจารีตนิยมหรือแบบอมาตยาธิปไตยที่คิดว่า บุคคลเหล่านี้มีคุณธรรมและวิจารณ-
ญาณดีกว่าประชาชน (ต่างจังหวัด)

วิธีคิดแบบนี้จะไม่เป็นผลดีต่อการเมืองไทยในระยะยาว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะรวม
ศูนย์ไว้ที่ “ผู้มากด้วยคุณธรรม” แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครสามารถอวดอ้างได้ว่าเป็น
ผู้มีคุณธรรมมากกว่าคนอื่นๆ

ถ้าหากคิดว่าประชาชนต่างจังหวัดไม่มีวิจารณญาณเพียงพอแล้ว ก็น่าจะเสนอให้มี
“สภาจริยธรรมแห่งชาติ” แล้วให้สภานี้ทำหน้าที่คัดเลือกทั้ง ส.ส.และ ส.ว.แทน
ประชาชนไปเลย

ผู้เขียนมั่นใจว่า ส.ว. แบบสรรหาชุดนี้ นอกจากจะเป็น “ชุดแรก” ของประวัติศาสตร์
การเมืองไทย แล้วยังเป็น “ชุดสุดท้าย” อีกเช่นกัน

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11333

บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #1 เมื่อ: 02-03-2008, 07:19 »

ว่าด้วยเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ที่เป็นนามธรรม ไม่มีมาตรวัดที่เห็นได้ชัดเจน
อำนวยให้พวกหน้าหนาเอาไปแอบอ้าง/ตอแหลว่า ตัวเองมีคุณธรรมจริยธรรมสูงส่ง
กว่าผู้อื่นได้โดยง่าย ทั้งยกหางพวกตนเองและเหยียบย่ำผู้อื่นอย่างไม่มีความละอาย
ก็เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ง่ายๆ นั่นเอง

แต่แม้จะบางครั้งมีหลักฐานเชิงประจักษ์แสดงความไม่มีจริยธรรมสูงส่ง ก็ยังคงทำ
หน้าด้าน ไม่รู้ไม่ชี้ ต่อไป และบางสังคมก็ทำตาบอดตาใส ไม่รับรู้/มองข้าม ไปให้
ทำนอง ความผิดพวกตัวเองเห็นเท่าเส้นขน ความผิดผู้อื่นเห็นเป็นภูเขา

ตัวอย่างชัดๆ ที่เพิ่งผ่านไป ก็ได้แก่

รัฐมนตรีขิงแก่ขิงเน่าที่แสนดีบางคนไม่รายงานการถือหุ้น

กมธ. ที่แต่งตั้งมาร่าง รธน. ได้ไม่กี่วัน ก็มีอันต้องไปติดคุกเพราะคดีเช็คที่ยาวนาน
หลายปีได้รับการพิพากษาโดยศาลสูงสุด

นายกฯผู้ทรงคุณธรรมกับการครอบครองที่ดินเขายายเที่ยงที่เป็นป่าสงวน

ผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการที่ไปเป็น สนช. สสร. โดยไม่ลาออก
จากตำแหน่ง งานประจำที่ทำคงจะไม่สำคัญหรือใช้เวลามาก ???
กกต. ที่ไปเป็น กมธ. ร่าง รธน. หรือ ประธาน กกต. ไปเป็น 7 เทวดาสรรหา สว.
ซึ่ง สว. ลากตั้ง ที่เทวดาทั้ง 7 นี้มีอภิสิทธ์เลือกได้มากกว่าชาวบ้าน
ทั้งประเทศ ก็ช่างแสนดีมีคุณธรรมมากมาย บางคนแพ้คดีแล้วไม่ยอมจ่าย
บางคนก็โดนตั้งกรรมการสอบทุจริตแล้วพ้นมาได้เพราะเกษียณอายุราชการ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-03-2008, 08:04 โดย snowflake » บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 02-03-2008, 07:31 »

ไปเปิดรัฐธรรมนูญ แล้วเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชน ยื่นเรื่องขอแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าประชาชนทำเองไม่ได้ ก็เข้าชื่อกันเสนอให้ พลังประชาชน แก้ไข (ถ้ามันไม่โดนยุบพรรคซะก่อนนะ)

จะเป็นชิ้นเป็นอัน
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
(ก้อนหิน) ละเมอ
Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,041



เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 02-03-2008, 07:56 »

รัฐธรรมนูญก็ลงมติกันเองโดยตรง แทนที่จะเป็น สส. ลงมติกันเอง (ซึ่งตอนลง ชาวบ้านไม่รูอะไรด้วยว่ามันออกกฎหมายอะไรบ้าง)
อีกอย่าง สว. ก็เป็น สว. ที่ประชาชนเลือก มันผิดตรงไหน ลากตั้งตรงไหน
บันทึกการเข้า

snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #4 เมื่อ: 02-03-2008, 08:08 »

รัฐธรรมนูญก็ลงมติกันเองโดยตรง แทนที่จะเป็น สส. ลงมติกันเอง (ซึ่งตอนลง ชาวบ้านไม่รูอะไรด้วยว่ามันออกกฎหมายอะไรบ้าง)
อีกอย่าง สว. ก็เป็น สว. ที่ประชาชนเลือก มันผิดตรงไหน ลากตั้งตรงไหน

สว. ลากตั้ง = สว. สรรหา/แต่งตั้ง

จะนับว่า 4-7 เสียงเทวดานั้น คือ ประชาชน เลือก?
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 02-03-2008, 08:09 »

พาดหัวซะไม่รู้ว่าติดมาจาก "แก๊สเดียวกัน" 
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #6 เมื่อ: 02-03-2008, 09:14 »

เอ...กลิ่นบิดเบือนรัฐธรรมนูญและบิดเบือนขั้นตอนกระบวนการสรรหา
มันเหม็นเน่ายังไงก็ไม่รู้


ปล.ไปอ่านข่าวเก่าๆบ้างนะ กระบวนการสรรหาไม่ได้ใช้คนแค่7คนซักหน่อย
บันทึกการเข้า
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 02-03-2008, 10:06 »

เอ้า จะมาขิงก่งขิงแก่อะไรอยู่อีก เค้าไปไหนต่อไหนกันหมดแล้ว
คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าใครนี่  หมายถึงพวกนักวิชาการที่ชอบทำงานบนหอคอยงาช้างใช่หรือเปล่่า
ว่างๆ ก็ไปทำโพลสำรวจมั่งนะ  ว่าจะเลือก สว. กันแล้ว รู้จักผู้สมัครกันแค่ไหน
ผมว่าเกือบ 70-80 เปอร์เซ็นต์ไม่รู้จักผู้สมัคร ยกเว้นพวกญาติพี่น้องด้วยกันเอง
มันก็เหมือนทำข้อสอบแล้วมั่วนั่นละ 

เรื่องคุณธรรมจริยธรรมอะไรนั่นอีก กรุณาอย่าเอามาอ้างมั่วๆ ถ้าคุณไม่รู้จริง
อะไรอ้างได้อ้างไม่ได้  เพราะมันอาจก่อความสับสนให้กับคนที่ไม่รู้เรื่องได้

เรื่อง สว. สรรหา มันเป็นแนวคิดที่ว่าอยากจะได้ผู้เชียวชาญ หรือชำนาญงาน จริงๆ มาทำงาน
การคัดเลือกก็เลยต้องใช้ผู้เชียวชาญ หรือชำนาญ มาช่วยดู ไม่ได้เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมอะไรเลย
มันก็เหมือนการประกวดร้องเพลงนั่นละ ที่เค้าให้ทางบ้้านโหวต กับ กรรมการผู้เชี่ยวชาญให้คะแนน
พอให้ทางบ้านโหวตมันก็มีปัญหาที่คุณภาพของตัวนักร้องมันไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่โหวตเพราะตัวเองรู้จัก หรือคนร้องหน้าตาดี
ส่วนกรรมการโหวตเค้าก็มีเกณฑ์ในการให้คะแนนว่าต้องดูอะไรบ้าง ซึ่งผลที่ออกมาก็แน่นอนว่ามันไม่ตรงใจคนดูบางคนอยู่แล้ว

ก็รอดูซะก่อน ไม่เห็นจะเป็นไรนี่  ดีซะอีกจะได้รู้ว่าระหว่างประชาชน กับ กรรมการสรรหา ใครจะเลือกได้ดีกว่ากัน


บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 02-03-2008, 15:33 »

ถ้ามาด้วยเหตุผลพิลึกพิลั่นแบบนี้ คงต้องถามกลับว่า
แล้วทำไมไม่ให้ประชาชนเลือกทุกตำแหน่งในประเทศเลยละครับ
ไล่ตั้งแต่ ผบ.ทบ ผบ.ตร. ฯลฯ เพราะล้วนแล้วแต่เป็นตำแหน่งที่สำคัญ
จะมาใช้คนเพียงคนเดียว กำหนดกะเกณฑ์ได้อย่างไร จริงไหมครับคุณเจ้าของกระทู้
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
นพดวยขายชาติ
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 102


« ตอบ #9 เมื่อ: 02-03-2008, 15:40 »

ความตอแหลยังน้อยกว่า snowfake เอ้ยsnowflake
จำได้สมัยก่อนบอกเป็นกลาง อ๊วกแตก ต่อมาลายออก มี่แท้ก็ขี้ข้าเหลี่ยม ตอแหลไม่เนียน
ตอแหลไม่พอยังหน้าด้านอีก 
บันทึกการเข้า
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #10 เมื่อ: 02-03-2008, 17:11 »

เลิกตัดแปะได้แล้วป้า

แล้วทีหลังอยู่เว็บไหนก็ใช้ชื่อให้มันเหมือนกันหน่อย อย่าทำตัวลึกลับ

มันดูเหมือนพวกอีแอบ(วะ )

การเสี้ยมระหว่างบอร์ดมันก็เหมือน อีแอบนะ เลวด้วย 5555
บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #11 เมื่อ: 02-03-2008, 18:16 »

สงสัยคุณ Flakefood ชอบประเภท ผัวเป็น สส. เมียเป็น สว. ธุรกิจในครัวเรือน 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: