จากการต่อสู้ทางการเมือง ในระยะหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วาทะ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ถูกเปล่ง สถานการณ์การต่อสู้ก็มีรูปแบบที่เราได้เห็นกันจนเจนตา นั่นคือพุ่งเป้าไปที่สถาบัน โดยอาศัยการโจมตีท่านผู้แทนของสถาบัน
ยิ่งเมื่อหลังเหตุการยึดอำนาจ การโจมตีท่านผู้แทนของสถาบันก็รุนแรงยิ่งขึ้น แม้เมื่อได้อำนาจทางการเมืองกลับมาแล้ว การโจมตีนั้นก็มิได้หยุดยั้ง ผลของการโจมตีนั้น แต่แรกเชื่อกันว่าเป็นผลดีของฝ่ายที่ต้องการกลับมามีอำนาจ แต่เมื่อพิจารณาความเป็นไปทั้งหมดแล้ว กลับปรากฎว่า นี่กลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของผู้ที่ต้องการกลับมามีอำนาจ
ในขณะนี้ ผู้ถืออาวุธหลายฝ่าย ต่างกระอักกระอ่วนใจ ในการเข้ามาร่วมภายใต้ปีกของผู้ที่ต้องการกลับมามีอำนาจ เนื่องด้วยการโจมตีสถาบันโดยผ่านท่านผู้แทนของสถาบัน เป็นอุปสรรค์ใหญ่ที่ค้ำคอ การเข้าร่วมใต้วงปีกเพื่อเสวยสุขหากได้ฟื้นฟูอำนาจ ย่อมเป็นสิ่งที่ปราถนา แต่คำว่า กบฎต่อสถาบัน กลับเป็นหอกอันใหญ่ ที่ทิ่มแทงกลุ่มผู้ถืออาวุธบางกลุ่ม ให้ต้องถอยห่างออกจากสมรภูมิในคราวนี้
แม้แต่กลุ่มการเมืองในสภาหลายกลุ่ม ต่างก็ไม่พอใจต่อการโจมตีสถาบัน พวกเขานั้นอยากได้อำนาจเป็นที่แน่นอน แต่หลักการของอำนาจที่จะได้มานั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานการปกครองดั้งเดิมของประเทศ ที่มีสถาบันเป็นแกนหลัก
ในสายนักธุรกิจเองก็เช่นกัน การจาบจ้วงสถาบันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แม้จะมีความพยายาม ในการระบายสีว่า ท่านผู้แทนของสถาบัน ไม่ใช่สถาบัน และเป็นคนธรรมดา ก็ไม่อาจสร้างภาพให้ใครคล้อยตามได้
ยิ่งเมื่อเจอภาวะ สงบสยบเคลื่อนไหว ไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อผู้ที่จาบจ้วง ไม่มีการต่อว่าต่อขาน หรือแสดงกริยาตอบโต้ จากทั้ง ท่านผู้แทนของสถาบัน และสถาบันเอง กลับยิ่งทำให้ฝ่ายที่โจมตี เสียรังวัดมากขึ้นไปเรื่อยๆ เสียแนวร่วมไปทุกวัน
ในหลายวันที่ผ่านมา กระแสตีกลับเข้าสู่ผู้ที่ต้องการกลับมามีอำนาจ กลับมาจากประชาชน และกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ที่เรียกร้องให้รัฐบาลตัวแทน จัดการกับปัญหาการจาบจ้วงที่เกิดขึ้น แต่กลับได้รับการตอบโต้อย่างต่ำช้าจากผู้ที่รับผิดชอบ มีเสียงเย้ยหยันว่า ให้เอาหลักฐานมา แต่ถ้าเปิดเผยหลักฐาน ระวังจะโดนคดีเสียเอง และเสียงเรียกร้องแบบสามานย์ ให้ท่านผู้แทนของสถาบันออกมาเป็นเจ้าทุกข์ สิ่งเหล่านี้กลับทำให้สถานการณ์ของผู้ที่ต้องการกลับมามีอำนาจ ย่ำแย่ลงโดยลำดับ
อีกทั้งการต่อต้านการชุมนุมของพันธมิตร ที่แสดงความกักขละต่ำช้า การท้าทายกฎหมาย โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุน จากอันธพาลแถวหัวหมาก ที่ได้ดิบได้ดีเป็นคางคกขึ้นวออยู่ในขณะนี้ ทำให้ประชาชนที่ได้ยินได้เห็นข่าว ถึงกับสาปแช่งกลุ่มอันธพาล และรวมไปถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่เป็นพวกของผู้ที่ต้องการกลับมามีอำนาจ และได้รับการปกป้องโดยรัฐบาลตัวแทน
ปัญหาใหญ่ที่สุดของผู้ที่ต้องการกลับมามีอำนาจ คือการเอาตัวรอดจากคดีที่กำลังจะนำพาตัวและเมียไปเข้าคุก การเอาตัวรอดนั้นมีได้สองทางเท่านั้น ไม่มีทางอื่นใดเหลือ นั่นคือ
1. แก้กฎหมายสูงสุดของประเทศ
2. ปฎิวัติฉีกกฎหมายสูงสุดของประเทศ
เป้าหมายข้อแรกนั้น บัดนี้หนทางตีบตันแล้ว การแก้ไขจะทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้าน และเงื่อนเวลาสำคัญก่อนศาลจะตัดสินคดี มีระยะเวลาไม่มากนัก เป้าหมายข้อที่สองจึงเป็นที่ต้องการอย่างรีบเร่ง
การปฎิวัติคราวนี้ ต้องการเหตุผล และกำลังพลที่จะปฎิวัติ เหตุผลนั้นอาจจะอ้างได้โดย ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดการปะทะกันของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่วางแผนเอาไว้แล้ว แต่กำลังพลที่จะปฎิวัติ จะไม่มี หากการจาบจ้วงยังคงดำรงอยู่
ผู้ถืออาวุธเฝ้ารั้วบ้านนั้น ไม่มีผู้ใด ต้องการได้ชื่อว่า รับใช้คนคิดโค่นล้มสถาบัน
เงื่อนเวลาสำคัญอีกประการหนึ่ง คืออายุขัย
ผู้ที่ต้องการกลับมามีอำนาจ อยู่ในช่วงอายุล่วงเข้าปีสุดท้ายของการรับราชการ ถึงแม้จะไม่ได้รับราชการ แต่เพื่อนที่รับราชการ ล้วนแล้วแต่มีอายุใกล้เคียงกัน และจะทยอยเกษียณกันไปนับตั้งแต่ปีนี้ บุคคลที่จะขึ้นมาแทนที่แทนตำแหน่งของเพื่อน คือรุ่นน้องที่มิใช่เพื่อน และตนเองมิได้มีสายสัมพันธ์ด้วย หากจะคิดอาศัยกำลังเพื่อนบางคนปฎิวัติ ต้องทำเสียตั้งแต่เพื่อนยังอยู่ในราชการ
ด้วยเหตุผลและเงื่อนเวลาเหล่านี้ เราจึงเห็นการถอยอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน
เวบไซด์จาบจ้วง จะเริ่มปิดตัวลง
ลิ่วล้อรับจ้างโพสที่ชอบจาบจ้วง จะทยอยกันหาย เปลี่ยนชื่อ และเลิกจาบจ้วง
อันธพาลที่ออกมาแสดงความต่ำช้า ต่อต้านการชุมนุม จะเปลี่ยนรูปแบบให้ต่ำช้าน้อยลง แต่ยังจะแฝงไปด้วยอาการคุกคาม ต่อสวัสดิภาพของผูกล้าต่อต้าน
และอาจจะมีการ เด็ดหัว ลิ่งล้อที่หมดค่าแล้วบางกลุ่มบางตัว เพื่อลดแรงกดดันของสังคม แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตัวแทน ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันเหมือนกัน
ลิ่วล้อที่ชอบหมิ่นในบอร์ดเสรีไทย โปรดจำใส่กะลาหัว
นายสั่งถอยแล้ว
อย่าซ่า
