อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย?โดย ธงชัย วินิจจะกูล มติชน 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01180749&day=2006/07/18
ทำไมการใช้การชุมนุมเดินขบวนเป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
จึงไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องมาแต่ต้น?
ทำไมการปฏิรูปการเมืองตามที่คิดกันอยู่ในขณะนี้จึงอาจพลาดเป้า?
ตอบ เพราะตุลาการเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามาแต่ต้น แต่เรามองข้ามไป
ผู้เขียนขออธิบายตามลำดับเป็น 6 ส่วน ดังต่อไปนี้
@ หมดความชอบธรรม 3 ประเภท
สภาวะหมดความชอบธรรมของอำนาจบริหารมีอย่างน้อย 3 ประเภทหลัก คือ
ประเภทที่หนึ่ง นโยบาย อุดมการณ์ แนวคิด ไม่ได้รับการยอมรับ
ประเภทที่สอง ความนิยมเสื่อม ความน่าเชื่อถือหมดลง
ประเภทที่สาม กระทำความผิด (wrong doing)
มาตรการเพื่อตัดสินประเภทที่หนึ่งและสองคือการเลือกตั้งเท่านั้น
ให้ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาดว่านโยบายของรัฐบาลได้รับความยอมรับมากหรือน้อยกว่ากัน
ความนิยมและความน่าเชื่อถือเสื่อมถอยลงขนาดไหน
ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไร นั่นคือคำตัดสินของมหาชน
เราอาจไม่เห็นด้วยแต่ต้องยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น
(ในที่นี้ถือเอาว่าการทุจริตในการเลือกตั้งมิได้มีมากมายหรือหนักหนา
ถึงขนาดมีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้งโดยรวม)
ข้ออ้างว่า ประชาชนไม่ได้รับข่าวสาร ยังขาดการศึกษา ยังโง่อยู่
ล้วนเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ต่อให้เป็นความจริงก็ตาม
เพราะประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองของคนส่วนใหญ่
(ไม่ว่าจะรู้ข่าวสารดีพอขนาดไหน โง่หรือฉลาดปานใด)
ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ให้อภิสิทธิ์แก่คนฉลาด ผู้มีการศึกษา
หรือคนเมืองเหนือคนอื่นๆ ที่ด้อยการศึกษาหรือฉลาดน้อยกว่า
(ขอไม่อภิปรายว่า ประชาชนโง่แบบไหน ไม่รู้ข่าวสารจริงหรือไม่)
อย่าลืมว่า ข้ออ้างทำนองนี้เป็นเครื่องมือของอำนาจเผด็จการทุกยุคสมัย
ที่จะยึดอำนาจไว้กับพวกของตนผู้อวดอ้างว่ารู้ดีกว่าฉลาดกว่าประชาชน
ข้ออ้างพรรค์นี้ยังเป็นเหตุผลของการเซ็นเซอร์ปิดหูปิดตาประชาชนมาตลอดอีกด้วย
อย่าลืมว่า องค์กรภาคประชาชนเองโฆษณามาตลอดว่า ประชาชนฉลาด
รู้ดีมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่ชนชั้นกลางชาวเมืองไม่เข้าใจเข้าไม่ถึงเพราะถูกครอบงำจากฝรั่ง
มาคราวนี้ภาคประชาชนกลับดูถูกประชาชนเสียเอง
และพึงพอใจกับมวลชนของตนซึ่งประกอบด้วยชนชั้นกลางและสูงในเมือง
กับผู้ดีมีสกุลทั้งหลายเป็นกำลังสำคัญ
แต่หากอำนาจบริหารสูญเสียความชอบธรรมเพราะกระทำความผิด
ใช้อำนาจในทางที่ผิด ต่อให้ได้รับการเลือกตั้งท่วมท้นถล่มทลาย
ก็ไม่สามารถอาศัยคะแนนเสียงมากลบล้างการกระทำความผิดได้
สมมุติว่า พรรคการเมืองหนึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 100%
แต่วันถัดมาพบว่าพรรคนั้นกระทำการทุจริต
หรือใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมาย
หรือหัวหน้าพรรคไปฆ่าคนตายมาก่อนการเลือกตั้ง
คะแนนเสียง 100% ก็ช่วยพรรคนั้นหรือหัวหน้าพรรคคนนั้นไม่ได้
โดยปกติ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลมักพยายามโมเมตีขลุมว่า
ปัญหาที่ตนกำลังประสบเป็นสองประเภทแรกเท่านั้น
จึงมักเรียกร้องให้ไปอภิปรายกันในสภา
แล้วมักโมเมตีขลุมว่าการเลือกตั้งเป็นมาตรการตัดสินทุกกรณี
เพื่อรวบหัวรวบหางกลบการกระทำความผิดให้กลายเป็นเรื่องของความนิยม
และความน่าเชื่อถือไปเสียหมด
ทั้งๆ ที่เป็นการเสื่อมความชอบธรรมคนละประเภทกัน
แต่กระบวนการที่จะตัดสินว่า ฝ่ายบริหารกระทำความผิดจริงหรือไม่
คืออำนาจตุลาการตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น
ประชาชนมีสิทธิป่าวร้องโฆษณาว่ารัฐกระทำความผิด
การชุมนุมเดินขบวนอย่างสันติเพื่อป่าวร้องโฆษณาเช่นนั้นจึงเป็นสิทธิอันชอบธรรม
การชุมนุมอาจส่งอิทธิพลต่อมติมหาชนและต่อปัจเจกชนผู้ทำหน้าที่ตุลาการ
ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้
แต่การชุมนุมที่เป็นมาตรการเด็ดขาดในตัวเองเพื่อเอาชนะกำจัดรัฐบาล
เท่ากับถือเอาการชุมนุมเป็นกระบวนการตัดสินความผิดของรัฐโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม
ยิ่งการชุมนุมที่พยายามอาศัยอำนาจพิเศษมาจัดการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ด้วยถือว่าตนรู้ดีกว่าฉลาดกว่าคนส่วนใหญ่ (ต่อให้เป็นความจริงก็เถอะ) ย่อมเป็นวิธีการที่ผิด
เพราะปฏิเสธทั้งกระบวนการยุติธรรม และเสียงของคนส่วนใหญ่ หันไปจาก "อภิชนาธิปไตย"
อันจะมีผลให้ประชาธิปไตยไทยตาถั่วเสียหายครั้งใหญ่หลวง