ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
05-10-2026, 14:46
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
 |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  มีชัย อยากเห็นรัฐธรรมนูญ ฉบับไทย ๆ.........! 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
มีชัย อยากเห็นรัฐธรรมนูญ ฉบับไทย ๆ.........!  (อ่าน 1195 ครั้ง)
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« เมื่อ: 03-01-2007, 11:24 »

แนวคิด'มีชัย ฤชุพันธุ์' รธน.ฉบับ'ชงเอง กินเอง' (น่าจะ)ถูกปากคนไทย

3 มกราคม 2550 08:08 น.
"...แต่ละประเทศเขาก็เลือกตามที่เหมาะสมกับคนของเขา ประเทศของเขา...มีเราเท่านั้นที่ไม่ได้เลือก แต่ไปเอาจากเขา...เราต้องทำรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยด้วย...ที่นึกว่าคนไทยกินแฮมเบอร์เกอร์หรือสเต็กทุกมื้อ พอถึงเวลา คนไทยไม่ได้กินก็หงุดหงิด"
 
มีชัย ฤชุพันธุ์

เณริศา เนยเขียว: สัมภาษณ์

เกือบ 3 เดือนแล้ว ที่ นายมีชัย ฤชุพันธ์ มือกฎหมาย ได้กุมบังเหียนประมุขสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ณ สภาหินอ่อน พร้อมกับกระแสต่อต้านมาเป็นระยะๆ ว่าเคยเป็นเนติบริกรให้ "ระบอบทักษิณ" ก่อนจะฟอกตัวมายืนฟากตรงกันข้าม

กระทั่งล่าสุด ถูกตราหน้าว่าเป็น "คนของ คมช." ในฐานะมือกฎหมายที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ร่างระเบียบคัดสรรหาคนเข้านั่งสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย

ขณะที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติฯ จำนวนไม่น้อยเป็นทหาร และอดีตข้าราชการ จนถูกเรียกขานว่า"สภาฝักถั่วรีเทิร์น"

ภายใต้หมวกหลายใบที่ "ประธานมีชัย" สวมนั้นถือว่า เป็นการแบกภารกิจสำคัญใหญ่หลวงของประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ในโอกาสนี้ เขาได้เปิดใจ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิด สาระ การร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น

การร่างรัฐธรรมนูญควรจะเน้นตรงไหนมากที่สุด

ปัญหามันเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2540 จุดที่จะเน้นก็คือเมื่อเราคิดว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แล้วทำไมเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่พึ่งปรารถนาขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเน้นก็คือตามไปดู ไปส่องแว่นดูว่า ในแต่ละเรื่อง แต่ละราว เมื่อเขียนอย่างนี้แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เกิดสิ่งที่เคยตั้งใจอยากให้มันเกิด หรือมันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิด แล้วจึงค่อยดูว่าจะแก้มันอย่างไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระ กับความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ส่วนนี้ อาจจะเลยไปถึงตุลาการ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในช่วงวิกฤตินี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดหรือไม่ควรจะเกิด หรือควรจะเกิดไปในทิศทางไหน

แสดงว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคม

ไม่ใช่อย่างนั้น แต่รัฐธรรมนูญปี 40 ได้สร้างกลไกและแนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายเรื่อง หลายราว กลไกเหล่านั้น คนร่างก็ต้องคาดการณ์ไว้ว่า เมื่อกลไกเหล่านั้นแล้วอะไรจะเกิดขึ้น แล้วมันได้เกิดไหม เกิดอย่างที่ตั้งใจไหม ถ้ามันเกิดในสิ่งที่ไม่ตั้งใจ ก็แปลว่าเกิดความผิดพลาด ความผิดพลาดอาจจะเกิดที่ตัวกลไกที่สร้างไว้ หรือธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นคนไทย ถ้ามันเกิดจากกลไกที่ผิดพลาดก็ไปแก้ที่กลไก แต่ถ้าเกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นคนไทยเราอาจจะใช้กลไกอย่างนั้นไม่ได้ ก็ไปเปลี่ยนใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย

เท่าที่ดูรัฐธรรมนูญปี 40 เกิดจากกลไกหรือตัวบุคคลที่ทำให้เกิดขึ้น

มันผสมกัน คือเขาสร้างกลไกใหม่เพื่อหวังให้เกิดในทิศทางที่เขาต้องการ แต่ว่าเวลาปฏิบัติกลไกอาจจะคิดไปอีกแบบ เดินไปอีกทิศทางหนึ่ง แล้วมันไม่มีตัวแก้ ตัวที่เคยคิดว่าจะแก้เป็นตัวถ่วงดุลองค์กรอิสระมันก็ถูกทำลาย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราก็ต้องกลับไปคิดอีกทีหนึ่ง ส่วนต้นแบบสถาบันการเมืองน่าจะดำรงอยู่ได้หรือไม่นั้น ไม่แน่ขึ้นอยู่กับว่าเวลาตั้งโจทย์แล้วตอบคำถาม

เมื่อใช้กลไกปี 40 กับประสบการณ์ที่เห็นแล้ว คำตอบยังเหมือนเดิม อย่างที่เขาตั้งเจตนารมณ์เขาไว้ก็คือว่า ต้องการให้พรรคการเมืองแข็ง ต้องการให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ จริงอยู่เขาอาจไม่เคยนึกว่าภายในระยะสั้น ๆมันสามารถสร้างขึ้นมาได้ให้เกิดพรรคเดียวขึ้นมาได้ แต่จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ เข้มแข็ง นายกฯเข้มแข็ง เมื่อกลไกเหล่านั้นมาใช้กับประเทศไทย วิธีคิดแบบคนไทย ความแข็งตัวนั้นมันไปได้ไกลถึงขนาดนั้น ไกลเกินกว่าที่เคยคาดไว้มาก มากเกินกว่าที่อยากให้เป็นหรือเปล่า

เช่น เขาหวังว่าด้วยการวางกลไกในเรื่องผู้แทนแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ เพื่อมาสนับสนุนเราหวังให้พรรคมันใหญ่ขึ้น มีตัวเลือกในการเป็นรัฐบาล แต่พอเวลามันเกิดกลับยุบพรรค จะด้วยอิทธิพลอะไรก็แล้วแต่เมื่อยุบพรรคแล้วมารวมกัน เป็นสิ่งที่เขาคาดไว้แล้ว คาดว่าจะเป็นอย่างนี้ หรือไม่ได้คาดเลยว่าจะเป็นอย่างนี้ เขานึกว่าด้วยวิธีการสร้างส.ส.2 ประเภทแล้วจะทำให้พรรคค่อย ๆแข็งขึ้น ด้วยกลไกเหล่านั้น แต่พอเวลาใช้จริง มันไม่ได้แข็งด้วยกลไกนั้น มันแข็งด้วยกลไกอื่น ก็ต้องไปถามว่ากลไกอื่นนั้นเป็นที่พึ่งปรารถนา ถ้าไม่พึ่งปรารถนาจะไปสกัดมันได้อย่างไร

แนวคิดที่มานายกฯ ทั้งมาจากเลือกตั้ง และไม่เลือกตั้ง ทำไมถึงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ต้องการสะท้อนอะไร

คนที่เขามองอาจจะมองถึงทางออกเมื่อก่อนวันที่ 19 ก.ย. คนเรียกร้องให้ใช้ มาตรา7 เรียกร้องกันมากเลย ซึ่งก็กลับไปหานายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง เขาอาจจะตั้งคำถามว่าถ้าคิดตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้สงบแล้ว ยังคิดอยู่ไหม มันไม่ได้เป็นการชี้นำว่า ต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้ เขาอาจจะเปิดประเด็นว่าลองไปคิดกันดู ไม่จำเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าคำถามควรจะตั้งกันไว้เยอะๆ ตั้งคำถามให้มาก เพราะว่าคุณจะอุดช่องโหว่ได้ ก็ต่อเมื่อคุณตอบคำถามมันมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ช่องโหว่ก็จะเหลือน้อยลง ไม่มีทางใดจะทำให้ช่องโหว่มันหมดไป เกินขีดความสามารถของมนุษย์ แต่ถ้าเมื่อไหร่ตอบคำถามมากขึ้น ช่องโหว่ก็จะน้อยลง คิดว่าไม่ใช่เรื่องการถอยหลังเข้าคลอง เพราะไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างไร เพียงแต่ตั้งคำถามขึ้นมา ก็ต้องไปคิดกันดู ซึ่งน่าจะเป็นความห่วงใย

แต่คนตั้งคำถาม ก็ถูกมองว่าอาจจะไปกำหนดทิศทางในการร่างรัฐธรรมนูญได้

คำถามนั้นก็เป็นแต่เพียงคำถาม ไม่ได้บอกว่าเขาคิดอย่างไร ยกตัวอย่างว่า 2 เทอมแล้วควรหยุดไหม คำตอบในใจเขาอาจจะเป็นอีกอยากก็ได้ ว่าไม่ควร แต่เขาก็ไม่บอก ก็ลองไปคิดกันดู ส่วนจะใช้รัฐธรรมนูญปี 40 เป็นตุ๊กตาหรือไม่ เราก็เดาใจคณะกรรมาธิการยกร่างไม่ถูก ก็ต้องแล้วแต่เขา ถ้าเขาต้องการให้มันง่ายก็ไปหยิบเอาคำใดคำหนึ่งที่ชาวบ้านเขายอมรับขึ้นมา แล้วแก้ไป

มองแต่กลไกรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้มองถึงกลไกนอกรัฐธรรมนูญ จะเกิดเจ็บตัวทางการเมืองหรือไม่

พูดอีกก็ถูกอีก เป็นปัญหาพื้นฐาน แต่ถามว่าปัญหาพื้นฐานมันแก้ได้ในระยะเวลาเท่าไหร่ เช่นจะทำให้คนมีจิตสำนึกในการเลือกตั้ง นี่เราพูดกันมาตั้ง 30-40 ปี มันก็ยังไม่ได้ แล้วมาบอกว่าไม่ต้องสนใจรัฐธรรมนูญไปสนใจคนใช้สิทธิ์ แล้วจะทำอย่างไร

http://www.bangkokbiznews.com/viewNews.jsp?newsid=144502
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-01-2007, 11:35 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #1 เมื่อ: 03-01-2007, 11:32 »

ในปีหน้าจะมีวิกฤตซ้อนวิกฤตอะไรหรือไม่

ก็เพราะว่าจริงๆ สังคมเองก็ยังไม่ตกผลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีคนพูดเรื่องนั้น แล้วสังคมก็หยิบเอามาทำเหมือนกับว่ามันกลายจะเป็นอย่างนั้น ความจริงมันไม่ใช่ เป็นเพียงการออกความเห็นเรื่อยไป ซึ่งถ้าเรายอมรับว่าการออกความเห็นมากๆ จะช่วยทำให้คนนำเอาไปคิดได้ เราก็ไม่กังวลใครออกความเป็นก็ได้ จะเอาหรือไม่เอาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าคนที่มีหน้าที่ร่างเขาจะคิดอย่างไร ถ้าเราไปกังวลอย่างนั้นต่อไปคนก็ไม่กล้าออกความเห็น

เราจะได้อะไร เดี๋ยวก็แก้กันอีก สังคมไทยก็จะเผชิญลักษณะอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ผมคิดว่าสังคมไทย เราชอบมองออกไปข้างนอก ในทางหนึ่งมันก็ดี มองว่าประเทศนั้นเขาทำอย่างนั้น แต่เราไม่ได้ถามเลยก็คือคนของประเทศนั้นเขาเป็นอย่างไร มันเหมือนกับของเราไหม เราเหมือนใครและที่เราไปเอามาเราเหมือนเขาไหม เพราะถ้าไม่ถามมันก็จะเกิดปัญหาแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ไป

แล้วรัฐธรรมนูญแบบไหน ที่เหมาะกับสังคมไทย ในสภาพสังคมที่เป็นอยู่

เราต้องทำรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยด้วย เพราะว่าเมื่อไหร่เราไปทำรัฐธรรมนูญที่นึกว่าคนไทยกินแฮมเบอร์เกอร์หรือสเต็กทุกมื้อ แล้วพอถึงเวลาคนไทยไม่ได้กินก็หงุดหงิดว่าทำไมคนไทยถึงไม่กิน เขียนอะไรก็เสียหมดทำอะไรมาให้กินก็เสียหมด ก็คนไทยไม่ได้กิน

ทำไมเราไม่นึกว่าทำไม่นึกว่าวันนี้คนไทยเป็นอย่างไร และทำอย่างไรทำให้ก้าวไปสู่จุดที่เราต้องการ ขณะนี้เรายอมรับว่าคนไทยไม่ใช่คนมีระเบียบวินัย แต่สิ่งที่เราเขียนไว้นั้นสำหรับคนที่มีวินัยทั้งนั้น เราถึงต้องเขียนว่าเป็นหน้าที่เพราะเรารู้ว่าไม่ไปเลือกตั้ง เราจึงกำหนดว่าเป็นหน้าที่เขา แล้วไปไหม ก็ไปเท่าเดิมก็คือ 50 เปอร์เซ็นต์

บางทีกระบวนการเลือกตั้งที่เราลอกเขามา ก็ต้องกลับมาคิดใหม่ว่ากระบวนการอย่างนั้นใช้ได้กับคนไทย คือกระบวนการที่จะเลือกตั้งโดยตรงถ้ามันใช้ได้ก็โอเค ถ้ามันใช้ไม่ได้มันมีกระบวนการอะไรบ้างไหม ทั้งโลกเขาจะยอมรับได้ว่านี่เป็นนิกส์นะ เหมือนอย่างประเทศสวิสเซอร์แลนด์ คนเขาดีขนาดที่ว่าไม่ต้องมีผู้แทน ถึงเวลาก็มาถามประชามติเอา ทุกเรื่องทุกเรื่องไป

หวังว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแบบข้าวแกงไทย

แทนที่จะกินไข่ดาวแบบขาวๆ ทั้งสองด้านก็กินไข่ดาวแบบสีเหลืองๆ ก็กินไข่ดาวเหมือนกัน ก็ถูกปากคนไทย ไปกินกับแกงก็กินได้ ไม่ใช่ว่าฝรั่งกินไข่ดาว เราก็ต้องไปทอดไข่ดาวให้เหมือนฝรั่งทอด มันไม่จำเป็น

มีการเรียกร้องให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง

ก็ต้องไปคิดอ่านว่าจะมาอย่างไร ถ้าได้ค้นลงไป เอาแว่นส่องไปลึกๆ มากขึ้น นึกไว้เสมอว่าสิ่งที่เราชอบที่สุดคือข้าวแกง แล้วค่อยๆ ค้นลงไปว่าอย่างไรมันเหมาะ มันอาจจะไม่ดีก็ได้ แต่ผมคิดว่ามันเวิร์กในการที่จะลงไปส่องกล้องดู เช่น วุฒิสภาไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เป็นแล้วเป็นได้ครั้งเดียว คนไทยรับได้ไหม รับได้

วิธีต่อไปทำอย่างไร คราวต่อไปก็ให้ลูกเป็น เมียเป็น พ่อเป็น นี่คือวิธีคิดของคนไทย แต่ถามว่าที่เราทำว่าเป็นได้ครั้งเดียวนะ ถามว่าเอามาจากไหนก็เอามาจากประเทศต่างๆ ที่เจริญแล้ว แต่พอมาถึงเราแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ก็เอาเมีย ลูกลงได้ ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองก็ไม่เป็นไร เพื่อนเป็นพรรคการเมืองก็ช่วยกัน เราไม่ได้รู้สึกว่านั้นคือสิ่งที่ผิดพลาด ถ้าเวลาเราจะทำอะไรเราก็ต้องนึกถึงว่าคนไทยเขาคิดอย่างนี้นะ ก็ไม่ใช่ใครดีกว่าใคร แต่โดยเฉลี่ยเราเองก็เป็นอย่างนั้นด้วย

มีคนเสนอว่าวุฒิสภาให้มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง และมาจากเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง

ก็ตีกันตาย ไม่ต้องคิดอะไรไกล แค่คนแต่งตั้งกับคนเลือกตั้งมาทำงานด้วยกัน ตีกันตาย ถ้าไม่มีก็อันตราย ก็ค่อย ๆ คิดกันไป คิดมากก็ไม่ได้คนคิดก็จะเดือดร้อน มีตัวอย่างที่มันเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มันก็เป็นบทเรียนที่ดี เวลาคิดจะทำให้คิดไปได้ไกลมากขึ้น เวลาที่สิ่งที่เราหวังว่าจะให้มันเกิด มันเกิดเหมือนกัน แต่มันเกิดคนละเป้าประสงค์ แล้วจะทำอย่างไร

องค์กรอิสระก็มีปัญหาและคิดไม่ตก

เพราะเราคิดว่าเอาครูบาอาจารย์มาเป็นกรรมการสรรหา นึกว่าบุคคลเหล่านี้เพรียวแล้ว บริสุทธิ์ผุดผ่องมาถึงคัดเลือกเสร็จแล้วส่งให้วุฒิสภา ก็หวังว่าจะเลือกใครก็ได้ เพราะว่าที่คัดเลือกมาแล้วดีจริงแล้ว สมมุติว่าเลือก 4 คนคัดมา 8 คนเลือกใครก็ได้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลกับวุฒิสภา แต่ถามว่าแล้วจริง ๆมันเป็นอย่างนั้นไหม มันไม่ได้เป็น พอไม่เป็นก็ไปตกหนักที่วุฒิว่าจะเลือกใคร

ระบบการตรวจสอบนายกฯ ที่แข็งเกินไปในรัฐธรรมนูญปี 40

นั่นก็เป็นความมุ่งหวังที่จะหวังให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ไม่ต้องเผชิญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกปีทุกสมัย พอเวลาเป็นอย่างนั้นเข้าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็อึดอัด ทำไม่ได้ ฝ่ายค้านก็เปิดอภิปรายไม่ได้ก็หงุดหงิดๆ

คนมองว่าเมื่อผ่านยุคระบอบทักษิณมา ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีก มีหลายพรรค และสุดท้ายก็นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้รัฐบาลเข้มแข็งเหมือนรัฐธรรมนูญปี 40

ถ้าเราทำให้รัฐบาลเข้มแข็งแบบรัฐธรรมนูญปี 40 ในที่สุดคนที่มีเงินเยอะสุดชนะ เพราะมันจะกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

มีแบบอย่างแล้ว ว่าถ้ามีเงินก็มีวิถีทาง ต่อไปจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่

ยังไม่มีคนทำเลย แต่ยังมีคนทำได้ เมื่อมีคนทำแล้วก็อ้างได้แล้ว ว่ามีคนทำมาก่อน ในที่สุดเราก็จะเดินเข้าสนามบินสุวรรณภูมิด้วยความข่มขื่นใจ ไม่รู้ทำอะไรไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

รัฐธรรมนูญใหม่จะสามารถแก้ปัญหาโครงสร้างได้แค่ไหน ธนกิจการเมืองจะยังอยู่หรือไม่

ผมยังมองไม่เห็นว่าจะทำด้วยวิธีใด ที่จะคิดอ่านทำได้ คนที่เขานั่งอยู่ตรงนั้นคงมีทางออกจนได้ แล้วก็ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปคิดอะไรได้ คิดอะไรเดี๋ยวเกิดเรื่องเปล่าๆ แต่อย่างไรก็ตามต้องหาทางแก้ แต่จะแก้ไขอย่างไรไม่รู้ ไปๆ มาๆ ก็ต้องอยู่ที่การจัดการระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ จะใช้กลไกเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างไร

พอมีรัฐธรรมนูญ่ใหม่ ทุกอย่างอาจเข้าสู่วังวนเดิม เพราะคนใช้บิดพลิ้ว

ก็อาจจะต้องทำเป็นแบบมัชชิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางไปก่อน จนกว่าคนจะเริ่มชินว่ามันอันตรายอย่างไร นี่เราก็ลองผิดลองถูกมาหลายหนแล้ว เวลาเสียหายก็แก้ยาก แล้วเลิกไม่ได้เพราะคนเริ่มชินแล้ว

ในช่วงระยะหนึ่งปีจากนี้ อยากเห็นอะไร เพราะมีคนอยากเห็นการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ดี และเหมาะกับคนไทย

เมื่อไหร่จะได้รัฐธรรมนูญที่ดีเหมาะสมกับคนไทยเสียที

เรายังไม่ใจเย็นพอ เรามักจะพุ่งเป้าไปเอาประเด็นโน้นประเด็นนี้ ของประเทศนั้นประเทศนี้มากันมากจนเกินไป โดยเฉพาะพวกนักวิชาการเอามาเยอะ

อีกนานไหม กว่าประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยเต็มใบอย่างแท้จริง

คำนี้ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญมักจะเดินไปผิดทาง เรามักจะมองว่านี่ไม่เต็มใบ ประชาธิปไตยมันไม่มีต้นแบบที่ไหนว่าต้องอย่างนี้ถึงจะเป็นรัฐธรรมนูญเต็มใบ แต่ละประเทศเขาก็เลือกตามที่มันเหมาะสมกับคนของเขา ประเทศของเขา ทุกประเทศเขาเลือกอย่างนั้น มีเราเท่านั้นที่ไม่ได้เลือก แต่ไปเอาจากเขา นึกว่าเขาเลือกแล้วมันจะดี ลองไปดูในโลกนี้ มีกี่ประเทศไหนที่เขาบอกว่า เขาไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น อเมริกาเขาก็บอกว่าเป็นประชาธิปไตย ตะะวันออกกลางเขาก็บอกว่าเขาเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยในแบบของเขา แต่ของเราผมไม่รู้ว่ารูปแบบไหนเหมาะกับเรา

ห่วงเรื่องการตรวจสอบการทุจริต เพราะไม่มีหลักฐานเอาผิด

ถ้าเรานึกว่าจะไปดำเนินการทั้งหมดในศาล ก็ต้องยอมรับว่าพยานต่างๆ หายาก แต่ว่าไม่ทันใจคนก็เป็นเรื่องธรรมดา

เท่าที่ติดตามข่าวสารโอกาสที่จะล้างปัญหาทุจริตมีความเป็นได้มากน้อยแค่ไหน

ยาก เพราะว่าคนเราเคารพนับถือเงินเป็นพระเจ้า ความพยายามริเริ่มแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงก็เพื่อไม่ให้คนเคารพเงินมากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องจะทำได้ในวันนี้พรุ่งนี้ มันเป็นเรื่องของคน

จะมีลักษณะเป็นการประนีประนอมได้หรือไม่

ไม่ควรประนีประนอม ผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ผิดก็ไม่ผิด จะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองคงไม่ได้ ซึ่งคนไทยมักรับได้ในเรื่องการต่อรอง แต่มันไม่ควร

แบบนี้ก็สิ้นหวัง

ยัง ยังไม่ตาย จะไปสิ้นหวังอะไร ก็ทำกันไปแก้กันไป มีประเด็นปัญหาอะไรก็แก้กันไป แต่มันคงไม่ได้ดั่งใจ

ดั่งใจแค่ไหน ถึงขั้วหัวใจไหม หรือได้ระดับหนึ่ง

ผมไม่รู้ว่าคุณธรรม จริยธรรมแค่ไหน ดั่งใจขนาดไหน แต่ก็ตั้งความหวังไว้นิดๆ ว่าใครทำผิด คนนั้นจะต้องรับผิด ไม่ใช่ปล่อยให้เราขมขื่น

ควรจะพอใจถึงขั้นนำคนผิดมาลงโทษ ติดคุกติดตารางหรือแค่ไม่ให้คนนั้นมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ก่อนวันที่ 19 เม.ย. คนไทยส่วนหนึ่งจำนวนไม่น้อย บอกว่าโกงบ้านโกงเมืองก็ไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน มีการพูดกันมากทีเดียว ผมบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ได้ จะได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเลยว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะเอาไปกี่เปอร์เซ็นต์ มีผลงานมาก็แล้วก็แล้วกัน จะได้หมดเรื่องหมดราวกันไป

กระบวนการการตุลาการภิวัฒน์ จะมีบทบาทเข้มข้นต่อไปหรือไม่

มันก็มีเท่าที่จำเป็น จะไปเอามาใช้ถาวรก็อันตราย ถ้าเราเอาอำนาจไปไว้ที่ตุลาการ วันหนึ่งตุลาการก็ถูกซื้อ ยิ่งไปกันใหญ่ คนไทยเวลาทำอะไรเป็นครั้งที่สองไม่ได้ เพราะรู้ช่องทาง

กระบวนการตรวจสอบช้า หาตัวพญานาคไม่เจอ

หาตัวพญานาคก็มุ่งไปที่ตัวพญานาค มัวแต่ไปยุ่งกับกิ้งกือ มันก็เลยช้า มันก็หมดเวลา

เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญรู้สึกโล่งใจหรือไม่ ที่ผ่านมาเลือกสมัชชาแห่งชาติถูกวิจารณ์ ไม่โปร่งใส มีบล็อกโหวต

ตอนนี้สบายใจ ตอนแรกก็หนักใจเพราะเกี่ยวข้องกับคน 2 พันคน แต่ละคนก็มีวิธีคิดของตัวเอง บอกให้ทำอย่างนั้นก็ไม่ทำ ได้บัตรก็กาไปเลย แต่การกาก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่าผิดระเบียบหรือไม่ เพราะมีคูหาไว้ให้ ส่วนความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเราก็ได้อธิบายให้เขาฟังแล้ว ว่าขั้นที่หนึ่ง ทำอย่างไร ขั้นที่สอง ทำอย่างไร ฉายวีดีทัศน์หลายรอบ แต่จะบอกว่าเขาทุจริตก็ไม่ได้

สมาชิกหลายคนสงสัยที่มาของระเบียบ และจะไปฟ้องศาลปกครองให้เป็นโมฆะ

ระเบียบออกมาตั้งนานแล้ว ไม่ได้คิดใหม่ เพียงแต่เราไปลอกเอาของสภาสนามม้ามาทั้งหมด ยกเว้นวิธีการนับคะแนน เขาก็นับด้วยเครื่องเหมือนกัน แต่เขาเจาะรู ทุกอย่างทำกันเองไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะสมัชชาแห่งชาติมีวาระเพียง 7 วัน หากไปร้องศาลปกครองก็จะเกิน 7 วัน ซึ่งเกินกฎหมายกำหนดว่าหากเกิน 7 วัน คมช.จะเป็นผู้เลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญเอง ถ้าจะร้องก็ร้องไปเกิน 7 วันคมช.ก็ตั้งเอง

มีวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเลือกสมัชชาแห่งชาติ เหมือนเล่นปาหี่ เพราะคมช.เลือกคนไว้แล้ว

ก็ลองต้องไปถามดูว่า คนที่ได้รับเลือกทั้ง 200 คน ว่าเขาเป็นคนของใคร พูดอย่างนั้นเขาจะเสียหาย คนที่น่าจะได้ ไม่ได้มีเยอะแยะไป ไม่มีใครเดาได้เลย หรือเดาถูกว่าจะเลือกใคร

ที่สื่อให้ฉายาว่า สภาฝักถั่ว คิดอย่างไร

เป็นความสนุกสนาน สะใจ ของคนตั้ง

หนักใจไหมที่ถูกวิจารณ์ตลอดว่า สภานี้เป็นของทหาร

คนก็พูดไป แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ก็ดูซิอภิปรายกันแค่ไหน
 
http://www.bangkokbiznews.com/viewNews.jsp?newsid=144502



 
ขอให้รัฐธรรมนูญใหม่ ระบุชัดว่า ....
1. นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว...
2. สัดส่วน เกณฑ์"สส.บัญชีรายชื่อ" ขอให้ลดจาก 5 %....
3. วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว...
4. ลดจำนวนวันที่ผู้สมัคร สส. สังกัดพรรคการเมืองจาก 90 วัน...
5. ลดจำนวน สส. ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางนายกรัฐมนตรีจาก 200 คน...
6. ไม่ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะกลัว"งูชั่ว"เข้ามาสู่การเมืองไทยอีกตัว...
7. .....ฯลฯ

แค่นี้ จะเป็นรัฐธรรมนูญตามอย่างประเทศไหน ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดประเด็นสำคัญ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญแบบ ไทย ๆ  ก็อย่ายกร่างเลยครับ.....
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
banana_dot
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 187



« ตอบ #2 เมื่อ: 03-01-2007, 11:42 »

นักกฎหมายสายเลือดไหม่ ก็เยอะน่าจะเข้ามาแทนปู่ได้แล้ว...
แต่ไม่เอาสายเลือดไหม่ แบบตีความเข้าหาทางตันของรัฐบาลเก่าน่ะครับ
บันทึกการเข้า

-"ภาพแห่งความทรงจำ แม้จะเลือนรางไปตามการเวลา หากแต่เป็นเรื่องที่มีคุณค่าทางจิตใจ ย่อมจะย้อนกลับมาทำให้มีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงเสมอ "
อมพระมาพูด
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 918


สนิมเกิดแต่เนื้อในตน


« ตอบ #3 เมื่อ: 03-01-2007, 12:27 »

 

ไม่เอาสภาผัว-เมีย...เพราะเปิดให้แดร๊กส์ทั้งโคตรเง่าสักกะหลาด
บันทึกการเข้า

พึงทำความเพียรในวันนี้ ใครเล่าจะรู้วันตายในวันพรุ่ง
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #4 เมื่อ: 03-01-2007, 14:01 »

ถ้าวันนี้มันยังแย่...จะหวังว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าได้อย่างไรกันเล่า!?!


ที่มาแห่งอำนาจมันสกปรกและไม่ชอบธรรม....จะไปหวังลมๆแล้งๆว่าปชช.จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้กระนั้นฤา!?!


บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #5 เมื่อ: 06-01-2007, 00:19 »

ถ้าวันนี้มันยังแย่...จะหวังว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าได้อย่างไรกันเล่า!?!


ที่มาแห่งอำนาจมันสกปรกและไม่ชอบธรรม....จะไปหวังลมๆแล้งๆว่าปชช.จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้กระนั้นฤา!?!





คนแอบอ้างเป็น"อาจารย์" บิดเบือนข้อเท็จจริงอีกแล้ว.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เมื่อวานนี้ มันเลวชั่ว วันนี้พยายามทำดี เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ต่างหาก...... Exclamation

บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ลับ ลวง พราง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 945



« ตอบ #6 เมื่อ: 06-01-2007, 00:53 »

ถ้าวันนี้มันยังแย่...จะหวังว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าได้อย่างไรกันเล่า!?!


ที่มาแห่งอำนาจมันสกปรกและไม่ชอบธรรม....จะไปหวังลมๆแล้งๆว่าปชช.จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้กระนั้นฤา!?!





ถึงวันนี้จะแย่ แต่ก็ดีกว่าเมื่อวาน ค่อยเป็นค่อยไป เดี๋ยวมะรืนก็ดีกว่าเอง
บันทึกการเข้า

"คนฟุ่มเฟือย แม้จะรวยก็มักขัดสน คนประหยัด แม้จะจนก็มักมีเหลือเก็บ"
หน้า: [1]
    กระโดดไป: