ขึ้นตัวหนา"คำพิพากษาประวัติศาสตร์"หรากลางหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ หลังการออกนั่งบัลลังค์ขององค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2549 ที่ผ่านมา อ่านคำพิพากษาให้"เพิกถอน"พระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ ที่รัฐบาลออกมารองรับการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ส่งผลให้กระบวนการแปรรูปกฟผ.ของรัฐบาล แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน เตรียมกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ต้องเบรคกันหัวทิ่มหัวตำ
ชัยชนะของผู้ฟ้องคดีโดยการนำของสมาพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.) ทำให้รัฐวิสาหกิจที่เข้าติวรอแปรรูปต่อจากกฟผ.ต้องสะดุดหยุดลง แม้หลายเสียงจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับที่อื่น แต่บทเรียนจากคำพิพากษาศาลปกครองครั้งนี้ บวกกับสภาพวิกฤตศรัทธา"ทักษิณ"ที่เป็นอยู่
ฟันธงได้ว่า ในระยะอันใกล้นี้เดินต่อไม่ได้แน่
แล้วยังต้องถอยร่นมาตั้งรับการรุกขยายผลขององค์กรพัฒนาเอกชน ที่กำลังฮึกเหิมกับชัยชนะในครั้งนี้ ที่ประกาศจะใช้คำพิพากษาศาลปกครองนี้เป็นต้นแบบ ไปตรวจรื้อกระบวนการและขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ทำไปแล้วทั้งหมดด้วย
ศึกนี้ยืดเยื้อแน่ และยังไม่รู้ว่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ใครต้องสังเวยใครต่อใครอีกกี่ศพ
เฉพาะที่ปรากฎในสำนวนคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในกรณีกระจายหุ้นกฟผ.ครั้งนี้ ก็เจอเข้าไปแล้ว 2 คน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการแปรรูปกฟผ.โดย"ขัดต่อกฎหมาย" คือ โอฬาร ไชยประวัติ-ปริญญา นุตาลัย
ทั้งสองได้รับเกียรติถูกบันทึกในคำพิพากษาอย่างละเอียดพิศดาร ชี้ว่า การรับแต่งตั้งจากรัฐบาลมาเป็นกรรมการในขั้นตอนกระบวนการแปรรูปกฟผ. มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือประโยชน์ได้เสียกับตำแหน่งหน้าที่อื่นที่ดำรงอยู่
กรณี"โอฬาร"ซึ่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน) นั้น ก็นั่งเป็นกรรมการในบ.ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เป็นเจ้าของกิจการด้านสื่อสารโทรคมนาคม ขณะที่กฟผ.มีระบบรับส่งข้อมูลไยแก้วนำแสง และจะแปรรูปจัดตั้งบ.กฟผ.โทรคมนาคม จำกัด ด้วย
จึงมีลักษณะต้องห้าม การรับแต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่เป็นการขัดต่อกฎหมาย
ส่วนกรณีนายปริญญาซึ่งเป็นประธานกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในกระบวนการแปรรูปกฟผ.นั้น ก็นั่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมือง ก็ขัดกฎหมายอีกเช่นกัน
เมื่อขัดกฎหมายการแปรรูปที่ทำมาจึงเป็นโมฆะ
เรื่องนี้จะไม่มีปัญหาการผิดกฎหมายเกิดขึ้นได้เลย ถ้าคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแปรรูป กฟผ.คราวนี้จะมีเพียงสามัญสำนึกที่รู้ได้เองว่า อะไรเป็นเรื่องของประโยชน์ได้เสียที่ขัดกันของประโยชน์ส่วนตัวส่วนบริษัทธุรกิจ กับประโยชน์สาธารณะ
ย้อนกลับไปในกรณีใกล้เคียงกัน คือ บทบาทการรับเป็น"โฆษกตระกูลชินวัตร-ดามาพงศ์"ของ"สุวรรณ วลัยเสถียร" เจ้าของวลีเด็ดในวันแถลงข่าว"วันนี้ผมไม่ได้มาพูดเรื่องจริยธรรม"
นอกจากเป็นโฆษกตระกูลแล้ว สุวรรณยังรับเป็นผู้"วางแผนภาษี"ในดีลประวัติศาสตร์ขายหุ้นชินคอร์ปฯ 7.3 หมื่นล้านบาท ให้กองทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ด้วย
นอกจากบทบาทการทำมาหากินทางธุรกิจแล้ว รู้หรือไม่ว่าเวลาเดียวกัน"สุวรรณ"มีตำแหน่งที่รับเงินเดือนจากรัฐ ซึ่งก็คือเงินภาษีอากรของประชาชนพร้อมกันไปด้วยอีก 2 ตำแหน่ง คือ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี" กับ"ประธานที่ปรึกษาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย"
ล้วนแต่อยู่ในวงจรการ"ซื้อ-ขาย"หุ้นที่กลายเป็นดีลอาถรรพ์ ที่ลามเป็นวิกฤต"ทักษิณ"เวลานี้ ที่กลายเป็นคำถามตัวโตถึงเรื่องของ"ประโยชน์ได้เสีย" ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเสียเงินหลายร้อนล้านบาท ประโคมถึง"บรรษัทภิบาล"
เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าเพียงแต่มี"หิริ โอตัปปะ" หรือสั้น ๆ แค่ว่า "อาย"
http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T012099b&issue=2099จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2099 26 มี.ค. - 29 มี.ค. 2549
_._