ถามถึงการเมืองชายแดนใต้ หาคำตอบการเมืองขบวนการใต้ดิน http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=185 สกู๊ป/รายงานพิเศษ | 2550-12-09 02:13:03
พิมพ์ข่าวหน้านี้
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
สนามการเมืองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนและมีปัจจัยในการวิเคราะห์แตกต่างไปจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบซึ่งมี เจ้าภาพ' ที่เป็นเครือข่ายของขบวนการใต้ดินเกิดขึ้น เป็นอีกขั้วหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา
ภาพความรุนแรงและการเสียชีวิตผู้คนแทบทุกวี่วัน ในตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา เป็นความเจ็บปวดของสังคมไทยที่ต้องการการเยียวยาเป็นการเร่งด่วน ซึ่งนักการเมืองและพรรคการเมืองทุกพรรคต่างรับรู้ความต้องการนี้ดี ดังนั้น ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้จึงได้ช่วงชิงกันนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กันคึกคัก พร้อมทั้งยกเป็นวาระแห่งชาติไปโดยปริยาย ซึ่งไม่แน่นักว่าข้อเสนอเหล่านี้จะมีผลต่อคะแนนเสียงในท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด และชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ใส่ใจในเนื้อหาสาระหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือ วาระแห่งชาติข้อนี้สามารถนำมาใช้หาเสียงได้กับคนทั้งประเทศ
สนามการเลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มี ส.ส.ได้ 12 คน ประกอบด้วย ปัตตานี 4 คน นราธิวาส 5 คน และยะลา 3 คน
คู่ชิงที่สำคัญในหลายเขตยังคงเป็นผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มวาดะห์ในนามพรรคพลังประชาชน แต่การปรากฏตัวของ น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ หรือ หมอแว' ประธานกลุ่มสัจจานุภาพ ในสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็น่าสนใจไม่น้อย เช่นเดียวกับบางเขตที่พรรคชาติไทยยอมทุ่มทุนเพราะหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้ส่วนแบ่ง ส.ส.
โจทย์ที่ชวนวิเคราะห์ คือ กลุ่มขบวนการใต้ดินที่ต่อกรกับรัฐไทยอยู่ขณะนี้ มีท่าทีและกำหนดบทบาทอย่างไรเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะต้องไม่ลืมว่าจำนวนบัตรเสียกว่า 30,000 ใบในคราวลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ถือว่ามีนัยยะทางการเมืองพอสมควร
"ผมว่าพวกเขาเล่นการเมืองเป็น และครั้งนี้เขาย่อมฉกฉวยสถานการณ์อยู่แล้ว เพราะมันต้องไปเกาะเกี่ยวกับโต๊ะครู อุสตาซ ต้องเกาะเกี่ยวกับมัสยิด ซึ่งเป็นการดึงพลังมวลชนไว้ พวกเขาปฎิเสธพลังมวลชนไม่ได้ ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่พวกเขาจะได้สวมรอยเข้าสู่การเมืองด้วย เพียงแต่เข้าไปในลักษณะใดเท่านั้น" นักวิเคราะห์รายหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ชิดกลุ่มขบวนการใต้ดินให้ความเห็น
นักคิดรายนี้มีอายุกว่า 40 ปี หลังจากเรียนจบโรงเรียนศาสนาชั้น 10 จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้ไปศึกษาต่อที่เมืองบันดุง บนเกาะชวาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย พร้อมกับเพื่อนๆ อีกกลุ่มใหญ่ แต่เมื่อกลับสู่บ้านเกิด เขาไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฎิบัติการของ บางฝ่าย' ที่นำหลักศาสนามาบิดเบือนและใช้ในทางที่ผิดเพื่อดึงมวลชนให้เข้าร่วมและนำไปสู่เป้าหมายของการแบ่งแยกดินแดน
"บางทีการออกไปกาบัตรลงคะแนน ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเอาอย่างไร แต่อาจเป็นเพียงการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นก็ได้ เหมือนกับการลงประชามติครั้งก่อน" นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว
แม้เขาไม่กล้าฟันธงว่ามีการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองระดับชาติกับกลุ่มใต้ดินหรือไม่ แต่เขาระบุว่า หัวคะแนนหลายคนที่เดินเคียงคู่อยู่กับนักการเมือง ก็คือคนๆ เดียวกันที่เคยไปเรียนต่อกับเขาที่บันดุง
แม้อุดมการณ์หนึ่งของกลุ่มใต้ดินคือการปฎิเสธอำนาจรัฐทุกรูปแบบ แต่เขาเชื่อว่า สถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ การ เล่น' กับการเมืองจะให้ประโยชน์กับพวกใต้ดินมากกว่า
"พวกที่ไปเรียนอินโดนีเซีย บางคนจบด้านการเมืองและสังคมในมหาวิทยาลัยเดียวกับอดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย" นักวิเคราะห์รายนี้ยกเหตุผลเพื่อย้ำถึงความเชื่อที่ว่า กลุ่มขบวนการใต้ดินต้องแสดงพลังโยงใยไปถึงการเมืองเรื่องเลือกตั้ง ส.ส.ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้
ความเห็นของเขาสอดคล้องกับ วัยโรจน์ พิพิธภักดี' อดีต ส.ส.หลายสมัยของจังหวัดปัตตานี โดยวัยโรจน์มีบทเรียนจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ซึ่งครั้งนั้น เขาย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์มาอยู่พรรคไทยรักไทยแล้ว เพื่อรวมพลังกลุ่มดารุสลามเข้ากับกลุ่มวาดะห์
"คนพวกนี้ไปข่มขู่ชาวบ้านไม่ให้เลือก โดยบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร-อดีตนายกรัฐมนตรี) สั่งฆ่ามุสลิม แถมพวกที่ไปอยู่ในมาเลเซีย พวกสมาคมต้มยำกุ้งสั่งให้คนงานกลับมาเลือกตั้งพร้อมให้ค่ารถ เลือกใครก็ได้ ยกเว้นพวกเรา" วัยโรจน์วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เขาสอบตก เช่นเดียวกับกลุ่มวาดะห์ที่แทบสูญพันธุ์ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2548
แต่นั่นอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดที่ทำให้ทั้งวาดะห์และดารุสลามต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพราะยังมีปัญหาความแตกแยกภายในของกลุ่มวาดะห์ รวมถึงการ ไม่เอาทักษิณ' ก็ไม่ใช่เฉพาะแค่กลุ่มใต้ดินเท่านั้น แต่ประชาชนเกือบทั่วด้ามขวานทองก็ไม่เอาทักษิณด้วยเช่นกัน
ตระกูลพิพิธภักดีของวัยโรจน์เป็นอดีตเจ้าเมือง ยะหริ่ง' แถมมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้ปกครองในหลายรัฐทางฝั่งมาเลเซียมาแต่เก่าก่อน ทำให้นายวัยโรจน์รู้จักมวลชนอย่างกว้างขวาง แต่ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้เขาถูกตัดสิทธิ์เพราะอยู่ในกลุ่มบ้านเลขที่ 111
ที่น่าสนใจคือ ในอดีต ตระกูลพิพิธภักดีและตระกูลโต๊ะมีนา เดินกันคนละเส้นทางการเมืองมาโดยตลอด แต่การหวนคืนสู่สนามเลือกตั้งปัตตานีครั้งนี้ของ นายเด่น โต๊ะมีนา ได้สอดประสานกับนายวัยโรจน์ แม้ไม่ถึงกับใกล้ชิด แต่ถือว่าเป็นมิติใหม่ของคนทั้ง 2 ตระกูลและกองหนุน
"เราอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พรรคไหน หลังการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 3 จังหวัดนี้น่าจะมารวมตัวเป็นหนึ่งเดียวเพื่อร่วมกันปฎิรูปความรู้สึกของประชาชน เพราะพวกเขาถูกกดดันมาก" วัยโรจน์ฝากข้อเสนอไปยัง ส.ส.ทุกคนที่ได้รับเลือกตั้งหนนี้
แม้กลุ่มดารุสลามผสานเข้ากับกลุ่มวาดะห์แล้วก็ตาม แต่วันนี้ของวาดะห์ กับวาดะห์ในอดีตย่อมแตกต่างกัน การรวมทั้งสองกลุ่มเพื่อความเข้มแข็งทางการเมืองก็ใช่ว่าจะสามารถผนึกพลังมวลชนไว้ได้ โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์รุนแรง ทำให้ความน่าเชื่อถือของวาดะห์ถูกกัดกร่อนไปมาก
ภาพของวาดะห์กลายเป็นเพียงตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในสนามการเมืองเท่านั้น แต่กองกำลังที่แท้จริงกลับเป็นขุมพลังใต้ดิน ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวบ้านอย่างมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเองก็เข้าไม่ถึง
แม้แกนนำอย่าง เด่น โต๊ะมีนา, อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และ นัจมุดดิน อูมา ถูกนำไปเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเบื้องหลังของเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้ดูเหมือนมีระยะใกล้กับกลุ่มใต้ดินมากกว่า แต่คนในพื้นที่สีแดงก็ไม่ได้มองพวกเขาเป็น พวก' สักเท่าไหร่
"เมื่อก่อนพวกเราก็ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง ทำให้สังคมมองเราในทางไม่ดี อีกฝ่ายหนึ่งก็หาว่าเราเป็นขี้ข้ารัฐบาล ทำให้เราอยู่ลำบาก" นัจมุดดิน สะท้อนสถานการณ์อันน่าอึดอัดของวาดะห์ ซึ่งตัวเขาเองถูกตั้งข้อหาหนักหน่วงและถูกหวาดระแวงจากคนในภาครัฐ จนทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์บทเรียนการต่อสู้ทางการเมืองของวาดะห์ว่าเป็นความล้มเหลว
แต่สำหรับนัจมุดดินกลับมองว่า การเมืองในระบอบรัฐสภา ยังสามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ แต่อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์
"มันอาจทำให้ประชาชนบางส่วนลังเลบ้าง เขาถามว่าเรามีอำนาจทางการเมืองจริงหรือ มันแก้ได้จริงหรือ ขนาดผมเข้าไปช่วยเหลือรัฐแล้ว แต่รัฐให้ความคุ้มครองผมได้แค่ไหน นี่ขนาดเราทำดีแท้ๆ"
นัจมุดดินบอกด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจนักว่ากลุ่มใต้ดินจะส่งคนเข้ามาเล่นการเมืองในครั้งนี้หรือไม่
"ผมว่าไม่น่าจะมีน่ะ มันขัดกับแนวทางของเขา เพราะเขาปฎิเสธระบบรัฐสภา และเขาเชื่อว่าความสำเร็จของเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้"
แต่เขาก็ยอมรับว่า การชี้นำของกลุ่มใต้ดินมีผลต่อการเลือกตั้งอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก และปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเลือก ส.ส.ในครั้งนี้ น่าจะเป็นเรื่องของตัวบุคคลและความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่า เพราะสังคมมุสลิมเป็นสังคมที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันเหมือนเป็นเครือญาติ ยกเว้นคนในเมืองที่อาจมีความศรัทธาในตัวพรรคการเมือง
แต่คำถามที่นัจมุดดินและกลุ่มวาดะห์ต้องตอบให้ได้คือ ทำไมในวันนี้พวกเขาถึงกลับมาอยู่พรรคพลังประชาชน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน สมาชิกทุกคนของวาดะห์ต่างทำท่าเข็ดขยาดในพรรคที่มีดาวเทียมส่องนำ พร้อมกับประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าจะหาพรรคที่เป็นกลางทางการเมืองเข้าสังกัด
ปัจจัยอะไรที่ทำให้วาดะห์เปลี่ยนใจ?
ในขณะที่การเมืองในขั้วประชาธิปัตย์ค่อนข้างนิ่งและเตรียมการพร้อมกว่ากลุ่มอื่นๆ แม้เชื่อกันว่าคะแนนเสียงของประชาชนใน 3 จังหวัดยึดโยงที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรค แต่การดำเนินงานการเมืองที่ต่อเนื่องมายาวนานก็ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบในหลายเขต เพราะมีฐานคะแนนจัดตั้งอยู่ในระดับหนึ่งโดยเฉพาะเขตเมือง
พรรคประชาธิปัตย์ค่อนข้างสุขุมเมื่อพูดถึงกลุ่มใต้ดินและกองกำลังนอกระบบ ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนวาดะห์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนของประชาธิปัตย์จะปฎิเสธมือที่มองไม่เห็น เพราะในเกมลึกก็มีข่าวเหมือนกันว่าแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ บางคน' ได้พบปะกับ หัวขบวน' บางองค์กร เพื่อรับฟังข้อมูล แม้ไม่มีการยืนยันว่า บุคคลนั้นเป็น แก่น' หรือ เปลือก' แต่ก็สะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวของประชาธิปัตย์ในการให้น้ำหนักกับกลุ่มใต้ดินอยู่เหมือนกัน
"อิทธิพลของพวกใต้ดินน่าจะมีผลอยู่บ้าง โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านต้องเชื่อฟังเขา" เจ๊ะอามิง โต๊ะตาหยง ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ให้ความเห็น ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้วิธีนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งด้วยแล้ว จะทำให้ชาวบ้านไม่กล้าขัดใจอำนาจนอกระบบ เพราะเช็คบิลกันได้ง่าย
"เรื่องนี้รัฐต้องควบคุมให้ดี เมื่อก่อนชาวบ้านรักชอบใครก็เก็บไว้ในใจ พอถึงเวลาก็ไปลงคะแนน พอเอาผลคะแนนไปกองรวมกันก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ชาวบ้านกลัว" เจ๊ะอามิง รับรู้ความรู้สึกของชาวบ้าน
ความกลัวที่ปกคลุมทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ความรู้สึกเฉพาะชาวบ้านเท่านั้นที่ถูกรุกราน แม้แต่ความรู้สึกของผู้สมัคร ส.ส.ต่างก็ถูกความกลัวรุกรานไม่แพ้กัน ทำให้ต้องปรับรูปแบบการหาเสียงกันครั้งใหญ่ จากที่เคยมีกำหนดการณ์ชัดเจนและเปิดเวทีปราศัย เปลี่ยนเป็นการเดินเคาะประตูบ้านแทนและจัดเวทีย่อยโดยไม่มีการบอกกล่าวกันล่วงหน้า
"ผมไม่มีข้อมูลน่ะว่ากลุ่มใต้ดินส่งคนเข้ามาเป็นนอมินีทางการเมือง" เจ๊ะอามิงเชื่อว่า เรื่องเช่นนี้เป็นความสามารถเฉพาะบุคคลมากกว่า
ขณะที่มุมมองของนักวิชาการอย่าง ดร.อิบรอเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต แห่งวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) ค่อนข้างมั่นใจว่ากลุ่มขบวนการใต้ดินต้องใช้การเมืองเรื่องเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเครื่องมือแน่นอน เพียงแต่จะใช้แบบไหน
"พวกเขาต้องใช้ทุกอย่างที่มี อะไรที่เป็นทุนได้ก็ต้องเอา และการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นทุนที่ดี เขาต้องมีการสร้างเงื่อนไขบางอย่างให้กับคนที่ต้องการชนะ"
ดร.อิบรอเฮ็มเชื่อว่าแนวทางของกลุ่มใต้ดินที่กำลังดำเนินการอยู่คือ ต้องเชื่อมต่อกับประชาชน หรือศาสนา หรือนานาชาติ ให้ได้ทางใดทางหนึ่ง และหากเชื่อมติดทางใดทางหนึ่งจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะศาสนา เพราะจะได้ใช้เป็นเหตุผลยกระดับให้เป็นการต่อสู้ทางศาสนาได้
"ผลการลงประชามติครั้งก่อน ทำให้เห็นว่าชาวบ้านยังไม่สิ้นหวังกับการเมืองเสียทีเดียว พวกเขาจึงออกมาใช้สิทธิ์ แต่ที่ต้องตั้งใจทำบัตรเสียกันมาก เพราะไม่อยากเอาทั้ง 2 ฝ่าย"
เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี แห่งคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี วิเคราะห์ว่าเครือข่ายขบวนการใต้ดินต้องใช้ประโยชน์จากการเมือง เพราะแต่ละคนแต่ละกลุ่มต่างต้องการขยายฐานของตัวเอง ดังนั้นหากผู้สมัคร ส.ส.ที่ตนให้การสนับสนุนชนะเลือกตั้ง ก็ทำให้บทบาทของเขาเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย
"ผมเชื่อว่าภายในกลุ่มใต้ดิน มีการดันกันอยู่ระหว่างคนที่เชื่อว่าจะใช้การเมืองแก้ปัญหากับพวกที่ปฎิเสธการเมือง แต่เนื่องจากแนวทางแรกเคยล้มเหลว เพราะพวกที่ไปเล่นการเมืองอาศัยฐานของขบวนการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในระดับชาติ กลายเป็นความตอกย้ำในทางลบ"
เขายังเชื่อว่าขบวนการใต้ดินสามารถชี้นำการเลือกตั้งได้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตสีแดง สังเกตได้จากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งมี 30,000 คะแนนที่ตั้งใจทำบัตรเสีย ซึ่งเป็นคำถามว่าใครมีส่วนชี้นำ และในการเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนเสียงเหล่านี้จะเป็นของใคร
"การเลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์เครือข่ายและหัวคะแนนกันมากกว่า เพราะนโยบายที่ออกมาไม่มีผลเท่าไหร่ แต่ความรุนแรงที่เป็นมายาวนาน ทำให้ทุกอย่างถูกกดให้นิ่งหมด ไม่มีใครกล้าขยับอะไร" ดร.ศรีสมภพย้ำให้เห็นภาพการเมืองในพื้นที่ซึ่งเป็นไปในลักษณะปิดมากกว่าที่อื่น
สิ่งที่น่าจับตามองคือ เมื่อโจทย์ที่กำหนดไว้ได้คำตอบเชิงวิเคราะห์ในทิศทางเดียวกันว่า เครือข่ายใต้ดิน เล่นการเมือง' ครั้งนี้ด้วยแน่ เพียงแต่เป็นรูปแบบใด
คำถามที่ชวนวิเคราะห์ต่อไป คือ รูปแบบของการต่อสู้ในสนามสีแดงจะแปรเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่ และรัฐไทยจะกำหนดท่าทีอย่างไร
สงครามทางความคิดนี้จะสะท้อนผลออกมาในรูปแบบใด??
..............
ชูข้อเสนอประชาสังคมใต้ จับตา พ.ร.บ.ความมั่นคง http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=186 ข่าวเฝ้าระวัง | 2550-12-11 12:09:51
พิมพ์ข่าวหน้านี้
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
Deep South Watch : DSW
วงเสวนาดับไฟใต้จับตา พ.ร.บ.ความมั่นคง หวั่นส่งผลกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน จี้องค์กรภาคประชาชนทำข้อเสนอยุติธรรมทางเลือกให้กองทัพดำเนินการ ชี้กระบวนการยุติธรรมมีจุดอับ แนะคุยกับกับคนทำ
วานนี้ (10 ธ.ค.) ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมกับศูนย์ข่าวสารสันติภาพ ม.ธรรมศาสตร์ และเครือข่ายรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้ ร่วมจัดเวทีเสวนา ดับไฟใต้โดยไม่ก่อไฟกองใหม่ ข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชน' โดยมีตัวแทนภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการร่วมนำเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แก่พรรคการเมือง โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังประมาณ 50 คน รวมทั้งยังถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังฯ
นายพงศจรัส รวยร่ำ อนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องติดตามก็คือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ น่าจะผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือให้กองทัพนำมาใช้แก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน ดังนั้นองค์กรต่างๆ ที่ทำงานภาคประชาสังคมจะต้องคิดว่าจะมีข้อเสนอต่อกองทัพอย่างไรเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่ เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจะส่งผลกระทบต่อประชาชน น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย จึงควรสร้างกระบวนการยุติธรรมทางเลือกให้มากที่สุดเพื่อนำเสนอต่อกองทัพภาคที่ 4 ให้ได้
นายพงศจรัสกล่าวต่อว่า ขณะนี้ขบวนการก่อความไม่สงบมีการจัดตั้งเป็นสามส่วน คือ อาเยาะหรือโครงสร้างการเมืองในหมู่บ้าน อาร์เคเคหรือชุดติดอาวุธ และส่วนระดับบนทั้งในและต่างประเทศ ในระดับอาเยาะเป็นผู้นำศาสนาช่วยเหลือชาวบ้าน แต่มีพฤติกรรมที่รัฐมองว่าผิดกฎหมาย เพราะต่อต้านรัฐต่อต้านสยาม ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกกับชาวบ้าน ในอนาคตรัฐอาจจะต้องปฏิบัติการกวาดจับคนเหล่านี้ เพื่อดันให้อาร์เคเคเข้าป่า เชื่อว่าท้ายที่สุดก็ต้องจบที่การพูดคุย การแก้ปัญหาจึงต้องคำนึงถึงคนด้วย มิใช่จะยึดครองพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียว
"นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลคือการสกัดกั้นความเกลียดชัง ดูแลเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางการสูญเสียของญาติพี่น้อง โดยที่เข้าใจว่าเป็นฝีมือของคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา บางทีรัฐอาจจะคิดดีคือการเอาเด็กเหล่านี้ไปเป็นทหารและตำรวจ เอาคนที่เคียดแค้นเหล่านี้ไปจับอาวุธอีก ซึ่งผิด อย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้กลับสร้างความอยุติธรรมก่อน เพราะเมื่อเป็นคดีขึ้นมาชาวบ้านจะหาหลักฐานและทนายเก่งๆ มาสู้คดีได้ยาก" นายพงศจรัสกล่าว
นายอิสกานดาร์ ธำรงทรัพย์ นักวิชาการท้องถิ่น กล่าวว่า ไม่คาดหวังว่าจะได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมของรัฐ การต่อสู้ของขบวนการก่อความไม่สงบในขณะนี้อยู่ที่เหตุผลของการต่อสู้ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าหลังเรียนจบแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร ในประวัติศาสตร์สิทธิที่คนมลายูได้รับก็แลกมากับระเบิดมาโดยตลอด ไม่ใช่ด้วยวิธีการที่สันติ
"แม้ว่ารัฐจะตั้งใจจะดับไฟใต้ แต่คนที่กำลังก่ออยู่ในขณะนี้ตั้งใจที่จะก่ออยู่แล้ว ผมคิดว่าเหตุผลในการต่อสู้ของพวกเขาต่างหากคือสิ่งที่รัฐต้องทำความเข้าใจ มันหยุดได้ ถ้าให้อะไรเขาไปบ้าง" นายอิสกานดาร์กล่าว
นายอิสกานดาร์กล่าวว่า การกำหนดนโยบายของรัฐจะต้องกำหนดให้ชัดว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งจะนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหา ต้องให้แน่ชัดว่าปัญหาเป็นเรื่องทรัพยากร กระบวนการยุติธรรม หรือเรื่องอะไรกันแน่ เพื่อให้รู้ว่าคู่ขัดแย้งนั้นมีใครบ้าง หลังจากนั้นจึงจะสามารถกำหนดยุทธวิธีได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ความขัดแย้งในแต่ละด้านจะจัดการอย่างไร ทั้งด้านทรัพยากรปัญหาเป็นอย่างไร ในภาคการเมืองมีปัญหาอย่างไร ในด้านประวัติศาสตร์มีความขัดแย้งอย่างไร
นายอิสกานดาร์ กล่าวอีกว่า การต่อสู้ที่ผ่านมาไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2547 หรือการยุบ ศอ.บต. แต่มีการจัดตั้งมานานแล้ว ถึงขณะนี้หากจะยุติสงครามก็คงจะต้องคุยกับคนที่ทำ เพราะถึงจุดนี้แล้วคนที่กำลังต่อสู้มานานขนาดนี้คงไม่ละทิ้งไปได้ง่ายๆ หากไม่ได้อะไรเลย
ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ วิจารณ์ว่า การแก้ปัญหาของรัฐละเลยการรับฟังเสียงจากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินและยังเป็นคนจนเสียส่วนใหญ่ รัฐเองก็จะฟังจากปัญญาชนและผู้นำศาสนา ซึ่งเป็นความจริงคนละชุดจากชาวบ้าน ในขณะที่รัฐสูญเสียความไว้เนื้อเชื้อใจจากชาวบ้าน และหวาดระแวงประชาชนตลอด มองว่าใครต่อใครเป็นแนวร่วมไปเสียหมด นอกจากนี้ ยังพบว่า รัฐบาลปัจจุบันยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะยุทธการพิทักษ์แดนใต้ซึ่งควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเข้าโครงการฝึกอาชีพ 4 เดือน
นางอังคณา กล่าวว่า มีข่าวลือหนาหูเรื่องกองกำลังติดอาวุธที่ใช้รถกระบะไล่ยิงคนมุสลิมเสียชีวิต คำถามคือสามารถนำอาวุธวิ่งอยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร รัฐต้องตอบคำถามว่าเป็นอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจหรือไม่ว่าเป็นการกระทำดังกล่าวฝีมือของเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่ นอกจากนี้แล้ว กรณีคนหายก็ยังคงมีอยู่ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกหลายกรณี คำถามเหล่านี้รัฐจะต้องชี้แจง
นางอังคณากล่าวว่า เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง หลักนิติธรรมต้องมีอยู่และต้องตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ไม่ให้อำนาจกระทำเกินเลย รัฐจะต้องไม่ตั้งเองสอบเอง ซึ่งจะกลายเป็นไฟกองใหม่ที่รัฐก่อขึ้น ถ้ารัฐยังใช้อำนาจไม่ชอบธรรมอยู่ นอกจากนี้ ประชาชนมีสิทธิในการล่ารายชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย เราได้จัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภาคใต้ แม้ว่ารัฐบาลใหม่เชื่อว่าคงไม่ทำแน่ก็ตาม ที่เห็นขณะนี้มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ที่กล่าวถึงการออกกฎหมายการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ภาคประชาชนจะต้องผลักดันให้ได้
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา กล่าวถึงล้มเหลวของระบบราชการในการรับมือกับภารกิจแก้ไขปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ โดยยกตัวอย่างของการขอใบรับรองแพทย์ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเพื่อขอรับความช่วยเหลือเยียวยาจากหน่วยงานราชการซึ่งบางรายต้องให้แพทย์เขียนถึง 11 ใบ ในขณะที่นักลงทุนกลับมีศูนย์บริการเพียงจุดเดียวเสร็จสรรพ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการรับพยาบาลลงมาในพื้นที่ยังพบปัญหาที่ไม่สามารถบรรจุได้
"ปัญหาจุกจิกอย่างนี้มีอยู่เต็มไปหมด ไม่เฉพาะแค่ปัญหาความรุนแรง" เขาเสนอว่า ต่อจากนี้การดับไฟไม่ใช่เรื่องทหารและตำรวจ แต่สิ่งสำคัญคือระบบราชการ เพราะรัฐไทยเป็นรัฐราชการ แต่ไม่สามารถแก้ไขตัวเองได้ แต่ต้องอาศัยคนอื่นมาช่วย อาจจะต้องมีองค์กรคล้าย ศอ.บต. ที่มีอำนาจสั่งการจริง ยกกรณีใบรับรองแพทย์สิบใบ กระทรวงต่างๆ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะ ผอ.ศอ.บต.มีตำแหน่งเพียงรองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ไม่อาจสั่งการข้ามกระทรวงได้จริง
นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า จะต้องมีสภาประชาชนหรือองค์กรภาคประชาชนที่เป็นกลไกรวมตัวกันอย่างเป็นทางการเพื่อให้ความเห็นต่อผุ้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังต้องมีกลไกการสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง ให้เห็นช่องทางอื่นมากกว่าการยิงกันรายวัน เพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งอาจหมายถึงเขตพัฒนาพิเศษที่มีบริบทที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่ปัจจัยที่น่ากลัวคือรัฐบาลใหม่ซึ่งต้องส่งสัญญาณว่าจะใช้แนวทางสันติวิธีต่อไป
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ปัตตานี กล่าวว่า สถานการณ์ยังคงมีความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง จากสถิติมีผู้เสียชีวิต 2.7 พันคน ทำให้โดยภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนอยู่ เมื่อเทียบภูมิหลังของเหยื่อมุสลิมกับพุทธเป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งสองกลุ่ม โดยที่มุสลิมจะมีมากกว่าเล็กน้อย
น่าสังเกตว่า ในช่วงเดือน มิ.ย.2550 มีความรุนแรงมากที่สุดโดยมีเหตุรุนแรงกว่า 300 กว่าครั้ง ต่อจากนั้นมีแนวโน้มจะลดลง รวมทั้งเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาด้วย เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันก็สูงมากถึงสองร้อยกว่าครั้ง เมื่อมองในภาพรวมปีนี้มีเหตุรุนแรงถี่ในช่วงต้นปีและเริ่มเบาบางลงในปลายปี ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากสถานการณ์และนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะมาตรการปิดล้อมกวาดจับกุมประชาชน ซึ่งจากโพลสำรวจทัศนะของประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย คือประมาณร้อยละ 38 จากตัวอย่างประมาณ 2 พันคน แต่เห็นด้วยราวร้อยละ 30 และอีกประมาณร้อยละ 30 ไม่มั่นใจ แม้สถานการณ์อาจจะลดลงจากมาตรการดังกล่าว แต่ยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับจากประชาชน ด้วยเหตุนี้ คำถามก็คือว่าจะทำอย่างไรที่จะลดความรุนแรง ในขณะที่สามารถแก้ปัญหาความรู้สึกด้านลบของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ไปด้วย ซึ่งต้องทำควบคู่ไปพร้อมๆ กัน
ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อการเลือกตั้ง ร้อยละ 32 คาดหวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาได้ แต่ร้อยละ 40 -50 ยังไม่แน่ใจ จะเห็นได้ว่านโยบายแก้ใต้เป็นประเด็นใหญ่ที่พรรคการเมืองจะต้องนำเสนอต่อประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ามีความพยายามแก้ไขปัญหาและมีความพร้อมมากกว่ารัฐบาลจากทหาร
เขากล่าวต่อว่า ข้อเสนอทางนโยบายใจกลาง คือ อัตลักษณ์ของคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ซึ่งต้องประกอบด้วยหลายอย่างพร้อมๆกัน ด้านยุติธรรม เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม และความมั่นคงของท้องถิ่นหรือการกระจายอำนาจของท้องถิ่น ประกอบกับการทำงานของข้าราชการ หลายประเด็นเหล่านี้ต้องร่วมกัน
ด้าน นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน อุปนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีการนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับภาคใต้จำนวนมาก แต่ประเด็นสำคัญคือจะขับเคลื่อนให้นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไรและแก้ปัญหาได้
ในมุมมองของตนจะต้องมีหลัก 3 ข้อ คือ หนึ่งชกจากมุมของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ การจับเฉพาะแต่ละด้าน จะต้องดูมุมของคนอื่นด้วย ต้องรอบรู้ รอบด้าน และรอบคอบ บางทีรอบรู้แต่ไม่รอบด้านก็มีปัญหา บางครั้งขัดขากันเองจึงต้องระวัง
สอง คือ ข้อเสนอภาคประชาชนจะต้องแหลมคมและตกผลึกเพียงพอที่จะนำไปปฏิบัติได้ ถ้ายังนำเสนอของภาคประชาชนที่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ก็ไม่รู้ว่าไง ต้องกลับมาทบทวนแนวทางการทำงานของตัวเอง และสาม ตนอยากเห็นคนในพื้นที่ลุกขึ้นมาพูดเองว่าเขาไม่ต้องการความรุนแรง ภาคประชาสังคมจะช่วยขับเคลื่อนเขาอย่างไร จะต้องเป็นข้อเสนอที่นำไปปฏิบัติได้
เขากล่าวต่อว่า ภาคประชาสังคมจะต้องร่วมกับพูดคุยในมุมมองของตัวเองเพื่อคิดหาแนวทางของภาคประชาสังคมเองแล้วนำเสนอนโยบาย ถ้าไม่ทำก็ต้องประท้วงรัฐบาล
"ผมอยากให้คนในพื้นที่สามารถกำหนดนโยบายของตัวเอง ไม่เฉพาะเพียงการจัดเวทีสาธารณะ ที่สำคัญต้องเอาชนะทางความคิดด้วย ไม่เพียงแต่ใช้แนวทางการทหาร"
ตนอยากเห็นการพูดเรื่องภาคใต้ที่ต้องรับรู้คือเรื่องความรู้และข้อมูล การพิจารณาตามข้อมูล เราจะต้องคุยด้วยความเข้าใจในกลุ่มภาคประชาสังคม และพูดคุยกันด้วยว่าจะขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นจะเป็นไม้ซีกงัดไม้ซุง สิ่งที่ต้องระวังว่าสิ่งที่ตนเสนอจะกลายเป็นผลข้างเคียงสำหรับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต
เขากล่าวอีกว่า สื่ออาจต้องรู้เท่าทันความเป็นสงครามด้วยและต้องทำหน้าที่ในการอธิบายความขัดแย้งจากพื้นที่ให้ชัดเจน รวมทั้งการนำเสนอทุกฝ่าย นอกจากนี้ เรายังไม่เห็นสื่อภาษามลายู ต่อไปจะต้องสนับสนุนให้พวกเขาสื่อสารออกจากพื้นที่เพื่อถ่วงดุลข่าวสารที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะต้องไม่ให้เสียงของสงครามและสิ่งที่ดีในพื้นที่ที่จะต้องถ่วงดุลกัน
ในขณะที่ นางละม้าย มานะการ ผู้ประสานงานศูนย์อาสาสมัครเพื่อประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า คิดว่าการตั้งคำถามเกี่ยวกับทฤษฎีการแบ่งแยกดินแดนไม่น่าจะถูกนัก ที่นั่นเป็นใบไม้แห้งที่พร้อมถูกน้ำมันและไฟ เป็นคำตอบว่าทำไมสถานการณ์ถึงเกิดขึ้น พร้อมที่จะถูกปะทุขึ้นมาโดยตลอด เราเชื่อว่ามีอุดมการณ์ต้านรัฐมีอยู่จริง แต่ก็มีปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรและสิทธิในการเข้าถึงโอกาส สิ่งเหล่านี้เป็นเชื้อไฟ คิดว่าชาวบ้านกำลังถูกบุกรุกทางวัฒนธรรม
เธอกล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับแนวทางที่ กอส.วิเคราะห์ปัญหา เราค่อนข้างเห็นด้วยทั้งหมดคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาไม่เฉพาะแค่รัฐบาล น่าจะเอาเป็นแนวทางในการทำงานต่อไป
อย่างไรก็ตาม อันดับแรก คือการเรียกความเชื่อถือศรัทธากลับมา โดยกำหนดวาระแห่งชาติโดยยึดสันติวีธีเป็นหลัก พร้อมทั้งไม่ใช่ปากว่าตาขยิบเหมือนที่มีการวิพากษ์ นอกจากนี้ การเพิ่มมาตรการป้องกันของชุมชน ให้ชุมชนมีพื้นที่สันติภาพ ให้ชุมชนเป็นคนกำหนด โดยรัฐและเอกชนคอยสนับสนุนประคับประคอง ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาของเขา คนนอกควรต้องส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ระหว่างกันและกัน ระหว่างรัฐกับประชาชน