ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
22-10-2026, 06:10
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
 |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ปํญหาภาคใต้ ปัญหาลับสมองสส.ปชป.และคนภาคใต้มากกว่าปัญหาอื่นๆเพราะมีคนไทยตายไปมาก 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
ปํญหาภาคใต้ ปัญหาลับสมองสส.ปชป.และคนภาคใต้มากกว่าปัญหาอื่นๆเพราะมีคนไทยตายไปมาก  (อ่าน 51716 ครั้ง)
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #150 เมื่อ: 21-01-2008, 18:38 »





ยังไม่เห็นแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ กระเด้งรับลูก

เดี่ยวมารอดูฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลบ้าง ว่าจะมอบหมายงานให้สส.ผ่านรัฐสภาและเครือข่ายชุมชนได้หรือเปล่า?


ที่หนาวๆร้อนๆตอนนี้ คงเป็นอภิสิทธิ์ ศิษย์เทพเทือก ลูกเจ้าแม่จวนทอง

แล้วก็หลวงแม้วของเหล่าสาวก..


ส่วนคนใต้เลือกตั้งครั้งต่อๆไปคงไม่ยอมเป็นของตายของปชป.อีกแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-01-2008, 18:44 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #151 เมื่อ: 21-01-2008, 21:19 »



สมาชิกปชป. กรุณาเอาปัญหาไปท้าทายการทำงานของพรรคและหัวแถวของพรรคด้วย

อยากทราบว่า มีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เป็นหรือเปล่า?

สามารถทำเป็นตัวอย่างนำร่งอให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือไม่?

นับจำนวนคนร้ายที่ถูกจับเป็นก็ได้ครับ..
บันทึกการเข้า

อธิฏฐาน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,912


รักษาประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน


« ตอบ #152 เมื่อ: 21-01-2008, 22:06 »


หากรัฐบาลใหม่แก้ปัญหาทางใต้ได้ คนใต้อาจเปลี่ยนใจสนับสนุน พปช.ก็ได้ค่ะ ไม่ใช่แก้ที่ฝีปากอย่างเดียว จุดไฟไว้ให้แล้วปล่อยให้คนในภาคดับกันเอง
บันทึกการเข้า

หยุด...สัมปทานอุทยานแห่งชาติ
http://www.oknation.net/blog/sandstone
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #153 เมื่อ: 21-01-2008, 22:20 »



หากรัฐบาลใหม่แก้ปัญหาทางใต้ได้ คนใต้อาจเปลี่ยนใจสนับสนุน พปช.ก็ได้ค่ะ ไม่ใช่แก้ที่ฝีปากอย่างเดียว จุดไฟไว้ให้แล้วปล่อยให้คนในภาคดับกันเอง

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน ยังใช้ได้อยู่ครับ..
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #154 เมื่อ: 21-01-2008, 23:11 »





ผมว่าโทษประหารชีวิต ยังจำเป็น..

แล้วก็เมื่อได้รับการตัดสินถึงที่สุดแล้วแล้ว ต้องมีระเบียบประหารโดยเร็ว
บันทึกการเข้า

kkh
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #155 เมื่อ: 22-01-2008, 17:02 »



พื้นที่ 3 จว เป็นของกุ่มวาดะ สังกัด ทรท เดิมแถมเป็น รัฐบาล เป็นคนยกเลิก ศอบต ร่วมสร้างปัญหาเพิ่ม ยังไม่ต้องรับผิดชอบ

ทำไม จขกท ไม่สงสัยบ้างหรือว่าคนใต้อีก 11 จว. ทำไมยังเลือก ปชป เพราะเขารู้ว่าปัญหามาจาก รัฐบาล เดิมงัยเขาจึงไม่โทษ ปชป

แต่ประชาธิปไตยเสียงมากว่าเป็นรัฐบาล รัฐบาลคือคนแก้ปัญหาบ้านเองโดยนำนโยบายของพรรคตนมาบริหาร

 ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ แต่ จขกท. อยากให้ฝ่ายค้านเสนอความเห็นและช่วยแก้ เหมือน บริษัทมี ผจก ไว้นั่งกินกาแฟเอาเท่ แต่มียามไว้ช่วยตัดสินใจบริหาร

แต่ความจริงถ้า บริษัทคุณ ผจก. ทำไม่ได้ก็ให้คนอื่นที่มีความสามารถมาบริหาร ผู้จัดการทำไม่ได้ต้องลาออก ยากได้ยามมาตัดสินใจก็ให้ยามเป็น ผู้จัดการแทนก็เท่านั้น ไม่เห็นยาก
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #156 เมื่อ: 22-01-2008, 17:44 »


พื้นที่ 3 จว เป็นของกุ่มวาดะ สังกัด ทรท เดิมแถมเป็น รัฐบาล เป็นคนยกเลิก ศอบต ร่วมสร้างปัญหาเพิ่ม ยังไม่ต้องรับผิดชอบ

ทำไม จขกท ไม่สงสัยบ้างหรือว่าคนใต้อีก 11 จว. ทำไมยังเลือก ปชป เพราะเขารู้ว่าปัญหามาจาก รัฐบาล เดิมงัยเขาจึงไม่โทษ ปชป

แต่ประชาธิปไตยเสียงมากว่าเป็นรัฐบาล รัฐบาลคือคนแก้ปัญหาบ้านเองโดยนำนโยบายของพรรคตนมาบริหาร

 ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ แต่ จขกท. อยากให้ฝ่ายค้านเสนอความเห็นและช่วยแก้ เหมือน บริษัทมี ผจก ไว้นั่งกินกาแฟเอาเท่ แต่มียามไว้ช่วยตัดสินใจบริหาร

แต่ความจริงถ้า บริษัทคุณ ผจก. ทำไม่ได้ก็ให้คนอื่นที่มีความสามารถมาบริหาร ผู้จัดการทำไม่ได้ต้องลาออก ยากได้ยามมาตัดสินใจก็ให้ยามเป็น ผู้จัดการแทนก็เท่านั้น ไม่เห็นยาก

อาการของคุณเหมือนแมลงรำคาญ  มากกว่ายาม

ปชป. เลี้ยงคนอย่างคุณไว้ก็ไม่ได้เสียงอื่นสนับสนุน
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #157 เมื่อ: 22-01-2008, 17:46 »



ชื่อเรื่อง   ใต้บึมทหารเจ็บระนาว8 ไล่ฆ่าภารโรง-สายข่าว จอดรถสูบส้วมก็ยังตาย
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ไทยรัฐ
 คอลัมน์ข่าว   หนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันนี้
 URL   http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=76060
 เนื้อหา  เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 21 ม.ค. ขณะที่ จ.ส.อ. สงกรานต์ ยิ้มพงษ์ อายุ 46 ปี หัวหน้าชุดลาดตระเวนเส้นทางรถไฟสังกัด ฉก.นราธิวาส 39 นำกำลังรวม 8 นาย กลับจากตระเวนเดินเท้าตรวจเส้นทางรถไฟสถานีรถไฟลาโละ หมู่ 7 ต.ลาโละ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เพื่อกลับฐานบริเวณสถานีรถไฟ ระหว่างทางถูกคนร้ายกดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือที่วางไว้โคนเสาไฟฟ้าริมถนน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนเสาไฟฟ้าหักโค่น และทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บทั้ง 8 นาย   
ประกอบด้วย 1.จ.ส.อ.สงกรานต์ ยิ้มพงษ์ หัวหน้าชุด 2.จ.ส.ท.เชษฐ์ชัย นาคหลง 3.ส.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เพียงใจ 4.พลทหารเอกสิทธิ์ วงษ์ดอน 5.พลทหารสุรศักดิ์ เนตรจ่อย 6.พลทหารคมกริช มีแม่นวิทย์ 7.พลทหารยอดยิ่ง จำลองเดช และ 8.พลทหารชาญชัย เพียงแก้ว จากนั้นกลุ่มคนร้ายยังระดมยิงทั้งปืนอาก้าและเอ็ม 16 ถล่มซ้ำ แต่ทหารยังกัดฟันยิงตอบโต้จนเกิดปะทะกันดุเดือด ภายหลัง พ.ต.ต. เรืองศักดิ์ บัวแดง สวส.สภ.รือเสาะ พ.ต.ท.ธนาพล มีชัย รอง ผกก.(ป.) พ.ท.ปฐวี ศรีสุข ผบ.ฉก.นราธิวาส 39 นายอรุณ ศรีใส ปลัดอาวุโสอำเภอรือเสาะ และ พ.ต.ต.ฉลอง คงอินทร์ สว.นปพ.จ.นราธิวาส นำกำลังและชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด “เหยี่ยวดง” ไปตรวจสอบรีบนำผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่ง รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ 

ต่อมา พ.ต.อ.จุมพล เปรมศิริ ผกก.สภ.รือเสาะ พ.ท.ปฐวี ศรีสุข ผบ.ฉก.นราธิวาส 39 และนายอรุณ ศรีใส ปลัดอาวุโสอำเภอรือเสาะ นำกำลังตรวจค้นบ้าน 50 หลัง ในหมู่บ้านเกิดเหตุสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 17 คน เป็นชาย 16 หญิง 1 คน จากการสอบสวนพบว่า ทั้งหมดเป็นคนนอกพื้นที่และไม่มีอาชีพประกอบเป็นหลักแหล่ง จึงได้จัดทำประวัติไว้ พร้อมส่งตัวไปตรวจสอบ ดีเอ็นเอและสารปนเปื้อนวัตถุระเบิดตามร่างกาย ก่อนที่จะส่งตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เพื่อสอบขยายผลต่อไป

ช่วงเช้าวันเดียวกัน พ.ต.อ.จุมพล เปรมศิริ ผกก.สภ.รือเสาะ นำกำลังไปสอบสวนคนถูกยิงเสียชีวิต บริเวณหน้าร้านกาแฟ บ้านบาโงปูโล๊ะ ต.เรียง พบศพนายอัครเดช จือยือแร อายุ 53 ปี นักการภารโรงโรงเรียนบ้านบาโงปูโล๊ะ ถูกยิงที่ศีรษะ 3 นัด สอบสวนทราบว่า ขณะผู้ตายกับภรรยาเดินออกจากบ้านจะไปธุระถูกคนร้ายเดินตามแล้วกระชากผมก่อนชักปืนจ่อยิง 3 นัดต่อหน้าภรรยาและชาวบ้านแล้ววิ่งหนีไป และเมื่อคืนวันที่ 20 ม.ค. ขณะที่นายมูหามะ นิเกาะ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ 3 ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เดินออกจากบ้านจะไปธุระถูกคนร้ายซุ่มยิงเสียชีวิตที่ริมคลองภายในหมู่บ้าน 

ส่วน จ.ปัตตานี พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ รอง ผบก. พ.ต.อ.มนัส ศิษมัต ผกก.สภ.เมืองปัตตานี พร้อมกำลังไปสอบสวนเหตุยิงกันตาย บนถนนสายปัตตานี-ยะลา หมู่ 5 บ้านสะนิง ต.บาราเฮาะ พบศพนายอับดุลเลาะ โต๊ะอาดัม อายุ 40 ปี อยู่หมู่ 7 ต.ปูยุด นอนตายอยู่ข้างรถ จยย. สภาพศพถูกยิงด้วยปืน .38 ที่ศีรษะและลำตัว 4 นัด สอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นสายข่าวทหาร ขณะขี่ จยย.ไปธุระถูกคนร้าย 2 คนซ้อน จยย.ตามประกบยิง

อีกราย พ.ต.ท.นรัตน์ เทพเฉลิม รอง ผกก.(สส.) สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี พร้อมกำลังไปสอบสวนเหตุยิงกันตาย 2 ศพ บนถนนหมู่ 4 บ้านมะนังหยง ต.ปากู พบรถบรรทุกถังเก็บสิ่งปฏิกูล ทะเบียน 70-0960 ยะลา จอดอยู่ ในเบาะคนขับ พบศพนายบุญโชค ไม่ทราบนามสกุล อายุ 40 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ 1 นัดและที่ประตูด้านซ้าย พบศพนางอรวรรณ ดอกเตย อายุ 38 ปี ถูกยิงที่ศีรษะและลำตัว 2 นัด สอบสวนทราบว่า ผู้ตายทั้งสองรับจ้างดูดส้วม ขณะจอดรถดูดสิ่งปฏิกูลในหมู่บ้าน ถูกคนร้าย 2 คนซ้อน จยย.จ่อยิง

ด้าน จ.ยะลา เมื่อคืนวันที่ 20 ม.ค. กลุ่มคนร้ายยิงถล่มใส่มัสยิด บ้านยุโป ต.ยุโป อ.เมืองยะลา กระสุนถูกนายเจ๊ะดาโอ๊ะ ปีเยาะ อายุ 72 ปี กับนายรอสือดี โต๊ะมะ อายุ 15 ปี บาดเจ็บนำส่ง รพ.ศูนย์ยะลา เชื่อว่าเป็นฝีมือโจรกลุ่มเดียวกันที่ยิงนายอาหะมะ เจ๊ะสู อายุ 44 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านบาโด หมู่ 3 ต.ยุโปเสียชีวิตในคืนเดียวกัน ส่วนนายสมัยศึก งามขำ ชรบ.หมู่ 3 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ที่ถูกโจรใต้ยิงสาหัส รักษาตัวที่ รพ.ศูนย์ยะลา เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ได้เสียชีวิตลง แล้วแต่คดียังไม่คืบที่ฐานปฏิบัติการ ฉก.ทหารช่าง บ้านทุ่งยามู ต.ยุโป อ.เมืองยะลา

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และคณะ เดินทางไปเยี่ยมกำลังทหารช่างที่กำลังก่อสร้างถนนสายปัตตานี-ยะลา โดยนายก รัฐมนตรีกล่าวว่า ถนนสายนี้ผู้รับเหมาทิ้งงานไปเพราะเหตุไม่สงบ กระทั่งทหารช่างมาดำเนินการแทน ส่วนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ อาจจะมีความรุนแรงบ้างในบางช่วง แต่ในภาพรวมแล้วการทำงานมีความคืบหน้าไปมาก ดังนั้น ขอฝากรัฐบาลใหม่ให้ยึดเอาแนวพระราชดำริ ในการแก้ปัญหาคือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

ด้าน จ.สระแก้ว ร.อ.สมปอง บุญชัย ผบ.ร้อย ทพ.ที่ 1207 ฉก.กรม.ทพ.ที่ 12 กกล.บูรพา อ.อรัญประเทศ พร้อมกำลังควบคุมตัวนางสวน ลอน อายุ 24 ปี ชาวกัมพูชา บริเวณริมคลองพรมโหด ติดพรมแดนไทย-กัมพูชา ขณะสะพายกระเป๋าเดินข้ามไปกัมพูชา ตรวจค้นพบซิมโทรศัพท์ มือถือ 3 อัน คีม ไขควง ปะแจขนาดต่างๆ 12 ตัว ใบโอนเงินธนาคารและบัตรค่ารถยนต์โดยสาร จาก จ.ยะลา สอบถามยอมรับว่าเดินทางมาจาก จ.ยะลา เพราะมีสามีอยู่ที่ จ.ยะลา กำลังจะกลับบ้านที่กัมพูชา แต่เจ้าหน้าที่สงสัยในพฤติกรรมเกรงจะเป็นแนวร่วมโจรใต้ นำตัวส่งฝ่ายการข่าวกองกำลังบูรพาสอบสวนอีกครั้ง 

รายงานจากหน่วยข่าวความมั่นคงระบุว่า ขณะนี้แกนนำกลุ่มโจรใต้คนสำคัญที่ทางการต้องการตัวทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้หลบไปกบดานในเขตประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ที่ผ่านมารัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัย ได้ประสานงานขอความช่วยเหลือจับกุม ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ ประสบความสำเร็จบ้างแล้วแต่กรณี โดยแกนนำโจรทั้งหมดเข้าไปกบดานในนามสมาชิกสมาคมอดีตทหารที่มีอดีตผู้นำมาเลย์คนหนึ่งเป็นแกนนำ ใช้เครื่องหมายรวงข้าววงล้อมอัลกุรอาน   

สมาคมนี้มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รัฐเคดาห์ จากการตรวจสอบรายชื่อคนไทยที่เป็นแกนนำโจรใต้คนสำคัญที่ทางการไทยต้องการตัวและได้รับความคุ้มครองจากสมาคมแห่งนี้มี 1. นายสะแปอิง บาซอ ผู้จัดการโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จ.ยะลา 2. นายมะแซ อุเซ็ง อุสตาซ โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส หัวหน้ากองกำลังบีอาร์เอ็น โอคอร์ดิเนต 3. นายมือลี ฮะห์ เป็นต้น

 
 ภาพประกอบ [1]
 
 วันที่เผยแพร่  22 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  22 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #158 เมื่อ: 24-01-2008, 19:03 »




ยังไม่เห็นแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ กระเด้งรับลูก

เดี่ยวมารอดูฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลบ้าง ว่าจะมอบหมายงานให้สส.ผ่านรัฐสภาและเครือข่ายชุมชนได้หรือเปล่า?


ที่หนาวๆร้อนๆตอนนี้ คงเป็นอภิสิทธิ์ ศิษย์เทพเทือก ลูกเจ้าแม่จวนทอง

แล้วก็หลวงแม้วของเหล่าสาวก..


ส่วนคนใต้เลือกตั้งครั้งต่อๆไปคงไม่ยอมเป็นของตายของปชป.อีกแล้ว



29 ม.ค. 51 : เวทีนโยบายสาธารณะครั้งที่ 5 "จินตนาการความเป็นไทยกับสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้" 
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=208
กิจกรรมเคลื่อนไหวทางวิชาการและสังคม | 2551-01-22 12:57:23
 พิมพ์ข่าวหน้านี้
 
 จัดโดย
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ
สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สนับสนุนโดย
สำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ

สถานที่ : โรงแรมรอยัลริเวอร์ ถ.จรัลสนิทวงศ์ ซ.66/1 บางพลัด กรุงเทพฯ
วันเวลา : วันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 เวลา 08.30-12.45 น.

ด้วยมหาวิทยาลัยมหิดล โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม และศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ได้ดำเนินการวิจัยเรื่อง จินตนาการใหม่ความเป็นไทย อันเป็นหนึ่งในชุดโครงการวิจัยของศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ที่ก่อเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ บัดนี้งานวิจัยนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นลงแล้ว และมหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดพิมพ์หนังสือรวมผลงานของโครงการวิจัยนี้เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป

ในการสื่อสารต่อสาธารณะนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ และสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนของคณะกรรมการ สาขาสังคมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ จึงกำหนดจัดเวทีนโยบายสาธารณะมหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 5 เรื่อง "จินตนาการความเป็นไทยกับสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้" ในวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 เวลา 08.30-12.45 น. ณ ห้องกรุงธนบอลรูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ ถนนจรัลสนิทวงศ์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร (โทรศัพท์ 02 422-9222) เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "ความเป็นไทยในจินตนาการ" โดยกำหนด ให้มีปาฐกถานำจุดประเด็นการประชุมเรื่อง ประวัติศาสตร์การสร้าง ‘ความเป็นไทย' กระแสหลัก โดย รศ.สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปัจฉิมกถาเรื่อง พหุนิยมกับพหุความเป็นไทย โดย ธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



กำหนดการ

08.30 น. - 09.00 น.   ลงทะเบียน
09.00 น. - 09.10 น.   กล่าวรายงานการประชุม
                            โดย รศ.อนุชาติ พวงสำลี
                                   (รองอธิการบดีฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล)
09.10 น. - 09.30 น.   กล่าวเปิดการประชุม
                            โดย รศ.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา
                                   (รองอธิการบดี ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และเครือข่าย  มหาวิทยาลัยมหิดล)
09.30 น. - 10.00 น.   ปาฐากถานำจุดประเด็นเรื่อง
                            "ประวัติศาสตร์การสร้าง ‘ความเป็นไทย' กระแสหลัก"
                                   โดย รศ.สายชล สัตยานุรักษ์
                                   (ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
10.00 น. - 10.15 น.   พักรับประทานอาหารว่าง
10.15 น. - 11.45 น.   การอภิปรายเพื่อให้ความเห็นต่อผลงานวิจัยเรื่อง
                            "ความเป็นไทยในจินตนาการ"
                                    ดำเนินรายการโดย  รศ.สุริชัย หวันแก้ว
                                    (ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
10.15 น. - 10.45 น.   นำเสนอโดย รองศาสตราจารย์กฤตยา อาชวนิจกุล
                                    (รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล)
10.45 น. - 11.00 น.   ให้ความเห็นโดย ดร.นิติ ภวัครพันธุ์
                             (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
11.00 น. - 11.15 น.   ให้ความเห็นโดย ดร. วรวิทย์ บารู
                                    (ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
                                     มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี)                   
11.15 น. - 11.45 น.   เปิดอภิปราย
11.45 น. - 12.15 น.   ปัจฉิมกถาเรื่อง "พหุนิยมกับพหุความเป็นไทย"
                            โดย ธีรยุทธ บุญมี
                                   (ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย
                                    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

                                   (จบการประชุม รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน)

 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #159 เมื่อ: 24-01-2008, 19:29 »



ถามถึงการเมืองชายแดนใต้ หาคำตอบการเมืองขบวนการใต้ดิน
 http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=185
สกู๊ป/รายงานพิเศษ | 2550-12-09 02:13:03
 พิมพ์ข่าวหน้านี้
 
 ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้


          สนามการเมืองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนและมีปัจจัยในการวิเคราะห์แตกต่างไปจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบซึ่งมี ‘เจ้าภาพ' ที่เป็นเครือข่ายของขบวนการใต้ดินเกิดขึ้น เป็นอีกขั้วหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา

          ภาพความรุนแรงและการเสียชีวิตผู้คนแทบทุกวี่วัน ในตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา เป็นความเจ็บปวดของสังคมไทยที่ต้องการการเยียวยาเป็นการเร่งด่วน ซึ่งนักการเมืองและพรรคการเมืองทุกพรรคต่างรับรู้ความต้องการนี้ดี ดังนั้น ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้จึงได้ช่วงชิงกันนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กันคึกคัก พร้อมทั้งยกเป็นวาระแห่งชาติไปโดยปริยาย ซึ่งไม่แน่นักว่าข้อเสนอเหล่านี้จะมีผลต่อคะแนนเสียงในท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด และชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ใส่ใจในเนื้อหาสาระหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือ วาระแห่งชาติข้อนี้สามารถนำมาใช้หาเสียงได้กับคนทั้งประเทศ

          สนามการเลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มี ส.ส.ได้ 12 คน ประกอบด้วย ปัตตานี 4 คน นราธิวาส 5 คน และยะลา 3 คน

 คู่ชิงที่สำคัญในหลายเขตยังคงเป็นผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มวาดะห์ในนามพรรคพลังประชาชน แต่การปรากฏตัวของ น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ หรือ ‘หมอแว' ประธานกลุ่มสัจจานุภาพ ในสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็น่าสนใจไม่น้อย เช่นเดียวกับบางเขตที่พรรคชาติไทยยอมทุ่มทุนเพราะหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้ส่วนแบ่ง ส.ส.

          โจทย์ที่ชวนวิเคราะห์ คือ กลุ่มขบวนการใต้ดินที่ต่อกรกับรัฐไทยอยู่ขณะนี้ มีท่าทีและกำหนดบทบาทอย่างไรเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะต้องไม่ลืมว่าจำนวนบัตรเสียกว่า 30,000 ใบในคราวลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ถือว่ามีนัยยะทางการเมืองพอสมควร

          "ผมว่าพวกเขาเล่นการเมืองเป็น และครั้งนี้เขาย่อมฉกฉวยสถานการณ์อยู่แล้ว เพราะมันต้องไปเกาะเกี่ยวกับโต๊ะครู อุสตาซ ต้องเกาะเกี่ยวกับมัสยิด ซึ่งเป็นการดึงพลังมวลชนไว้ พวกเขาปฎิเสธพลังมวลชนไม่ได้ ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่พวกเขาจะได้สวมรอยเข้าสู่การเมืองด้วย เพียงแต่เข้าไปในลักษณะใดเท่านั้น" นักวิเคราะห์รายหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ชิดกลุ่มขบวนการใต้ดินให้ความเห็น

นักคิดรายนี้มีอายุกว่า 40 ปี หลังจากเรียนจบโรงเรียนศาสนาชั้น 10 จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้ไปศึกษาต่อที่เมืองบันดุง บนเกาะชวาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย พร้อมกับเพื่อนๆ อีกกลุ่มใหญ่ แต่เมื่อกลับสู่บ้านเกิด เขาไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฎิบัติการของ ‘บางฝ่าย' ที่นำหลักศาสนามาบิดเบือนและใช้ในทางที่ผิดเพื่อดึงมวลชนให้เข้าร่วมและนำไปสู่เป้าหมายของการแบ่งแยกดินแดน

"บางทีการออกไปกาบัตรลงคะแนน ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเอาอย่างไร แต่อาจเป็นเพียงการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นก็ได้ เหมือนกับการลงประชามติครั้งก่อน" นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว

แม้เขาไม่กล้าฟันธงว่ามีการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองระดับชาติกับกลุ่มใต้ดินหรือไม่ แต่เขาระบุว่า หัวคะแนนหลายคนที่เดินเคียงคู่อยู่กับนักการเมือง ก็คือคนๆ เดียวกันที่เคยไปเรียนต่อกับเขาที่บันดุง

แม้อุดมการณ์หนึ่งของกลุ่มใต้ดินคือการปฎิเสธอำนาจรัฐทุกรูปแบบ แต่เขาเชื่อว่า สถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ การ ‘เล่น' กับการเมืองจะให้ประโยชน์กับพวกใต้ดินมากกว่า

"พวกที่ไปเรียนอินโดนีเซีย บางคนจบด้านการเมืองและสังคมในมหาวิทยาลัยเดียวกับอดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย" นักวิเคราะห์รายนี้ยกเหตุผลเพื่อย้ำถึงความเชื่อที่ว่า กลุ่มขบวนการใต้ดินต้องแสดงพลังโยงใยไปถึงการเมืองเรื่องเลือกตั้ง ส.ส.ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้

ความเห็นของเขาสอดคล้องกับ ‘วัยโรจน์ พิพิธภักดี' อดีต ส.ส.หลายสมัยของจังหวัดปัตตานี โดยวัยโรจน์มีบทเรียนจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ซึ่งครั้งนั้น เขาย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์มาอยู่พรรคไทยรักไทยแล้ว เพื่อรวมพลังกลุ่มดารุสลามเข้ากับกลุ่มวาดะห์

"คนพวกนี้ไปข่มขู่ชาวบ้านไม่ให้เลือก โดยบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร-อดีตนายกรัฐมนตรี) สั่งฆ่ามุสลิม แถมพวกที่ไปอยู่ในมาเลเซีย พวกสมาคมต้มยำกุ้งสั่งให้คนงานกลับมาเลือกตั้งพร้อมให้ค่ารถ เลือกใครก็ได้ ยกเว้นพวกเรา" วัยโรจน์วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เขาสอบตก เช่นเดียวกับกลุ่มวาดะห์ที่แทบสูญพันธุ์ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2548

แต่นั่นอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดที่ทำให้ทั้งวาดะห์และดารุสลามต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพราะยังมีปัญหาความแตกแยกภายในของกลุ่มวาดะห์ รวมถึงการ ‘ไม่เอาทักษิณ' ก็ไม่ใช่เฉพาะแค่กลุ่มใต้ดินเท่านั้น แต่ประชาชนเกือบทั่วด้ามขวานทองก็ไม่เอาทักษิณด้วยเช่นกัน

ตระกูลพิพิธภักดีของวัยโรจน์เป็นอดีตเจ้าเมือง ‘ยะหริ่ง' แถมมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้ปกครองในหลายรัฐทางฝั่งมาเลเซียมาแต่เก่าก่อน ทำให้นายวัยโรจน์รู้จักมวลชนอย่างกว้างขวาง แต่ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้เขาถูกตัดสิทธิ์เพราะอยู่ในกลุ่มบ้านเลขที่ 111 

ที่น่าสนใจคือ ในอดีต ตระกูลพิพิธภักดีและตระกูลโต๊ะมีนา เดินกันคนละเส้นทางการเมืองมาโดยตลอด แต่การหวนคืนสู่สนามเลือกตั้งปัตตานีครั้งนี้ของ นายเด่น โต๊ะมีนา ได้สอดประสานกับนายวัยโรจน์ แม้ไม่ถึงกับใกล้ชิด แต่ถือว่าเป็นมิติใหม่ของคนทั้ง 2 ตระกูลและกองหนุน

"เราอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พรรคไหน หลังการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 3 จังหวัดนี้น่าจะมารวมตัวเป็นหนึ่งเดียวเพื่อร่วมกันปฎิรูปความรู้สึกของประชาชน เพราะพวกเขาถูกกดดันมาก" วัยโรจน์ฝากข้อเสนอไปยัง ส.ส.ทุกคนที่ได้รับเลือกตั้งหนนี้

แม้กลุ่มดารุสลามผสานเข้ากับกลุ่มวาดะห์แล้วก็ตาม แต่วันนี้ของวาดะห์ กับวาดะห์ในอดีตย่อมแตกต่างกัน การรวมทั้งสองกลุ่มเพื่อความเข้มแข็งทางการเมืองก็ใช่ว่าจะสามารถผนึกพลังมวลชนไว้ได้ โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์รุนแรง ทำให้ความน่าเชื่อถือของวาดะห์ถูกกัดกร่อนไปมาก

ภาพของวาดะห์กลายเป็นเพียงตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในสนามการเมืองเท่านั้น แต่กองกำลังที่แท้จริงกลับเป็นขุมพลังใต้ดิน ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวบ้านอย่างมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเองก็เข้าไม่ถึง

แม้แกนนำอย่าง เด่น โต๊ะมีนา, อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และ นัจมุดดิน อูมา ถูกนำไปเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเบื้องหลังของเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้ดูเหมือนมีระยะใกล้กับกลุ่มใต้ดินมากกว่า แต่คนในพื้นที่สีแดงก็ไม่ได้มองพวกเขาเป็น ‘พวก' สักเท่าไหร่

"เมื่อก่อนพวกเราก็ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง ทำให้สังคมมองเราในทางไม่ดี อีกฝ่ายหนึ่งก็หาว่าเราเป็นขี้ข้ารัฐบาล ทำให้เราอยู่ลำบาก" นัจมุดดิน สะท้อนสถานการณ์อันน่าอึดอัดของวาดะห์ ซึ่งตัวเขาเองถูกตั้งข้อหาหนักหน่วงและถูกหวาดระแวงจากคนในภาครัฐ จนทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์บทเรียนการต่อสู้ทางการเมืองของวาดะห์ว่าเป็นความล้มเหลว

แต่สำหรับนัจมุดดินกลับมองว่า การเมืองในระบอบรัฐสภา ยังสามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ แต่อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์

"มันอาจทำให้ประชาชนบางส่วนลังเลบ้าง เขาถามว่าเรามีอำนาจทางการเมืองจริงหรือ มันแก้ได้จริงหรือ ขนาดผมเข้าไปช่วยเหลือรัฐแล้ว แต่รัฐให้ความคุ้มครองผมได้แค่ไหน นี่ขนาดเราทำดีแท้ๆ"

นัจมุดดินบอกด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจนักว่ากลุ่มใต้ดินจะส่งคนเข้ามาเล่นการเมืองในครั้งนี้หรือไม่

"ผมว่าไม่น่าจะมีน่ะ มันขัดกับแนวทางของเขา เพราะเขาปฎิเสธระบบรัฐสภา และเขาเชื่อว่าความสำเร็จของเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้"

แต่เขาก็ยอมรับว่า การชี้นำของกลุ่มใต้ดินมีผลต่อการเลือกตั้งอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก และปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเลือก ส.ส.ในครั้งนี้ น่าจะเป็นเรื่องของตัวบุคคลและความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่า เพราะสังคมมุสลิมเป็นสังคมที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันเหมือนเป็นเครือญาติ ยกเว้นคนในเมืองที่อาจมีความศรัทธาในตัวพรรคการเมือง

แต่คำถามที่นัจมุดดินและกลุ่มวาดะห์ต้องตอบให้ได้คือ ทำไมในวันนี้พวกเขาถึงกลับมาอยู่พรรคพลังประชาชน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน สมาชิกทุกคนของวาดะห์ต่างทำท่าเข็ดขยาดในพรรคที่มีดาวเทียมส่องนำ พร้อมกับประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าจะหาพรรคที่เป็นกลางทางการเมืองเข้าสังกัด

ปัจจัยอะไรที่ทำให้วาดะห์เปลี่ยนใจ?

ในขณะที่การเมืองในขั้วประชาธิปัตย์ค่อนข้างนิ่งและเตรียมการพร้อมกว่ากลุ่มอื่นๆ แม้เชื่อกันว่าคะแนนเสียงของประชาชนใน 3 จังหวัดยึดโยงที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรค แต่การดำเนินงานการเมืองที่ต่อเนื่องมายาวนานก็ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบในหลายเขต เพราะมีฐานคะแนนจัดตั้งอยู่ในระดับหนึ่งโดยเฉพาะเขตเมือง

พรรคประชาธิปัตย์ค่อนข้างสุขุมเมื่อพูดถึงกลุ่มใต้ดินและกองกำลังนอกระบบ ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนวาดะห์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนของประชาธิปัตย์จะปฎิเสธมือที่มองไม่เห็น เพราะในเกมลึกก็มีข่าวเหมือนกันว่าแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ‘บางคน' ได้พบปะกับ ‘หัวขบวน' บางองค์กร เพื่อรับฟังข้อมูล แม้ไม่มีการยืนยันว่า บุคคลนั้นเป็น ‘แก่น' หรือ ‘เปลือก' แต่ก็สะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวของประชาธิปัตย์ในการให้น้ำหนักกับกลุ่มใต้ดินอยู่เหมือนกัน

"อิทธิพลของพวกใต้ดินน่าจะมีผลอยู่บ้าง โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านต้องเชื่อฟังเขา" เจ๊ะอามิง โต๊ะตาหยง ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ให้ความเห็น ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้วิธีนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งด้วยแล้ว จะทำให้ชาวบ้านไม่กล้าขัดใจอำนาจนอกระบบ เพราะเช็คบิลกันได้ง่าย

"เรื่องนี้รัฐต้องควบคุมให้ดี เมื่อก่อนชาวบ้านรักชอบใครก็เก็บไว้ในใจ พอถึงเวลาก็ไปลงคะแนน พอเอาผลคะแนนไปกองรวมกันก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ชาวบ้านกลัว" เจ๊ะอามิง รับรู้ความรู้สึกของชาวบ้าน

ความกลัวที่ปกคลุมทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ความรู้สึกเฉพาะชาวบ้านเท่านั้นที่ถูกรุกราน แม้แต่ความรู้สึกของผู้สมัคร ส.ส.ต่างก็ถูกความกลัวรุกรานไม่แพ้กัน ทำให้ต้องปรับรูปแบบการหาเสียงกันครั้งใหญ่ จากที่เคยมีกำหนดการณ์ชัดเจนและเปิดเวทีปราศัย เปลี่ยนเป็นการเดินเคาะประตูบ้านแทนและจัดเวทีย่อยโดยไม่มีการบอกกล่าวกันล่วงหน้า

"ผมไม่มีข้อมูลน่ะว่ากลุ่มใต้ดินส่งคนเข้ามาเป็นนอมินีทางการเมือง" เจ๊ะอามิงเชื่อว่า เรื่องเช่นนี้เป็นความสามารถเฉพาะบุคคลมากกว่า

ขณะที่มุมมองของนักวิชาการอย่าง ดร.อิบรอเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต แห่งวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) ค่อนข้างมั่นใจว่ากลุ่มขบวนการใต้ดินต้องใช้การเมืองเรื่องเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเครื่องมือแน่นอน เพียงแต่จะใช้แบบไหน

"พวกเขาต้องใช้ทุกอย่างที่มี อะไรที่เป็นทุนได้ก็ต้องเอา และการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นทุนที่ดี เขาต้องมีการสร้างเงื่อนไขบางอย่างให้กับคนที่ต้องการชนะ"

ดร.อิบรอเฮ็มเชื่อว่าแนวทางของกลุ่มใต้ดินที่กำลังดำเนินการอยู่คือ ต้องเชื่อมต่อกับประชาชน หรือศาสนา หรือนานาชาติ ให้ได้ทางใดทางหนึ่ง และหากเชื่อมติดทางใดทางหนึ่งจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะศาสนา เพราะจะได้ใช้เป็นเหตุผลยกระดับให้เป็นการต่อสู้ทางศาสนาได้

"ผลการลงประชามติครั้งก่อน ทำให้เห็นว่าชาวบ้านยังไม่สิ้นหวังกับการเมืองเสียทีเดียว พวกเขาจึงออกมาใช้สิทธิ์ แต่ที่ต้องตั้งใจทำบัตรเสียกันมาก เพราะไม่อยากเอาทั้ง 2 ฝ่าย"

เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี แห่งคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี วิเคราะห์ว่าเครือข่ายขบวนการใต้ดินต้องใช้ประโยชน์จากการเมือง เพราะแต่ละคนแต่ละกลุ่มต่างต้องการขยายฐานของตัวเอง ดังนั้นหากผู้สมัคร ส.ส.ที่ตนให้การสนับสนุนชนะเลือกตั้ง ก็ทำให้บทบาทของเขาเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย

"ผมเชื่อว่าภายในกลุ่มใต้ดิน มีการดันกันอยู่ระหว่างคนที่เชื่อว่าจะใช้การเมืองแก้ปัญหากับพวกที่ปฎิเสธการเมือง แต่เนื่องจากแนวทางแรกเคยล้มเหลว เพราะพวกที่ไปเล่นการเมืองอาศัยฐานของขบวนการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในระดับชาติ กลายเป็นความตอกย้ำในทางลบ"

เขายังเชื่อว่าขบวนการใต้ดินสามารถชี้นำการเลือกตั้งได้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตสีแดง สังเกตได้จากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งมี 30,000 คะแนนที่ตั้งใจทำบัตรเสีย ซึ่งเป็นคำถามว่าใครมีส่วนชี้นำ และในการเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนเสียงเหล่านี้จะเป็นของใคร

"การเลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์เครือข่ายและหัวคะแนนกันมากกว่า เพราะนโยบายที่ออกมาไม่มีผลเท่าไหร่ แต่ความรุนแรงที่เป็นมายาวนาน ทำให้ทุกอย่างถูกกดให้นิ่งหมด ไม่มีใครกล้าขยับอะไร" ดร.ศรีสมภพย้ำให้เห็นภาพการเมืองในพื้นที่ซึ่งเป็นไปในลักษณะปิดมากกว่าที่อื่น

สิ่งที่น่าจับตามองคือ เมื่อโจทย์ที่กำหนดไว้ได้คำตอบเชิงวิเคราะห์ในทิศทางเดียวกันว่า เครือข่ายใต้ดิน ‘เล่นการเมือง' ครั้งนี้ด้วยแน่ เพียงแต่เป็นรูปแบบใด

คำถามที่ชวนวิเคราะห์ต่อไป คือ รูปแบบของการต่อสู้ในสนามสีแดงจะแปรเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่ และรัฐไทยจะกำหนดท่าทีอย่างไร

สงครามทางความคิดนี้จะสะท้อนผลออกมาในรูปแบบใด??

 
..............


ชูข้อเสนอประชาสังคมใต้ จับตา พ.ร.บ.ความมั่นคง
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=186
ข่าวเฝ้าระวัง | 2550-12-11 12:09:51
 พิมพ์ข่าวหน้านี้
 
 ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
Deep South Watch : DSW
 



วงเสวนาดับไฟใต้จับตา พ.ร.บ.ความมั่นคง หวั่นส่งผลกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน จี้องค์กรภาคประชาชนทำข้อเสนอยุติธรรมทางเลือกให้กองทัพดำเนินการ ชี้กระบวนการยุติธรรมมีจุดอับ แนะคุยกับกับคนทำ


วานนี้ (10 ธ.ค.) ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมกับศูนย์ข่าวสารสันติภาพ ม.ธรรมศาสตร์ และเครือข่ายรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้ ร่วมจัดเวทีเสวนา ‘ดับไฟใต้โดยไม่ก่อไฟกองใหม่ ข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชน' โดยมีตัวแทนภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการร่วมนำเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แก่พรรคการเมือง โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังประมาณ 50 คน รวมทั้งยังถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังฯ


นายพงศจรัส รวยร่ำ อนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องติดตามก็คือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ น่าจะผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือให้กองทัพนำมาใช้แก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน ดังนั้นองค์กรต่างๆ ที่ทำงานภาคประชาสังคมจะต้องคิดว่าจะมีข้อเสนอต่อกองทัพอย่างไรเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่ เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจะส่งผลกระทบต่อประชาชน น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย จึงควรสร้างกระบวนการยุติธรรมทางเลือกให้มากที่สุดเพื่อนำเสนอต่อกองทัพภาคที่ 4 ให้ได้


นายพงศจรัสกล่าวต่อว่า ขณะนี้ขบวนการก่อความไม่สงบมีการจัดตั้งเป็นสามส่วน คือ อาเยาะหรือโครงสร้างการเมืองในหมู่บ้าน อาร์เคเคหรือชุดติดอาวุธ และส่วนระดับบนทั้งในและต่างประเทศ ในระดับอาเยาะเป็นผู้นำศาสนาช่วยเหลือชาวบ้าน แต่มีพฤติกรรมที่รัฐมองว่าผิดกฎหมาย เพราะต่อต้านรัฐต่อต้านสยาม ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกกับชาวบ้าน ในอนาคตรัฐอาจจะต้องปฏิบัติการกวาดจับคนเหล่านี้ เพื่อดันให้อาร์เคเคเข้าป่า เชื่อว่าท้ายที่สุดก็ต้องจบที่การพูดคุย การแก้ปัญหาจึงต้องคำนึงถึงคนด้วย มิใช่จะยึดครองพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียว


"นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลคือการสกัดกั้นความเกลียดชัง ดูแลเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางการสูญเสียของญาติพี่น้อง โดยที่เข้าใจว่าเป็นฝีมือของคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา บางทีรัฐอาจจะคิดดีคือการเอาเด็กเหล่านี้ไปเป็นทหารและตำรวจ เอาคนที่เคียดแค้นเหล่านี้ไปจับอาวุธอีก ซึ่งผิด อย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้กลับสร้างความอยุติธรรมก่อน เพราะเมื่อเป็นคดีขึ้นมาชาวบ้านจะหาหลักฐานและทนายเก่งๆ มาสู้คดีได้ยาก" นายพงศจรัสกล่าว


นายอิสกานดาร์ ธำรงทรัพย์ นักวิชาการท้องถิ่น กล่าวว่า ไม่คาดหวังว่าจะได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมของรัฐ การต่อสู้ของขบวนการก่อความไม่สงบในขณะนี้อยู่ที่เหตุผลของการต่อสู้ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าหลังเรียนจบแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร ในประวัติศาสตร์สิทธิที่คนมลายูได้รับก็แลกมากับระเบิดมาโดยตลอด ไม่ใช่ด้วยวิธีการที่สันติ


"แม้ว่ารัฐจะตั้งใจจะดับไฟใต้ แต่คนที่กำลังก่ออยู่ในขณะนี้ตั้งใจที่จะก่ออยู่แล้ว ผมคิดว่าเหตุผลในการต่อสู้ของพวกเขาต่างหากคือสิ่งที่รัฐต้องทำความเข้าใจ มันหยุดได้ ถ้าให้อะไรเขาไปบ้าง" นายอิสกานดาร์กล่าว


นายอิสกานดาร์กล่าวว่า การกำหนดนโยบายของรัฐจะต้องกำหนดให้ชัดว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งจะนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหา ต้องให้แน่ชัดว่าปัญหาเป็นเรื่องทรัพยากร กระบวนการยุติธรรม หรือเรื่องอะไรกันแน่ เพื่อให้รู้ว่าคู่ขัดแย้งนั้นมีใครบ้าง หลังจากนั้นจึงจะสามารถกำหนดยุทธวิธีได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ความขัดแย้งในแต่ละด้านจะจัดการอย่างไร ทั้งด้านทรัพยากรปัญหาเป็นอย่างไร ในภาคการเมืองมีปัญหาอย่างไร ในด้านประวัติศาสตร์มีความขัดแย้งอย่างไร


นายอิสกานดาร์ กล่าวอีกว่า การต่อสู้ที่ผ่านมาไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2547 หรือการยุบ ศอ.บต. แต่มีการจัดตั้งมานานแล้ว ถึงขณะนี้หากจะยุติสงครามก็คงจะต้องคุยกับคนที่ทำ เพราะถึงจุดนี้แล้วคนที่กำลังต่อสู้มานานขนาดนี้คงไม่ละทิ้งไปได้ง่ายๆ หากไม่ได้อะไรเลย


ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ วิจารณ์ว่า การแก้ปัญหาของรัฐละเลยการรับฟังเสียงจากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินและยังเป็นคนจนเสียส่วนใหญ่ รัฐเองก็จะฟังจากปัญญาชนและผู้นำศาสนา ซึ่งเป็นความจริงคนละชุดจากชาวบ้าน ในขณะที่รัฐสูญเสียความไว้เนื้อเชื้อใจจากชาวบ้าน และหวาดระแวงประชาชนตลอด มองว่าใครต่อใครเป็นแนวร่วมไปเสียหมด นอกจากนี้ ยังพบว่า รัฐบาลปัจจุบันยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะยุทธการพิทักษ์แดนใต้ซึ่งควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเข้าโครงการฝึกอาชีพ 4 เดือน


นางอังคณา กล่าวว่า มีข่าวลือหนาหูเรื่องกองกำลังติดอาวุธที่ใช้รถกระบะไล่ยิงคนมุสลิมเสียชีวิต คำถามคือสามารถนำอาวุธวิ่งอยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร รัฐต้องตอบคำถามว่าเป็นอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจหรือไม่ว่าเป็นการกระทำดังกล่าวฝีมือของเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่ นอกจากนี้แล้ว กรณีคนหายก็ยังคงมีอยู่ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกหลายกรณี คำถามเหล่านี้รัฐจะต้องชี้แจง


นางอังคณากล่าวว่า เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง หลักนิติธรรมต้องมีอยู่และต้องตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ไม่ให้อำนาจกระทำเกินเลย รัฐจะต้องไม่ตั้งเองสอบเอง ซึ่งจะกลายเป็นไฟกองใหม่ที่รัฐก่อขึ้น ถ้ารัฐยังใช้อำนาจไม่ชอบธรรมอยู่ นอกจากนี้ ประชาชนมีสิทธิในการล่ารายชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย เราได้จัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภาคใต้ แม้ว่ารัฐบาลใหม่เชื่อว่าคงไม่ทำแน่ก็ตาม ที่เห็นขณะนี้มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ที่กล่าวถึงการออกกฎหมายการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ภาคประชาชนจะต้องผลักดันให้ได้


นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา กล่าวถึงล้มเหลวของระบบราชการในการรับมือกับภารกิจแก้ไขปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ โดยยกตัวอย่างของการขอใบรับรองแพทย์ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเพื่อขอรับความช่วยเหลือเยียวยาจากหน่วยงานราชการซึ่งบางรายต้องให้แพทย์เขียนถึง 11 ใบ ในขณะที่นักลงทุนกลับมีศูนย์บริการเพียงจุดเดียวเสร็จสรรพ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการรับพยาบาลลงมาในพื้นที่ยังพบปัญหาที่ไม่สามารถบรรจุได้


"ปัญหาจุกจิกอย่างนี้มีอยู่เต็มไปหมด ไม่เฉพาะแค่ปัญหาความรุนแรง" เขาเสนอว่า ต่อจากนี้การดับไฟไม่ใช่เรื่องทหารและตำรวจ แต่สิ่งสำคัญคือระบบราชการ เพราะรัฐไทยเป็นรัฐราชการ แต่ไม่สามารถแก้ไขตัวเองได้ แต่ต้องอาศัยคนอื่นมาช่วย อาจจะต้องมีองค์กรคล้าย ศอ.บต. ที่มีอำนาจสั่งการจริง ยกกรณีใบรับรองแพทย์สิบใบ กระทรวงต่างๆ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะ ผอ.ศอ.บต.มีตำแหน่งเพียงรองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ไม่อาจสั่งการข้ามกระทรวงได้จริง


นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า จะต้องมีสภาประชาชนหรือองค์กรภาคประชาชนที่เป็นกลไกรวมตัวกันอย่างเป็นทางการเพื่อให้ความเห็นต่อผุ้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังต้องมีกลไกการสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง ให้เห็นช่องทางอื่นมากกว่าการยิงกันรายวัน เพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งอาจหมายถึงเขตพัฒนาพิเศษที่มีบริบทที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่ปัจจัยที่น่ากลัวคือรัฐบาลใหม่ซึ่งต้องส่งสัญญาณว่าจะใช้แนวทางสันติวิธีต่อไป


ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ปัตตานี กล่าวว่า สถานการณ์ยังคงมีความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง จากสถิติมีผู้เสียชีวิต 2.7 พันคน ทำให้โดยภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนอยู่ เมื่อเทียบภูมิหลังของเหยื่อมุสลิมกับพุทธเป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งสองกลุ่ม โดยที่มุสลิมจะมีมากกว่าเล็กน้อย


น่าสังเกตว่า ในช่วงเดือน มิ.ย.2550 มีความรุนแรงมากที่สุดโดยมีเหตุรุนแรงกว่า 300 กว่าครั้ง ต่อจากนั้นมีแนวโน้มจะลดลง รวมทั้งเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาด้วย เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันก็สูงมากถึงสองร้อยกว่าครั้ง เมื่อมองในภาพรวมปีนี้มีเหตุรุนแรงถี่ในช่วงต้นปีและเริ่มเบาบางลงในปลายปี ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากสถานการณ์และนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง


โดยเฉพาะมาตรการปิดล้อมกวาดจับกุมประชาชน ซึ่งจากโพลสำรวจทัศนะของประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย คือประมาณร้อยละ 38 จากตัวอย่างประมาณ 2 พันคน แต่เห็นด้วยราวร้อยละ 30 และอีกประมาณร้อยละ 30 ไม่มั่นใจ แม้สถานการณ์อาจจะลดลงจากมาตรการดังกล่าว แต่ยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับจากประชาชน ด้วยเหตุนี้ คำถามก็คือว่าจะทำอย่างไรที่จะลดความรุนแรง ในขณะที่สามารถแก้ปัญหาความรู้สึกด้านลบของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ไปด้วย ซึ่งต้องทำควบคู่ไปพร้อมๆ กัน


ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อการเลือกตั้ง ร้อยละ 32 คาดหวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาได้ แต่ร้อยละ 40 -50 ยังไม่แน่ใจ จะเห็นได้ว่านโยบายแก้ใต้เป็นประเด็นใหญ่ที่พรรคการเมืองจะต้องนำเสนอต่อประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ามีความพยายามแก้ไขปัญหาและมีความพร้อมมากกว่ารัฐบาลจากทหาร


เขากล่าวต่อว่า ข้อเสนอทางนโยบายใจกลาง คือ อัตลักษณ์ของคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ซึ่งต้องประกอบด้วยหลายอย่างพร้อมๆกัน ด้านยุติธรรม เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม และความมั่นคงของท้องถิ่นหรือการกระจายอำนาจของท้องถิ่น ประกอบกับการทำงานของข้าราชการ หลายประเด็นเหล่านี้ต้องร่วมกัน


ด้าน นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน อุปนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีการนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับภาคใต้จำนวนมาก แต่ประเด็นสำคัญคือจะขับเคลื่อนให้นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไรและแก้ปัญหาได้

ในมุมมองของตนจะต้องมีหลัก 3 ข้อ คือ หนึ่งชกจากมุมของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ การจับเฉพาะแต่ละด้าน จะต้องดูมุมของคนอื่นด้วย ต้องรอบรู้ รอบด้าน และรอบคอบ บางทีรอบรู้แต่ไม่รอบด้านก็มีปัญหา บางครั้งขัดขากันเองจึงต้องระวัง


สอง คือ ข้อเสนอภาคประชาชนจะต้องแหลมคมและตกผลึกเพียงพอที่จะนำไปปฏิบัติได้ ถ้ายังนำเสนอของภาคประชาชนที่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ก็ไม่รู้ว่าไง ต้องกลับมาทบทวนแนวทางการทำงานของตัวเอง และสาม ตนอยากเห็นคนในพื้นที่ลุกขึ้นมาพูดเองว่าเขาไม่ต้องการความรุนแรง ภาคประชาสังคมจะช่วยขับเคลื่อนเขาอย่างไร จะต้องเป็นข้อเสนอที่นำไปปฏิบัติได้


เขากล่าวต่อว่า ภาคประชาสังคมจะต้องร่วมกับพูดคุยในมุมมองของตัวเองเพื่อคิดหาแนวทางของภาคประชาสังคมเองแล้วนำเสนอนโยบาย ถ้าไม่ทำก็ต้องประท้วงรัฐบาล


"ผมอยากให้คนในพื้นที่สามารถกำหนดนโยบายของตัวเอง ไม่เฉพาะเพียงการจัดเวทีสาธารณะ ที่สำคัญต้องเอาชนะทางความคิดด้วย ไม่เพียงแต่ใช้แนวทางการทหาร"


ตนอยากเห็นการพูดเรื่องภาคใต้ที่ต้องรับรู้คือเรื่องความรู้และข้อมูล การพิจารณาตามข้อมูล เราจะต้องคุยด้วยความเข้าใจในกลุ่มภาคประชาสังคม และพูดคุยกันด้วยว่าจะขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นจะเป็นไม้ซีกงัดไม้ซุง สิ่งที่ต้องระวังว่าสิ่งที่ตนเสนอจะกลายเป็นผลข้างเคียงสำหรับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต


เขากล่าวอีกว่า สื่ออาจต้องรู้เท่าทันความเป็นสงครามด้วยและต้องทำหน้าที่ในการอธิบายความขัดแย้งจากพื้นที่ให้ชัดเจน รวมทั้งการนำเสนอทุกฝ่าย นอกจากนี้ เรายังไม่เห็นสื่อภาษามลายู ต่อไปจะต้องสนับสนุนให้พวกเขาสื่อสารออกจากพื้นที่เพื่อถ่วงดุลข่าวสารที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะต้องไม่ให้เสียงของสงครามและสิ่งที่ดีในพื้นที่ที่จะต้องถ่วงดุลกัน


ในขณะที่ นางละม้าย มานะการ ผู้ประสานงานศูนย์อาสาสมัครเพื่อประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า คิดว่าการตั้งคำถามเกี่ยวกับทฤษฎีการแบ่งแยกดินแดนไม่น่าจะถูกนัก ที่นั่นเป็นใบไม้แห้งที่พร้อมถูกน้ำมันและไฟ เป็นคำตอบว่าทำไมสถานการณ์ถึงเกิดขึ้น พร้อมที่จะถูกปะทุขึ้นมาโดยตลอด เราเชื่อว่ามีอุดมการณ์ต้านรัฐมีอยู่จริง แต่ก็มีปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรและสิทธิในการเข้าถึงโอกาส สิ่งเหล่านี้เป็นเชื้อไฟ คิดว่าชาวบ้านกำลังถูกบุกรุกทางวัฒนธรรม


เธอกล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับแนวทางที่ กอส.วิเคราะห์ปัญหา เราค่อนข้างเห็นด้วยทั้งหมดคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาไม่เฉพาะแค่รัฐบาล น่าจะเอาเป็นแนวทางในการทำงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม อันดับแรก คือการเรียกความเชื่อถือศรัทธากลับมา โดยกำหนดวาระแห่งชาติโดยยึดสันติวีธีเป็นหลัก พร้อมทั้งไม่ใช่ปากว่าตาขยิบเหมือนที่มีการวิพากษ์ นอกจากนี้ การเพิ่มมาตรการป้องกันของชุมชน ให้ชุมชนมีพื้นที่สันติภาพ ให้ชุมชนเป็นคนกำหนด โดยรัฐและเอกชนคอยสนับสนุนประคับประคอง ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาของเขา คนนอกควรต้องส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ระหว่างกันและกัน ระหว่างรัฐกับประชาชน

 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #160 เมื่อ: 28-01-2008, 23:38 »

ชื่อเรื่อง   อาร์เคเคปะทะฉก.นราธิวาสสนั่นสวนยาง แกนนำตาย2หนีรอด4-ทหารปลอดภัย
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0117280151&day=2008-01-28§ionid=0101
 เนื้อหา  ทหารและตำรวจประสานกำลังใช้มาตรการเชิงรุกเข้าตรวจค้นจับกุมกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ วันที่ 27 มกราคม เวลา 07.30 น. พ.ท.ปฐวี ศรีสุข ผบ.ฉก.นราธิวาส 39 ชุดช่วยราชการ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส นำทหาร ร้อย ร.3 พัน ม.138 และทหารพราน 4601 จำนวน 150 นาย ปิดล้อมตรวจค้นบ้านธารน้ำทิพย์ 2 หมู่ 7 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ เมื่อไปถึงบ้านเลขที่ 9/8 ซึ่งเป็นบ้านยกพื้น 2 ชั้น มีชายฉกรรจ์ 6 คน วิ่งหนีลงจากบ้านหลบหนีเข้าไปในสวนยางพาราด้านหลังบ้าน แล้วใช้ปืนกราดเปิดฉากยิงเข้าใส่ทันที ทหารจึงยิงตอบโต้เกิดการปะทะกัน เมื่อสิ้นเสียงปืนเข้าตรวจสอบพบคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 2 คน ตรวจสอบทราบว่าเป็นแกนนำกลุ่มโจรอาร์เคเคชื่อ นายซูวาราดี เด็งสาแม อายุ 23 ปี อยู่เลขที่ 15 หมู่ 3 ต.บือนัง อ.รามัน จ.ยะลา และ นายนอแซ สามะ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ 2 ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่วนคนร้ายอีก 4 คน หลบหนีไปได้

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบก.ภ.จ.นราธิวาส นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านหลังเกิดเหตุพบบัตรประจำตัวประชาชน 4 ใบ ระบุชื่อนายมาโช มามะ อายุ 29 ปี อยู่เลขที่ 18 หมู่ 2 ต.ลูโบ๊ะรือโย อ.มายอ จ.ปัตตานี นายรองนิง อิงดิง อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1576 หมู่ 6 ต.ยุโป อ.บันนังสะตา จ.ยะลา นายเจ๊ะมาเต๊ะ สาและ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ 2 ต.ดอน อ.ปานาเร๊ะ จ.ปัตตานี และ นายอับดุลมามะ กาเร็ง อายุ 31 ปี อยู่เลขที่ 1587 หมู่ 6 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสะตา จ.ยะลา วางปะปนอยู่กับวิทยุสื่อสาร 1 เครื่อง ชุดลายพรางทหาร และอุปกรณ์การเดินป่าอีกจำนวนหนึ่ง จึงจัดกำลังไล่ติดตามจับกุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังก่อเหตุยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่แล้ว คนร้ายอีกกลุ่มหนึ่งได้โปรยตะปูเรือใบและระเบิดไว้บนถนนสายรือเสาะ-บ้านน้ำน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นช่องทางต้องผ่านภูเขาและเป็นเส้นทางแคบพอรถยนต์วิ่งสวนกันได้เท่านั้น และมีต้นไม้รกทึบตลอด 2 ข้างทางไว้หลายจุดด้วย เจ้าหน้าที่จึงรอตรวจสอบก่อนเพราะเกรงจะเป็นแผนกับดักของคนร้าย

วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. ขณะที่ น.ส.กมลา แซเปาะมะ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 2 ต.เนินงาม อ.รามัน จ.ยะลา ขับรถจักรยานยนต์มี น.ส.นฤมล ยีมีน อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/5 ถนนโรงอ่าง ต.สะบารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี นั่งมาด้วยเมื่อถึงบริเวณถนนสายปัตตานี-ยะลา หมู่ 1 บ้านต้นไผ่ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีคนร้าย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบใช้อาวุธปืน .38 ยิง น.ส.กมลาที่ลำตัว 2 นัด เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาลยะรัง ส่วน น.ส.นฤมลถูกยิงบริเวณหน้าผากอาการสาหัส

เวลา 14.00 น. ขณะที่นายอับดุลเลาะ เจ๊ะแว อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/1 หมู่ 3 ต.พ่อมิง ขับรถจักรยานยนต์กลับจากเก็บลูกมะพร้าว เมื่อถึงถนนสายเจาะโบ-พ่อมิง ต.พ่อมิง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ถูกคนร้ายยิงด้วยปืนอาก้าเข้าลำตัว 1 นัด เสียชีวิตคารถจักรยานยนต์

เวลา 19.45 น. เกิดเหตุยิงกันที่บริเวณ ม.6 บ้านบ่อเจ็ดลูก ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา กำลังตำรวจและทหารไปตรวจสอบ พบศพนายมาโซ ณ สุวรรณ อายุ 38 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.6 ฝ่ายรักษาความสงบ อยู่บ้านเลขที่ 108/5 ม.6 ต.ยุโป อ.เมืองยะลา ถูกยิงที่ศีรษะและลำตัว พบปลอกกระสุนเอ็ม 16 จำนวน 15 ปลอก และยังมีนายอัสมี สะมอลี อายุ 22 ปี ชาว อ.เมือง จ.ยะลา ถูกกระสุนปืนที่ขาบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา

สอบสวนทราบว่า ขณะที่นายมาโซกำลังเตรียมไปละหมาด มีคนร้าย 4 คน ขับรถจักรยานยนต์ 2 คัน ใช้อาวุธปืนสงครามและปืนพกสั้นยิงจนเสียชีวิต และก่อนหลบหนียังเอาอาวุธปืนลูกซอง1 กระบอกและวิทยุสื่อสารของผู้ตายไปด้วย เชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่
 วันที่เผยแพร่  28 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  28 ม.ค. 2551


...........................


ชื่อเรื่อง   ปะทะเดือดดับ 2 โจรใต้ อีก 5 เผ่นหนี
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   เดลินิวส์
 คอลัมน์ข่าว   อาชญากรรม
 URL   http://www.dailynews.co.th//web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=152897&Newstype=1&template=1
 เนื้อหา  ปะทะเดือด ทหารพรานสั่งตอบโต้โจรใต้กลุ่มอาร์เคเค ขณะปิดล้อมตรวจค้นบ้านต้องสงสัยในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราฯ วิสามัญ 2 โจรดับ ส่วนอีก 5 หนีขึ้นเขา หลัง จนท. เปิดแผนยุทธการไล่ล่ากดดันกลุ่มแกนนำและสมาชิกแนวร่วม ที่มารวมตัวเพื่อวางแผนก่อเหตุร้าย เตรียมไล่ล่าที่เหลือด่วน ขณะที่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ยังตกเป็นเหยื่อ เซ่นไฟใต้อีก 2 ราย บาดเจ็บ 1
 
เหตุการณ์ไฟใต้รายวัน ล่าสุดเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 27 ม.ค. ร.อ.อภิวุฒิ จุลกลับ ผบ.ร้อย ม.1 ฉก.นราธิวาส 39 ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 4601 จำนวน 6 ชุดปฏิบัติการ รวม 100 นาย เปิดแผนยุทธการออกไล่ล่ากดดันกลุ่มแกนนำและสมาชิกแนวร่วม RKK ที่แฝงตัวเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านธารน้ำทิพย์ 2 หมู่ 7 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านว่ากลุ่มดังกล่าวได้มารวมตัวเพื่อประชุมวางแผนก่อเหตุร้ายในพื้นที่
 
ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังกันโอบล้อมและตรวจค้นบ้านเลขที่ 9/8 เมื่อชายฉกรรจ์ 6-7 คน เห็นเจ้าหน้าที่ จึงกระโดดออกจากบ้านพัก พร้อมใช้ปืนเอ็ม 16  ปืนอาก้า ปืนลูกซอง และปืนพกสั้น ยิงใส่เจ้าหน้าที่ จนทั้ง 2 ฝ่ายเปิดฉากยิงปะทะกันสนั่นหวั่นไหวนาน 5 นาที โดยคนร้ายได้แยกย้ายกันหลบหนีลงไปในหุบเขาหลังหมู่บ้าน เมื่อเสียงปืนสงบลงเจ้าหน้าที่ ได้เข้าเคลียร์พื้นที่ พบศพคนร้ายนอนเสียชีวิตจมกองเลือดติดอยู่ที่โคนต้นไม้ 1 ศพ ทราบชื่อนายซูวาระดี เด็งสาแม อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่ 3 บ้านบือมัง อ.รามัน จ.ยะลา ข้าง ศพพบปืน .357 จำนวน 1 กระบอกและปืนลูกซองยาว 1 กระบอก มีดสปาต้า 1 เล่ม โทร ศัพท์มือถือ 3 เครื่อง สภาพศพถูกยิงพรุนทั้งร่าง
 
ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว ได้ออกไล่ล่ากลุ่มคนร้ายอย่างกระชั้นชิด และเกิดยิงปะทะกับกลุ่มคนร้ายอีกระลอกในหุบเขาใกล้จุดเกิดเหตุนาน 10 นาที เมื่อสิ้นเสียงปืนเจ้าหน้าที่ได้เข้าเคลียร์พื้นที่ พบศพผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย คือ นายนิแซ สามะ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ 2 ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ข้างศพพบเป้สนามตกอยู่ 1 ใบ พร้อมปลอกกระสุนปืน 8 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
 
ขณะที่ พ.อ.สมพล ปานกุล รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พ.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบก. และ ร.ต.ท.แดนชัย มูลป้อง ร้อยเวร สภ.รือเสาะ พร้อมเจ้าหน้าที่กองวิทยาการ ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 9/8 ที่กลุ่มคนร้ายใช้เป็นสถานที่กบดาน พบว่าภายในบ้านมีวิทยุสื่อสาร 1 เครื่อง ซึ่งได้เปิดเครือข่ายดักฟังความเคลื่อนไหวของทางราชการ พร้อมด้วยเสื้อผ้าสัมภาระต่าง ๆ ที่ใส่ไว้ในเป้สนาม รวมทั้งบัตรประชาชนของกลุ่มสมาชิก RKK ที่หลบหนีการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ไปได้ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.นายมาโซ มานะ 2.นายเจ๊ะมะเต๊ะ ลาแล 3.นายรอนิง ลาแล 4.นายอิงริง อับดุลมานะ และ 5.นายยะโกะ ฮะซา พร้อมเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน                                       
ส่วนการติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่หลบหนีไปได้ จำนวน 5 คน ตามรายชื่อในบัตรประชาชนนั้น พ.อ.สมพล ได้ร่วมสนธิกำลัง 100 นาย เข้าสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 4601 ในการติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่คาดว่าจะใช้เทือกเขาหลังหมู่บ้านหลบหนีไปยังเขตรอยต่อของ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส กับเขตพื้นที่รอยต่อของ อ.รามัน จ.ยะลา
 
ที่ จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ปะนาเระ รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันตายที่บริเวณบ้านพ่อมิ่ง ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จึงพร้อมกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพนายอับดุลเลาะห์ เจะแว อายุ 30 ปี ถูกยิงด้วยปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ลำตัวเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สอบสวนทราบว่า ขณะที่คนตาย ขี่รถ จยย.เพื่อเดินทางจะกลับบ้าน ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ขี่รถ จยย.มาประกบแล้วชักปืนยิงใส่จนเสียชีวิตดังกล่าว อีก รายได้เกิดเหตุคนร้ายประกบยิงชาวบ้านบนถนนสาย 410 บริเวณบ้านต้นไพ หมู่ 1 ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง ทำให้นางกมลา แวเซาะมะ อายุ 26 ปี เสียชีวิตขณะนำตัวส่ง รพ. และนางนฤมล ยีมันต์ อายุ 25 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส สอบสวนทราบว่า ขณะทั้งสองกำลังขี่รถ จยย. มุ่งหน้าเข้าเมืองปัตตานีได้มีคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย. ตามประกบแล้วชักปืนยิงใส่ทั้งสองแล้วหลบหนีไป
 
ถัดมาเมื่อเวลา 21.30 น. พ.ต.ท.เสน่ห์ แสงเพชร รอง ผกก.(ป.) สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านพักเลขที่ 66 หมู่ 10 บ้านยะหอ ต.บองอ อ.ระแงะ จึงนำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลระแงะแล้ว แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อว่า นายรอดิง อีบูหามะ อายุ 46 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้าที่ศีรษะและหน้าอกหลายนัด จากการสอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ขณะที่นายรอดิงกำลังรับประทานอาหารอยู่ใน บ้านพัก ได้มีคนร้ายไม่น้อยกว่า 3-4 คน ถีบประตูหน้าบ้านบุกเข้ามา ไม่พูดพร่ำทำเพลง 1 ใน คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนลูกซองกระหน่ำยิงใส่นายรอดิง 2 นัดซ้อน จนเสียชีวิตดังกล่าว ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีได้อย่างลอยนวล ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่เชื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ป่วนใต้รายวัน.
 
 วันที่เผยแพร่  28 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  28 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #161 เมื่อ: 28-01-2008, 23:40 »



ชื่อเรื่อง   RTT อส.พิทักษ์ถิ่นเมื่อชาวบ้านลุกขึ้นร่วมสู้เพื่อปกป้องชีวิตจากการถูกไล่ทำร้าย และรักษาแผ่นดินเกิด
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวอิศรา
 URL   http://www.tjanews.org/cms/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=3128&Itemid=58&PHPSESSID=293c581f2ac7b984375e3fcf809b0d1a
 เนื้อหา  เหตุรุนแรงจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในความรู้สึกของทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผู้มาเยือนและผู้ต้องอยู่คงไม่มีสิ่งเลวร้ายมากกว่านี้อีกแล้ว  เมื่อเกิดเหตุร้ายรายวันไล่ฆ่าผู้คนในพื้นที่ทั้งไทยพุทธและมลายู  ด้วยเป้าหมายสร้างความหวาดระแวงให้พี่น้องต่างศาสนิกในพื้นที่ที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาอย่างยาวนาน

หากคุณเป็นชาวบ้านที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างหวาดผวากับชะตากรรมที่มองไม่เห็นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะทำอย่างไร? ปล่อยชีวิตผ่านไปวันๆโดยไม่ทราบชะตากรรม หรือเลือกที่จะลุกขึ้นมาปกป้องชีวิต ทรัพย์สินและครอบครัวเพื่อบอกให้ทราบว่า นับจากนี้จะไม่ยอมจำนนกับความเลวร้ายที่เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว 

ถ้าข้อแรกเป็นคำตอบ คงทำนายไม่ยากว่า สถานการณ์รุนแรงคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมๆกับการเพิ่มขึ้นของตัวเลขผู้สูญเสียจากเหตุรุนแรงรายวัน

 และถ้าประเด็นหลัง คือ ตัวเลือกที่น่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์มากที่สุด การตัดสินใจรวมกลุ่มของราษฎรทั้งไทยพุทธ-มุสลิม ภายใต้การนำของพ.ต.อ.พิทักษ์ เอียดแก้ว อดีตผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรยะลา ในนาม"รวมไทยทีม" หรือ RUAM THAI TEAM (RTT) จะเป็นมาตรการป้องกันตนเองที่ดีที่สุดในสมรภูมิเลือดนี้หรือไม่
“รวมไทยก่อตั้งขึ้นมา ไม่ได้รบกับใคร ไม่ได้รุกรานใคร แต่เป็นการดูแลป้องกันตนเอง ไม่ใช่อยู่ดีๆ วิ่งไปยิงเขา ไปลอบวางระเบิดหน้าบ้านคนอื่น ทุกวันนี้คนดีๆ คนบริสุทธิ์จำนวนมากเป็นฝ่ายถูกทำร้าย เราอยู่ในบ้านแล้วมีคนเข้ามาฆ่า เผาบ้าน ถามจริงๆว่ายังจะให้เราเฉยได้อีกหรือ”เจ้าของรหัสรท.29 สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มรวมไทย ระบายความอัดอั้น

 เสียงระเบิด เสียงปืน รอยเลือดและเสียงร่ำให้จากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในเขต อ.เมือง จะ.ยะลา ทำให้ชายผู้นี้จากยะลาตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มรวมไทย พร้อมกับอีกหลายๆคน เพื่อเข้ารับการอบรมฝึกทักษะป้องกันตนเองด้วยมือเปล่า การใช้อาวุธปืน การฝ่าวงล้อมในสถานการณ์คับขัน การเลี่ยงหลบในกรณีที่ถูกฝ่ายตรงข้ามขว้างระเบิดใส่ท้ายรถ และกรณีที่จะต้องต่อสู้หากถูกคนร้ายขี่รถเครื่องประกบหมายทำร้าย

 "สมาชิกกลุ่มรวมไทย มีหลายอาชีพ ทุกรุ่น ทุกเพศและทุกวัย เหตุการณ์วันนี้ เรารอให้ใครมาช่วยไม่ได้อีกแล้ว รอทหาร ตำรวจ กว่าจะเข้ามาถึง ก็ไม่รู้ว่าเขาจะโดนกับดักอะไรระหว่างทาง  เบื้องต้นตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็ต้องช่วยตัวเองให้รอดก่อน"รท.29 เปิดบทสนทนา

 ความปลอดภัยของผู้สมัครใจเป็นสมาชิกของกลุ่ม จะมีข้อตกลงร่วมกัน คือ การปกปิดไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ความเคลื่อนไหวในการดำเนินกิจกรรม และที่สำคัญทุกคนจะต้องผ่านหลักสูตรการฝึกตามยุทธวิธีของทางการด้วย เนื่องจากสมาชิกส่วนหนึ่งจะถูกคัดเลือกให้เป็นผู้ช่วยเหลือการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ด้วย

 "ผมผ่านหลักสูตรรบพิเศษ (commando) พร้อมๆกับลุงคนนี้”รท.29 เล่าพลางชี้ไปที่เพื่อนสูงวัยซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ

การฝึกยุทธวิธีของสมาชิกรวมไทยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นในปี 2548 หลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็งไม่นานนัก โดยทางกองกับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลาได้เปิดรับสมาชิกรุ่นแรกและมีการตั้ง”ศูนย์รวมไทย”ขึ้นมา ปัจจุบันรวมไทยมีสมาชิกครอบคลุมในพื้นที่ จ. ยะลา ปัตตานี นราธิวาส รวมทั้ง 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลาคือ  จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย

“คนที่ไม่ฝึกด้านยุทธวิธี แต่ในฐานะสมาชิกก็จะคอยสังเกตความผิดปกติที่เกิด แล้วก็รายงานเข้าไปที่ศูนย์ เราก็จะรายงานให้เจ้าหน้าที่รับทราบ เมื่อได้รับคำแนะนำ ก็จะมาแบ่งงานกันว่า ใครรับผิดชอบอะไรบ้าง ปกติการทำงานของเราจะแบ่งเป็นชุดๆ แต่ละกลุ่มมีเขตพื้นที่รับผิดชอบของตนเองชัดเจน ลักษณะโครงสร้างและเครือข่ายของเราจะเหมือนกับเขา คือ ฝ่ายตรงข้ามมี RKK commando เราก็มี RTT commando" รท.29กล่าว

ด้วยการทำงานในลักษณะ”ล้อโครงสร้าง”ฝ่ายตรงข้ามนี้จึงทำให้หลายต่อหลายครั้งพวกเขาสามารถป้องกันเหตุร้ายได้ทันท่วงที โดยเฉพาะการปะทะกับกลุ่มคนร้ายที่ลักลอบเข้ามาเผาโรงเรียนแห่งหนึ่งที่บ้านพงยือไร ต.บันนังสาเร็ง อ.เมือง จ.ยะลา จนกลุ่มคนร้ายได้รับบาดเจ็บเมื่อปี 2549

 "บางกรณีเราช่วยตำรวจจับคนร้าย ตรงนี้ผลงานก็เป็นของตำรวจไป ซึ่งเราไม่สนใจอยู่แล้ว ..ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่ เราก็ทำงานไม่ได้ เหตุผลที่เราต้องสู้ ย้ำนะครับว่า เราไม่ทำร้ายใครก่อน เพราะเราไม่อยากเห็นความสูญเสียอีกแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ชาวบ้านไทยพุทธ มุสลิม”สมาชิกต่างวัยอีกคนหนึ่งร่วมสนทนา

 ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สมาชิกของกลุ่ม RTTได้เสียชีวิตไปแล้วถึง 6 คน และทั้งหมดเป็นชาวบ้านที่ดำเนินชีวิตปกติประจำวัน

 รท.18 เป็นหนึ่งในจำนวนผู้รอดชีวิตจากเหตุถูกปองร้าย  ชายสูงวัยผู้นี้เป็นข้าราชการวัยใกล้เกษียณ ทุกๆเช้าตรู่เขามักจะมาออกกำลังกายที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งกลางตัวเมืองยะลา ในวันหนึ่งขณะกำลังขับรถออกจากบ้าน สังเกตเห็นวัยรุ่นขับมอเตอร์ไซค์ตามมาห่างๆ  เนื่องจากระวังอยู่แล้วจึงหยิบอาวุธปืนขึ้นมา

เมื่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เร่งเครื่องประกบและคนซ้อนท้ายเหลือบเห็นปืน รถคันดังกล่าวจึงชะลอและวิ่งย้อนไปฝั่งตรงข้ามก่อนที่จะหายไปอย่างรวดเร็ว

 "วันนั้นหากไม่ไหวทัน ลุงถูกยิงตายไปแล้ว "เจ้าของรหัสรท.18 เล่าว่าเหตุการณ์วันนั้นทำให้เขาและครอบครัวตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกรวมไทยทันที แม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่เคยสนใจมาก่อน เพราะเห็นว่าภัยยังไม่เข้าใกล้ตัว

 ยุทธวิธีอารักขาตนเองจากการถ่ายทอดของครูฝึกผู้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยทยอยเข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งต่อมาเยาวชนเหล่านี้กลายเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันหมู่บ้านที่ตนเองอาศัยอยู่ และรวมถึงหมู่บ้านที่ฝ่ายตรงข้ามเข้าไปข่มขู่เพื่อกดดันให้ชาวบ้านย้ายพ้นจากพื้นที่ด้วยเช่นกัน

 "หากไม่มีพวกเรารวมไทย ชาวบ้านในหมู่บ้านรอบนอกอาจย้ายหนีหมดแล้ว การฝึกให้รู้จักป้องกันตัวเอง มีประโยชน์มากๆ เรามั่นใจ ก็ไม่ย้ายไปไหน จะออกไปไหนก็ไม่กลัวเหมือนเก่า จะออกไปทำธุระหรือซื้อกับข้าว ก็มีเพื่อนผลัดกันช่วยดูแล"ลุงเจ้าของรหัสรท.18 บอกอย่างภาคภูมิ

                                        2.

พิธีฝังศพอย่างเร่งรีบ โดยไม่มีผู้สวดวอก๊ะห์ยามค่ำคืน งานศพที่พระต้องเร่งสวดพระอภิธรรมในเวลาประมาณสามโมงเย็น การเวียนเทียนในเทศกาลวันวิสาขบูชาตอนเที่ยงวัน การกินเลี้ยงงานแต่งงานที่ต้องร่นเวลาให้เร็วขึ้น เป็นวิถีวัฒนธรรมที่พบเห็นได้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะไม่พบในพื้นที่อื่น

"รวมไทย"เปิดรับสมาชิกทั้งไทยพุทธ-มุสลิม  ก็จะมีการฝึกในหลักสูตร"สหไทย"เพื่อให้รู้จักป้องกันเหตุร้ายและการแฝงตัวจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาก่อเหตุ ครูฝึกจะสอนทักษะการต่อสู้และยุทธวิธีในการป้องกันตนเอง แต่จะไม่เน้นการฝึกหลักสูตรรบพิเศษ

 รท.29 และเพื่อนสมาชิกผลัดกันเล่าว่า หลักสูตรที่นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันจริงๆ คือ การสอนให้รู้จักเอาตัวรอดจากเหตุการณ์คับขัน เช่น ในกรณีที่ขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามลำพัง และมีรถอีกคันหนึ่งขี่ประกบในระยะประชิดเพื่อจ่อยิง

ในกรณีที่เดินทางมากันสองคนผู้ซ้อนท้ายจะต้องช่างสังเกตโดยมองกระจกด้านขวาบ่อยๆ ในขณะที่ผู้ขับขี่จะต้องมองกระจกด้านซ้าย ถ้าฝ่ายติดตามพุ่งเข้ามาให้ผู้ถูกตามหักหลบข้างทาง หรือขับในลักษณะฟันปลา หรือหักหัวรถวิ่งเข้าชนเลย ส่วนกรณีที่มาตามลำพังให้เร่งเครื่องหนีอย่างรวดเร็ว ขับเข้าไปในชุมชน หรือวัดดวงด้วยการเลี้ยวรถวิ่งเข้าชน

 สำหรับรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ถูกตะปูเรือใบ มีข้อห้ามคือ ห้ามจอดรถลงไปดูเด็ดขาด เพราะหมายถึงจะมีการซุ่มโจมตี ดักซุ่มยิง หรือการวางระเบิดอยู่ข้างหน้า ดังนั้นแม้ล้อรถยนต์จะถูกตะปูเรือใบก็ให้บดล้อต่อไปอย่าได้หยุด

 "อยู่ในพื้นที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา เราพบว่าฝ่ายตรงข้าม ถ้ามีความเสี่ยงสูงเขาก็จะไม่กล้า ตรงนี้วัดใจ เราก็ต้องกล้าเสี่ยง  อย่างที่คีรีเขต บ้านตาชี จ.ยาลา เคยมีปัญหามุสลิมประท้วงปิดทางเข้า-ออกหมู่บ้าน ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ไม่กล้าเข้าพื้นที่ รวมใจไทยก็ไปช่วย เพราะเรามีสมาชิกอยู่ในนั้น เขาก็ช่วยหาทางให้เราเข้าไปคุย"สมาชิกคนเดิม กล่าว

 ความรุนแรงในพื้นที่ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าผู้ประสบเคราะห์จะมีทั้งไทยพุทธและมุสลิม แต่สมาชิกรวมไทยยอมรับ ความระแวงยังคงมีอยู่แต่ไม่ทั้งหมด เหตุผลเกิดเพราะคนต่างศาสนาและวัฒนธรรมจำนวนมากยังเป็นคนดี และรักความสงบสุข   

 "เขาแยกออกว่าเราเป็นไทยพุทธ แต่เราแยกเขาไม่ออกว่าคนไหนดี ไม่ดี เราไม่รู้ว่า เขาอยู่ในกลุ่มแนวร่วมหรือเปล่า เราไม่เคยเกลียดคนมุสลิม อยู่ด้วยกันมา ลูกจ้างเรา เพื่อนเราก็เป็นมุสลิม บางครอบครัวก็ประสบปัญหา พ่อถูกยิง บ้านโดนเผา ความแตกต่างทาง วัฒนธรรมไม่ใช่ปัญหา เราเกลียดคนไม่ดี กับคนดี เราอยู่ร่วมกันได้”สมาชิกรวมไทยสูงวัยย้ำ

 นอกจากการฝึกเยาวชน ผู้ชายและผู้หญิงให้มีทักษะในการป้องกันตนเองแล้ว ปัจจุบันยังมีการขยายการฝึกสมาชิกในครอบครัวกลุ่มรวมไทยด้วย โดยเฉพาะเด็กอายุระหว่าง 8-10 ขวบซึ่งส่วนใหญ่จะเข้ารับการฝึกในหลักสูตร"กุมารทอง"ถึงจำนวน 300 คน

 "RKK ฝึกเด็กให้รู้จักอาวุธปืน เราก็ฝึกเยาวชน RTTของเราให้รู้จักการใช้อาวุธปืนเช่นเดียวกัน เด็กที่ผ่านการฝึกไปแล้ว ทั้งชายและหญิง ยิงปืนเป็น ต่อสู้แบบมือเปล่าได้ เราไม่ได้สอนให้เขาก้าวร้าว ไปรังแกคนอื่น แต่สอนให้เขารู้จักป้องกันตัวเองและช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า"3.รวมไทยหรือ "RUAM THAI TEAM" (RTT) เป็นการรวมตัวของชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิมที่ได้รับความเดือดร้อนจากความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2525 ที่ ต.บ้านฆอเลาะ อ.แว้ง จ.นราธิวาส เมื่อมีกลุ่มก่อความไม่สงบกราดยิงเข้ามาในบ้านชาวบ้าน เป็นเหตุให้ชาวบ้านเสียชีวิตโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน

 "ยศผมตอนนั้นเป็นเพียงจ่า เราเป็นตชด.ก็สงสารชาวบ้าน ไม่รู้จะช่วยเขาอย่างไร ก็ถามว่า จะฝึกการต่อสู้ป้องกันตนเองให้เอาไหม ชาวบ้านก็ต้องการ ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งจึงขออนุญาตผู้บังคับบัญชา นำชาวบ้านเข้ารับการฝึกทางยุทธวิธีที่บก.ยุทธวิธีแก้ง กองร้อย 406 สมัยนั้น ไม่มีอาวุธยืมฝึก ก็ใช้ไม้พลอง ผลการฝึกทำให้ชาวบ้านมั่นใจมากขึ้น เขาก็ช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังคนแปลกหน้าที่แฝงเข้ามา เวลามีเบาะแสอะไรก็มาบอก ถือว่า เราเดินมาถูกทาง" พ.ต.อ.พิทักษ์ ย้อนเหตุการณ์ในอดีต

 ปัญหาคนร้ายปล้นสดมภ์ชาวบ้านยังเกิดขึ้นประปราย และรุนแรงเพิ่มขึ้นในปี2539 โดยเฉพาะในเขตพื้นที่บ้านซาโห่ ต.ยะรัง อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อ”มาโซะ ตาเย๊ะ”หัวหน้ากลุ่มก่อความไม่สงบยิงชาวบ้านเสียชีวิต 3 ศพ และนำศพออกมาทิ้งที่บ้านจาโระซูซู เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านอย่างยิ่ง ตชด.หนุ่มในขณะนั้น จึงเรียกขวัญและกำลังใจชาวบ้านให้กลับคืนด้วยการตั้งกลุ่ม"อาสาสมัครพิทักษ์ถิ่น"ขึ้นมาโดยให้ตำรวจตระเวนชายแดนเป็นครูฝึกให้เช่นเดิม และผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากหมู่บ้านนำร่อง

 "หัวใจสำคัญคือ เมื่อเราฝึกชาวบ้านแล้ว อย่าทิ้งให้เขาโดดเดี่ยว ต้องเป็นพี่เลี้ยงเขา การแก้ปัญหาความมั่นคง ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองเท่านั้น การทำงานเราจะเป็นพระเอกคนเดียวไม่ได้ แต่ควรจะเปิดให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม เพราะมันมีความพยายามให้ชาวบ้านทั้งไทยพุทธ-มุสลิมทิ้งพื้นที่ เราต้องอุดจุดอ่อนตรงนี้”พ.ต.อ.พิทักษ์ กล่าว

 แม้วันนี้พ.ต.อ.พิทักษ์จะพ้นจากตำแหน่งผู้กำกับสืบสวนภูธรกองกำกับตำรวจภูธรจังหวัดยะลาไปเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจอำเภอกระแสสินธุ์ อ.กระแสสินธ์ จ.สงขลาแล้ว แต่”ศูนย์รวมไทย”ซึ่งเป็นศูนย์รวมในการพบปะระหว่างสมาชิกกลุ่มยังอยู่ และดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

 “เราไม่ทำตรงนี้อะไรจะเกิดขึ้น การฝึกชาวบ้านให้รู้จักป้องกันตัวเองรักษาชีวิตคนได้เยอะเลย เรื่องแรงเสียดทานมีมาตลอด เมื่อก่อนทหารไม่เข้าใจ ตำรวจด้วยกันเองก็ไม่เข้าใจ ปัจจุบันเขาก็เข้าใจมากขึ้น เขาจะเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามจะสร้างเซลล์ตลอด เราก็ต้องสร้างเซลล์บ้าง ไม่ใช่อยู่เฉยๆ”เจ้าของไอเดีย RTT กล่าว

 ไม่เพียงการสร้างเซลล์ล้อโครงสร้างของกลุ่มก่อความไม่สงบอย่างเดียว แม้แต่แผนบันใด 7 ขั้นก็ได้วางไว้ในโครงสร้างของ” RUAM THAI TEAM”ด้วยมีศูนย์กลาง คณะกรรมการ ประธานที่ปรึกษา หัวหน้าเขตรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ ชุดรบพิเศษ โดยมีบก.ร้อยเคลื่อนที่เป็นฐานปฎิบัติการ และมีการรับเงินจาคเงินเข้ากองทุนอุดหนุนการดำเนินงาน

ขณะที่การทำงานของสมาชิกรวมไทยประกอบด้วยอาสาสมัคร ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านและชาวบ้านทั่วไป โดยการออกปฎิบัติหน้าที่แต่ละครั้งจะมีตำรวจที่เรียกว่า”ชุดล้อเหล็ก”ประกบไปด้วยตลอดและหากมีปัญหาเกิดขึ้นพวกเขาจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานทันที

“ถ้าเราไม่ต้องให้การให้ชาวบ้านทิ้งพื้นที่ เราต้องฝึกเขาให้สู้ ไม่เช่นนั้นในสถานการณ์อย่างนี้เขาอยู่ไม่ได้  มันเหมือนกับการทำสงครามย่อยๆ เราไม่เห็นตัวเขา เราก็ต้องไม่ประมาท จะบอกว่า ไม่มีศัตรู อยู่มานาน ชาวบ้านรู้จัก หรือ ไม่มีอะไร เลิกคิดไปเลย เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแล้ว”อดีตผู้บังคับการสืบสวนฯจ.ยะลาให้ข้อคิด

ทุกชีวิตที่ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่มีใครทราบชะตากรรมล่วงหน้าว่าจะปลิดปลิววันใด ทางเลือกเพื่อให้อยู่รอดอาจจะมีไม่มากนัก การเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ชาวบ้านไทยพุทธ–มุสลิม กว่า 2,800 ศพ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่ปกป้องตัวเองแล้วจะทำอย่างไรที่ดีกว่านี้?

 
 วันที่เผยแพร่  27 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  27 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #162 เมื่อ: 28-01-2008, 23:46 »



ชื่อเรื่อง   หมอแว ปัดได้รมต.แลกโหวตรับ สมัคร นายกฯ
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ประชาชาติอิสลามออนไลน์
 คอลัมน์ข่าว   เกาะติดข่าวโลกมุสลิม
 URL   http://www.thaiislamic.com/pinonlines/news/view.php?newsno=0046396
 เนื้อหา  “หมอแว”พลิกลิ้นภายใน 24 ชม. หลังปล่อยข่าวพร้อมไม่ลงมติหนับหนุน ”สมัคร”นั่งเก้าอี้นายกฯ หากกลุ่มสัจจานุภาพไม่มีเก้า รมต. ยันไม่ขอรับตำแหน่งใดๆครม. “ป้าหญิง”ล้มป่วยกะทันหัน ขอบายโหวตเลือกนายกฯ ประชุมวิปพรรคพผ.นัดแรก ลูกแถวโดดร่มอื้อ

ก่อนเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้นัดประชุมเพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจ ก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมี ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคเข้าร่วมประชุม ขาดเพียงแกนนำหลัก เช่น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ รองหัวหน้าพรรค เพื่อแผ่นดิน ในฐานะวิปรัฐบาลชั่วคราว ที่ยังเดินทางมาไม่ถึง โดยมีนายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลชั่วคราว พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นประธานในที่ประชุม

ในการหารือ นายรณฤทธิชัย ได้ชี้แจงว่า ขั้นตอนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ถือว่ามีความสำคัญต่อภาพพจน์รัฐบาล ดังนั้นเมื่อพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพรรคร่วมรัฐบาล จำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้กับพรรคร่วม ส่วนตัวแทนวิปฯ ของพรรค ตนคิดว่าคงจะมอบตำแหน่งประธานวิปของพรรคให้กับ พ.ต.อ.ประชา เนื่องจากมีความอาวุโส ส่วนการดูแลสมาชิกของพรรคนั้น จะมีตน และนายสุชาติ ตันติวาณิชานนท์ ส.ส.อุบลราชธานี เป็นผู้รับผิดชอบสมาชิกในพื้นที่ภาคอีสาน ส่วน นพ.แวมาฮาดี จะรับผิดชอบสมาชิกในพื้นที่ภาคใต้ สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการโหวตเลือก นายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายรณฤทธิชัยยังบอกกับที่ประชุมว่า ไม่ควรที่จะมีใครแหกมติพรรค เพราะพรรคได้มีจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่า จะสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี เราในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ก็ควรจะให้เกียรติกัน

อย่างไรก็ตามในขณะที่นายรณฤทธิชัยกำลังหารือกับเพื่อนสมาชิกถึงประเด็นนี้ นายสมเกียรติ ศรลัมภ์ ส.ส.แบบสัดส่วน ได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมด้วยอารมณ์หงุดหงิดว่า ตนขอพูดอะไรอย่างหนึ่งได้หรือไม่ วันนี้ตนมารอเพื่อนสมาชิกตั้งแต่ 08.00 น. ซึ่งเราได้นัดกันอย่างชัดเจนแล้วว่า จะมีการประชุมกันในเวลา 08.30 น. เพื่อนสมาชิกกลับมาประชุมไม่ครบ ตนก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งในการประชุมครั้งหน้า ขอให้พร้อมเพรียงกันกว่านี้ได้หรือไม่

นายรณฤทธิชัย ได้ชี้แจงว่า ขณะนี้เรายังไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งในวิป ว่าใครจะประสานอะไร จึงอาจจะทำให้การประสานงานมีความผิดพลาดบ้าง อยากให้เพื่อนสมาชิกเข้าใจด้วย

ทั้งนี้สมาชิกที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นพ.วัลลภ ไทยเหนือ มรว.กิตติวัฒนา ไชยันตร์ ปกมนตรี ส.ส.สัดส่วน นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ส.ส.สัดส่วน นายนิมุคตาร์ วาบา ส.ส.ปัตตานี และนายยุซารี ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากประชุมไปกว่า 30 นาที พล.ต.อ.ประชา และ นพ.แวมาฮาดี ได้เดินเข้ามาในห้องประชุม ท่ามกลางสายตาจับจ้องของสมาชิกในห้องประชุมทั้งหมด โดยพล.ต.อ.ประชาได้แจ้งต่อที่ประชุมทราบว่า ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้ จะมีสมาชิกของพรรคขาดประชุม 1 คน คือ มรว.กิตติวัฒนา เพราะป่วยอย่างกระทันหันตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา และในเช้าวันนี้ ได้พยายามที่จะเข้าร่วมประชุม แต่อาการป่วยยังไม่ทุเลา จึงไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมประชุมได้

หลังจากพล.ต.อ.ประชา ชี้แจงเสร็จ นายรณฤทธิชัยก็ได้พูดแซว นพ.แวมาฮาดีว่า คนที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งมาแล้ว และยังมีสมาชิกจำนวนหนึ่งได้กระซิบบอกนายรณฤทธิชัยว่า ขอให้นพ.แวมาฮาดี ชี้แจงข่าวที่เกิดขึ้นด้วย หลังจากนั้นบรรดาสมาชิกก็ได้เรียกร้องให้ นพ.แวมาฮาดี ชี้แจงข้อเท็จจริง ถึงข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งว่า จะโหวตสวนมติพรรคไม่ลงคะแนนให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี

นพ.แวมาฮาดี กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ขอให้ที่ประชุมทุกคนสบายใจได้ว่า ตนและกลุ่มสัจจานุภาพทุกคนจะทำตามมติพรรคแน่นอน เพราะได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคมาโดยตลอด เพียงแต่ข่าวพยายามออกมาในทางที่ไม่ดี ตนและกลุ่มสัจจานุภาพ ยอมรับกติกา แต่โดยความเห็นก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และตนก็อยู่กับพล.ต.อ.นายประชา และหารือกับหัวหน้าพรรคมาโดยตลอด ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกันแต่อย่างใด

น.พ.แวมะฮาดี ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ภายหลังจากเข้าร่วมหารือกับวิปประสานงานรัฐบาลชั่วคราวของพรรคว่า ไม่ได้เป็นการเจรจา และพรรคก็ไม่ได้มีปัญหา เราพุดคุยกันทุกวันในฐานะหัวหน้าพรรค และวิปประสานงานรัฐบาลชั่วคราว ก็ต้องมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่า กลุ่มสัจจานุภาพจะได้ตำแหน่งเข้าไปดูแลการแก้ปัญหาภาคใต้ น.พ.แวกล่าวว่า เป็นไปตามนโยบายเดิม ซึ่งไม่ใช่ว่า ส.ส.ทั้ง 4 คนของกลุ่มสัจจานุภาพ จะต้องได้เป็นรัฐมนตรี กลุ่มไม่เคยเรียกร้องในเรื่องเหล่านี้ แต่สื่อไปออกกันเอง อย่างไรก็ตามในการแก้ปัญหาภาคใต้ คงต้องเป็นไปตามนโนบายเดิมซึ่งพรรคเพื่อแผ่นดินก็ไม่ใช่แกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล อยู่ที่พรรคพลังประชาชนว่าจะให้อย่างไร

ต่อข้อถามว่า เป็นเพราะตกลงในเรื่องตำแหน่งได้ลงตัวใช่หรือไม่ ถึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะโหวตตามมติพรรค ไม่มีแหกโผเหมือนที่เป็นข่าว น.พ.แวกล่าวว่า ตนไม่เคยบอกว่าจะแหกมติพรรค ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ก็ยืนยันตามเดิม ไม่ว่าจะในตำแหน่งวิปประสานงานชั่วคราวของรัฐบาล รองหัวหน้าพรรค และในฐานะประธานกลุ่มสัจจุภาพ ซึ่งส.ส.ทั้ง 4 คนในกลุ่ม ก็ต้องปฏิบัติตามมติพรรค เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามกติกา แล้วเราจะอยู่ในพรรคด้วยกันได้อย่างไร การที่เราจะขอเสนอขอตำแหน่งนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องเป็น ส.ส. 4 คนในกลุ่มสัจจานุภาพ และตนก็ไม่อยากเป็นรัฐมนตรี ข่าวที่ออกมาคือสื่อไปคาดเดากันเอง และสื่อก็ตอบเองถามเอง ซึ่งตนขอยืนยันอีกครั้งว่า เรื่องที่ออกไปนั้นไม่เป็นความจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ตัวของน.พ.แว เป็นคนออกให้สัมภาษณ์ด้วยตัวเองว่า ถ้าไม่ได้รับตำแหน่งจะโหวตสวนมติพรรค นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า สิ่งที่ตนบอกคือ ถ้าไม่มีการดำเนินการตามนโยบาย 13 ข้อ ที่เราได้ยื่นไว้ในช่วงเลือกตั้งนั้น กลุ่มสัจจานุภาพจะทบทวนท่าทีในการสนับสนุนรัฐบาล แต่ที่ผ่านมาพรรคก็ไม่เคยมีท่าทีที่ไม่สนองนโยบายที่ได้เคยประกาศไว้ เรื่องนี้จึงไม่น่ามีปัญหา นโยบายของพรรคมีอยู่แล้ว อยากจะให้ไปทบทวนกัน

เมื่อถามว่า ตำแหน่งที่เหมาะสมในการเข้าไปดูแลปัญหาภาคใต้ ว่าควรจะเป็นตำแหน่งอะไร นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่สามารถตอบได้ ทุกอย่างอยู่ที่พรรคพลังประชาชน เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่จัดสรรตำแหน่ง และขณะนี้ก็ยังไม่มีการพูดคุยถึงกระทรวงใด มีแต่เรื่องการโหวตนายกฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่า กลุ่มจะได้ตำแหน่งดังกล่าว นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า ไม่ต้องมั่นใจ เพราะพรรคพลังประชาชนมีศักดิ์ศรี เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายเดิม ส่วนจะทำได้หรือไม่ พรรคเพื่อแผ่นดินจะพยายามทำให้ดีที่สุด

ต่อข้อถามว่า หลังเกิดข่าวนี้ขึ้น ได้คุยกับนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคบ้างหรือยัง นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ข่าวก็คือข่าว ที่ผ่านมาตนก็ได้คุยกับหัวหน้าพรรคตลอด

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้เอาตำแหน่งเก้าอี้มาต่อรองในการลงมติเลือกนายกเช่นนี้เหมือนเป็นการโยนบาปให้นักข่าว ทั้งๆ ที่ตัวคุณหมอเองเป็นคนให้สัมภาษณ์ นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า ใช่ตนให้สัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าขอต่อรองตำแหน่ง แต่เป็นเรื่องนโยบายการแก้ปัญหาภาคใต้ โดยตนอยากจะให้มีการกำชับในเรื่องนโยบายนี้ ส่วนมติของพรรคก็ไม่เคยเปลี่ยน โดยตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาตนเคยยืนยันอย่างไร ก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

เมื่อถามว่า จะเสนอใครเป็นผู้รับตำแหน่ง นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่ได้คิด เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีการจัดสรรกันอย่างไร วันนี้พูดถึงเพียงการโหวตนายกรัฐมนตรี ยังไม่พูดถึงเรื่องอื่น ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน เรื่องนี้พรรคจะต้องมีขั้นตอนในการทำงาน

“ ผมขอยืนยันว่าไม่เคยต่อรองเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี และผมขอยืนยันว่า ผมจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ส่วนจะเสนอชื่อใคร จะเป็นคนในหรือคนนอกกลุ่ม ที่มีความเหมาะสมก็ได้ อยู่ที่พรรคจะเป็นผู้พิจารณา” นพ.แวมาฮาดี กล่าว

ถามว่า ท่าทีที่อ่อนลงเช่นนี้หมายความว่าได้มีการเจรจาตกลงเรื่องตำแหน่งลงตัวแล้วใช่หรือไม่ นพ.แวมาฮาดี กล่าวว่า ไม่มีการเจรจา เราเพียงต้องการให้มีการกำชับในเรื่องนโยบายแก้ไขปัญหาภาคใต้ ที่ผ่านมาหัวหน้าได้ยืนยันผ่านสื่อ และการให้สัมภาษณ์ว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะเน้นเรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้
 วันที่เผยแพร่  28 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  28 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #163 เมื่อ: 29-01-2008, 20:12 »


ชื่อเรื่อง   ยะลา-จนท.ยิงปะทะคนร้าย ตร.พลีชีพ 1 นาย คนร้ายดับ 1
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   โทรทัศน์ช่อง 3
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวภูมิภาค
 URL   http://www.becnews.com/data/regional.html
 เนื้อหา  จนท.เข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จนยิงปะทะกับกลุ่มคนร้ายดุเดือด
ตร.พลีชีพ 1 นาย คนร้ายดับ 1 นาย สืบประวัติต้องคดีความมั่นคง ทั้งยิง
ถล่มรถตู้ ยิง อดีต ผบ.ฉก.1 ยะลา จนเสียชีวิต เมื่อปี 49




เมื่อเช้านี้ ( 29 มค.51 ) เวลาประมาณ 06.00 น. พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา
ผุ้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร
หน่วยเฉพาะกิจที่ 15 ทหารพราน ที่ 41 ยะลา อาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอ
บันนังสตา และชุด ชรบ.จำนวนกว่า 80 นาย ได้เข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่
เป้าหมาย บ้านอุแบ ม.1 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา หลังสืบทราบว่า
มีกลุ่มก่อความไม่สงบจำนวน 8 – 9 คน เข้ามาเคลื่อนไหวและหลบซ่อนตัว เพื่อเตรียมก่อการร้ายในพื้นที่อำเภอบันนังสตา




ขณะเจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าปิดล้อมพื้นที่ ก็พบขนำไม่มีเลขที่อยู่กลางหมู่บ้าน โอบล้อมไปด้วยบ้านเรือนของชาวบ้าน
จากนั้นกลุ่มคนร้ายก็ได้ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่ จนเกิดการยิงปะทะกันนานหลายนาที สิ้นเสียงปืน เจ้า-
หน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่า คนร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย ส่วนที่เหลือหลบหนีไปได้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงได้รับ
บาดเจ็บสาหัส 1 นาย จึงได้ช่วยกันนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลบันนังสตา แต่ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิต
ขณะนำส่ง ทราบชื่อคือ จ่าสิบตำรวจสรศักดิ์ รักษ์นาย ตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรบันนังสตา




ส่วนที่เกิดเหตุ หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ทราบชื่อคนร้ายที่เสียชีวิตคือนายสุไลมาน อภิบาลแบ อายุ 29 ปี เป็น
กลุ่มแนวร่วม RKK ที่มีประวัติด้านคดีความมั่นคงอย่างโชกโชน จากการสืบประวัติพบว่า นายสุไลมาน อภิบาลแบ พบว่า
นายสุไลมาน เป็นกลุ่มคนร้ายที่ลอบวางระเบิดและยิงถล่มขบวนรถยนต์ของ พ.อ.สุทธิศักดิ์ ประเสริฐศรี อดีตผู้บังคับการ
หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 ยะลา จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2549 ที่ผ่านมา และได้ดักยิงถล่มรถตู้สายยะลา – เบตง
ที่ อ.ยะหา จนทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ เสียชีวิตรวม 8 ราย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นในขนำ ซึ่งเป็นที่พัก
อาศัยของกลุ่มคนร้ายพบระเบิดขว้างแบบสังหาร เอ็ม 26 จำนวน 1 ลูก จึงได้เตรวจยึดเพื่อตรวจพิสูจน์ต่อไป




พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่า กลุ่มคนร้ายนำ
โดยนายแวอาลี แวสะมะแอ นายมะแอ อภิบาลแบ และนายสุไลมาน อภิบาลแบ พร้อมพวกอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่ม
คนร้ายที่เคลื่อนไหวก่อเหตุในพื้นที่อำเภอบันนังสตา มาแล้วหลายครั้ง ทั้งการฆ่าตัดคอทหารรบพิเศษ การยิงรถตู้โดยสาร
การวางระเบิด และการยิงตระกูลอภิบาลแบ ใน ต.บาเจาะ ล้วนเป็นการกระทำของกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ และครั้งนี้ก็ได้เข้ามา
กบดานหลบซ่อนตัวในหมู่บ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายน่าจะมีการเรียกประชุมเพื่อวางแผนก่อเหตุร้ายในพื้นที่ เมื่อ
ชาวบ้านพบเห็นจึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าตรวจสอบ และเกิดการยิงปะทะกัน




หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุด้วยตนเอง พร้อม
ทั้งให้กำลังใจและกล่าวชมเชยในการปฎิบัติงาน นอกจากนี้ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ดูแลครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่
เสียชีวิตอย่างดีที่สุด 
 ภาพประกอบ [1]
 
 วันที่เผยแพร่  29 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  29 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #164 เมื่อ: 29-01-2008, 20:13 »


ชื่อเรื่อง   บึ้มสะพาน ถล่มทหาร สนั่นนราฯ
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ข่าวสด
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd01ERXhNREk1TURFMU1RPT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09DMHdNUzB5T1E9PQ==
 เนื้อหา  โจรใต้ปฏิบัติการล้างแค้น หลังสมาชิกอาร์เคเคถูกจนท.วิสามัญฯ 2 ศพ วางระเบิดสะพานหมายถล่มทหารชุดลาดตระเวนที่รือเสาะ คอสะพานเสียหาย แต่ชุดลาดตระเวน 12 นายไม่มีใครเป็นอันตราย เพราะเคลื่อนกำลังผ่านไปก่อน ตร.-ทหารล่าต่อ 5 อาร์เคเคที่หลบหนีการล้อมจับ พบแต่รอยเลือดแต่ยังไม่พบตัว

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.กล่าวว่า ในวันที่ 29 ม.ค. ตนมีกำหนดเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามและประเมินการทำงานว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้จะมีเรียกผู้บังคับกองพันเข้ามารายงานถึงสถานการณ์ความคืบหน้า ส่วนสถานการณ์ภาคใต้ขณะนี้ประเมินว่าดี คิดว่าหากได้ปรับอะไรตามที่ควรจะเป็นคงจะดีขึ้น

"การสูญเสียและก่อเหตุร้ายรายวันเป็นอีกส่วนที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าดีขึ้น จะต้องมีการวางมาตรการเพื่อแก้ไขเพื่อมาปรับแก้" ผบ.ทบ.กล่าว และว่า การที่ผู้ก่อความไม่สงบพยายามทำร้ายประชาชนเป็นสิ่งที่ตนไม่อยากพูด เพราะอาจจะมีผลกระทบ อย่างไรก็ตามคิดว่าสถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้นมาก

เมื่อเวลา 08.30 น. พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ มัทยาท สวญ.สภ.ลำใหม่ จ.ยะลา ร.ต.ท.สุนทร อัมโร ร้อยเวร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา เจ้าหน้าที่จากกองวิทยาการเขต 45 ยะลา รุดไปตรวจสอบ ที่เกาะกลางถนนสายบ้านลำใหม่-บ้านเนียง หน้าโรงโม่หินมนู หมู่ 1 ต.ลิดล อ.เมืองยะลา หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารชุดร้อย ร.5034 เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา

จุดเกิดเหตุพบหลุมกว้างประมาณ 1 เมตร ลึก 80 ซ.ม. อยู่ที่เกาะกลางถนน เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและรีโมตคอนโทรล จากนั้นจึงเข้าตรวจสอบ พบเศษกล่องเหล็กคาดว่าใช้บรรจุระเบิด เศษสายไฟรีโมตคอนโทรล เศษถ่านไฟฉายขนาด 9 โวลต์ และเศษสะเก็ดระเบิดเป็นเหล็กเส้นตัดขนาด 1 ซ.ม. เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 7 ก.ก.บรรจุในกล่องเหล็ก จุดชนวนด้วยรีโมตคอนโทรล

สอบสวนทราบว่า เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 27 ม.ค.ขณะเจ้าหน้าที่ทหารสังกัดร้อย ร.5034 จำนวน 13 นาย เสร็จสิ้นจากภารกิจตั้งด่านตรวจตราความสงบเรียบร้อยที่บริเวณสามแยกบ้านเนียง เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ 4 คัน และรถฮัมวี่ 1 คัน เพื่อมุ่งหน้ากลับฐานปฏิบัติการที่วัดลำใหม่ เมื่อถึงที่เกิดเหตุคนร้ายซึ่งซุกระเบิดไว้ก่อนหน้านี้จุดชนวนระเบิดขึ้นทันที และคนร้ายอีกชุดได้ใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่ จนเกิดการปะทะกันขึ้นประมาณ 5 นาที คนร้ายจึงล่าถอยหนีไป หลังเกิดเหตุพบพลฯ พงษ์พัฒน์ รัตนมุสิก อายุ 22 ปี ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณไหล่ขวาเล็กน้อย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนร้ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์

เวลา 15.10 น. ร.ต.ท.แดนชัย มูลป้อม ร้อยเวร สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวน สังกัดร้อย 2 กองพันทหารม้าที่ 138 ฉก.นราธิวาส 39 ที่บริเวณคอสะพานบ้านสุเปะ ม.2 ต.เรียง จึงพร้อมด้วยพ.ต.อ.จุมพล เปรมศิริ ผกก.สภ.รือเสาะ พ.ท.ปฐวี ศรีสุข ผบ.ฉก.นราธิวาส 39 พ.ต.ต.ฉลอง คงอินทร์ สว.นปพ.จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเจ้าหน้าที่กองวิทยาการ จ.นราธิวาส รวมทั้งกำลังตำรวจทหารและฝ่ายปกครองจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบคอนกรีตเสริมเหล็กที่คอสะพานถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายเล็กน้อย และมีสายไฟฟ้าแรงสูงจำนวนหนึ่งขาดตกไปอยู่ในคลอง พร้อมทั้งเศษชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในขวดน้ำยาฆ่าเชื้อพลาสติก สีเหลือง น้ำหนัก 5 ก.ก. จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ อาทิ เหล็กเส้นตัดสั้น ปุ๋ยยูเรีย เชื้อปะทุ ซากชิ้นส่วนขวดน้ำยาฆ่าเชื้อและโทรศัพท์มือถือตกกระจายเกลื่อนในลำคลอง บริเวณคอสะพาน เจ้าหน้าที่จึงได้ช่วยกันเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานโดยเหตุที่เกิดขึ้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

สอบสวนจ.ส.อ.เมืองดี เหล่าแต๋ว หัวหน้าชุด เจ้าหน้าที่ทราบว่าก่อนเกิดเหตุนำกำลังรวม 12 นาย เดินเท้าออกจากฐานเพื่อลาดตระเวนเส้นทางในการดูแลความเรียบร้อยให้กับชุดคุ้มครองครู เพื่อรับคณะครูโรงเรียนบ้านสุเปะกลับบ้านพัก เมื่อถึงที่เกิดเหตุคนร้ายซึ่งแฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทางได้ใช้โทรศัพท์มือถือจุดชนวนระเบิดที่นำไปวางไว้ที่บริเวณคอสะพาน จนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากผู้ใต้บังคับบัญชาคนสุดท้ายที่เดินผ่านได้เลยสะพานไปประมาณ 10 เมตรระเบิดจึงได้ทำงานขึ้น จึงทำให้ทหารรอดตายไปได้อย่างหวุดหวิด

ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่เป็นสมาชิกแนวร่วมอาร์เคเค กลุ่มเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ได้ยิงปะทะเสียชีวิตที่บ้านธารน้ำทิพย์ 2 ต.โคกสะตอ เพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่เป็นการแก้แค้นให้กับสมาชิกที่ถูกยิงตาย

ส่วนความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ทหารชุด ฉก.นราธิวาส 39 และทหารพรานที่ 4601 เปิดฉากยิงปะทะกับกลุ่มอาร์เคเคที่หมู่บ้านธารน้ำทิพย์ 2 ม.7 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 9/8 ส่งผลทำให้นายซูวาระดี เด็งสาแม และนายนิแซ สามะ 2 สมาชิกกลุ่มอาร์เคเคเสียชีวิต และเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืน เครื่องสัมภาระรวมทั้งวิทยุสื่อสารหลายรายการ

ร.อ.อภิวุฒิ จุลกลับ ผบ.ร้อย ม.1 ฉก.นราธิวาส 39 สนธิกำลังทหารพรานที่ 4601 จำนวน 300 นาย กระจายกำลังโอบล้อมเทือกเขา 2 หมู่บ้าน คือ บ้านกาแบตีกอ ม.5 และบ้านตะปิ้งปูโต๊ะ ม.8 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ ซึ่งเป็นหมู่บ้านรอยต่อกับบ้านธารน้ำทิพย์ 2 จุดเกิดเหตุที่กลุ่มคนร้าย 5 คนใช้เป็นเส้นทางหลบหนี โดยได้ส่งกำลังในลาดตระเวนเดินหน้ากระดานจากเทือกเขาลงสู่หมู่บ้านทั้ง 2 จุด เพื่อติดตามไล่ล่ากลุ่มอาร์เคเคทั้ง 5 คน คือ 1.นายมาโซ มานะ 2.นายเจ๊ะมาเต๊ะ ลาแล 3.นายรอนิง ลาแล 4.นายอิงริง อับดุลมานะ และ 5.นายยะโกะ ฮะซา ที่คาดว่าน่าจะหลบหนีมากบดานในบ้านพักของสมาชิกแนวร่วมหลังใดหลังหนึ่ง และคาดว่าในจำนวนนั้นถูกกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการยิงปะทะ ระหว่างทางเจ้าหน้าที่พบรอยคราบเลือดตามรายทางของเชิงเขาที่คนร้ายใช้เป็นเส้นทางหลบหนี แต่ยังไม่พบบุคคลทั้ง 5 แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารอีกชุดหนึ่ง หลังได้รับการประสานขอความร่วมมือจาก พล.ต.ต. พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดนอกเครื่องแบบในการตรวจสอบบ้านพักของกลุ่มอาร์เคเค 5 คนที่หลบหนีจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ไปได้ โดยทั้ง 5 คน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อ.มายอ และ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี 4 คนและมีภูมิลำเนาอยู่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา 1 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจจะมีสมาชิกในกลุ่มเดียวกันช่วยเหลือนำตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ได้รับบาดเจ็บมารักษาตัวที่บ้าน

ส่วนประวัติของผู้ตาย 1 ใน 2 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต คือ นายซูวาระดี เด็งสาแม อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ม.3 บ้านบือมัง อ.รามัน จ.ยะลา ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีหมายจับของ สภ.โกตาบารู อ.รามัน จ.ยะลา ที่ จส.510/2550 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2550 คดียิงนายอาบาซา มะแอ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ก.ย.2550 เหตุเกิดในสวนยางพาราบนเทือกเขากาลอ ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา และนายซูวาระดียังมีคดีก่อเหตุความมั่นคงในพื้นที่อีกหลายคดี โดยเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีและพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยที่ไม่มีเหตุอันควร
 
 วันที่เผยแพร่  29 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  29 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #165 เมื่อ: 29-01-2008, 20:14 »



ชื่อเรื่อง   บทปลอบ ประโลม หมอแวมาฮาดี แวดาโอะ ใน พรรคเพื่อแผ่นดิน
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ข่าวสด
 คอลัมน์ข่าว   คอลัมน์/จดหมาย/หลากหลาย : คอลัมน์ หักทองขวาง
 URL   http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dOekk1TURFMU1RPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09DMHdNUzB5T1E9PQ==
 เนื้อหา  ถูกต้องแล้ว ที่ น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ผู้นำกลุ่มสัจจานุภาพ จะต่อรองภายในพรรคเพื่อแผ่นดิน

แม้ว่าการต่อรองนี้จะมีน้ำหนักน้อยอย่างยิ่ง

น้อยอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับน้ำหนักของแกนนำอื่นๆ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถุงเงินใหญ่ของพรรค

ไม่ว่าจะมาจากตระกูล "พรรณเชษฐ์" ไม่ว่าจะมาจากตระกูล "วสุรัตน์"

แต่มีความจำเป็นต้องต่อรอง อย่างน้อยก็เพื่อทวงถามถึงข้อตกลงที่พรรคเพื่อแผ่นดินเคยมีให้กับกลุ่มสัจจานุภาพ เมื่อกลุ่มสัจจานุภาพย้ายออกมาจากพรรคมัชฌิมาธิปไตย

เพราะว่าสัจจานุภาพ เท่ากับ สัจจะ สนธิ เข้ากับ อานุภาพ

เพราะว่าระหว่างการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ กลุ่มสัจจานุภาพเคยเสนอแนวทางนี้กับประชาชน

ดังนั้น จึงจำเป็นที่กลุ่มสัจจานุภาพจักต้องยืนหยัด

การยืนหยัดของกลุ่มสัจจานุภาพจึงเป็นหินลองทองอันยอดเยี่ยมยิ่งในการตรวจสอบคุณค่าและความหมายของพรรคเพื่อแผ่นดินว่ามีอยู่จริงหรือไม่ อย่างไร



มองจากพรรษาทางการเมือง น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ อาจเป็นคนหน้าใหม่ เพราะว่าความจัดเจนก่อนหน้านี้ก็เสมอเป็นเพียงผู้ได้รับเลือกเป็นส.ว.

และก็มีบทบาทระยะสั้นๆ ก่อนจะถูกทำลายโดยกระบวนการรัฐประหารของคปค.

กระนั้น หากมองจากการเคลื่อนไหวในภาคประชาชน น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ มิได้เป็นละอ่อนแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม โดยนามแห่ง "หมอแว" จำหลักหนักแน่นอยู่ในพื้นที่อย่างคงมั่น

ยิ่งผ่านการถูกจับกุมและต่อสู้ภายในกระบวนการยุติธรรมกระทั่งผ่านคำรับรองในความบริสุทธิ์จากการพิพากษาของศาล ยิ่งทำให้เกียรติภูมิของ น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ สูงเด่นในสายตาของประชาชน

การเมืองอย่างนี้อาจไม่น่าตื่นเต้นหากมองจากการเมืองแบบเก่า การเมืองที่แนบแน่นอยู่กับระบบเงินและการไหลเลื่อนของทุน

แต่รากฐานการเมืองภาคประชาชนนี่แหละคือตัวตนของ "หมอแว"

การต่อรองของ น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ จึงมิได้อยู่ที่ตนเอง หากแต่อยู่กับผลประโยชน์และการรับใช้ประชาชนตามคำมั่นสัญญา



โดยพรรษาทางการเมือง น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ อาจด้อยกว่านักการเมืองอาชีพระดับเช่นนายสุวิทย์ คุณกิตติ อย่างแน่นอน

กระนั้น จังหวะก้าวการเคลื่อนไหว จังหวะก้าวการเรียกร้อง ก็น่าศึกษา

ประการหนึ่ง กลุ่มสัจจานุภาพยืนหยัดในคำมั่นสัญญา ขณะเดียวกัน ก็เป็นคำมั่นสัญญาบนพื้นฐานทางการเมืองที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

นั่นก็คือ กลุ่มสัจจานุภาพได้รับเลือกมาด้วยความยากลำบากและด้วยจำนวนที่แน่นอน

ประการหนึ่ง กลุ่มสัจจานุภาพถือว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มตนเป็นเรื่องภายในพรรคเพื่อแผ่นดิน มิได้เป็นข้อขัดแย้งกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นแกนนำของรัฐบาล แต่กลุ่มสัจจานุภาพมีความจำเป็นตามเหตุผลในประการต้น

ไม่ว่ากลุ่มสัจจานุภาพจะได้รับตามข้อเรียกร้องหรือไม่ หรือว่าถูกลอยแพไม่สนใจไยดีจากแกนนำพรรค

แต่การเคลื่อนไหวนี้ก็จะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน

การเรียกร้องนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการตรวจสอบจุดยืนของกลุ่มสัจจานุภาพ หากแต่ยังตรวจสอบจุดยืนของพรรคเพื่อแผ่นดินว่า ยืนหยัดในหลักการ ยืนหยัดในสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนหรือคำนึงแต่กลุ่มทุนภายในพรรค

คำว่า "เพื่อแผ่นดิน" จะมีความหมายย่อมขึ้นอยู่กับสำเหนียกนี้ในทางการเมืองเท่านั้น



ประเด็นอยู่ที่ว่าพรรคเพื่อแผ่นดินวางน้ำหนักให้กับปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้อย่างไร

ประเด็นอยู่ที่ว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะประสานน้ำหนักปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้กับกลุ่มสัจจานุภาพและกับพรรคพลังประชาชนอย่างไร

ประเด็นอยู่ที่ว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ มีกึ๋นแค่ไหน หรือว่าดำเนินไปอย่างเปล่ากลวง

 
 วันที่เผยแพร่  29 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  29 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #166 เมื่อ: 29-01-2008, 20:16 »




ขบวนการสายลับสองหน้า ‘หอกข้างแคร่’ จุดไฟใต้
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=206 
บทความน่าสนใจ | 2551-01-17 02:15:55
 พิมพ์ข่าวหน้านี้
 
 ปกรณ์ พึ่งเนตร
ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



          เปิดศักราชใหม่อย่างน่าสะพรึงกลัวยิ่ง สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับเหตุการณ์ซุ่มโจมตีทหารชุด รปภ.ครู สังกัด ร้อย ร.2933 ในท้องที่หมู่ 4 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ทหารต้องพลีชีพพร้อมกันทีเดียว 8 นาย

          ยุทธวิธีของกลุ่มคนร้ายยังไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก คือ ลอบฝังระเบิดแสวงเครื่องแรงสูงเอาไว้ใต้ถนน เมื่อรถของทหารผ่านมาก็กดจุดชนวน พลันที่เสียงตูมดังสนั่นและรถเป้าหมายกระเด็นไปตามแรงอัดของดินระเบิด กองกำลังที่ซ่อนอยู่ก็จะกรูกันออกมา ใช้อาวุธสงครามรัวยิงที่ศีรษะอย่างโหด***ม ก่อนจะชิงอาวุธประจำกายแล้วหลบหนีไป

          ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรือไม่ที่เหตุรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเพิ่งมีข่าวฉาวกรณี "กำลังพล" ของหน่วยข่าวกรอง 251 ถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์ว่า "ขายข้อมูลลับ" ให้กับกลุ่มก่อความไม่สงบ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน จึงถูกจับโยงอย่างช่วยไม่ได้

          อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เรียกมันว่า "อุตสาหกรรมความไม่มั่นคง" นั้นมีอยู่จริง และเป็นที่รับรู้มาเนิ่นนานว่า มีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากความรุนแรงที่ดำรงอยู่ ซึ่งบางแง่มุมอาจเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง ดังที่เคยมีเสียงวิจารณ์หนาหูเรื่อง "พูเรา" อันหมายถึงเหตุการณ์รุนแรงบางเหตุการณ์อาจเป็นฝีมือคนของรัฐ ไม่ใช่ขบวนการ "พูโล" แบ่งแยกดินแดนที่ไหน

          ทว่าปัจจุบันดูเหมือนสถานการณ์จะดิ่งลึกไปมากกว่าเดิม เพราะประเด็นที่พูดกันให้แซ่ดในหน่วยงานความมั่นคงวันนี้ก็คือ "สายลับสองหน้า" อันได้แก่ คนที่ตัวอยู่ฝ่ายรัฐ แต่ใจอยู่ข้างกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งในที่นี้เป็นได้ทั้ง 2 รูปแบบ คือเป็นแนวร่วมโจร แต่แทรกซึมเข้ามาอยู่ในหน่วยงานของรัฐตามช่องทางเปิดต่างๆ อาทิเช่น ทหารพราน หรือ อาสามัครรักษาดินแดน (อ.ส.) เป็นต้น

          คงจะจำกันได้ เมื่อปลายเดือน ธ.ค.2549 มีการจับกุม นายเปาซี อ.ส.บันนังสตา ในข้อหาเป็นสายโจร โดยนายเปาซีผู้นี้ทำหน้าที่เป็นพนักงานวิทยุของอำเภอ ทำให้รู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐทุกระดับ และเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งข้อมูลเหล่านั้นให้กลุ่มก่อความไม่สงบ แต่กรณีของนายเปาซีก็เงียบหายไปโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาถูกดำเนินคดีอะไรบ้าง แว่วๆ ว่าได้รับการปล่อยตัวและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

          ส่วนอีกรูปแบบหนึ่ง คือ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วขายข้อมูลให้กลุ่มโจร ดังที่เป็นข่าวครึกโครมกันอยู่กรณีหน่วยข่าว 251 ซึ่งล่าสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งยุบหน่วยข่าวฉาวแห่งนี้แล้ว

          สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ข้อสันนิษฐานที่ว่า ฝ่ายโจรรู้ข่าวสารของทางราชการ และใช้ข่าวนั้นสร้างความสูญเสียให้กับฝ่ายรัฐ เป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธ

          ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ต่อก็คือว่า แล้วเหตุการณ์สูญเสียครั้งรุนแรงดังเช่นการดักซุ่มโจมตีทหารเสียชีวิตถึง 8 นายเมื่อวันที่ 14 ม.ค.นั้น เป็นผลพวงจากขบวนการ "สายลับสองหน้า" หรือไม่

          หากย้อนดูเหตุการณ์ดักซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐครั้งรุนแรง เลือดเย็น ถึงพร้อมด้วยยุทธการ และสร้างความสูญเสียเกินกว่า 5 ศพ จะพบว่าเกิดเหตุลักษณะนี้ในปี 2550 ถึง 3 ครั้ง

          คือที่บ้านลาแป หมู่ 4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อบ่ายวันที่ 9 พ.ค.2550 เป็นเหตุให้ทหารหน่วยรบพิเศษเสียชีวิต 7 นาย, ที่หมู่ 5 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อค่ำวันที่ 31 มิ.ย.2550 เป็นเหตุให้ทหารพรานชุดเฉพาะกิจที่ 4105 เสียชีวิต 11 นาย และที่บ้านบือซู หมู่ 6 ต.บันนังสตา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 15 มิ.ย.2550 เป็นเหตุให้ทหารชุดคุ้มครองครู สังกัด ร้อย ร.2514 ค่ายวิภาวดีรังสิต เสียชีวิตอีก 7 นาย รวม 3 เหตุการณ์ทหารพลีชีพไปถึง 25 นาย

          นี่ยังไม่นับรวมเหตุการณ์ลอบวางระเบิดสังหาร นายชยพัทธ์ รักษายศ นายอำเภอไม้แก่น จ.ปัตตานี ขณะออกปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ต้องสูญเสียนายอำเภอนักพัฒนา และนายทหารระดับพันโทอีก 1 นาย เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ปีเดียวกัน

          เป็นที่ทราบกันดีว่า ในพื้นที่สีแดงเช่นนี้ การใช้ "ว." หรือวิทยุสื่อสาร ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ มีการใช้ "รหัสลับ" หลายชั้นเพื่อสร้างความสับสนและป้องกันการถูกดักฟัง เช่นเดียวกับการแจ้งหมายหรือแจ้งข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะเดินทางไปที่ไหน ใช้เส้นทางใด ต้องถือเป็นความลับขั้นสุดยอด หลายครั้งมีการแจ้งหมายหลอกกันด้วย

          ฉะนั้นหากชุดที่ถูกซุ่มโจมตีเป็นชุด รปภ.ครู ที่ต้องใช้เส้นทางเดิมในการเดินทางเกือบทุกวัน การก่อเหตุอาจไม่ต้องใช้ "การข่าว" ที่ลึกลับอะไรมากมาย แต่การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนที่พยายามเปลี่ยนเส้นทางไม่ให้ซ้ำเดิม ต้องถือว่าไม่ธรรมดา และฝ่ายตรงข้ามต้องรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐอย่างแน่นอน

          เมื่อหันไปพิจารณาจากวัตถุระเบิดที่ฝังไว้ใต้พื้นถนน ก็ไม่ใช่ฝังกันแค่วันเดียว แต่ต้องมีการเตรียมการ และมีวิธีตัดตอน ซึ่งในทางตำรวจเรียก "คัทเอาท์" แต่ในศัพท์ทางการทหารเรียก "คอมพาร์ท นีด ทู โนว์" (compart need to know) คือ มีการตัดช่วงการรับรู้ของบุคคลที่ร่วมก่อการ คนวางระเบิดกับคนมาจุดระเบิดจะเป็นคนละคนกัน และยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่รู้จักกัน

          เหตุซุ่มโจมตีที่เกิดขึ้น 3 ครั้งในปี 2550 และล่าสุดคือเมื่อวันที่ 14 ม.ค.2551 ฝ่ายตรงข้ามฝังระเบิดแรงสูงไว้ล่วงหน้า หนำซ้ำยังขนกำลังนับสิบมารอถล่มซ้ำอีก นั่นแสดงว่าการข่าวต้องแม่นยำว่า "เป้าหมายต้องมาแน่" และรู้ล่วงหน้าก่อนเป็นเวลานานด้วย เพราะชุดปฏิบัติการพวกนี้เป็นชุด "โมบาย" ที่มาจากนอกพื้นที่เพื่อเปิดปฏิบัติการโหดโดยเฉพาะ

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีแนวร่วมปะปนกับชาวบ้านเป็นจำนวนมาก และคุ้นชินกับสภาพภูมิประเทศมากกว่า คือความได้เปรียบอย่างชัดเจนของกลุ่มก่อความไม่สงบ แต่หลายต่อหลายครั้งที่ผู้ก่อเหตุมีความแม่นยำต่อเป้าหมายสำคัญมากเกินไป ซ้ำยังหลบหนีเล็ดรอดด่านตรวจถี่ยิบไปได้อย่างลอยนวล ฉะนั้น นอกจากปัจจัยได้เปรียบ 2 ปัจจัยดังกล่าวแล้ว การข่าวที่แม่นยำย่อมเป็นเหตุผลสำคัญในความสำเร็จของปฏิบัติการด้วย

          แม้นักวิชาการที่ศึกษาประเด็นด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเนิ่นนานอย่าง ชิดชนก ราฮิมมูลา จาก ม.อ.ปัตตานี จะประเมินว่าการที่ "คนของรัฐ" ขายข่าวให้กับกลุ่มโจรโดยตรงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในระบบปัจจุบัน แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่ามีแนวร่วมเชิงอุดมการณ์มากมายแทรกซึมเข้าไปอยู่ตามหน่วยงานราชการต่างๆ เพราะแม้แต่รถบัสทหารใหม่ที่เดินทางลงพื้นที่วันแรกหลังสับเปลี่ยนกำลังเมื่อปลายปีที่แล้วก็ยังถูกวางระเบิด

            ได้เวลาที่หน่วยงานด้านความมั่นคงจักต้องกวาดบ้านตัวเองกันขนานใหญ่เสียที !




อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
- จาก ‘การข่าว' ถึง ‘ยุทธวิธี' จุดอ่อนไฟใต้ที่รัฐต้องปรับ
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=205
- พล.อ.บุญรอด มองการข่าวใต้ "เราไม่รู้เขา แต่เขารู้เราหมด"
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=204

 
บันทึกการเข้า

อธิฏฐาน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,912


รักษาประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน


« ตอบ #167 เมื่อ: 29-01-2008, 22:21 »


ก็เพราะอย่างนี้ เขาเลยเอาทหารนอกพื้นที่ไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จว. คดีปล้นปืนในค่ายก็เช่นกันมีคนในรู้เห็นเป็นใจ
บันทึกการเข้า

หยุด...สัมปทานอุทยานแห่งชาติ
http://www.oknation.net/blog/sandstone
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #168 เมื่อ: 29-01-2008, 22:32 »



ก็เพราะอย่างนี้ เขาเลยเอาทหารนอกพื้นที่ไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จว. คดีปล้นปืนในค่ายก็เช่นกันมีคนในรู้เห็นเป็นใจ

ทหารนอกพื้นที่ทำงานด้านการข่าว คงได้แต่งานสำนักงานครับ

นอกนั้นคงเป็นงานลาดตระเวณ ซึ่งเสี่ยงตาย..
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #169 เมื่อ: 30-01-2008, 19:18 »



ชื่อเรื่อง   Democrats push for a key bill to quell southern violence
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   The Nation
 คอลัมน์ข่าว   Breaking News
 URL   http://www.nationweekend.com/breakingnews/read.php?newsid=30063899
 เนื้อหา  The opposition will sponsor a legislation designed to solve the southern insurgency, Democrat MP Niphon Boonyamanee said on Wednesday.

The draft bill will aim at upgrading the status of the Southern Border Provinces Administrative Centre in coordinating military and civilian operations, ensuring the dispensing of justice and rights protection, and implementing policies for the Deep South as the special development region.

The revamped centre would be headed by a C-11 official working under the jurisdiction of the Prime Minister's Office and reporting work progress to the Cabinet every three month.

 
 วันที่เผยแพร่  30 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  30 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #170 เมื่อ: 30-01-2008, 19:22 »



ชื่อเรื่อง   ผบ.ทบ.ลั่นดับไฟใต้ต้องเด็ดขาด ปะทะอีกจ.ส.ต.พลีชีพ-โจรดับ1
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon_detail.php?s_tag=01p0115300151&day=2008-01-30§ionid=0101
 เนื้อหา  "อนุพงษ์"ควง"5 เสือ ทบ."ลงใต้ ลั่นใช้ปฏิบัติการทางทหารเด็ดขาด โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 เผยเหลือแนวร่วม 200 หมู่บ้าน 2 พันคน จากที่เคยสำรวจไว้ 1.7 หมื่น ตร.-ทหารปะทะเดือด 9 คนร้าย จ.ส.ต.พลีชีพ ดับแกนนำได้ 1 เผยประวัติฆ่า พ.อ. ตัดคอหน่วยรบพิเศษ ยิงรถตู้ 8 ศพ ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวอีก 4

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม ก่อนนำคณะ ประกอบด้วย พล.อ.วีรวิทย์ คูสำราญ รอง ผบ.ทบ. พล.อ.ธีระวัฒน์ บุญยะประดับ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.มนตรี ชมภูจันทร์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.สำเริง ศิวาดำรงค์ แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ลงไปรับทราบปัญหาและรายละเอียดของหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) ทุกจังหวัด สิ่งใดปรับแก้แล้วจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจะต้องปรับ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นเอกภาพในการทำงานระหว่าง ทหาร ตำรวจ และพลเรือน พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ที่มีนายพระนาย สุวรรณรัฐ เป็น ผอ.ศอ.บต.มีความคืบหน้าอย่างมากในการที่จะใช้มาตรการเศรษฐกิจ สังคม และแนวทางทางสันติ ทำให้สถานการณ์ทางภาคใต้ดีขึ้น ตำรวจก็ใช้มาตรการทางตำรวจที่ถูกต้อง มีหลักฐานก็จับกุมสอบสวนส่งฟ้อง เมื่อถามว่า จะมีการปรับเปลี่ยนการทำงานในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ หลังจากที่มีรัฐบาลชุดใหม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า จะต้องฟังทางรัฐบาลว่าจะมีแนวคิดอย่างไร อาจจะมีมุมมองหรือการปฏิบัติที่เปลี่ยนไป

ต่อมา พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการข่าวสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์ภายหลัง พล.อ.อนุพงษ์ พร้อมคณะประชุมร่วมกับ พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 และหน่วย ฉก.นราธิวาส ทั้ง 9 หน่วย ที่หน่วย ฉก.นราธิวาส ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส ว่า พล.อ.อนุพงษ์ ได้มอบนโยบายให้กำลังพลปฏิบัติเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเหตุความไม่สงบไว้ 3 มาตรการ คือ 1.ให้ปรับเปลี่ยนแนวคิด ความเชื่อ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้กลุ่มแนวร่วมของคนร้ายที่ยังเคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายให้ถอนคำสาบาน (ซูเปาะ) แล้วหันมาให้ความร่วมมือกับทางการให้มากที่สุด 2.ผู้ถูกคุมตัวหรือจับกุมให้ดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรม และ 3.หากกลุ่มแนวร่วมคนร้ายยังดื้อดึง ยังไม่เลิกพฤติกรรมให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างเด็ดขาด

"แนวร่วมคนร้ายในทุกวันนี้ เปลี่ยนจากอุดมการณ์เพื่อแบ่งแยกดินแดน มาเป็นก่อเหตุร้ายขึ้นเพื่อหวังเงินค่าจ้าง และหวังเป็นพระเอกในกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น" พ.อ.อัครกล่าว และว่า เมื่อปี 2547 ทางกองทัพบกเคยประเมินจำนวนของกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา ว่า มีประมาณ 17,000 คน แต่เมื่อถูกกดดันมากเข้า ปัจจุบันเหลือหมู่บ้านที่เป็นเขตความเคลื่อนไหวของคนร้ายประมาณ 200 หมู่บ้าน และคนร้ายเหลือหมู่บ้านละไม่ถึง 10 คน หรือประมาณ 2,000 คนเท่านั้น

วันเดียวกัน เวลา 06.00 น. พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา สนธิกำลังตำรวจ ทหาร ทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) บันนังสตา และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) จำนวน 80 นาย เข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่สวนผลไม้ หมู่ 1 บ้านอูแบ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา ระหว่างตรวจค้นคนร้าย 9 คน ที่ซ่อนตัวในขนำภายในสวนผลไม้ ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ จึงเกิดการยิงตอบโต้กันประมาณ 10 นาที โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงเสียชีวิต 1 นายคือ จ.ส.ต.สรศักดิ์ รักนาย ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.บันนังสตา และคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 1 ศพ คือ นายสุไลมาน อภิบาลแบ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ 1 ต.บาเจาะ ค้นในตัวพบระเบิดชนิดขว้าง แบบเอ็ม.26 จำนวน 1 ลูก

พ.ต.อ.สมเพียรกล่าวว่า นายสุไลมาน เป็นน้องชายของนายมะแอ อภิบาลแบ หัวหน้ากองกำลังอาร์เคเค ซึ่งเคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.บันนังสตา โดยนายสุไลมาน มีหมายจับในคดียิง พ.อ.สุทธิศักดิ์ ประเสริฐศรี ผบ.ฉก.1 ยะลา เสียชีวิต คดียิงรถตู้โดยสารสายเบตง-หาดใหญ่ เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารเสียชีวิต 8 ศพ และคดีฆ่าตัดคอทหารชุดรบพิเศษ โดยคนร้ายกลุ่มนี้มีแกนนำหลัก 3 คน คือนายมะแอ นายสุไลมาน และนายแวอาลี สะมะแอ

เวลา 08.00 น. คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายอับดุลรอแม สาแม อายุ 33 ปี เสียชีวิต ขณะนายอับดุลรอแม ขับขี่รถจักรยานยนต์มาถึงบริเวณหน้ามัสยิดบ้านบาตูฆอ ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา

เวลา 13.30 น. นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผบก.ภ.ปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานกรรมการอิสลามปัตตานี นำผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง พื้นที่ สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี จำนวน 4 คน ประกอบด้วย นางรอเมาะ สุหลง อายุ 38 ปี น.ส.นาปีซะ การี อายุ 28 ปี น.ส.ยามีล๊ะ สุหลง อายุ 37 ปี และนายบารอรี สุหลง อายุ 23 ปี มาแถลงข่าวหลังติดต่อขอมอบตัวเพื่อสู้คดี

"ทั้ง 4 คน เป็นกลุ่มแนวร่วมที่เคลื่อนไหวในพื้นที่บ้านป่าทุ่ง หมู่ 4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี โดย 3 แนวร่วมที่เป็นผู้หญิง มีหน้าที่ปลุกระดมชาวบ้านและเยาวชนให้หลงผิดออกมาชุมนุมประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นกลุ่มจัดเก็บเงินสนับสนุนให้กับกลุ่มก่อความไม่สงบ" พล.ต.ต.กรีรินทร์กล่าว

เวลา 16.10 น. ขณะที่นายอับดุลเลาะ เจ๊ะเด็ง ชาวบ้าน ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ขับขี่รถจักรยานยนต์มาถึงหน้าโรงเรียนสัมพันธ์วิทยา หมู่ 7 ต.จวบ ถูก 2 คนร้าย ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะประกบยิง กระสุนถูกนายอับดุลเลาะได้รับบาดเจ็บ แต่นายอับดุลเลาะได้ชักปืนยิงตอบโต้ถูกคนร้ายบาดเจ็บ คนร้ายจึงทิ้งรถจักรยานยนต์ที่โจรกรรมมาวิ่งหลบหนีเข้าป่าไป

เวลา 17.15 น. คนร้าย 4 คน ใช้จักรยานยนต์ 2 คัน เป็นพาหนะ ประกบใช้ปืนยิงนายฮาเซ็ง อูแซดอเลาะ อายุ 47 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เสียชีวิต เหตุเกิดหน้าโรงเรียนบ้านตันหยง หมู่ 7 ต.โคกสะตอ
 วันที่เผยแพร่  30 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  30 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #171 เมื่อ: 01-02-2008, 04:14 »


ก็ต้องยุติธรรม และเด็ดขาด อบ่าไปกลัวพวกกฎหมู่ ดีที่เป็นส่วนน้อย ให้กำลังใจคนทำงานครับ


ชื่อเรื่อง   นศ.3จว.ใต้ขู่ก่อม็อบ ประท้วงจับเพื่อน9คน ทหารโต้ทำตามก.ม. บิ๊กบังถกมุสลิมโลก
http://oas.psu.ac.th/wbns/shownews.php?news_id=64312
 
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   การเมือง
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=93174
 เนื้อหา  เมื่อวันที่ 30มกราคม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจที่ประเทศตะวันออกกลาง ระหว่างวันที่ 21-30มกราคม2550 ว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาตนไม่มีเวลาไปไหน ตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ.มีผู้นำศาสนาหลายประเทศเดินทางมาเยี่ยมที่กองทัพบก(ทบ.)และคนที่มามีส่วนเกี่ยวข้องและมีความสำคัญในองค์ที่ประชุมมุสลิมโลก(โอไอซี) บุคลสำคัญที่อยากกล่าวถึงคือ ในประเทศอิหร่านและอียิปต์ เขามีส่วนเข้าไปอยู่ในองค์กรนั้น ซึ่งตนเคยพบกับบุคคลเหล่านั้นในประเทศไทย ซึ่งได้ทำความเข้าใจกับเขาว่า ปัญหาภาคใต้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งศาสนา แต่เกิดจากการก่อการร้าย ซึ่งเขาเชิญมาตั้งแต่เป็นผบ.ทบ.และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีการประชุมโอไอซี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปทำความเข้าใจเพิ่มเติม

 พล.อ.สนธิ กล่าวอีกว่า ทางเลขาโอไอซีเคยเดินทางมาพบตน ซึ่งตนก็อธิบายจนท่านเข้าใจว่าปัญหาภาคใต้เป็นอย่างไร ซึ่งเขามีเงื่อนไขให้ตอบคำถาม 6-7ข้อ ซึ่งตนอธิบายจนเขาเข้าใจและยกเลิกคำถามทุกข้อที่จะให้รัฐบาลไทยแก้ไข ส่วนปัญหาที่ต่างประเทศไม่เข้าใจคือ สังคมไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไรและสถานการณ์เป็นอย่างไร คนที่จะอธิบายได้ต้องเข้าใจจริงๆ การไปครั้งนี้มุ่งประเด็นที่จะสางปัญหาต่อและไปขอบคุณทำความเข้าใจเขา พร้อมทั้งเพิ่มเติมการประชุมโอไอซี นั่นคือเหตุผลที่เดินทางไป แต่บังเอิญว่าไปเร่งด่วน เพราะเวลาเป็นรองนายกฯจะหมด หลังจากนั้นถ้าไปส่วนตัว คงไม่ดีเท่าไหร่ นี่คือสาเหตุที่ไปโดยไม่บอกเหตุผลใดๆ นอกจากนี้ ตนยังไปดูเรื่องแรงงานและนักศึกษาไทยที่ไปเรียนในอียิบป์ อิหร่าน ดูไบและลิเบีย ตนไปพบและสอบถามปัญหาว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ก็จะได้ประสานช่วยแก้ไขต่อไป

 วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์(ส.ส.)สัดส่วนกลุ่ม 8 และคณะส.ส.ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พรบ.)สำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ... หรือ สบ.ชต.เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นฉบับแรก ว่า เพื่อแก้ปัญหาเหตุไม่สงบในชายแดนภาคใต้และเพื่อการทำงานที่เป็นเอกภาพ พรรคจึงมีมติให้จัดตั้งองค์กรขึ้นมาเป็นหน่วยงานกลางในการทำงาน ซึ่งสามารถรวบรวมปัญหาทุกหน่วยงานมาสังกัดที่เดียวกันและขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี หาก พรบ.ฉบับนี้ผ่าน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ก็จะถูกยุบไปรวมอยู่ภายใต้องค์กร สบ.ชต.นี้ด้วย

 ส่วนความคืบหน้ากรณีทหาร ฉก.11 ยะลา ควบคุมตัว นายกุยิ อีแต คณะกรรมการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษา(สนย.) จ.ยะลา นายอามีซี มานาก,นายอับดุลเลาะ ดอเลาะ,นายอัสมาดี ประดู่,นายอัซมัน เจ๊ะยอ,นายอิสมาแอล เตะและนายมาหามะ บาตง ทั้งหมดเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาและสถาบันพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ได้ที่หอพัก ขณะทั้งหมดกำลังจะไปเล่นฟุตบอลต้านยาเสพติด พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาว่า มียาบ้าและอาวุธปืนในครอบครอง แต่จากการตรวจค้นก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จากนั้นทหารเข้าควบคุมตัว นายซอบรี กาซอและนายอับดุลอาซิส อารง นักศึกษาปี 3 คณะวิทยาศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้ที่พักบ้านเลขที่11 ซ.แยนาวากัฟ ต.สะเตงนอก อ.เมืองยะลา ทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ที่ ฉก.11 เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 27มกราคมที่ผ่านมานั้น

 ล่าสุด นายตูแวตานียา ตูแวแมแง ประธานเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน(คพช.) กล่าวว่า ขณะนี้องค์กรภาคี ได้แก่ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.),เครือข่ายนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม(คนท.),เครือข่ายนักศึกษาเพื่อสันติภาพ,สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาปัตตานี ยะลา นราธิวาสและศูนย์ประสานงานนักศึกษาและประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เตรียมเคลื่อนไหวกดดันให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากขณะนี้นักศึกษาในชายแดนภาคใต้ต้องตกเป็นเหยื่อของสังคมภายนอก ซึ่งมองว่ามีส่วนพัวพันกับการก่อเหตุไม่สงบ หากยังไม่ได้รับกระจ่าง จะมีการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่ จ.ยะลา

 ด้าน พ.อ.อัคร ทิพยโรจน์ ผอ.กอ.ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวชี้แจงว่า การคุมตัวนักศึกษาต้องสงสัย 9คน เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย เจ้าหน้าที่สามารถเชิญตัวสอบสวนได้ 30วัน กรณีที่เชื่อได้ว่าบุคคลนั้นตกเป็นผู้ต้องสงสัย เหมือนให้โอกาสผู้ต้องสงสัยได้ชี้แจงความบริสุทธิ หากพิสูจน์ว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็จะปล่อยตัว แต่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อาจบกพร่องในประเด็นที่ไม่ได้ชี้แจงให้ญาติ เพื่อนและองค์กรได้ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริง จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สบายใจ

 สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่นั้น เมื่อเวลา 06.55น.เกิดเหตุยิงกันบนถนนสายบ้านบูเก๊ะกะลูโฆ-บ้านบาโงย ม.4 ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา ทำให้ นายมูฮัมมัดคอลิค บาโงยสะโต อายุ 34 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส) กระสุนเจาะลำตัวและศีรษะ เสียชีวิตทันที 

 วันที่เผยแพร่  31 ม.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  31 ม.ค. 2551
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #172 เมื่อ: 01-02-2008, 06:50 »

มีข่าวว่า ปชป. เตรียมเสนอกฎหมายแก้ปัญหาภาคใต้ เป็นกฎหมายที่จะเสนอต่อสภาฯ เป็นฉบับแรกครับ 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=18546&catid=19
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปชป.เล็งเสนอกม.แก้ปัญหาไฟใต้ 10แกนนำอาร์เคเคมอบตัวสู้คดีมั่นคง
วันที่ 30 มกราคม 2551 เวลา 21:40:39 น.

ปชป.เตรียมเสนอกม.ตั้งสนง.แก้สถานการณ์ไฟใต้ มุ่งเปลี่ยน 3 จังหวัดเป็นเขตพัฒนาพิเศษ-คุมศอ.บต.
ผู้ว่าฯปัตตานีนำทีมแถลงข่าว 10 ผู้ต้องหาแกนนำอาร์เคเคมอบตัวสู้คดีความมั่นคง

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเมื่อวันที่ 30 มกราคม ว่า พรรคต้องการเสนอร่างพระราชบัญญัติ
(พ.ร.บ.) สำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นฉบับแรก เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้
โดยสำนักงานจะขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการสำนักงานซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 11 ทำหน้าที่ติดตามเร่งรัดการปฏิบัติหน้าที่
และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ในการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นเขต
พัฒนาพิเศษ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยงานดังกล่าวจะทับซ้อนกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หรือไม่ นายนิพนธ์กล่าวว่า
เดิม ศอ.บต.สังกัดอยู่กับกระทรวงมหาดไทย แต่หากมีหน่วยงานนี้ขึ้นมาแล้วจะต้องมีการย้าย ศอ.บต.เข้ามาอยู่ในสังกัด

ด้านเหตุร้ายรายวัน เวลา 06.55 น. นายมูฮัมมัดคอลิค บาโงยสะโต อายุ 34 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา
ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตบนถนนสายบ้านบูเก๊ะกะลูโฆ-บ้านบาโงย พื้นที่ ต.กาตอง

เวลา 08.30 น. คนร้ายใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะประกบยิงนายเจ๊ะบือราเฮง บาเหะ อายุ 53 ปี เสียชีวิตบริเวณถนนสายชลประทาน
หมู่ 2 ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

เวลา 14.30 น. นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อม พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ รอง ผบช.ภ.9 และคณะ นำผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคงในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี จำนวน 10 คน เป็นผู้ชายทั้งหมด ซึ่งเข้ามอบตัวมาแถลงข่าว
โดยระบุว่า ทั้งหมดเป็นกลุ่มแกนนำอาร์เคเค ทำหน้าที่ปลุกระดมประชาชนและเยาวชนให้หลงผิดออกมาก่อเหตุทำร้าย
และยังเป็นกลุ่มจัดเก็บเงินสนับสนุนให้กับกลุ่มก่อความไม่สงบ นอกจากนี้ บางรายเคยก่อเหตุร้ายในพื้นที่หลายครั้ง

พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผบก.ภ.ปัตตานี เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการให้ผู้ที่มีหมายจับคดีความมั่นคงหรือผู้ที่หลงผิดให้ออกมา
มอบตัวสู้คดีในโครงการมอบตัววางใจ เพื่อไทยสันติสุข เมื่อเดือนมกราคม มีผู้ออกมามอบตัวแล้ว 30 ราย
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นักฝันมีชีวิตเพื่อนิรันดร์กาล ==
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #173 เมื่อ: 01-02-2008, 17:07 »




ชื่อเรื่อง   จนท.เชื่อกลุ่มอาร์เค เตรียมป่วนตรุษจีนใต้ เหตุพบไดนาไมต์กว่า70 ลูก
http://oas.psu.ac.th/wbns/shownews.php?news_id=64364
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวอาชญากรรม
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=93368
 เนื้อหา  จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ กว่า 300 นาย ตรวจค้นพบระเบิดไดนาไมต์กว่า 70 ลูกในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน  และคาดว่าเป็นของกลุ่มก่อความไม่สงบที่เตรียมก่อเหตุในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน

            ความคืบหน้าพบว่า ระเบิดดังกล่าวถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อบ้านเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสู่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 
 

ด้านหน่วยข่าวและความมั่นคง แจ้งเตือนว่า ขณะนี้มีรายงานว่าเครือข่ายกลุ่มก่อความไม่สงบได้นำเชื้อปะทุระเบิดเข้ามาให้กับสมาชิกแนวร่วมที่ผ่านการฝึกและการประกอบระเบิดจาก นายมะแอ อภิบาลแบ ในพื้นที่ อ.ยะหา อ.บันนังสตา อ.ธารโต อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อแจกจ่ายให้กับกลุ่มสมาชิกอาร์เค แล้ว
 
 วันที่เผยแพร่  1 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  1 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #174 เมื่อ: 01-02-2008, 17:08 »



ชื่อเรื่อง   ตร.ระแงะยึดซีโฟร์-อุปกรณ์ผลิตบึ้มเพียบ
http://oas.psu.ac.th/wbns/shownews.php?news_id=64354
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0119010251&day=2008-02-01§ionid=0101
 เนื้อหา  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส เข้าตรวจยึดวัตถุระเบิด พร้อมอุปกรณ์การผลิตได้จำนวนมาก ขณะคนร้ายกำลังประกอบระเบิดเพื่อใช้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 31 มกราคม ขณะที่ ร.ต.ต.อับดุลรอฮิม จารงค์ รอง สวป.สภ.ระแงะ หัวหน้าชุดคุ้มครองครูโรงเรียนบ้านบาโงสะโต หมู่ 4 ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ นำรถยนต์เข้าไปจอดบนถนนที่หน้ามัสยิดนูรดีน มัสยิดประจำหมู่บ้าน ตั้งอยู่เยื้องกับโรงเรียนบ้านบาโงสะโต พบชายวัยรุ่นสวมกางเกงชุดวอร์มสีดำ และสวมเสื้อสีดำ 4 คน วิ่งหนีออกจากมัสยิดเข้าไปในสวนยางพาราด้านหลังมัสยิด จึงเข้าตรวจสอบบริเวณศาลาที่พักด้านหลังมัสยิด พบระเบิดซีโฟร์ 2 แท่ง เชื้อปะทุจุดชนวนระเบิด 11 ดอก นาฬิกาปลุก 1 เรือน รีโมตคอนโทรล 1 อัน และอื่นๆ อีกหลายรายการ

ต่อมานายประคอง คงแก้ว นายอำเภอระแงะ พร้อมกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบด้านหลังของมัสยิด พบชิ้นส่วนของเหล็กแผ่นที่ถูกตัดออกเป็นแผ่นเล็กๆ เพื่อใช้ประกอบเป็นระเบิดบรรจุในถุงปุ๋ย ซุกซ่อนอยู่ใต้โคนต้นลองกองด้านข้างมัสยิดอีก 2 ถุง จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับจัดกำลังไล่ติดตามวัยรุ่นทั้ง 4 คน ซึ่งคาดว่าเป็นแกนนำกลุ่มโจรอาร์เคเค ที่อาศัยมัสยิดแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตวัตถุระเบิดเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ

วันเดียวกัน ที่ฐานปฏิบัติการเฉพาะกิจที่ 1 ยะลา ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ทิม เรือนโต ผู้บังคับการกรมทหาพรานที่ 41 แถลงกรณีอาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) มะรอเซ๊ะ ตาเย๊ะ สังกัดกองร้อย ทพ.4102 อ.บันนังสตา จ.ยะลา ร่วมกับอีก 1 คน ใช้ปืนยิงนายมะรอนิง อาลีมามะ ได้รับบาดเจ็บ และ อส.ทพ.มะรอเซ๊ะ ถูกนายมะรอนิงใช้มีดฟันเสียชีวิต ส่วนคนร้ายอีกคนหลบหนีไปได้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับความสงบ โดย อส.ทพ.มะรอเซ๊ะ เพิ่งสมัครเข้ามาได้เพียง 9 เดือนเท่านั้น

ด้านนายกฤษฎา บุญราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า นายอำเภอบันนังสตาได้ไปเยี่ยมนายมะรอนิง ที่ได้รับบาดเจ็บพร้อมทั้งนำเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไปมอบให้แล้ว

ด้านเหตุการณ์ในพื้นที่ เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 31 มกราคม นายธนน เวชกรกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองเข้าตรวจค้นบ้านใหม่ หมู่ 5 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส ควบคุมตัวบุคคลต่างถิ่น 5 คน ไปซักถาม

พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ ผบก.ภ.สงขลา กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนได้สั่งการให้ตำรวจทุกพื้นที่คุมเข้ม พร้อมบูรณาการงานร่วมกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันกลุ่มก่อความไม่สงบเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่

เวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้วัตถุระเบิดเคโม น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม ที่คนร้ายนำมาวางไว้ริมนถนนสาย อ.แว้ง-อ.สุไหงโก-ลก บริเวณหัวสะพานบ้านน้ำขาว หมู่ 3 ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ได้สำเร็จ

วันเดียวกัน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.นนทเดช ย้อยนวล พร้อมด้วย พ.ท.ทรงพล สาดเสาเงิน ผู้บังคับการชุดเฉพาะกิจยะลา 16 พ.ต.อ.สมบัติ หวังดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเบตง จ.ยะลา สนธินำกำลัง 3 ฝ่าย จำนวน 300 นาย บุกเข้าตรวจค้นปูพรมหมู่บ้านอัยเยอร์ควีน หมู่ที่ 8 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา รอยต่อ ต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา จำนวน 2 เป้าหมายพร้อมกัน พบกลุ่มบุคคลเดินทางเข้าป่านำวัตถุระเบิดมาซุกซ่อน จึงได้เข้าตรวจสอบพบว่าในเป้าหมายที่ 1 พบร่องรอยการขุดดินและจากการตรวจสอบรัศมีใกล้เคียงพบระเบิดชนิดไดนาไมด์ 57 ลูก และห่างไปเล็กน้อยพบอีก 18 ลูก พร้อมด้วยเชื้อปะทุ ระเบิดฝักแค อีก 62 ดอก สายไฟ 85 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้นำมาตรวจสอบพบว่าสภาพระเบิดทั้งหมดยังพร้อมใช้งาน
 
 ภาพประกอบ [1]
ชิ้นส่วนบึ้ม - อุปกรณ์ผลิตระเบิดที่ชุดคุ้มครองครูโรงเรียนบ้านบาโงสะโต หมู่ 4 ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ค้นพบในมัสยิดนูรดีน มัสยิดประจำหมู่บ้าน หลังพบวัยรุ่นวิ่งหนีออกจากมัสยิดเข้าไปในสวนยางด้านหลัง จึงเข้าตรวจค้นพบอุปกรณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 มกราคม 
 วันที่เผยแพร่  1 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  1 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #175 เมื่อ: 03-02-2008, 18:54 »



คมช.ไม่ได้ล้มเหลว คิดกันไปเองครับ

ปัญหาภาคใต้ เห็นได้ชัดว่าคืบหน้าไปมาก

ถ้านักการเมืองไม่ส่งสัญญาณผิด ปัญหาภาคใต้จะทุเลา ฟันธง..

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #176 เมื่อ: 04-02-2008, 03:44 »



รวบ 6 ผู้ต้องสงสัยป่วนใต้ที่ตากใบ พบคลิปเหตุรุนแรงในตะวันออกกลาง
 http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000013895
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 กุมภาพันธ์ 2551 22:36 น.
 
 
 
นราธิวาส – ตร.-ทหารตากใบบุกค้น 2 หมู่บ้านหลังรับรายงานแนวร่วมป่วนใต้กบดานในพื้นที่ รวบ 6 หนุ่มสอบเครียด เผยพบภาพคลิปวิดีโอเหตุรุนแรงในตะวันออกกลาง-3 จชต.
       
       วันนี้ (3 ก.พ.) เวลา 15.00 น. พ.ต.อ.จักรพร แท่นทอง ผกก.สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้าปิดล้อมตรวจค้น พื้นที่ ม.1 และ ม.6 ต.บางขุนทอง อ.ตากใบ หลังมีรายงานว่า ขบวนการยาเสพติดและแนวร่วมก่อความไม่สงบกบดานอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
       
       จากการจู่โจมตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 6 ราย ประกอบด้วย
       1.นายนอ อาลีรูวี อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 ม.1 ต.บางขุนทอง
       2.นายยากี สาแม อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 ม.1 ต.บางขุนทอง
       3.นายอัมรัน อาแวฮามะ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 ม. 6 ต.บางขุนทอง
       4.นายมะนอรี ซะนิชู 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 ม. 6 ต.บางขุนทอง
       5.นายสามะแอ ซะนิชู อายุ 18 ปี น้องชาย นายมะนอรี
       6. นายดือเระ สะแม อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 ม.1 ต.บางขุนทอง เช่นกัน
       
       ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้ง 6 ราย ส่งค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ตรวจสอบเบื้องต้นพบโทรศัพท์มือถือของ นายนอ มีภาพเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในตะวันออกกลางและภาพความรุนแรงในพื้นที่ ทั้งวางระเบิด ตัดต้นไม้ โรยเรือใบ
       
       พ.ต.อ.จักรพร เปิดเผยว่า การเข้าค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากได้รับรายงาน ว่า กลุ่มก่อความไม่สงบคดีความมั่นคง 6 รายที่หลบหนีจากห้องขัง สภ.ตันหยง หลบมากบดานในพื้นที่ อ.ตากใบ โดยมีการตัดต้นไม้ สวนยาง และพ่นสีตามป้ายของทางราชการ จึงได้เข้ามาทำการตรวจค้นจนกระทั่งพบผู้ต้องสงสัย 6 ราย ดังกล่าว

 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #177 เมื่อ: 04-02-2008, 03:47 »


ว่าที่ รมว.กต.ขอร่วมทีมแก้ ศก.ชาติ-แก้ปัญหาภาคใต้
http://www.manager.co.th/Lite/ViewNews.aspx?NewsID=9510000013918
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 กุมภาพันธ์ 2551 19:46 น.
 
 
       นายนพดล ปัทมะ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คนใหม่ เปิดเผยว่า งานแรกที่คิดจะทำคือ ร่วมเป็นทีมแก้ไขเศรษฐกิจชาติ และปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ โดยเชื่อว่า หากแก้ไขปัญหาสำคัญทั้ง 2 เรื่องได้สำเร็จ จะเป็นการส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนไทย
        นายนพดล กล่าวด้วยว่า จะลดบทบาทการทำหน้าที่ทนายความให้กับตระกูลชินวัตร โดยจะหาทนายความที่มีความสามารถมาทำหน้าที่แทน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกครหาว่า ใช้อำนาจรัฐบาลแทรกแซง เพื่อช่วยเหลือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว หลุดพ้นจากคดีความ
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-02-2008, 03:52 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #178 เมื่อ: 04-02-2008, 15:28 »


http://oas.psu.ac.th/wbns/browse.php   


ชื่อเรื่อง   โจรใต้จ้องถล่มใหญ่ เตรียมระเบิด225ลูก เร่งติดตามหวั่นเกิดเหตุร้าย ยิงชาวบ้านตาย2ทหารเจ็บ1
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวอาชญากรรม
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=93509
 เนื้อหา  ความคืบหน้ากรณี เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง 300 นาย เข้าตรวจค้นหมู่บ้านอัยเยอร์ควีน หมู่ที่ 8 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา จนพบระเบิดไดนาไมท์ จำนวน 75 ลูก พร้อมเชื้อประทุ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ได้นำระเบิด ไปเก็บไว้ในสถานที่ สภ.เบตง จ.ยะลา สำหรับระเบิดดังกล่าวเป็นของกลุ่มก่อความไม่สงบ รอการแจกจ่ายให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่เพื่อเตรียมก่อเหตุในช่วงวันที่ 5-10 ก.พ.นี้ นอกจากนี้ รายงานข่าวแจ้งว่าระเบิดมีทั้งหมด 3 ลัง แต่ละลังมีระเบิด 75 ลูก รวม 225 ลูก แต่กลุ่มแนวร่วมได้เคลื่อนย้ายออกไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตรวจค้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุม อีกทั้งมีการสั่งให้เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการในการดูแลความสงบในพื้นที่อีกด้วย

วันเดียวกัน พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส สนธิกำลัง จำนวน 150 นาย ตรวจค้น หมู่บ้านบือแรง ม.1 ต.ลาโละ อ.รือเสาะ เพื่อขยายผลการจับกุมกลุ่มแนวร่วมที่ทำระเบิดภายในมัสยิดนูรดิน ม.4 ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในหมู่บ้านดังกล่าวได้ จำนวน 8 คน หลังพบว่าบุคคลดังกล่าวมีสารปนเปื้อนวัตถุระเบิดตามร่างกาย จากนั้นนำตัวไปทำการสอบสวนขยายผลต่อไป

สำหรับเหตุร้ายรายวัน คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธสงครามยิงถล่มจุดตรวจบ้านซีรอ ม.9 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา เป็นเหตุให้ อส.ทพ.อิรอฮิม เจ๊ะแต อายุ 25 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ไล่เลี่ยกัน คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามประกบยิง นายซาการียา เจ๊ะซอ อายุ 56 ปี รองนายกเทศมนตรี ต.มะรือโบตก เสียชีวิตบนถนนสายกำปงบาเร๊ะ-มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ต่อมา คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายมะรีเป็ง อุเซ็ง อายุ 60 ปี สายข่าว ศอ.บต. เสียชีวิตบริเวณริมถนนสายสุไหงปาดี-สุไหงโก-ลก ม.1 ต.ปะลุรู จ.นราธิวาส 
 วันที่เผยแพร่  2 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  2 ก.พ. 2551


ชื่อเรื่อง   ทหารโชว์ผลงาน จับรองแม่ทัพโจรใต้ มะรอเซะ กายียุ คุมพื้นที่ทั่วยะลา
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวการเมือง
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=93654
 เนื้อหา  เมื่อวันที่ 2 กุมภาพัน์ พ.อ.(พิเศษ)ประยงค์ กล้าหาญ รอง ผบ.ฉก.สงขลา เปิดเผยว่า ได้จับตัวนายมะรอเซะ กายียุ อายุ 38 ปีและ นาย มะกอเซ็ง กายียุ อายุ 31 ปี และนำตัวไปยังพื้นที่กาบัง ต.บางบัง อ.กาบัง จ.ยะลา เพื่อขยายผลแนวร่วมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เหลือ เนื่องจากพื้นที่คลื่อนไหวก่อเหตุของแกนนำในอำเภอสะบ้าย้อย จะดำเนินการควบคู่กับพื้นที่กาบัง ซึ่งถือเป็นเขตรับผิดชอบร่วมกันของขบวนการก่อความไม่สงบที่นำโดยนายมะรอเซะ กากียุ

 รอง ผบ.ฉก.สงขลา กล่าวว่า วันที่ 1ก.พ.ที่ผ่านมากำลัง 3ฝ่าย ทหาร ตำรวจ พลเรือน เข้าปิดล้อมตรวจค้น บ.สวนใน ม.1 ต.จะแหน อ.สะบ้าย้อย และได้ควบคุมตัว นาย มะรอเซะ กายียุ อายุ 38 ปี และ นาย มะกอเซ็ง หลังจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้าน และแนวร่วมที่กลับใจจำนวนมากในพื้นที่ให้ข้อมูลกับทางการว่าในพื้นที่มีแกนนำที่สำคัญและเป็นผู้สั่งการคนสำคัญที่สุดในการก่อเหตุและเคลื่อนไหวเขตอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา กับอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา

 สำหรับนายมะรอเซะ กายียุ ถือเป็นแกนนำระดับมันสมองที่อยู่ระดับบนขององค์กร หรือขบวนการโดยในระดับพื้นที่แทบไม่มีหน่วยงานใดรู้ถึงประวัติ ซึ่งมีการปิดบังอำพรางที่แนบเนียนและขั้นตอนการสั่งการแนวงร่วมก่อเหตุมีรูปแบบหลายชั้นไม่สามารถสาวไปถึงตัว รวมทั้งมีระบบตัดตอนไม่ให้เจ้าหน้าที่เจาะข้อมูลถึงตัวได้

 "เราได้ข้อมูลหลังจากเหตุการณ์กองกำลังหน่วยเฉพาะกิจที่ 4 สงขลา ปะทะกับกลุ่มก่อความไม่สงบ เป็นเหตุให้คนร้าย เสียชีวิต 5 ศพ และ ยึดอาวุธสงครามพร้อม เวชภัณฑ์การดำรงชีวิตในป่าเป็นจำนวนมาก บริเวณบ้านสวนใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อ ช่วงเย็น ๆ วันที่ 8 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมาและการควบคุมตัวผุ้ต้องสงสัยกว่า20คนไปซักทั้งหมดให้การตรงกันว่านายมะรอเซะ กายียุ เป็นผู้อยู้เบื้องหลังและมีตำแหน่งสูงเป็นถึงระดับรองแม่ทัพในการสั่งการแนวร่วมทั้งหมดให้เคลื่อนไหวก่อเหตุในพื้นที่"

 พ.อ.(พิเศษ)ประยงค์ กล่าว กล่าวต่อว่า นายมะรอเซะ กายียุ ยังเป็นมือขวาของนายมะอีซอ กาหลง แกนนำระดับสูงที่เคลื่อนไหวในพื้นที่กาบัง จ.ยะลา แต่ได้เสียชีวิตลงจากเหตุการปะทะกับเจ้าหน้าที่ในเดือนกันยายน 50ที่ผ่านมา ทำให้นายมะรอเซะ มีบทบาทมากขึ้นในการสั่งการและบัญชาการแนวร่วมในระยะหลัง

 รอง ผบ.ฉก.สงขลา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในพื้นที่สะบ้าย้อยยังมีแกนนำระดับผู้นำกองกกำลังรบคนสำคัญ ซึ่งหลบหนีการปิดล้อมจับกุมไปได้นั่นคือ นายเจะรูดิง มาหะมะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40/2 ม.1 ต.จะแหน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งบุคลลรายนี้ถือเป็นคู่หูคนสำคัญของนายมะรอเซะ กายียุ โดยทำหน้าที่สนองคำสั่งด้วยการนำเครือข่ายหรือกองกำลังออกปฏิบัติการแทบทุกครั้งในพื้นที่สะบ้าย้อย และอ.กาบัง จ.ยะลา

 ด้าน พ.ต.อ.โชติ ชวาลวิวัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ที่หลบหนีจากสถานที่ควบคุมตัว สภ.ตันหยง อ.เมือง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่ยังคงส่งกำลังออกไล่ล่าติดตามกลุ่มผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าทั้งหมดยังคงหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ หลังจากตรวจสอบตามด่านชายแดนไม่พบรายชื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวผ่านเข้า-ออก นอกจากนี้ จากรายงานการข่าวของเจ้าหน้ายังสืบทราบว่า 1 ใน 6 ผู้ต้องหา คือ นายรุสลัน มือลี แกนนำคนสำคัญ ได้ออกมาเคลื่อนไหวและกบดานอยู่ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ก่อนนำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่องขณะนี้ คาดว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ต้องหาที่หลบหนีไปจากห้องขัง

 สำหรับเหตุร้ายรายวัน ร.ต.ท.สุนทร อัมโร ร้อยเวร สภ.ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา ได้รับแจ้งว่ามีเหตุระเบิดที่ริมถนนสายบ้านบาตัน-ลิดล บริเวณ ม.4 ต.ลิดล อ.เมือง จ.ยะลา หลังรับแจ้งจึงได้ประสานชุดเก็บกู้ระเบิดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบหลุมระเบิดกว้าง 30 ซม.ลึก 15 ซม. มีเศษสะเก็ดระเบิดกระจายทั่วบนถนน จากการตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัมจุดชนวนด้วยรีโมท

 สอบสวน ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ทหารพรานชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 เดินเท้าลาดตระเวนเส้นทางสายบ้านบาตัน - บ้านลิดล เมื่อมาถึงบริเวณ ม.4 บ.บาตัน ก่อนที่กำลังจะเดินถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ได้เกิดระเบิดขึ้นก่อน จึงทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดลาดตระเวนเส้นทางจำนวน 15 นาย ทั้งหมดปลอดภัย ส่วนสาเหตุเป็นการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่

 ขณะเดียวกัน ร.ต.ท.จิรายุ ภู่ระหงษ์ ร้อยเวรสภ.รามัน จ.ยะลา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านมีเหตุยิงกันบนถนนสายพงจือนือเร๊ะ-ปะแต หมู่ที่ 3 ต.กายูบอเกาะ หลังรับแจ้งจึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ คริสตัล สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สภาพเก่าล้มอยู่ข้างทาง ห่างกันพบศพนายอับดุลรอซะ นะดารานิง อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ที่ 3 ต.กายูบอเกาะ อดีตเป็น ชรบ.หมู่ที่ 3 สภาพศพถูกยิงที่บริเวณศีรษะ และ ลำตัว จำนวน 2 นัด เสียชีวิตจมกองเลือดอยู่

 จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว พร้อมด้วยลูกชายวัย 3 ขวบ มุ่งหน้าจะไปบ้านภรรยา ที่ บ้านปะแต หมู่ที่ 1 ต.กอตอตือร๊ะ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ มีวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ ไม่ทราบสียี่ห้อ และแผ่นป้ายทะเบียน คนซ้อนท้ายนุ่งโสร่ง ใช้อาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบขนาด ประกบยิงในระยะเผาขน จนรถจักรยานยนต์ล้มลง และ ทำให้มีผู้เสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิฐานว่าเป็นการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 
 วันที่เผยแพร่  2 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  2 ก.พ. 2551


ชื่อเรื่อง   ทหารตำรวจสรุปสถานการณ์ใต้ในรอบปีจับโจรได้แล้ว1,900คน
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   สยามรัฐ
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวภูมิภาค
 URL   http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=108&nid=6420
 เนื้อหา  เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ 3 ก.พ.51ที่ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลนครยะลา อ.เมือง จ.ยะลา พล.ท.วิโรจน์   บัวจรูญ  แม่ทัพภาคที่ 4   พร้อมด้วย พล.ต.ท.อดุลย์  แสงสิงแก้ว ผช.ผบ.ตร.  พร้อมด้วย นายพระนาย  สุวรรณรัฐ  ผอ.ศอ.บต. และ นายธีระ  มินทราศักดิ์  ผวจ.ยะลา ได้เข้าร่วมประชุมตามโครงการพบปะกับผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อให้แต่ละหน่วยงานทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ได้ชี้แจงนโยบายผลงานในการดำเนินการในรอบปีที่ผ่านมาและนโยบายในปี 2551 นี้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
                  ภายหลังจากการประชุม พล.ท.วิโรจน์  เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการสั่งกำชับหน่วยกำลังในพื้นที่ที่ตั้งชุดเฉพาะกิจอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น ให้ดูแลความความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด และเฝ้าระวังการก่อเหตุร้ายของกลุ่มก่อความไม่สงบที่จะเข้ามาลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในเรื่องดังกล่าวนี้ หากไม่ได้รับความร่วมมือกับประชาชนการแก้ไขปัญหาก็คงลำบาก แต่หากประชาชนให้ความร่วมมือเป็นหูเป็นตาและคอยแจ้งเบาะแสให้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ทราบ การแก้ไขปัญหาก็ง่ายขึ้นและก็จะสามารถจับกุมคนร้ายได้มากขึ้นด้วย

          ทางด้าน พล.ต.ท.อดุลย์   กล่าวต่อไปว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ความรุนแรงได้เริ่มลดลงไปมากกว่าเมื่อก่อนมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบถึงวิธีการการก่อเหตุของคนร้ายได้มากขึ้น และรู้ถึงกลุ่มแกนนำที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ จนสามารถจับกุมตัวมาได้แล้วหลายคน จนสามารถขยายผลและออกหมายจับกลุ่มก่อความไม่สงบ จนถึงขณะนี้มีจำนวน 4,000 คดี  จับได้แล้วจำนวน 1,900 คน และคนร้ายตามหมายจับได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมามีจำนวน 66 ราย  ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก
 
 วันที่เผยแพร่  3 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  3 ก.พ. 2551


ชื่อเรื่อง   เพิ่มศักยภาพ ตร.ใต้
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   เดลินิวส์
 คอลัมน์ข่าว   ภูมิภาค
 URL   http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=153611&Newstype=1&template=1
 เนื้อหา  ตร.ระดับรองผู้การฯ ใน 4 จว.ใต้ เข้าอบรมหลักสูตรตอบโต้สถานการณ์ไฟใต้ หวังเพิ่มศักยภาพผู้บังคับบัญชาสั่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้านที่ อ.เบตง ตร.-ทหาร ปูพรมปิดล้อมค้นพื้นที่เป้าหมายต่อเนื่อง ป้องกันการก่อเหตุร้ายช่วงตรุษจีน
 
วันนี้ (4 ก.พ.) ที่ห้องยะลารวมใจ ศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า จ.ยะลา ศปก.ตร.สน.ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผช.ผบ.ตร. ในฐานะ ผบ. ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหาร และตอบโต้สถานการณ์ในภาวะวิกฤต ระดับหัวหน้าหน่วย ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ระดับ รองผู้บังคับการ ที่รับผิดชอบชุดปฏิบัติการครูฝึกเคลื่อนที่ของตำรวจภูธร จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา และหัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จำนวน 63 นาย ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 4 -6 กุมภาพันธ์ 2551
 
พล.ต.ท.อดุลย์ กล่าวว่า การอบรมเป็นการดำเนินการ เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มคนร้ายยังคงมีการปฏิบัติการก่อเหตุความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดเหตุการณ์ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำหน่วยซึ่งรับผิดชอบการสั่งการ สามารถสั่งการบริหารวิกฤตการณ์ในขณะนั้น ตามแนวทางยุทธวิธี แผนปฏิบัติ ให้เกิดผลการปฏิบัติ จนไปสู่การแก้ไขสถานการณ์ในภาวะวิกฤต และปฏิบัติการโต้ตอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างท่วงที  การอบรมจะใช้สถานการณ์สมมติหรือการคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น มาใช้ในการฝึกปฏิบัติภาคสนาม อาทิ การลอบวางระเบิดในเส้นทางลาดตระเวน การชุมนุมประท้วง เป็นต้น เพื่อให้ ผู้บังคับหน่วยมีทักษะ ความชำนาญ และศักยภาพของความพร้อมและตื่นตัวอยู่เสมอ
 
ขณะที่เมื่อเวลา 04.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ร่วม 100 นาย กระจายกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 2 จุด ของพื้นที่ ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา หลังสืบทราบว่าเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวของขบวนการก่อความไม่สงบ เพื่อเตรียมก่อเหตุในช่วงเทศกาลตรุษจีน
 
พ.ต.อ.สมบัติ หวังดี ผกก.สภ.เบตง จ.ยะลา กล่าวว่า หลังจากที่กองกำลังผสมได้ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ในพื้นที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา จนสามารถตรวจยึดวัตถุระเบิด ตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆ ที่คนร้ายใช้เตรียมก่อเหตุรุนแรงได้หลายรายการ
 
อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา นั้น ยอมรับว่า ขณะนี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ไม่หวังดีอย่างต่อเนื่องที่ยังคงพยายามหาโอกาสก่อเหตุและสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของ สภ.เบตง รวมทั้งกองกำลังทหารตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ได้เตรียมเปิดแผนยุทธการโดยขยายไปสู่การปิดล้อมตรวจค้น พื้นที่เป้าหมาย ซึ่งแต่ละจุดได้มีการกระจายกำลังไปทั้งอำเภอ ที่สำคัญคือพื้นที่ซึ่งมีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ เพื่อต้องการจำกัดเสรีของฝ่ายตรงข้ามเพื่อนโยบายการสร้างสันติสุขสู่ชายแดนซึ่งในการตรวจค้นในครั้งนี้ไม่พบสิ่งผิดกฏหมายแต่อย่างใด
 
ส่วนสาเหตุที่กองกำลังทั้ง 3 ฝ่ายเข้าปิดล้อมตรวจค้นตามจุดเป้าหมายนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากความร่วมมืออย่างจริงใจของกลุ่มชาวบ้านที่มีความเข้าอกเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแจ้งเบาะแสการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามที่พยายามแทรกซึมเข้ามากบดานและซุกซ่อนอาวุธยุทโธปกรณ์ในหมู่บ้านของพวกเขา
 
อย่างไรก็ตาม ขณะที่กองกำลังเปิดแผนเชิงรุกในการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในส่วนของมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยชาวบ้านก็ต้องกระทำควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านหลังจากที่หันมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
 ภาพประกอบ [1]
 
 ภาพประกอบ [2]
 
 ภาพประกอบ [3]
 
 วันที่เผยแพร่  4 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  4 ก.พ. 2551


ชื่อเรื่อง   พ่อเมืองปัตตานีคุมเข้มประมง เรียกชาวอ.เมือง-หนองจิกหารือ แก้ปัญหาเครื่องมือผิดกฎหมาย
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวภูมิภาค
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=93674
 เนื้อหา  ปัตตานี:ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้เรียกกลุ่มตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ 2 อำเภอ ของจังหวัดปัตตานี ได้แก่พื้นที่อำเภอหนองจิกและเมือง ที่ยังคงมีการใช้เครื่องมือลากข้างที่ผิดกฎหมายใช้ทำการประมง เนื่องจากตลอดระยะที่ผ่านมาทางจังหวัดได้มีการผ่อนผันมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งการใช้เครื่องมือลากข้างส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะสัตว์น้ำวัยอ่อนที่กำลังเจริญเติบโต

 โดยนายภาณุ กล่าวว่า จังหวัดปัตตานีมีรายได้หลักมาจากการทำประมงประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำ ไม่ให้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะจะส่งผลกระทบต่อการทำเศรษฐกิจประมงต่อเนื่องได้ ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้หลักของจังหวัดปัตตานี จึงอยากให้ชาวประมงพื้นบ้านให้ความร่วมมือในการจะประกอบอาชีพที่ใช้เครื่องมืออย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเราจะได้ร่วมกันรักษาทรัพยากรสัตว์ของปัตตานีเราให้กลับอุดมสมบูรณ์มาอีกครั้ง และปีนี้ทางจังหวัดปัตตานีได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำปะการังเทียม เพื่อนำไปทิ้งลงทะเล สร้างที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ

ด้านนายวสันต์ ศรีวัฒนะ ประมงจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางประมงได้มีการตกลงร่วมกันกับชาวประมงเรือพาณิชย์อวนรุนขนาดใหญ่ที่ยังใช้เครื่องมือที่ผิดกฎหมายให้มีการสับเปลี่ยนใช้เครื่องมือที่ถูกต้องนำร่องไปแล้วจำนวน 20 ลำ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ศอ.บต.จำนวน 4 ล้านบาท ทั้งนี้ยังคงมีบางรายที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนเครื่องมือ โดยอ้างว่าได้กู้เงินลงทุนมาจำนวนมาก จึงได้มีการบันทึกตกลงที่ไม่มาทำประมงในพื้นที่ของจังหวัดปัตตานีเรียบร้อยไปแล้ว ยังคงเหลือประมงพื้นบ้านที่ใช้ลากข้างโดยใช้เครื่องยนต์ขนาด 4 สูบ มีจำนวนหลายร้อยลำในพื้นที่ 2 อำเภอของจังหวัดปัตตานี เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าทีของรัฐกับกลุ่มชาวบ้าน ทางจังหวัดจึงได้เรียกตัวแทนประมงลากข้างเข้ามาประชุมเพื่อตกลงร่วมกันก่อนที่จะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจัง 
 วันที่เผยแพร่  4 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  4 ก.พ. 2551

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #179 เมื่อ: 04-02-2008, 15:31 »



ชื่อเรื่อง   กองกำลัง 3 ฝ่ายลุยค้นเบตง 2 จุด ยึดวัตถุระเบิดอื้อ  

http://oas.psu.ac.th/wbns/shownews.php?news_id=64396
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ไทยรัฐ
 คอลัมน์ข่าว   หนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันนี้
 URL   http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=77652
 เนื้อหา  เช้าวันนี้ (4 ก.พ.) กองกำลัง 3 ฝ่าย ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังเกือบ 100 นาย กระจายกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 2 จุด ใน ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา ต่อเนื่องที่กองกำลังได้ปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ ต.อัยเยอเวง อ.เบตง เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

โดยการตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดวัตถุระเบิดและชิ้นส่วนต่างๆ ที่คนร้ายใช้เตรียมก่อเหตุ และขณะนี้ยังพบมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ไม่หวังดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่อาจจะเกิดเหตุไม่สงบขึ้นได้

ทั้งนี้ การปิดล้อมส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน ที่ได้แจ้งเบาะแสการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามแทรกซึมเข้ามากบดาน และซุกซ่อนอาวุธไว้ในพื้นที่ เพื่อเตรียมก่อเหตุร้ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน
 
 วันที่เผยแพร่  4 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  4 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #180 เมื่อ: 04-02-2008, 16:47 »




มีใครคิดว่าปัญหาภาคใต้ต้องแก้ไขอะไรเพิ่มเติมครับ..

อย่าไปรอดินฟ้าอากาศ  ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจริงจังทุกท่านครับ

การสงครามนั้น ให้ชาวบ้านร่วมมือและฝึกฝนวิชาป้องกันตนเองดีที่สุดครับ..


บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #181 เมื่อ: 05-02-2008, 17:43 »


เรื่องการสังเกตระเบิดคงต้องสอนชาวบ้านด้วย..


ชื่อเรื่อง   ปลัดอำเภอมายอเหยื่อบึ้มอาการยังน่าห่วง
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   เดลินิวส์
 คอลัมน์ข่าว   อาชญากรรม
 URL   http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=153734&Newstype=1&template=1
 เนื้อหา  วันนี้ (5 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดที่บริเวณแพชั่วคราว คลองกระเสาะ ข้างโรงเรียนตาดีกา บ้านกระเสาะ ม.2 ต.กระเสาะ อ.มายอ จ.ปัตตานี เมื่อวานนี้ (4 ม.ค.) โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 คน และถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) 2 คน คือ นายหร่ออ็บ  มุเส็มสะเดา อายุ 43 ปี ปลัดอำเภอมายอ ผู้เป็นหัวหน้าประจำตำบลกระเสาะ และนายประดิษฐ์  เพ็งเจริญ อายุ 57 ปี ผู้ช่วยเกษตรจังหวัดปัตตานี

รศ.นพ.สุเมธ  พีรวุฒิ ผอ.โรงพยาบาลสงขลานครนิทร์  เปิดเผยว่า ในส่วนของนายหร่ออ็บ ขณะนี้อยู่ในห้องไอซียูเนื่องจากอาการค่อนข้างสาหัส  โดยโดนระเบิดบริเวณแขน 2 ข้าง ขาขาดทั้งสองข้าง มีแผลผ่าตัดบริเวณหน้าท้อง รู้สึกตัวดี หัวใจและความดันปกติ แต่ยังคงใส่ท่อเครื่องช่วยหายใจ ในขณะที่ภาวะเลือดออกไม่รุนแรง แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดในระยะนี้เพื่อดูภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ในขณะที่อาการของ นายประดิษฐ์  มีแผลบริเวณตา ได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ต้องฉีดยาฆ่าเชื้อ และหยอดตาทุก ๆ ชั่วโมง รู้สึกตัวดี ความดันและการเต้นของหัวใจปกติ อาการโดยรวมพ้นขีดอันตรายแล้ว โดยพักฟื้นอยู่ที่หอผู้ป่วยเฉลิมพระบารมี 11

รศ.นพ.สุเมธ  กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จำนวน 6 รายซึ่งล้วนบาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดทั้งหมด  ประกอบด้วย พล.ต.ต.นพดล  เผือกโสมณ  อาการล่าสุดผ่าตัดขาด้านซ้ายและมือด้านซ้าย มีแผลที่หลังเนื่องจากเอากระดูกออกไปใส่ที่ขา มีอาการปวดแผลให้ยาฆ่าเชื้อแบบรับประทาน ทำแผลทุกวัน งดการทำกายภาพบำบัดชั่วคราว  ร.ต.ท.ศักดิ์ศรี ทายสงค์  ขาซ้ายใส่เผือก  ขาขวาใส่เหล็ก  เช็ดทำแผลทุกวันด้วยระบบสุญญากาศ  กระดิกนิ้วเท้าได้ ไม่มีไข้ ให้ยาแก้ปวด ทำ
 
 วันที่เผยแพร่  5 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  5 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #182 เมื่อ: 05-02-2008, 23:04 »



อ่านกันเยอะๆครับ

คนท้องถิ่นมีปัญหา เพราะข้าราชการต่างถิ่น

เข้ามาตั้งรกรากทำงานอยู่ในพื้นที่และมีผลประโยชน์

ยกตัวอย่าง ตำรวจยัดยาบ้า มันกลายเป็นวัฒนธรรมโจร ที่ชาวบ้านที่มีปัญหา

ไม่ทราบจะพึ่งใคร..ทั้งคนร้ายคนดีปะปนกัน

จนตอนนี้เหลือไม่มากแล้ว สำหรับคนร้าย แต่ข้าราชการที่มีปัญหา คงมีไม่น้อย..
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #183 เมื่อ: 05-02-2008, 23:12 »




รวมลิงค์ให้อีกครั้งครับ..

http://oas.psu.ac.th/wbns/newsgroup.html

http://www.muslimcampus.com/news.php

http://www.pataninews.net/links.asp

http://songkhlatoday.com/index.php?

http://www.focuspaktai.com/index.php

.......................................


ข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งหมดจำนวน 63499 รายการ

http://oas.psu.ac.th/wbns/browse.php

ติดตามข่าวคราวเปรียบเทียบได้ตามลิงค์ ข้อมูลเขาอัพเดทเพิ่มข่าวทุกวัน


ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ Deep South Watch (DSW).

http://www.deepsouthwatch.org/
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #184 เมื่อ: 09-02-2008, 19:35 »



ชื่อเรื่อง   สมัคร ปัดปลดอาวุธทหาร- ชาวบ้านใต้ ระบุแค่รับข้อเสนอก็ถูกด่า
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ประชาไท
 คอลัมน์ข่าว   -
 URL    http://www.prachathai.com/05web/th/home/11126
 เนื้อหา  นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่างถึงแนวทางการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการปลดอาวุธชาวบ้าน และ ตำรวจ ทหาร ระดับร้อยโทลงมาว่า เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการกลางอิสลามประจำประเทศไทย ที่มาคารวะตนโดยเสนอให้ปลดอาวุธ แก้ปัญหาปัญหายาเสพติด เรื่องการศึกษา โดยให้เวลา 3 เดือนแล้วไปตรวจสอบ ใครมีอาวุธอยู่ในบ้านก็ให้ประหารชีวิต ตนเห็นว่าเป็นแบบมาเลเซีย จึงเสนอว่า ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตก็รุนแรงแล้วแต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีจะนำไปบอกคนที่รับผิดชอบว่ามีคนเสนอมาแบบนี้

 

พอมีข่าวออกไป ชาวพุทธบอกว่า ชาวพุทธยังไม่ได้พบกับนายกฯ แต่ไปพบกับอิสลามแล้ว ซึ่งมันเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้นยังไม่ไปถึงขั้นตอนไหนก็โดนด่าเสียแล้ว ต่อไปจะไม่เอาอีกแล้ว ใครจะมาติดต่ออย่างไร ขอให้เขียนหนังสือมา แล้วจะไปแง้มๆ ดู

         

“ผมจะคุยกับคนที่มีหน้าที่อีก 2-3 วันว่าอะไรควรจะดำเนินการแก้ไข หากดีแล้วก็ทำต่อไป ถ้าไม่ดีผมจะขอแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมที่เป็นส่วนตัว ในฐานะที่รับผิดชอบก็ต้องไปร่วมหารือ แต่หากจะมาบอกทั้งๆ ที่เพิ่งถวายสัตย์ฯ มาหมาดๆ และพรุ่งนี้จะมีการประชุม ครม. รวมทั้งวันอังคารที่ 12 ก.พ.ก็จะประชุม ครม.เพื่อเตรียมการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ต้องเข้าสภาก่อน ตอบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”

         

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ยืนยันว่า การแก้ปัญหาภาคใต้จะยังคงเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่เรื่องดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติงานเพียงลำพัง ดังนั้น ต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่ร่วมรับผิดชอบคือ ทหาร รัฐบาลชุดนี้ จะถือว่าปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาระดับความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอาจต้องมีการพิจารณาในการปรับปรุงโครงสร้าง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.ให้มีอำนาจหน้าที่มากยิ่งขึ้นและยืนยันว่า จะยังคง พ.ร.บ.ศอ.บต.ต่อไป

 

พล.ต.ต.สายัณห์ กระแสเสน ผบก.ภ.จว.ยะลา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการรณรงค์ป้องกันการก่อเหตุร้าย โดยใช้มาตรการจอดรถเปิดเบาะ แขวนหมวกกันน็อค เพื่อเป็นการง่ายต่อการดูแลความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ในเขตเทศบาลนครยะลา หลังกลุ่มคนร้ายมักใช้รถจักรยานยนต์นำระเบิดเข้ามาก่อเหตุจนทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

 

พล.ต.ต.สายัณห์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นโครงการรณรงค์ให้ประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ เปิดเบาะและแขวนหมวกกันน็อคทุกครั้งที่นำไปจอดยังที่สาธารณะ เช่น ตลาด ชุมชน ย่านการค้า และสถานที่ราชการ โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลารับทราบและถือปฏิบัติโดยพร้อมเพรียงกัน

 

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุร้าย ซึ่งระยะหลังพบว่ากลุ่มคนร้าย มักจะนำระเบิดซุกซ่อนมากับรถจักรยานยนต์และนำไปจอดทิ้งไว้ในย่านชุมชน จนเกิดเหตุร้ายทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตมาแล้วหลายราย ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้นำมาใช้เป็นมาตรการสำคัญผ่านมาแล้ว 3 วัน ในจำนวน 10 จุด ที่พบว่าเป็นจุดเสี่ยงอันตราย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนดีมาก แต่ก็ยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงวัตถุประสงค์ พร้อมกันนี้ยังได้ขอความร่วมมือไปยังประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลา ได้รับทราบถึงวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว

 

ขณะที่นางไซนะ สาซิ ประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นมาตรการที่ดีในการดูแลชีวิตของประชาชน และตนเองก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ และอยากให้มีการนำมาตรการดังกล่าวนี้ไปใช้ทั่วทั้งจังหวัด เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดเหตุร้าย

 

นายวิรัช ประเศรษโฐ นายอำเภอมายอ จ.ปัตตานี กล่าวว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ถึงแม้ตนจะถูกระเบิดจนบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ยังคงมีกำลังใจดี เพราะที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุประชาชนโดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ ได้รับทราบข่าวต่างออกมาแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจ พร้อมประณามกลุ่มที่ก่อเหตุ ซึ่งขอยืนยันว่าจะยังคงมีความปรารถนาที่จะทำหน้าที่เพื่อการอุทิศตนให้กับคนในพื้นที่ ให้มีความอยู่ดีกินดีต่อไป โดยไม่ย่อท้อ และขอให้ทุกคนร่วมมือ ปรองดอง สมานสามัคคี เพื่อสันติสุขของบ้านเมืองโดยเร็ว

 

สำหรับอาการโดยรวมของนายวิรัช ประเศรษโฐ นายอำเภอมายอ ขณะนี้ความปลอดภัยแล้ว แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ส่วนนายประดิษฐ์ เพ็งเจริญ ผู้ช่วยเกษตรจังหวัดปัตตานี สะเก็ดที่เข้าตา แพทย์เร่งให้การช่วยเหลือ และนายหร่ออ๊บ มุเส็มสะเดา ปลัดตำบลที่ถูกตัดขายังคงนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ส่วนที่เหลืออาการปลอดภัยหมดแล้ว

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอให้ปลดอาวุธประชาชนใน 3 จังหวัดภาคใต้ภายใน 3 เดือนนั้น มาจากการสเนอของนายพิเชษฐ สถิรชวาล เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวบ้านบางคนเช่น นางลีตีเยาะ หะระตี ผู้ใหญ่บ้านดูซงตาวา อ.รามัน จ.ยะลา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เชื่อว่าผู้เสนออาจไม่รู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่สีแดงวันนี้หนทางเดียวที่ประชาชนพึ่งนั่นคือ การหาอาวุธเพื่อป้องกันตัวเอง


 

"ถ้าปลดอาวุธชาวบ้าน ทหาร ชรบ.และ อส.ช่วงนี้บอกได้คำเดียวว่าอยู่ไม่ได้ อยากให้รัฐและผู้เกี่ยวข้องลงมาสัมผัสข้อเท็จจริงด้วยตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร วันนี้สถานการณ์เลยช่วงเวลาวางอาวุธไปแล้ว เราต้องพึ่งทหาร ต้องพึ่งฝ่ายความั่นคงที่ติดอาวุธเพื่อรักษาชีวิต เมื่อก่อนบ้านดูซงตาวาเป็นจุดหนึ่งที่มีการเคลื่อนไหวรุนแรงของกลุ่มอาร์เคเค แต่จากยุทธการรุก ทำให้วันนี้แนวร่วมที่แฝงตัวอยู่ในมวลชนลดลง แต่ยังไม่สามารถให้เป็นพื้นที่ปลอดอาวุธได้ สิ่งที่ท่องจำขึ้นใจทุกวันคือ เตรียมพร้อมที่จะสู้และปกป้องตัวเองให้พ้นจากคมกระสุนฝ่ายตรงข้าม หากปลดอาวุธเชื่อว่าจะมีผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่เสียชีวิตอีกไม่น้อย ที่สำคัญเราไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย นอกจากตัวเองเท่านั้น" นางลีตีเยาะ กล่าว


 

นายอภิวัฒน์ อารีบำบัด ผู้ใหญ่บ้านตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในการสั่งให้คนร้ายปลดอาวุธ ขณะที่ชาวบ้านการปลดอาวุธเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ แต่ถามว่าทำไปแล้วรัฐได้อะไรและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมันคุ้มค่าหรือไม่เมื่อแลกกับการเพิ่มภาระความเสี่ยงให้ชาวบ้าน โดยมีชีวิตของคนในพื้นที่เป็นเดิมพัน เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านอยู่ได้เพราะมีอาวุธ


 

นายสายันต์ เอี่ยมหิรัญ ชาวบ้านที่เคยหนีไปอาศัยในวัดนิโรธสังฆาราม จ.ยะลา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะไม่เชื่อว่าแนวที่แฝงตัวเป็นชาวบ้านด้วยกันเองจะยอมปลดอาวุธ ประกอบกับสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงเกินไปที่จะให้ชาวบ้านอยู่โดยไร้อาวุธปกป้องตัวเอง ตนยอมติดคุกข้อหากระทำผิดในการพกอาวุธเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว เนื่องจากติดคุกยังมีโอกาสอยู่รอด เพราะมั่นใจว่าโจรจะไม่มีทางปลดอาวุธและทันทีที่ชาวบ้านปลดอาวุธเท่ากับเป็นเป้านิ่งรอให้คนร้ายมายิง


 

นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสมาพันธ์ครู จ.ยะลา กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวสวนทางกับความเป็นจริงในพื้นที่ เพราะทุกวันนี้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่ ประชาชน แนวร่วมก่อความไม่สงบ การปลดอาวุธของประชาชนฝ่ายเดียวโดยไม่ปลดอาวุธแนวร่วมก่อความไม่สงบ เพราะรัฐสั่งไม่ได้ ก็เท่ากับให้ประชาชนตกเป็นเป้านิ่งถูกทำร้ายฝ่ายเดียว ประชาชนพกอาวุธไม่ได้เพื่อการต่อสู้ แต่เพื่อป้องกันตัวเอง หากจะปลดอาวุธ ต้องปลดกันครบทุกฝ่าย ซึ่งใครจะเป็นผู้รับประกันว่าปฏิบัติได้จริง


 

นายสงวน อินทรักษ์ ประธานสมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่า การปลดอาวุธประชาชนไม่ใช่ทางออกของการแก้ไขปัญหา แต่กลับจะยิ่งสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะจะมีประชาชนตกป็นเหยื่อมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ปัจจุบันเป็นเหมือนสงครามการต่อสู้ที่มีเหตุร้ายรายวันซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้อาวุธยิงทั้งสิ้น โดยเฉพาะครูที่ต้องเสียชีวิตถึง 92 คน


 

"ผมเห็นด้วยกับแนวคิดการปลดอาวุธ แต่ไม่ใช่ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะปัจจัยไม่เอื้ออำนวย การจะปลดอาวุธประชาชนได้ รัฐต้องแสดงความมั่นใจว่าเหตุการณ์คลี่คลายและมีมาตรการ บทลงโทษสำหรับผู้ที่ละเมิดที่รุนแรง โดยเฉพาะคนร้ายที่กระทำความผิด เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่เท่าเทียมกัน หากทำได้ภายใน 3-6 เดือน สามารถแก้ปัญหาความไม่สงบได้แน่ แต่ถ้าไม่สามารถการันตีความมั่นใจได้อย่าปลดอาวุธประชาชน" นายสงวน กล่าว


 

นายนิมุ มะกาเจ อดีต รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.ยะลา กล่าวว่า การที่องค์การศาสนาอิสลามในส่วนกลาง ได้เสนอให้ปลดอาวุธ ถือเป็นมิติที่ดี และไม่ใช่เฉพาะเรื่องอาวุธอย่างเดียว ความยุติธรรมอื่นด้วย อบายมุข เพราะทั้งหมดเกี่ยวข้องกันและนำไปสู่ความรุนแรง

   

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังเชิงองค์ความรู้สถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พบว่าไม่มีคณะรัฐมนตรีรายใดที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง โดยเฉพาะกระทรวงสำคัญๆ ทั้งกระทรวงกลาโหมที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เข้าดำรงตำแหน่งเอง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง


 

"ผมรู้สึกกังวลกับแนวทางและนโยบายการแก้ปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลชุดใหม่มาก เนื่องจากคณะผู้บริหารรัฐบาลชุดนี้ยังขาดคุณสมบัติในหลายประการ ทั้งคุณสมับติด้านการบริหารจัดการและประสบการณ์ด้านการแก้ปัญหาไฟใต้" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว


 

พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ และอดีตรอง ผบก.ตชด.ภาค 4 กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นับจากนี้ไปรัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพึ่งบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่มีความเข้าใจโครงสร้างของปัญหา มาเป็นคณะทำงานโดยเฉพาะ เนื่องจากพิจารณารายชื่อคณะรัฐมนตรี ไม่พบว่ามีบุคลากรที่ศึกษาเข้าใจและใกล้ชิดปัญหาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งการแก้ปัญหามีโอกาสเป็นไปในลักษณะควบคุมสถานการณ์เพียงช่วงเวลาเท่านั้น โอกาสที่จะเห็นสันติภาพอย่างยั่งยืนยังคงเป็นเรื่องยาก


 

"ผมผิดหวังที่ไม่เห็นบุคคลซึ่งมีบทบาทในการร่วมขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ โดยเฉพาะ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาดีคนหนึ่ง แต่กลับไม่ได้รับโอกาสทำหน้าที่ แม้แต่หมอแวก็ไร้บทบาท แล้วใน ครม.ชุดนี้มีใครที่ศึกษาและเข้าใจปัญหาท่องแท้กว่าหมอแว หรือจะให้คาดหวังการแก้ปัญหาด้วยการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเหมือนที่ผ่านมา ส่วนตัวจึงเชื่อว่าปัญหาที่เป็นอยู่ก็คงไม่ต่างไปจากเดิมเท่าใดนัก" พล.ต.ต.จำรูญ กล่าว


 

นายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสต.) กล่าวว่า จากรายชื่อ ครม. ยอมรับว่าไม่เป็นไปตามความต้องการ และความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจาก ครม.ชุดนี้ไม่มีชื่อบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ เพราะการแก้ไขปัญหานอกเหนือจากการเป็นผู้รู้เข้าใจศึกษาโครงสร้างปัญหาอย่างแท้จริงแล้ว ยังต้องใกล้ชิดและสัมผัสกับข้อเท็จจริงโดยตรง


 

"ส่วนตัวยอมรับว่าเสียดายที่ไม่มีตัวแทน ส.ส.จากพื้นที่ชายแดนภาคใต้อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ เพราะคนพื้นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทางความต้องการของพื้นที่โดยตรง เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาความไม่สงบ แต่อย่างไรก็ตามจำเป็นที่จะต้องให้เวลารัฐบาลชุดนี้พิสูจน์ฝีมือเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน หากยังไม่มีความสำเร็จใดที่เป็นรูปธรรม จึงค่อยออกมาขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแนวทางแก่ปัญหาต่อไป" นายอาซิส กล่าว
 
 วันที่เผยแพร่  8 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  8 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #185 เมื่อ: 09-02-2008, 19:50 »

ชื่อเรื่อง   ล็อกผู้ว่าฯรัฐปัตตานีพร้อมอาร์เคเค
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   เดลินิวส์
 คอลัมน์ข่าว   อาชญากรรม
 URL   http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=154098&Newstype=1&template=1
 เนื้อหา  เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 8 ก.พ. พ.ต.อ.ขวัญดี ฉิมพลี ผกก.สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส พ.ต.ต.ปรีชา กิ่มเกลี้ยง ผบ.ร้อย นปพ.จ.นราธิวาสที่ 2 พ.ท.รุ่งโรจน์ อนันตโท ผบ.ฉก.นราธิวาส 31 ได้สนธิกำลัง 150 นาย ใช้กฎอัยการศึกทำการปิดล้อมตรวจค้นแบบปูพรมหมู่บ้านไอบาตู หมู่ 4 ต.โต๊ะเด็ง หลังสืบทราบมีกลุ่มสมาชิกกลุ่มขบวนการอาร์เคเคระดับแกนนำจำนวนหนึ่ง ที่หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไปอาศัยอยู่ในพื้นที่รัฐกลันตันของประเทศมาเลเซีย ได้แฝงตัวกลับบ้านพักเพื่อประชุมวางแผนกับสมาชิกแนวร่วมในพื้นที่เพื่อก่อเหตุร้าย
 
ทั้งนี้จากการจู่โจมตรวจค้นเป็นเวลานาน กว่า 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแกนนำและสมาชิก ได้ 13 คน โดยแยกเป็นระดับแกนนำและสั่งการ 1 คน คือ นายมะสุกรี สะตอปา อยู่บ้านเลขที่ 25 หมู่ 8 ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ทั้งนี้จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ยังพบว่านายมะสุกรี สะตอปา ยังมีตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการรัฐปัตตานีเขต 1 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมแกนนำในพื้นที่อีกระดับหนึ่ง
 
นอกจากนี้ในระดับครูฝึกประกอบระเบิด 1 คน คือ นายอาลพาเด อายะ อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ 1 ต.กาวะ อ.สุไหงปาดี จ.นรา  ธิวาส มือวางระเบิด 1 คน คือ นายสุกรีมัน กูบารู อยู่บ้านเลขที่ 38/1 หมู่ 8 ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส และสมาชิกแนวร่วมอีก 10 คน โดยแยกเป็นคน ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี 7 คน คือ 1.นายอับดุลเลาะ แซมซูดิง 2.นายอับดุลรอมัน มามะ 3.นายยาการียา อาแวนุ 4.นายบาฮาเร็จ มูหามะ 5.นายยูกิฟปรี มูหามัด 6.นายมะยูกี มูหามะ และ 7.นายอับดุลซาตา ปาตาฮาลีเป็ง และแยกเป็นคน ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี 2 คน คือ นายดารูวี ตาซู และนายอับดุลปารี สะมะแอ แยกเป็นคน ต.กาวะ อ.สุไหงปาดี อีก 1 คน คือ นายมูหามัดสากี บินหะมะ
 
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบของกลางต่าง ๆ จำนวน 12 รายการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้ในบ้านพักหลังหนึ่งไม่มีเลขที่ ที่กลุ่มขบวนการอาร์เคเค ใช้กบดาน คือ 1.วงจรประกอบระเบิด จำนวน 1 ชุด 2.ถ่านแบตเตอรี่ต่อวงจรขนาด 7 โวลต์ 5 ก้อน 3.ถ่านแบตเตอรี่ก้อนเล็ก 4 ก้อน 4.สวิตช์กดระเบิด จำนวน 1 ตัว 5.ไฟฉาย จำนวน 1 กระบอก 6.โทรศัพท์ มือถือ จำนวน 2 เครื่อง 7.ที่ชาร์จแบตเตอรี่ จำนวน 1 อัน 8.เปลสนาม จำนวน 1 ผืน 9.กระเป๋าคาดเอวสีดำ จำนวน 2 ใบ 10.ถุงมือสีดำ จำนวน 1 คู่ 11.กระเป๋าสตางค์ จำนวน 1 ใบ และ 12.หมวกไหมพรมสีดำ จำนวน 1 ใบ เจ้าหน้าที่จึงส่งตัวไปสอบสวนขยายผลต่อไป.
 
 วันที่เผยแพร่  9 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  9 ก.พ. 2551







ชื่อเรื่อง   โจรป่วนใต้ลอบขุดอุโมงค์ ใต้ถนนเส้นหาดใหญ่-ปัตตานี
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ไทยรัฐ
 คอลัมน์ข่าว   หนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันนี้
 URL   http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=78226
 เนื้อหา  ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (8 ก.พ.) ว่า  เมื่อเวลา 14.00 น. พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ นิตยวิมล ผกก.สภ.เทพา จ.สงขลา ได้รับรายงานว่า พบมีการขุดดินบริเวณริมถนนเอเชีย สาย 43 เส้นทางหาดใหญ่-ปัตตานี บริเวณ ม.7 บ้านควนตีหมุน ต.ปากบาง อ.เทพา เป็นโพรงขนาดใหญ่ผิดปกติ จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบพื้นบริเวณริมถนนดังกล่าว ถูกขุดดินเป็นโพรงขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ลึกเข้าไปกลางถนนประมาณ 4 เมตร จึงประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

 

เบื้องต้นคาดว่า กลุ่มก่อความไม่สงบขุดโพรงดังกล่าวเอาไว้สำหรับนำระเบิดมาวางซุก เตรียมก่อเหตุลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ระหว่างสับเปลี่ยนกำลัง ซึ่งจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบก่อนมีการก่อเหตุ
 
 วันที่เผยแพร่  9 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  9 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #186 เมื่อ: 10-02-2008, 11:06 »


สมาชิกปชป. กรุณาเอาปัญหาไปท้าทายการทำงานของพรรคและหัวแถวของพรรคด้วย

อยากทราบว่า มีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เป็นหรือเปล่า?

สามารถทำเป็นตัวอย่างนำร่องให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือไม่?

นับจำนวนคนร้ายที่ถูกจับเป็นก็ได้ครับ..




มีใครคิดว่าปัญหาภาคใต้ต้องแก้ไขอะไรเพิ่มเติมครับ..

อย่าไปรอดินฟ้าอากาศ  ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจริงจังทุกท่านครับ

การสงครามนั้น ให้ชาวบ้านร่วมมือและฝึกฝนวิชาป้องกันตนเองดีที่สุดครับ..






อ่านกันเยอะๆครับ

คนท้องถิ่นมีปัญหา เพราะข้าราชการต่างถิ่น

เข้ามาตั้งรกรากทำงานอยู่ในพื้นที่และมีผลประโยชน์

ยกตัวอย่าง ตำรวจยัดยาบ้า มันกลายเป็นวัฒนธรรมโจร ที่ชาวบ้านที่มีปัญหา

ไม่ทราบจะพึ่งใคร..ทั้งคนร้ายคนดีปะปนกัน

จนตอนนี้เหลือไม่มากแล้ว สำหรับคนร้าย แต่ข้าราชการที่มีปัญหา คงมีไม่น้อย..

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #187 เมื่อ: 11-02-2008, 02:03 »



ชื่อเรื่อง   โจรใต้ป่วนยะลา ยิงวันเดียวดับ3ศพ บึ้ม!เจ็บสาหัสอีก3
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   คมชัดลึก
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวการเมือง
 URL   http://www.komchadluek.com/news.asp?ID=94754
 เนื้อหา  สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิง นางพาฮียะ แวสือแม อายุ 29 ปี ที่บริเวณถนนสายตะโล๊ะหะลอ - กะพ้อ ม.4 ต.เกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา กระสุนเข้าที่ลำตัวหลายนัดได้รับบาดเจ็บสาหัส ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล

 จากการสอบสวนทราบว่าขณะที่นางพาฮียะ ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้าน เพื่อเดินทางไปทำธุระ เมื่อถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายเป็นชายวัยรุ่น 2 ราย ขับรถตามประกบ โดยคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายได้ชักปืนสั้นไม่ทราบขนาดยิงใส่นางพาฮียะจำนวนหลายนัด จากนั้นคนร้ายหลบหนีไป

 ต่อมา คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนยิงนายมูซอ ลาโอยา อายุ 48 ปีภารโรงโรงเรียนบ้านสาคู ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และนายแวสะมะฮะ กาจะลากี อายุ 57 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.2 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา กระสุนถูกจุดสำคัญของร่างกาย เป็นเหตุให้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย

 เวลาไล่เลี่ยกัน เกิดเหตุระเบิดที่หน้าบ้านเลขที่ 1 ม.2 ต.พังพญา อ.รามัน จ.ยะลา เป็นบ้านของนายนาเชร์ ดิงปะแต อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.วังพญา เป็นเหตุให้นายยุ ดามาเลาะ อายุ 61 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในกล่องเหล็ก น้ำหนัก 5 กิโลกรัม มาวางไว้ที่เกิดเหตุ ก่อนจะจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ

 อีกราย เกิดเหตุระเบิด บริเวณริมถนนสาย 410 ยะลา-กรงปินัง ม.7 ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 นาย คือ ส.อ.รัตติกาล เรือนแก้ว และส.อ.นิวัฒน์ วรรทาทราย สังกัด ร้อย ร.752 ฉก.13 สอบสวนทราบว่า ทราบชุดดังกล่าวมีจำนวน 6 นาย ขับรถจักรยานยนต์ลาดตระเวนบนถนนสายดังกล่าว เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายไว้วางระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนัก 5 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยรีโมทคอนโทรล ส่งผลให้มีทหารได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ด้าน พ.ท.รุ่งโรจน์ อนันตโท ผบ.ฉก.31 เปิดเผยว่าภายหลังนำกำลังผสมปิดล้อมบ้านไอบาตู ม.4 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จนสามารถควบคุมตัวแนวร่วมก่อความไม่สงบได้จำนวน 13 คน รวมถึงยึดวัตถุประกอบระเบิดได้จำนวนมากว่า หากคนเหล่านี้หลุดรอดไปได้ จะนำแผนการไปส่งต่อให้กับเครือข่ายออกสร้างความไม่สงบได้เป็นกลุ่มใหญ่ โดยผู้ต้องหาเตรียมก่อเหตุใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ออกติดตามผู้ต้องหาที่เหลือ พร้อมกับจับตาเป้าหมายที่ให้แหล่งพักพิงผู้ต้องหา และเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามจะหาจังหวะโต้ตอบ ตนได้กำชับให้กำลังพลวางกำลังในพื้นที่ล่อแหลมแล้ว

 พ.ท.สืบ ปิยะสอน ผบ.ฉก.25 เปิดเผยว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ รวมถึงการเข้าตรวจค้นปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย เพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม ทำให้ทราบว่าแนวร่วม และกลุ่มผู้ก่อการได้เปลี่ยนพฤติการณ์ จากเดิมที่มีการสลับพื้นที่เคลื่อนไหวเพื่อหลบหนีการติดตามของทางการ แต่ปัจจุบันได้หันไปใช้รูปแบบ ปลอมแปลงบัตรประชาชนใช้ทะเบียนบ้านปลอม เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

 ผบ.ฉก.25 กล่าวต่อว่า ขณะนี้พบว่ามีผู้ต้องสงสัยถือหรือพกบัตรประชาชนคนเดียวถึง 5ใบ ซึ่งเมื่อตรวจสอบลงลึกเป็นบัตรประชาชนที่ถูกปลอมแปลงทั้งสิ้น จึงได้รายงานข้อมูลดังกล่าวให้หน่วยเหนือรับทราบ ถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามที่พยายามหลบเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ พฤติกรรมดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบประวัติของเป้าหมายอย่างชัดเจนทุกครั้ง เพราะเชื่อว่ามีการสร้างและปลอมแปลงเอกสารทางราชการปลอมเพื่อตบตาและอาจทำให้หนีรอดพ้นจากการจับกุมหลังจากก่อเหตุหรือกระทำผิดในพื้นที่

 ด้าน พ.ท.รุ่งโรจน์ อนันตโท ผบ.ฉก.31 นราธิวาส เปิดเผยว่า สำหรับพฤติการณ์ของแนวร่วม ซึ่งเคลื่อนไหวในพื้นที่นราธิวาส ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่รอบนอก และลอบเข้ามาก่อเหตุ ก่อนจะหาช่องทางไปกบด่นนอกพื้นที่เพื่อเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่ โดยขณะนี้ได้เตรียมอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ในการตรวจสอบบัตรประชาชนเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ใครที่ถือบัตรประชาชนปลอม เครือ่งมือดังกล่าวจะส่งสัญญาณ ซึ่งทำให้การค้นเป้าหมายเป็ยไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 ด้าน พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ ผอ.กองประชาสัมพันธ์ข่าวสาร กอ.รมน.ภาค4 เปิดเผยว่า จากการเดินทางลงพื้นที่ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และคณะ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน และรับฟังความก้าวหน้า ในการขับเคลื่อนนโยบายการรักษาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งล่าสุด กองบัญชาการผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร, หน่วยเฉพาะกิจยะลา ปัตตานี, นราธิวาส และสงขลา ได้รายงานข้อมูลพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ซึ่งพยายามสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน

 พ.อ.อัคร กล่าวต่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเฉพาะกิจทำการเปิดยุทธการเชิงรุก ด้วยการปิดล้อมตรวจค้น จับกุมแกนนำทั้งในและนอกพื้นที่เพื่อสลายโครงสร้าง พร้อมกับการขยายผลที่นำไปสู่การจับกุมแนวร่วมเพิ่มเติมและอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ เพราะทราบว่า ขณะนี้ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบได้ทำการปลอมแปลงบัตรประจำตัวประชาชนและหลักฐานทะเบียนราษฎร์ การปล่อยข่าวลือในร้านน้ำชา การวางใบปลิวข่มขู่ห้ามให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพยายามซุ่มโจมตีอลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อสร้างสถิติการก่อเหตุร้ายและการชิงพื้นที่ข่าวของสื่อมวลชน

 ขณะเดียวกัน ประชาชนในอ.เมือง จ.นราธิวาส กว่า 20,000 คน ร่วมถวายสังฆทานพระสงฆ์ ที่มารับบิณบาตร ที่โรงเรียนนราสิยาลัย โดยมีทหารและเจ้าหน้าท่ำตรวจ ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยพระสงฆ์ ที่มารับบิณฑบาตรอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น 

 ภาพประกอบ [1]
คุ้มกัน : เจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร ให้การคุ้มกัน พระสงฆ์ เดินทางกลับวัด ภายหลังแล้วเสร็จจากการรับบิณฑบาตร ถวายสังฆทานจากประชาชน ที่โรงเรียนนราสิขาลัย อ.เมือง จ.นราธิวาส เมื่อเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 
 วันที่เผยแพร่  10 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  10 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #188 เมื่อ: 11-02-2008, 14:02 »

รายงานสถานการณ์การเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความรุนแรง   http://medipe2.psu.ac.th/~vis/report/VIS_Report_Jan_Dec07.pdf
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Violence-related Injury Surveillance - VIS)
ประจำเดือน มกราคม - ธันวาคม 2550

ที่มา
ระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดตั้งขึ้นในเดือน
มกราคม 2550 เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลให้เอื้อต่อการนำไปใช้พัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน
กำหนดนโยบายและวางแผน จัดสรรทรัพยากร ควบคุมป้องกันการบาดเจ็บ และช่วยเหลือเยียวยาผู้
สูญเสียจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มประชากรที่เฝ้าระวัง คือ ผู้ได้รับบาดเจ็บ
และเสียชีวิตจากการบาดเจ็บจากสาเหตุภายนอกแบบตั้งใจ (Intentional injury) ทุกราย ที่มารับการ
รักษาหรือชันสูตรพลิกศพที่โรงพยาบาลของรัฐจำนวน 47 แห่งของจังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา
และนราธิวาส โดยรายงานฉบับนี้จะนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลระบบเฝ้าระวังฯ เฉพาะเหตุการณ์ที่มี
สาเหตุจากความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น
สรุปสถานการณ์
มีเหตุการณ์ความรุนแรงจำนวน 1,228 ครั้ง มีจำนวนผู้บาดเจ็บ 2,362 ราย อัตราการบาดเจ็บ
5.9 ต่อแสนประชากรต่อเดือน มีจำนวนผู้เสียชีวิต 628 คน อัตราตาย 1.6 ต่อแสนประชากรต่อเดือน
อัตราป่วยตาย (case fatality rate-CFR) ร้อยละ 26.6 มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบในครอบครัวของ
ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 1,516 คน
ระบบเฝ้าระวัง
ความครบถ้วน (วัดจากความสอดคล้องของข้อมูลจำนวนคนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์
ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากระบบเฝ้าระวังเทียบกับข้อมูลจากฐานข้อมูลศูนย์
ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้-
ศวชต.) เท่ากับร้อยละ 84.4
ความถูกต้อง (วัดจากความสอดคล้องของข้อมูลตัวแปรวันที่เกิดเหตุ และสถานที่เกิดเหตุ
เทียบกับฐานข้อมูล ศวชต.) เท่ากับร้อยละ 70.6
ความทันเวลา (วัดจากจำนวนโรงพยาบาลที่ส่งรายงานถึงศูนย์บริหารการพัฒนาสุขภาพ
จังหวัดชายแดนภาคใต้-ศบ.สต. ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป) เท่ากับ ร้อยละ 74.2 โดยมีรายละเอียด
ดังเอกสารแนบท้าย (ภาคผนวก 1)
หมายเหตุ: Download รายงานสถานการณ์การเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ได้ที่ VIS Website: http://medipe2.psu.ac.th/~vis/




ตารางที่ 5. จำนวนและอัตรา (/แสนประชากร/เดือน) ของการบาดเจ็บและเสียชีวิต และอัตราป่วยตาย
(%) ตามตำบลที่เกิดเหตุ
อันดับ
บาดเจ็บ ตาย ป่วยตาย
ตำบล จำนวน อัตรา ตำบล จำนวน อัตรา ตำบล อัตรา (%)
1. ปะกาฮะรัง 25 46.4 เกะรอ 15 18 ทุ่งพอ 80
2. รือเสาะ 59 44.2 ปะแต 21 17.8 บาเจาะ (ยล.) 80
3. ปะแต 51 43.3 บองอ 25 15.3 กายูบอเกาะ 80
4. บองอ 63 38.5 ศรีบรรพต 6 14.9 ละหาร 75
5. ป่าบอน 15 34.7 ตะมะยูง 7 12.8 บ่อทอง 71.4
6. กะรุบี 20 33.6 จะแหน 9 12.5 สุไหงปาดี 66.7
7. เขื่อนบางลาง 14 32.5 ดอนรัก 7 12.3 จะแหน 64.3
8. สะบ้าย้อย 44 31.8 บาตง 8 12 ตะมะยูง 63.6
9. บันนังสตา 64 31.2 เขื่อนบางลาง 5 11.6 ปากู 62.5
10. เกะรอ 25 30 บาโร๊ะ 10 11.5 บาตง 61.5
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #189 เมื่อ: 11-02-2008, 14:17 »


เอกสารสำหรับประชาชน New!
คู่มือการป้องกันเกี่ยวกับวัตถุต้องสงสัยสำหรับประชาชน
http://medipe2.psu.ac.th/~securitysafety/resource/public/eod_guideline.zip


สารบัญ
ลำดับ ชื่อเรื่อง หน้า
๑ คำนำ ๔
๒ วัตถุต้องสงสัย หรือ ระเบิดแสวงเครื่องกันแน่ ? ๕
๓ สิ่งที่จำเป็นสำหรับการระเบิด ๕
๔ เป้าหมายในการวางระเบิด ๒๔
๕ การป้องกนั ๒๔
๖ การป้องกันเป็นหน้าที่ของใคร? ๒๕
๗ เราจะป้องกันอย่างไร ? ๒๕
๘ อุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกนั ๓๐
๙ ของที่ลืมไว้ กับ วัตถุต้องสงสัย? ๓๑
๑๐ จะทำอย่างไรเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ? ๓๒



ข้อคิดคติเตือนใจ
วัตถุระเบิด ไม่เคยปรานีใคร
วัตถุระเบิด ไม่เคยให้โอกาสใครแก้ตัว
วัตถุระเบิด ไม่เคยมีคำตอบที่ถูกต้องให้ใคร
วัตถุระเบิด ไม่เคยจำว่าใครเป็นเจ้าของ
วัตถุระเบิด คือ ดาบสองคม
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #190 เมื่อ: 11-02-2008, 14:36 »


“ตัดวงจรสงคราม - ขจัดเงื่อนไขความรุนแรง : มาตรการดับไฟใต้ฉบับสนช. 
สกู๊ป/รายงานพิเศษ | 2551-02-10 10:11:27

http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=212

(รายงานผลการสอบสวนและศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสอบสวนและศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ เป็นประธาน ซึ่งได้เสนอต่อที่ประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมที่จะนำเสนอต่อรัฐบาล และขับเคลื่อนต่อภาคประชาสังคมโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในลำดับต่อไปนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสภาพที่เป็นเหตุปัจจัย ที่นำไปสู่การขยายตัวของปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงเพื่อสอบสวนและศึกษาข้อร้องเรียนและเหตุเฉพาะหน้า ที่มีผลต่อสถานการณ์ความรุนแรง อันนำไปสู่การเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว บนพื้นฐานความเป็นจริง รวมถึงการปรับกระบวนทัศน์และเสริมสร้างทัศนคติความคิดความเข้าใจในเชิงบวกต่อเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน ให้มีความเชื่อมั่นในพลังความร่วมมือเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น)



ข้อค้นพบจากการศึกษาและสอบสวนปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

               ๏    การใช้มาตรการปราบปรามของเจ้าหน้าที่รัฐในหลายเหตุการณ์ไม่มีความโปร่งใสและเป็นข้อกังขาในความรู้สึกของประชาชน

               ๏    ประชาชนเห็นว่าความรุนแรงเกิดขึ้นจากทั้ง ๒ ฝ่าย คือ จากขบวนการก่อความไม่สงบและเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน และผู้ตกเป็นเหยื่อคือประชาชน  ผลที่ตามมาคือประชาชนไม่ร่วมมือหรือยอมบอกข่าวสารความเป็นจริงกับเจ้าหน้าที่รัฐ

               ๏    ประชาชนยอมรับว่ามีการปรากฏอยู่จริงของขบวนการแบ่งแยกดินแดนแต่เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กและส่วนหนึ่งที่เข้าร่วมเป็นผลจากเงื่อนไขความอยุติธรรมที่ผ่านมา

               ๏    สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยพุทธและไทยมุสลิมที่เคยมั่นคง กำลังเปราะบางและมีสิ่งบ่งชี้ถึงความบาดหมางใจต่อกันมากขึ้น

               ๏    การจัดการกับปัญหาการใช้ความรุนแรงโดยใช้การปราบปรามควบคู่กับสันติวิธีที่ไม่เต็มรูปแบบ ทำให้ด้อยประสิทธิภาพ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติมักเห็นว่าสันติวิธีเป็นอุปสรรคต่อการปราบปราม

               ๏    ประเด็นความไม่ปลอดภัยในชีวิตและการบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเข้าใจว่าไม่โปร่งใสและเลือกปฏิบัติ 

               ๏    ปัญหาการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในพื้นที่อันเป็นผลจากความรุนแรง ที่สร้างบรรยากาศของความหวาดระแวงปะปนกับความหวาดกลัว 

               ๏    ประชาชนส่วนมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขาดการสร้างเสริมความเข้าใจว่าวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ มีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในขณะที่ภาครัฐยึดถือรัฐธรรมนูญโดยไม่เข้าใจว่า มีความสอดคล้องกับหลักการศาสนา

 

               นอกจากผลการศึกษาดังกล่าวแล้ว กรรมาธิการวิสามัญฯ ยังพบว่า การดำเนินงานของรัฐทั้งในระดับภาพรวม นโยบายและระดับพื้นที่ ยังขาดระบบการติดตามประเมินผล อันเป็นปัจจัยสำคัญซึ่งนอกจากบ่งบอกถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวในการดำเนินหรือไม่ดำเนินการของภาครัฐแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่ครบวงจร สร้างความโปร่งใสและความเชื่อ มั่นให้กับภาคประชาชนด้วยด้วย

               ขณะที่ภาคประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังทางวัฒนธรรมอาทิ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนท้องถิ่น นักการศึกษา ผู้นำสตรี ผู้นำเยาวชน องค์กรเอกชนและสื่อมวลชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรจะมีบทบาทในเชิงสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางหรือร่วมแก้ไขปัญหาในพื้นที่ แต่เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาคประชาชนขาดโอกาสและความพร้อมในการเข้าสู่เวทีการมีส่วนร่วม ประกอบกับความหวาดกลัวจากความไม่รู้หรือรู้ความจริงคนละชุด ทำให้ภาคประชาชนโดยเฉพาะผู้นำฯ ถูกเพ่งเล็งและตกเป็นเป้าทั้งจากภาครัฐและกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยไม่มีช่องทางตอบโต้แต่ประการใด

               นอกจากนั้นปมเงื่อนความคิดความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสัมพันธ์กับความคิดและความรู้สึกถูกกดดันจากความไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดปฏิกิริยาใน ๒ ลักษณะคือ อดทนและวางเฉย และออกมาต่อสู้โดยใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ระดับของการใช้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลา ซึ่งสภาวะความรุนแรงในปัจจุบันเกิดจาก จุดอ่อนในการจัดการของภาครัฐในห้วงก่อนปี ๒๕๔๗ และการจัดตั้งที่เข้มแข็งของกลุ่มฯ ซึ่งถูกบ่มเพาะจากกระแสชาติพันธุ์ การรับรู้ข้อมูลประวัติศาสตร์และหลักศาสนาที่บิดเบือน เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรง

               กล่าวโดยสรุป  สถานการณ์ไฟใต้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีรากเหง้าของปัญหาที่เชื่อมโยงกับความอยุติธรรมที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะจากการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐเพียงด้านเดียว โดยไม่ได้เปิดช่องให้ภาคประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่และปัญหาการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ซึ่งบ่มเพาะความไม่ไว้วางใจต่อรัฐอีกชั้นหนึ่ง

 

               ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาความรุนแรงจะต้องเริ่มต้นที่การทำความเข้าใจ ความเป็นจริงของสถานการณ์ที่ถ่องแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการข่าวที่มีประสิทธิภาพ  ปราศจากอคติทางวัฒนธรรม อีกทั้งเร่งฟื้นความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อรัฐและระหว่างประชาชน การเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการร่วมแก้ไขทุกปัญหาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนพัฒนาเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับชุมชน เหล่านี้ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะแกะปมปัญหาความรุนแรงที่เป็นอยู่ และก็จะสามารถหาทางออกในการจัดการกับปัญหาให้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืนถาวร อันจะนำไปสู่การยังประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติในที่สุด 


บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #191 เมื่อ: 11-02-2008, 16:03 »



ชื่อเรื่อง   บาดาวีขอถกสมัครดับไฟใต้ มาเลย์เพิ่มกำลังพื้นที่ชายแดน
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0128110251&day=2008-02-11§ionid=0101
 เนื้อหา  เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซียรายงานว่านายกรัฐมนตรีอับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวีของมาเลเซีย กล่าวว่า เขากำลังหาโอกาสที่จะพบกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเพื่อหารือถึงวิธีการที่จะช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการทำให้พื้นที่ดังกล่าวเกิดความสงบขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับไทยและมาเลเซีย

"เราได้แสดงออกถึงความเต็มใจที่จะร่วมมือกับไทยในการช่วยเหลือชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ และผมต้องการที่จะหารือกับนายกฯคนใหม่ของไทยในเร็วๆ นี้" นายบาดาวีกล่าว

วันเดียวกันนี้กระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย แถลงว่า พวกเขาได้เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่ชายแดนด้านที่ติดกับไทย โดยเพิ่มกำลังทหารเป็น 3,600 กอง ทำหน้าที่หน่วยลาดตระเวนเต็มเวลาตลอดระยะทางกว่า 500 กิโลเมตรของพรมแดนที่ติดกับไทย

นายราจีฟ ราซัก รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาเลเซีย ระบุว่าการเพิ่มกำลังทหารตามแนวชายแดนมาเลย์-ไทย เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมถึงการลักลอบนำสินค้าเข้าผิดกฎหมาย เนื่องจากเศรษฐกิจมาเลเซียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เพิ่มแรงดึงดูดในการนำสินค้าเข้ามา


พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการกองปฏิบัติการข่าวสาร กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า แนวร่วม 13 คน ที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ค่อนข้างชัดเจนว่า เกี่ยวข้องกับผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย 1 รายอยู่ในระดับแกนนำ และเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายผล ในการรื้อโครงสร้างการปกครองในพื้นที่ ทั้งนี้ยืนยันว่า ในการตรวจพิสูจน์ ได้ใช้เครื่องมือนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจดีเอ็นเอ และการตรวจสารปนเปื้อนอย่างชัดเจนตามหลักกฎหมายก่อนที่จะมีการกล่าวหา ขณะนี้ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้เข้ามาช่วยในกระบวนการนี้

วันเดียวกัน เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ร้อย ร.15212 สังกัดชุดเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12 ) บนถนนเลียบทางรถไฟสายบ้านกอตอตือระ-บ้านไม้แก่น ม.1 ต.กอตอตือระ อ.รามัน จ.ยะลา แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่จับกุมนายมาหมุด อีซอมูซอ อายุ 29 ปี พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นวิทยุสื่อสารชนิดมือถือ

ที่ จ.นราธิวาส เวลา 07.30 น. คนร้าย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ จ่อยิงศีรษะนายอารง มะแซจือนารง อายุ 65 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านซือเลาะ อ.รือเสาะ จำนวน 6 นัดจนเสียชีวิต และยิงนายมะหะ มะหะ อายุ 57 อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านซือเสาะ บาดเจ็บสาหัส
 
 วันที่เผยแพร่  11 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  11 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #192 เมื่อ: 11-02-2008, 23:35 »



สรุปว่าทุเลา เป็นได้ว่าจะ หายชาด

ถ้าหากไม่มีการเมืองไม่สร้างสรรค์เข้าแทรกแซง

ดีไม่ดี จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะเจริญขึ้นผิดหูผิดตา สส.พรรคปชป.ก็ได้..


หมอแวควรเสนอตัวกับรัฐบาล..ติดตามเกาะติดปัญหาในพื้นที่ครับ..
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #193 เมื่อ: 12-02-2008, 00:33 »

“ตัดวงจรสงคราม - ขจัดเงื่อนไขความรุนแรง : มาตรการดับไฟใต้ฉบับสนช. 
สกู๊ป/รายงานพิเศษ | 2551-02-10 10:11:27

http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=212

(รายงานผลการสอบสวนและศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสอบสวนและศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ เป็นประธาน ซึ่งได้เสนอต่อที่ประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมที่จะนำเสนอต่อรัฐบาล และขับเคลื่อนต่อภาคประชาสังคมโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในลำดับต่อไปนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสภาพที่เป็นเหตุปัจจัย ที่นำไปสู่การขยายตัวของปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงเพื่อสอบสวนและศึกษาข้อร้องเรียนและเหตุเฉพาะหน้า ที่มีผลต่อสถานการณ์ความรุนแรง อันนำไปสู่การเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว บนพื้นฐานความเป็นจริง รวมถึงการปรับกระบวนทัศน์และเสริมสร้างทัศนคติความคิดความเข้าใจในเชิงบวกต่อเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน ให้มีความเชื่อมั่นในพลังความร่วมมือเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น)



ข้อค้นพบจากการศึกษาและสอบสวนปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

               ๏    การใช้มาตรการปราบปรามของเจ้าหน้าที่รัฐในหลายเหตุการณ์ไม่มีความโปร่งใสและเป็นข้อกังขาในความรู้สึกของประชาชน

               ๏    ประชาชนเห็นว่าความรุนแรงเกิดขึ้นจากทั้ง ๒ ฝ่าย คือ จากขบวนการก่อความไม่สงบและเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน และผู้ตกเป็นเหยื่อคือประชาชน  ผลที่ตามมาคือประชาชนไม่ร่วมมือหรือยอมบอกข่าวสารความเป็นจริงกับเจ้าหน้าที่รัฐ

               ๏    ประชาชนยอมรับว่ามีการปรากฏอยู่จริงของขบวนการแบ่งแยกดินแดนแต่เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กและส่วนหนึ่งที่เข้าร่วมเป็นผลจากเงื่อนไขความอยุติธรรมที่ผ่านมา

               ๏    สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยพุทธและไทยมุสลิมที่เคยมั่นคง กำลังเปราะบางและมีสิ่งบ่งชี้ถึงความบาดหมางใจต่อกันมากขึ้น

               ๏    การจัดการกับปัญหาการใช้ความรุนแรงโดยใช้การปราบปรามควบคู่กับสันติวิธีที่ไม่เต็มรูปแบบ ทำให้ด้อยประสิทธิภาพ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติมักเห็นว่าสันติวิธีเป็นอุปสรรคต่อการปราบปราม

               ๏    ประเด็นความไม่ปลอดภัยในชีวิตและการบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเข้าใจว่าไม่โปร่งใสและเลือกปฏิบัติ 

               ๏    ปัญหาการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในพื้นที่อันเป็นผลจากความรุนแรง ที่สร้างบรรยากาศของความหวาดระแวงปะปนกับความหวาดกลัว 

               ๏    ประชาชนส่วนมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขาดการสร้างเสริมความเข้าใจว่าวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ มีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในขณะที่ภาครัฐยึดถือรัฐธรรมนูญโดยไม่เข้าใจว่า มีความสอดคล้องกับหลักการศาสนา

 

               นอกจากผลการศึกษาดังกล่าวแล้ว กรรมาธิการวิสามัญฯ ยังพบว่า การดำเนินงานของรัฐทั้งในระดับภาพรวม นโยบายและระดับพื้นที่ ยังขาดระบบการติดตามประเมินผล อันเป็นปัจจัยสำคัญซึ่งนอกจากบ่งบอกถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวในการดำเนินหรือไม่ดำเนินการของภาครัฐแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่ครบวงจร สร้างความโปร่งใสและความเชื่อ มั่นให้กับภาคประชาชนด้วยด้วย

               ขณะที่ภาคประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังทางวัฒนธรรมอาทิ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนท้องถิ่น นักการศึกษา ผู้นำสตรี ผู้นำเยาวชน องค์กรเอกชนและสื่อมวลชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรจะมีบทบาทในเชิงสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางหรือร่วมแก้ไขปัญหาในพื้นที่ แต่เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาคประชาชนขาดโอกาสและความพร้อมในการเข้าสู่เวทีการมีส่วนร่วม ประกอบกับความหวาดกลัวจากความไม่รู้หรือรู้ความจริงคนละชุด ทำให้ภาคประชาชนโดยเฉพาะผู้นำฯ ถูกเพ่งเล็งและตกเป็นเป้าทั้งจากภาครัฐและกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยไม่มีช่องทางตอบโต้แต่ประการใด

               นอกจากนั้นปมเงื่อนความคิดความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสัมพันธ์กับความคิดและความรู้สึกถูกกดดันจากความไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดปฏิกิริยาใน ๒ ลักษณะคือ อดทนและวางเฉย และออกมาต่อสู้โดยใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ระดับของการใช้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลา ซึ่งสภาวะความรุนแรงในปัจจุบันเกิดจาก จุดอ่อนในการจัดการของภาครัฐในห้วงก่อนปี ๒๕๔๗ และการจัดตั้งที่เข้มแข็งของกลุ่มฯ ซึ่งถูกบ่มเพาะจากกระแสชาติพันธุ์ การรับรู้ข้อมูลประวัติศาสตร์และหลักศาสนาที่บิดเบือน เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรง

               กล่าวโดยสรุป  สถานการณ์ไฟใต้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีรากเหง้าของปัญหาที่เชื่อมโยงกับความอยุติธรรมที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะจากการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐเพียงด้านเดียว โดยไม่ได้เปิดช่องให้ภาคประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่และปัญหาการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ซึ่งบ่มเพาะความไม่ไว้วางใจต่อรัฐอีกชั้นหนึ่ง

 

               ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาความรุนแรงจะต้องเริ่มต้นที่การทำความเข้าใจ ความเป็นจริงของสถานการณ์ที่ถ่องแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการข่าวที่มีประสิทธิภาพ  ปราศจากอคติทางวัฒนธรรม อีกทั้งเร่งฟื้นความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อรัฐและระหว่างประชาชน การเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการร่วมแก้ไขทุกปัญหาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนพัฒนาเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับชุมชน เหล่านี้ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะแกะปมปัญหาความรุนแรงที่เป็นอยู่ และก็จะสามารถหาทางออกในการจัดการกับปัญหาให้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืนถาวร อันจะนำไปสู่การยังประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติในที่สุด 





เอามาแปะต่อ เห็นว่าเป็นแนวทางที่นำไปใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเกิดจากปัญหาหมักหมม เชิงวัฒนธรรม

และการละเลยของฝ่ายการเมืองต่อพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง

ดังที่เราได้เห็น ปัญหาอื่นๆ ใน จังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ด้วย..



ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่ยังมีหนทางแก้ไขได้ หากสามารถสร้างกลไกจัดการเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของความจริงให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมรับ  และตัวเชื่อมประสานให้เกิดการบริหารจัดการความเป็นธรรมที่ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

               คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสอบสวนและศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตราพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรเพื่อเป็นเครื่องมือหรือกลไกเพื่อขับเคลื่อนภารกิจอย่างน้อย ๒ องค์กร คือ

               ๑.      สถาบันสันติยุติธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมและพัฒนาการใช้สันติวิธี เป็นองค์กรอิสระทั้งความคิดและการดำเนินงานโดยไม่ถูกแทรกแซงจากภาครัฐ โดยมีคณะกรรมการขององค์กรฯ มาจากผู้แทนของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรด้านสันติวิธีของภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาชนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีภารกิจสำคัญคือ

                        กำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนโดยทั้งภาคประชาชนและภาครัฐมีส่วนร่วม เพื่อให้มีการปฏิบัติในทุกขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมายโดยหลักนิติธรรม  การสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานการข่าวที่แม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจเกินความจำเป็นของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติในพื้นที่และหากมีกรณีที่จำเป็นต้องใช้ดุลพินิจ ก็ให้แสดงเหตุผลประกอบการใช้ดุลพินิจนั้น รวมทั้งมีมาตรการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจที่มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยให้อยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรม

                        จัดโครงสร้างการประสานงานในกระบวนการยุติธรรมและแนวทางการใช้สันติวิธีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยให้มีการประสานการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ  สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน รวมทั้งพัฒนา การใช้สันติวิธีและกระบวนการยุติธรรมเพื่อขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม

                        วิธีการหนึ่งที่ควรนำมาดำเนินการคือ การบูรณาการยุทธศาสตร์และยุทธวิธีระหว่างฝ่ายกระบวนการยุติธรรมและฝ่ายความมั่นคง เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและให้การดำเนินการของแต่ละฝ่ายเกื้อหนุนกัน ไม่ขัดแย้งหรือเป็นอุปสรรคต่อกัน

                        สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ และจัดวางความสมดุลในทุกมิติทั้งด้านความมั่นคง สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  การส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของกลไกลภาคประชาชนในการที่จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายการพัฒนาระบบและการอำนวยความยุติธรรม งานยุติธรรมชุมชน รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การส่งเสริม
การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามแนวทางสันติวิธีของภาคประชาชนการพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและการใช้สันติวิธี เพื่อปรับกระบวนทัศน์ใหม่และให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น

                        ติดตาม ประสาน และประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมและการปฏิบัติในแนวทางสันติวิธี รวมถึงจัดทำรายงานผลการดำเนินงานความยุติธรรมและสันติวิธีต่อรัฐบาล รัฐสภา และสาธารณชนเป็นประจำทุกปี

               ๒.      สภาประชาชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เป็นองค์กรชุมชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อเสริมสร้างความรู้และกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่าย รวมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของภาคประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมการรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อนำ ไปสู่การเตรียมความพร้อมให้ประชาชนและชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถวางแผนการพัฒนาการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมืองของชุมชนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความต้องการของชุมชน การอนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม การบำรุง รักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและกระบวนการยุติธรรมชุมชน

 

                        สภาประชาชนฯ จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการอย่างเพียงพอจากรัฐบาล มีสมาชิกมาจากภาคประชาชนทั้งหมดประกอบด้วย กลุ่มพลังทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ได้แก่ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ท้องถิ่น นักการศึกษา ผู้นำสตรี ผู้นำเยาวชน องค์กรเอกชนและสื่อมวลชน มีภารกิจสำคัญ คือ

                        กำหนดนโยบายการพัฒนาชุมชนในทุกด้าน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเต็มรูปแบบ อาทิ การศึกษา การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและการเมืองและอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมทั้งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดสรรการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น

                        เสนอแนะและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับศาสนา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของท้องถิ่น อาทิ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนในชุมชนและระหว่างชุมชน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของท้องถิ่น เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เข้าใจและเรียนรู้ปัญหา ความจริงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความรู้เท่าทัน การส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนเข้าใจในสิทธิหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงให้ยึดถือแนวคิดและแนวทางสันติวิธีเป็นหลักการสำคัญในการเรียกร้องและจัดการความขัดแย้ง

                        สนับสนุนให้ท้องถิ่นสามารถวิจัยและเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาของท้องถิ่น โดยใช้ภูมิปัญญาของคนในชุมชนเอง การติดตามเร่งรัดและประเมินผลการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องในส่วนที่เกี่ยวกับข้อเสนอของสภาประชาชน

                        ในการดำเนินการของสภาประชาชนฯ อาจพิจารณาให้มีกลไกขับเคลื่อนการทำงานเฉพาะเรื่อง เช่น ศูนย์พัฒนาการศึกษาของชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะกรรมการรับฟังและแก้ไขปัญหากรณีพิพาทต่อการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ  และสภานักปราชญ์ เป็นต้น

 

               การประสานงาน ติดตาม และประเมินผล

               เพื่อให้ระบบบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง จะต้องมีกลไกการประสานงาน ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยองค์กรหรือทีมงานอิสระ มีความเป็นกลาง เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีผลต่อการรับรู้ของประชาชนในเชิงบวกและสร้างสรรค์ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมทั้งความโปร่งใสในการดำเนินการของภาครัฐ โดยจะ ต้องติดตามและประเมินผล ๒ ระดับ กล่าวคือในระดับชุมชนและระดับภาพรวม โดย

               ระดับชุมชน ภายใต้การกำกับดูแลของสภาประชาชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนในพื้นที่สามารถติดตามและประเมินผล เรื่องราว กิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่กระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้ด้วยตัวของชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอด ภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การใช้สันติวิธีเพื่อสร้างสันติสุขร่วมกัน เรื่องของสุขภาวะ การศึกษา เศรษฐกิจและการก่อร่างสร้างตัวของคนในชุมชน ตลอดจนผลกระทบจากโครงการที่รัฐส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดขึ้นในชุมชน จะมีผลประโยชน์เกิดขึ้นมากน้อยเช่นไรกับชุมชน

               ทั้งนี้การจะได้มาซึ่งขีดความสามารถในการติดตามและประเมินผลชุมชนด้วยคนในชุมชนเอง จะต้องสร้างความเข้าใจเบื้องต้นในวิธีการดำเนินการ ผ่านกลไกที่ชุมชนศรัทธาและไว้วางใจ เช่น ผู้นำศาสนา แพทย์และครูในพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่า ทำไม่ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร และจะทำอย่างไร โดยใช้เครื่องมือช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสม และริเริ่มทดสอบการติดตามประเมิน ผลในระดับชุมชน เป็นโครงการนำร่องก่อนที่จะขยายผลให้กว้างขวางออกไป

               ระดับภาพรวม เป็นเรื่องที่กลไกระดับชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาควิชาการ รัฐสภา องค์กรอิสระ และองค์กรที่ให้การสนับสนุนด้านการวิจัย รวมทั้งภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน จะต้องผลักดันให้มีการติดตามและประเมินผลตามข้อเสนอจากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยให้ความสำคัญกับการแปลงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นแผนปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานสรุปการประเมินผลให้รัฐบาลและรัฐสภาทราบเมื่อครบกำหนด ๑ ปี เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงแผนในการปฏิบัติการในระยะต่อไป

               เพื่อให้เกิดระบบการติดตามประเมินผลที่สามารถปฏิบัติได้จริง จึงสมควรจัดทำโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาระบบการติดตามประเมินผลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในระดับชุมชนและระดับชาติ

               การพัฒนายุทธศาสตร์การแก้ไขความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

               รัฐบาลควรนำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญกำหนดเป็นยุทธศาสตร์หลักที่ถูกบรรจุไว้ในแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๔ เพื่อให้มีการบูรณาการแผนงานและโครงการอย่างเป็นระบบ มีตัวชี้วัดการประเมินผลความสำเร็จ และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ตัดวงจรไฟใต้ - ขจัดเงื่อนไขความรุนแรง : ทางออกของปัญหา

               ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำรงอยู่ภายใต้พื้นฐานและเงื่อนไขความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับ ๓ ประเด็นสำคัญคือ ๑) กระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และการเยียวยากับผลกระทบต่อความรุนแรงต่อเนื่อง  ๒) การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และ ๓) การสื่อสารความเข้าใจและการปรับกระบวนทัศน์ใหม่ ที่ยึดโยงกันเป็นเหตุแห่งปัจจัยของสภาวะความไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจและหวาดระแวง ทั้งสั่งสมอยู่ในระดับที่ทำให้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแก้ไขได้ยาก

               ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างต่อเนื่องใน ๓ ประเด็นหลัก อันนำไปสู่การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างแท้จริงนั้น อยู่บนฐานคิดที่ว่า รัฐควรมีนโยบายที่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่มีที่ยืนในสังคมบนกติการ่วมกันคือ รัฐธรรมนูญ และทำให้คนส่วนใหญ่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงหรือการคิดแบ่งแยก รวมทั้งทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันที่จะอยู่ร่วมกันบนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้

               ทั้งนี้รัฐต้องปรับเปลี่ยนการต่อสู้กับ "กลุ่มคน"มาเป็นการต่อสู้กับ "แนวทางการใช้ความรุนแรง" ซึ่งมุ่งแก้ไขที่สาเหตุที่เป็นรากเหง้าของปัญหามากกว่าอาการของปัญหา รวมทั้งการตระหนักว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรงล้วนเป็นพี่น้องร่วมชาติเดียวกันที่มีความคิด ความเชื่อจากแรงจูงใจของเงื่อนไข ความอยุติธรรมที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะประเด็นความขัดเขินและหวาดระแวง เนื่องจากอิทธิพลของงานการข่าวที่ไม่แม่นยำของภาครัฐ ส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองที่ประชากรมุสลิมส่วนหนึ่งรู้สึกว่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ทั้งได้รับการปฏิบัติอย่างขาดความเคารพในอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น และพยายามเปลี่ยนให้เหมือนชนส่วนใหญ่ของประเทศ สถานการณ์ที่มีอยู่เดิมดังกล่าวมิได้คลี่คลายไปในทางที่ดีเพราะเจ้าหน้าที่รัฐยังคงมุ่งแก้ไขปัญหาโดยการปรับเทคนิคงานการข่าวโดยยังมิได้ใช้ความพยายามทำความเข้าใจและเข้าให้ถึงความคิดความต้องการและความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ด้วยเป็นสำคัญ         

               นอกจากนั้น ยังมีเงื่อนปัจจัยจากแนวคิด ความมั่นคง ในนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายฉบับ โดยเฉพาะก่อนการปรับมาใช้แนวคิดยุทธศาสตร์สันติวิธีในฐานะยุทธศาสตร์ความมั่นคงในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่าเป็น การรักษาอำนาจรัฐหรือการสามารถควบคุมระดับความรุนแรงได้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่เนื่องจากในช่วงเวลานั้นรัฐตั้งโจทย์ว่าทำอย่างไรที่จะรักษาอำนาจรัฐแทนที่จะเป็นการรักษาความมั่นคงในชีวิตของคนในพื้นที่ และ นโยบายเดิมถูกกำหนดจากส่วนกลางโดยขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่

               แม้จะมีการปรับมาใช้ยุทธศาสตร์สันติวิธีในนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๖  แล้ว ก็ยังพบว่า มีปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของเจ้าหน้าที่ปฏิบัตินโยบายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งการที่รัฐบาลใช้มาตรการความรุนแรงจัดการกับปัญหา อาทิเรื่องยาเสพติด โดยไม่สนใจว่า จะก่อให้เกิดสังคมที่ใช้ความรุนแรงอย่างชอบธรรมได้ ประกอบกับคนในสังคมส่วนหนึ่งยังมีทัศนคติไม่ยอมรับความเป็นพหุวัฒนธรรมของสังคมไทย ทำให้เกิดมุมมองว่า ประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพวกอื่นไม่ใช่พวกเรา และมีผลอย่างเป็นนัยสำคัญต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

               ขณะที่ความรุนแรงในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๗ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งถือว่า เป็นจุดสูงสุดของความรุนแรงและมีการใช้การต่อสู้ในหลายรูปแบบ อาทิ การลอบยิง การวางระเบิด การวางเพลิง การปะทะด้วยกำลัง ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหายขยายวงกว้าง เป็นผลจากการที่รัฐตั้งโจทย์ว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในภาวะสงคราม จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณ กำลังทหารจำนวนมากหมุนเวียนลงไปปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยต่อสถานที่ราชการและบุคลากรภาครัฐ  ขณะที่ปมเงื่อนสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ อาทิ ความไม่เป็นธรรมและการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ไม่ได้ถูกนำมาเป็นประเด็นในลำดับที่มีความสำคัญ ทำให้เกิดช่องว่างความไม่ไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับชาวไทยเชื้อสายมลายู

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-02-2008, 00:36 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #194 เมื่อ: 13-02-2008, 14:22 »



มท.1ปัดพูดเรื่องยกเลิกกฎอัยการศึก
http://www.innnews.co.th/politic.php?nid=89062   

   
  โดยทีมข่าว INN News 13 กุมภาพันธ์ 2551 13:25:01 น.     
 
   
     
 

รมว.มหาดไทย ปัด แสดงความเห็นเรื่องการเตรียมยกเลิกกฎอัยการศึก พร้อมรับต่อไปจะปรับปรุงการให้สัมภาษณ์หลังนายกฯออกมาตำหนิ



ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธแสดงความเห็นเรื่องการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก ระบุ รอการแถลงนโยบายก่อน และจากนี้ไปจะขึ้นบัญชี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองเฉพาะส่วน ซึ่งไม่ได้มีการเลือกตั้งเพื่อปกครองตนเอง แต่ให้สิทธิ์ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ได้รับสวัสดิการ และได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเร็วกว่าข้าราชการในพื้นที่อื่น

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาท้วงติงเรื่องเขตปกครองพิเศษนั้น เป็นเรื่องที่ต้องฟังและนำมาปรับปรุง ต่อไปการให้สัมภาษณ์ต้องระมัดระวัง และมีเหตุผล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันอีกว่า การจัดตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี ไม่ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน และตั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย มีความเหมาะสมแล้ว
 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #195 เมื่อ: 13-02-2008, 14:42 »


ผมมีความเห็นว่า เขตปกครองพิเศษหรือเฉพาะส่วนไม่จำเป็น
ที่จำเป็นก็คือ การกวาดล้างแกนนำผู้ก่อความไม่สงบ
โดยเน้นความยุติธรรมและเด็ดขาด ควรจับเป็น พร้อมหลักฐาน
ส่งตัวขึ้นศาล ส่วนกลางครับ  และที่จำเป็นอีกประการหนึ่งคือ
กวาดล้างของเถื่อนร้ายแรง เข่นยาเสพติด อาวุธ
พวกเจ้าหน้าที่รับส่วย เก็บค่าคุ้มครองต่างๆ


ชื่อเรื่อง   สมัครติงเหลิม เขตพิเศษใต้
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ข่าวสด
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOVEV6TURJMU1RPT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09DMHdNaTB4TXc9PQ==
 เนื้อหา  ทำประชาพิจารณ์ 3จว.เมืองศาสนา

หมัก"เบรก"เหลิม"เขตปกครองพิเศษ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ชี้ไม่ควรพูดเรื่องนี้ เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ ไม่ควรออกมาแสดงความเห็น มีอะไรให้พูดกันวงเล็ก ด้านมท. เหลิม ระบุกำลังดูว่าจะให้ปกครองรูปแบบใด อาจปรับวิธีการของต่างประเทศ อย่างจีน หรือเยอรมัน ยืนยันไทยเป็นรัฐเดียว แบ่งแยกไม่ได้ ยึดหลักการเมืองนำการทหาร พร้อมทั้งสั่งผู้ว่าฯ ทำประชาพิจารณ์ 3 จังหวัดเป็น "เมืองศาสนา" ไม่ให้เปิดสถานบริการเพิ่ม ที่มีอยู่เดิมต้องลดลง ขณะที่สถาน การณ์ในพื้นที่ทวีรุนแรง โจรใต้ถล่มฆ่า อบต.ตันหยงลิมอ กับลูกชาย 2 ศพคาปิกอัพ จับ "อาร์เคเค" ได้อีก 1 ลุยค้นสวนยางพบระเบิดจำนวนมาก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมครม. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ ว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ต้องให้ทหารเป็นหลัก แต่กระทรวงมหาดไทยในฐานะฝ่ายปกครองจะมีส่วนผสมผสาน โดยต้องคิดค้นหาสูตรว่า ที่ผ่านมาแม้พยายามแก้แล้วทำไมแก้ไม่ได้ ยังลอบทำร้ายและฆ่ากันอยู่เป็นประจำ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา หารือกับผู้ว่าฯ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และผอ.ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ว่าเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเมืองศาสนา จะให้ทำประชาพิจารณ์ โดยมีแนวคิดคือไม่เพิ่มสถานบริการ ในส่วนที่มีอยู่เดิมก็ไปคิดว่าจะลดลงได้หรือไม่ ใครอยากเที่ยวก็ให้ไปที่ จ.สตูล และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แล้วลองดูว่าผลกระทบจะมีมากน้อยแค่ไหน

รมว.มหาดไทยกล่าวว่า ส่วนแนวคิดตั้งเขตปกครองพิเศษ ก็ต้องมาช่วยกันดูว่าจะให้เป็นรูปแบบใด จีน หรือเยอรมัน ให้ช่วยกันคิดไม่ใช่มานั่งเฉยๆ แล้วปล่อยให้เกิดเหตุร้ายรายวันโดยไม่ทำอะไร อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยปกครองในระบบรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีเปลี่ยนแปลงปรับปรุงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่นั่งรอวันตาย สำหรับตนคงไม่เน้นการลงไปในพื้นที่ เพราะกองกำลังฝ่ายตรงข้าม พอรู้มีผู้ใหญ่ลงพื้นที่ ก็จะโต้กลับค่อนข้างรุนแรง และการลงพื้นที่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ข้าราชการในพื้นที่ก็เหนื่อย ต้องมารับมาดูแลความปลอดภัย แล้วอยากถามว่าถ้ารัฐมนตรีลงไปแล้วขวัญกำลังใจดีขึ้นหรือเปล่า เป็นคนละเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องทำความเข้าใจกับกองทัพหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องปรึกษากับกองทัพ เพราะกระทรวงมหาดไทยเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ทหารมีบทบาทสำคัญที่สุดในการกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ในฐานะรมว.มหาดไทยต้องเอาของเก่ามาศึกษาว่าเป็นอย่างไร บกพร่องตรงไหนแล้วจะแก้ปัญหากันอย่างไร ต้องทำควบคู่กันไประหว่างมวลชนและการทำหน้าที่ของทหาร โดยการเมืองจะต้องนำการทหาร ต้องทำให้ประชาชนที่ยังมีความคลางแคลงใจกลับมาเป็นพวกให้ได้ สำคัญที่สุดต้องใช้หลักนิติธรรมนิติรัฐเอาความเป็นธรรมเป็นตัวตั้ง

"ในเรื่องของความเด็ดขาดในการดำเนินการนั้น ทหารทำหน้าที่อยู่แล้ว ส่วนนี้ต้องให้ทหารเป็นหลัก และการหารือกันเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ผมยืนยันไปแล้วว่าเรื่องเปลี่ยนแปลงโดยการยกเลิกนั้นไม่มี แต่จะต้องปรับปรุงตามที่ร้องขอว่าประชาชนต้องการ และไม่ต้องการอะไร ส่วนจะมีโอกาสได้หารือกับฝ่ายทหารเมื่อไหร่ คงต้องปรึกษากับนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมก่อน" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ต่อข้อถามว่าแนวโน้มการตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษมีความเป็นไปได้หรือไม่ รมว.มหาดไทยกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่รูปแบบค่อยมาว่ากันภายหลัง และปีนี้ต้องรู้ว่าผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดจะต้องจัดทำงบประมาณเอง จะปรับความคิดผู้ว่าฯ ให้ทำตัวเป็นนายกฯ ของจังหวัดนั้นๆ ส่วนความเป็นไปได้เมื่อไหร่ต้องหารือกันก่อน ส่วนเรื่องการเรียนการสอนในปอเนาะและตาดีกานั้น เป็นเรื่องยาวมีประวัติศาสตร์มานานต้องใช้เวลาศึกษาและแก้ไข

"ในส่วนที่ผมระบุว่า อาจเกิดเหตุการณ์ระเบิดในช่วงนี้ ก็เป็นการคาดการณ์ เพราะมักมีเหตุการณ์แบบนี้เกือบทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ จุดที่มักเป็นเป้าเกิดเหตุ คือ กรุงเทพฯ แถวๆ กระทรวงมหาดไทย หาดใหญ่ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มักจะเกิดเหตุที่คาราโอเกะต่างๆ เรื่องนี้เป็นการคาดการณ์ของผม และยอมรับว่ามีข้อมูลด้านการข่าวนิดหน่อย" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ต่อมาเวลา 12.30 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมครม.ถึงแนวคิดตั้งเขตปกครองพิเศษ ว่า เรื่องนี้ต้องบอกร.ต.อ.เฉลิมว่าการพูดแบบนี้ตนยังโดนมาแล้ว เรื่องนี้คงไปอ่านหนังสือมาแล้วเห็นว่าการตั้งเขตปกครองพิเศษเป็นเรื่องดี ก็เลยเอามาเสนอ แต่อันตราย เพราะความจริงเรื่องแบบนี้ไม่ควรออกมาแสดงความเห็น ควรจะคุยกันในวงเล็ก ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะไปกันใหญ่ และในการประชุม ครม.วันนี้ ไม่ได้พูดถึงเรื่องเขตปกครองพิเศษ เพราะไม่อยู่ในวาระการประชุม ส่วนตัวไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เพียงแต่อยากฝากไปบอกร.ต.อ.เฉลิม ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรแสดงความคิดเห็น เพราะจะมีปัญหาตามมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีโอกาสจะเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ถ้ามีโอกาสเดินทางก็จะไป แต่จะไม่บอกใครก่อน เมื่อกลับมาแล้วถึงจะมาเล่าให้ฟัง เมื่อถามว่ามองว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ที่ผ่านมาดีขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ข่าวเขาว่าดีขึ้น แต่เมื่อเราชมว่าดีก็มีเหตุระเบิดขึ้นอีก จะไปรับฟังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แล้วเอาสถิติมาดูว่าสถานการณ์ดีขึ้นจริงหรือไม่ และต่อข้อถามว่า นายกฯ มาเลเซีย เสนอจะหารือถึงการทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาภาคใต้ นายสมัครกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศจะบอกให้ทราบว่า จะพบได้เมื่อไหร่ มีกำหนดการที่จะพบกันอยู่แล้ว

ถัดมาเวลา 13.00 น. ร.ต.อ.เฉลิมให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า เขตปกครองพิเศษไม่ได้หมายถึงการแบ่งแยกดินแดน ให้มีการเลือกตั้งปกครองกันเอง ถ้าอย่างนั้นชาติหน้าก็ไม่เคยคิด ชาตินี้จะคิดได้อย่างไร แต่ที่ว่าเขตปกครองพิเศษ คือการนำแนวทางการแก้ปัญหาในต่างประเทศมาปรับใช้ เพราะเอามาใช้ทั้งดุ้นไม่ได้ เนื่องจากเราเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกไม่ได้ จึงให้ผู้ว่าฯ ลงไปทำประชาพิจารณ์ดูว่า ถ้าจะให้เป็นเขตปกครองพิเศษที่ไม่มีสถานบริการเลย จะเห็นด้วยหรือไม่ หากประชาชนอยากเที่ยวสถานบริการ ก็ให้ไปที่ จ.สตูล หรือ อ.หาดใหญ่ แทน เพราะคนที่นั่นอาจเคร่งศาสนา แต่การจะทำอะไรจะต้องถามความเห็นของคนในพื้นที่ก่อน โดยทางจังหวัดจะต้องเร่งทำประชาพิจารณ์ให้เร็วที่สุด

รมว.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนที่ต้องใช้คำว่าเขตปกครองพิเศษ เพราะจะต้องมีระเบียบมารองรับแนวทางการบริหารงาน เพราะมีแนวคิดว่าจะใช้ ระบบฟาสต์แทร็ก เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้จะต้องได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า ค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งการเติบโตก้าวหน้าในการทำงาน การขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หากไม่ใช้คำว่าเขตปกครองพิเศษจะออกระเบียบมารองรับได้อย่างไร

สำหรับเหตุการณ์ต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ วันเดียวกัน เมื่อเวลา 06.00 น. พ.ต.อ.ฉิมพลี ขวัญดี ผกก.สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส พร้อมด้วย พ.อ.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ทหารพราน 45 พ.ท.ยุทธนา สายประเสริฐ รอง.ผบ.ฉก.นราธิวาส 31 และพ.ต.ต.ปรีชา กิ่มเกลี้ยง สว.หน.นปพ.นราธิวาส นำกำลังตำรวจและทหาร 100 นาย เข้าตรวจค้นสวนยางพาราด้านหลังมัสยิดบ้านดอเฮะ หมู่ 3 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี สืบเนื่องจากการสอบสวนขยายผล 2 สมาชิกกองกำลังระดับหน่วยจรยุทธ์ขนาดเล็กประจำถิ่น หรืออาร์เคเค จำนวน 13 คน ซึ่งเป็นมือประกอบวัตถุระเบิดและครูฝึก ที่ถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา

จากการตรวจค้นเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง พบอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวน 13 รายการ ซุกซ่อนอยู่ในในถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร ฝังดินที่โคนต้นไม้ ประกอบด้วย ระเบิดซีโฟร์ 2 แท่ง, ระเบิดทีเอ็นที 10 แท่ง, ดินระเบิดชนิดอีมัลชั่น 2 แท่ง, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ 10 เครื่อง, แผงวงจรจุดระเบิด, สายนาฬิกา, หลอดไฟ, ถ่านไฟฉายขนาด 9 โวลต์ จำนวน 3 ก้อน, ถุงน้ำเกลือ, สายไฟฟ้า, ไขควง, อุปกรณ์ประกอบระเบิด, และถังดับเพลิงขนาดน้ำหนัก 15 กิโลกรัม จากของกลางที่ยึดได้สามารถนำไปประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องได้กว่า 10 ลูก และห่างจากจุดแรกประมาณ 20 เมตร ยังพบระเบิดไดนาไมต์ 11 แท่ง กระสุนปืนลูกซอง 75 นัด และเสื้อลายพรางอีก 3 ชุด

ต่อมาเวลา 06.30 น. พ.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองผบก.นราธิวาส พร้อมด้วย พ.ต.ท.สัญชัย วราพงษ์ลิขิต สว.กลุ่มงานสืบสวน นำกำลังตำรวจเข้าจับกุมตัวนายยะยา อับดุลราซิ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนเปาะเบาะ ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิ วาส เป็นสมาชิกอาร์เคเค ระดับปฏิบัติการ ภายหลังหลบหนีไปกบดานอยู่ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย แล้วลอบกลับมาในพื้นที่ สอบสวนให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนสงครามยิงนายอับดุลเลาะ อภิบาลแบ เสียชีวิตคาบ้านพักในพื้นที่ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2548

ถัดมาเวลา 10.10 น. ร.ต.ท.เฮรามาน เจ๊ะดี ร้อยเวรสภ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่ถนนสายตันหยงลิมอ-ป่าไผ่ อยู่เยื้องกับกุโบร์ หรือสุสานบ้านตันหยงลิมอ หมู่ 7 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จึงนำกำลังตำรวจและทหารรุดไปยังที่เกิดเหตุพบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ สีน้ำเงิน ทะเบียน บม 6491 สงขลา ชนหลักกิโลเมตรริมถนน มีรอยกระสุนปืนเอ็ม-16 และอาก้า พรุนทั้งคัน ภายในรถพบศพนายอับดุลมาซิ สะอะ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 148 หมู่ 7 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ เป็นสมาชิกอบต.ตันหยงลิมอ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม-16 และอาก้า เข้าที่ศีรษะ หน้าอก หัวไหล่ และแผ่นหลังหลายนัด และศพนายนุรดิน สะอะ อายุ 18 ปี ลูกชาย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกันพรุนทั้งร่าง

นอกจากนี้ห่างจากจุดแรกไปประมาณ 5 เมตร พบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีฟ้า ทะเบียน บง 8318 นราธิวาส บรรทุกน้ำแข็งบดใส่กระสอบมาเต็มคัน ที่กระบะท้ายถูกชนเสียหาย พบปลอกกระสุนปืน เอ็ม-16 และอาก้า จำนวนกว่า 30 ปลอกเกลื่อนถนน เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนนางตูแวเนาะ ดอกอ อายุ 37 ปี ภรรยานายอับดุลมาซิ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุสามีและลูกชายชวนกันไปซื้อผลไม้ที่ตลาดตันหยงมัส โดยลูกชายเป็นคนขับ สามีนั่งข้าง ขากลับเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ห่างจากบ้านประมาณ 500 เมตร มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้รถกระบะ ไม่ทราบยี่ห้อ สี และทะเบียน ไล่หลังแซงประกบ คนร้าย 2 คน ในกระบะกราดยิงด้วยปืนเอ็ม-16 และอาก้า ถล่มใส่จนรถเสียหลักชนรถบรรทุกน้ำแข็งของ นายสะมะแอ หะ อายุ 45 ปี ที่จอดอยู่ริมถนน คนร้ายกระโดดลงจากกระบะกราดยิงซ้ำอีกชุดจนแน่ใจว่าเสียชีวิต ก่อนจะขึ้นรถหลบหนีไป

ด้าน จ.ยะลา เวลา 08.20 น. ร.ต.ท.ชาญยุทธ พวงสั้น ร้อยเวร สภ.ธารโต จ.ยะลา รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตในสวนยางพารา บ้านซาไก หมู่ 3 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จึงนำกำลังตำรวจและทหารรุดไปยังที่เกิดเหตุพบศพ นางพริ้ม ไกรสุวรรณ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 3 ต.บ้านแหร อ.ธารโต ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ลำตัวหลายนัด สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนางพริ้มเข้ามากรีดยางพารา ขณะนั้นมีคนร้ายดักซุ่มอยู่ข้างทางใช้อาวุธปืนยิงใส่เสียชีวิต สันนิษฐานในเบื้องต้นคาดเป็นฝีมือกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่

ส่วนที่ จ.สงขลา เมื่อเวลา 09.30 น. พ.ต.อ. ชาคริต สวัสดี ผกก.ตำรวจภูธร จ.สงขลา พร้อมด้วย พ.ต.ท.เชาวจิตร์ ชัยกาญจนกิจ รอง ผกก.สส.สภ. นาทวี จ.สงขลา นำตัวนายอามีนูดีน กะจิ อายุ 26 ปี ครูสอนศาสนา หรืออุสตาซ โรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา อ.จะนะ จ.สงขลา เจ้าทุกข์ในคดีแจ้งความถูก ตชด.จับกุมและซ้อมบาดเจ็บสาหัส ไปชี้จุดเกิดเหตุภายในฐานปฏิบัติการ ตชด.หน่วยเฉพาะกิจ 43 อ.นาทวี

จากนั้นนายอามีนูดิน พร้อมด้วยนายจรัล สุวรรณะ ทนายความ พาเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดเกิดเหตุที่ห้องประชุมชั้น 2 โดยระบุว่า เป็นจุดที่ถูกตชด.ซักถาม และรุมซ้อม ก่อนจะพาไปชี้จุดที่บริเวณระเบียงชั้น 2 โดยพนักงานสอบสวนถ่ายรูปนายอามีนูดิน ชี้จุดที่เกิดเหตุต่างๆ พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐาน จากนั้นจะเรียก ตชด.ผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำ โดย ทางญาติผู้เสียหายยืนยันจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด

เวลา 16.40 น. พ.ต.ท.รัตน์ เทพเฉลิม รองผกก.สส.สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี นำกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบ 12 นาย เข้าติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยในพื้นที่บ้านบือจะ ต.ปากู อ.ทุ่งยางแดง ภายหลังสืบทราบมีกลุ่มคนร้ายอาวุธครบมือเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ เมื่อมาถึงบริเวณโรงเรียนอิสลามนิติวิทย์ พบกลุ่มชายวัยรุ่นประมาณ 6-7 คน จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น แต่กลุ่มวัยรุ่นวิ่งหนี พร้อมทั้งชักอาวุธปืนยิงใส่ และยิงปะทะกันนาน 15 นาที คนร้ายล่าถอยหนีเข้าสวนยางพารา เจ้าหน้าที่จึงเข้าเคลียร์พื้นที่ พบศพนายนิมิตร เลาะลาแม อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78/4 หมู่ 4 ต.น้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ผู้ต้องหาตามหมายจับของ สภ.ปะนาเระ ในคดีฆ่าและเผาบ้านเรือนประชาชนที่บ้านบางหมู ต.น้ำบ่อ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และที่มือยังกำอาวุธปืนขนาด 11 ม.ม. ถูกยิงเข้าที่หลังและขา

ศ.ดร.กฤษฎา สุชีวะ รักษาการรองผอ.ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือเอ็มเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมลงนามความร่วมมือโครงการขยายกำลังการผลิต งานวิจัยเสื้อเกราะกันกระสุน ของเอ็มเทค คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โดยศ.ดร.กฤษฎา กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงขึ้น ตำรวจและทหารต้องออกลาดตระเวนเสี่ยงภัย แต่จำนวนเสื้อเกราะกันกระสุนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่จริง มีจำนวนเพียงหลักร้อย ขณะที่มีผู้ต้องการใช้เสื้อเกราะกันกระสุนมีเป็นหลักหมื่น

ดร.กฤษฎากล่าวต่อว่า เอ็มเทคและคณะวิทยา ศาสตร์ ม.มหิดล ร่วมกันพัฒนาเกราะแข็งน้ำหนักเบา สำหรับใช้งานด้านยุทโธปกรณ์ทางทหารในกองทัพไทย เพื่อผลิตเสื้อเกราะกันกระสุน และสร้างเครื่องจักรสำหรับการผลิตขึ้น โดยได้รับการสนับ สนุนทุนและวัตถุดิบเม็ดพลาสติกชนิดความหนาแน่นสูง เพื่อผลิตเส้นใยเสื้อเกราะกันกระสุน ตั้งเป้าจำนวน 100 ตัวในล็อตแรก

ด้าน รศ.ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวว่า เสื้อเกราะที่จะผลิตขึ้นใช้เม็ดพลาสติกชนิดความหนาแน่นสูง ทำให้เป็นเส้นใยที่มีความทนทาน จะประกอบเป็นเสื้อเกราะกันกระสุน ร่วมกับเซรามิก สามารถป้องกันกระสุนได้ใน 3 ประเภท คือปืนเล็กยาว หรือปืนไรเฟิล และอาวุธสงครามได้ มีน้ำหนักต่อตัวประมาณ 9 กิโลกรัม ราคาประมาณตัวละ 20,000 บาท ถูกกว่าเสื้อเกราะกันกระสุนที่ซื้อจากต่างประเทศที่มีราคาถึงตัวละ 40,000 บาท และมีอายุใช้งานเพียง 4 ปีเท่านั้น
 
 ภาพประกอบ [1]
คลังระเบิด- เจ้าหน้าที่ตรวจค้นสวน ยางพารา บ้านดอเฮะ อ.สุ ไหงปาดี จ.นราธิวาส พบอุปกรณ์วัตถุระเบิดจำนวนมาก เป็นการขยายผลหลังจับกุมแกนนำกลุ่มอาร์เคเค ได้ที่ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดีก่อนหน้านี้ 
 วันที่เผยแพร่  13 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  13 ก.พ. 2551


 ชื่อเรื่อง   สมัครเบรกเฉลิมพูดไวระวัง ตั้งเขตปค.พิเศษ-แนะคุยวงเล็ก
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0114130251&day=2008-02-13§ionid=0101
 เนื้อหา  นายกฯเตือน มท.1 ให้ระวังเรื่องพูด ตั้งเขตปกครองพิเศษแก้ปัญหาใต้ แนะให้คุยวงเล็กก่อน "เฉลิม"ชี้"สมัคร"ไม่เข้าใจ แค่สวัสดิการพิเศษ ขรก. คิดสูตรให้เป็นเมืองเคร่งศาสนา นักวิชาการหนุน ระบุเป็นการเริ่มต้นที่ดี เสนอให้ศึกษารูปแบบ"อาเจะห์" โจรใต้กราดอาก้า-เอ็ม 16 ดับสมาชิก อบต.พร้อมลูกชาย

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตือน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ระมัดระวังการเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาภาคใต้ ที่จะเสนอให้เป็นเขตปกครองพิเศษ โดยแนะนำให้คุยกันในวงเล็กก่อน เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่า นายสมัครยังไม่เข้าใจแนวคิดดังกล่าว โดยจะทำให้เป็นเมืองเคร่งศาสนา ห้ามมีสถานบริการใหม่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายสมัครปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณี ร.ต.อ.เฉลิมเสนอแนวความคิดตั้งเขตปกครองพิเศษเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ แต่แสดงความเป็นห่วงว่า "ไปอ่านข้อมูลมาแล้วก็เสนอแนวคิด อย่างนี้อันตรายและไม่ควรออกความเห็น จะต้องไปคุยกันในวงเล็ก คือเห็นว่าดี แล้วออกความเห็นแต่ก็จะไปกันใหญ่ ต้องบอก ร.ต.อ.เฉลิมว่าผมเคยโดนมาแล้ว ไม่นาน ร.ต.อ.เฉลิมก็โดนอีก เรื่องนี้ไม่ควรไปแสดง เพราะแสดงแล้วมีปัญหา ผมก็เคยเจอตอนอิสลามเข้ามาเยี่ยมที่พรรคพลังประชาชนนิดเดียวก็เกิดเรื่องนี้มาครั้งหนึ่ง"

นายสมัครยังกล่าวถึงการพูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถึงการแก้ปัญหาภาคใต้ว่า บรรดาทหารขอคุยห้องเล็ก แล้วให้มาช่วยคิด เพราะความรับผิดชอบอยู่ที่หัวหน้ารัฐบาล หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเห็นด้วยก็เดินหน้า แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็จะถาม ซึ่งจะรีบทำโดยเร็ว และในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องขอเวลาดูหน่อย ซึ่งก็มีข้อมูลและคงไม่ถูกหลอก

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ได้คิดค้นหาสูตรในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ว่า ทำไมที่ผ่านมันจึงแก้ไม่ได้ ยังมีการฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน ได้เสนอให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นเมืองเคร่งศาสนา ห้ามมีสถานบริการ ไปทำประชาพิจารณ์ หากประชาชนเห็นด้วยก็จะดำเนินการทันที

"แนวคิดคือ 1.จากนี้ต่อไปสถานบริการอย่าไปเพิ่ม ที่มีอยู่ลดลงแล้วไปเป็นจังหวัดที่เคร่งครัดศาสนากันไปเลย 2.เขตปกครองพิเศษจะเอารูปแบบไหน แต่ไม่ใช่แบ่งแยกดินแดน มันต้องมีวิธีเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่มานั่งรอวันตาย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีว่าอย่างไรต้องดูกันอีกที" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องทำความเข้าใจกับกองทัพกรณีจะทำเป็นเขตปกครองพิเศษหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ต้องปรึกษากองทัพอยู่แล้ว ทหารมีบทบาทสำคัญที่สุดในการกำหนดยุทธศาสตร์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องเอาของเก่ามาดูว่าบกพร่องตรงไหน ต้องแก้ไขอย่างไร การทำงานต้องให้การเมืองนำการทหาร

เมื่อถามถึงกรณีนายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงเรื่องการเสนอเขตปกครองพิเศษ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า แสดงว่ายังไม่เข้าใจว่าเขตปกครองพิเศษดังกล่าวคืออะไร ที่ผ่านมาเกิดเหตุรุนแรงมาตลอด โดยเฉพาะปี 2550 เกิดกว่า 2,000 ครั้ง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะไม่ให้คิดค้นไม่ให้ศึกษาได้อย่างไร จึงคิดว่าเขตปกครองพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 1.ต้องทำประชาพิจารณ์ว่าไม่ต้องมีสถานบริการเลย เอาหรือไม่ ให้เป็นพื้นที่ที่เคร่งครัดในเรื่องของศาสนา และยังต้องการให้ผู้ว่าฯ 3 จังหวัดอย่าอนุญาตหรืออนุมัติให้มีสถานบริการเพิ่ม

"2.ให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอได้รับการโยกย้ายเป็นพิเศษ อย่างที่อื่นต้องเป็น 5 ปี แต่ถ้าเป็นในพื้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ให้เลื่อนขั้นได้เร็วขึ้นเป็น 3 ปี และการให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 3.ให้ผู้นำศาสนาเน้นที่เป็นมุสลิม ดูว่าที่ผ่านมากฎหมายของพวกคุณมีปัญหาหรือไม่ นี่คือแนวทางเขตปกครองพิเศษ" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว และว่า ไม่ได้คิดที่จะแบ่งแยกดินแดน การแบ่งแยกดินแดนคงต้องเอาไว้ชาติหน้า

นางอรทัย ก๊กผล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การกระจายอำนาจแบบเขตปกครองพิเศษ จะช่วยให้แต่ละพื้นที่มีโอกาสบริหารจัดการวิถีชีวิตของตนเอง ซึ่งก่อนจะให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครอง พิเศษ ต้องมาคุยกันหลายประเด็นว่ารัฐจะกระจายอำนาจแค่ไหน

นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ กล่าวว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการเข้าใจทางการเมืองที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่ข้อสำคัญจะต้องศึกษาและดูกรอบของเขตการปกครองพิเศษว่าครอบคลุมแนวคิดใดกฎหมายด้านทางแพ่ง กฎหมายมรดกของชาวอิสลาม ที่มีความพยายามจะเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ อีกทั้งเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่แนวทางสำเร็จรูป เพราะหากมีการปกครองพิเศษ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนจะสนใจแนวทางการตั้งโต๊ะเจรจามากขึ้น

นายศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า แนวคิดที่ ร.ต.อ.เฉลิมจะศึกษาโมเดลเขตการปกครองพิเศษจากมณฑลซินเกียง ของจีน ถือว่าน่าสนใจ แต่จีนมีรูปแบบการปกครองที่ต่างจากไทย อยากแนะนำให้รัฐบาลศึกษาประกอบด้วยคือ กรณีจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีรูปแบบการบริหารปกครองแบบท้องถิ่นเข้ามาผสมผสาน ทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมของชาวมลายู รากฐานวิถีคิด ที่มีรูปแบบเฉพาะอันน่าสนใจ

นายสุริชัย หวั่นแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าคิดว่าปัญหาภาคใต้ใช้วิธีปราบปรามอย่างเดียวไม่พอ อาจจะต้องสนใจวิธีแก้ปัญหาที่เปิดให้มีส่วนร่วมในระยะยาว เพราะในพื้นที่มีข้อแตกต่างเยอะ ขณะเดียวกันก็จะต้องดำรงความเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยไว้พร้อมๆ กับให้มีส่วนร่วมในท้องถิ่นได้มากขึ้น เน้นความเป็นสมดุล เน้นความเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย แต่มีวิธีการจัดการบริหารท้องถิ่นที่มีลักษณะการยอมรับส่วนร่วมของท้องถิ่นมากกว่าเดิม

นายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ และคณะทำงานแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ กล่าวว่า แนวคิดจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ จะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับสถานการณ์รุนแรงกว่าเดิม ทั้งนี้ ปัญหาในภาคใต้ แม้จะมีบางส่วนที่มีความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดเช่นนั้น จุดสำคัญอยู่ที่ต้องสร้างความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่สังคม

"ขอเสนอแนะให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ ซึ่งสามารถให้ทั้งคนนอกและในพื้นที่มาร่วมกันทำงาน เพราะขณะนี้ฝ่ายนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นตัวนายกฯและรัฐมนตรีมหาดไทยไม่เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง" นายเจะอามิงกล่าว

ด้านเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เมื่อเวลา 08.20 น. ขณะที่นางพริ้ม ไกรสุวรรณ อายุ 28 ปี กำลังกรีดยางพาราภายในสวน พื้นที่หมู่ 3 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา ได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต

เวลา 10.20 น. ขณะที่นายนูรูดิน สะอะ อายุ 19 ปี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ขับรถกระบะ โดยมีบิดา คือ นายอับดุล อาซิ สะอะ อายุ 43 ปี สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส นั่งมาภายในรถ เมื่อมาถึงหน้ามัสยิดตันหยงลิมอ หมู่ 7 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ ได้ถูกคนร้าย 4 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นพาหนะเข้าประกบใช้ปืนอาก้าและเอ็มกราดยิงใส่ กระสุนถูกนายอับดุลอาซิ เสียชีวิต นายนูรูดิน ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลระแงะ

เวลา 06.00 น. พ.ท.รุ่งโรจน์ อนันตโท หัวหน้าชุดเฉพาะกิจที่ 31 นราธิวาส สนธิกำลังทหารพรานรวมกว่า 100 นาย เข้าตรวจค้นสวนยางพารา บ้านดอเฮะ หมู่ 4 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส พบถังขนาดใหญ่ฝังอยู่ใต้ดิน ภายในบรรจุโทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง วงจรจุดชนวนระเบิดต่อพ่วงนาฬิกาดิจิตอล และแบตเตอรี่พร้อมใช้งาน ดินระเบิดชนิดซีโฟร์ 2 แท่ง ไดนาไมต์ 10 แท่ง พลุสัญญาณ และถังดับเพลิงบรรจุวัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่จึงยึดไปตรวจลายนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอ เพื่อขยายผลจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่า คนร้ายนำวัตถุประกอบระเบิดทั้งหมดมาพักไว้ เพื่อนำไปก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ จ.นราธิวาส

เวลา 17.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.นรัตน์ เทพเฉลิม รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีแนวร่วมเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่หมู่ 4 บ้านบือจะ ต.พิเทน จึงนำกำลังชุดกู้เกียรติ จำนวน 12 นาย ออกลาดตระเวนเดินเท้า พบกลุ่มวัยรุ่นต้องสงสัย 4-5 คน นั่งอยู่ในกระท่อมหลังบ้านของชาวบ้าน จึงพยายามที่จะเข้าไปตรวจสอบ แต่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยชักอาวุธปืนยิงใส่แล้ววิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าหลังหมู่บ้าน เจ้าหน้า ที่จึงยิงตอบโต้คนร้ายและวิทยุขอกำลังสนับสนุน จนเกิดการปะทะกันขึ้นประมาณ 10 นาที ปรากฏว่าคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 1 ศพ ส่วนที่เหลือหลบหนีเข้าไปในป่า
 
 ภาพประกอบ [1]
ฆ่าพ่อลูก - ทหารเข้าตรวจสภาพศพนายอับดุลอาซิ สะอะ อายุ 43 ปี สมาชิก อบต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ 4 คน ยิงถล่มเสียชีวิตคารถกระบะ ส่วนนายนูรูดิน สะอะ บุตรชาย นักเรียน ม.6 โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา ที่นั่งมาด้วยกันไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 
 วันที่เผยแพร่  13 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  13 ก.พ. 2551

......................................
ผบ.ทบ.ติง “เหลิม” ตั้งเขตปกครองฯ ใต้เรื่องใหญ่
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2551 13:24 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000018125

วันนี้ (13 ก.พ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเชิญหารือเกี่ยวกับกรอบการทำงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่ายังไม่ได้รับการประสาน แต่กองทัพบกได้เตรียมข้อมูลไว้แล้ว
       
       พล.อ.อนุพงษ์ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะให้จัดพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ โดยกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยากและใหญ่เกินไปที่จะนำมาพูดผ่านสื่อ เพราะเป็นเรื่องของประเทศชาติ แต่หากจะมีการหารือกัน กองทัพบกมีข้อมูลที่จะนำเสนอ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามในหลายแง่มุม ทั้งในแง่ของการปฏิบัติได้จริงและข้อห่วงใยของฝ่ายทหารที่ผ่านมาที่เกรงว่าการจัดตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษจะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน พล.อ.อนุพงษ์ ปฏิเสธว่าไม่มีความคิดเห็น ต้องไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

       
       นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกยังให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึกว่า ที่กองทัพจำเป็นต้องขอให้รัฐบาลประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ในขณะนี้มีเหลือเพียงตามอำเภอต่างๆ ที่ติดแนวชายแดน เนื่องจากมีภัยคุกคามประเภทต่างๆ เช่น ปัญหายาเสพติดที่เข้ามาในพื้นที่ชั้นในของประเทศ ซึ่งขณะนี้มี 7 กองกำลังของกองทัพบก และ 1 กองกำลังของกองทัพเรือดูแลอยู่ และฝ่ายรักษาความมั่นคงภายในเห็นว่ายังจำเป็นต้องมีเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้ แต่หากจะมีการพิจารณาเป็นอื่นเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาเหตุผลว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เรื่องนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของกองทัพ
       
       ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ใด้ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางตรวจเยี่ยมการทำงานของกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ว่าจะไปดูการปฏิบัติงานในภาพกว้างของกองกำลังผาเมืองและนเรศวร โดยเฉพาะปัญหาเรื่องม้ง ซึ่งในภาพรวมทางสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพร้อมรับกลับ แต่มีปัญหาเรื่องกระบวนการส่งกลับของไทยที่จะต้องหาทางแก้ไขปัญหากันต่อไป ส่วนจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับองค์กรเอกชน หรือเอ็นจีโอหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ
บันทึกการเข้า

Arch_FreeMan
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 210



« ตอบ #196 เมื่อ: 13-02-2008, 16:23 »

ปัญหาภาคใต้ ก่อความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก รัฐบาลทักษิณ มีมุมมอง และ แนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ผิดพลาด

ตลอดระยะเวลาที่ รัฐบาลทักษิณอยู่ในอำนาจ ปัญหาภาคใต้นอกจากจะไม่ได้รับการแก้ไข อย่างถูกวิธีแล้ว จะถูกเติมเชื้อไฟ ด้วยคำสั่ง CEO ด้วยคำพูดยั่วยุของนายกทักษิณ ตลอดเวลา

ปัจจุบัน ปัญหาภาคใต้เริ่มได้รับการแก้ไข เริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ผมก็ได้แต่หวังว่า รัฐบาลของคุณสมัคร จะไม่ทำให้พี่น้องคนไทยต้องตายเพิ่มขึ้นอีก ปัญหาภาคใต้ ไม่ได้อยู่ในวิสัย ที่ สส ฝ่ายค้านจะแก้ได้ แต่อยู่ในอำนาจที่ฝ่ายบริหาร หรือ รัฐบาลจะแก้ไข

หน้าที่ สส ฝ้ายค้าน คือการตรวจสอบการกระทำของฝ่ายบริหารผ่านรัฐสภา เท่านั้น เจ้าของกระทู้ควรจะไปศึกษาระเบียบวิธีการเมืองการปกครองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเสียใหม่

สส. ฝ่ายค้าน ไม่ได้มีอำนาจบริหารแบบรัฐบาล งบประมาณก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย ดังนั้น อย่าไปโยนความรับผิดชอบของ หรือ โยนปัญหาให้เป็นของฝ่ายค้าน รัฐบาลต่างหากที่จะต้องทำหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ลุล่วง หากแก้ได้ก็เป็นเครดิตของเขา
บันทึกการเข้า

ธรรมเท่านั้นคือทางรอดของสังคมไทย
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #197 เมื่อ: 13-02-2008, 16:40 »

ปัญหาภาคใต้ ก่อความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก รัฐบาลทักษิณ มีมุมมอง และ แนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ผิดพลาด

ตลอดระยะเวลาที่ รัฐบาลทักษิณอยู่ในอำนาจ ปัญหาภาคใต้นอกจากจะไม่ได้รับการแก้ไข อย่างถูกวิธีแล้ว จะถูกเติมเชื้อไฟ ด้วยคำสั่ง CEO ด้วยคำพูดยั่วยุของนายกทักษิณ ตลอดเวลา

ปัจจุบัน ปัญหาภาคใต้เริ่มได้รับการแก้ไข เริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ผมก็ได้แต่หวังว่า รัฐบาลของคุณสมัคร จะไม่ทำให้พี่น้องคนไทยต้องตายเพิ่มขึ้นอีก ปัญหาภาคใต้ ไม่ได้อยู่ในวิสัย ที่ สส ฝ่ายค้านจะแก้ได้ แต่อยู่ในอำนาจที่ฝ่ายบริหาร หรือ รัฐบาลจะแก้ไข

หน้าที่ สส ฝ้ายค้าน คือการตรวจสอบการกระทำของฝ่ายบริหารผ่านรัฐสภา เท่านั้น เจ้าของกระทู้ควรจะไปศึกษาระเบียบวิธีการเมืองการปกครองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเสียใหม่

สส. ฝ่ายค้าน ไม่ได้มีอำนาจบริหารแบบรัฐบาล งบประมาณก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย ดังนั้น อย่าไปโยนความรับผิดชอบของ หรือ โยนปัญหาให้เป็นของฝ่ายค้าน รัฐบาลต่างหากที่จะต้องทำหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ลุล่วง หากแก้ได้ก็เป็นเครดิตของเขา

เขาพูดถึงปชป. รัฐบาลเงา? ไม่ได้สนใจฝ่ายค้านตะบัน

ปํญหาภาคใต้ ปัญหาลับสมองสส.ปชป.และคนภาคใต้มากกว่าปัญหาอื่นๆเพราะมีคนไทยตายไปมาก
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #198 เมื่อ: 18-02-2008, 01:27 »


เฉลิม คงต้อหันมากวาดบ้าน กระทรวงมหาดไทย มีพวกกเฬวราก จัดการกวาดไปเรื่อยๆ หันมาสร้างบารมีดีกว่า



ชื่อเรื่อง   เฉลิมล้มเขตปกครองพิเศษใต้ ปัตตานีซุ่มยิงกำนัน-อบต.สาหัส
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0106160251&day=2008-02-16§ionid=0101
 เนื้อหา  "เฉลิม"เลิกแนวคิดตั้งเขตปกครองเฉพาะส่วน แก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จว.ใต้ อ้างไม่อยากให้มีการทะเลาะกัน ยุติเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังเดินหน้าให้พื้นที่เกิดความสงบสุข อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 แนะใช้การเมืองนำทหาร ชี้ไฟใต้ไม่ดับเพราะ"ทักษิณ-สุรยุทธ์"ไม่รู้จริง กลุ่มโจรซุ่มยิงกำนัน-อบต.สาหัส

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ว่า ขอยกเลิกแนวคิดเขตปกครองพิเศษหรือ เขตปกครองเฉพาะส่วน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ โดยให้เป็นเขตปกครองธรรมดา 75 จังหวัด รวม กทม.เป็น 76 จังหวัด และจะหาวิธีการที่จะแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความสงบสุขต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเพราะเกิดจากแรงเสียดทานหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่ใช่ เป็นการเถียงกันไปเถียงกันมา คนก็คิดว่าจะไปเอาแบบเขตปกครองตนเองซินเจียง หรือแบบเยอรมนี คิดว่าจะต้องมีการแบ่งแยกการเลือกตั้ง กลัวว่าจะเสียดินแดน คิดกันไปต่างๆ นานา จึงไม่อยากให้มีการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะทุกคนหวังดีต่อบ้านเมืองเหมือนกัน อยากให้ภารกิจสำเร็จ จึงได้ยกเลิกและอย่าไปเรียกในลักษณะนั้นเลย ส่วนการปฏิบัติงานในพื้นที่ก็ยังจะเป็นไปตามแนวทางเดิมที่เคยพูดไว้แน่นอน

ด้าน พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีเขตปกครองพิเศษ จะมีก็เป็นเรื่องของการปกครองตนเอง เช่น เมืองพัทยา หรือกรุงเทพมหานคร คือไม่ขึ้นกับส่วนกลางในการบริหารงานบางส่วน ทั้งนี้ หากพิจารณา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องดูที่ความพร้อม และทำเรื่องนี้แล้วจะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่

พล.อ.กิตติกล่าวว่า ช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่รู้เลยว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการอะไร ต้องการจัดตั้งรัฐปัตตานี ไม่ใช่ปกครองตนเอง ต้องมองกันให้ชัดเจน อย่าพูดเพื่อการเมือง อย่าพูดเพื่อหาเสียง หรือพูดแล้วก่อให้เกิดความแตกแยก พูดอะไรออกมาขอให้มีความรอบคอบ มีขั้นมีตอน มันเป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง เรื่องของแผ่นดิน เรื่องของเอกราช

"เขตปกครองพิเศษเป็นขั้นบันไดที่เขาวางเอาไว้ อย่าทำอะไรเรื่อยเปื่อยเหมือน 4 ปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหาให้สำเร็จไม่ได้อยู่ที่ทหาร แต่อยู่ที่การเมือง ความสำเร็จต้องด้วยสันติวิธี คือ การเจรจาทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ การเมืองจึงต้องนำการทหาร แต่การเมืองต้องเข้าใจ การเมืองไม่ใช่นักการเมือง ที่ผ่านมาอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ไม่เข้าใจปัญหา" พล.อ.กิตติกล่าว

ส่วนเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เมื่อเวลา 05.00 น. จ.ส.อ.ชุมพร วงศ์ปิ่นตา หัวหน้าชุดลาดตระเวนทหารม้า ร้อย ร.1273 ชุด ฉก.นราธิวาส 31 นำรถยนต์หุ้มเกราะ 4 คัน ทหาร 21 นาย ออกตรวจเหตุคนร้ายโปรยตะปูเรือ และลอบเผายางรถยนต์บนถนนสายจารุเสถียร เส้นทางสาย อ.สุไหงปาดี-อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส บริเวณบ้านปาเร๊ะปูโร๊ะ หมู่ 9 ต.มะ รือโบตก อ.เจาะไอร้อง เมื่อถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายได้จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในกล่องเหล็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ที่ลอบวางไว้ที่โคนเสาไฟฟ้าบริเวณหัวสะพานบ้านปาเร๊ะปูโร๊ะ แต่ระเบิดทำงานไม่ครบวงจร มีแค่เสียงดัง แต่สะเก็ดระเบิดไม่กระจายออกมา จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ขณะที่มีรถยนต์ชาวบ้านถูกตะปูเรือใบยางแตกหลายคัน

เวลา 08.00 น. พ.อ.ประยงค์ กล้าหาญ รอง ผบ.ฉก.สงขลา ร่วมกับตำรวจ,ทหารพรานร้อย และอาสาสมัคร (อส.) สะบ้าย้อย จ.สงขลา เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 14 หมู่ 3 ต.ทุ่งพอ อ.สะบ้าย้อย จับกุมนายรอซาลี หะยีอาบู ผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงหลายคดี จากนั้นคุมตัวไปสอบสวนเบื้องต้น โดยนายรอซาลีสารภาพว่า เป็นผู้ก่อความไม่สงบจริง และที่ผ่านมาได้ประสานให้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นราธิวาส ประสานกับผู้ใหญ่เพื่อเข้ามอบตัว แต่ไม่สามารถรับรองความปลอดภัยให้ได้ จึงหลบหนีมาซ่อนตัวก่อนถูกจับกุม

เวลา 12.30 น. ขณะที่ จ.ส.อ.ปรีชา สุขสร้อย อายุ 40 ปี สังกัด ร้อย ร.12 รอ. ชุด ฉก.นราธิวาส ขับรถกระบะ เพื่อไปประชุมที่ค่ายสิรินธร มีทหารนั่งมาในรถ 3 นาย โดยขับมาตามเส้นทางสายยะรัง-มายอ เมื่อมาถึงหมู่ 4 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้ถูกคนร้ายใช้ปืนอาก้ายิงใส่ จึงเกิดการยิงตอบโต้กัน และเจ้าหน้าที่ได้ติดตามคนร้ายที่หลบหนี พบชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องของคนร้ายที่ทำตกไว้ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

เวลา 15.00 น. ขณะที่นายมะดารี ลาเม็ง อายุ 43 ปี กำนัน ต.หนองแรต อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ขับรถกระบะ โดยมีนายดอรอม มะโร๊ะ อายุ 41 ปี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.)หนองแรต นั่งมาภายในรถ เมื่อมาถึงพื้นที่หมู่ 1 ต.ปิยามุมัง อ.ยะหริ่ง ได้ถูกคนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะเข้าประกบและใช้ปืนอาก้ายิงใส่ แต่นายมะดารีได้ชักปืนยิงตอบโต้ก่อนที่คนร้ายจะเร่งเครื่องหลบหนีไป โดยมะดารีถูกยิงเข้าที่แก้มขวา ไหล่ขวา และชายโครงขวา ส่วนนายดอรอมถูกยิงเข้าที่คอ ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่

วันเดียวกัน ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตนายอัดนัน วาเต๊ะ และพวกอีก 4 คน ในคดีร่วมกันฆ่า และเผาวัดพรหมประสิทธิ์ ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ทำให้พระมรณภาพ 1 รูป และเด็กวัดเสียชีวิต 2 ศพ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2548 ส่วนจำเลยอีก 6 คน ให้ยกฟ้อง

 
 วันที่เผยแพร่  16 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  16 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #199 เมื่อ: 21-02-2008, 00:31 »



ชื่อเรื่อง   วิกฤตป่าสงขลาเหลือ5แสนไร่
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ข่าวสด
 คอลัมน์ข่าว   ภูมิภาค
 URL   http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdOakl3TURJMU1RPT0=§ionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09DMHdNaTB5TUE9PQ==
 เนื้อหา  สงขลา - นายสุทธิ มโนธรรมพิทักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า การประชุมการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดสงขลา มีคณะอนุกรรมการจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมประชุมเพื่อหามาตรการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากขณะนี้พื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดสงขลาอยู่ในขั้นวิกฤตมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่กว่า 5 แสนไร่เท่านั้น ขณะนี้ขอความร่วมมือให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 18 และหน่วยป้องกันรักษาป่าชายเลนที่ 10 สงขลา บูรณาการการปฏิบัติงานดูแลป้องกันรักษาพื้นที่ป่าเอาไว้ให้ได้ หากพบการบุกรุกพื้นที่ป่าในพื้นที่ของหน่วยงานใดให้หน่วยงานนั้นแจ้งความดำเนินคดี และเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่า พร้อมกับให้ดูแลปราบปรามการลักลอบจับสัตว์ป่า และค้าสัตว์ป่า ตรวจตราการนำไม้ที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องปะปนกับไม้ฟืน ไม้ยางพารา ที่นำส่งโรงงาน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง

นายสุทธิกล่าวอีกว่า พยายามสร้างเครือข่ายให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลรักษาป่า เพราะประชาชนอยู่ในพื้นที่ย่อมมีส่วนได้ส่วนเสียหากป่าไม้ถูกทำลายอาจจะมีภัยธรรมชาติขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ บุกรุกพื้นที่ป่า มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นจากการบุกรุกทำลายป่า หากพบเห็นการตัดไม้ทำลายป่าแจ้งเรื่องได้ที่ฝ่ายปกครองของอำเภอ และจังหวัด หรือที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 โทรศัพท์หมายเลข 0-7431-3166 สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 18 โทรศัพท์หมายเลข 0-7439-8211 และหน่วยป้องกันรักษาป่าชายเลนที่ 10 สงขลา โทรศัพท์หมายเลข 08-4968-7930
 
 วันที่เผยแพร่  20 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  20 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
    กระโดดไป: