คลังออกบอนด์4แสนล.ซื้อหุ้นPTT *หากถูกเพิกถอนจากตลาดฯ-กองทุนเริ่มผวา
Source - ข่าวหุ้น
Thursday, 29 November 2007 04:13
คลังวางแผนออกพันธบัตร 3-4 แสนล้านซื้อหุ้นปตท.คืนจากนักลงทุน หากศาลตัดสินให้เพิกถอนออกจากตลาดฯ ยอมรับกรณีลงโฆษณาประชาพิจารณ์ผิดขั้นตอนจริง เหมือนกฟผ.ด้านปตท.เตรียมชี้แจงผู้ถือหุ้นรายย่อยในทุกกรณีหลังศาลตัดสิน ยิงคำถามคลัง 2 ประเด็นหากถูกเพิกถอนทำอย่างไร และถ้ายังอยู่แต่ต้องแก้กฎหมายอะไรบ้าง ส่วนกองทุนผวาเจ๊งถือหุ้นปตท.เพียบ
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)เปิดเผยว่าในวันที่ 30 พ.ย.นี้ศาลปกครองสูงสุดจะอ่านสรุปข้อเท็จจริงให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในฐานะโจทย์ และกระทรวงพลังงานในฐานะจำเลย ฟังกรณี ที่มูลนิธีเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องเพิกถอนการแปรรูปบมจ.ปตท.
ดังนั้นจึงไม่อยากให้ตลาดหุ้นเกิดแพนิก ซึ่งศาลจะนัดตัดสินจริงในราวๆกลางเดือนธันวาคมนี้ โดยตุลาการทั้ง 5 ท่านจะร่วมกันพิจารณา อย่างไรก็ตามหากดูจากตัวกฎหมายแล้ว ไม่น่าจะไปถึงจุดที่ปตท.ต้องถูกเพิกถอนออกจากตลาดฯแต่อย่างใดส่วนผู้บริหารบมจ.ปตท. มาพบก็ได้หารือกันในหลายประเด็น ซึ่งมีทั้งกรณีหากถูกเพิกถอนและกรณีที่ต้องแก้ไขกฎมายตามคำสั่งศาลฯ หากไม่ถูกเพิกถอน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าตัวแทนของบมจ.ปตท.ได้เข้าพบนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดกำลังจะตัดสินคดีเพิกถอนบมจ.ปตท. หรือ PTT ภายในกลางเดือนธันวาคม ว่าทางกระทรวงการคลังเตรียมการอะไรไว้บ้างในกรณีดังกล่าว โดยในวันที่ 30 พ.ย. ศาลฯได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีที่มูลนิธิเพื่อ
ทั้งนี้ตัวแทนของบริษัทปตท.ตั้งคำถามมา 2 กรณี ว่า กรณีแรกคลังคิดหรือยังว่าจะทำอย่างไรหากปตท.ถูกเพิกถอนออกจากตลาดฯ ส่วนกรณีที่สอง ถ้าหากยังเป็นบมจ.อยู่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายอย่างไรเพื่อให้ถูกต้องตามคำสั่งศาล
ส่วนของบมจ.ปตท.ได้เตรียมคำชี้แจงต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยไว้แล้วในทุกกรณี หากศาลมีคำตัดสินมา ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในราววันที่ 14 ธันวาคมนี้ เนื่องจากบมจ.ปตท.เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แหล่งข่าว กล่าวว่าในกรณีแรกหากศาลตัดสินให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศยกเลิกพรบ.ปตท. อันเป็นผลให้ปตท.ต้องพ้นสภาพจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ ในส่วนของเงินที่จะรับซื้อหุ้นคืนประมาณ 3-4 แสนล้านบาท จากหุ้นทั้งหมดที่อยู่กับรายย่อยและกองทุนคงไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะคลังเตรียมจะออกพันธบัตรมาเพื่อหาเงินมารับซื้อหุ้นคืน
แต่ที่กังวลมาก คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดหุ้นไทย และประเทศไทยคงเรียกคืนยาก ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนรวมและรายย่อย รวมกว่า 48% ประมาณ 1.35 พันล้านหุ้น ซึ่งมีทั้งกองทุนวายุภักษ์ กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลค่อนข้างสูงจากหุ้นปตท.ในช่วงที่ผ่านมา
โดยที่ผ่านมามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้เพิกถอน พ.ร.ฎ.กำหนดอำนาจสิทธิประโยชน์ของ บมจ.ปตท. พ.ศ.2544 และ พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยพ.ศ.2544 ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่าการแปรรุป ปตท.ทำให้อำนาจรัฐตกไปอยู่กับเอกชน
ส่วนกรณีที่สองหากบมจ.ปตท.ยังเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายหรือขั้นตอนปฎิบัติตามคำสั่งศาลฯนั้น ยอมรับว่าในกรณีการทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องลงโฆษณาต่อเนื่องติดต่อกัน 3 วัน ซึ่งกรณีปตท. ผิดกรณีเดียวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เนื่องจากลงโฆษณาคนละฉบับต่อเนื่อง แต่ตามกฎเกณฑ์ต้องลงในฉบับเดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้ปตท.ได้ชี้แจงไปว่าเป็นเพราะแปรรูปรายแรก และเห็นว่าเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่มจึงดำเนินการอย่างนั้นไป
นายจรัญ หัตถกรรม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า ตามปกติหลังนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก การตัดสินจะไม่ช้า คาดว่ากลางเดือนธันวาคมน่าจะทำได้ การตัดสินคดี ปตท.จะทำก่อนการเลือกตั้งแน่นอน สำหรับการพิจารณาคดีดังกล่าวนั้นในแง่ของกระบวนการพิจารณาจะไม่แตกต่างจากกระบวนการพิจารณาคดีแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แต่จะแตกต่างกันในแง่ของเนื้อหาและข้อเท็จจริง
ทั้งนี้ตัวแทนของกระทรวงการคลัง จะไม่มีเข้าร่วมฟังคำตัดสินในครั้งนี้ เนื่องจากไม่ใช่ผู้ถูกฟ้อง แต่จะมีตัวแทนของกระทรวงพลังงาน และนายประเสริฐ บุญญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการบมจ.ปตท.ในฐานะผู้ถูกฟ้องร่วมเข้ารับฟังคำตัดสินของศาลฯ
นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า ศาลปกครองสูงสุดไม่มีความวิตกตามที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงว่าอาจจะเกิดสถานการณ์วุ่นวายในคดี ปตท.ศาลต้องวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจถูกหรือไม่
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I6075943/I6075943.htmlโดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับตรงที่คาดสีแดงไว้ แต่หากมันจะทำเกิดปรากฏการณ์แบบนั้น มันจะเป็นเพียงระยะสั้น เพราะมันมีสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการสร้างความเชื่อมั่น สิ่งนั้นคือ ความถูกต้อง ความโปร่งใส ซึ่งมันจะก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว เมื่อเกิดสิ่งที่ผิดกฏหมาย แล้วมีการแก้ไขด้วยกระบวนการทางกฏหมาย กลไกนี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง
ผิดมันต้องเป็นผิดอยู่วันยังค่ำ จะมีอะไรเป็นปัญหาเกิดขึ้นตามมา ก็หาทางแก้กันไป ไม่ใช่จะมาอ้างปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพื่อลบล้างสิ่งที่ผิด มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
ถ้ามันจะมีซากปรักหักพังบ้าง ก็ต้องยอมรับกัน แล้วเรียนรู้จากความผิดพลาด สังคมที่ดีในหลายประเทศมันเกิดจากการสั่งสม การตกผลึก หลักซากปรักหักพังทั้งนั้น ญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา ตัวอย่างใกล้ตัวก็คือเวียดนาม ที่การตกผลึกจากซากปรักหักพัง เริ่มผลิดอกออกผลมาให้ได้เห็นในขณะนี้