ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
12-10-2026, 04:22
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
 |  ทั่วไป  |  ห้องสาธารณะ  |  แนวคิดแก้ไขความยากจนของเฮนรี จอร์จ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
แนวคิดแก้ไขความยากจนของเฮนรี จอร์จ  (อ่าน 2476 ครั้ง)
สุธน หิญ
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 21-08-2006, 07:20 »

Henry George (ค.ศ.1839-1897) เรียนจบเพียงประถม 6 เพราะความยากจน เขาต้องหยุดการเรียนขณะอยู่เกรด 7 แล้วก็ออกทำงานเป็นเด็กรับใช้ (cabin boy) ในเรือสินค้า ซึ่งเดินทางรอบโลก แต่ในการเดินทางไปกับเรือสินค้าครั้งที่ 2 ในฐานะกะลาสีชั้นสามารถ (able seaman) จอร์จก็ลาออกมาเป็นช่างเรียงพิมพ์ แล้วก็ได้เป็นผู้รายงานข่าว ผู้เขียนบทบรรณาธิการของ นสพ.ซานฟรานซิสโกไทมส์ บรรณาธิการจัดการ และยังเขียนเรื่องให้นิตยสารต่างๆ อีกด้วย ความรู้ความสามารถของจอร์จเกิดจากความช่างสังเกตและการพากเพียรศึกษาด้วยตนเอง

เมื่อเดินทางจากซานฟรานซิสโกไปไปทำงานที่นิวยอร์ก จอร์จได้เห็นความยากจนร้ายแรงในเมืองใหญ่ทั้งๆ ที่ในเมืองใหญ่ปรากฏทรัพย์สินมหาศาล จึงเกิดแรงบันดาลใจให้ค้นหาสาเหตุของความแตกต่างนี้
เขาได้พบด้วยว่า อุตสาหกรรมปฏิวัติซึ่งคือความก้าวหน้าอย่างมโหฬารของเครื่องจักรกลที่ช่วยเพิ่มผลผลิต กลับทำให้คนงานเดือดร้อนจากค่าแรงต่ำ และค่าแรงทั่วไปมีแต่แนวโน้มจะต่ำลงในขณะที่ที่ดินแพงขึ้น
การเก็งกำไรกักตุนที่ดินยิ่งทำให้หางานทำยากมากขึ้น ค่าแรงยิ่งต่ำ และทำให้วัฏจักรเศรษฐกิจแกว่งตัวรุนแรง

ในชั้นแรก จอร์จได้เขียนหนังสือขนาดเล็ก 48 หน้า เรื่อง Our Land and Land Policy ในปี 1871 พิมพ์ 1,000 เล่ม แต่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ในปี 1877 เขาจึงเริ่มเขียนหนังสือ Progress and Poverty ขนาด 565 หน้าเพื่ออธิบายสาเหตุและวิธีแก้ไขความยากจนให้ละเอียดยิ่งขึ้น ใช้เวลา 1 ปี 7 เดือนจึงเขียนจบ พิมพ์ครั้งแรกปี 1879 เมื่อรวมกับการปาฐกถาในสหรัฐฯ เอง สกอตแลนด์ อังกฤษ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมทั้งการโต้วาทีกับพรรคสังคมนิยมในนิวยอร์กและลอนดอน และเขียนหนังสือและบทความจำนวนมาก ก็ทำให้เขามีชื่อเสียงในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ เป็นลำดับ 3 ของสหรัฐฯ ต่อจาก  Thomas Edison และ Mark Twain

เฮนรี จอร์จตายก่อนวันเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก 4 วัน ซึ่งเขาเข้าสมัครรับเลือกตั้งด้วยเป็นครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 11 ปี (ครั้งแรกเขาแพ้ Abram S. Hewitt แต่ชนะ Theodore Roosevelt ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ)  การสมัครรับเลือกตั้งทั้งสองครั้งเพราะสหภาพแรงงานขอร้อง  งานศพของจอร์จมีผู้คนกว่าแสนคนมาเคารพศพและร่วมขบวนศพไปยังสุสานใน Brooklyn

หนังสือ Progress and Poverty ที่ลือลั่นและขายดีในสมัยของจอร์จเองได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย และกลุ่มผู้นิยมจอร์จได้ใช้เป็นตำราหลักสั่งสอนกันต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน ใน ค.ศ.1963 ห้องสมุดทำเนียบขาวได้เลือกหนังสือนี้ไว้ในกลุ่มหนังสืออเมริกันดีเด่น  เฮนรี จอร์จเองก็ได้รับการยกย่องจากบุคคลสำคัญจำนวนมาก

เหตุที่เฮนรี จอร์จไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงในระยะหลังน่าจะเป็นเพราะ:--

"ข้อเขียนและคำปราศรัยของ Henry George (ค.ศ.1839-1897) ในช่วง 20 ปีสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่เสนอให้ยกเลิกภาษีทั้งสิ้น ยกเว้นให้เก็บภาษีมูลค่าที่ดินเพียงอย่างเดียว ซึ่งได้รับการต้อนรับจากคนส่วนใหญ่ ทำให้กลุ่มอำนาจต้องหาทางรักษาสถานภาพที่เป็นอยู่ (status quo) ส่วนที่สำคัญก็คือพยายามมีอำนาจควบคุมการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยสำคัญๆ ของสหรัฐฯ

"ศาสตราจารย์ Mason Gaffney อธิบายว่าเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิกเริ่มขึ้นเมื่อ John Bates Clark (ค.ศ. 1847-1938 ) ผู้มีชื่อเสียงด้านพัฒนาแนวคิดเรื่องผลิตภาพหน่วยท้ายสุด (marginal productivity) ถือเอาเป็นภาระหน้าที่ของตนที่จะต้องต่อต้าน Henry George เงินทุนจาก J.P. Morgan ทำให้ Clark ได้รับการย้ายไปยังมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แล้วบรรดาศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ที่คุ้นเคยกับการโต้แย้งทางจริยธรรมก็ถูกแทนที่ด้วยผู้ผ่านการศึกษาด้านทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆ

"สิ่งแรกที่กลุ่มนีโอคลาสสิกทำคือ การถอนเอา ‘ที่ดิน’ ออกจากสมการเศรษฐกิจ โดยไม่ถือเป็นปัจจัยการผลิตที่แตกต่างจากทุนและสินค้าที่ผลิตขึ้นมาด้วยการใช้แรงงาน โลกเศรษฐศาสตร์จึงเหลือสิ่งสำคัญพื้นฐานเพียง 2 สิ่ง คือ แรงงาน และ ทุน อิทธิพลความคิดของ Henry George และกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์เดิมที่เรียกว่า political economists แทบจะหมดไปในราวกลางทศวรรษที่เริ่มจาก ค.ศ.1920" (จาก http://www.cooperativeindividualism.org/dodson_pseudo_science_of_economics.html ซึ่งพิมพ์ซ้ำจาก Geophilos, Spring 2003)

Leo Tolstoy กล่าวว่าวิธีสำคัญที่ใช้ต่อต้านคำสอนของเฮนรี จอร์จมาแล้วและกำลังใช้อยู่คือวิธีที่มักใช้กับความจริงที่เห็นได้ชัดและปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือพยายามให้เงียบไว้  (http://www.cooperativeindividualism.org/tolstoy_on_the_land_question_and_slavery)

ข้อเสนอวิธีแก้ไขของจอร์จมีเพียงให้เก็บภาษีมูลค่าที่ดินเท่ากับค่าเช่าที่ดินรายปีและยกเลิกภาษีอื่นๆ
เฮนรี จอร์จกล่าวโจมตีการปล่อยให้เอกชนได้ประโยชน์จากกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างยืดยาว แต่พอถึงข้อเสนอแก้ความยากจนจากความไม่ยุติธรรมนี้เขากลับเสนอเพียงให้เก็บภาษีมูลค่าที่ดินเท่ากับค่าเช่าที่ดินรายปีและยกเลิกภาษีอื่นๆ เหตุผลของเขาคือ:--

“ข้าพเจ้าไม่เสนอให้ซื้อหรือริบกรรมสิทธิ์ของเอกชนในที่ดิน  กรณีแรกจะเป็นการไม่ยุติธรรม  กรณีที่สองไม่เป็นสิ่งจำเป็น จงปล่อยให้บุคคลที่ยึดถือที่ดินอยู่ขณะนี้ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งที่เขาพอใจจะเรียกว่าที่ดิน ‘ของเขา’ ต่อไปถ้าเขาต้องการ  ปล่อยให้เขาเรียกมันต่อไปว่าเป็นที่ดิน ‘ของเขา’  ปล่อยให้เขาซื้อขายและให้เป็นมรดกและทำพินัยกรรมยกให้กันได้  เราอาจจะปล่อยให้พวกเขาเก็บเปลือกไว้ได้โดยไม่มีอันตรายถ้าเราเอาเนื้อในออกมาแล้ว   ไม่จำเป็นจะต้องริบที่ดิน จำเป็นแต่เพียงจะต้องริบค่าเช่าเท่านั้น

“ทั้งการที่จะเก็บค่าเช่ามาเป็นสาธารณประโยชน์นั้นก็ไม่จำเป็นว่ารัฐจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการให้เช่าที่ดินด้วย  ซึ่งมีทางทำให้เกิดฉันทาคติ  การสมรู้ยินยอม  และการฉ้อราษฎร์บังหลวงขึ้นได้  ไม่จำเป็นจะต้องจัดตั้งจักรกลใหม่ขึ้นมาอีกแต่ประการใด  จักรกลเช่นนี้มีอยู่แล้ว  แทนที่จะขยายมันออก  ทั้งหมดที่เราจะต้องทำก็คือทำให้มันง่ายขึ้นและลดขนาดของมันลงเท่านั้น  โดยการให้เจ้าของที่ดินได้รับเปอร์เซนต์จากค่าเช่าบ้าง ซึ่งอาจจะน้อยกว่ามูลค่าและความสูญเสียในการที่องค์การของรัฐจะเป็นผู้ให้เช่าที่ดินเองมาก  และโดยการใช้ประโยชน์จากจักรกลที่มีอยู่แล้วนี้ เราก็อาจจะทำให้เกิดสิทธิของส่วนรวมร่วมกันในที่ดินได้โดยการ เก็บค่าเช่ามาเป็นสาธารณประโยชน์ ซึ่งไม่ทำให้เกิดการตื่นเต้นสะดุ้งสะเทือนกัน

“เราได้เก็บค่าเช่าแล้วเป็นบางส่วนในรูปของภาษี  เราเพียงแต่จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีบางประการเท่านั้นเพื่อให้ได้ค่าเช่าทั้งหมด” (Progress and Poverty, p.405)

ลัทธิภาษีเดี่ยวจากที่ดินของเฮนรี จอร์จจะว่าเป็นสังคมนิยม แรงงานนิยม หรือ ทุนนิยม ก็ได้
ที่ว่าเป็นสังคมนิยมนั้นถูกเฉพาะเมื่อคิดถึงปัจจัยที่ดินอย่างเดียว (คือถือว่าที่ดินเป็นของสังคม จึงเก็บภาษีที่ดินมาบำรุงสังคม แต่ไม่ต้องการให้รัฐเข้าไปจัดการที่ดินโดยตรง เช่น บังคับจัดแบ่งที่ดิน)

ที่ว่าเป็นแรงงานนิยมก็ถูกเพราะพยายามไม่เก็บภาษีจากแรงงานเลย

แต่ก็ต้องถือว่าเป็นทุนนิยมสุดขั้วด้วยอย่างไม่เคยปรากฏ เพราะพยายามไม่เก็บภาษีจากทุนเหมือนกัน

วิธีของเฮนรี จอร์จนี้ไม่คิดเอาของที่ส่วนบุคคลควรมีควรได้มาเป็นของส่วนรวมเลย เช่น ค่าแรงสมอง/แรงกาย และผลตอบแทนต่อทุน จึงคิดเลิกภาษีทางอ้อมที่ไปเพิ่มต้นทุนการผลิตและภาษีเงินได้
เขาขอให้เก็บภาษีที่ดินอย่างเดียว (สมัยนี้คงต้องรวมภาษีทรัพยากรธรรมชาติหรือค่าภาคหลวง ค่าเอกสิทธิ์ ค่าสัมปทาน และค่าชดใช้การก่อมลพิษทำความเสียหายแก่แผ่นดินและทรัพยากรธรรมชาติด้วย)

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีที่ดินเพิ่มและเลิกภาษีอื่นๆ ควรค่อยๆ ทำ อาจใช้เวลาหลายสิบปี เพื่อมิให้เจ้าของที่ดินเดือดร้อนมากเกินไป

การเก็บภาษีที่ดินเพิ่ม และเลิกภาษีอื่นๆ มีความเป็นธรรม:--
1. ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ต้องมีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกิน เพราะถ้าไม่มี เขาตาย แต่เขาเกิดมาแล้ว เขาก็มีสิทธิ์มีชีวิตต่อไป
2. ไม่มีมนุษย์คนไหนลงแรงหรือลงทุนผลิตหรือสร้างที่ดินขึ้นมา จึงไม่ควรมีใครอ้างว่ามีสิทธิ์ในที่ดิน
3. มูลค่าของที่ดินส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะที่ดินย่านชุมชนซึ่งมีราคาสูง) เกิดจากกิจกรรมของส่วนรวมที่แยกไม่ออกว่าเป็นของคนไหนเท่าไรและจากภาษีที่เก็บเอาไปสร้างสิ่งสาธารณูปโภค แต่ที่แน่ๆ คือมูลค่าที่ดินไม่ได้เกิดจากบุคคลในฐานะเจ้าของที่ดิน (ยกเว้นการเก็งกำไรที่ดิน) เจ้าของที่ดินอาจลงแรงลงทุนก่อสร้างและทำการผลิตหรือค้าในที่ดินของตนเอง แต่ที่ทำเช่นนั้นเขาทำในฐานะผู้ลงแรงและหรือผู้ลงทุน ซึ่งเขาควรได้รับผลตอบแทนจากการลงแรงหรือลงทุนของเขาเต็มที่ ส่วนประโยชน์จากมูลค่าที่ดินควรเป็นของส่วนรวม (แต่ไม่ใช่เอาที่ดินมาแบ่งกันเพราะที่ดินมีมูลค่าแตกต่างกันตามทำเลที่แตกต่างกัน ซึ่งให้ผลตอบแทนแก่การลงแรงลงทุนต่างกัน และจะต้องแบ่งกันไม่รู้จบเพราะคนในครอบครัวมีตายมีเกิดทำให้จำนวนเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ)
4. การซื้อที่ดินมิใช่การลงทุนที่แท้ คือลงทุนผลิตของกินของใช้ (โภคทรัพย์) หรือเครื่องมือช่วยการผลิต (ทุน) แต่เป็นการซื้อสิทธิ์สืบต่อตามกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพื่ออำนาจเรียกแบ่งผลตอบแทนจากผู้ทำงานและนายทุน
และการเก็งกำไรกักตุนที่ดินกันไว้มากๆ ทำให้ที่ดินแพง ค่าแรงต่ำ หางานทำยาก คนจนก็เดือดร้อนยิ่งขึ้น
5. การเก็บภาษีจากรายได้จากการลงแรงลงทุนผลิต (รวมทั้งจำหน่าย) ไม่ยุติธรรม เพราะเป็นการเอาจากแต่ละคนไปบำรุงส่วนรวม ในกรณีนี้ควรเก็บจากมูลค่าที่ดินเพราะมูลค่าที่ดินเกิดจากกิจกรรมของส่วนรวม

ผลร้ายของการเก็บภาษีที่ดินน้อยไปและเก็บภาษีอื่นๆ มากไป
1. สังคมมีความแตกต่าง เกิดการแตกแยก
2. ผิดศีลข้ออทินนาทาน เอาจากกลุ่มอื่นไปให้แก่กลุ่มเจ้าของที่ดินด้วยวิธีการภาษี โดยภาษีและกิจกรรมของส่วนรวมไปทำให้สังคมมีความน่าอยู่และปลอดภัยขึ้น ที่ดินก็เลยแพง จึงมีการเก็งกำไรที่ดินกันในวงกว้างทั่วไป ที่ดินก็ยิ่งแพงขึ้น คนยากคนจนหรือจะแข่งขันด้วยได้ จำใจต้องยอมเป็นผู้เช่า ต้องเสีย 2 ต่อ ทั้งค่าเช่าที่ดิน ทั้งภาษีอื่นๆ
3. ภาษีปัจจุบันเป็นตัวถ่วง แทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ดูตัวอย่างสหรัฐฯ เขากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีลดภาษีอื่นๆ มาหลายต่อหลายหนแล้ว
4. การไม่เก็บภาษีที่ดินหรือเก็บน้อยไปก็กลับเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจซ้ำเข้าไปอีก เพราะที่ดินถูกเก็งกำไรเก็บกักกันไว้เฉยๆ มากมาย หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ทำให้การจ้างงานน้อย และค่าแรงต่ำ ผลตอบแทนต่อการใช้ทุนเครื่องทุ่นแรงก็ต่ำ
5. ภาษีเงินได้ ภาษีกำไร พวกนี้ไปลดรายได้จริงของคนทำงานและผู้ลงทุน
6. ภาษีทางอ้อมจำพวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีขาเข้า ไปทำให้ของแพง และทำให้ความสามารถแข่งขันกับต่างประเทศลด ไม่ดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเหมือนฮ่องกง สิงคโปร์
7. ราคา/ค่าเช่าที่ดินและบ้านแพงกว่าที่ควร แฟลต/คอนโดในเมืองก็มีน้อย เกิดปัญหาต้องเดินทางเช้าเข้าเมืองเย็นกลับออกนอกเมืองติดขัดอัดแอเสียเวลามาก เกิดปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมหรือชุมชนแออัดในเมือง การย้ายบ้านก็ยากเพราะต้องใช้เงินมาก
8. เพราะที่ดินมีราคา จึงมีคดีที่ดินเป็นภาระแก่ศาลยุติธรรมมากมาย คนจำนวนมากต้องเสียเงินเสียเวลาขึ้นศาลกันนานๆ ระหว่างนั้นที่ดินก็อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์
(ถ้าเก็บภาษีที่ดินเท่าค่าเช่าศักย์ ราคาที่ดินจะเป็นศูนย์หรือเกือบศูนย์ คนเราจะซื้อขายที่ดินได้ง่าย  แม้ราคาที่ดินจะเป็นศูนย์ เอาเป็นหลักทรัพย์ค้ำกู้ไม่ได้ แต่การซื้อขายที่ดินเองก็คงไม่ต้องกู้แล้ว และก็จะทำให้คนเรากู้หนี้เพื่อลงทุนอย่างอื่นเกินตัวไม่ได้  ถือว่าถูกหลักเศรษฐกิจพอเพียง)

ความรู้พื้นฐานเศรษฐศาสตร์
ปัจจัยการผลิตคือ 1.ที่ดิน 2.แรงงาน (สมอง, กาย) และ 3.ทุน
(สามปัจจัยนี้ครอบคลุมหมดแล้ว ถ้าแบ่งเป็นอย่างอื่นอีก ก็จะซ้ำอยู่ในสามปัจจัยนี้เอง)
คนผู้หนึ่งอาจเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้หลายปัจจัย
แต่ในการวิเคราะห์ปัญหา เราต้องแยกฐานะเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งสามออกจากกัน

ที่ดิน (Land) คือ เอกภพหรือสิ่งทั้งหลายนอกจากตัวมนุษย์และเศรษฐทรัพย์
แรงงาน (Labour) คือ ความพยายามทั้งปวงของมนุษย์ที่ใช้ในการผลิตเศรษฐทรัพย์
ทุน (Capital) คือ เศรษฐทรัพย์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน หรือในการผลิตเศรษฐทรัพย์สำหรับการแลกเปลี่ยน
เศรษฐทรัพย์ (Wealth) คือวัตถุทั้งหลายนอกเหนือไปจากตัวมนุษย์ ซึ่งผลิตขึ้นด้วยแรงงานมนุษย์ เพื่อใช้บำบัดความต้องการของมนุษย์ หรือช่วยในการผลิตสิ่งที่มนุษย์ต้องการ และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยน

ขอบริมแห่งการผลิต (Margin of Production หรือ ที่ดินชายขอบ) คือ ที่ดินที่เลวที่สุดที่จำเป็นต้องใช้กัน ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นที่ดินที่ดีที่สุดที่จะหาได้โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน

การแบ่งผลตอบแทนแก่เจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งสาม
1. กฎว่าด้วยค่าเช่าที่ดิน (Law of Rent) ค่าเช่าที่ดินกำหนดได้ด้วยผลผลิตของที่ดินนั้น ในส่วนที่เกินกว่าผลผลิตจากขอบริมแห่งการผลิต ในเมื่อใช้แรงงานและทุนเท่ากัน
2. กฎว่าด้วยค่าแรง (Law of Wages) ค่าแรงทั่วไปถูกกำหนดด้วยผลผลิตที่แรงงานสามารถผลิตได้ ณ ขอบริมแห่งการผลิต (เมื่อชายขอบขยายออก ผลิตภาพที่ดินใหม่จะต่ำลง ที่ดินเดิมค่าเช่าสูงขึ้น ค่าแรงทั่วไปทุกแห่งต่ำลง)
3.กฎว่าด้วยดอกเบี้ย (Law of Interest) ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นหรือต่ำลงเช่นเดียวกับค่าแรง และขึ้นอยู่กับขอบริมแห่งการผลิตเช่นเดียวกัน.

จาก http://geocities.com/utopiathai
บันทึกการเข้า
สมาชิกเก่าพันทิพครับ
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 22-08-2006, 15:12 »

สวัสดีครับคุณสุธญ มาเยี่ยมที่นี่หรือครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะครับ
บันทึกการเข้า
buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #2 เมื่อ: 22-08-2006, 15:28 »

ขอบคุณ ครับ คุณ สุธน หิญ  สำหรับบทความ ว่างๆ ก็แวะมาบ่อยๆ สิครับ  Mr. Green

เป็นเรื่องที่น่าคิด นะครับ แต่ ยังไง เราก็ฝืนกระแสลำบาก หาก ทุกคน คิดทำเพื่อประชาชน จริงๆ ด้วยความจริงใจ วิธีการใหน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งนั้นครับ

ส่วน บทความนี้ เหมาะมากนะครับ ที่จะใช้กับประเทศเล็กๆ ที่มีความสามาคี กัน ประเทศนั้น จะมีความเท่าเทียมกัน ได้ ไม่ยาก และช่องว่าง ระหว่างฐานะ จะแคบ ไม่เลื่อมล้ำกันมากครับ
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
สุธน หิญ
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 24-08-2006, 22:42 »

ขอบคุณคุณ "สมาชิกเก่าพันทิพครับ" และ คุณ "buntoshi" มากครับ
บันทึกการเข้า
999s
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 25-08-2006, 00:46 »


สวัสดีครับ

การจัดการเกี่ยวกับที่ดินน่าจะช่วยคนยากจนขยายโอกาสได้มากขึ้น คนรวยก็จะได้หาโอกาสรวยด้วยวิธีอื่นๆ ที่ต้องใช้สมองมากขึ้น

ยังไงผมขอเหลือกลับเป้นฝุ่นแล้วกันครับ จะได้ไม่กินที่ อิอิ ขอยึดพื้นที่หัวใจของมิตรสหายก็พอครับ  Wink Cool

Dust In The Wind (Kasas)

http://music.mercigod.com/play.php?songid=7124
บันทึกการเข้า
เพนกวินน้อยนักอ่าน
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 866



« ตอบ #5 เมื่อ: 25-08-2006, 01:45 »

โอ้ว ยินดีที่มาจริงๆ ครับ คุณ สุธน
เห็นตอนโน้นไปโพสต์ที่ราชดำเนิน แล้วกลัวว่าจะไม่มีคนคุยด้วยเลยครับ

มีคนเคยพูดถึง social liberalism ในห้องสภากาแฟ ของเว็บน่ะครับ
http://forum.serithai.net/index.php?topic=5480.0

ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ
ผมว่าแนวทางมันใกล้เคียงกับความพยายามกระจายความเป็นธรรมต่อทุกคน
ของเฮนรี่ จอร์จ

ผมว่าคนไทยกับการยึดติดกับที่ดินทำกิน
หรือความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสูงมาก
การกระจายที่ดินให้ทำประโยชน์ น่าจะต้องมีเงื่อนไขมากมาย ถึงจะเกิดผลดีได้
แต่ในรายละเอียด คงมาคุยด้วยยาวๆ ภายหลัง ครับ
วันนี้เหนื่อยอ่อน
 Sad
บันทึกการเข้า
Berwagle
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« ตอบ #6 เมื่อ: 26-08-2006, 05:18 »

แล้วธุรกิจประเภทบริการจะเก็บภาษีกันยังไงครับ เพราะธุรกิจพวกนี้ไม่มีสำนักงาน ไม่ต้องใช้ที่ดิน
ยกตัวอย่างเช่น สัญญาณโทรศัพท์ มือถือ ทีวี วิทยุ

หรืองานที่ออกไปทำนอกสถานที่ แต่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เดียว ขายแรงงานและค่าบริการ
เช่น บริษัทรับทำความสะอาดสำนักงาน ศูนย์วิทยูแท๊กซี่ พวกนี้เก็บค่าหัวคิวกินอย่างเดียว

ที่ดินเพาะปลูกที่ต้องใหญ่ เทียบกับที่ดินสำนักงานในเมืองที่แออัดอยู่บนตึกสูงๆ มันก็ต้องมีอัตราต่างกันด้วยสิ

แล้วการถลุงทรัพยากรจากที่ดิน เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ดินมันจะหมดค่าไป ค่าเช่าที่ดินจะเหมือนกับการให้สัมปทานรึเปล่าครับ
เช่น ป่าไม้ เหมืองแร่ บ่อน้ำมัน

ผมว่าต้องเป็นรูปแบบภาษีก้าวหน้า คือเก็บเทียบจากรายรับ ถ้าธุรกิจมีรายรับมากก็จ่ายมาก แต่ประชาชนธรรมดาไม่ต้องจ่าย จ่ายเฉพาะที่เป็นองค์กร
บันทึกการเข้า
สุธน หิญ
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: 28-08-2006, 15:18 »

ขอบคุณคุณ 999s คุณเพนกวินน้อยนักอ่าน และคุณ Berwagle มากครับ

สำหรับคุณ 999s ผมเปิดดู http://music.mercigod.com แล้ว รายการทีวีออนไลน์มี link สถานีทีวีเยอะน่าจะมีประโยชน์ดีนะครับ ผมเลยถือโอกาสลง Windows Media Player 10  ไว้แล้ว แต่ก็ยังดูทีวีไม่ได้หลายช่อง ที่ดูได้ดีก็ New 1 เลยได้ดูวิจารณ์กรณีพยายามระเบิดนายกฯ ด้วย ผู้บรรยายคงจะเป็นคุณคำนูณ ขอบคุณมากนะครับ

คุณ “เพนกวินน้อยนักอ่าน” เหนื่อยแล้วก็ค่อยคุยกันวันหลังก็ได้ครับ ขอบคุณครับ เรื่องชื่อลัทธินี่ผมงงมาก มีแยกออก เป็น New บ้าง Neo บ้าง มี Liberal แล้วยังมี Libertarian อีก พวกนิยมจอร์จก็ใส่ Geo- ไว้ข้างหน้าอีกทีหนึ่ง เวลาอ่านเลยต้องพยายามเปิด ดิก. ออนไลน์แบบรวม เช่น onelook.com หาความหมายสั้นๆ เอาเป็นหลักไว้ก่อน

ที่คุณ Berwagle ถามนั้น ผมคงต้องขอให้คิดตั้งระบบหรือลัทธิใหม่ไว้ในใจให้มั่นคงก่อน คือ
1. ถือว่าที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติเป็นของส่วนรวม (ที่จริงคำว่า ที่ดิน ตามแนวของจอร์จก็รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติด้วยแล้ว) แต่รัฐไม่ต้องมาจัดแจงเรื่องใครจะมีกรรมสิทธิ์ที่ดินตรงไหน เนื้อที่เท่าไร ให้เจ้าของเขาซื้อขายกันไปเหมือนเดิม ขอให้รัฐเก็บภาษีที่ดินเท่ากับค่าเช่าตามที่น่าจะเป็น คือตามแบบที่ทางธุรกิจเขาคิดกัน (ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง)
2. ถือว่ารายได้อันชอบธรรมของรัฐควรมาจากรายได้ของสิ่งที่เป็นของส่วนรวม หรือประโยชน์ที่อาจหาได้อันเกิดมีขึ้นเพราะส่วนรวม (แยกไม่ออกว่าเป็นของใครเท่าไร) ไม่ควรเอาจากรายได้ของแต่ละบุคคล นอกจากจำเป็นอย่างมาก
3. สังคมอุดมคติคือสังคมที่เป็นธรรม คนส่วนใหญ่เป็นสุข หางานทำง่าย ค่าแรงกายแรงสมองสูงโดยไม่ต้องมีกฎค่าจ้างขั้นต่ำ มนุษย์มีสิทธิเท่าเทียมกันในสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ รับรู้สิทธิเท่าเทียมกันของผู้อื่น มีการชดเชยการดูดทรัพยากรธรรมชาติมาใช้สิ้นเปลืองไป มีการจ่ายค่าถ่ายเทของเสียออกสู่โลกทั้งในดิน น้ำ และอากาศตามควร ซึ่งจะทำให้เกิดการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ การนำกลับมาใช้ใหม่ และเกิดระบบกำจัดของเสียที่มีประสิทธิภาพสูง อันจะทำให้โลกเป็นที่อยู่ที่ทำกินได้ยั่งยืนต่อไป
4. คนเรามาอยู่รวมกันเป็นชุมชนเพราะต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การทำงานที่ไม่ใช่การทำทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ทำอย่างหนึ่งหรือส่วนหนึ่ง (เช่นคนงานหรือพนักงานได้ค่าจ้าง) แล้วแลกเปลี่ยนด้วยการซื้อขายกับผู้อื่น ทุกคนในชุมชนต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชีวิตจึงไม่ยากแค้นเหมือนคนชายขอบส่วนใหญ่ ความชำนาญเฉพาะทาง ความรู้ที่สั่งสมเพิ่มขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพการค้นคิดประดิษฐ์และอารยธรรมสูงขึ้น
คนที่มีรายได้มากโดยสุจริตย่อมแปลว่างานของเขามีประสิทธิภาพสูง ขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าผู้อื่นสำหรับคุณภาพที่เท่ากัน (ของดีราคาถูก) จึงมีผู้คนมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกับเขามาก ส่วนผู้ที่ซื้อขายไม่สุจริตก็ต้องหาทางป้องกันและลงโทษกันไป (ไม่ใช่เหมาเอาว่าผู้ค้าทุจริตไปทุกคน และต้องถูกปรับด้วยภาษีเงินได้) เราต้องการให้เกิดความอยู่ดีกินดีแก่คนส่วนมาก นั่นคือ ส่วนมากมีรายได้มาก รายจ่ายน้อย แต่ภาษีเงินได้และภาษีจำพวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีการผลิต การค้า ภาษีผ่านแดน เหล่านี้ กลับลดรายได้ของราษฎรและเพิ่มรายจ่าย และบั่นทอนกำลังใจผู้ผลิต

คราวนี้มาถึงรายละเอียดที่คุณ Berwagle ยกขึ้นมา

-   คลื่นวิทยุและโทรทัศน์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เราจัดแบ่งขนาดความถี่เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีไม่รบกวนกันถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเชื่อว่ารัฐควรคิดค่าสัมปทานแบบเดียวกับค่าเช่าที่ดิน
-   พวกที่ว่ากินค่าหัวคิวอย่างเดียวนั้น เขาก็ทำหน้าที่นำฝ่ายที่ต้องการรับบริการมาพบกับฝ่ายที่ต้องการให้บริการ ถ้าฝ่ายใดไม่ต้องการเสียค่านายหน้า จะติดต่อกันเองก็ควรทำได้ กรณีนี้รัฐก็ต้องให้ความคุ้มครองมิให้การเป็นนายหน้าเช่นนี้ใช้อิทธิพลมืดได้
-   ที่ดินเพาะปลูกที่ต้องใหญ่ เทียบกับที่ดินสำนักงานในเมืองที่แออัดอยู่บนตึกสูงๆ มันก็ต้องมีอัตราต่างกันด้วย ข้อนี้ถูกครับ เพราะภาษีที่ดินคิดตามแบบที่ธุรกิจเขาคิดค่าเช่าที่ดินกัน
-   ค่าเช่าที่ดินนั้นส่วนใหญ่จะสูงในย่านชุมชน ตลาดและเมือง เพราะมีโครงสร้างหรือสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานดีมาก น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี โทรศัพท์ อินเทอร์เนต การระบายของเสีย การคุ้มครองความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายและอัคคีภัย  ส่วนที่ห่างไกลความเจริญ ค่าเช่าจะต่ำ ภาษีที่ดินก็ต่ำด้วย  เรื่องป่าไม้ เหมืองแร่ บ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส ผมคิดว่าปัจจุบันค่าสัมปทาน ค่าภาคหลวงคงจะต่ำไป คงจะไม่ได้คิดถึงคุณค่าของมันต่อมนุษย์อย่างจริงจังนัก แต่ถ้ามีการประมูลกันอย่างโปร่งใส ก็น่าจะได้ราคาดี แต่ประชาชนผู้บริโภคต้องยอมจ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อสงวนทรัพยากรเหล่านี้ไว้สำหรับคนรุ่นหลังด้วย
-   แนวทางของเฮนรี จอร์จไม่มีภาษีแบบก้าวหน้า และไม่เก็บภาษีอื่นๆ ซึ่งคือภาษีจากผู้ลงแรงและผู้ลงทุน เก็บแต่ภาษีที่ดินอย่างเดียวครับ

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: