|
หัวข้อ: ==รอผลงานเข้าท่าจากรัฐบาลนี้มานาน: สุวิทย์ดันวาระอ้อยแห่งชาติเข้า ครม.พรุ่งนี้== เริ่มหัวข้อโดย: jerasak ที่ 01-07-2008, 02:21 หลังจากเฝ้ารอผลงานที่เข้าท่า จากรัฐบาลสมัครมานานหลายเดือน :slime_hmm:
เพิ่งจะเห็นโครงการจากรัฐมนตรีพรรคเพื่อแผ่นดินที่ดูจะเข้าท่าเข้าที หวังว่าจะไม่ถูกสกัด หรือดองเค็มโดยพรรคแกนนำรัฐบาลนะครับ กระทรวงพลังงานก็ควรรับลูก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อผลักดัน E85 ทั้งการผลิตและการส่งเสริมการผลิตรถ FFV รวมทั้งศึกษาการปรับปรุง เครื่องยนต์รถที่มีอยู่เดิมให้สามารถใช้ E85 แก้ปัญหาพลังงานได้ก็จะแก้ปัญหาอื่นๆได้ ไม่ทำวันนี้วันหน้าก็ต้องทำ แค่นี้ก็ล่าช้าจนจะตายกันทั้งประเทศอยู่แล้ว โครงการนี้ถ้าทำได้สำเร็จสมบูรณ์ จะสามารถผลักดันให้ไทยกลายเป็น ผู้ส่งออกสินค้าพลังงานในอนาคต เพิ่มเติมจากการส่งออกอาหาร ถึงจะปาเข้าไปเดือนที่ 4 แต่ก็นับเป็นโครงการแรกที่เข้าตาสำหรับผมนะครับ :slime_smile: --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- "สุวิทย์"ดันวาระอ้อยแห่งชาติเข้า ครม.พรุ่งนี้ โดย Post Digital 30 มิถุนายน 2551 13:59 น. http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=246990 ก.อุตสาหกรรม เตรียม ดันวาระอ้อยแห่งชาติเข้า ครม.พรุ่งนี้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในโอกาสเป็นประธาน ในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง”ระเบียบ วาระอ้อยแห่งชาติ แผนปฏิบัติการพัฒนาด้านอ้อย” ซึ่งมี ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเข้าร่วมสัมมนากว่า 1,000 คน นายสุวิทย์ ระบุว่า แผนปฏิบัติการพัฒนาด้านอ้อยของประเทศ ตามระเบียบวาระอ้อยแห่งชาติที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติในหลักการไว้แล้ว มีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันนี้ ( 30 มิ.ย.) และกระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอเข้าสู่ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (1 ก.ค.) ซึ่งเป้าหมายสำคัญของการกำหนดระเบียบวาระอ้อยแห่งชาติ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย ภายในปีการผลิต 2553 /2554 จะมีผลผลิตอ้อยเพิ่มเป็น 95 ล้านตัน จากปัจจุบันมีผลผลิต 73.3 ล้านตัน หรือผลผลิตเพิ่มจาก 11.81 ตันต่อไร่เป็น 15 ตันต่อไร่ ค่าความหวาน เพิ่มจาก 12.1 ซีซีเอสเป็น 13 ซีซีเอส นายสุวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย ไม่เป็นระบบ ไม่มีแผนรองรับ แต่จากนี้ไปจะมีแผน รองรับ ซึ่งผลกระทบจากราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลก กระทบต่อชาวไร่อ้อย จึงได้แก้ไข โดยหันมาผลิต พลังงานทดแทนหรือนำผลผลิตจากอ้อยไปผลิตเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่า ทั้งเส้นใย ยา และอาหาร และเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนให้ดียิ่งขึ้น จึงต้องปรับปรุงระเบียบกฎหมายเพื่อให้ผู้ได้รับ ใบอนุญาตตั้งโรงงานผลิตเอทา นอลที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วประมาณ 40 รายได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันมีผู้ตั้งโรงงานเอทานอลประมาณกว่า 10 ราย เนื่องจากติดเงื่อนไขต้องขายให้ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 เท่านั้น เป็นอุปสรรคและเป็นการผูกขาดตัดตอน อีกทั้งผู้ค้าน้ำมันสามารถรวมหัวกันกดราคา เอทานอล ขณะเดียวกัน ปริมาณเอทานอลที่ผลิตได้ขณะนี้เกินความต้องการของตลาด แต่การจะส่งออกได้ ต้องขออนุญาต ดังนั้นจึงต้องให้สิ่งที่เป็นอุปสรรคได้รับการแก้ไข เพราะรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ อี 85 อยู่แล้ว ซึ่งหากปริมาณการใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นค่อยมาทบทวนการคุมเข้มการส่งออกอีก ครั้ง “ตามแผนปฏิบัติการของระเบียบวาระอ้อยแห่งชาติที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีวันพรุ่ง นี้ จะมีการเสนอให้ คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้โรงงานเอทานอล ซื้อน้ำมันเบนซินมาผสมเอทานอลเพื่อผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ อี 85 จำหน่ายได้ในบริเวณใกล้เคียงโรงงานด้วย เพื่อลดต้นทุนการขนส่งเอทานอลไปโรงกลั่นน้ำมัน “ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว. |