ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
27-09-2026, 03:36
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
 |  ทั่วไป  |  ห้องสาธารณะ  |  อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย?  (อ่าน 2643 ครั้ง)
Chicago
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 18-07-2006, 07:09 »

อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย?

โดย ธงชัย วินิจจะกูล  มติชน 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01180749&day=2006/07/18

ทำไมการใช้การชุมนุมเดินขบวนเป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
จึงไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องมาแต่ต้น?

ทำไมการปฏิรูปการเมืองตามที่คิดกันอยู่ในขณะนี้จึงอาจพลาดเป้า?

ตอบ เพราะตุลาการเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามาแต่ต้น แต่เรามองข้ามไป


ผู้เขียนขออธิบายตามลำดับเป็น 6 ส่วน ดังต่อไปนี้

@ หมดความชอบธรรม 3 ประเภท

สภาวะหมดความชอบธรรมของอำนาจบริหารมีอย่างน้อย 3 ประเภทหลัก คือ

ประเภทที่หนึ่ง นโยบาย อุดมการณ์ แนวคิด ไม่ได้รับการยอมรับ

ประเภทที่สอง ความนิยมเสื่อม ความน่าเชื่อถือหมดลง

ประเภทที่สาม กระทำความผิด (wrong doing)

มาตรการเพื่อตัดสินประเภทที่หนึ่งและสองคือการเลือกตั้งเท่านั้น
ให้ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาดว่านโยบายของรัฐบาลได้รับความยอมรับมากหรือน้อยกว่ากัน
ความนิยมและความน่าเชื่อถือเสื่อมถอยลงขนาดไหน

ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไร นั่นคือคำตัดสินของมหาชน
เราอาจไม่เห็นด้วยแต่ต้องยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น
(ในที่นี้ถือเอาว่าการทุจริตในการเลือกตั้งมิได้มีมากมายหรือหนักหนา
ถึงขนาดมีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้งโดยรวม)

ข้ออ้างว่า ประชาชนไม่ได้รับข่าวสาร ยังขาดการศึกษา ยังโง่อยู่
ล้วนเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ต่อให้เป็นความจริงก็ตาม
เพราะประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองของคนส่วนใหญ่
(ไม่ว่าจะรู้ข่าวสารดีพอขนาดไหน โง่หรือฉลาดปานใด)
ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ให้อภิสิทธิ์แก่คนฉลาด ผู้มีการศึกษา
หรือคนเมืองเหนือคนอื่นๆ ที่ด้อยการศึกษาหรือฉลาดน้อยกว่า

(ขอไม่อภิปรายว่า ประชาชนโง่แบบไหน ไม่รู้ข่าวสารจริงหรือไม่)

อย่าลืมว่า ข้ออ้างทำนองนี้เป็นเครื่องมือของอำนาจเผด็จการทุกยุคสมัย
ที่จะยึดอำนาจไว้กับพวกของตนผู้อวดอ้างว่ารู้ดีกว่าฉลาดกว่าประชาชน
ข้ออ้างพรรค์นี้ยังเป็นเหตุผลของการเซ็นเซอร์ปิดหูปิดตาประชาชนมาตลอดอีกด้วย

อย่าลืมว่า องค์กรภาคประชาชนเองโฆษณามาตลอดว่า ประชาชนฉลาด
รู้ดีมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่ชนชั้นกลางชาวเมืองไม่เข้าใจเข้าไม่ถึงเพราะถูกครอบงำจากฝรั่ง

มาคราวนี้ภาคประชาชนกลับดูถูกประชาชนเสียเอง
และพึงพอใจกับมวลชนของตนซึ่งประกอบด้วยชนชั้นกลางและสูงในเมือง
กับผู้ดีมีสกุลทั้งหลายเป็นกำลังสำคัญ

แต่หากอำนาจบริหารสูญเสียความชอบธรรมเพราะกระทำความผิด
ใช้อำนาจในทางที่ผิด ต่อให้ได้รับการเลือกตั้งท่วมท้นถล่มทลาย
ก็ไม่สามารถอาศัยคะแนนเสียงมากลบล้างการกระทำความผิดได้

สมมุติว่า พรรคการเมืองหนึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 100%
แต่วันถัดมาพบว่าพรรคนั้นกระทำการทุจริต
หรือใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมาย
หรือหัวหน้าพรรคไปฆ่าคนตายมาก่อนการเลือกตั้ง
คะแนนเสียง 100% ก็ช่วยพรรคนั้นหรือหัวหน้าพรรคคนนั้นไม่ได้

โดยปกติ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลมักพยายามโมเมตีขลุมว่า
ปัญหาที่ตนกำลังประสบเป็นสองประเภทแรกเท่านั้น
จึงมักเรียกร้องให้ไปอภิปรายกันในสภา
แล้วมักโมเมตีขลุมว่าการเลือกตั้งเป็นมาตรการตัดสินทุกกรณี

เพื่อรวบหัวรวบหางกลบการกระทำความผิดให้กลายเป็นเรื่องของความนิยม
และความน่าเชื่อถือไปเสียหมด

ทั้งๆ ที่เป็นการเสื่อมความชอบธรรมคนละประเภทกัน

แต่กระบวนการที่จะตัดสินว่า ฝ่ายบริหารกระทำความผิดจริงหรือไม่
คืออำนาจตุลาการตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

ประชาชนมีสิทธิป่าวร้องโฆษณาว่ารัฐกระทำความผิด
การชุมนุมเดินขบวนอย่างสันติเพื่อป่าวร้องโฆษณาเช่นนั้นจึงเป็นสิทธิอันชอบธรรม
การชุมนุมอาจส่งอิทธิพลต่อมติมหาชนและต่อปัจเจกชนผู้ทำหน้าที่ตุลาการ
ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้

แต่การชุมนุมที่เป็นมาตรการเด็ดขาดในตัวเองเพื่อเอาชนะกำจัดรัฐบาล
เท่ากับถือเอาการชุมนุมเป็นกระบวนการตัดสินความผิดของรัฐโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม

ยิ่งการชุมนุมที่พยายามอาศัยอำนาจพิเศษมาจัดการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ด้วยถือว่าตนรู้ดีกว่าฉลาดกว่าคนส่วนใหญ่ (ต่อให้เป็นความจริงก็เถอะ) ย่อมเป็นวิธีการที่ผิด

เพราะปฏิเสธทั้งกระบวนการยุติธรรม และเสียงของคนส่วนใหญ่ หันไปจาก "อภิชนาธิปไตย"
อันจะมีผลให้ประชาธิปไตยไทยตาถั่วเสียหายครั้งใหญ่หลวง
บันทึกการเข้า
Chicago
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 18-07-2006, 07:21 »

@ อำนาจตุลาการในระบบปาลิเมนต์

เราไม่ต้องการระบบการเมืองแบบประธานาธิบดีที่ประชาชนเลือกผู้นำฝ่ายบริหารโดยตรง
และเลือกผู้แทนเข้าสภาเป็นอีกกระบวนการต่างหากจากกัน

ระบบปาลิเมนต์ของไทยเลือกผู้แทนเข้าสภา ฝ่ายบริหารมาจากผู้แทนในสภาอีกทอดหนึ่ง
การแยกอำนาจบริหารกับสภาไม่เด็ดขาดจากกันอย่างในระบบแรก

การตรวจสอบถ่วงดุลโดยสภาในระบบนี้จึงไม่แข็งแรงเท่าระบบแรก

แต่เวลาเราคิดถึงระบบตรวจสอบถ่วงดุล
เรากลับมักคาดหวังว่าสภาจะทำหน้าที่นี้ได้ดีตามแบบระบบประธานาธิบดี

ผิดฝาผิดตัวเป็นประจำ

เพราะในระบบที่ฝ่ายบริหารและสภาต่างมาจากประชาชนโดยตรง
สภาย่อมมีอำนาจ โอกาส และความชอบธรรมในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารเต็มที่
โดยมากพรรคที่ชนะในสภา กับพรรคที่ได้อำนาจบริหารจะเป็นคนละพรรคกัน

ตัวอย่างเช่น ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
สภากับประธานาธิบดีมาจากคนละพรรคกันเป็นส่วนใหญ่
น้อยครั้งที่พรรคเดียวกันจะคุมอำนาจทั้งสองฝ่าย

ประชาชนตั้งใจเลือกให้เป็นแบบนั้น

ในระบบนี้ ยังมีอำนาจตุลาการเป็นอีกกระบวนการต่างหากทั้งจากสภาและฝ่ายบริหาร
ศาลหลายระดับในสหรัฐอเมริกามาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
ศาลสูงของประเทศทุกระดับมาจากการยอมรับร่วมระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐสภา

ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลโดยสภา มีพื้นฐานมาจากอำนาจของแต่ละฝ่ายมีแหล่งที่มาคนละกระบวนการกัน
ต่างมีแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของตนเอง

ในระบบปาลิเมนต์แบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ ฝ่ายบริหารมาจากสภาเสมอ
ตามหลักการแล้ว สภาจะไม่พยายามสั่นคลอนฝ่ายบริหาร
ไม่มีบทบาทตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารแข็งขันอย่างในระบบแรกเพราะย่อมเป็นพวกพรรคเดียวกัน

ในประวัติศาสตร์สั้นๆ ของระบบปาลิเมนต์ของไทย
เราไม่เคยมีพรรคที่ชนะการเลือกตั้งเด็ดขาดจนกระทั่งพรรคไทยรักไทยนี่เอง
ฝ่ายบริหารที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลผสมที่เปราะบาง แตกคอกันง่าย บ่อนเซาะกันเองก็มี
ในขณะที่ฝ่ายค้านในสภามักมีสัดส่วนใหญ่พอที่จะก่อปัญหาแก่ฝ่ายบริหาร

บทบาทตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารโดยสภา
จึงเกิดขึ้นได้ด้วยภาวะรัฐบาลผสมและฝ่ายค้านที่ใหญ่โตพอ
แต่มิใช่ด้วยโครงสร้างตามระบบปาลิเมนต์

เราคาดหวังผิดๆ ว่าสภาต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้แข็งขัน
เพราะเราเคยตัวกับรัฐบาลผสมตลอดมา
จนเราลืมไปว่าตามโครงสร้างของระบบปาลิเมนต์นั้นสภากับฝ่ายบริหารเป็นพวกเดียวกัน

ในระบบปาลิเมนต์แบบนี้ มักออกแบบให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้สะดวก
โดยไม่ขึ้นต่อจำนวนจนเกินไปนัก แต่ทว่าอำนาจหลักที่จะมาตรวจสอบฝ่ายบริหาร
มิให้กระทำการฉ้อฉล ใช้อำนาจในทางที่ผิด คือ สื่อมวลชน และอำนาจตุลาการ

เรียกว่าเป็นระบบตรวจสอบ (accountability system) แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ถ่วงดุลแต่อย่างใด

ตามระบบนี้ จึงต้องออกแบบและสร้างกฎหมายรองรับการตรวจสอบโดยตรงจากประชาชนและสื่อมวลชนที่สะดวก ไม่ยากจนเกินไป และมีประสิทธิภาพ เช่น สิทธิในการเรียกข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการรวมตัวฟ้องร้อง
ยื่นเสนอกฎหมายและถอดถอนบุคคลที่มีอำนาจการเมือง

ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ตามระบบนี้อำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรมจะต้องพัฒนา
ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจบริหารด้วย แต่มิใช่ตามกระบวนการทางการเมือง

ประชาธิปไตยแบบปาลิเมนต์ในหลายประเทศเติบโตมาพร้อมกับการพัฒนากระบวนการยุติธรรม
และระบบศาลที่เป็นอิสระ เข้มแข็ง ไม่ขึ้นต่อการเมือง
เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนพึ่งพิงตรวจสอบดำเนินคดีการใช้อำนาจรัฐฉ้อฉล

แต่ละประเทศพัฒนาระบบตรวจสอบที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมแต่ไม่ใช่ศาลตุลาการเสมอไป
อาทิ คณะกรรมการเฉพาะกรณีเพื่อสอบสวนการกระทำความผิดของรัฐ (และสภา)
โดยให้มีอำนาจในการสอบสวนสูงมาก สามารถเรียกเอกสารและบุคคลได้เต็มที่
เช่น ระบบ Royal Commission ในประเทศเครือจักรภพ
(พระมหากษัตริย์มิได้ทรงเลือกคณะกรรมการหรือยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใดทั้งสิ้น
แต่เป็นแหล่งที่มาของอำนาจในการสอบสวน)
ระบบ tribunal ในหลายประเทศ
หรือผู้สอบสวนอิสระของรัฐสภาในสหรัฐอเมริกา
ผู้สอบสวนสูงสุดเหล่านี้ไม่ใช่องค์กรอิสระถาวร
มักมีขอบเขตอำนาจจำกัดเฉพาะกรณีและมักไม่มีอำนาจเป็นตุลาการเสียเอง
แต่มีอำนาจฟ้องร้องต่อศาลสูง
อำนาจตัดสินคดียังคงเป็นของตุลาการ

ฝ่ายตุลาการในระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างไร


@ อำนาจตุลาการไทยไม่ตรวจสอบรัฐ?

นับจาก 14 ตุลา 2516 จนถึงบัดนี้ สังคมไทยทุ่มเททรัพยากรและพลังมหาศาลลงไปกับการพัฒนารัฐสภาและการเลือกตั้ง
หวังขจัดอำนาจเงินและผู้มีอิทธิพลที่จะแสวงประโยชน์ส่วนตัวจากอำนาจทางการเมือง หวังจะได้คนดีวิเศษเข้าสภา
เราเขียนรัฐธรรมนูญหลายฉบับเพื่อแสวงหารัฐสภาและรัฐบาลแบบอุดมคติ

แต่เราลืมอำนาจตุลาการ!

เราลืมไปสนิทว่ากระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญขนาดไหนในระบบปาลิเมนต์
เราไม่ได้คิดเลยว่าต้องพัฒนาอำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรม
เพื่อเป็นฐานของระบบตรวจสอบการใช้อำนาจฉ้อฉล
แต่ทว่าจะต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมือง

มิได้หมายความว่า ตุลาการไทยไม่มีการพัฒนาเลยใน 30 ปีที่ผ่านมา
เป็นความจริงว่าวงการตุลาการไทยได้บุคลากรระดับยอดเยี่ยมของสังคม
เข้าไปเสริมสร้างความเข้มแข็งขึ้นมากตลอดมา

แต่ผู้เขียนหมายความว่า สังคมไทยมิได้ให้ความสนใจถกเถียงทุ่มเทพัฒนาตุลาการ
และกระบวนการยุติธรรมเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐเท่าไรนัก
ยกเว้นการสร้างศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ 2540

เราแทบไม่นึกถึงอำนาจตุลาการให้ทำหน้าที่นี้เลย เรานึกถึงแต่สภา

ในวิกฤตคราวนี้ชี้ให้เห็นเด่นชัดว่า ทั้งสองศาลที่เกิดขึ้นใหม่มีความสำคัญขนาดไหน
แต่ทว่ายังขาดประสบการณ์อย่างมาก

ที่สำคัญที่สุดก็คือ อำนาจตุลาการของไทยไม่เคยมีประวัติว่าทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐสักเท่าไรเลย

ฝ่ายตุลาการถูกมองในเชิงลบว่าอาจเอื้อต่ออำนาจฝ่ายบริหาร
มีจารีต ธรรมเนียม และวัฒนธรรมที่เอื้อรัฐมากกว่ารับใช้ประชาชน

อาทิ การยอมรับประเทศและอำนาจอธรรมของระบอบเผด็จการทุกชุด และลงโทษผู้ที่ต่อสู้กับรัฐเผด็จการ

มีผู้วิจัยพบว่าการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐเหนือสิทธิของพลเมืองอยู่ในฟากรัฐเกินกว่า 90%

จารีตหรือวัฒนธรรมการใช้กฎหมายเพื่อรับใช้รัฐ
เกี่ยวข้องกับประวัติการร่างกฎหมาย และโรงเรียนกฎหมายในประเทศไทยด้วย
กล่าวคือ เราผลิต "เนติบริกร" มาแต่ไหนแต่ไร หมายความว่า เราผลิตนักเทคนิคทางกฎหมาย
ที่ขาดความเข้าใจพลวัตของกฎหมายกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ทั้งๆ ที่ระบบตุลาการคือการผดุงความยุติธรรมในสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

การปล่อยปละละเลยไม่ต่อสู้เพื่อพัฒนาฝ่ายตุลาการ
ทั้งเรื่องระบบโครงสร้างการบริหาร ตลอดจนถึงวัฒนธรรมการใช้กฎหมาย
ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติลงมาจนถึงโรงเรียนกฎหมายทุกระดับ
หมายถึง อำนาจตุลาการไม่ได้รับการพัฒนาให้ทันกับภารกิจในระบอบประชาธิปไตย
ที่เปลี่ยนไปมหาศาลใน 30 ปีที่ผ่านมา

จึงไม่แปลกที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จะลืมนึกถึงศาลแทบสนิท
(ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีภารกิจเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงกว่าศาลอื่นๆ)
จนกระทั่งมีพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการเมื่อ 25 เมษายน 2549
บันทึกการเข้า
Chicago
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 18-07-2006, 07:29 »

@ สมควรมองข้ามอำนาจตุลาการและหลักการประชาธิปไตยหรือไม่?]

ท่านทราบไหมว่า ท่ามกลางกระแสเปิดโปงความเลวร้ายของ "ระบอบทักษิณ"
นับจากเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อปีที่แล้วจนถึงพันธมิตร ก่อน 25 เมษายนนั้น
มีคดีฟ้องร้องเอาผิดกับรัฐบาล และนายกฯ ทักษิณกี่คดี?

ท่านทราบไหมว่า ท่ามกลางการกล่าวโทษเปิดโปงการขายหุ้นไม่เสียภาษีของนายกฯ
มีใครไปฟ้องร้องเอาผิดหรือดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมบ้าง?

ลองหาคำตอบแล้วท่านจะตกใจ

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลใช้การชุมนุมเป็นมาตรการเด็ดขาด แต่กลับไม่สนใจกระบวนการยุติธรรมเลย
ไม่กี่คดีที่มีอยู่ในศาล มิได้ริเริ่มโดยผู้นำของพันธมิตรเลยสักกรณีเดียว

ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามโมเมตีขลุมให้ปัญหาทุกอย่างตัดสินด้วยการเลือกตั้ง
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลรวบหัวรวบหางเอาปัญหาทุกอย่างมาตัดสินด้วยการชุมนุมแสดงพลัง
แล้วหวังใช้อำนาจพิเศษเพื่อเอาชนะ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียอนาคตของระบอบประชาธิปไตย

ฝ่ายต่อต้านเองไม่เคยตระหนักว่าการกระทำความผิดของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย
ต้องตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม
ส่วนเรื่องนโยบาย แนวคิด และความน่าเชื่อถือนั้น ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง

ฝ่ายพันธมิตรอาจให้เหตุผลว่า ทุกอำนาจที่สามารถทัดทาน "ระบอบทักษิณ" ถูกซื้อไปหมดแล้ว
 หรืออยู่ใต้ความกลัวรัฐบาล จึงหวังพึ่งไม่ได้

ฝ่ายพันธมิตรอาจให้เหตุผลเพิ่มตามที่ผู้เขียนเองให้ไว้ข้างต้นว่า
อำนาจตุลาการไทยถูกเข้าใจว่าไม่เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐฉ้อฉล
จึงไม่มีความเชื่อถือศรัทธาพอ
(ในความเป็นจริงผู้เขียนเชื่อว่าฝ่ายพันธมิตรมิได้คิดข้อนี้เลย
เพราะเขาไม่สนใจอำนาจตุลาการ ไม่สนใจประวัติศาสตร์
และไม่สนใจหลักการของระบอบประชาธิปไตย)

เหตุผลทั้งสองประการมีมูลอยู่ แต่เป็นเหตุผลเพียงพอหรือ
ที่จะใช้การชุมนุมเดินขบวนตัดสินการกระทำความผิดของรัฐแทนกระบวนการยุติธรรม?

มีความจำเป็นขนาดไหนที่จะต้องต่อสู้กับอำนาจฉ้อฉลด้วยพลังของชนชั้นอภิสิทธิ์
และด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย?

เหตุผลทั้งสองประการเพียงพอที่จะมองข้ามการต่อสู้เพื่อพัฒนาอำนาจตุลาการเชียวหรือ?

มีตัวอย่างมากมายชี้ว่าอำนาจตุลาการมิได้ย่ำแย่ขนาดพึ่งไม่ได้
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ผลักดันให้ตุลาการแสดงบทบาท
และขึ้นอยู่กับการทำสำนวนฟ้องและตีความกฎหมาย

เอาเข้าจริงอำนาจตุลาการหวังพึ่งไม่ได้หรือฝ่ายพันธมิตรเองมักง่าย
 ต้องการเอาชนะจนไม่สนใจหลักการใดๆ ทั้งสิ้น?

ฝ่ายพันธมิตรเองตระหนักข้อนี้หลัง 25 เมษายน
(แต่กลับ "ใช้" อำนาจตุลาการในทางที่ถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่อยู่ดี - ดังจะกล่าวต่อไป)

ฝ่ายพันธมิตรมักให้เหตุผลอีกชุดว่า สถานการณ์ในวิกฤตคราวนี้เป็นกรณีพิเศษของประเทศไทย
จึงต้องใช้มาตรการพิเศษ (ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย) จะมัวอาศัยช่องทางตามกระบวนการปกติไม่ได้

สถานการณ์พิเศษตามที่ฝ่ายต่อต้านมักกล่าวอ้าง ได้แก่ ความเลวร้ายของ "ระบอบทักษิณ"
ราวกับประเทศไทยจะถูกธรณีสูบจนมอดไหม้หากปล่อยให้ "ระบอบทักษิณ" ดำรงอยู่นานขึ้นอีกวัน

ผู้เขียนยอมรับว่าการประเมินความเลวร้ายของระบอบที่ฉ้อฉลเป็นเรื่องที่ไม่สามารถตัดสินชัดเจนได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์
เพราะข้อมูลท่วมหัวก็ยังขึ้นอยู่กับการประเมินตามจริตวิสัยของแต่ละคน และขึ้นอยู่กับการโฆษณาชวนเชื่อจากทุกฝ่าย
ผู้เขียนคงทำได้เพียงฝากให้คิดสัก 3-4 ข้อเพื่อประกอบการประเมินความหายนะอันเกิดจากระบอบทักษิณ ดังต่อไปนี้

1. ทำไมฝ่ายต่อต้านทักษิณจึงไม่รู้สึกถึงหายนะนี้ตั้งแต่คราวที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน จากการ "ฆ่าตัดตอน"
    อันเนื่องมาจากมาตรการปราบยาเสพติด?

2. ทำไมฝ่ายต่อต้านทักษิณจึงไม่รู้สึกถึงหายนะตั้งแต่คราวที่มีผู้เสียชีวิตมากมายจากความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
    รวมทั้งกว่า 70 คนที่ตายในรถบรรทุกในโศกนาฏกรรมที่ตากใบ?

3. ทำไมฝ่ายต่อต้านจึงเพิ่งรู้สึกว่าประเทศไทยหายนะแน่หลังจากกรณีขายหุ้นอื้อฉาวโดยไม่เสียภาษี?
    ถ้ากว่า 2,000 ชีวิตไม่ใช่หายนะ ทำไมภาษีหลายพันล้านที่เก็บไม่ได้จึงเป็นหายนะ?

4. ท่านคิดว่า "ระบอบทักษิณ" ก่อหายนะเท่ากับมาร์คอสและซูฮาร์โตหรือไม่?

ผู้เขียนขอตอบข้อ 4 ว่า ยังห่างไกลลิบลับ
และขอเสริมว่า การมุ่งเอาชนะอย่างปราศจากหลักการจนบานปลายเป็นความมั่วเละเทะ
เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์พิเศษที่เลวร้ายอยู่ในขณะนี้

สถานการณ์พิเศษแบบไหนกันถึงขนาดจำเป็นต้องใช้ความมั่ว
ทิ้งหลักการและกระบวนการยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย?

หรือว่าขบวนการสนธิและฝ่ายพันธมิตรเองยึดมั่นผิดๆ มาแต่แรก
ว่าจะใช้การชุมนุมเป็นมาตรการเพื่อเอาชนะและใช้อำนาจพิเศษเป็นทางออก
จึงต้องสร้างปีศาจขึ้นมาเกินความจริง เพื่ออธิบายว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ
เพียงเพื่อให้ความชอบธรรมแก่การยึดมั่นผิดๆ ของตนเองแต่ต้น

สถานการณ์พิเศษมิใช่เหตุนำไปสู่มาตรการพิเศษ

แต่การยึดมั่นผิดๆ กับมาตรการพิเศษแต่ต้นต่างหาก
เป็นที่มาของการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องสถานการณ์พิเศษ

เหตุผลทั้งหลายเป็นแค่ข้ออ้างให้ความชอบธรรมแก่วิถีทางต่อสู้ผิดๆ ของตนมาแต่ต้น
(อย่าลืมว่าขบวนการสนธิปักใจกับการต่อสู้เพื่อถวายพระราชอำนาจคืนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
หลายเดือนก่อนกรณีขายหุ้นของทักษิณ)

ข้ออ้างเพื่อละเลยหลักการ คือ การละเมิดหลักการที่ปะหน้าทาแป้งให้ดูดีขึ้น

แค่นั้นเอง
บันทึกการเข้า
Chicago
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 18-07-2006, 07:38 »

@ บทบาทขาดๆ เกินๆ ของฝ่ายตุลาการ?

ครั้นพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการเมื่อ 25 เมษายน
กระตุ้นให้วงการตุลาการแสดงบทบาทของตนเพื่อขจัดปัญหา
ทั้งฝ่ายพันธมิตรและวงการตุลาการกลับเผชิญปัญหาหนักเข้าไปอีก

กล่าวคือ แทนที่จะวินิจฉัยการกระทำความผิดของรัฐบาล อันเป็นมูลเหตุของปัญหาทั้งหมด

กลับไปสะสางปัญหาอันเกิดจากการเลือกตั้งและการชิงไหวพริบกันทางการเมืองของทั้งสองขั้วคู่ขัดแย้ง

มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฏิเสธเสียงของประชาชนในการเลือกตั้ง
โดยอาจไม่มีหลักฐานชี้ชัดแต่อย่างใดว่าคูหาเจ้าปัญหาส่งผลต่อการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญอย่างไร

มีคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งหลายร้อยคดี มีคดีฟ้องกันไปมาข้อหาหมิ่นประมาทหลายสิบคดี

แต่คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายกฯ หรือรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งกลับมีอยู่ไม่กี่คดีตามเดิม

ฝ่ายพันธมิตรใช้อำนาจตุลาการจัดการปัญหาการเมือง
แต่ยังคงละเลยอำนาจตุลาการในการตรวจสอบการกระทำความผิดของรัฐ

ขณะที่วงการตุลาการซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารเท่าใดนัก
จนถูกนักวิชาการด้านกฎหมายวิจารณ์และท้วงติงว่าระวังจะเผอเรอแสดงบทบาทเกินขอบเขตของตน

ตุลาการมีอำนาจสูง คำตัดสินถือเป็นสิ้นสุดทุกฝ่ายยังคงต้องยอมรับคำตัดสินของศาล
ด้วยเหตุนี้ อำนาจตุลาการทุกแห่งในโลกจึงถูกจำกัดอำนาจไว้อีกแบบ คือ
มีอำนาจตัดสินตามคดีที่มีการฟ้องร้องกันขึ้นมาเท่านั้น

เกิดคำถามที่น่าพิจารณาว่าตุลาการมีหน้าที่จัดประชุม
เพื่อแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนในฐานะอำนาจฝ่ายตุลาการหรือไม่
และควรมีขอบเขตเพียงใด
การแสดงความเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่งๆ ย่อมกระทำได้
แต่ในฐานะผู้ใช้อำนาจตุลาการควรมีหน้าที่วินิจฉัยคดีที่มาสู่ศาลเท่านั้นหรือไม่

ผู้ใดเห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจในทางที่ผิด กระทำความผิด
ก็สมควรที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีเอากับรัฐบาลหรือนายกฯ
ตุลาการใช้อำนาจตัดสินไปตามกฎหมายตามคดีที่มีขึ้นมา

ตุลาการไม่ควรออกมาแถลงความเห็นทางการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับคดีความในศาลใช่หรือไม่?

ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากในฝ่ายพันธมิตรกำลังฝากความหวังกับอำนาจตุลาการ
แต่การแสดงออกของวงการตุลาการกลับมีผู้มองด้วยความห่วงใยว่า
มีประสบการณ์เพียงพอหรือไม่กับบทบาทในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร

มีแต่ขาดๆ กับเกินๆ หรือไม่??

ฝ่ายพันธมิตรก็ยังคงขาดความเคารพต่ออำนาจตุลาการเช่นเดิม
เห็นเป็นแค่เครื่องมือเอาชนะคู่ต่อสู้ อาศัยศาลในการพันตูทางการเมือง
แต่ยังคงมองไม่เห็นความสำคัญของอำนาจตุลาการในฐานะอำนาจต่างหาก
เพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหารตามกระบวนการประชาธิปไตยแบบปาลิเมนต์

ทั้งวงการตุลาการและสาธารณชนไม่เคยตั้งคำถามว่า
ทำไมฝ่ายตุลาการจึงไม่แสดงบทบาทด้วยการเร่งคดีที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องรอพระราชดำรัส?

ทั้งหมดนี้สะท้อนการพัฒนาของอำนาจตุลาการของไทย?
และอำนาจตุลาการได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามาแต่ต้น?


@ ปฏิรูปประชาธิปไตยไทยที่อำนาจตุลาการ

ผู้อ่านหลายท่านอาจเข้าใจผิดว่าผู้เขียนเชียร์ทักษิณ

ภาวะแยกขั้ว มักทำให้คนที่เลือกข้างทั้งสองขั้ว
ไม่สามารถเข้าใจอะไรได้โดยไม่ชี้ชัดว่าพวกเรา หรือพวกมัน

คนเหล่านี้เกลียดบุช แต่คิดไม่ต่างจากบุช

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความห่วงใยเพียงประการเดียว

นั่นคือ เราไม่พึงต่อสู้กับการกระทำความผิดด้วยการทำผิดๆ หนักเข้าไปอีก

ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้ง (ครั้งแรกเมื่อกันยายน 2548 อีกครั้งเมื่อตุลาคม 2548) ว่า
การต่อสู้กับรัฐซึ่งใช้อำนาจในทางที่ผิดไม่ควรใช้วิธีการผิดๆ

เพราะ ผิด+ไม่ถูก จะกลายเป็นถูกไปได้อย่างไรกัน

ผิด+ไม่ถูก = มั่ว คือการทำร้ายประชาธิปไตยซ้ำสอง

หลายเดือนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การต่อสู้กับอำนาจที่ฉ้อฉลด้วยวิธีการผิดๆ ฉุดรั้งประชาธิปไตยจนอาการเพียบ จนการเมืองน่าเอือมระอา และคงอีกหลายปีกว่าจะฟื้นตัว

วิกฤตคราวนี้ช่วยให้เราเห็นปัญหาที่แฝงตัวอยู่เงียบๆ มานานหลายสิบปี

ทำอย่างไรจะให้อำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรมสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชน
ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐฉ้อฉลได้
ถ้าไม่ได้ก็อย่าคาดหวังถึงการปฏิรูปการเมืองเลย

แต่การพัฒนาอำนาจตุลาการเป็นเรื่องใหญ่โตมาก
กินความรวมทั้งศาลและกลไกอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม
การจะพัฒนาให้มีความกล้าความสามารถตรวจสอบอำนาจบริหาร
และให้สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้สะดวก
คงต้องใช้เวลาไม่น้อยไปกว่าที่เราทุ่มเทลงไป
กับการพัฒนาสภาและการเลือกตั้งที่ผ่านมา

และคงไม่ใช่แค่การพัฒนาอย่างราบๆ เรียบๆ ตามระบบราชการ
แต่ต้องรวมถึงการต่อสู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม
ของวงการตุลาการอย่างถึงราก
------------------------------------

ขอให้ใช้ปัญญาในการอ่าน ถอดอคติการเลือกข้างวางไว้ห่างตัว
บันทึกการเข้า
พระพาย
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 18-07-2006, 13:34 »


เป็นบทความสนับสนุนบทบาทของศาลที่ดีมากๆ ครับ... ขอบคุณที่โพสต์มาให้อ่านกัน

ปัญหาเป็นอย่างที่ อ.ธงชัย ว่าไว้จริงครับ.. แต่คงไม่ทั้งหมด ถ้าเรานับเอาคุณรสนาที่ฟ้องศาลปกครองจนได้ กฟผ คืนมาเป็นสมบัติชาติเป็นพันธมิตรฯ ด้วย ก็คงไม่ทุกคนในฝ่ายพันธมิตรที่มองศาลในสถานะดังที่ อ.ธงชัยกล่าวไว้ครับ

ถ้าผมจำไม่ผิด... อ.วรเจตน์ เคยกล่าวไว้ในรายการถึงลูกถึงคนเกี่ยวกับปัญหา 3 ศาล ร่วมกันแถลงข่าวให้ กกต ลาออก... ยืนยันไว้ว่า ศาลไม่ควรข้องเกี่ยวกับการเมือง เพราะต่อไปการเมืองจะคุกคามกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมทั้งถ้าเอากกตออกไม่ได้ ศาลจะหมดความน่าเชื่อถือ สถานภาพของศาลตกต่ำทันที

เข้าใจว่ามีนักกฎหมายจำนวนมากที่เชื่อเช่นนี้... จึงไม่ง่ายนักที่จะให้ศาลเข้ามาทำงานตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหาร

ผมก็เห็นใจศาลนะครับที่ที่ผ่านมาศาลคงเห็นปัญหาอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะถูกตัดตอนกลไกมาตั้งแต่ ปปช. ศาลย่อมไม่มีความชอบธรรมพอที่จะเคลื่อนไหวในเชิงรุกตรวจสอบรัฐบาล จนกระทั่งในหลวงทรงชี้ทางออกเป็นภาระที่ศาลต้องรับผิดชอบทำตามหน้าที่ที่ควรทำ และข้ามกระบวนการหลายอย่างไปทำเท่าที่ทำได้ แต่ก็ยังมีบางขอบเขตที่ขยับไม่ถนัดนัก เพราะต้นเรื่องต้องอาศัยองค์กรอิสระอื่น เช่น ปปช กกต ฯลฯ

ดังนั้นจะไปกล่าวหาศาลในประเด็นเหล่านี้เต็มที่นักไม่ได้ครับ รวมทั้งกล่าวหาพันธมิตรที่ไม่เลือกกระบวนการศาลตั้งแต่ต้นก็ไม่ได้เต็มที่เช่นเดียวกันครับ การพิจารณาประเด็นเหล่านี้ว่าฝ่ายใดมองศาลสถานภาพใด ควรเริ่มนับจาก 25 เมษายน ครับ
บันทึกการเข้า
Killer
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,576


ช๊อบบ ชอบบ...ปฏิวัติ ปลื้ม ค่ะ


« ตอบ #5 เมื่อ: 18-07-2006, 16:13 »


บทความโดยรวมเขียนออกมามุ่งหมายทำให้คนได้ตั้งสติ ฉุกคิดถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี
คาดว่าบรรดาผู้ที่ยังหลงละเมอเพ้อพกกับงานเลี้ยงสังสรรค์นั้น คงอ่านกันไม่รู้เรื่องและสับสน

...พฤติกรรมศาลปกครองที่ออกระเบียบเพิ่มอำนาจให้ตนเอง
จนไปก้าวก่ายอำนาจ องค์กรอื่น อย่างครอบจักรวาล ยังไม่ได้ถูกชำระสะสางให้ชัดเจน
คงต้องรออีกนานให้องค์กรแห่งนั้น เป็นที่เชื่อถือต่อสาธารณชนได้
บันทึกการเข้า
Ang`sumaLin
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 139


Ars Longa Vita Brevis


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 19-07-2006, 11:02 »

จุดอ่อนของประชาธิปไตยคือนักการเมืองที่เอาจุดอ่อนมาหาผลประโยชน์

พอหมดความรักความศรัทธาก็เรียกหากติกา

เอาเงินซื้อกติกา เอาเงินซื้อความรัก

แล้วบอกว่าตัวเองถูก และทำถูกต้องแล้ว

ถ้าท่านไม่มีเงิน ท่านผิดตั้งแต่แรกแล้ว

บันทึกการเข้า

http://www.geocities.com/art_leklek
http://spaces.msn.com/art-leklek/PersonalSpace.aspx?_c02_owner=1
................................................
เมื่อผงซักฟอกสกปรก...จะซักผ้าไปเพื่ออะไรกัน...
โครตเกลียดเองเลย..Taksin
Killer
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,576


ช๊อบบ ชอบบ...ปฏิวัติ ปลื้ม ค่ะ


« ตอบ #7 เมื่อ: 19-07-2006, 12:18 »

จุดอ่อนของประชาธิปไตยคือนักการเมืองที่เอาจุดอ่อนมาหาผลประโยชน์
พอหมดความรักความศรัทธาก็เรียกหากติกา
เอาเงินซื้อกติกา เอาเงินซื้อความรัก
แล้วบอกว่าตัวเองถูก และทำถูกต้องแล้ว
ถ้าท่านไม่มีเงิน ท่านผิดตั้งแต่แรกแล้ว


ยังอ่อนต่อโลกการเมืองนัก....นี่ไม่ใช่นวนิยายทมยันตี
บันทึกการเข้า
teera999
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #8 เมื่อ: 19-07-2006, 20:13 »

เป็นบทความที่อ่านแล้วให้ได้ความรู้ว่าพวก "เกรียน" เป็นยังไง ?

จะสอนคนเขียนให้นะว่าเผด็จการทุกยุคสมัยไม่เคยดูถูกคนรากหญ้า
มีแต่เอามาใช้เป็นเครื่องมือด้วยนโยบายประชานิยมไปหาหนังสือ
มาอ่านบ้างจะได้ไม่คิดเองเออเอง


อ่านแล้วมีแต่น้ำเนื้อไม่มีมีก็บิดๆอาถูๆไปเอาไว้ปลอบใจพวกเดียวกัน
อนาจจริงๆ
บันทึกการเข้า
Chicago
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: 20-07-2006, 04:38 »

ฉบับย่อ สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านฉบับยาวข้างบน ใน

ว่ายทวนน้ำ โดย ใบตองแห้ง ไทยโพสต์ 18 กรกฎาคม 2549

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=19/Jul/2549&news_id=127448&cat_id=400

อยากแนะนำให้หาอ่านบทความของธงชัย วินิจกูล ในมติชนฉบับวันอังคาร เรื่อง "อำนาจตุลาการคือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย?"
อ่านแล้วไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหมด แต่ธงชัยให้แง่คิดทฤษฎีที่ดีมาก สำหรับผมก็ได้ความคิดที่ชัดเจนขึ้น

ขอสรุปคร่าวๆ คือ รัฐบาลจะหมดความชอบธรรม 3 ประเภท ได้แก่
หนึ่ง นโยบาย แนวคิด ไม่ได้รับการยอมรับ
สอง เสื่อมความนิยม หมดความน่าเชื่อถือ
สาม กระทำความผิด

ธงชัยชี้ว่ามาตรการเพื่อตัดสินในประเภทที่หนึ่งและสอง คือการเลือกตั้งให้ประชาชนชี้ขาด
ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับ อย่ามาอ้างว่าชาวบ้านโง่เป็นควาย
ถ้าเห็นว่าแนวทางนโยบายของรัฐบาลไม่ถูกก็ต้องรณรงค์ต่อสู้กันต่อไป

แต่ถ้าเป็นประเภทที่สาม การเลือกตั้งฟอกไม่ได้ ต่อให้ได้คะแนนเสียงถล่มทลายก็ลบล้างไม่ได้
แต่ใครจะจัดการกับฝ่ายบริหารที่กระทำความผิดนี้-ก็คืออำนาจตุลาการตามกระบวนการยุติธรรม
ประชาชนมีสิทธิ์ชุมนุมคัดค้านไหม-มี มีสิทธิ์ชุมนุมเพื่อป่าวร้องโฆษณาว่ารัฐบาลทำผิด
แต่ไม่ใช่เป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อเอาชนะกำจัดรัฐบาล
เพราะเท่ากับเป็นการตัดสินโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมและปฏิเสธเสียงคนส่วนใหญ่

ธงชัยชี้ว่าระบบรัฐสภาของไทยไม่เหมือนระบบประธานาธิบดีของอเมริกา
ที่แยกการเลือกผู้นำกับเลือกผู้แทน
อำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติของเขาจึงแยกกันและตรวจสอบถ่วงดุลกันชัดเจน
แต่ของเรายังไงๆ เสียงข้างมากในสภามันก็คือรัฐบาล
เพียงแต่ไม่เคยมีรัฐบาลพรรคเดียวเสียงมากเหมือนไทยรักไทย
ฉะนั้นอย่าไปคาดหวังผิดๆ กับการตรวจสอบถ่วงดุลจากสภา (หรือคิดว่าต้องทำให้รัฐบาลอ่อนแอดีกว่า)
แต่ต้องเน้นไปว่า อำนาจหลักที่จะมาตรวจสอบไม่ให้รัฐบาลฉ้อฉล คือสื่อมวลชนและอำนาจตุลาการ

ธงชัยบอกว่าตั้งแต่หลัง 14 ตุลามาถึงวันนี้ เราพยายามแก้ปัญหาการพัฒนารัฐสภาและการเลือกตั้ง
แต่ลืมพัฒนาอำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็นฐานของระบบตรวจสอบการฉ้อฉล
แต่ต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมือง

สภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ  รัฐบาลพยายามโมเมตีขลุมให้ทุกปัญหาตัดสินด้วยการเลือกตั้ง
ขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็รวบหัวรวบหางเอาปัญหาทุกอย่างมาตัดสินด้วยการชุมนุม
แล้วหวังใช้อำนาจพิเศษเอาชนะ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียอนาคตของระบอบประชาธิปไตย
(ส่วนที่วิพากษ์ความมั่วของขบวนการไล่ทักษิณไปหาอ่านเอาเอง เดี๋ยวจะว่าชี้นำ)

ทัศนะของธงชัยอาจถูกบางคนมองว่าอุดมคติเกินไป เป็นทฤษฎีเกินไป
แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นความชัดเจนของการพัฒนาประชาธิปไตยไปข้างหน้า
นั่นคือต้องพัฒนาอำนาจตุลาการตลอดจนกระบวนการยุติธรรม มาจัดการกับการฉ้อฉลของรัฐ
โดยธงชัยสรุปว่า "ปฏิรูปประชาธิปไตยไทยที่อำนาจตุลาการ"

ผมชอบใจตรงที่ธงชัยบอกว่า ทุกคนลืมอำนาจตุลาการไปหมดสิ้น
ทุกคนเพิ่งมาตระหนักถึงอำนาจตุลาการหลังพระราชดำรัสวันที่ 25 เมษายน
(แต่ก็ยังพยายามดึงเอาศาลมาเป็นเครื่องมือต่อสู้พันตูทางการเมือง)
ต้องยอมรับว่าอ่านบทความนี้แล้วทำให้เข้าถึงพระราชดำรัสลึกซึ้งขึ้น
ว่าที่ในหลวงทรงชี้ให้เห็นอำนาจตุลาการนั้น พระองค์ท่านสอนหลักการประชาธิปไตย
หลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เราเคยเข้าใจ
........................
บันทึกการเข้า
Ang`sumaLin
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 139


Ars Longa Vita Brevis


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 20-07-2006, 14:06 »

อ่อนยังไงมันก็สร้างความสนใจให้คุณอ่านไม่ใช่น้อย

และคิดว่าเมื่อไหร่ที่แข็งขึ้นมา คุณจะขลาดกลัว

หรือว่าตอนนี้ขาของคุณเริ่มสั่นขึ้นมานิดหน่อย?
บันทึกการเข้า

http://www.geocities.com/art_leklek
http://spaces.msn.com/art-leklek/PersonalSpace.aspx?_c02_owner=1
................................................
เมื่อผงซักฟอกสกปรก...จะซักผ้าไปเพื่ออะไรกัน...
โครตเกลียดเองเลย..Taksin
หน้า: [1]
    กระโดดไป: