ทั่วไป => ห้องสาธารณะ => ข้อความที่เริ่มโดย: พญาไฟฯ ที่ 08-06-2006, 16:39



หัวข้อ: ส่งช้างไทย 8 เชือกเชื่อมสัมพันธไมตรี...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ???
เริ่มหัวข้อโดย: พญาไฟฯ ที่ 08-06-2006, 16:39
เป็นเรื่องน่าตลกที่ประเทศไทยมีโครงการส่งช้าง 9 เชือกให้กับสวนสัตว์เอกชน 2 แห่งในออสเตรเลียตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับรัฐบาลของรัฐนิวเซาท์เวลล์และรัฐวิคตอเรีย โดยอ้างการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนสัตว์เพื่อการวิจัยแต่กลับเป็นข่าวเงียบสนิท!!!! 

(http://www.geocities.com/pratheep180/6.jpg)

หากปีที่แล้วกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์และองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ ไม่ออกมาเรียกร้องให้ดำเนินการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งช้างดังกล่าวจนกระทั่งเป็นข่าวออกสู่สาธารณะชน   สังคมจะไม่รู้เลยว่ารัฐมนตรีบางคนเตรียมจะส่งช้างไปให้ 9 เชือกไปเจริญสัมพันธไมตรีกับออสเตรเลีย ทั้งยังอ้างอีกว่าว่าไม่ได้ให้เปล่า   แต่แลกเปลี่ยนกับจิงโจ้ และหมีโค่ล่าของออสเตรเลีย

(http://www.geocities.com/pratheep180/7.jpg)

ครั้งนั้นกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์และองค์กรพันธมิตร 4 องค์กร ได้แก่ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปปถัมภ์  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร  มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ได้ออกมาทักท้วงจนกระทั่งนำไปสู่การลงพื้นที่ของอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติวุฒิสภา  ที่มี พล.อ.หาญ ลีลานนท์ เป็นประธานที่ปรึกษา

นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2548 คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ยังได้มีข้อเสนอและมติเห็นชอบให้ดำเนินการพิสูจน์ DNAให้ชัดเจนเสียก่อนว่าช้างจำนวน 9 เชือกเป็นช้างบ้านมิใช่ช้างป่า เพื่อคลี่คลายความสงสัยของหลายๆ ฝ่าย เพราะแม้นายยงยุทธ  ติยะไพรัช รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และหน่วยงานทั้งจากองค์การสวนสัตว์ หรือเจ้าของปางช้างที่ขายลูกช้างให้องค์การสวนสัตว์จะอ้างว่าช้างเหล่านี้มีตั๋วรูปพรรณและฝังชิปแล้วก็ตาม  แต่นั่นไม่ใช่การการันตีที่ชัดเจนว่าลูกช้างทั้ง 9 เชือกเป็นช้างบ้านเสมอไป   เพราะเคยมีบทเรียนว่าสามารถนำช้างป่ามาสวมตั๋วรูปพรรณเป็นช้างบ้านได้จริง  คนที่คลุกคลีอยู่กับปัญหาช้างของประเทศไทยรู้ปัญหาดีว่า  ขบวนการล่าลูกช้างป่าเพื่อนำไปเป็นช้างบ้านนั้นมีอยู่จริง  เพราะลูกช้างตัวหนึ่งมูลค่าไม่น้อยกว่า 100,000-500,000 บาท 

(http://www.geocities.com/pratheep180/4.jpg)

การตรวจสอบวิธีการง่ายและชัดเจนที่สุดก็คือไปนำแม่ช้างทั้ง 9 มาตรวจ DNA เปรียบเทียบกัน ซึ่งจะยืนยันว่าลูกช้างเหล่านี้มีแม่เป็นช้างบ้าน  ไม่ใช่ลูกช้างที่ไปขโมยมาจากโขลงช้างป่าในเขตทองผาภูมิ  แก่งกระจาน และในเขตพม่า   เพราะ ปัจจุบันสถานภาพของช้างป่าในประเทศไทยถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤต เพราะมีหลงเหลือยู่ไม่เกิน 1,600 ตัว มีถิ่นอาศัยกระจายตัวอยู่ในผืนป่าตะวันตก  ผืนป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น  ผืนป่าป่าแก่งกระจาน-ป่าละอู และยังพบร่องรอยการล่าช้าง และการดักลูกช้างอยู่บ่อยๆ 

(http://www.geocities.com/pratheep180/3.jpg)

ที่ผ่านมาผลจากการร้องเรียนจากองค์กรภาคเอกชนผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง แสดงความเคลือบแคลงสงสัยและขอให้มีการพิสูจน์ที่มาของช้างดังกล่าวว่าเป็นช้างบ้านจริง ส่งผลให้เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 นายชวาล ทัฬหิกรณ์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีหนังสือขอความร่วมมือจากองค์การสวนสัตว์ให้ตรวจสอบความเป็นพ่อแม่-ลูกของช้างแต่ละเชือกในระดับ DNA  แต่ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป  จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้บทสรุปว่าตกลงแล้วลูกช้างทั้ง 9 เชือกเป็นช้างบ้านจริงหรือไม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะทำการตรวจสอบตามข้อเสนอดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลต่างๆ  เช่น ความยากลำบากในการตามหาแม่ช้าง หรือ อ้างว่ามีหลักฐานตั๋วรูปพรรณชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจ DNA อีก ซึ่งคำชี้แจงดังกล่าวยิ่งสร้างความกังขาไปกว่าเดิมว่า  ที่ไม่ตรวจ DNA เพราะความยากลำบากในการตามหาแม่ช้างบ้านหรือเพราะเป็นช้างป่า จึงหาแม่ช้างไม่ได้

ทว่าท่ามกลางความสับสนทางการเมืองและการเตรียมงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่งใหญ่  อยู่ดีๆ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม   กลับพบว่าฝรั่งกลุ่มหนึ่งนำรถบรรทุกและเตรียมนำช้างส่งออกทางเครื่องบินไปยังประเทศออสเตรเลียแบบเงียบๆ  ทั้งที่เป็นโครงการระหว่างประเทศ  ควรเปิดเผยสู่สาธารณะชนและเฉลิมฉลองให้สมกับเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย   ไม่ใช่ทำลับๆ ล่อๆ เช่นนี้   

(http://www.geocities.com/pratheep180/2.jpg)

ที่สำคัญเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่ประเด็นคำถามสงสัยยังเป็นความมืดดำไร้คำตอบว่า     ตกลงช้างทั้ง 9 เชือกเป็นลูกช้างบ้านหรือช้างป่ากันแน่ ยิ่งเมื่อได้กลิ่นตุๆ ของพ่อค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศรายใหญ่ป่วนเปี้ยนอยู่แถวคอกช้างด้วยแล้ว  ก็ยิ่งเพิ่มความเคลือบแคลงสงสัยให้กับองค์กรและประชาชนที่สนใจติดตามกรณียิ่งขึ้น  ว่าเบื้องหลังการส่งช้าง 9 เชือกไปออสเตรเลียครั้งนี้มีอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่าการสัมพันธไมตรีและการแลกเปลี่ยนสัตว์ธรรมดาๆ หรือไม่   


หัวข้อ: Re: ส่งช้างไทย 8 เชือกเชื่อมสัมพันธไมตรี...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ???
เริ่มหัวข้อโดย: พญาไฟฯ ที่ 08-06-2006, 16:46
ประกาศ : ขอแก้ข้อมูลจากช้าง 9 เชือก เป็น 8 เชือก!!!


หัวข้อ: Re: ส่งช้างไทย 8 เชือกเชื่อมสัมพันธไมตรี...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ???
เริ่มหัวข้อโดย: จูล่ง_j ที่ 08-06-2006, 17:09
ตอนแรกผมไม่ค่อยได้สนใจข่าวช้างนี้เท่าไหร่

มัวแต่จ้องตาเป็นมัน เรื่องแม้ว กับ ทรท จะโดนยุบ ไม่ยุบ

ยังไงขอให้กำลังใจ ผู้ที่ปกป้องและดูแลช้างไทย ด้วยความปราถนาดี


หัวข้อ: Re: ส่งช้างไทย 8 เชือกเชื่อมสัมพันธไมตรี...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ???
เริ่มหัวข้อโดย: พญาไฟฯ ที่ 09-06-2006, 09:24
อ้างอิงจาก  http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4441627/P4441627.html

ฝากความถามถึงก้นบึ้งหังใจพวก NGO. ทั้งหลาย
ทีเชาจะส่งช้างไปออสเตรเลีย แน่นอนว่าความเป็นอยู่ของช้างต้องดีขึ้น แต่ท่านมาถ่วงไว้ แล้วผมอยากถามว่าทีเขาเอาช้างมาเดินเตร่ในเมือง มาเที่ยวขอทาน( พูดตรงๆนะครับ )ในเมืองโดนรถชน เฉี่ยว ตกหลุมตกท่อบ้าง ท่านทำไมไม่ออกมาปกป้องหาที่อยู่ดีๆให้บ้าง ไม่ให้ช้างลำบาก    ท่านเคยสำเหนียกบ้างไหมครับ ..................................นี่ยังไม่นับอีกหลายๆคดีนะท่านทั้งทางเหนือ ทางใต้ เพราะรู้ว่าถึงถามไปก็เปล่าประโยชน์สิ้นดี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอตอบว่า..   เรื่องช้าง 8 เชือกที่เตรียมจะส่งไปออสเตรเลียกับเรื่องช้างเร่ร่อนในกรุงเทพนั้น มันเป็นคนละประเด็นกัน คือ
1. เรื่องช้างที่ส่งไปออสเตรเลียนั้นเราถามว่า  เป็นช้างบ้าน หรือ ช้างป่า ซึ่งเราเรียกร้องให้มีการตรวจ DNA  และมติของอนุกรรมการก็บอกว่าต้องตรวจเสียก่อน ทางกรมอุทยานก็เคยมีคำสั่งขอความร่วมมือให้องค์การสวนสัตว์ตรวจ DNA  แต่ที่ผ่านมากกลับพยายามเบี่ยงเบนประเด็นตลอด  เพราะปัญหาของรัฐบาลและหน่วยงานรวมทั้งเจ้าของปางช้างก็คือ พวกเขาอ้างว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะไปตามหาตัวแม่ช้างมาตรวจเปรียบเทียบ  ซึ่งมันก็เลยเกิดคำถามว่าที่หาแม่ลูกช้างไม่ได้เพราะหาไม่ได้จริงๆ หรือเพราะลูกช้างพวกนี้ไม่มีแม่เป็นช้างบ้านกันแน่

เพราะถ้าเป็นช้างป่าจริง...มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนักทั้งในทางหลักการและกฏหมาย
ดังนั้นรัฐบาลต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเสียก่อน...ว่าเป็นลูกช้างบ้าน หรือ ช้างป่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากก็แค่ตรวจ DNA
ถ้าไม่เช่นนั้นรัฐมนตรีคนไหนอยากเจริญสัมพันธไมตรีกับสวนสัตว์สัก 10 ประเทศ  โดยผ่านนายหน้าค่าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ
มันไม่ต้องส่งช้างไทยให้หมดหรือ

2. หากเรื่องช้าง 8 ตัวปรากฏว่าเป็นช้างป่าจริง...จิกซอร์ของขบวนการล่าลูกช้างป่าในประเทศนำมาสวมตั๋วรูปพรรณจะชัดเจนขึ้น  รวมถึงการเชื่อมต่อของขบวนค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ  ที่เป็นตัวกลางในการจัดหาสัตว์ป่าส่งให้กับสวนสัตว์ต่างๆ ของโลก  ซึ่งจะหมายถึงว่าถึงเวลารื้อฟื้นระบบการตรวจสอบการครอบครองช้างให้ชัดเจนเสียที  ไม่ใช่อ้างแต่ตั๋วรูปพรรณที่สามารถสวมตอได้  ที่ดิน สค. ยังบินไปสวมได้  นับประสาอะไรกับช้างที่เดินได้  มันจะเอาไปสวมตั๋วไม่ได้

และ
3  เรื่องช้างเร่ร่อน  หากติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องจะพบว่า NGO หลายๆ องค์กรก็ติดตามและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  ซึ่งผมจะไม่อธิบายมากขอให้ไปดูได้ในเว๊ป

4. เพื่อความชัดเจน NGO ที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านในครั้งนี้ประกอบด้วยกลุ่มองค์กรท้องถิ่นและ NGO ส่วนกลางได้แก่  กลุ่มอนุรักษ์กาญจน์  เครือข่ายป่าชุมชนกาญจนบุรี  คณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี  โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร   มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์


หัวข้อ: Re: ส่งช้างไทย 8 เชือกเชื่อมสัมพันธไมตรี...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ???
เริ่มหัวข้อโดย: พญาไฟฯ ที่ 09-06-2006, 09:26
เว๊ปไซต์มูลนิธิเพื่อช้าง  http://www.elephant.or.th/


หัวข้อ: Re: ส่งช้างไทย 8 เชือกเชื่อมสัมพันธไมตรี...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ???
เริ่มหัวข้อโดย: hison ที่ 09-06-2006, 09:42
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ส่งช้างไทย 8 เชือกเชื่อมสัมพันธไมตรี...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ???
เริ่มหัวข้อโดย: นทร์ ที่ 09-06-2006, 11:30
ผมเห็นด้วยใน ประเด็นที่ควรทำให้ชัดเจน โปร่งใส ครับ


หัวข้อ: Re: ส่งช้างไทย 8 เชือกเชื่อมสัมพันธไมตรี...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ???
เริ่มหัวข้อโดย: บีม ที่ 10-06-2006, 19:26
นี่พวกเชลียร์แม้วเห็นว่าการแลกช้างกะหมีเป็นสิ่งถูกต้องละก้อ ครั้งต่อไปทักษิณสั่งให้คาราวานคนจนกินขี้ก็ต้องกินตามคำสั่งใช่หรือไม่