จาก หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10276
Unseen...ระบอบทักษิณโดย บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ e-mail:
[email protected]หลังจากติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาเป็นเวลาหลายเดือน ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยมีนักคิดกล้าพอที่จะเขียนถึงอีกด้านหนึ่งของท่านนายกฯทักษิณ ส่วนใหญ่จะเทกระแสไปทางด้านมืด วันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงด้านสว่างของท่านบ้าง
ผู้อ่านต้องสัญญา (กับตนเอง) ก่อนว่า จะอ่านบทความนี้ต่อไปอย่างผู้ที่บรรลุนิติภาวะทางอารมณ์แล้ว ไม่อ่านโดยยึดเอา โลภะ โมหะ โทสะ (รักคนโน้น เกลียดคนนี้ ฤๅ เห็นแต่ประโยชน์ข้างใดข้างหนึ่ง) เป็นที่ตั้ง
เมื่อเตรียมตัวเตรียมใจแล้ว ก็ขอเชิญอ่านบทความต่อไปได้เลย
ถ้าคนไทยไม่ใจไม้ไส้ระกำจนเกินไป คงต้องยอมรับว่า ท่านรักษาการนายกฯที่ได้ประกาศจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองในสมัยต่อไปท่านนี้ ได้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในองค์รวมเอาไว้ไม่น้อยเลย
คำว่า "องค์รวม" ในที่นี้จึงไม่ได้หมายว่าจะเป็นแต่เฉพาะ "ชาวชนบทฤๅรากหญ้า" อย่างที่พูดถึงกัน หากหมายรวมถึง "ชาวรากแก้ว" ที่ส่วนหนึ่งก็ออกมาเดินขบวนขับไล่ท่าน เอาไว้ในนั้นด้วย
ผลงานที่ผู้เขียนจะขอกล่าวถึง มีดังนี้
1) การนำเอาการจัดการอย่างมี "ยุทธศาสตร์" เข้ามาใช้ในการบริหารประเทศ
ถ้าจำไม่ผิด 3 เดือนแรกหลังจากเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 1 นายกฯทักษิณทำอยู่เรื่องเดียวคือ การจัด Workshop พัฒนายุทธศาสตร์ของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดินไทย
แต่ไหนแต่ไรมา ประเทศไทยของเรามีนักวางแผนมาจัดทำแผนงาน โครงการ ก็จริง แต่เป็น "แผน" ที่กระจัดกระจาย กระทรวงใครกระทรวงมัน ไม่เคยมีการ "บูรณาการ" ให้เป็นหนึ่งเดียว เหมือนอยู่กันคนละประเทศ
สภาพัฒน์เองทำแผนแม่บท 5 ปีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ยุค ฯพณฯ ท่านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่แผนนั้นก็ถูกนำมาเชื่อมต่อกับฝ่ายปฏิบัติการ คือรัฐบาล ไม่มากเท่าที่ควร สาเหตุใหญ่มาจาก "ผู้นำประเทศ" ที่พวกเราเลือกๆ กันมานั้น ยังขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์ด้านการจัดการ จึงได้แต่รอให้ข้าราชการประจำชงเรื่องกันขึ้นมา จนมีการแซวกันอย่างเจ็บๆ เกิดขึ้นให้ได้ยินอยู่เสมอ ว่านายกฯประเทศไทยทำหน้าที่ได้เพียงแค่ "ปลัดประเทศ" เท่านั้น
"การจัดการอย่างมียุทธศาสตร์" นั้น มีนัยสำคัญอยู่อย่างเดียวคือ ทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพยากร (Resources) ที่ประเทศมีอยู่อย่างมี "จุดมุ่งหมาย" หรือ "วัตถุประสงค์" ซึ่งนักยุทธศาสตร์เรียกให้หรูว่า วิสัยทัศน์ (Vision) และพันธกิจ (Mission)
ด้วยเหตุนี้ นายกฯทักษิณจึงเร่งจัดทำ "วิสัยทัศน์ของประเทศไทย" ขึ้น จากนั้นก็ได้กำหนดพันธกิจ หรือภารกิจที่ต้องทำเพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์นั้น จำไม่ได้ว่ามีอยู่ 7 หรือ 8 ภารกิจนี่แหละ
จากนั้นทุกกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ (ผู้ดำเนินกิจกรรม และใช้ทรัพยากร) ก็จะต้องยึดเอาวิสัยทัศน์ และพันธกิจของประเทศเป็นที่ตั้ง แล้ววางยุทธศาสตร์ (Strategies) และโครงการแผนงาน (Work Program) ที่เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะนำพาประเทศไปสู่วิสัยทัศน์นั้น
พึงทราบว่า ในอดีตหน่วยงานราชการไทยของเรามักใช้เงินไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย ค่าที่การจัดการงานราชการขาดหัวเรือที่จะคอยชี้นำว่าเราควรมุ่งเดินไปในทางใด การใช้เงินงบประมาณแผ่นดินโดยไม่มีวัตถุประสงค์นั้น แม้จะไม่มีการทุจริต แต่ประเทศชาติก็คงไปไม่ถึงไหน เพราะขาดเป้าหมายในการใช้ทรัพยากร
(นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์ และโดยเฉพาะคุณอลงกรณ์ มาตลอดว่า อย่าไปเสียเวลาจับผิดเรื่องทุจริตเลย เพราะนั่นเป็นความผิดในระดับ "เทคนิค" อันควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. หรือ สตง. ซึ่งเขามีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ส่วนนักการเมืองระดับชาติอย่างพวกท่าน ควรเน้นดูแลความไม่ชอบมาพากลในระดับ "ยุทธศาสตร์" ของรัฐบาล เช่นว่า นายกรัฐมนตรีแลรัฐบาลกำลังนำพา "นาวาสยาม" มุ่งหน้าไปผิดทางหรือไม่ ถ้าควบคุมกันตรงนั้น ประเทศไทยของเราก็จะเข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ)
เรื่องใช้ทรัพยากรโดยขาดจุดมุ่งหมายนี้ ทำให้หน่วยงานราชการไทยผลาญเงินงบประมาณแผ่นดินไปแล้วไม่รู้เท่าไร แม้การใช้จ่ายเงินนั้นจะไม่มีเรื่องทุจริตเลย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ก็คือการเร่งใช้เงินตามงบฯที่ได้รับอนุมัติ (แบบเก่า) ในเดือนท้ายๆ ก่อนสิ้นปีงบประมาณ เพียงเพื่อรักษาสถานภาพงบประมาณของหน่วยงาน ไม่ให้ต่ำกว่าที่ได้ขอไป ไม่เช่นนั้นก็จะถูกตัดงบฯในปีต่อไป หน่วยงานราชการจำนวนมากจึงต้องพยายามใช้เงินให้ "หมดๆ ไป" ด้วยการจัดสัมมนา ทัศนศึกษา หรือซื้อของในหมวด "วัสดุสิ้นเปลือง" ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องมีหลักฐานหลงเหลือ อันเป็นเรื่องราวที่พวกเราก็ได้ยินกันมานาน
ผลงานแบบนี้ จะเรียกว่าเป็น "ระบอบการจัดการ" ของใคร ท่านผู้อ่านกรุณาต่อท้ายด้วยชื่อนายกฯในอดีตเข้าไปได้ตามใจชอบ
ด้วยแนวคิดด้านการจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ ที่นายกฯทักษิณได้ริเริ่มนำมาใช้กับระบบราชการไทยนี้ จึงทำให้สำนักงบประมาณต้องพัฒนาวิธีการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (Strategic Performance Based Budgeting System) ขึ้นมารองรับแนวทางการจัดการดังกล่าว
ซึ่งหน่วยราชการจะทำงานแบบสุกเอาเผากิน หรือไร้เป้าหมายและวัตถุประสงค์เช่นเคยไม่ได้อีกต่อไป
2) การ "ปฏิรูประบบราชการ" (อย่างเอาจริงเอาจัง)
ต้องยอมรับว่าหลายปีมานี้ข้าราชการยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น มองประชาชนผู้มารับบริการเป็นผู้เป็นคนขึ้น เหตุที่ข้าราชการทำงานดีก็เพราะมี "คู่แข่งขัน" ซึ่งก็คือ "benchmark" ที่นายกฯทักษิณผลักดันให้มีขึ้น (งานนี้ข้าราชการบางส่วนอาจไม่พอใจ แต่ใน "องค์รวม" ประเทศดีขึ้นมาก ประชาชนได้รับการต้อนรับจากราชการชนิดที่เรียกว่าอย่างเป็นนัยสำคัญได้เลยทีเดียว)
"benchmark" นั้นคือการตั้งตัวดัชนีชี้วัด หรือ "KPIs" เพื่อใช้วัดผลการดำเนินงานของหน่วยราชการ การทำงานของทุกหน่วยงานจะต้องมี "ผลผลิต" และ "ต้นทุน" ถ้าใครบริหารแล้ว "ต้นทุน" สูง ก็อาจมีคู่แข่งเข้ามาทำ subcontract กับรัฐบาล ดังกรณีโรงพยาบาลเอกชนที่บริหารงานมีประสิทธิภาพสูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐ ได้เริ่มเสนอตัวเข้ามาแข่งขัน โดยจะรับรักษาโรคบางโรคที่โรงพยาบาลรัฐอ้างว่าให้บริการ ณ ราคานั้นไม่ได้
กทม.ถ้าตามความคิดนายกฯทักษิณนั้น ก็จะมองเห็นโดยทะลุปรุโปร่ง ว่าหน่วยงานสาธารณูปโภคทั้งหลาย ที่เป็น supplier ให้คนกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นการประปา การไฟฟ้า การโทรศัพท์ การจิปาถะต่างๆ ล้วนแต่จะต้องเสนอบริการอันเปี่ยมคุณภาพ และราคายุติธรรม ให้แก่ กทม.ทั้งสิ้น ค่าที่ตนเป็นลูกค้ารายใหญ่ ประกอบด้วยประชากรร่วม 10 ล้านคน นี่การณ์กลับตรงกันข้าม นอกจากไม่มี "น้ำยา" อะไรที่จะไปต่อรองกับรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นแล้ว วันดีคืนดียังถูก "พี่ท่าน" ขู่จะตัดน้ำตัดไฟอยู่นั่นแล้ว ไม่รู้บริหารกันด้วย "ระบอบ" อะไร รู้แต่ว่าเป็นเวรกรรมของคน กทม.โดยแท้
กลับมาที่การปฏิรูประบบราชการใหม่ ตอบแรกหน่วยงานของรัฐนึกว่านายกฯจะไม่เอาจริง อย่างไรเสียก็คงเป็นแค่กระแส "ไฟไหม้ฟาง" ดังเช่นรัฐบาลชุดที่แล้วๆ มา ครั้นเห็นท่านทักษิณรุกเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ก็ลุกขึ้นมาทำกันกุลีกุจอเชียว
ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วม (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) อยู่ในคณะทำงานเพื่อพัฒนาระบบงานด้านยุทธศาสตร์ของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง จึงเห็นว่าทิศทางที่ระบบราชการไทยกำลังเดินไปอยู่ในขณะนี้ จะเป็นผลดีกับประเทศชาติในระยะยาว และเป็นผลดีต่อองค์รวม (ไม่ว่าจะเป็นรากแก้ว หรือรากหญ้า) อย่างแน่แท้ทีเดียว
3) เรื่องอื่นๆ อันเป็นด้านบวกของนายกฯทักษิณ ก็เช่น การยกระดับมาตรฐานการเมืองไทย จากจุดขาย (Selling Point) แบบโบราณที่มุ่งขาย "ตัวบุคคล" (อาทิ ตรังต้องชวนสระแก้วต้องเสนาะ พิจิตรต้องสนั่น ฯลฯ) มาเป็นการขาย "นโยบาย" แทน หรือเปลี่ยนค่านิยมให้คนไทยหันมาสนใจ "การทำมาค้าขาย" กันมากขึ้น (OTOP 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องการย้ายสิ่งผิดกฎหมายใต้ดินให้ขึ้นมาบนดิน การปราบปรามยาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นต้น
สังคมไทยนั้นขาดผู้นำที่ "เอาจริงเอาจัง" มานานแล้ว ประเทศไทยจึงไปไม่ถึงไหนสักที รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ถ้ายังจำกันได้ ส.ส.ร.ภายใต้ความเห็นชอบของประชาชนในขณะนั้นก็ได้ช่วยกันผลักดันให้ประเทศมี "การนำ" ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด (โดยประชาชนเลือกตั้งขึ้นมา-ย้ำ) ด้วยการวางคอนเซ็ปต์ ให้บ้านเมืองมีรัฐบาลเสียงข้างมาก ซึ่งผลก็ออกมาเป็นพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของท่านนายกฯ ทักษิณ
จะเห็นได้ว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทยนั้น เป็นผลผลิตของสังคมไทย ถ้าเราไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อ 7-8 ปีก่อน เราก็คงจะยังมีรัฐบาลแบบเดิม มีนายกฯที่ต้องดูแลรัฐบาลผสม 4 พรรคบ้าง 5 พรรคบ้าง เมื่อเปลี่ยนกระบวนการ (Process) ก็ย่อมให้ผลผลิต (Output) ที่เปลี่ยนไป ถ้าไม่พอใจผลผลิตปัจจุบัน พวกเราก็กลับไปปรับปรุงกระบวนการใหม่ เรื่องก็มีเท่านี้เอง
ผู้เขียนเห็นว่า "ระบอบทักษิณ" นั้นไม่มีสิ่งที่พวกเราอยู่กับมัน แท้จริงแล้วคือ "ผลลัพธ์ของสังคมไทย" (ซึ่งก็มีทั้งแง่บวกและแง่ลบดังที่ได้จาระไนมานี้) เป็นผลลัพธ์ตามคุณภาพของประชาชนในขณะนั้นๆ ภายใต้ปรัชญาแห่งระบอบประชาธิปไตย
พวกเราต้องยอมรับจุดนี้
ครั้นเห็นอะไรไม่เข้าท่าก็ต้องกลับไปพัฒนาคุณภาพของประชาชน เพื่อจะได้สร้างกระบวนการ (Process) ที่ดี อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ (Output) ที่ดีขึ้นมาใหม่ แทนที่จะมามัวคิดล้ม "ระบอบ ก.ไก่" หรือ "ระบอบ ข.ไข่" ซึ่งก็ไม่รู้ว่า คืออะไรอยู่ในขณะนี้