|
หัวข้อ: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: Chicago ที่ 18-07-2006, 07:09 อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย?
โดย ธงชัย วินิจจะกูล มติชน 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01180749&day=2006/07/18 ทำไมการใช้การชุมนุมเดินขบวนเป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องมาแต่ต้น? ทำไมการปฏิรูปการเมืองตามที่คิดกันอยู่ในขณะนี้จึงอาจพลาดเป้า? ตอบ เพราะตุลาการเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามาแต่ต้น แต่เรามองข้ามไป ผู้เขียนขออธิบายตามลำดับเป็น 6 ส่วน ดังต่อไปนี้ @ หมดความชอบธรรม 3 ประเภท สภาวะหมดความชอบธรรมของอำนาจบริหารมีอย่างน้อย 3 ประเภทหลัก คือ ประเภทที่หนึ่ง นโยบาย อุดมการณ์ แนวคิด ไม่ได้รับการยอมรับ ประเภทที่สอง ความนิยมเสื่อม ความน่าเชื่อถือหมดลง ประเภทที่สาม กระทำความผิด (wrong doing) มาตรการเพื่อตัดสินประเภทที่หนึ่งและสองคือการเลือกตั้งเท่านั้น ให้ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาดว่านโยบายของรัฐบาลได้รับความยอมรับมากหรือน้อยกว่ากัน ความนิยมและความน่าเชื่อถือเสื่อมถอยลงขนาดไหน ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไร นั่นคือคำตัดสินของมหาชน เราอาจไม่เห็นด้วยแต่ต้องยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น (ในที่นี้ถือเอาว่าการทุจริตในการเลือกตั้งมิได้มีมากมายหรือหนักหนา ถึงขนาดมีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้งโดยรวม) ข้ออ้างว่า ประชาชนไม่ได้รับข่าวสาร ยังขาดการศึกษา ยังโง่อยู่ ล้วนเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ต่อให้เป็นความจริงก็ตาม เพราะประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองของคนส่วนใหญ่ (ไม่ว่าจะรู้ข่าวสารดีพอขนาดไหน โง่หรือฉลาดปานใด) ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ให้อภิสิทธิ์แก่คนฉลาด ผู้มีการศึกษา หรือคนเมืองเหนือคนอื่นๆ ที่ด้อยการศึกษาหรือฉลาดน้อยกว่า (ขอไม่อภิปรายว่า ประชาชนโง่แบบไหน ไม่รู้ข่าวสารจริงหรือไม่) อย่าลืมว่า ข้ออ้างทำนองนี้เป็นเครื่องมือของอำนาจเผด็จการทุกยุคสมัย ที่จะยึดอำนาจไว้กับพวกของตนผู้อวดอ้างว่ารู้ดีกว่าฉลาดกว่าประชาชน ข้ออ้างพรรค์นี้ยังเป็นเหตุผลของการเซ็นเซอร์ปิดหูปิดตาประชาชนมาตลอดอีกด้วย อย่าลืมว่า องค์กรภาคประชาชนเองโฆษณามาตลอดว่า ประชาชนฉลาด รู้ดีมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่ชนชั้นกลางชาวเมืองไม่เข้าใจเข้าไม่ถึงเพราะถูกครอบงำจากฝรั่ง มาคราวนี้ภาคประชาชนกลับดูถูกประชาชนเสียเอง และพึงพอใจกับมวลชนของตนซึ่งประกอบด้วยชนชั้นกลางและสูงในเมือง กับผู้ดีมีสกุลทั้งหลายเป็นกำลังสำคัญ แต่หากอำนาจบริหารสูญเสียความชอบธรรมเพราะกระทำความผิด ใช้อำนาจในทางที่ผิด ต่อให้ได้รับการเลือกตั้งท่วมท้นถล่มทลาย ก็ไม่สามารถอาศัยคะแนนเสียงมากลบล้างการกระทำความผิดได้ สมมุติว่า พรรคการเมืองหนึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 100% แต่วันถัดมาพบว่าพรรคนั้นกระทำการทุจริต หรือใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมาย หรือหัวหน้าพรรคไปฆ่าคนตายมาก่อนการเลือกตั้ง คะแนนเสียง 100% ก็ช่วยพรรคนั้นหรือหัวหน้าพรรคคนนั้นไม่ได้ โดยปกติ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลมักพยายามโมเมตีขลุมว่า ปัญหาที่ตนกำลังประสบเป็นสองประเภทแรกเท่านั้น จึงมักเรียกร้องให้ไปอภิปรายกันในสภา แล้วมักโมเมตีขลุมว่าการเลือกตั้งเป็นมาตรการตัดสินทุกกรณี เพื่อรวบหัวรวบหางกลบการกระทำความผิดให้กลายเป็นเรื่องของความนิยม และความน่าเชื่อถือไปเสียหมด ทั้งๆ ที่เป็นการเสื่อมความชอบธรรมคนละประเภทกัน แต่กระบวนการที่จะตัดสินว่า ฝ่ายบริหารกระทำความผิดจริงหรือไม่ คืออำนาจตุลาการตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ประชาชนมีสิทธิป่าวร้องโฆษณาว่ารัฐกระทำความผิด การชุมนุมเดินขบวนอย่างสันติเพื่อป่าวร้องโฆษณาเช่นนั้นจึงเป็นสิทธิอันชอบธรรม การชุมนุมอาจส่งอิทธิพลต่อมติมหาชนและต่อปัจเจกชนผู้ทำหน้าที่ตุลาการ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้ แต่การชุมนุมที่เป็นมาตรการเด็ดขาดในตัวเองเพื่อเอาชนะกำจัดรัฐบาล เท่ากับถือเอาการชุมนุมเป็นกระบวนการตัดสินความผิดของรัฐโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ยิ่งการชุมนุมที่พยายามอาศัยอำนาจพิเศษมาจัดการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยถือว่าตนรู้ดีกว่าฉลาดกว่าคนส่วนใหญ่ (ต่อให้เป็นความจริงก็เถอะ) ย่อมเป็นวิธีการที่ผิด เพราะปฏิเสธทั้งกระบวนการยุติธรรม และเสียงของคนส่วนใหญ่ หันไปจาก "อภิชนาธิปไตย" อันจะมีผลให้ประชาธิปไตยไทยตาถั่วเสียหายครั้งใหญ่หลวง หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: Chicago ที่ 18-07-2006, 07:21 @ อำนาจตุลาการในระบบปาลิเมนต์
เราไม่ต้องการระบบการเมืองแบบประธานาธิบดีที่ประชาชนเลือกผู้นำฝ่ายบริหารโดยตรง และเลือกผู้แทนเข้าสภาเป็นอีกกระบวนการต่างหากจากกัน ระบบปาลิเมนต์ของไทยเลือกผู้แทนเข้าสภา ฝ่ายบริหารมาจากผู้แทนในสภาอีกทอดหนึ่ง การแยกอำนาจบริหารกับสภาไม่เด็ดขาดจากกันอย่างในระบบแรก การตรวจสอบถ่วงดุลโดยสภาในระบบนี้จึงไม่แข็งแรงเท่าระบบแรก แต่เวลาเราคิดถึงระบบตรวจสอบถ่วงดุล เรากลับมักคาดหวังว่าสภาจะทำหน้าที่นี้ได้ดีตามแบบระบบประธานาธิบดี ผิดฝาผิดตัวเป็นประจำ เพราะในระบบที่ฝ่ายบริหารและสภาต่างมาจากประชาชนโดยตรง สภาย่อมมีอำนาจ โอกาส และความชอบธรรมในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารเต็มที่ โดยมากพรรคที่ชนะในสภา กับพรรคที่ได้อำนาจบริหารจะเป็นคนละพรรคกัน ตัวอย่างเช่น ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา สภากับประธานาธิบดีมาจากคนละพรรคกันเป็นส่วนใหญ่ น้อยครั้งที่พรรคเดียวกันจะคุมอำนาจทั้งสองฝ่าย ประชาชนตั้งใจเลือกให้เป็นแบบนั้น ในระบบนี้ ยังมีอำนาจตุลาการเป็นอีกกระบวนการต่างหากทั้งจากสภาและฝ่ายบริหาร ศาลหลายระดับในสหรัฐอเมริกามาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ศาลสูงของประเทศทุกระดับมาจากการยอมรับร่วมระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐสภา ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลโดยสภา มีพื้นฐานมาจากอำนาจของแต่ละฝ่ายมีแหล่งที่มาคนละกระบวนการกัน ต่างมีแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของตนเอง ในระบบปาลิเมนต์แบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ ฝ่ายบริหารมาจากสภาเสมอ ตามหลักการแล้ว สภาจะไม่พยายามสั่นคลอนฝ่ายบริหาร ไม่มีบทบาทตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารแข็งขันอย่างในระบบแรกเพราะย่อมเป็นพวกพรรคเดียวกัน ในประวัติศาสตร์สั้นๆ ของระบบปาลิเมนต์ของไทย เราไม่เคยมีพรรคที่ชนะการเลือกตั้งเด็ดขาดจนกระทั่งพรรคไทยรักไทยนี่เอง ฝ่ายบริหารที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลผสมที่เปราะบาง แตกคอกันง่าย บ่อนเซาะกันเองก็มี ในขณะที่ฝ่ายค้านในสภามักมีสัดส่วนใหญ่พอที่จะก่อปัญหาแก่ฝ่ายบริหาร บทบาทตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารโดยสภา จึงเกิดขึ้นได้ด้วยภาวะรัฐบาลผสมและฝ่ายค้านที่ใหญ่โตพอ แต่มิใช่ด้วยโครงสร้างตามระบบปาลิเมนต์ เราคาดหวังผิดๆ ว่าสภาต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้แข็งขัน เพราะเราเคยตัวกับรัฐบาลผสมตลอดมา จนเราลืมไปว่าตามโครงสร้างของระบบปาลิเมนต์นั้นสภากับฝ่ายบริหารเป็นพวกเดียวกัน ในระบบปาลิเมนต์แบบนี้ มักออกแบบให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้สะดวก โดยไม่ขึ้นต่อจำนวนจนเกินไปนัก แต่ทว่าอำนาจหลักที่จะมาตรวจสอบฝ่ายบริหาร มิให้กระทำการฉ้อฉล ใช้อำนาจในทางที่ผิด คือ สื่อมวลชน และอำนาจตุลาการ เรียกว่าเป็นระบบตรวจสอบ (accountability system) แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ถ่วงดุลแต่อย่างใด ตามระบบนี้ จึงต้องออกแบบและสร้างกฎหมายรองรับการตรวจสอบโดยตรงจากประชาชนและสื่อมวลชนที่สะดวก ไม่ยากจนเกินไป และมีประสิทธิภาพ เช่น สิทธิในการเรียกข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการรวมตัวฟ้องร้อง ยื่นเสนอกฎหมายและถอดถอนบุคคลที่มีอำนาจการเมือง ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ตามระบบนี้อำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรมจะต้องพัฒนา ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจบริหารด้วย แต่มิใช่ตามกระบวนการทางการเมือง ประชาธิปไตยแบบปาลิเมนต์ในหลายประเทศเติบโตมาพร้อมกับการพัฒนากระบวนการยุติธรรม และระบบศาลที่เป็นอิสระ เข้มแข็ง ไม่ขึ้นต่อการเมือง เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนพึ่งพิงตรวจสอบดำเนินคดีการใช้อำนาจรัฐฉ้อฉล แต่ละประเทศพัฒนาระบบตรวจสอบที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมแต่ไม่ใช่ศาลตุลาการเสมอไป อาทิ คณะกรรมการเฉพาะกรณีเพื่อสอบสวนการกระทำความผิดของรัฐ (และสภา) โดยให้มีอำนาจในการสอบสวนสูงมาก สามารถเรียกเอกสารและบุคคลได้เต็มที่ เช่น ระบบ Royal Commission ในประเทศเครือจักรภพ (พระมหากษัตริย์มิได้ทรงเลือกคณะกรรมการหรือยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่เป็นแหล่งที่มาของอำนาจในการสอบสวน) ระบบ tribunal ในหลายประเทศ หรือผู้สอบสวนอิสระของรัฐสภาในสหรัฐอเมริกา ผู้สอบสวนสูงสุดเหล่านี้ไม่ใช่องค์กรอิสระถาวร มักมีขอบเขตอำนาจจำกัดเฉพาะกรณีและมักไม่มีอำนาจเป็นตุลาการเสียเอง แต่มีอำนาจฟ้องร้องต่อศาลสูง อำนาจตัดสินคดียังคงเป็นของตุลาการ ฝ่ายตุลาการในระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างไร @ อำนาจตุลาการไทยไม่ตรวจสอบรัฐ? นับจาก 14 ตุลา 2516 จนถึงบัดนี้ สังคมไทยทุ่มเททรัพยากรและพลังมหาศาลลงไปกับการพัฒนารัฐสภาและการเลือกตั้ง หวังขจัดอำนาจเงินและผู้มีอิทธิพลที่จะแสวงประโยชน์ส่วนตัวจากอำนาจทางการเมือง หวังจะได้คนดีวิเศษเข้าสภา เราเขียนรัฐธรรมนูญหลายฉบับเพื่อแสวงหารัฐสภาและรัฐบาลแบบอุดมคติ แต่เราลืมอำนาจตุลาการ! เราลืมไปสนิทว่ากระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญขนาดไหนในระบบปาลิเมนต์ เราไม่ได้คิดเลยว่าต้องพัฒนาอำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็นฐานของระบบตรวจสอบการใช้อำนาจฉ้อฉล แต่ทว่าจะต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมือง มิได้หมายความว่า ตุลาการไทยไม่มีการพัฒนาเลยใน 30 ปีที่ผ่านมา เป็นความจริงว่าวงการตุลาการไทยได้บุคลากรระดับยอดเยี่ยมของสังคม เข้าไปเสริมสร้างความเข้มแข็งขึ้นมากตลอดมา แต่ผู้เขียนหมายความว่า สังคมไทยมิได้ให้ความสนใจถกเถียงทุ่มเทพัฒนาตุลาการ และกระบวนการยุติธรรมเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐเท่าไรนัก ยกเว้นการสร้างศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ 2540 เราแทบไม่นึกถึงอำนาจตุลาการให้ทำหน้าที่นี้เลย เรานึกถึงแต่สภา ในวิกฤตคราวนี้ชี้ให้เห็นเด่นชัดว่า ทั้งสองศาลที่เกิดขึ้นใหม่มีความสำคัญขนาดไหน แต่ทว่ายังขาดประสบการณ์อย่างมาก ที่สำคัญที่สุดก็คือ อำนาจตุลาการของไทยไม่เคยมีประวัติว่าทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐสักเท่าไรเลย ฝ่ายตุลาการถูกมองในเชิงลบว่าอาจเอื้อต่ออำนาจฝ่ายบริหาร มีจารีต ธรรมเนียม และวัฒนธรรมที่เอื้อรัฐมากกว่ารับใช้ประชาชน อาทิ การยอมรับประเทศและอำนาจอธรรมของระบอบเผด็จการทุกชุด และลงโทษผู้ที่ต่อสู้กับรัฐเผด็จการ มีผู้วิจัยพบว่าการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐเหนือสิทธิของพลเมืองอยู่ในฟากรัฐเกินกว่า 90% จารีตหรือวัฒนธรรมการใช้กฎหมายเพื่อรับใช้รัฐ เกี่ยวข้องกับประวัติการร่างกฎหมาย และโรงเรียนกฎหมายในประเทศไทยด้วย กล่าวคือ เราผลิต "เนติบริกร" มาแต่ไหนแต่ไร หมายความว่า เราผลิตนักเทคนิคทางกฎหมาย ที่ขาดความเข้าใจพลวัตของกฎหมายกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งๆ ที่ระบบตุลาการคือการผดุงความยุติธรรมในสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปล่อยปละละเลยไม่ต่อสู้เพื่อพัฒนาฝ่ายตุลาการ ทั้งเรื่องระบบโครงสร้างการบริหาร ตลอดจนถึงวัฒนธรรมการใช้กฎหมาย ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติลงมาจนถึงโรงเรียนกฎหมายทุกระดับ หมายถึง อำนาจตุลาการไม่ได้รับการพัฒนาให้ทันกับภารกิจในระบอบประชาธิปไตย ที่เปลี่ยนไปมหาศาลใน 30 ปีที่ผ่านมา จึงไม่แปลกที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จะลืมนึกถึงศาลแทบสนิท (ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีภารกิจเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงกว่าศาลอื่นๆ) จนกระทั่งมีพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการเมื่อ 25 เมษายน 2549 หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: Chicago ที่ 18-07-2006, 07:29 @ สมควรมองข้ามอำนาจตุลาการและหลักการประชาธิปไตยหรือไม่?]
ท่านทราบไหมว่า ท่ามกลางกระแสเปิดโปงความเลวร้ายของ "ระบอบทักษิณ" นับจากเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อปีที่แล้วจนถึงพันธมิตร ก่อน 25 เมษายนนั้น มีคดีฟ้องร้องเอาผิดกับรัฐบาล และนายกฯ ทักษิณกี่คดี? ท่านทราบไหมว่า ท่ามกลางการกล่าวโทษเปิดโปงการขายหุ้นไม่เสียภาษีของนายกฯ มีใครไปฟ้องร้องเอาผิดหรือดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมบ้าง? ลองหาคำตอบแล้วท่านจะตกใจ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลใช้การชุมนุมเป็นมาตรการเด็ดขาด แต่กลับไม่สนใจกระบวนการยุติธรรมเลย ไม่กี่คดีที่มีอยู่ในศาล มิได้ริเริ่มโดยผู้นำของพันธมิตรเลยสักกรณีเดียว ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามโมเมตีขลุมให้ปัญหาทุกอย่างตัดสินด้วยการเลือกตั้ง ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลรวบหัวรวบหางเอาปัญหาทุกอย่างมาตัดสินด้วยการชุมนุมแสดงพลัง แล้วหวังใช้อำนาจพิเศษเพื่อเอาชนะ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียอนาคตของระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายต่อต้านเองไม่เคยตระหนักว่าการกระทำความผิดของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ต้องตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องนโยบาย แนวคิด และความน่าเชื่อถือนั้น ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง ฝ่ายพันธมิตรอาจให้เหตุผลว่า ทุกอำนาจที่สามารถทัดทาน "ระบอบทักษิณ" ถูกซื้อไปหมดแล้ว หรืออยู่ใต้ความกลัวรัฐบาล จึงหวังพึ่งไม่ได้ ฝ่ายพันธมิตรอาจให้เหตุผลเพิ่มตามที่ผู้เขียนเองให้ไว้ข้างต้นว่า อำนาจตุลาการไทยถูกเข้าใจว่าไม่เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐฉ้อฉล จึงไม่มีความเชื่อถือศรัทธาพอ (ในความเป็นจริงผู้เขียนเชื่อว่าฝ่ายพันธมิตรมิได้คิดข้อนี้เลย เพราะเขาไม่สนใจอำนาจตุลาการ ไม่สนใจประวัติศาสตร์ และไม่สนใจหลักการของระบอบประชาธิปไตย) เหตุผลทั้งสองประการมีมูลอยู่ แต่เป็นเหตุผลเพียงพอหรือ ที่จะใช้การชุมนุมเดินขบวนตัดสินการกระทำความผิดของรัฐแทนกระบวนการยุติธรรม? มีความจำเป็นขนาดไหนที่จะต้องต่อสู้กับอำนาจฉ้อฉลด้วยพลังของชนชั้นอภิสิทธิ์ และด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย? เหตุผลทั้งสองประการเพียงพอที่จะมองข้ามการต่อสู้เพื่อพัฒนาอำนาจตุลาการเชียวหรือ? มีตัวอย่างมากมายชี้ว่าอำนาจตุลาการมิได้ย่ำแย่ขนาดพึ่งไม่ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ผลักดันให้ตุลาการแสดงบทบาท และขึ้นอยู่กับการทำสำนวนฟ้องและตีความกฎหมาย เอาเข้าจริงอำนาจตุลาการหวังพึ่งไม่ได้หรือฝ่ายพันธมิตรเองมักง่าย ต้องการเอาชนะจนไม่สนใจหลักการใดๆ ทั้งสิ้น? ฝ่ายพันธมิตรเองตระหนักข้อนี้หลัง 25 เมษายน (แต่กลับ "ใช้" อำนาจตุลาการในทางที่ถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่อยู่ดี - ดังจะกล่าวต่อไป) ฝ่ายพันธมิตรมักให้เหตุผลอีกชุดว่า สถานการณ์ในวิกฤตคราวนี้เป็นกรณีพิเศษของประเทศไทย จึงต้องใช้มาตรการพิเศษ (ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย) จะมัวอาศัยช่องทางตามกระบวนการปกติไม่ได้ สถานการณ์พิเศษตามที่ฝ่ายต่อต้านมักกล่าวอ้าง ได้แก่ ความเลวร้ายของ "ระบอบทักษิณ" ราวกับประเทศไทยจะถูกธรณีสูบจนมอดไหม้หากปล่อยให้ "ระบอบทักษิณ" ดำรงอยู่นานขึ้นอีกวัน ผู้เขียนยอมรับว่าการประเมินความเลวร้ายของระบอบที่ฉ้อฉลเป็นเรื่องที่ไม่สามารถตัดสินชัดเจนได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะข้อมูลท่วมหัวก็ยังขึ้นอยู่กับการประเมินตามจริตวิสัยของแต่ละคน และขึ้นอยู่กับการโฆษณาชวนเชื่อจากทุกฝ่าย ผู้เขียนคงทำได้เพียงฝากให้คิดสัก 3-4 ข้อเพื่อประกอบการประเมินความหายนะอันเกิดจากระบอบทักษิณ ดังต่อไปนี้ 1. ทำไมฝ่ายต่อต้านทักษิณจึงไม่รู้สึกถึงหายนะนี้ตั้งแต่คราวที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน จากการ "ฆ่าตัดตอน" อันเนื่องมาจากมาตรการปราบยาเสพติด? 2. ทำไมฝ่ายต่อต้านทักษิณจึงไม่รู้สึกถึงหายนะตั้งแต่คราวที่มีผู้เสียชีวิตมากมายจากความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งกว่า 70 คนที่ตายในรถบรรทุกในโศกนาฏกรรมที่ตากใบ? 3. ทำไมฝ่ายต่อต้านจึงเพิ่งรู้สึกว่าประเทศไทยหายนะแน่หลังจากกรณีขายหุ้นอื้อฉาวโดยไม่เสียภาษี? ถ้ากว่า 2,000 ชีวิตไม่ใช่หายนะ ทำไมภาษีหลายพันล้านที่เก็บไม่ได้จึงเป็นหายนะ? 4. ท่านคิดว่า "ระบอบทักษิณ" ก่อหายนะเท่ากับมาร์คอสและซูฮาร์โตหรือไม่? ผู้เขียนขอตอบข้อ 4 ว่า ยังห่างไกลลิบลับ และขอเสริมว่า การมุ่งเอาชนะอย่างปราศจากหลักการจนบานปลายเป็นความมั่วเละเทะ เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์พิเศษที่เลวร้ายอยู่ในขณะนี้ สถานการณ์พิเศษแบบไหนกันถึงขนาดจำเป็นต้องใช้ความมั่ว ทิ้งหลักการและกระบวนการยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย? หรือว่าขบวนการสนธิและฝ่ายพันธมิตรเองยึดมั่นผิดๆ มาแต่แรก ว่าจะใช้การชุมนุมเป็นมาตรการเพื่อเอาชนะและใช้อำนาจพิเศษเป็นทางออก จึงต้องสร้างปีศาจขึ้นมาเกินความจริง เพื่ออธิบายว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ เพียงเพื่อให้ความชอบธรรมแก่การยึดมั่นผิดๆ ของตนเองแต่ต้น สถานการณ์พิเศษมิใช่เหตุนำไปสู่มาตรการพิเศษ แต่การยึดมั่นผิดๆ กับมาตรการพิเศษแต่ต้นต่างหาก เป็นที่มาของการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องสถานการณ์พิเศษ เหตุผลทั้งหลายเป็นแค่ข้ออ้างให้ความชอบธรรมแก่วิถีทางต่อสู้ผิดๆ ของตนมาแต่ต้น (อย่าลืมว่าขบวนการสนธิปักใจกับการต่อสู้เพื่อถวายพระราชอำนาจคืนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว หลายเดือนก่อนกรณีขายหุ้นของทักษิณ) ข้ออ้างเพื่อละเลยหลักการ คือ การละเมิดหลักการที่ปะหน้าทาแป้งให้ดูดีขึ้น แค่นั้นเอง หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: Chicago ที่ 18-07-2006, 07:38 @ บทบาทขาดๆ เกินๆ ของฝ่ายตุลาการ?
ครั้นพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการเมื่อ 25 เมษายน กระตุ้นให้วงการตุลาการแสดงบทบาทของตนเพื่อขจัดปัญหา ทั้งฝ่ายพันธมิตรและวงการตุลาการกลับเผชิญปัญหาหนักเข้าไปอีก กล่าวคือ แทนที่จะวินิจฉัยการกระทำความผิดของรัฐบาล อันเป็นมูลเหตุของปัญหาทั้งหมด กลับไปสะสางปัญหาอันเกิดจากการเลือกตั้งและการชิงไหวพริบกันทางการเมืองของทั้งสองขั้วคู่ขัดแย้ง มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฏิเสธเสียงของประชาชนในการเลือกตั้ง โดยอาจไม่มีหลักฐานชี้ชัดแต่อย่างใดว่าคูหาเจ้าปัญหาส่งผลต่อการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญอย่างไร มีคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งหลายร้อยคดี มีคดีฟ้องกันไปมาข้อหาหมิ่นประมาทหลายสิบคดี แต่คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายกฯ หรือรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งกลับมีอยู่ไม่กี่คดีตามเดิม ฝ่ายพันธมิตรใช้อำนาจตุลาการจัดการปัญหาการเมือง แต่ยังคงละเลยอำนาจตุลาการในการตรวจสอบการกระทำความผิดของรัฐ ขณะที่วงการตุลาการซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารเท่าใดนัก จนถูกนักวิชาการด้านกฎหมายวิจารณ์และท้วงติงว่าระวังจะเผอเรอแสดงบทบาทเกินขอบเขตของตน ตุลาการมีอำนาจสูง คำตัดสินถือเป็นสิ้นสุดทุกฝ่ายยังคงต้องยอมรับคำตัดสินของศาล ด้วยเหตุนี้ อำนาจตุลาการทุกแห่งในโลกจึงถูกจำกัดอำนาจไว้อีกแบบ คือ มีอำนาจตัดสินตามคดีที่มีการฟ้องร้องกันขึ้นมาเท่านั้น เกิดคำถามที่น่าพิจารณาว่าตุลาการมีหน้าที่จัดประชุม เพื่อแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนในฐานะอำนาจฝ่ายตุลาการหรือไม่ และควรมีขอบเขตเพียงใด การแสดงความเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่งๆ ย่อมกระทำได้ แต่ในฐานะผู้ใช้อำนาจตุลาการควรมีหน้าที่วินิจฉัยคดีที่มาสู่ศาลเท่านั้นหรือไม่ ผู้ใดเห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจในทางที่ผิด กระทำความผิด ก็สมควรที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีเอากับรัฐบาลหรือนายกฯ ตุลาการใช้อำนาจตัดสินไปตามกฎหมายตามคดีที่มีขึ้นมา ตุลาการไม่ควรออกมาแถลงความเห็นทางการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับคดีความในศาลใช่หรือไม่? ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากในฝ่ายพันธมิตรกำลังฝากความหวังกับอำนาจตุลาการ แต่การแสดงออกของวงการตุลาการกลับมีผู้มองด้วยความห่วงใยว่า มีประสบการณ์เพียงพอหรือไม่กับบทบาทในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร มีแต่ขาดๆ กับเกินๆ หรือไม่?? ฝ่ายพันธมิตรก็ยังคงขาดความเคารพต่ออำนาจตุลาการเช่นเดิม เห็นเป็นแค่เครื่องมือเอาชนะคู่ต่อสู้ อาศัยศาลในการพันตูทางการเมือง แต่ยังคงมองไม่เห็นความสำคัญของอำนาจตุลาการในฐานะอำนาจต่างหาก เพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหารตามกระบวนการประชาธิปไตยแบบปาลิเมนต์ ทั้งวงการตุลาการและสาธารณชนไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมฝ่ายตุลาการจึงไม่แสดงบทบาทด้วยการเร่งคดีที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องรอพระราชดำรัส? ทั้งหมดนี้สะท้อนการพัฒนาของอำนาจตุลาการของไทย? และอำนาจตุลาการได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามาแต่ต้น? @ ปฏิรูปประชาธิปไตยไทยที่อำนาจตุลาการ ผู้อ่านหลายท่านอาจเข้าใจผิดว่าผู้เขียนเชียร์ทักษิณ ภาวะแยกขั้ว มักทำให้คนที่เลือกข้างทั้งสองขั้ว ไม่สามารถเข้าใจอะไรได้โดยไม่ชี้ชัดว่าพวกเรา หรือพวกมัน คนเหล่านี้เกลียดบุช แต่คิดไม่ต่างจากบุช บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความห่วงใยเพียงประการเดียว นั่นคือ เราไม่พึงต่อสู้กับการกระทำความผิดด้วยการทำผิดๆ หนักเข้าไปอีก ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้ง (ครั้งแรกเมื่อกันยายน 2548 อีกครั้งเมื่อตุลาคม 2548) ว่า การต่อสู้กับรัฐซึ่งใช้อำนาจในทางที่ผิดไม่ควรใช้วิธีการผิดๆ เพราะ ผิด+ไม่ถูก จะกลายเป็นถูกไปได้อย่างไรกัน ผิด+ไม่ถูก = มั่ว คือการทำร้ายประชาธิปไตยซ้ำสอง หลายเดือนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การต่อสู้กับอำนาจที่ฉ้อฉลด้วยวิธีการผิดๆ ฉุดรั้งประชาธิปไตยจนอาการเพียบ จนการเมืองน่าเอือมระอา และคงอีกหลายปีกว่าจะฟื้นตัว วิกฤตคราวนี้ช่วยให้เราเห็นปัญหาที่แฝงตัวอยู่เงียบๆ มานานหลายสิบปี ทำอย่างไรจะให้อำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรมสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชน ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐฉ้อฉลได้ ถ้าไม่ได้ก็อย่าคาดหวังถึงการปฏิรูปการเมืองเลย แต่การพัฒนาอำนาจตุลาการเป็นเรื่องใหญ่โตมาก กินความรวมทั้งศาลและกลไกอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม การจะพัฒนาให้มีความกล้าความสามารถตรวจสอบอำนาจบริหาร และให้สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้สะดวก คงต้องใช้เวลาไม่น้อยไปกว่าที่เราทุ่มเทลงไป กับการพัฒนาสภาและการเลือกตั้งที่ผ่านมา และคงไม่ใช่แค่การพัฒนาอย่างราบๆ เรียบๆ ตามระบบราชการ แต่ต้องรวมถึงการต่อสู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ของวงการตุลาการอย่างถึงราก ------------------------------------ ขอให้ใช้ปัญญาในการอ่าน ถอดอคติการเลือกข้างวางไว้ห่างตัว หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: พระพาย ที่ 18-07-2006, 13:34 เป็นบทความสนับสนุนบทบาทของศาลที่ดีมากๆ ครับ... ขอบคุณที่โพสต์มาให้อ่านกัน ปัญหาเป็นอย่างที่ อ.ธงชัย ว่าไว้จริงครับ.. แต่คงไม่ทั้งหมด ถ้าเรานับเอาคุณรสนาที่ฟ้องศาลปกครองจนได้ กฟผ คืนมาเป็นสมบัติชาติเป็นพันธมิตรฯ ด้วย ก็คงไม่ทุกคนในฝ่ายพันธมิตรที่มองศาลในสถานะดังที่ อ.ธงชัยกล่าวไว้ครับ ถ้าผมจำไม่ผิด... อ.วรเจตน์ เคยกล่าวไว้ในรายการถึงลูกถึงคนเกี่ยวกับปัญหา 3 ศาล ร่วมกันแถลงข่าวให้ กกต ลาออก... ยืนยันไว้ว่า ศาลไม่ควรข้องเกี่ยวกับการเมือง เพราะต่อไปการเมืองจะคุกคามกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมทั้งถ้าเอากกตออกไม่ได้ ศาลจะหมดความน่าเชื่อถือ สถานภาพของศาลตกต่ำทันที เข้าใจว่ามีนักกฎหมายจำนวนมากที่เชื่อเช่นนี้... จึงไม่ง่ายนักที่จะให้ศาลเข้ามาทำงานตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหาร ผมก็เห็นใจศาลนะครับที่ที่ผ่านมาศาลคงเห็นปัญหาอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะถูกตัดตอนกลไกมาตั้งแต่ ปปช. ศาลย่อมไม่มีความชอบธรรมพอที่จะเคลื่อนไหวในเชิงรุกตรวจสอบรัฐบาล จนกระทั่งในหลวงทรงชี้ทางออกเป็นภาระที่ศาลต้องรับผิดชอบทำตามหน้าที่ที่ควรทำ และข้ามกระบวนการหลายอย่างไปทำเท่าที่ทำได้ แต่ก็ยังมีบางขอบเขตที่ขยับไม่ถนัดนัก เพราะต้นเรื่องต้องอาศัยองค์กรอิสระอื่น เช่น ปปช กกต ฯลฯ ดังนั้นจะไปกล่าวหาศาลในประเด็นเหล่านี้เต็มที่นักไม่ได้ครับ รวมทั้งกล่าวหาพันธมิตรที่ไม่เลือกกระบวนการศาลตั้งแต่ต้นก็ไม่ได้เต็มที่เช่นเดียวกันครับ การพิจารณาประเด็นเหล่านี้ว่าฝ่ายใดมองศาลสถานภาพใด ควรเริ่มนับจาก 25 เมษายน ครับ หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: Killer ที่ 18-07-2006, 16:13 บทความโดยรวมเขียนออกมามุ่งหมายทำให้คนได้ตั้งสติ ฉุกคิดถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี คาดว่าบรรดาผู้ที่ยังหลงละเมอเพ้อพกกับงานเลี้ยงสังสรรค์นั้น คงอ่านกันไม่รู้เรื่องและสับสน ...พฤติกรรมศาลปกครองที่ออกระเบียบเพิ่มอำนาจให้ตนเอง จนไปก้าวก่ายอำนาจ องค์กรอื่น อย่างครอบจักรวาล ยังไม่ได้ถูกชำระสะสางให้ชัดเจน คงต้องรออีกนานให้องค์กรแห่งนั้น เป็นที่เชื่อถือต่อสาธารณชนได้ หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: Ang`sumaLin ที่ 19-07-2006, 11:02 จุดอ่อนของประชาธิปไตยคือนักการเมืองที่เอาจุดอ่อนมาหาผลประโยชน์
พอหมดความรักความศรัทธาก็เรียกหากติกา เอาเงินซื้อกติกา เอาเงินซื้อความรัก แล้วบอกว่าตัวเองถูก และทำถูกต้องแล้ว ถ้าท่านไม่มีเงิน ท่านผิดตั้งแต่แรกแล้ว หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: Killer ที่ 19-07-2006, 12:18 จุดอ่อนของประชาธิปไตยคือนักการเมืองที่เอาจุดอ่อนมาหาผลประโยชน์ พอหมดความรักความศรัทธาก็เรียกหากติกา เอาเงินซื้อกติกา เอาเงินซื้อความรัก แล้วบอกว่าตัวเองถูก และทำถูกต้องแล้ว ถ้าท่านไม่มีเงิน ท่านผิดตั้งแต่แรกแล้ว ยังอ่อนต่อโลกการเมืองนัก....นี่ไม่ใช่นวนิยายทมยันตี หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: teera999 ที่ 19-07-2006, 20:13 เป็นบทความที่อ่านแล้วให้ได้ความรู้ว่าพวก "เกรียน" เป็นยังไง ?
จะสอนคนเขียนให้นะว่าเผด็จการทุกยุคสมัยไม่เคยดูถูกคนรากหญ้า มีแต่เอามาใช้เป็นเครื่องมือด้วยนโยบายประชานิยมไปหาหนังสือ มาอ่านบ้างจะได้ไม่คิดเองเออเอง อ่านแล้วมีแต่น้ำเนื้อไม่มีมีก็บิดๆอาถูๆไปเอาไว้ปลอบใจพวกเดียวกัน อนาจจริงๆ หัวข้อ: ปฏิรูปประชาธิปไตยไทยที่อำนาจตุลาการ เริ่มหัวข้อโดย: Chicago ที่ 20-07-2006, 04:38 ฉบับย่อ สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านฉบับยาวข้างบน ใน
ว่ายทวนน้ำ โดย ใบตองแห้ง ไทยโพสต์ 18 กรกฎาคม 2549 http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=19/Jul/2549&news_id=127448&cat_id=400 อยากแนะนำให้หาอ่านบทความของธงชัย วินิจกูล ในมติชนฉบับวันอังคาร เรื่อง "อำนาจตุลาการคือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย?" อ่านแล้วไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหมด แต่ธงชัยให้แง่คิดทฤษฎีที่ดีมาก สำหรับผมก็ได้ความคิดที่ชัดเจนขึ้น ขอสรุปคร่าวๆ คือ รัฐบาลจะหมดความชอบธรรม 3 ประเภท ได้แก่ หนึ่ง นโยบาย แนวคิด ไม่ได้รับการยอมรับ สอง เสื่อมความนิยม หมดความน่าเชื่อถือ สาม กระทำความผิด ธงชัยชี้ว่ามาตรการเพื่อตัดสินในประเภทที่หนึ่งและสอง คือการเลือกตั้งให้ประชาชนชี้ขาด ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับ อย่ามาอ้างว่าชาวบ้านโง่เป็นควาย ถ้าเห็นว่าแนวทางนโยบายของรัฐบาลไม่ถูกก็ต้องรณรงค์ต่อสู้กันต่อไป แต่ถ้าเป็นประเภทที่สาม การเลือกตั้งฟอกไม่ได้ ต่อให้ได้คะแนนเสียงถล่มทลายก็ลบล้างไม่ได้ แต่ใครจะจัดการกับฝ่ายบริหารที่กระทำความผิดนี้-ก็คืออำนาจตุลาการตามกระบวนการยุติธรรม ประชาชนมีสิทธิ์ชุมนุมคัดค้านไหม-มี มีสิทธิ์ชุมนุมเพื่อป่าวร้องโฆษณาว่ารัฐบาลทำผิด แต่ไม่ใช่เป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อเอาชนะกำจัดรัฐบาล เพราะเท่ากับเป็นการตัดสินโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมและปฏิเสธเสียงคนส่วนใหญ่ ธงชัยชี้ว่าระบบรัฐสภาของไทยไม่เหมือนระบบประธานาธิบดีของอเมริกา ที่แยกการเลือกผู้นำกับเลือกผู้แทน อำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติของเขาจึงแยกกันและตรวจสอบถ่วงดุลกันชัดเจน แต่ของเรายังไงๆ เสียงข้างมากในสภามันก็คือรัฐบาล เพียงแต่ไม่เคยมีรัฐบาลพรรคเดียวเสียงมากเหมือนไทยรักไทย ฉะนั้นอย่าไปคาดหวังผิดๆ กับการตรวจสอบถ่วงดุลจากสภา (หรือคิดว่าต้องทำให้รัฐบาลอ่อนแอดีกว่า) แต่ต้องเน้นไปว่า อำนาจหลักที่จะมาตรวจสอบไม่ให้รัฐบาลฉ้อฉล คือสื่อมวลชนและอำนาจตุลาการ ธงชัยบอกว่าตั้งแต่หลัง 14 ตุลามาถึงวันนี้ เราพยายามแก้ปัญหาการพัฒนารัฐสภาและการเลือกตั้ง แต่ลืมพัฒนาอำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็นฐานของระบบตรวจสอบการฉ้อฉล แต่ต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมือง สภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ รัฐบาลพยายามโมเมตีขลุมให้ทุกปัญหาตัดสินด้วยการเลือกตั้ง ขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็รวบหัวรวบหางเอาปัญหาทุกอย่างมาตัดสินด้วยการชุมนุม แล้วหวังใช้อำนาจพิเศษเอาชนะ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียอนาคตของระบอบประชาธิปไตย (ส่วนที่วิพากษ์ความมั่วของขบวนการไล่ทักษิณไปหาอ่านเอาเอง เดี๋ยวจะว่าชี้นำ) ทัศนะของธงชัยอาจถูกบางคนมองว่าอุดมคติเกินไป เป็นทฤษฎีเกินไป แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นความชัดเจนของการพัฒนาประชาธิปไตยไปข้างหน้า นั่นคือต้องพัฒนาอำนาจตุลาการตลอดจนกระบวนการยุติธรรม มาจัดการกับการฉ้อฉลของรัฐ โดยธงชัยสรุปว่า "ปฏิรูปประชาธิปไตยไทยที่อำนาจตุลาการ" ผมชอบใจตรงที่ธงชัยบอกว่า ทุกคนลืมอำนาจตุลาการไปหมดสิ้น ทุกคนเพิ่งมาตระหนักถึงอำนาจตุลาการหลังพระราชดำรัสวันที่ 25 เมษายน (แต่ก็ยังพยายามดึงเอาศาลมาเป็นเครื่องมือต่อสู้พันตูทางการเมือง) ต้องยอมรับว่าอ่านบทความนี้แล้วทำให้เข้าถึงพระราชดำรัสลึกซึ้งขึ้น ว่าที่ในหลวงทรงชี้ให้เห็นอำนาจตุลาการนั้น พระองค์ท่านสอนหลักการประชาธิปไตย หลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เราเคยเข้าใจ ........................ หัวข้อ: Re: อำนาจตุลาการ คือจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทย? เริ่มหัวข้อโดย: Ang`sumaLin ที่ 20-07-2006, 14:06 อ่อนยังไงมันก็สร้างความสนใจให้คุณอ่านไม่ใช่น้อย
และคิดว่าเมื่อไหร่ที่แข็งขึ้นมา คุณจะขลาดกลัว หรือว่าตอนนี้ขาของคุณเริ่มสั่นขึ้นมานิดหน่อย? |