กกต.ฉวยโอกาสทิ้งทวนปูนบำเหน็จลูกน้องได้ดี ทั้งเด็ก 3 หนา - เด็กเอกชัยเพื่อนเนวินผงาดยิ่งใหญ่
10 July 2006 16:27
กกต. ฉวยโอกาสสุญญากาศการเมือง โยกย้ายใหญ่ ทิ้งทวน หวังปูนบำเหน็จลูกน้อง หาก 3 หนาต้องหลุดจากเก้าอี้ สู้คดีแพ้ เผย 2 จนท.เขียนสำนวนยุบปชป.-ทรท.ได้ดี แถมผอ.ฝ่ายคุมฐานข้อมูลที่อื้อฉาวยังได้แต่งตั้งขึ้นเก้าอี้ใหญ่กว่าเดิม เผยมีการแบ่งรางวัลให้ทั้ง เด็กกกต. กับ เด็กเลขาฯกกต. แฉมีชื่อ เพื่อนซี้เนวิน โผล่ขึ้นรองผอ.สำนักสืบสวน 2 เผยพนักงานรุ่นเก่าเซ็งจัด ถูกนั่งแช่ที่เดิม
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานในระดับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งปรากฏว่าตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่พนักงานกกต. ทั้งในเรื่องความไม่เป็นธรรม ที่ไม่คำนึงถึงหลักอาวุโส แต่คำนึงถึงแต่ประโยชน์พวกพ้อง จัดสรรประโยชน์ลงตัวระหว่าง คนของกกต. และ คนของเลขาธิการกกต. ที่สำคัญการโยกย้ายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการย้าย ทิ้งทวน ของกกต. เพื่อวางคนของตัวเองไว้ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่ง
โดยตำแหน่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากในหมู่พนักงาน อาทิ
-นายวีระศาสตร์ นริศบุญสนอง อดีตผอ.ฝ่ายการวิจัยและพัฒนาระบบบริหารฐานข้อมูลพรรคการเมือง ซึ่งถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีปล่อยให้เกิดการแก้ไขฐานะข้อมูลพรรคการเมืองจนนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเมื่อ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา แม้ผลสอบจะไม่พบว่ามีความผิด แต่ก็บกพร่องฐานดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดี แต่กลับได้รับการเลื่อนขั้นให้ไปเป็นรองผอ.สำนักการมีส่วนร่วมในการกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งนายวีระศาสตร์ มีความใกล้ชิดกับนายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต.
-นายพลากร บุญประคอง ผอ.สำนักพัฒนาบุคลากรที่ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นผอ.สำนักนโยบายและแผนฯ
-พ.ต.ท.สมบัติ เกษบุญชู รองผอ.สืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 3 ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา เลขาธิการกกต. โดยตลอดการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมาจะเน้นการทำหน้าที่หน้าห้องคอยกรองงานให้กับเลขาธิการกกต.มากกว่าหน้าที่ในตำแหน่งรองผอ.สืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 3 และในครั้งนี้ก็ได้เลื่อนขึ้นมาเป็น ผอ.สำนักบริหารทั่วไป ซึ่งจะมีหน้าที่คุมคนและการลงโทษต่างๆ ภายในสำนักงาน
นอกจากนี้ในส่วนของฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยต่างๆ นั้น ยังพบว่ามีการปรับย้ายค่อนข้างมากโดย
-พ.ต.อ.สุพัฒน์ รัตนะวราหะ ผอ.สำนักนโยบายและแผน และพ.ต.อ.ทัศนัย จันทรเกตุ ผอ.สำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 2 ซึ่งเป็นคนสนิทของพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกกต.ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นรองเลขาธิการกกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 1 และ 2
-ขณะที่นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว รองผอ.สำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 1 ซึ่งเป็นผู้เขียนสำนวนการเสนอยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ขึ้นเป็นผอ.สำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 1 โดยมีนายอุกฤษฎ์ ภู่หริย์วงศ์สุข รองผอ.ฝ่ายสืบสวนและวินิจฉัย 3 ซึ่งเป็นเขียนสำนวนการยุบพรรคไทยรักไทย ขึ้นมาเป็นรองผอ.สำนักสืบสวนฯ 1 ด้วยเช่นกัน โดยทั้ง 2 ตำแหน่งถูกมองว่าเป็นการปูนบำเหน็จรางวัลให้
-ขณะที่พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ผอ.สำนักเลขานุการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งปฏิบัติงานอยู่หน้าห้องพล.ต.อ.วาสนา จะเลื่อนขึ้นมาเป็น ผอ.สำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 2 ที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลางและตะวันออก ที่อยู่ในการดูแลของประธานกกต. โดยมีรายงานที่ยังไม่แน่ชัดว่า จะมีการดึง พ.ต.อ.ไอศูรย์ สิงห์นาถ ผกก.สภอ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี มาเป็นรองผอ.สำนักสืบสวนฯ 2 ซึ่งพ.ต.อ.ไอศรูย์ นั้นในแวดวงตำรวจรู้ดีว่าเป็น เพื่อนรัก ของนายเนวิน ชิดชอบ รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
-ส่วนพ.ต.อ.วรกร ทิมาตฤกะ ผอ.สำนักบริหารทั่วไป ซึ่งในช่วงหลังเข้าหานายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต.บ่อย ก็เลื่อนไปเป็นผอ.สำนักสืบสวนฯ 5 ที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ ที่อยู่ในการดูแลของนายวีระชัยเอง
-สำหรับนายยงเกียรติ อดิเศรษฐกุล รองผอ.สำนักกฎหมายและคดี คนใกล้ชิดของประธานกกต. ก็จะเลื่อนขึ้นเป็นผอ.สำนักกฎหมายฯ หลังจากที่ทำหน้าที่รักษาการมานาน โดยให้นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ ผอ.ฝ่ายกิจการกกต. 3 ซึ่งเป็นคนสนิทของนายปริญญา นาคฉัตรีย์ มาเป็นรองผอ.สำนักกฎหมายฯ และนายแสวง บุญมี ผอ.ฝ่ายติดตามประเมินผล สำนักบริหารสนับสนุนโดยรัฐ ซึ่งเคยช่วยกรองงานหน้าห้องให้ประธานกกต. ก็จะมาเป็นผอ.สำนักเลขานุการคณะกรรมการการเลือกตั้ง
รายงานข่าวแจ้งว่า บุคคลที่ได้รับการเลื่อนขั้นในการปรับย้ายครั้งนี้ ล้วนแต่เพิ่งจะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานกกต.เมื่อ 2 ปีก่อน ในคราวที่มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่และมีการเปิดรับบรรจุพนักงานกกต.เพิ่มกว่า 700 คนทั่วประเทศ ซึ่งการบรรจุพนักงานใหม่ในคราวนั้น ทำให้พนักงานเก่าที่อยู่มาตั้งแต่รุ่นก่อตั้งองค์กรเสียความรู้สึกไปแล้วครั้งหนึ่ง และได้มีการลาออกไปก็มีเป็นจำนวนมาก เพราะกรรมการมีการเอาคนของตัวเองมาบรรจุในตำแหน่งระดับสูง และคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน พนักงานเก่าที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งและเป็นที่ยอมรับว่า มีความอาวุโสเหมาะสมที่จะได้ขึ้น มีเพียงนายสมชาติ เจศรีชัย ผอ.สำนักการมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้ง ที่เลื่อนขึ้นเป็นรองเลขาธิการกกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม, นายประวิง คชาชีวะ ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเลือกตั้ง ที่ขึ้นเป็นรองเลขาธิการกกต.ฝ่ายบริหารการเลือกตั้ง หรือนายพีระพงษ์ ไพรินทร์ รองผอ.สำนักนโยบายและแผน ที่ใกล้ชิดนายปริญญา นาคฉัตรีย์ ก็มาดำรงตำแหน่งผอ.สำนักประชาสัมพันธ์กกต. ขณะที่อีกหลายคนซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองผอ.สำนักฯ หรือ รองผอ.ฝ่ายฯ มา 6-7 ปีก็ยังคงไม่ได้รับการเลื่อนขั้นให้มีตำแหน่งสูงขึ้น
แหล่งข่าวจากกกต.ให้ความเห็นว่า การปรับย้ายดังกล่าวมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากว่า กกต.เกรงว่าหากวันที่ 25 ก.ค.นี้ศาลอาญามีคำพิพากษาว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจริง และต้องพ้นจากตำแหน่งบรรดาลูกน้องทั้งหลายอาจเดือดร้อน ขณะเดียวกันก็เป็นการจัดวางคนของตัวเองไว้ในตำแหน่งที่จะเอื้อประโยชน์ในการสู้คดีต่างๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น รวมทั้งยังจะก่ออุปสรรคในการทำงานให้กับกกต.ชุดใหม่ที่จะเข้ามา เนื่องจากการวางคนดังกล่าวลงลึกไปถึงระดับผอ.ฝ่ายฯ ที่เป็นมือปฏิบัติงานแล้ว โดยมีรายงานว่าคำสั่งโยกย้ายที่จะออกมาในสัปดาห์นี้จะให้มีผลตั้งแต่ 16 ก.ค.นี้เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตามหากกกต.ทั้ง 3 คน รอดพ้นคำพิพากษาในวันที่ 25 ก.ค.นี้ ก็ต้องจับตาดูการโยกย้ายพนักงานกกต.ระดับผู้บริหารระดับกลาง ซึ่งจะรวมถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จังหวัด) ที่ในขณะนี้มีการวิ่งเต้นทั้งในหมู่ผอ.กต.จังหวัดที่จะขอย้ายข้ามจังหวัดและเข้ามาตำแหน่งในส่วนกลาง และของทั้งบุคคลภายนอกที่ต้องการจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้