ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
10-10-2026, 08:07
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
 |  ทั่วไป  |  ห้องสาธารณะ  |  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า/อุทยานแห่งชาติ/พรบ.ป่าชุมชน คนจะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างไร 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า/อุทยานแห่งชาติ/พรบ.ป่าชุมชน คนจะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างไร  (อ่าน 2630 ครั้ง)
ภูพาน
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 671


« เมื่อ: 10-05-2006, 10:52 »

ขณะนี้มีเหตุการณ์ร้อนเรื่องป่าไม้และสัตว์ป่าอยู่ 2 เรื่องคือ การขยายเส้นทางถนน 304
ระหว่างจังหวัดนครราชสีมา-ปราจีนบุรี ผ่านเขตป่าและชุมชน
อีกเรื่องคือ กรมอุทยานฯ จะเปลี่ยน “ป่าอุ้มผาง” จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นอุทยานแห่งชาติ
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อ
*  การประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เปรียบเทียบกับ การเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
    การอนุรักษ์ที่แท้ควรเป็นอย่างไร ? 
*  คนจะอยู่ร่วมกับป่าอย่างไร(พรบ.ป่าชุมชน)  แบบคนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้  เกื้อกูลกันในธรรมชาติ ?
บันทึกการเข้า

ขอกันข้าให้ไกลห่างจากคนที่กล่าวว่า "ข้าเป็นดวงเทียนที่นำความสว่างให้หนทางของประชาชน"
หากแต่ผู้ที่แสวงหาหนทางของตนจากแสงแห่งประชาชนนั้น  ขอจงนำข้าเข้าไปใกล้ชิดด้วยเถิด
~ คาลิล ยิบราน
O_envi
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 495



« ตอบ #1 เมื่อ: 10-05-2006, 18:18 »

รายการนี้ดูถึงลูกถึงคนเหมือนกันครับ
การพัฒนากับธรรมชาติมันไม่มีทางไปด้วยกันหรอกครับ
ถึงจะมีคนบอกว่าสามารถทำควบคู่กันไปได้
สำหรับผมขอเลือกธรรมชาติครับคนเป็นแค่ผู้อาศัยในโลกเท่านั้น
ส่วนเรื่องป่าอุ้มผางจะเปลี่ยนดีหรือไม่ไม่มีความรู้
บันทึกการเข้า

The change musts come one by one.It has to start with you
enjoylife
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114



« ตอบ #2 เมื่อ: 10-05-2006, 23:57 »

ขอตอบเฉพาะประเด็น การเปลี่ยน "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า" ให้เป็น "อุทยานแห่งชาติ"ิ
ผลกระทบง่ายๆ ก็คือ เป็นการ ลดระดับ การหวงห้าม ลงไป
พื้นที่ซึ่งเคยสงวนไว้ให้สัตว์ป่าสืบพันธ์ได้ตามประสา เคยอนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้เฉพาะผู้ขอเข้าไปศึกษาสัตว์ป่าและธรรมชาติ
ก็กลายเป็นพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้ สะดวกง่ายดาย
ี่ฟังดูก็เหมือนจะดี  ทำเพื่อประชาชน และลดความยุ่งยากของทางราชการในการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลรักษากฏระเบียบ

ข้อความที่แฝงอยู่คือ
สัตว์ป่าที่ว่าจะรักษาพันธ์เอาไว้นั้น รัฐบาลคงเห็นว่าหมดไปแล้ว หรือ ไม่มีค่าพอที่จะรักษา ไว้อีกต่อไป
จึงสามารถตกลงยินยอมให้ฝูงชน ทั้งนักท่องเที่ยว พ่อค้าไม้ ชาวบ้าน เข้าไปใช้กันได้

ลึกๆกว่านั้นก็คือ การเข้าไปถือครองสิทธิ
รัฐบาลก่อนๆ อาจพยายามได้แค่ ยึดครองที่ดิน สปก.
 
สมัยนี้เขามองว่าเรื่องนั้นมันจิ๊บจ๊อย... 
เพราะเขา เขมือบได้ทุกพื้นที่...
ทีทำให้่เป็นจุดท่องเที่ยวที่เหมาะสม
โดยใช้งบประมาณของรัฐบาลไปลงทุนสร้าง infrastucture รองรับการลงทุนภาคเอกชนได้ด้วย
ภายใต้ระบบงาบขององค์กรมหาชนชื่อว่า
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เข้าใจว่า อดีตผู้ช่วย รมต.คนดังเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติท่านหนึ่ง ยังเป็นผู้บริหารองค์การนี้อยู่
(แม้จะมีข้อโต้แย้งในการแต่งตั้ง ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรเขาได้)
รัฐบาลเคยแสดงข้อมูลไว้บ้างใน www.dasta.or.th
แต่วันนี้ web นี้เข้าไม่ได้เสียแล้ว
ท่านที่สนใจอาจจะพอไปหาอ่านได้ใน http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=3019
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-05-2006, 00:02 โดย enjoylife » บันทึกการเข้า
enjoylife
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114



« ตอบ #3 เมื่อ: 11-05-2006, 00:01 »

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02090549&day=2006/05/09
วันที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10286
ช่วยด้วย! ทีลอซูกำลังจะถูกข่มขืน
โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ผมเคยได้ไปเห็นน้ำตกทีลอซูมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว กว่าจะไปถึงและได้เห็นก็ต้องเดินทางอย่างระหกระเหินเต็มที ต้องนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปลงที่แม่สอดก่อน แล้วจึงนั่งรถยนต์จากแม่สอดไปอำเภออุ้มผาง เขาบอกว่าถนนสายนั้นยาวกี่กิโลเมตรจำไม่ได้ แต่รถจะต้องแล่นขึ้นลงเขาสูงชันและเลี้ยวไปมากว่าสองพันโค้งก่อนถึงอุ้มผาง ผมพยายามนับแต่ไม่สำเร็จเพราะเวียนหัว ต้องนั่งหลับตาไปเฉยๆ

ถนนสายนั้นถึงจะคดเคี้ยวเพียงใด แต่ก็ยังดีที่ลาดยางตลอด แต่ถนนจากอุ้มผางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อันเป็นที่ตั้งของน้ำตกทีลอซูนั่นซีครับ ยาวกว่า 20 กิโลเมตร และไม่ได้ลาดยาง ไม่น่าเรียกว่าถนนเสียด้วยซ้ำไป เพราะดูเป็นทางลำลองมากกว่า รถวิ่งไปโดดไปสองชั่วโมงจึงถึง แต่พอถึงเดินต่อเข้าป่าและขึ้นเขาไปอีกกิโลครึ่ง ได้เห็นน้ำตกแล้วก็หายเหนื่อยและสุดคุ้ม น้ำตกทีลอซู (ชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยง เพราะแถวนั้นมีคนเชื้อสายกะเหรี่ยงอยู่) นั้น เขาว่าสวยเป็นที่หกของเอเชียหรือของโลก แต่ผมว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทีเดียว กว้างถึงครึ่งกิโลเมตร และสูงเป็นชั้นๆ ขึ้นไป 300 เมตร น้ำตกทั้งปี เพราะไหลมาจากห้วยกล้อทอที่อยู่ในป่าดิบ (ของพม่า) ที่ยังสมบูรณ์

หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง (ลืมชื่อท่านไปแล้ว) บอกผมว่า ทางสายอุ้มผาง-ทีลอซูนั้น มีผู้พยายามจะทำให้เป็นถนนดี รถจะได้แล่นไปมาได้ทุกฤดู แต่ตัวท่านคัดค้านและขอให้ปล่อยเป็นทางลำลองไว้อย่างนั้น เพื่อว่าถึงหน้าฝนทางกลายเป็นโคลน รถจะได้แล่นไม่ได้ คนจะได้ไม่ไปกวนทั้งป่าและสัตว์ ป่าจะได้ฟื้น และจะได้ต่ออายุสัตว์ คนไปกันมากๆ ถึงจะไม่ทำอันตราย แต่ต้นไม้ก็ไม่ชอบ และแค่เดินหรือโดดลงไปเล่นน้ำแล้วส่งเสียงเอะอะให้ได้ยิน สัตว์ก็ไม่ชอบและอายุอาจสั้นได้ ผมฟังท่านแล้วก็ประทับใจ และยิ่งประทับใจมากขึ้นเมื่อท่านบอกว่า หน้าฝนนั้นเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนั้นลำบากไม่น้อย เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สามารถจะส่งตัวออกไปรับการรักษาโดยรถยนต์ได้ ต้องนั่งช้างออกไป แต่ทั้งท่านและเพื่อนร่วมงานก็เต็มใจที่จะลำบากเพื่อป่าและเพื่อสัตว์

ผมกลับมาจากอุ้มผางคราวนั้นแล้วก็เขียนหนังสือเชียร์กรมป่าไม้และโดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง สนับสนุนให้ทิ้งทางสายอุ้มผาง-ทีลอซูเอาไว้ไม่ลาดยางหรือทำให้เป็นถนนดีๆ เพื่อป่าจะได้คงความสมบูรณ์และสัตว์ป่าที่นั่นจะได้อายุยืน ผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวยิ่งแห่กันไปทีลอซูมากเท่าไร ต้นไม้และสัตว์ที่นั่นก็จะยิ่งแย่มากเท่านั้น และลงท้ายน้ำตกอาจจะแห้งหายไปเลย

หลังจากนั้น ผมก็ไม่ค่อยได้นึกถึงทีลอซูอีก จนกระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคมที่แล้วมานี้เอง ได้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสด และพบข่าวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังจะเปลี่ยนสภาพเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่ง รวมทั้งเขตที่อุ้มผาง ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และคุณศศิน เฉลิมลาภ รองเลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ทักท้วงขอให้กรมอุทยานแห่งชาติทบทวนความคิดนั้น คุณศศินบอกว่า ถ้ากลายเป็นอุทยานแห่งชาติ ตรงที่น้ำตกทีลอซูอยู่ก็จะถูก "พัฒนา" กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งป่าและสัตว์ป่าก็ถูกรบกวนและเสียหาย

ผมไม่มีความรู้ทางเทคนิคเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่โดยสามัญสำนึกเห็นว่าถนนดีๆ ที่ตัดเข้าไปในป่าในดงบนเขาอันเป็นอุทยานแห่งชาตินั้น บัดนี้อำนวยความสะดวก ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปถึงและสัมผัสธรรมชาติได้ใกล้ชิดกว่าแต่ก่อน ตลอดเวลาและทุกฤดูกาลเสียด้วย และขึ้นชื่อว่านักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเทศส่วนใหญ่ขาดระเบียบวินัย ผมเข้าไปในอุทยานแห่งชาติทีไรก็เห็นประจักษ์พยานของความไร้ระเบียบวินัยและสกปรกที่นักท่องเที่ยวทิ้งเอาไว้ให้เห็นที่นั้น บริเวณอุทยานไม่เคยขาดขยะ บ้านพักของอุทยานทุกแห่งนอกจากจะชำรุด ขาดการดูแลรักษาแล้ว ผู้พักเองยังไม่เคยสนใจ ไม่ช่วยทะนุถนอมหรือทำความสะอาดให้ด้วย และเมื่อออกจากที่พักไปเที่ยว ความประพฤติของนักท่องเที่ยวก็รบกวนธรรมชาติและสัตว์อย่างแน่นอน แม่น้ำลำห้วยที่เคยสงบนิ่งถูกขบวนเรือและแพของนักท่องเที่ยวที่ระดมกันไป "ล่องแก่ง" และป่าถูกทำลายเพื่อเปิดทางให้ช้างที่นักท่องเที่ยวใช้เป็นพาหนะย่ำ ขณะที่ล่องและย่ำนั้นก็แหกปากส่งเสียงเอะอะเกรียวกราวกันไปตลอดทาง และพอถึงน้ำตกไม่ว่าจะเป็นทีลอซูหรือที่ไหนก็ตาม ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนเลยที่ยืนนิ่งและเงียบชมความงดงามของธรรมชาติ แทบทุกคนต้องโดดลงไปเล่นน้ำ เหมือนกับว่าในชาตินี้เพิ่งจะเห็นและรู้จักน้ำในวันนั้นตอนนั้น

เพราะฉะนั้น ผมจึงขอร่วมประณามและคัดค้านความพยายามที่จะแปลงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และถ้าหากว่าความพยายามเกิดจากแผน (ลับ) ที่จะได้ประโยชน์จากป่าที่ถูกตัด จากถนนที่จะสร้าง ร้านค้า สถานีบริการ รีสอร์ต ฯลฯ ที่จะเกิดตามมา ผมก็ขอประณามผู้วางแผนนั้นด้วย

และเพราะว่าการแปลงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้เป็นอุทยานแห่งชาติย่อมเป็นการรบกวนรังแกสัตว์ป่าอย่างแน่นอน และอาจทอนหรือทำลายชีวิตสัตว์ป่าด้วย ผมจึงเชื่อว่ากรรมชั่วของผู้วางแผนจะสนองผู้นั้นให้ชีวิตเขาได้รับการรบกวนรังแกจนเดือดร้อน เจ็บป่วย หรือตายอย่างสัตว์เช่นเดียวกัน

หน้า 6<

บันทึกการเข้า
O_envi
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 495



« ตอบ #4 เมื่อ: 11-05-2006, 20:00 »

ผมอยากเห็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเห็นความสำคัญของธรรมชาติบ้าง
เศรษฐกิจมันไม่สำคัญหรอกนะถ้าธรรมชาติมันตาย
บันทึกการเข้า

The change musts come one by one.It has to start with you
อบเชย
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 56



« ตอบ #5 เมื่อ: 11-05-2006, 23:04 »

ป่าเอย ดินเอย น้ำเอย  ควรปล่อยให้ชาวบ้านดูแลจัดการกันเอง  บนฐานคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง  การบริหารจัดการเป็นไปเพื่อสวัสดิการของคนในชุมชนนั้น   ช่วยกันดูแลรักษา และสร้างทดแทนที่ถูกใช้ไป  รักษาไว้เพื่อลูกเพื่อหลาน 

แต่ทุกวันนี้  เรานำธรรมชาติมาขายเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง  เพราะฉะนั้นบริการต้องดี ลูกค้าต้องเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบายที่สุด  ทำให้ธรรมชาติถูกทำลายเร็วที่สุดและง่ายที่สุด   เราหวังกำไรจากการขายธรรมชาติ  แต่ไม่คิดถึงต้นทุนที่เราต้องเสียไป   ทั้งทุนที่เป็นมูลค่า และคุณค่า 

ขายธรรมชาติมีแต่ขาดทุน...ไปขายหุ้นรวยกว่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-05-2006, 23:09 โดย อบเชย » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: