|
หัวข้อ: ทหาร-การเมือง เส้นขนานที่ไม่ควรบรรจบ-เปลวสีเงิน เริ่มหัวข้อโดย: แมมมอธ ที่ 12-10-2008, 05:30 12 ตุลาคม 2551
เสียงเรียกร้องให้ทหารยืนเคียงข้างประชาชน จากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเสียงที่ดังสนั่นในโสตประสาทของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มาตั้งแต่เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เพราะเขาไม่ใช่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของพันธมิตรฯ แต่หากเขาเป็นนายทหาร ตท.10 เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงมีความไม่ไว้วางใจ และคลางแคลงใจมาตลอดว่า ที่จริงแล้วเขาอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ เป็นหนึ่งในแขนขาของระบอบทักษิณหรือไม่? มีเสียงเรียกร้องมาตลอดระยะเวลาที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ให้แสดงจุดยืนทางการเมือง ว่ายืนอยู่ข้างไหนและทำเพื่อใคร มีความชัดเจนครั้งสำคัญในตัวนายทหารผู้นี้อย่างน้อย 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกคือ การแถลงข่าวเมื่อวันที่ 2 กันยายน หลังการปะทะกันระหว่างพันธมิตรฯ กับ นปช.ที่ถนนราชดำเนิน จุดยืน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในเวลานั้นคือ "ความขัดแย้งทางการเมืองต้องแก้ไขทางการเมือง ต้องผ่านกลไกทางกฎหมายและกฎที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด" ขณะนั้นอยู่ในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่ง ผบ.ทบ.ผู้นี้ฝากแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติไปยังรัฐบาลว่า "กลไกที่จะดำเนินการได้ต้องเป็นกลไกทางรัฐสภา หรือกลไกพรรคการเมือง" การให้ความเห็นด้วยมาดนุ่มนอกแข็งใน ณ วันนั้น หลายคนคิดไปว่าเขามีความเหมาะสมน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ พันธมิตรฯ เองก็แสดงความชื่นชมในระดับหนึ่ง ต่อมาครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาเลือด ผ่านพ้นไปได้ 3 วัน เป็นการเรียกร้องให้ รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รับผิดชอบกับคำสั่งปราบปรามประชาชน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก "ผมไม่ได้กดดันว่ารัฐบาลผิดหรือไม่ผิด แต่รัฐบาลต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป ต้องไปหาว่ารัฐบาลสั่งแล้วเป็นอย่างไร แล้วก็พิจารณากันเองว่าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร" สิ่งที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แถลงนั้น กลั่นออกมาจากใจ หรือเป็นเพราะภาวะการเมืองบีบคั้นให้ต้องแสดงจุดยืนก็ตามแต่ แต่มีสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นมาคือ ทหารถูกขีดวงให้ยืนในพื้นที่จำกัด ไม่เหมือนภาพที่เราเห็น และรับรู้ได้จากพฤติกรรมของบรรดานายพลในอดีตอีกต่อไป นั่นคือแสดงออกด้วยการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายการเมือง ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร ทหารควรแสดงจุดยืนทางการเมืองหรือไม่ และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องประกาศตัวว่าอยู่ข้างไหน สิ่งเหล่านี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รู้ดี แต่การก้าวข้ามไปไกลกว่านั้น คือการยึดอำนาจ รัฐประหาร เป็นสิ่งที่ต้องไตร่ตรองและรอบคอบยิ่งกว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รู้ดีว่าการนำกองทัพเข้ามาสู่การเมืองด้วยการปฏิวัติ รัฐประหาร เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะเมื่อได้อำนาจมาก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีศักยภาพพอที่จะรักษาอำนาจนั้นไว้ได้หรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เตือนสติกองทัพว่า พวกเขาไม่มีศักยภาพพอที่จะจัด "การเมือง" ได้อีกต่อไป แม้จะมี "ผู้สนับสนุน" ที่มากไปด้วยบารมีก็ตาม บทบาทที่ทหารทำได้ดีที่สุดคือ เฝ้ามองการเมืองและแสดงท่าทีไปตามสถานการณ์ โดยไม่เข้าไปคลุกคลีมากเกินไปจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่เสียงเรียกร้องที่ยั่วยวน จะทำให้ทหารอดใจไหวหรือไม่ ? 76 ปีแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญตลอดมา และล้วนเป็นปฏิปักษ์กับคำว่า "ประชาธิปไตย" เหตุการณ์นับแต่ พ.ศ.ก่อนกึ่งพุทธกาล จนมาถึง 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 เรื่อยมาถึงพฤษภาทมิฬ ปี 2535 และ 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้นเพราะทหารมีความเชื่อว่า กองทัพสามารถขจัดปัญหาการเมืองให้ประเทศได้ ต่างจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ที่ทหารไม่เชื่อมั่นในตัวเองอีกต่อไป ว่าจะเข้าไปจัดการปัญหาการเมืองได้อย่างไร เพราะการเมืองมีพัฒนาการไปไกล เกินที่ทหารซึ่งมีกรอบความคิดเพียงยึดอำนาจเพื่อรักษาอำนาจนั้นเอาไว้ให้ได้จะตามทัน แต่การเมืองที่พัฒนาไปไกลที่ว่า หาใช่การเมืองในภาค "นักการเมือง" ไม่ หากเป็น "การเมืองภาคประชาชน" ต่างหาก ที่ทหารกลัว มิใช่พวกเขาไม่รู้วิธีที่จะจัดการอำนาจที่ได้จากนักการเมือง แต่เขากลัวและไม่รู้วิธีรักษาอำนาจที่เขาได้จากประชาชน ไม่รู้ "วิธีการจัดสรรอำนาจ" ในรูปแบบที่กองทัพไม่คุ้นเคยมาก่อนต่างหาก เพราะประชาชนได้แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้ "ระบอบทักษิณ" ที่มีอำนาจล้นฟ้า มีเงินมหาศาล ยังต้องดิ้นรนต่อสู้กับอำนาจประชาชน และยังต้องต่อสู้กันต่อไป นี่คือที่มาของคำว่า ทำไมทหารไม่กล้ารัฐประหาร? แม้มีเสียงเรียกร้องให้ทหารทำการรัฐประหาร เพื่อเปิดช่องไปสู่การจัดการกับอำนาจรูปแบบใหม่ คือการยึดอำนาจ "นักการเมือง" เพื่อประชาชน ยกระดับการรัฐประหารให้เป็นการ "ปฏิวัติ" แต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่กล้าทำเช่นนั้น ไม่กล้าที่จะยกระดับการรัฐประหารให้เป็นการปฏิวัติการเมืองการปกครอง หรือใครจะเรียกว่าปฏิรูปการเมือง หรือการเมืองใหม่ก็ตาม เพราะความล้มเหลวของ คมช.ยังคงตามหลอกหลอน อีกทั้งไม่แน่ใจว่า อำนาจที่จะได้มีหลังรัฐประหารนั้น สามารถนำมาใช้เพื่อประชาชนได้จริงหรือไม่ เพราะหากมีการทำรัฐประหารขึ้น "ผู้สนับสนุน" อาจไม่ปล่อยให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ใช้อำนาจตามลำพัง ในอีกทางหนึ่ง การเมืองภาคประชาชนเทียมที่มีนักการเมืองชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถคาดเดาได้เช่นกัน ดูจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่เมืองทองธานี ความใหญ่โตมโหฬารที่เห็นเทียมๆ จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนไม่มีใครรู้ เมื่อทหารมีความกลัว แล้วไยประชาชนถึงต้องเรียกร้องให้ทหารเป็นอัศวินขี่ม้าขาว มาเป็นปฏิปักษ์กับนักการเมืองเพื่อประชาชนด้วยเล่า หากประชาชนคิดว่า เพราะทหารมีปืนอยู่ในมือ และเป็นปืนที่มีศักยภาพสูงกว่าตำรวจภายใต้การบงการของนักการเมือง นั่นถือเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ จุดเริ่มต้นของการสร้างการเมืองใหม่ หรือการปฏิรูปการเมือง ถือว่ามีความสำคัญมากพอๆ กับการเล็งผลเลิศว่า จะประสบความสำเร็จพาประเทศก้าวสู่มิติใหม่ ดังนั้น ย่างก้าวแรกของประชาชนต้องเดินด้วยตัวเอง และตลอดเส้นทางไม่ควรมีกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะตัวละครหลัก ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่า เราถอยไปยอมรับอำนาจทหาร เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ส่งสัญญาณว่าทหารจะอยู่ในกรม กอง อยู่ในกรอบกฎหมาย เท่านั้นก็ถือเป็นบุญของประเทศ ที่เรามีทหารอาชีพ และขอให้ท่านยึดมั่นในหลักการนี้ตลอดไป การถอยออกมาเป็นเพียงคนดูของทหารนั้น จึงน่าจะเป็นผลดีกับการต่อสู้ของประชาชน และการเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปการเมืองมากกว่า เมื่อยักษ์ถูกจับและหลับอยู่ในตะเกียงแล้ว ทำไมเราต้องขัดตะเกียงให้ยักษ์ออกมาอาละวาดด้วยเล่า ไม่มีใครตอบได้ว่า เมื่อไรที่คนเรียกยักษ์ออกมาอ่อนแอ จะถูกมันจับกินเหมือนในอดีตหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงประเทศโดยประชาชน ถ้าสำเร็จจะมีความศักดิ์สิทธิ์และยืนยาว อย่าให้มีรอยด่างและต้องแก้ไขเหมือนที่กำลังเผชิญอยู่อีกเลย!. หัวข้อ: Re: ทหาร-การเมือง เส้นขนานที่ไม่ควรบรรจบ-เปลวสีเงิน เริ่มหัวข้อโดย: May The Force Be With You ที่ 12-10-2008, 06:50 เห็นด้วยอย่างมากครับ :slime_bigsmile:
หัวข้อ: Re: ทหาร-การเมือง เส้นขนานที่ไม่ควรบรรจบ-เปลวสีเงิน เริ่มหัวข้อโดย: concordance democracy ที่ 12-10-2008, 07:04 ตื่นเถิดพี่น้อง ประชาชนคนไทย ระบบ 70/30 ตั้งเค้าทะมึนมาแล้วครับ ขอรัองเถอะ ตื่นเถิดพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลาย กรุณาผนึกกำลังกันรักษาอำนาจประชาธิปไตยของพวกเราทุกคนไว้ให้ได้จนถึงที่สุด มีคนไทยจำนวนไม่น้อย(ผู้รู้จริงไม่เกี่ยวนะครับ) ที่เข้าใจว่าประชาธิปไตยหมายถึงเสียงส่วนมาก ผิดครับ ประชาธิปไตยแปลความหมายได้ว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะปกครองตนเอง นั่นก็คืออำนาจเป็นของพวกเราประชาชนทุกคน คำว่า เสียงส่วนมาก นั้นเป็นเพียงวิธีการอย่างหนึ่งที่นิยมนำมาใช้สำหรับตัดสินความคิดที่แตกต่างกันในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นเอง ที่จริงแล้วประชาธิปไตยคืออำนาจหรือเสียงของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตัวผู้เขียน"วิกฤตการเมืองไทย - เหตุ, ผล และหนทางแก้ไข" http://www.cdthai.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=538764369 ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ได้ปักหลักอาศัยอยู่ในประเทศต้นแบบที่เขาใช้ระบบนี้บริหารประเทศมานานร่วม 30 ปีแล้ว นานพอที่จะแยกแยะได้ว่าวิธีการบริหารประเทศแบบ Concordance Democracy ของเขานั้นดีหรือเลวอย่างไร เสถียรภาพของรัฐบาลของประเทศนี้จัดได้ว่ามั่นคงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบที่อำนาจในการปกครองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ผู้เขียนเห็นว่าระบบ Concordance Democracy นี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะนำมาประยุกต์ใช้ได้ในประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยของพวกเราให้มั่นคงถาวรตลอดไป จึงได้นำมาเสนอ โดยได้ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า ระบบประชาธิปไตยแบบสอดคล้อง ระบบประชาธิปไตยแบบสอดคล้องเป็นระบบที่หล่อหลอมเสียงส่วนมากกับเสียงส่วนน้อยเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยที่ระบบจะเริ่มที่ประชาชนทั้งประเทศส่งผู้แทนของแต่ละกลุ่มในรูปของส.ส.อิสระและส.ส.ที่สังกัดพรรคการเมืองต่างๆโดยใช้วิธีลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาล เพื่อร่วมกันรับผิดชอบในการบริหารประเทศตามสัดส่วนจำนวนส.ส.ของพรรคฯ จึงนับได้ว่าเป็นระบบที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นในระบบประชาธิปไตยแบบสอดคล้องจึงเป็นรัฐบาลของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง ระบบประชาธิปไตยแบบสอดคล้องนี้หากมีการทำการศึกษาให้เข้าใจอย่างละเอียด นำมาดัดแปลงรวมกับระบบเดิมให้ได้หลักการที่สอดคล้องที่จะใช้กับสังคมไทยแล้วนำไปใช้ในการบริหารประเทศได้ ก็น่าจะทำให้ความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆลดน้อยลง เพราะทุกกลุ่มจะมีตัวแทนของกลุ่มที่มีตำแหน่งหน้าที่บริหารประเทศอยู่ในรัฐบาลตามสัดส่วนที่ยุติธรรม ทำให้ระยะห่างระหว่างการได้เปรียบเสียเปรียบลดนัอยลง เมื่อประชาชนทั้งประเทศพอใจ ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงแบบไร้เหตุผลก็จะไม่เกิดขึ้นอีก กรุณาให้โอกาศแก่ประเทศไทยสักนิดเถิดครับ ท่านจะคิดหรือตัดสินใจเช่นไรก็เป็นสิทธิ์ของท่าน ผู้เขียนมีความจริงใจในการที่จะนำเสนอหนทางแก้ไขวิกฤตการเมืองไทยอย่างแท้จริง แต่ถ้าท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายปิดประตูลงกลอนไม่ยอมรับรู้อะไรจากเราเลยเราก็จนปัญญา เพราะลำพังเราฝ่ายเดียวคงจะไล่ตาม 70/30 ไม่ทันแน่ Tom Politics / [email protected] / 15 September 2008 หัวข้อ: Re: ทหาร-การเมือง เส้นขนานที่ไม่ควรบรรจบ-เปลวสีเงิน เริ่มหัวข้อโดย: oho ที่ 12-10-2008, 07:42 เลิศ ไม้เก่ากลับใจ! เลิกจัดม็อบสนองนักการเมืองชั่ว-แฉจ้างมอบกระเช้าตำรวจ 1.2 แสนได้รับแค่ 2 หมื่น
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 ตุลาคม 2551 20:03 น. http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120932 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120932) (http://pics.manager.co.th/Images/551000013031701.JPEG) "เลิศ ไม้เก่า" มือจัดม็อบรับจ้างพิษณุโลก ประกาศหันหลังให้กับอาชีพนี้ หลังถูกนักการเมืองชั่วหักหลัง พิษณุโลก - เลิศ ไม้เก่าสำนึกได้ ประกาศหันหลังอาชีพแกนนำม็อบรับจ้าง เตือนม็อบทั่วประเทศหยุดเผาบ้านเผาเมืองแลกกับเศษเงิน แฉจ้าง 1.2 แสนบาท มอบกระเช้าให้ ผกก.เมืองสองแคว แต่เงินตกถึงแกนนำม็อบแค่ 2 หมื่น แถมต้องรับเสียงด่าระงม ขณะนักการเมืองเสนอหน้าเบิกเงินกับนายใหญ่ ล่าสุดยังมีคนอ้างชื่อจ้างชาวบ้าน 1 รถบัสไปร่วมงาน นปก.เมืองทองธานี ที่ร้านอาหาร นกน้อยในไร่ส้มนายบุญเลิศ เรืองทิม หรือ เลิศ ไม้เก่า ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนในจังหวัดพิษณุโลก ขอยุติบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ พร้อมกับบอกว่า นักการเมืองหักหลัง (http://pics.manager.co.th/Images/551000013031702.JPEG) การจัดม็อบมอบดอกไม้ให้กำลังใจตำรวจเมื่อ 4 วันก่อนของ "เลิศ ไม้เก่า" ที่เขายอมรับว่า ได้เงินจากนักการเมือง 20,000 บาท แต่มีการเบิกจากนักการเมืองใหญ่ระดับชาติ 120,000 บาท เลิศ ไม้เก่าบอกว่า วันนี้บ้านเมืองไทยกำลังถูกเผาด้วยฝีมือคนไทยกันเอง บ้านเมืองกำลังหาทางลง แต่หาไม่ได้ ก็ขอให้คนไทยหันหน้าเข้าหากันเท่านั้นเอง ปัจจุบันเขาถูกแอบอ้าง เอาชื่อของไปใช้ ทั้งที่ไม่รู้เรื่องด้วย ฉะนั้นจะไม่รับผิดชอบใดๆ กรณีนักการเมืองขนคนพิษณุโลกจำนวน 1 รถบัสไปร่วมกับ นปก.ที่เมืองทองธานี กรุงเทพฯ เขาบอกว่า สาเหตุที่แถลงข่าว ก็เพื่อประกาศยุติบทบาทการเคลื่อนไหวใดๆ และขอให้ม็อบรับจ้างทั่วประเทศ หยุดเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง หยุดโกหกตัวเอง เพราะม็อบที่เคลื่อนไหว ได้รับเพียงเศษชิ้นเนื้อจากนักการเมือง แต่นักการเมืองในพื้นที่กลับต่อสายนักการเมืองระดับประเทศอีกครั้ง เพื่อตบทรัพย์ โดยตัดรูปหรือข่าวจากหนังสือพิมพ์ไปเบิกตังค์ "ยกตัวอย่าง การมอบกระเช้าดอกไม้ให้แก่ ผกก.เมืองพิษณุโลก ผบก.จว.พิษณุโลกเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา เขารับกัน 120,000 บาท แต่เขาให้ผมแค่ 20,000 บาท แต่สิ่งที่ผมได้ คือ เสียงโทรศัพท์ เสียงด่าทุกวัน จนไม่อยากสู้หน้า แต่ไอ้พวกนักการเมืองในพิษณุโลกนั้นสบาย รับตังค์ เสนอหน้า เสนอข่าวไปเบิกตังค์กับนายใหญ่[/b] "แต่เชื่อเถอะว่า วันนี้มีม็อบซ้อนม็อบ หรือ มีเลิศ รุ่น 2 แทนผม สิ่งที่ทำได้คือ บอกให้ม็อบทั่วประแทศยุติอย่าเป็นเหยื่อนักเคลื่อนไหวตบทรัพย์นักการเมือง หมดเวลาโกหกตัวเอง มองไปข้างหน้า การเมืองไทย มันไกลเกินไปกว่าม็อบชนม็อบ ควรยุติเลิกเผาบ้านตัวเองเสียที ระวังศึกนอก เขมรจะถล่มไทย"นายบุญเลิศกล่าว ***************************************************************************** (http://www.naewna.com/cgi-bin/4-10-2008/heha.gif) (http://www.naewna.com/cgi-bin/4-10-2008/heha%204.gif) (http://www.naewna.com/cgi-bin/4-10-2008/heha%201%20copy......gif) (http://www.naewna.com/cgi-bin/4-10-2008/heha%202%20copy.gif) (http://www.naewna.com/cgi-bin/4-10-2008/heha%203%20copy.gif) |