"สดศรี"ซัด"มือที่มองเห็น" กดดันไขก๊อก-ขู่ฟ้องปล่อยผี
4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 21:29:00

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 กลายเป็นศึกระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแรงจึงหาใช่เพียงกลุ่มการเมืองที่อยู่ในสมรภูมิการแย่งชิงอำนาจรัฐเท่านั้น หากกลายเป็น "คนกลาง" ที่ชื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย
สดศรี สัตยธรรม กกต.หญิงหนึ่งเดียวในห้าเสือ กกต. และเป็น กกต.หญิงคนแรกตั้งแต่เมืองไทยใช้องค์กรอิสระเป็นหน่วยงานจัดการเลือกตั้ง เปิดใจถึงแรงกดดันที่เธอได้รับจากการทำหน้าที่ รวมถึงร่องรอยการถูกแทรกแซงจากบางขั้วอำนาจที่เธอไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน!
การเมืองคือสมรภูมิรบ
สดศรี ยอมรับว่า ความรู้สึกกับการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ กกต.
"ตอนเป็นตุลาการอยู่ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลย เพราะตุลาการเราวางหลักว่าจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ แต่การเป็นผู้พิพากษาซึ่งไม่รู้เรื่องการเมืองเท่าไหร่ กลับกลายมาเป็น กกต.ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับนักการเมืองเยอะ ทำให้รู้ว่าการเมืองไทยเป็นการเมืองที่เราไม่น่าจะเกี่ยวข้องมากที่สุด และมีการทำงานที่สลับซับซ้อนมาก มีการวางแผนที่จะเอาชนะคะคานกันมาก แม้ชัยชนะที่ได้อาจจะไม่ถูกต้อง แต่ก็สามารถวางแผนกันได้ มองแล้วเป็นเรื่องน่ากลัวมาก"
"เท่าที่ผ่านมาเราเองก็โดนการเมืองเล่นงาน แม้จะเป็นเรื่องไม่จริง แต่เขาก็พยายามทำให้เป็นเรื่องจริงขึ้นมา คิดว่าถ้าสามารถห่างไกลเรื่องการเมืองได้ก็ควรห่าง เพราะเปลืองตัวมาก เป็นความรู้สึกว่าเราเข้ามาอยู่ในสมรภูมิรบย่อยๆ สมรภูมิหนึ่ง เป็นลักษณะแพ้กันไม่ได้"
"เราเหมือนตัวที่เขาพุ่งเป้ามาตลอด และจะพยายามดึง กกต.ให้คนอื่นมองว่านี่คือคนของฉัน หลายส่วนมาทำในลักษณะว่า กกต.คนนี้ฉันเจรจาได้ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เราก็มองแล้วว่า ถ้าเราอยู่ห่างกับนักการเมืองได้ อยู่ห่างกับกลไกทางการเมืองได้จะเป็นการดี แต่ในเมื่อเราห่างไม่ได้ เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขาเนื่องจากการทำงาน จุดนี้เป็นจุดที่เราต้องระมัดระวังตัวมาก กกต.ทั้ง 5 คนก็รู้สึกเหมือนกันคือไม่มีความสบายใจอะไรเลย"
"การที่เราอยู่ในวงการศาล เราอยู่ในสังคมที่แคบ เราไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร เราดูเฉพาะสำนวนคดีกับพยานหลักฐานเท่านั้น เราขึ้นไปพิจารณาคดีก็ได้รับการยกย่อง แต่เมื่อเราลงจากบัลลังก์มาเป็น กกต. เราถูกกระทำหมดทุกอย่าง มีการตั้งสมญานามที่หยาบคาย ทำให้ภาพพจน์เราตกต่ำมากที่สุด ถ้า กกต.ยังอยู่ในสภาพอย่างนี้ ไม่ใช่เฉพาะรุ่นนี้ หมายถึงรุ่นต่อๆ ไปคงจะอยู่กันลำบาก"
ถูกบีบจากมือที่มองเห็น การทำงานท่ามกลางสภาพการเมืองที่แตกออกเป็น 2 ขั้ว ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกแทรกแซง แต่น่าตกใจไม่น้อยที่ สดศรี บอกว่า ผู้ที่ทำให้ กกต.รู้สึกอึดอัดคับข้องใจหาใช่พรรคการเมืองหรือกลุ่มอำนาจเก่าดังที่หลายฝ่ายคาดคะเน
"จริงๆ กับพรรคการเมืองไม่มีอะไรเท่าไหร่ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง อาจจะมาจากไม่ใช่พรรคการเมือง แต่มาจากอีกอำนาจหนึ่ง คือการเมืองตอนนี้มี 2 ขั้วอำนาจ...อำนาจใหม่กับอำนาจเก่า อำนาจเก่าคือพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป อีกฝ่ายคืออำนาจใหม่ มีการพูดถึงขนาดว่าลาออกให้หมดได้มั้ย จะได้ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง แต่คงบอกไม่ได้ว่าใครพูด" "
เราก็บอกไปว่าเราไม่มีเหตุผลที่จะทำอย่างนั้น เมื่อมี กกต.ก็ต้องมีการเลือกตั้ง หลายๆ ครั้งเรามองเหมือนกันว่าเขาเล่นอะไรกัน ในขณะที่เขาต้องการให้มีการเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง"
สดศรี ย้ำว่า พรรคการเมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นกลุ่มอำนาจเก่าไม่ได้สร้างความหนักใจอะไรมากนัก และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามครรลอง
"เขาก็ไปตามครรลองของเขา สิ่งใดที่ประชาชนได้รับจากอำนาจเก่า ก็เป็นบทพิสูจน์การเลือกตั้งครั้งนี้ว่าประชาชนชื่นชมอะไร สิ่งเหล่านั้นได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว เพียงแต่อำนาจเก่านี้ เมื่อท่านเข้ามาแล้วท่านต้องทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติจริงๆ แล้วจะเป็นอานิสงส์ที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน"
เมื่อถามว่า การถูกขอร้องให้ลาออก เท่ากับเป็นการหลอกใช้ กกต.เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ แต่ สดศรี ไม่ได้มองลึกไปถึงขนาดนั้น
"คงไม่ใช่ เขาไม่ได้บังคับอะไรเรา เป็นเรื่องของการจะอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้มากกว่า และเมื่อต้องการอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้แล้ว ก็ไม่ควรจะมีเลือกตั้ง ไม่ต้องไปเอาใจใคร ก็จะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่การมีรัฐธรรมนูญแล้ว แน่นอนที่สุดก็ต้องมีการเลือกตั้ง มันหนีไม่พ้น ไม่อย่างนั้นจะร่างรัฐธรรมนูญไว้เพื่ออะไร"
ซักว่า คนที่ขอร้องให้เหตุผลว่าอย่างไร สดศรี ตอบว่า เหตุผลก็คือไม่อยากให้อำนาจเก่ากลับมาเร็ว...ก็เท่านั้น ไม่ใช่ กกต.สีเขียว สดศรี ยืนยันว่า กกต.ชุดนี้ไม่ได้เป็นผลผลิตจากการรัฐประหาร และไม่จำเป็นต้องตอบแทนบุญคุณใคร
"
เราผ่านกระบวนการคัดเลือกมาก่อนการรัฐประหาร จากการที่ กกต.ชุดที่สองถูกศาลพิพากษา และศาลห้ามยุ่งเกี่ยวกับสำนักงาน กกต. ทำให้ท่านต้องลาออกกันไป ตอนนั้นอายุของ กกต.ชุดที่สองเหลือแค่ปีเดียว ก็มีการคัดสรรกันใหม่ และด้วยข้อจำกัดทางการเมืองทำให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อ 10 คนมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทั้งหมด แล้วก็เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกให้เหลือ 5 คน"
" แต่ระหว่างที่รอโปรดเกล้าฯอยู่ ก็เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเสียก่อน คือการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ซึ่งในช่วงนั้นเราคิดแล้วว่าจะกลับศาล แต่ก็ได้รับการแต่งตั้งพอดี จุดนี้อาจจะมองว่าทหารคงหาใครไม่ได้ในตอนนั้น และเห็นว่า กกต.ชุดนี้ผ่านการกรองมาแล้วจากศาลฎีกา ก็เลยให้เราทำหน้าที่ต่อไป"
"
บางฝ่ายไปมองว่าเราได้รับแต่งตั้งจากคณะทหาร จริงๆ ไม่ใช่ เรามาก่อนล่วงหน้าโดยรัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะฉะนั้นไม่มีบุญคุณอะไรที่จะต้องตอบแทนกัน บางคนพูดในเชิงว่า คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ตั้งคุณมา คุณต้องตอบแทน มันไม่ใช่ เรามาก่อนปฏิวัติ และมาโดยชอบทุกอย่าง เพียงแต่เราเสียจังหวะตรงจุดที่ว่าท่านปฏิวัติเสียก่อน ถ้าจะโกรธก็ต้องโกรธท่านว่าท่านปฏิวัติทำไม"
ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองขู่ฟ้อง
สดศรี บอกว่า ถึงวันนี้อยากขอความเป็นธรรมจากสังคมในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองทำให้โดนวิจารณ์ทั้งขึ้นทั้งล่อง แม้จะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม
"เรื่องที่บอกว่าเราทำโดยมิชอบ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย สิ่งไหนที่ท่านเห็นว่าเราทำมิชอบ ทุจริต มีหลักฐานอะไร ไม่ใช่พูดไปเรื่อย มีสถานีโทรทัศน์บางสถานีนั่งด่า กกต.ทั้งวัน ทุกวัน เราก็นั่งดูนะ บางครั้งเราก็มองว่าเขาต้องการอะไร"
"ช่วงก่อนเลือกตั้งเคยมีลักษณะมาเสนอว่า จะให้สถานีโทรทัศน์ของเขาเป็นของ กกต. หมายถึง กกต.ต้องจ่ายสตางค์ เราก็เห็นว่า ถ้าเราเอาสถานีนั้นเป็นสถานีของ กกต.เมื่อไหร่ เราก็จะถูกวิจารณ์มากเลยว่าเป็นคนของกลุ่มอำนาจใหม่ ไม่ยอมให้กลุ่มอำนาจเก่ากลับมา ฉะนั้นเมื่อสถานีโทรทัศน์ช่องที่ว่าเสนอเรื่องไปที่ กกต. ก็ไม่มีใครเห็นด้วย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้สถานีช่องนั้นเป็นสถานีของ กกต. เราจะใช้หมดทุกช่องเท่าเทียมกันหมด จะเห็นได้ว่าโทรทัศน์เกือบทุกช่องเราจ่ายเงินไปเพื่อทำโฆษณาประชาสัมพันธ์"
"สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้เขาไม่ค่อยพอใจ กกต.เท่าไหร่ การที่เราประกาศรับรองผลเลือกตั้งไปก่อนเพื่อให้เปิดประชุมสภาได้ภายใน 30 วันตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ เราก็รู้ว่าเขาไม่พอใจกันอย่างยิ่ง ขนาดมีผู้ใหญ่บางคนของบ้านเมืองบอกว่าจะฟ้องเราว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เราบอกให้ฟ้องไปเลย เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าเราจะต้องทำงานให้เสร็จภายใน 30 วัน ถ้าไม่เสร็จก็จะเป็นเรื่องของการพิจารณาสอยทีหลัง ฉะนั้นเมื่อเราทำตามกฎหมายแล้ว การที่เอาเรื่องของเราไปฟ้องร้อง ศาลก็จะพิสูจน์ให้เห็นว่าที่ กกต.ทำนั้นชอบ เหมือนกับเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้า"
"หลายครั้งเรามองว่า ท่านเป็นคนร่างกฎหมาย แต่ทำไมท่านตีความเพื่อตัวของท่านเอง ก็ไม่ค่อยเข้าใจ การที่จะให้สภาใดสภาหนึ่งอยู่ไปเรื่อยๆ มันคงทำไม่ได้ เหมือนงานเลี้ยงมันต้องมีวันเลิกรา ถึงเวลาแล้วก็ต้องเลิกกันไป เป็นของธรรมดา ทุกอย่างมันมีวาระ มีช่วงเวลาที่เราจะทำงานได้ อะไรก็คงจะรั้งไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเขามีสภาชุดใหม่ขึ้นมาแล้ว"
กอนณา...ลูกรักของแม่ อีกเหตุการณ์หนึ่งที่บั่นทอนจิตใจ กกต.หญิงหนึ่งเดียวคนนี้มากที่สุด ก็คือการที่ลูกสาวสุดที่รัก "กอนณา สัตยธรรม" ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องในสมรภูมิการเมือง อันสืบเนื่องจากเว็บไซต์บางแห่งนำเสนอข้อมูลว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือขอตัวเธอซึ่งเป็นผู้พิพากษา ไปนั่งเป็นหน้าห้องรัฐมนตรี
"
เรื่องนี้คิดว่าน่าจะเกิดจากตอนที่เรียนอยู่ที่สถาบันพระปกเกล้า ก็คุยกับเพื่อนๆ ว่าลูกสาวจะต้องย้ายไปเป็นผู้พิพากษาต่างจังหวัด ซึ่งในกลุ่มเพื่อนอาจจะมีบางท่านรู้จักกับท่านสนธิ เป็นกรรมการ ครส.ด้วยกัน (คณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งมี พล.อ.สนธิ เป็นประธาน) ก็อาจจะไปพูดในลักษณะว่าช่วยลูกท่านสดศรีหน่อย จะได้ไม่ต้องย้ายออกต่างจังหวัด แต่จริงๆ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของเรา "
"
พอเรื่องนี้เกิดขึ้นก็ตกใจมากว่าเอ๊ะ...อะไรกัน การที่เขาเป็นผู้พิพากษา แล้วเขาต้องไปทำงานหน้าห้องหรือ มันเป็นไปไม่ได้ และขณะนี้ ก.ต. (คณะกรรมการตุลาการ) ก็ได้ทำบัญชีโยกย้ายแล้ว ลูกสาวก็ต้องไปเป็นผู้พิพากษาอยู่ศาลเยาวชนจังหวัดนครพนม ซึ่งก็เป็นธรรมดาของชีวิตผู้พิพากษาที่จะต้องออกต่างจังหวัดบ้าง" "ฉะนั้นการที่มีผู้หวังดีจะเอาเขาไปทำงานที่สำนักนายกฯ ทั้งๆ ที่รัฐบาลชุดนี้เหลือวาระอยู่ไม่กี่เดือน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ พอเป็นข่าวขึ้นมาก็มีความรู้สึกว่าไม่ถูกต้องสำหรับลูก แม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ก็เอาแต่แม่ อย่ามายุ่งกับลูก แต่อาจจะเกิดจากความหวังดีของคนบางคน เพียงแต่หวังดีแล้วมันมีผลกระทบมาก กลายเป็นว่าตัวเองเป็นคนของ คมช. ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรเลย"
สดศรี บอกด้วยว่า กับ พล.อ.สนธิ นั้น เคยพบกันเพียง 2-3 ครั้ง ส่วนกับลูกสาวไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ
"จริงๆ เราเจอกับ พล.อ.สนธิ ตอนไปออกรายการด้วยกันครั้งหนึ่ง และมีอีกครั้งที่ท่านมาพบ กกต.ทั้งหมด ตอนที่เป็นประธาน ครส.เท่านั้นเอง เจอกัน 2-3 ครั้ง ก็นับถือท่านว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่ง และท่านก็ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวอะไรกับ กกต. สำหรับลูกสาวก็ทำงานอยู่ศาลพระโขนงมาตลอด เขาเองยังไม่เคยเจอท่านสนธิเลย เคยเห็นแต่ในหนังสือพิมพ์"
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของความในใจจากหญิงแกร่งที่ชื่อ สดศรี สัตยธรรม ซึ่งแม้เธอจะถูกหางเลขจากการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังยืนยันจะทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ หรือจนกว่า กกต.จะถูกยุบ! http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/04/WW01_0103_news.php?newsid=226751 ผมนำคำให้สัมภาษณ์ของ กกต.สดศรี มาให้อ่าน
แล้วใช้วิจารณญาณ หล้กการ'กาลามสูตร' พิจารณาเอาเอง...
ถ้าเรื่องราวที่ กกต. เปิดเผยเป็นความจริง...
เราจะได้เห็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง การเบี่ยงเบน
การปลิ้นปล้อน การทำลายล้างแค้นของ'ลิ่วล้อ'
คนรักทักษิณในหน้าหนังสือพิมพ์และเวบบอร์ดหลายแห่ง
รวมทั้งในเวบ'เสรีไทย' ด้วย......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า