|
หัวข้อ: TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ จวก รัฐบาล "นโยบายเฮงซวย" เริ่มหัวข้อโดย: oho ที่ 15-05-2008, 08:20 (http://www.matichon.co.th/images/main_01.jpg)
'อัมมาร' จวกข้าวธงฟ้า 'เฮงซวย-เหมือนเล่นลิเก' ทำให้ตลาดปั่นป่วน 'มิ่ง' ยันทำข้าวถึงถึงสิ้นปี http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=31186&catid=5 (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=31186&catid=5) วันที่ 14 พฤษภาคม 2551 เวลา 21:12:53 น. ส่งข่าว พิมพ์ข่าว - ขนาดข้อความ + 'อัมมาร' จวกนโยบายข้าวธงฟ้า 'เฮงซวย' ทำให้ตลาดปั่นป่วนมี 2 ราคา 'ข้าวเปลือกแพง-ข้าวสารถูก' เหมือนเล่นลิเก 'มิ่ง' เมินนายกฯ ยันทำข้าวถุงถึงสิ้นปี 'โกร่ง'ห่วงปีหน้าราคาตก ผู้ส่งออกซัดรบ.รับซื้อข้าวแค่สร้างภาพ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวเสวนาเรื่อง 'ข้าวแพง วิกฤติหรือโอกาส ชาวนาไทย' ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ว่า ราคาข้าวจะดีหรือเลวไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศไทย แต่ขึ้นอยู่กับตลาดโลก รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามกดราคาข้าว และไม่สามารถยกราคาให้เป็นไปตามตลาดโลกได้ 'อัมมาร' ซัดรบ.เล่นลิเกเรื่องข้าว 'เมื่อปี 2516-2519 ราคาข้าวดีมาก แต่ลดลงต่อเนื่องเพราะประเทศไทยห้ามส่งออก ทำให้คนทั้งโลกคิดว่าประเทศไทยไว้ใจไม่ได้ ทุกประเทศเลยปลูกข้าวเอง ถามว่าครั้งนี้จะลดลงเช่นเดียวกันอีกหรือไม่ ผมคิดว่าราคาข้าวมีแต่ลดลง และไม่มีเพิ่มขึ้นอีก ยกเว้นมีเหตุการณ์ภัยใหญ่ๆ เหมือนที่เกิดในพม่า ตอนนี้ทุกคนแย่งกันปลูกข้าว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขำมาก ทำให้ความต้องการปุ๋ยเพิ่มขึ้น เมื่อผลิตข้าวมากขึ้นในช่วงสิ้นปีอาจทำให้ราคาข้าวตกลงมามากด้วย แต่หากดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวยในประเทศผู้ผลิตอาจจะทำให้ราคาข้าวยังสูงอยู่ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำผิดพลาดคือ พยายามทำให้ข้าวเปลือกแพง และข้าวสารถูก ซึ่งเป็นความฝันของนักการเมืองทุกยุคทุกสมัย แต่เป็นไปไม่ได้ นายอัมมารกล่าว และว่า การที่ราคาข้าวสารในตลาดมี 2 ราคา คือ มีข้าวธงฟ้าของรัฐบาล จะทำให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งมีประสบการณ์ให้เห็นแล้วเมื่อปี 2516-2517 + รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะให้ข้าวแพงหรือข้าวถูก ถ้าต้องการข้าวถูกทำได้ง่ายมาก แต่จะให้ข้าวแพงกว่านี้ เป็นเรื่องยาก เพียงแต่ตอนนี้รัฐบาลออกมาเล่นลิเกแสดงบทบาทว่าฉันทำให้ข้าวแพง' นายอัมมารกล่าว จวกข้าวถุงนโยบาย 'เฮงซวย' จากนั้นนายอัมมารได้ให้สัมภาษณ์ ว่า ข้าวธงฟ้าของรัฐบาลทำให้เกิดความปั่นป่วน เพราะทำให้ข้าวในท้องตลาดมี 2 ราคา ที่แตกต่างกันมาก ทำให้คนแย่งกันซื้อ ต้องขอยืมคำของนายกรัฐมนตรีมาใช้ว่าเป็น 'นโยบายเฮงซวย' และจนถึงขณะนี้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลต้องการให้ราคาข้าวถูกหรือแพงกันแน่ เพราะแก้ปัญหาแบบฝันกลางวัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากจะขึ้นก็ไม่ควรเกินร้อยละ 50 และควรจำกัดทั้งปริมาณและผู้ซื้อ 'โกร่ง' ห่วงปีหน้าราคาตกอีก นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังร่วมสัมมนา การบูรณาการเพื่อการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐ ว่า รัฐบาลยังต้องเร่งผลักดันโครงการต่างๆ เข้าสู่รากหญ้า เพราะในช่วงปลายปี 2551 จนถึงต้นปี 2552 ราคาสินค้าเกษตรจะเริ่มปรับตัวลดลงจากปริมาณและความต้องการที่เริ่มทรงตัวและน่าจะทำให้ไทยเริ่มมีปัญหา 'น่าห่วงว่าปี 2552 สินค้าเกษตรจะกลับไปอยู่ที่เก่า ทางออกที่ดีคือรัฐบาลมีสต๊อคข้าวเอาไว้เท่าไหร่ก็ขายไปเถอะ แล้วเก็บเงินเอาไว้ เพราะผมเชื่อว่าปีหน้ามีปัญหาแน่ เกษตรกรที่คาดว่าจะขายได้ราคาเดิม ผมว่าไม่ได้แน่ เราควรหาเงิน และเร่งระบายสต๊อคไปเถอะ' นายวีรพงษ์กล่าว ส.อาหารยันสูงไปอีก1-2ปี ขณะที่นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง ข้าวยากหมากแพง...คนจนจะอยู่อย่างไร โดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ว่า ยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารแน่นอน แม้ราคาอาหารในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้น 30% และมองว่าราคาข้าวจะสูงต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี โดยน่าจะพุ่งขึ้นในไตรมาส 3-4 ของปี เนื่องจากจีน และพม่าประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ทำให้ความต้องการข้าวเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงควรแก้ปัญหาให้กับผู้มีรายได้น้อยด้วยการเพิ่มค่าครองชีพให้อย่างน้อย 15-20% จึงจะเพียงพอกับราคาอาหารที่สูงขึ้น 'มิ่ง' เมินนายกฯทำข้าวถุงต่อ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และคณะกรรมการนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ จะหารือแนวทางและวิธีการปฏิบัติเพื่อรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ข้อเสนอที่จะให้ส่งออกข้าวสต๊อคของรัฐบาล รวมถึงขออนุมัติปริมาณและวงเงินในการรับซื้อข้าวจากชาวนา โดยขณะนี้มีประเทศต่างๆ ติดต่อรัฐบาลขอซื้อข้าวเกินกว่าผลผลิตที่มีอยู่แล้ว เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย ล่าสุดที่ไนจีเรีย หรือพม่าเองก็ขอซื้อ 5-6 แสนตันหลังเจอภัย ทั้งนี้ ราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 1.9-2.0 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเจ้าใช้ราคาเดียวที่ตันละ 1.4 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเหนียว 9,000 บาท ความชื้นไม่เกิน 15% ราคานี้จะทำให้ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 3.9-4.0 หมื่นบาท ข้าวสารขาว 2.9-3.2 หมื่นบาท นายมิ่งขวัญกล่าวถึงกรณีนายสมัครท้วงติงการทำข้าวถุงธงฟ้าทำให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ว่า นายกรัฐมนตรีถามขึ้นมาเฉยๆ ว่าไม่อยากให้ทำเป็นข่าวใหญ่โต และยืนยันว่าจะไม่ล้มเลิกการทำข้าวถุงธงฟ้าและยังทำต่อเนื่องถึงสิ้นปี หรือจนกว่าสถานการณ์ข้าวจะคลี่คลาย เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน ชี้ยอดขายข้าวถุงเริ่มอืด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ คณะกรรมการพิจารณาจัดทำข้าวถุง ที่มีนายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน จะประชุมสรุปผลการจำหน่ายข้าวถุงธงฟ้าที่จำหน่ายล็อตแรก 1 แสนถุง ถุงละ 120 บาท ซึ่งปรากฏว่า 2 วันแรกจำหน่ายได้รวม 60,900 ถุง โดยบางจังหวัดที่ได้ 3 พันถุงขายหมดแล้ว ได้แก่ โคราช ลพบุรี ราชบุรี พิษณุโลก ประเมินแล้วแต่ละวันมีความต้องการ 2 หมื่นถุง และน่าจะหน่ายหมด 1 แสนถุงใน 2-3 วันข้างหน้า ทั้งนี้ยอดขายคึกคักเพียงวันแรกเท่านั้น นอกจากนี้จะรับพิจารณาคัดเลือกบริษัทปรับปรุงและบรรจุข้าวถุงธงฟ้าที่จะผลิตในเดือนมิถุนายนนี้ รวมทั้งกำหนดราคาข้าวถุงในล็อต 2 และ 3 อีก 2 แสนถุงที่จะขายวันที่ 20 และ 30 พฤษภาคมนี้ 'เลี้ยบ' เชื่อรบ.ซื้อข้าวไม่ขาดทุน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การแทรกแซงราคาข้าวของรัฐบาลจะเป็นการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรเพื่อส่งออกยังต่างประเทศโดยตรง ไม่ใช่การรับจำนำ จึงไม่ทำให้รัฐบาลขาดทุนเหมือนการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจะนำข้าวเก่าในสต๊อคออกขายให้เอกชนในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำเงินกลับมาซื้อข้าวจากเกษตรกรเพื่อส่งออกต่อไป โดยจะทำให้เกษตรกรไม่ถูกกดราคาเหมือนที่ผ่านมาจากบางกลุ่มคนทำให้ชาวนาได้รับผลแทนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามความเป็นจริง ซึ่งยอมรับว่าทุกวันนี้เกษตรกรถูกบิดเบือนราคาจากผู้ประกอบการอยู่ รัฐบาลจึงต้องเข้าไปดูแล ผู้ส่งออกชี้สร้างภาพ-ราคาขึ้นแล้ว แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกข้าวเปิดเผยว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว รัฐบาลไม่จำเป็นต้องประกาศรับซื้อข้าวจากชาวนาในระยะนี้ เนื่องจากราคาข้าวได้ขยับตัวมาอยู่ในระดับที่รัฐบาลประกาศรับซื้อแล้ว คือข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ตันละ 14,000-15,000 บาทแล้ว เนื่องจากตลาดโลกเริ่มมีความต้องการซื้อเข้ามา ทั้งไนจีเรีย ที่ลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% มาเลเซียก็ซื้อแล้ว 2 แสนตัน ส่วนข้าวเปลือกเหนียวที่มีปัญหาราคาตกเหลือตันละ 6-7 พันบาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็ได้เข้าไปช่วยเหลือ โดยได้เรียกประชุมโรงสี เพื่อให้ช่วยซื้อข้าวเปลือกเหนียวที่เปียกน้ำในแบบเหมาเข่งตันละ 7 พันบาท โดยรับประกันว่า ถ้าราคาลดลง ธ.ก.ส.จะจ่ายกระสอบละ 1,700 บาท โดย ธ.ก.ส.จะคัดเลือกโรงสีที่มีประวัติดีเข้าร่วมโครงการ 'มติ ครม.ที่ออกมาจึงเหมือนสร้างภาพ เพราะราคาข้าวเปลือกเวลานี้สวนขึ้นมาสูงเท่าราคาประกาศแล้ว' ผู้ส่งออกระบุ ชร.เลิกม็อบ-รบ.รับซื้อ8พัน วันเดียกวัน นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วยผู้ประกอบการโรงสีข้าวจากภาคกลางกว่า 10 คน เดินทางไป จ.เชียงราย เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเหนียวนาปรังตกต่ำหลังชาวบ้านกว่า 1,000 คน ประท้วงปิดถนนกดดันรัฐบาลมา 3 วัน แล้ว โดยผู้ประกอบการโรงสีข้าวเสนอรับซื้อข้าวเหนียวนาปรังไม่จำกัดความชื้นที่ตันละ 7 พันบาท ส่วนความชื้นไม่เกิน 25% ตันละ 8 พันบาท ความชื้นไม่เกิน 15% ตันละ 9 พันบาท แต่ชาวบ้านไม่รับข้อเสนอต้องการให้ซื้อ 8 พันบาท ราคาเดียว หลังจากเจรจาหลายชั่วโมงจึงได้ข้อยุติว่ารัฐจะรับซื้อราคาเฉลี่ย 8 พันบาท ไม่จำกัดความชื้น แต่หากความชื้นไม่เกิน 15% ราคาจะสูงกว่าตันละ 9 พันบาท ทั้งนี้ จะนำข้อสรุปเสนอที่ประชุม คชก.วันที่ 15 พฤษภาคม ********************************************************************** หัวข้อ: Re: TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ จวก รัฐบาล "นโยบายเฮงซวย" เริ่มหัวข้อโดย: qazwsx ที่ 15-05-2008, 09:12 มีนิทานจีนโบราณอยู่เรื่องนึง เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีพ่อค้าเร่ขายศัสตราวุธได้เข้ามาเปิดทำการแสดงเพื่อโฆษณาสินค้าของตน ณ ตลาด ครั้งแรก เขาหยิบทวนขึ้นมาร่ายรำและกวัดแกว่งด้วยท่วงท่าลีลาอันสวยงามน่าประทับใจ จากนั้นก็เอ่ยปากกล่าวถึงสินค้าชิ้นนี้ว่า "ทวนนี้เป็นทวนวิเศษ ใบทวนผลิตจากเหล็กชั้นดีที่สุดในแผ่นดิน หลอมแล้วตีขึ้นรูปด้วยช่างฝีมือในราชสำนัก โดยมีผู้เยี่ยมวรยุทธ์ที่สุดคอยให้การติแก้ จนกระทั่งแม้แต่ผู้ไร้วิทยายุทธที่สุดนำไปใช้ยังได้รับพลังอำนาจอันวิเศษนี้ ความคมและแข็งแกร่งของใบทวนไม่เป็นรองใคร สามารถแทงทะลเสื้อุเกราะทุกชนิดรวมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าได้..." ทำเอาผู้ชมตบมือกันเกรียวกราว แล้วเขาก็หันไปหยิบโล่ห์ใหญ่หนังแรดขึ้นมาโบกและร่ายรำด้วยท่วงท่าอันคล่องแคล่ว พร้อม ๆ กับเอ่ยปากชมสินค้าของตนว่า "ชิ้นนี้เป็นโล่ห์หนังแรดที่หายากมาก น้ำหนักเบาหวิวเท่ากระด้งฝัดข้าว ซึ่งทำให้แม้แต่คนอ่อนแอที่สุดก็ยังใช้งานได้อย่างง่ายดาย ส่วนภายนอกหุ้มด้วยหนังแรดที่แก่ตายเองในทุ่งทะเลทราย จนรับประกันได้ในเรื่องความเหนียวและแข็งแรงทนทาน ด้วยเหตุที่แม้แต่ตัวแรดนี้เองยังไม่มีอาวุธชนิดใดสามารถแทงมันให้ตายได้เลย..." ผู้ชมเห็นลีลาการเสนอขายนี้แล้วต่างประทับใจยิ่งนัก กระทั่งมีอาแปะคนหนึ่ง เอ่ยปากถามขึ้นว่า "ดูเหมือนจะเป็นของดีวิเศษจริง ๆ แต่ข้ามีความข้องใจอยู่เรื่องหนึ่งว่า ถ้าเอ็งเอาทวนแทงโล่ห์ แล้วโล่ห์จะทะลุหรือทวนแทงไม่เข้าล่ะวะ ?" พ่อค้าเร่ได้ยินดังนั้นก็รีบตอบในทันที "ต้องเข้าสิ เพราะนี่เป็นทวนวิเศษ" ...พอได้สติ พ่อค้าเร่ก็เปลี่ยนใจตอบใหม่ว่า "ไม่เข้าสิ เพราะนี่เป็นโล่ห์วิเศษ" ...แล้วเขาก็ลังเล "เออ มันน่าจะเข้านะ...หรือไม่เข้าหว่า..." โดยระหว่างที่เขากำลังตัดสินใจว่าจะตอบอย่างไรดีนั้น ผู้คนที่มุงดูอยู่ก็ค่อย ๆ ทยอยกันหันกลับออกไป ...ทางใครทางมัน หัวข้อ: Re: TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ จวก รัฐบาล "นโยบายเฮงซวย" เริ่มหัวข้อโดย: พรรณชมพู ที่ 15-05-2008, 10:32 อ่านนิทานปู่เย็นแล้ว นึกถึงหน้าเจ๊มิ่งตอนโดนทวนแทง เลยขำตกเก้าอี้ไปแล้วค่ะ :slime_bigsmile:
หัวข้อ: Re: TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ จวก รัฐบาล "นโยบายเฮงซวย" เริ่มหัวข้อโดย: วิหค อัสนี ที่ 15-05-2008, 10:37 นักวิชาการชั่ว! สถาบันชั่ววววววว!!!
(แว่วเสียงจากฝั่งลิ่วล้อ...) :slime_whistle: หัวข้อ: Re: TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ จวก รัฐบาล "นโยบายเฮงซวย" เริ่มหัวข้อโดย: Cherub Rock ที่ 15-05-2008, 10:45 อ่านแล้วเห็นภาพพ่อค้าเร่หูกางๆ หน้าลิงๆ (แถมหน้างงๆ) :slime_bigsmile:
หัวข้อ: Re: TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ จวก รัฐบาล "นโยบายเฮงซวย" เริ่มหัวข้อโดย: jerasak ที่ 15-05-2008, 11:38 นโยบายข้าวถุงธงฟ้า ทำออกมาเพื่อหาเสียงเพียงอย่างเดียว
เพราะช่วยแก้ปัญหาปากท้องประชาชนไม่ได้จริง เท่าที่เห็นมีการผลิตมาขาย เพียงเดือนละประมาณ 3 แสนถุง น้ำหนักถุงละ 5 กก. ทั้งหมดก็เท่ากับแค่เดือนละ 1,500 ตัน ..แต่คนไทยบริโภคข้าวเดือนนึงประมาณ 7-8 แสนตันครับ.. ดังนั้นข้าวถุงธงฟ้าที่นำออกมาขายมีปริมาณเพียงแค่ 0.2% ของปริมาณข้าวที่บริโภคภายในประเทศเท่านั้น!!! แต่โหมโฆษณาเสียใหญ่โต (ค่าโฆษณาอาจแพงกว่าข้าว) สมมุติมีครอบครัวนึงมาซื้อทั้ง 3 รอบเดือนนึงได้ข้าว 9 ถุง สมมุติประหยัดได้ถุงละ 80 บาท ก็เป็นเงิน 700 กว่าบาท หรือตกวันละ 20 กว่าบาทต่อครอบครัว แถมถ้าเป็นแบบนี้ก็จะมาซื้อกันได้แค่ 3 หมื่นกว่าครอบครัว หรือตก จังหวัดละ 4 ร้อยกว่าครอบครัวเท่านั้น แต่ถ้ามีคนได้ซื้อมากกว่า 3 หมื่นครอบครัว ก็จะประหยัด ค่าใช้จ่ายครอบครัวได้ไม่ถึง 20 บาทต่อวันแทน!!! สรุปว่าเกิดผลน้อยมากๆ คุณมิ่งเอาเวลาไปแก้ปัญหาอื่นเถอะ :slime_hmm: --- ปล. คิดดูแล้วยกเนื้อหาเรื่องนี้ ไปตั้งเป็นกระทู้สักหน่อยดีกว่า |