|
หัวข้อ: มากับเมล์ เริ่มหัวข้อโดย: นรกในใจ ที่ 22-02-2008, 21:24 มัามากับเมล์ คร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ :slime_cool: :slime_cool: :slime_cool: http://www.siamha.com/content/data/6/0350.html หัวข้อ: Re: มากับเมล์ เริ่มหัวข้อโดย: นรกในใจ ที่ 22-02-2008, 21:29 มากับเมล์คร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบ :slime_cool: :slime_cool:
http://www.hunsa.com/2005/view.php?cid=3206&catid=87 ย้อนรอย อยู่บำรุง ปี 48 รอบปี 2548 หากไม่พูดถึง ครอบครัวอยู่บำรุง ของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตนักการเมืองผู้โด่งดังย่านฝั่งธน คงจะขาดสีสันไปไม่มากก็น้อย แต่ปีนี้ ถือเป็นปี แห่งการเข้าสู่ความดี หรือ ปี ที่คนตระกูลอยู่บำรุง ก่อเรื่องฉาวน้อยที่สุด.... เริ่มจาก เรื่องดี และถือเป็นศิริมงคล ต่อ สารวัตรเฉลิม และ ภรรยา เมื่อลูกชายคนเล็ก เข้ารับการอุปสมบท เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา โดยมีสมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า “กลฺยาโณ” (กัน-ละ-ยา-โน) แปลว่า ความดีงาม การอุปสมบท ของ นายดวง อยู่บำรุง เริ่มจากขบวนนาค ออกจากบ้านริมคลองเมื่อเวลา 14.00 น. จากนั้นเคลื่อนขบวนไปยังวัดบางบอน โดยมีกลองยาว และขบวนพาเหรดนำหน้า พร้อมชาวบ้านช่วยกันถือเครื่องอัฏฐบริขาร และเครื่องไทยธรรม มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ถือตาลปัตร และสะพายบาตรเดินนำหน้า จากนั้น เป็นนางลำเนา อยู่บำรุง มารดา ถือพานแว่นฟ้าผ้าไตร โดยร.ต.อ.เฉลิม และนางลำเนา มีสีหน้าปลื้มปีติ ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดงาน ทั้งนี้ ภายในงานอุปสมบทดังกล่าว ไม่ปรากฏว่า มีนักการเมือง หรือบุคคลสำคัญไปร่วมงานแต่อย่างใด คงมีเพียงญาติพี่น้อง และชาวบ้านจำนวนมาก ร่วมขบวนแห่นาคกันอย่างเอิกเกริก สนุกสนาน ส่วนผู้ที่ถือหมอนในงานดังกล่าว เป็นญาติของนายดวงเอง โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นพิธีอุปสมบทบุตรชายคนสุดท้องด้วยสีหน้าที่ปลื้มปีติว่า รู้สึกดีใจ และขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสำคัญมาร่วมงานบุญงานกุศลในครั้งนี้ ซึ่งจะตกอยู่กับพ่อแม่ ญาติมิตร อย่างไรก็ตาม การบวชของพระดวงครั้งนี้ ถือเป็นการบวชครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งแรกก็ได้รับฉายา “กลฺยาโณ” เช่นกัน “ผมดีใจ ที่เค้าบวชได้ เค้าผ่านช่วงเวลาทุกข์โศกมามากพอแล้ว ซึ่งต่อไปนี้เชื่อว่า จะเป็นคนดีต่อไปได้”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว หลังจากบุตรชายคนเล็ก ทำเพื่อ บิดา มารดาไปแล้ว แต่ก็ยังมีข่าวของ ลูกคนกลาง สร้างเรื่องขึ้นอีกจนได้ เมื่อนายไซมอน แฮร์ริส นายแบบชื่อดัง แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ว่าเขาถูกพวกของ นายวัน หรือ วันเฉลิม อยู่บำรุง ทำร้ายร่างกาย ขณะเข้าไปเที่ยวในสถานบริการรูท 66 ย่านอาร์ซีเอ เหตุการณ์ครั้งนี้ ตอนแรกผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ขณะที่พนักงานสอบสวน ก็ทำได้แค่ลงเพียงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดกับสื่อมวลชน แต่เมื่อถูกกระแสสังคม เรียกร้องหาความยุติธรรม...เนื่องจาก เป็นเหตุการณ์ไม่ธรรมดา ประกอบกับ คู่กรณี(นายวัน หรือ วันเฉลิม) อยู่ระหว่างการถูกควบคุมความประพฤติ จากผลแห่งคำพิพากษาฐานต่อสู้ขัดขวางการจับกุม ในคดีฆ่า ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต หรือ ดาบยิ้ม ตำรวจกองปราบปราม ซึ่งศาลเห็นว่านายวัน หรือวันเฉลิม ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุก 1 เดือน จึงให้รอลงอาญาไว้ มีกำหนด 1 ปี และให้คุมความประพฤติห้ามเข้าสถานบันเทิงทั่วราชอาณาจักร เป็นเวลา 2 ปี สุดท้ายเรื่องราวของนายวัน ก็จบลงด้วย ศาลอาญามีคำสั่ง ให้ขยายเวลาคุมประพฤติ โดยห้ามนายวัน เข้าสถานบริการทั่วราชอาณาจักร เพิ่มอีก 1 ปี จากเดิมที่จะพ้นกำหนดการคุมประพฤติ ในวันที่ 26 มี.ค.2549 เป็นวันที่ 26 มี.ค.2550 และทำกิจกรรมบริการสังคมเป็นเวลา 48 ชั่วโมง หลังจากนายวันฝ่าฝืนคำสั่งศาลเข้าไปทะเลาะวิวาท กับนายไซมอน ขณะอยู่ระหว่างถูกศาลสั่งคุมประพฤติ อย่างไรก็ตาม หากไปย้อนความทรงจำ เกี่ยวกับคดีความที่ลูกชายสุดที่รักของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม ทั้ง 3 คน (โต้ง-หนุ่ม-ชาย) ได้ก่อวีรกรรมไว้....พบว่า มีหลายคดีความ เริ่มจาก พี่ใหญ่ นายอาจหาญ อยู่บำรุง (โต้ง) - คดีเกิดที่จังหวัดภูเก็ต สมัย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ข้อหาฐานทำร้ายร่างกาย ผลของคดี : อัยการสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่ากระทำความผิด ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เห็นชอบ เท่ากับเป็นคำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด - คดีปลอมและใช้ ส.ด.43 ในการสมัครเข้ารับราชการตำรวจ ผลของคดี : อัยการสั่งไม่ฟ้อง (สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ สนามหลวง) พล.ต.ท.ดรุณ โสตถิพันธุ์ ปรท.ผบ.ตร.เห็นชอบ เท่ากับเป็นคำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด นายวัน หรือ วันเฉลิม อยู่บำรุง (หนุ่ม) - คดีฟิวเจอร์ผับ (โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค สถานที่เดียวกับทเวนตี้คลับที่เกิดคดีฆ่า ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต) คดีวิวาท ทำร้ายร่างกาย ผลของคดี : อัยการสั่งไม่ฟ้อง (สำนักงานคดีอาญา รัชดาภิเษก) ผบ.ตร.เห็นชอบ เนื่องจากไม่มีพยานหลัก ฐานยืนยันการกระทำความผิด เท่ากับเป็นคำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด - คดี ส.ด.43 เช่นเดียวกับ ร.ต.ต.อาจหาญ อยู่บำรุง - คดีทำร้ายร่างกายสาหัส ที่สถานบันเทิงในท้องที่ สน.มักกะสัน ผลของคดี : อัยการสั่งฟ้อง แต่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง เหตุผลเพราะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำ ความผิด - คดีทำร้ายร่างกายเพื่อนสาวนักศึกษา ABAC ที่จังหวัดชลบุรี ในบริเวณสถานบริการประเภทผับของพัทยา ผลของคดี : อัยการสั่งฟ้อง อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดพัทยา และคนสุดท้อง นายดวง หรือ ดวงเฉลิม อยู่บำรุง (ชาย) - คดีทำร้ายร่างกายนักศึกษา ABAC บริเวณผับในท้องที่ สน.ทองหล่อ ผลของคดี : อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลแขวงสั่งไม่ฟ้อง คดีเด็ดขาด - คดีฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติการตามหน้าที่ ณ ทเวนตี้คลับ (โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค) ผลของคดี : ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด การสรุปเรื่องราวของ ครอบครัวอยู่บำรุง...ของทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ ในครั้งนี้ ต้องขอย้ำกับ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม ว่าเป็นเจตนาดี ของทีมข่าว ที่ต้องการเห็นปี 49 และ ปี ต่อๆไป บุตรทั้ง 3 คน จะหันมาทำความดีเพื่อผู้เป็นพ่อ และแม่ และจะใช้บทเรียนแห่งคดีความที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องเตือนสติ เพื่อไม่ให้กลับไปทำความผิดซ้ำ... ขณะที่ก่อนหน้านี้ ท่านเฉลิม ถือเป็นบุคคลที่ สังคมยอมรับ แต่ท่าน ก็ถูกสังคมลงโทษ เพราะการกระทำของลูกชายทั้ง 3 แต่ ต่อไปนี้ หากลูกชายทั้ง 3 กลับตัวเป็นคนดี ทำเพื่อพ่อ ทีมข่าวอาชญากรรม เชื่อแน่นอนว่า สังคมจะให้อภัย และการเมืองไทย ในเร็วๆนี้ จะได้เห็นภาพ ร.ต.อ.เฉลิม ที่วันนี้ มีดีกรีเป็นถึง ดร.จะกลับมาผงาดอีกครั้ง..... ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ หัวข้อ: Re: มากับเมล์ เริ่มหัวข้อโดย: นรกในใจ ที่ 22-02-2008, 22:48 มากับเมล์คร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ :slime_cool: :slime_cool:
ครบรอบ 6 ปี"ฆ่าดาบยิ้ม"ไอ้ปื๊ด!ยังลอยนวล ข้อมูลจาก : ผู้จัดการออนไลน์ ตามดูคดีดังสัปดาห์นี้ จะเป็นคดีอื่นใดไปไม่ได้ เพราะในวันนี้( 29 ต.ค.)ถือเป็นวันครบรอบวันตาย ครบ 6 ปี ของ ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต หรือ “ดาบยิ้ม” ตำรวจกองปราบปราม ที่ถูกยิงด้วยอาวุธปืน 6.35 มม. เสียชีวิตภายในคลับทเวนตี้ ผับโรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถ.รัชดาภิเษก เมื่อกลางดึกของวันที่ 29 ต.ค. 2544 “คดีฆ่าดาบยิ้ม” ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ถูกสังคมจับจ้องมากที่สุดในขณะนั้น เพราะผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ และตกเป็นผู้ต้องหาลั่นไกฆ่า คือ “ดวงเฉลิม อยู่บำรุง” ลูกชายคนเล็กของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” นักการเมืองคนดังย่านฝั่งธน หลังเกิดเหตุ “ดวงเฉลิม” หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ตำรวจจะระดมกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบางบอน และบ้านนักการเมืองท้องถิ่น ที่คาดว่า “ดวงเฉลิม”จะไปหลบกบดานอยู่หลายรอบแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบแม้แต่เงา แต่ด้วยพฤติการณ์หลบหนี และภาพลักษณ์ของ “ครอบครัวอยู่บำรุง” ในขณะนั้น ทำให้ “ดวงเฉลิม” ตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ขณะเดียวกันคะแนนความสงสารถูกเทไปให้กับ นางสุพัตรา และ ด.ช.กิติศักดิ์ รอดวิมุต ภรรยาหม้ายและลูกชายดาบยิ้ม ซึ่งต้องขาดเสาหลักของครอบครัว ฝ่าย “ยอดคุณพ่อ” อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม ก็ออกหน้าปกป้องลูกชายแบบเต็มตัว ทั้งยืนยันนั่งยันและนอนยันทุกวันว่า “ดวงเฉลิม”ไม่ได้หนีไปไหนแค่หลบไปตั้งตัวเพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย ส่วนคนที่ยิงดาบยิ้มตาย คือ “ไอ้ปื๊ด” คนสนิทผู้ติดตามลูกชาย แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ได้ให้ความสนใจนำมาเป็นสาระสำคัญของคดี “ดวงเฉลิม” หายตัวไปกว่าครึ่งปีก่อนจะไปโผล่เข้ามอบตัวที่สถานทูตไทยในมาเลเซีย เมื่อเช้าวันที่ 2 พ.ค.2545 ก่อนถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดี ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ไม่มีการตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน” ทำให้พนักงานสอบสวนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนในวงการตำรวจด้วยกันมากพอสมควร หลังจากนั้น พนักงานอัยการก็ส่งฟ้อง “ ดวงเฉลิม” กับพวกอีก 2 คน ประกอบด้วยนายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ และนายสุพจน์ แสงอนันต์ เป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนนายวันเฉลิม อยู่บำรุง พี่ชายคนกลาง และพ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ อดีตสารวัตร 191 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และช่วยเหลือให้ผู้กระทำผิดมิให้ถูกจับกุม ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่ยอมละความพยายามง่ายๆ นำตัว“ ไอ้ปื๊ด” หรือนายเฉลิมชนม์ บุริสมัย เข้ามอบตัวอีกรอบ แต่ก็ถูกเมินอีกตามเคย เนื่องจากในทางการสืบสวนของตำรวจขณะนั้น เห็นว่า “ไอ้ปื๊ด”ไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับคดี ต่อมาคดี “ฆ่าดาบยิ้ม” ก็เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล โดยเริ่มสืบพยานโจทก์ นัดแรกเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2545 โดยพนักงานอัยการนำนางสุพัตรา ขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ปากแรก ต่อด้วยพยานสำคัญอีกหลายปากไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผกก.1 ป. ,ร.ต.อ.วิวัฒน์ บุญชัยศรี รอง สว.ผ.5 กก.2 ป.,ส.ต.ต.ทศพล อ่อนพันธุ์ ตำรวจประจำกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ,น.ส.นฤมล วงศ์เสือ ,นายสมภพ สุภิษะ ,น.ส.ทิฐินันท์ ฤทธิวัฒนะพงศ์ ซึ่งล้วนแต่อยู่ในคลับทเวนตี้ ผับ ขณะเกิดเหตุ ทำให้ผู้สันทัดกรณีในวงการกฎหมายหลายคนเชื่อกันว่างานนี้ “ดวงเฉลิม” รอดยาก ส่วนแนวทางการการต่อสู้คดีของทีมทนายความจำเลย ที่นำโดยทนายมือดี “สมหมาย กู้ทรัพย์” มุ่งนำสืบพยานพุ่งเป้าไปที่ประเด็นแสงไฟในคลับทเวนตี้ คืนเกิดเหตุ เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าพยานโจทก์ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “ดวงเฉลิม” เป็นผู้ลั่นไกยิงดาบยิ้ม นอกจากนี้ยังมีพยานปากสำคัญอย่าง พล.ต.ต.วิชิต สมาธิวัฒน์ ผบก.นต.แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ เบิกความหักล้างพยานโจทก์ในประเด็นวิถีกระสุน เนื่องจากบาดแผลจากหน้าผากด้านขวา ลงไปทะลุท้ายทอยด้านซ้าย เป็นไปได้ยากที่ “ดวงเฉลิม” จะยืนประจันหน้ากับ “ดาบยิ้ม” ขณะลั่นไกสังหารตามคำให้การของพยานโจทก์ สุดท้าย “ศาลอาญา”โดย “นายวรพงษ์ ศิริกานต์นนท์” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะพร้อมองค์คณะพิจารณาพยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำพิพากษายกฟ้อง!?! นายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ นายสุพจน์ แสงอนันต์ และนายดวงเฉลิม อยู่บำรุง เนื่องจากพยานโจทก์ขัดแย้งกันในสาระสำคัญอย่างสิ้นเชิงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยทั้ง 3 คน ร่วมกันฆ่า ด.ต.สุวิชัย อีกทั้งผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ก็ไม่สามารถทำให้ศาลเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลยที่ 5 คือนายดวงเฉลิม อยู่บำรุง เป็นคนยิงผู้ตายจนเสียชีวิต จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย คำพิพากษา “ ยกฟ้องดวงเฉลิม” ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย เพราะสังคมได้พิพากษาไปแล้วว่า “ดวงเฉลิม” คือ “ฆาตกร” มิหนำซ้ำต่อมาพนักงานอัยการมีความเห็นไม่สมควรยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้ง 5 โดยให้เหตุผลว่า ที่ศาลชั้นต้นอ้างไว้ในคำพิพากษามีความสมเหตุสมผลแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องวิถีกระสุนและ ระยะห่างระหว่าง ผู้ตายกับผู้ยิงที่จะต้องเป็นลักษณะการกดปากกระบอกปืนประชิด ซึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้ เช่นเดียวกับนางสุพัตรา ภรรยาหม้ายของดาบยิ้มที่ยอมถอยไม่ยื่นอุทธรณ์เช่นกันทำให้คดีถูกปิดลงแค่ในศาลชั้นต้นเท่านั้น ย้อนกลับมาดูชีวิตของครอบครัวเหยื่อสังหาร หลังเวลาผ่านไป 6 ปี “ สุพัตรา รอดวิมุต ” เผยว่าเธอและลูกชาย ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านพักย่านแหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เมื่อขาดเสาหลักของครอบครัวไป เธอกับลูกชายก็ต้องเหนื่อยกันมากขึ้น โดยเธอได้รวบรวมเงินช่วยเหลือและเงินบริจาคตอนจัดงานศพ “ดาบยิ้ม” และเงินเก็บส่วนตัวได้ก้อนหนึ่ง นำไปซื้อรถบรรทุก 10 ล้อได้ 1 คัน เอาไปฝากวิ่งขนส่งร่วมกับบริษัทดาริกาทรานสปอร์ท ของเพื่อนสนิทเก็บรายได้จากค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อรวมกับเงินบำนาญของดาบยิ้มอีกจำนวนหนึ่งก็พอจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก ส่วนลูกชายตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาจักษุแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี ชีวิตครอบครัวขณะนี้ถือว่ามีความสุขตามอรรถภาพ และไม่คิดจะกลับไปทวงถามหาความเป็นธรรมจากใครอีก คดี “ฆ่าดาบยิ้ม” ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่มีการฆ่ากันจริงๆ ตายกันจริงๆ แต่กลับไม่ได้ “ฆาตกรตัวจริง” มาลงโทษ ถึงวันนี้ เวลาผ่านมา 6 ปีแล้ว “ไอ้ปื๊ด” ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อ้างว่าเป็นมือปืนตัวจริงตอนนี้อยู่ที่ไหน?! มีใครสนใจจะนำตัวมาดำเนินคดีหรือไม่ ?! หรือเป็นแค่ตัวละครที่ ร.ต.อ.เฉลิม อุปโลกขึ้นมาเพื่อแก้ข้อกล่าวหาให้ลูกชาย และสุดท้าย การตาย(ฟรี) ของ “ดาบยิ้ม” ก็เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า บางครั้ง“กระบวนการยุติธรรม”ก็ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกๆคนได้... จะจำไว้ ไอ้ปื๊ด ฆ่าดาบยิ้ม หัวข้อ: Re: มากับเมล์ เริ่มหัวข้อโดย: NA-KORN ที่ 23-02-2008, 18:01 ก็คงคล้าย ๆ กับ รตท.ขี้เมาที่ทำปืนลั่นเป็นชนวนก่อเหตุ 6 ตค. 19 นี่แหละครับนักการเมืองปากไว ใจสกปรก หัวข้อ: Re: มากับเมล์ เริ่มหัวข้อโดย: เล่าปี๋ ที่ 26-02-2008, 07:17 แน่ใจได้แน่หรือว่า ขณะนี้ลูกชายของ พณฯ ทั่น เฉลิม เป็นองคุลีมารกลับใจแล้ว :slime_doubt: :slime_smile2: |