เปิดสำนวนลับ!คดีซีทีเอ็กซ์ฟัน ทักษิณ-สุริยะพ่วงอัยการสูงสุด ข่าววันที่ 20 เมษายน 2551 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=51&nid=12213 เปิดสำนวน ลับ สินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์ 9000 เข้าที่ประชุมใหญ่ คตส.21 เม.ย.นี้ เชือด 3 อดีตนักการเมืองทั้งแพ่ง-อาญา ทักษิณ-สุริยะ-กุนซือ เจอหนักสุด 2 ข้อหาหนัก รวมถึงอดีตบอร์ด ทอท.ที่มีชื่อ ชัยเกษม อัยการสูงสุดร่วมก๊วนด้วย ขณะที่อนุกรรมการฯเสียงแตกกรณีส่งอัยการสูงสุดฟ้อง หรือให้ คตส.ฟ้องศาลเอง
เมื่อวันที่ 20 เม.ย.51 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมใหญ่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในวันจันทร์ที่ 21 เมษายนนี้ มีวาระการประชุมที่น่าสนใจคือการที่ คตส.จะมีการปิดสำนวนการสอบสวน คดีสินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์ 9000 หรือเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ สมัยอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้มีรายงานว่าอนุกรรมการไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมากและมีความสำคัญต่อการสอบสวน เช่น หลักฐานผลการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกาที่เคยสอบสวนเรื่องการติดสินบนของบริษัทอินวิชั่นต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเพื่อให้มีการซื้อ เครื่องจากบริษัท และ คตส.จะนำหลักฐานดังกล่าวไปสู้คดีในชั้นศาลด้วย
รายงานข่าวจากคณะอนุกรรมการฯ เปิดเผยรายละเอียดสำนวนการสอบสวนคดีนี้ว่า เอกสารการสอบสวนดังกล่าวซึ่งมีหลายสิบแฟ้มและเอกสารนับพันหน้านั้นจะมีการบรรยายความเป็นมาของคดี นี้โดยละเอียดตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงกระบวนการอนุมัติจัดซื้อและการรับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ที่ส่งมา จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในส่วนของกระบวนการจัดซื้อนั้นอนุกรรมการได้มีการบรรยายโดยละเอียด ตั้งแต่ต้นเมื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบการตรวจสายพานลำเลียงกระเป๋าและสัมภาระโดยมติของคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ (บทม.) หลายครั้งในช่วงปี 2546 และมีการเห็นชอบและ ผลักดันโดยตรงจากพ.ต.ท.ทักษิณในขณะนั้นในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร พัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.) โดยมีการเปลี่ยนจากระบบ STAND ALONE มาเป็นระบบ IN- LINE SCREENING ซึ่งอนุกรรมการเห็นว่ากระบวนการทั้งหมดในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างเครื่องซีทีเอ็กซ์มี เงื่อนงำและส่อพิรุธทำให้เกิดกระบวนการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและทำให้รัฐได้รับความเสียหาย จากการจัดซื้อที่มีราคาแพงขึ้นจากเครื่องละ 1.43 พันล้านบาทเป็น 2.6 พันล้านบาท ทำให้สิ้นเปลือง เงินจำนวนมาก
ดังนั้นอนุกรรมการฯ จึงมีมติให้ดำเนินคดีและแจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยว ประกอบด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ลำดับที่ 1 อีกทั้งอนุกรรมการมีพยานหลักฐานคือคำให้การของพยานบุคคลซึ่งมาให้การกับคตส.ว่าใน เอกสารการประชุมและสั่งการของกทภ.ที่มีการสั่งให้ใช้จัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์พบว่าพ.ต.ท.ทักษิณได้ ทำสัญลักษณ์บางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีโดยใช้ ปากกาสีดำเป็นเครื่องหมายและพยานได้ระบุกับ คตส.ว่าพ.ต.ท.ทักษิณคือผู้ระบุในที่ประชุมให้เปลี่ยนแปลงระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าดังกล่าว
จากผลการสอบสวนพบว่าพ.ต.ท.ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกทภ.ที่ได้เข้าประชุม ครม.เมื่อ 3 พฤษภาคม 2548 พบว่าไม่ได้มีการตำหนิการทำงานของบอร์ดบทม.และบอร์ดทอท. โดยเฉพาะการไม่แจ้งถึงความเสียหายที่บทม.และทอท.จะได้รับในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบ สายพานลำเลียงกระเป๋าและการตัดสินใจซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์รวมถึงการแก้ไขความเสียหายและภาพพจน์ ของประเทศไทยที่ได้รับจากปัญหาที่เกิดขึ้นหลังมีข่าวเรื่องปัญหาสินบนการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ซึ่งกระทบ กับภาพพจน์ของประเทศไทยอย่างรุนแรงผลการสอบสวนดคีซีทีเอ็กซ์ของคตส.ตอนหนึ่งระบุ
นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคนอื่นๆ ประกอบด้วยผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาลำดับที่ 2 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรมว.คมนาคมและอดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้รู้เห็นกระบวนการและขั้นตอนการจัดซื้อทั้งหมดอีกทั้งยังเป็นผู้เดินทางไปรับเครื่องซีทีเอ็กซ์ด้วยตัวเองด้วย
สำหรับผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาลำดับที่ 3 คือนายธีรวัฒน์ ฉัตราภิมุข ซึ่งเป็นทีมงานฝ่ายการเมืองหน้าห้องของนายสุริยะและได้รับตำแหน้งที่ปรึกษารมว.คมนาคมในสมัยนั้น ซึ่งนายธีรวัฒน์ไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ แต่กลับไปเข้าร่วมประชุมกับตัวแทนผู้มีอำนาจในการตัดสินใจอนุมัติซื้อซีทีเอ็กซ์กับตัวแทนบริษัทที่เกี่ยวข้อง นายธีรวัฒน์จึงมีความคผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามพรบ.ป.ป.ช.มาตรา 4(5) ซึ่ง จากพยานหลักฐานที่อนุกรรมการไต่สวนได้รับพบว่าทั้งสามคนคือพ.ต.ท.ทักษิณ นายสุริยะ และนายธีรวัฒน์ ซึ่งเป็นนักการเมืองนั้นได้แจ้งต่อที่ประชุมผู้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์หลายครั้งว่าต้องการ ให้ได้ข้อสรุปในการซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์โดยเร็วที่สุดและทั้งสามคนมีส่วนผลักดันให้มีการซื้อเครื่องดังกล่าว
รายงานลับผลการสอบสวนคดีซีทีเอ็กซ์ ยังระบุผู้ถูกดำเนินคดีในคดีนี้อีกว่ายังมีอดีตคณะกรรมการ บริหารบริษัททอท.ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรของรัฐ แต่ไปมีมติหลายครั้งและหลายข้อเพื่อเร่งรัด ดำเนินการในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างบทม.กับอินวิชั่น จึงถือว่ามีความผิดในฐานะร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ อันมีรายชื่ออดีตบอร์ดทอท.ที่ถูกคตส.เอาผิดอาทิเช่นนายชัยเกษม นิติศิริ อัยการสูงสุด คนปัจจุบัน นายศรีสุข จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมและอดีตประธานบอร์ดทอท.และบทม.นายอารี พงษ์ พุ่มชะอุ่ม พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้ นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ นายปรีชา จรุงกิจอนันต์ นายสมชัย สวัสดิผล อดีตผอ.สนามบินสุวรรณภูมิ นายอดิ เทพ นาคะวิสุทธิ์ นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ เป็นต้น
สำหรับบริษัทเอกชนที่ถูกคตส.เอาผิดและดำเนินคดีอาญาประกอบด้วยเช่นกลุ่มบริษัทไอทีโอ เพราะถือว่าได้รับผลกำไรขาดทุนจากการดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบสายพานลำเลียง กระเป๋าดังกล่าว บริษัทแพทริออต ในฐานะบริษัทนายหน้าและตัวแทนของบริษัทอินวิชั่นในประเทศไทย ที่มีนายวรพจน์ ยศทัตต์ หรือเสี่ยเชเป็นเจ้าของ ซึ่งผู้บริหารของกลุ่มบริษัทเอกชนดังกล่าวคือไอทีโอ และแพทริออตจะถูกดำเนินคดีทั้งหมดรายงานข่าวระบุ
เอกสารลับผลการสอบสวนได้ระบุว่าสำหรับบุคคลที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกเอาผิดในชั้นอนุกรรมการไต่สวน แต่จะไม่มีชื่อถูกเอาผิดในการส่งสำนวนฟ้องศาลเพราะพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือ การดำเนินคดีต้องระงับไปตามกฎหมายประกอบด้วยนายวิชัย จึงรักเกียรติ นายวรวิทย์ วิสูตรชัย เพื่อนร่วมรุ่นคณะวิศวกรรมกับนายวรพจน์ นายโดมินิค แมคเกอดดี้ชาวต่างชาติ รวมทั้งบริษัทควอโตเทค ที่บทม.ไปจ้างมาเป็นบริษัทวิศวกรอิสระตรวจรับรองแบบระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าฯซึ่งก่อนหน้านี้ถูก อนุกรรมการไต่สวนชี้มูลในชั้นไต่สวนว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย แต่ปรากฏว่าต่อมาบริษัทควอโตเทค ได้ไปควบรวมกิจการบริษัท LLC เป็น QuatrotecLlc ทำให้ความเป็นนิติบุคคลสิ้นสุดลงการดำเนินคดี อาญาจึงต้องระงับไปด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับการเอาผิดตามกฎหมายนั้นจะมีการแยกเขียนบรรยายลักษณะความผิด โดยบางคนจะมีความผิด 2 กระทง แต่บางคนจะมีความผิดแค่ 1 กระทง แต่ที่หนักที่สุดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสุริยะ ที่พบว่าเป็นแค่สองคนเท่านั้นที่โดนเอาผิด 2 กระทง คือ 1.ความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 83,86,90,144,157 รวมทั้งความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 83 และความผิดกระทงที่ 2 คือความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 70,84,91,97
มีรายงานว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีซีทีเอ็กซ์ได้มีการนัดประชุมกันในช่วงสองวันสุดท้ายกัน เป็นเวลาหลายชั่วโมง คือในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน ที่ใช้เวลาการประชุมเกือบ 10 ชั่วโมง รวมทั้ง ยังมีการนัดประชุมเพื่อสรุปสำนวนกันในรอบสุดท้ายเมื่อวันเสาร์ที่ 19 เมษายนที่ผ่านมาเป็นครั้งสุดท้าย โดยอนุกรรมการบางส่วนได้รับข้อเสนอว่าลักษณะการบรรยายความผิดในสำนวนลับการสอบสวนคดีนี้ พบว่ามีการบรรยายความผิดผู้เกี่ยวข้องในเชิงการเอาผิดคดีแพ่งเป็นหลักและเห็นว่าควรต้องเพิ่ม ให้มีการเอาผิดในส่วนคดีอาญาให้มากขึ้นด้วยจึงทำให้อนุกรรมการไต่สวนจะมีการสรุปครั้งสุดท้ายใน การประชุมอนุกรรมการไต่สวนในวันจันทร์ที่ 21 เมษายนในช่วงเช้าก่อนที่จะบรรจุสำนวนลับการสอบสวน ทั้งหมดเข้าที่ประชุมใหญ่คตส.ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการฟ้องนายชัยเกษมซึ่งดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด อีกทั้ง คตส.จะต้องยื่นฟ้องต่ออัยการสูงสุดตามกฎหมาย คปค. ซึ่งกรณีนี้นายชัยเกษม ตกเป็นผู้ต้องหาด้วย
*******************************************
"น้ำจิ้มรสจัด"
ที่มาที่ไปต้นตอประวัติศาสตร์...
คุณรู้หรือไม่?? อสส. อัยการสูงสุด คือ นายชัยเกษม นิติสิริ (ผู้ต้องหาคดี CTX) คนปัจจุบัน
คุณรู้หรือไม่?? อสส. คนปัจจุบัน คือ อดีตบอร์ด ทอท.
คุณรู้หรือไม่?? คดี CTX ผู้ถูกกล่าวหา คือ ทักษิณ-สุริยะพ่วงอัยการสูงสุด คนปัจจุบัน
คุณรู้หรือไม่?? นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุดคนที่ นายชัยเกษมแต่งตั้ง เป็นผู้ดูแลคดีหวยบนดิน 