การสรรหาวุฒิสมาชิก : วิธีคิดแบบอมาตยธิปไตยรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แม้ว่าผลการสรรหา ส.ว. จะออกมาเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็มีประเด็นที่สมควรจะ
ตั้งเป็นข้อสังเกตบางประการเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป
เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ได้เปลี่ยนแปลงที่มาของส.ว.จากรัฐธรรมนูญ
2540 ที่กำหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน มาเป็นระบบผสม คือ
ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน และอีกส่วนหนึ่งมาจาการสรรหาจาก
คณะกรรมการสรรหา การกำหนดให้ ส.ว. มาจากการสรรหานั้น เข้าใจเป็นอย่างอื่น
ไปไม่ได้นอกจากการคิดว่า การเลือกตั้ง ส.ว. ที่แล้วมา โดยเฉพาะต่างจังหวัดทาง
ภาคอีสาน-เหนือนั้น มีการซื้อเสียง ซึ่งการซื้อเสียงโดยตัวมันเอง กำลังบ่งบอกเป็น
นัยว่า ผู้เลือกนั้น ยากจน ทำให้ง่ายต่อการถูกซื้อเสียง และ ไม่มีการศึกษา ซึ่ง
มีผลต่อการใช้วิจารณญาณในการเลือกผู้สมัคร ส.ว. ดังนั้น จึงควรมี ผู้มีความน่า
เชื่อถือมากด้วยคุณธรรม มาเป็นผู้ใช้วิจารณญาณแทนประชาชน ดังนั้น รัฐธรรมนูญ
2550 จึงตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ระบบการสรรหา ส.ว.นั้น โดยตัวมันเองได้มีปัญหาหลายประการ
ดังนี้
1. องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ส.ว.มาตรา 114 ของรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา 7 ท่าน ซึ่ง
มาจากองค์กรตุลาการทั้ง 3 สถาบัน และมาจากประธานองค์กรอิสระซึ่งส่วนใหญ่
ก็เป็นนักกฎหมาย คำถามมีว่า ทำไมคณะกรรมการสรรหา ต้องประกอบด้วยนัก
กฎหมายมากมาย (อย่างน้อยมี 3 คนจาก 7 คน) หากมองย้อนหลังกลับไปช่วง
ปลายรัฐบาลทักษิณเป็นต้นมา สังคมไทยได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ ตุลาการภิวัฒน์
มีการผลิตซ้ำย้ำไปย้ำมามาโดยตลอดถึงบทบาทความสำคัญของตุลาการในการ
เข้ามาคลี่คลายปัญหาของประเทศ จนมีการ
บิดเบือนเรื่องตุลาการภิวัฒน์ ว่าเป็น
แนวคิดที่แพร่หลายในต่างประเทศ แท้จริงแล้ว ความคิดเรื่องตุลาการภิวัฒน์ เป็น
เรื่องที่องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทในการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือ
ควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยผ่านการให้เหตุผลทางกฎหมาย
ตอนวินิจฉัยคดี แต่
มิใช่เป็นเรื่องที่ให้ตุลาการหรือผู้พิพากษาเข้ามานั่งเป็นกรรมการ
สรรหา ส.ว. จึงเป็นไปได้ที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญคิด (เอาเอง) ว่า ควรให้
ตุลาการและนักกฎหมายเข้าเป็นกรรมการสรรหา เพราะบุคคลเหล่านี้ผ่านกระบวนการ
คัดเลือกมาระดับหนึ่งแล้ว น่าจะเป็นเครื่องประกันถึงความซื่อสัตย์สุจริตได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ร่างลืมคิดไปว่า การคิดให้มีการใช้วิจารณญาณแทนประชาชน
โดยกลุ่มบุคคลเพียง 7 คนนั้น เหมาะสมแล้วหรือ
ทำไมจึงคิดว่า ดุลพินิจของคน
เพียง 7 คน จึงดีกว่า ดุลพินิจของประชาชนหลายแสนคน อีกทั้งพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.
2550 มาตรา 130 วรรค 2 กำหนดว่า มติในการสรรหาต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่ง
หนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ ก็หมายความว่า ผู้ที่จะได้รับการสรรหา
เป็น ส.ว. (ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 122 กำหนดว่า สมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทน
ปวงชนชาวไทย) ก็
สามารถเป็นผู้แทนประชาชนได้ แม้จะได้รับคะแนนเสียงเพียง
4 เสียงก็ตาม และเมื่อได้รับการคัดเลือกแล้ว ส.ว. ประเภทนี้ ก็มีอำนาจหน้าที่ดุจ
เดียวกับ ส.ว. ที่มาจาการคัดเลือกโดยประชาชน คำถามมีว่า ส.ว. แบบสรรหานั้น
เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างไร และ ส.ว. ที่มาจาการสรรหานั้น กลับมีอำนาจ
ถอดถอนบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น นายกรัฐมนตรี ส.ส. และ
ส.ว. ซึ่งกรณีของการถอดถอน ส.ว. ด้วยกันเองนั้น คงเป็นเรื่องพิกลที่ ส.ว. แบบ
สรรหาสามารถถอดถอน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้
2. เกณฑ์ในการสรรหาปัญหาต่อไปก็คือ เกณฑ์ในการพิจารณาสรรหา
ในรัฐธรรมนูญมาตรา 114 วรรคสองบัญญัติว่า ในการสรรหา ให้คำนึงถึง ความรู้
ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ความเท่าเทียมทางเพศ
ปัญหาคือ
เกณฑ์การสรรหานั้นคลุมเครือ เปิดช่องให้คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ใช้
ดุลพินิจมากไป ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า การค้นหาความรู้ ความเชี่ยว-
ชาญ หรือประสบการณ์นั้น พิจารณาจากอะไรยิ่งไปกว่านั้น ในกฎหมายการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว. มาตรา 130 วรรคแรก
บัญญัติให้
ผลการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด นั่นหมายความว่า
ประชาชนจะร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาไม่ได้ หากเปรียบ-
เทียบกับการพิจารณาคดีของศาลแล้ว กฎหมายยังเปิดช่องให้มีการอุทธรณ์ ฎีกา
ได้ แต่การพิจารณาสรรหา ส.ว.ซึ่งมีอำนาจมากมาย กลับเขียนว่าผลการสรรหานั้น
ให้เป็นที่ยุติ
3. การร้องคัดค้านมีข้อสังเกตว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้มีการร้องคัดค้านได้ก็ตาม แต่การร้อง
คัดค้านนี้ก็มีปัญหาในตัวมันเองอีกเหมือนกัน ดังนี้
1) การจำกัดผู้ร้องคัดค้านเนื่องจากระบบสรรหา ส.ว. เป็นระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยทั่วไป ดังนั้น
กฎหมายการเลือกตั้งและสรรหา ส.ว. จึงจำกัดผู้ร้องคัดค้านว่า มีได้เฉพาะบุคคลสอง
ประเภทคือ ตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อ และสมาชิกขององค์กรที่เสนอชื่อเท่านั้น ที่จะยื่น
คำร้องคัดค้านได้
2) เหตุที่จะร้องคัดค้านเหตุที่จะร้องคัดค้านนั้น กฎหมาย
จำกัดเฉพาะขั้นตอนการสรรหาที่ ไม่ถูกต้อง หรือ
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก็มีความหมายไม่ชัดเจนว่าหมายความว่าอย่างไร กรณี
เช่นว่านี้ ศาลฎีกาก็จะทำการไต่สวนและวินิจฉัย และหากเห็นว่า การสรรหานั้นมิได้
เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ก็ให้มีการสรรหาใหม่ ปัญหาก็คือ การร้องคัดค้าน
ที่ว่านี้ จำกัดเฉพาะขั้นตอนการสรรหาที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่จะ
ร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาว่า ใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสมมิได้
เพราะว่า กฎหมายเขียนว่า การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหานั้นเป็นที่สุด
ดังนั้น หากมีร้องคัดค้านเกี่ยวกับความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอ
ชื่อบางท่าน ในเวลานี้ ที่มีการร้องคัดค้านว่า ยังค้างชำระหนี้เงินตามคำพิพากษา
ของศาลชั้นต้นนั้น ก็ยังมีปัญหาให้ตีความว่าทำได้หรือไม่ เพียงใด
ปัญหาก็คือ ประชาชนไม่อาจร้องคัดค้านการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาที่
เลือก ส.ว. ทั้งๆ ที่ ว่าที่ ส.ว. ท่านหนึ่งมีปัญหาด้านจริยธรรมแล้ว เพราะไม่ยอมจ่าย
เงินตามคำพิพากษา อีกทั้งยังเป็น สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารด้วย
แม้ว่า
เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงว่า ขอให้เคารพดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาและโทษทางแพ่งนั้น ไม่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติของการเป็น ส.ว.นั้น เป็นคำชี้แจง
ที่ไม่มีเหตุผลรองรับ
ในระยะเวลาร่วมสองปีที่สังคมไทยเชิดชูประเด็นคุณธรรมจริยธรรมมาโดยตลอด
แต่คราวนี้
ทำไมคณะกรรมการสรรหาจึงไม่ตรวจสอบความประพฤติให้ดีเสียก่อนส่วนข้อเรียกร้องให้ประชาชนเคารพการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหานั้น ก็
คงต้องถามกลับว่า แล้ว
ทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่เคารพอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็น
ของประชาชนยิ่งไปกว่านั้น พอคราวประชาชนเลือก ส.ว. ไม่ดี หรือมีปัญหา ก็มีแรงวิจารณ์ด่าว่า
ดุลพินิจของประชาชนอย่างมากมาย ว่าเลือกคนไม่ดีเข้าสภา แต่พอคราวนี้ คณะ
กรรมการสรรหาคัดเลือกคนมีปัญหาเข้ามา กลับบอกว่า ให้ประชาชนเคารพดุลพินิจ
ของคณะกรรมการสรรหา
วิธีคิดหรือการให้เหตุผลแบบนี้
นอกจากจะไม่เคารพอำนาจอธิปไตยของประชาชน
แล้ว ยังพยายามเรียกร้องมิให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ดุลพินิจของคณะกรรมการ
สรรหาอีกด้วย3) ปัญหาการทับซ้อนของตำแหน่งตามกฎหมายการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว.มาตรา 133 วรรคสอง บัญญัติให้
คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการสืบสวนหากปรากฏว่า ในการสรรหานั้น ผู้ใด
ได้กระทำการใดๆ โดยไม่สุจริต เพื่อให้ตนเองได้รับการสรรหาหรือฝ่าฝืนกฎหมาย
ดังกล่าว ซึ่งหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา 7 ท่านนั้น ก็มี ประธานคณะกรรมการ
การเลือกตั้ง รวมอยู่ด้วย ก็กลายเป็นว่า ผู้ใช้ดุลพินิจคัดเลือก ส.ว. เป็นผู้มี
อำนาจสืบสวนสอบสวน เองด้วย นอกจากนั้น เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
สอบสวนแล้ว และเห็นว่าการสรรหาไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมาย
กำหนดให้ กกต. ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ซึ่งหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา ส.ว.
นั้น ก็มาจาก ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย แม้จะมี
ข้ออ้างว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ทำหน้าที่สรรหากับผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ทำหน้าที่
วินิจฉัยนั้นเป็นคนละคนกัน แต่ในแง่ของหลักการแล้ว ก็ไม่ควรให้บุคลากรที่มาจาก
องค์กรเดียวกันทำหน้าที่สองตำแหน่งที่มาเกี่ยวข้องกัน
บทส่งท้ายการออกแบบให้ ส.ว. มาจากการใช้ดุลพินิจของกลุ่มบุคคลที่ประกอบด้วยตุลาการ
และนักกฎหมาย แทนที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนนั้น เป็นแนวคิดเดิมๆ
แบบจารีตนิยมหรือแบบอมาตยาธิปไตยที่คิดว่า บุคคลเหล่านี้มีคุณธรรมและวิจารณ-
ญาณดีกว่าประชาชน (ต่างจังหวัด)
วิธีคิดแบบนี้จะไม่เป็นผลดีต่อการเมืองไทยในระยะยาว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะรวม
ศูนย์ไว้ที่ ผู้มากด้วยคุณธรรม แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครสามารถอวดอ้างได้ว่าเป็น
ผู้มีคุณธรรมมากกว่าคนอื่นๆ
ถ้าหากคิดว่าประชาชนต่างจังหวัดไม่มีวิจารณญาณเพียงพอแล้ว ก็น่าจะเสนอให้มี
สภาจริยธรรมแห่งชาติ แล้วให้สภานี้ทำหน้าที่คัดเลือกทั้ง ส.ส.และ ส.ว.แทน
ประชาชนไปเลย
ผู้เขียนมั่นใจว่า ส.ว. แบบสรรหาชุดนี้ นอกจากจะเป็น ชุดแรก ของประวัติศาสตร์
การเมืองไทย แล้วยังเป็น ชุดสุดท้าย อีกเช่นกัน
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11333