|
หัวข้อ: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ประกายดาว ที่ 13-05-2006, 10:09 (http://www.bloggang.com/data/twinkling-stars/picture/1133337185.jpg)
การสวดมนต์ ๐ แม่สอนว่า...ต้องให้ ที่บ้านมีเสียง สวดมนต์ เสมอๆ เทวดาจะได้มาฟัง..แถมแม่ยังบอกว่า ยายจ๋าสอนมาอีกที ยายจ๋า ต้องสอนไม่ผิดแน่ๆ ค่ะ เพราะคุณตา ...เป็น พระ เป็น หลวงตา ตั้งแต่จำความได้ กิจวัตร ก่อนนอนที่สวดมนต์ ตรงหมอนกระทำไปอย่างรวบรัด เพราะ ความง่วง มาเมื่อวาน ได้ไปนั่งสวดมนต์ ในห้องพระ ต้องสวดมนต์ แบบมีเสียงค่ะ ไม่ใช่งุบงิบในคอ แม่สอนอย่างนั้น แม้จะรู้ว่าเป้าหมายหนึ่งของการสวดมนต์ก็คือการน้อมใจ ให้สงบในระดับหนึ่ง เกิดสมาธิ ใจนิ่ง จิตมีพลัง แต่ก็ สงสัยอย่างที่แม่บอกมาตลอดว่า การสวดมนต์ เป็นการเยียวยาใจของตัวเองวิธีหนึ่ง เรียบง่าย ไม่ฟูมฟาย ไม่ต้องพึงพิงอาศัยปัจจัยอื่นภายนอก ... แม้ การสวดมนต์ไป โดยไม่รู้ความหมาย คำแปล บางครั้งก็จะเกิด สมาธิ หรือเกิดความสุข ตามศรัทธาที่มี .. แล้วถ้ายิ่งซาบซึ้งเข้าถึงความหมายด้วยอีกเล่า ...ก็จะเกิดความสุขใจ แบบที่เรียกว่าปิติ ...เป็น หนึ่งในบุญกิริยาวัตถุสิบ (http://www.dhamma-isara.org/images/book/guru.jpg) ประกายดาว มี พี่สาว สุดรัก หนึ่งหน่วย ที่ พี่เค้าเป็น กัลยาณมิตร พี่จะคอย ส่งเสียงตามสาย มาบอกน้องรัก ว่า น้องจ๋า ...วันนี้วันพระนะ หนูก็จะรีบตื่นเช้าขับรถไป หา ป้าขายดอกไม้ ใกล้ๆ ปากซอย เพราะเราจะมี คอมมิทเมนต์ ต่อกัน ป้าจะเตรียมดอกไม้ แบบที่ป้าคัดแล้ว ว่าสวยงาม เหมาะเจาะไว้ให้หนู หนูไม่ลืมป้าแน่วันนี้ เราจะไปยิ้มหากัน หนูทำแบบนี้มาเป็นปี แบบนี้ หนูก็จัดว่าป้าเป็นกัลยณมิตรของหนูเหมือนกัน เราร่ำลากัน ด้วยการที่ป้าจะบอกเสียงอ่อนโยน ใจดี " โมทนา นะหนูนะ " " สาธุค่ะป้า " วันนี้วันพระ ใหญ่ หนูได้สวดมนต์ ที่ห้องพระที่บ้าน ที่วัดเฉลิมพระเกียรติ หนึ่งวัดโปรดในดวงใจ ใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วก็ พา แม่ไปเวยนเทียนที่วัดราชบพิตร ... ถ้า ใครไม่เคยไปวัดนี้ ประกายดาว อยากจะแนะนำค่ะ ขณะที่เวียนเทียนจะมี เสียงพระสงฆ์ สวดมนต์ ไพเราะ สงบเบาๆ ฟังดูขลังมาก แม้ในเวลา ไม่มีเทศกาลใดๆ ก็เป็นหนึ่งวัดในดวงใจของหนู เช่นกัน แถมมีน้ำเก๊กฮวยกับ ชาเย็น ให้ ดื่มดับร้อน ชื่นใจ ค่ะ แถมวัน เข้าพรรษา มีตักไม้ดอกไม้ สวยงาม สุดบรรยาย ต้องไปเห็นค่ะ หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ประกายดาว ที่ 13-05-2006, 10:18 การสวดมนต์
โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ การสวดมนต์ถือเป็นการทำบุญด้วยหรือเปล่า ก็ได้ อธิบายให้พวกเขาฟังว่า จริงๆ แล้ว ในบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่าง ที่พระศาสดาทรงบัญญัติ วิธีทำบุญเอาไว้ 10 ประการ 1 ใน 10 ประการ ก็คือการภาวนา เราอาจจะเข้าใจว่าการภาวนาก็คือการทำสมาธิ นั่งหลับตา ถือว่าเป็นการทำบุญจริงๆแล้วการสวดมนต์ ก็คือการภาวนา จัดได้ว่าเป็นการภาวนาชนิดหนึ่ง แต่ ต้องมีข้อแม้ว่า เราเจริญ เราสวด เราสาธยายมันด้วยหัวใจและชีวิตวิญญาณของเราเอง ถ้าเราสวดมันด้วยหัวใจ ด้วยชีวิตวิญญาณ จนกระทั่งทำให้จิตของเราไม่ไป ข้องแวะกับอกุศลทั้งปวง ทำให้จิตของเรารวบรวมอยู่ ในคำสวดมนต์ เสียงสวดมนต์ และองค์ภาวนา ในการ เจริญหรือสาธยายนั้นๆ ก็คือว่า เป็นวิธีทำบุญ 1 ใน 10 อย่างของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน แต่ถ้าหากเราสวด เราสาธยาย แล้วเราเจริญพระพุทธมนต์ บทหนึ่งบทใด โดยไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ไม่ให้ใจ ไม่ตั้งใจถึงจะสวดจนกระทั่งหมดเล่ม จบทุกบท เราก็จะไม่ได้อะไร เจตนาที่พระศาสดาทรงบัญญัติบทสวด บทสาธยาย หรือว่า เกจิอาจารย์ พระเถรานุเถระแต่อดีต ได้รจนาสร้างสรรบทสวดมนต์ทั้งหลายขึ้น ก็เพียงเพื่อจะยกใจของเราให้รวมกัน โดยไม่ปล่อย ให้จิตวิญญาณมันเลื่อนลอยหลุดออกไป ฝักใฝ่อยู่ในทางแห่งความต่ำ เสื่อมโทรม เรียกว่าเป็น อกุศลจิต เพื่อจะยกระดับจิตของตน ให้เป็นบุคคลที่สูง จากฝุ่นละออง ผงธุลี และความสับสน กลัดกลุ้มวุ่นวาย ความไม่เอาเรื่อง ไม่เอาราว และไม่เอาอะไรทั้งสิ้น จะเอาอย่างเดียวก็คือสิ่งที่ตัวเองต้องการ และก็ทะยานอยาก เพราะฉะนั้น การสวดมนต์ก็คือ การทำบุญ นอกจากจะเป็นการทำบุญ 1 ใน 10 แล้ว เขามีคำถามๆ ต่อไปว่า เมื่อหลวงปู่พูดว่า การสวดมนต์ก็คือการทำบุญ มีวงเล็บและข้อแม้ว่า ต้องสวดด้วยหัวใจแล้ว อานิสงค์ของการสวดมนต์ด้วยหัวใจ จะมีเท่ากับการบริจาคทานใส่บาตร ถวายสังฆทานหรือไม่ ก็บอกเขาไปว่า ถ้าเราสวดมันด้วยหัวใจด้วยชีวิตวิญญาณด้วยการภาวนาจริงๆ แล้วเราดื่มด่ำถึงกลิ่นไอ และรสชาติแห่งการภาวนานั้นๆ รับผลจากการภาวนาเช่นนั้นชนิดนั้นจริงๆ ละก็ แน่นอน อานิสงค์ย่อมเหนือและมากกว่ การถวายทานทั้งปวง แต่ถ้าเราสวดมันแค่ริมฝีปาก และฟองน้ำลายที่กระดกบนปลายลิ้นเฉยๆ และเพื่อให้มันจบลง ไปวันๆ หนึ่ง เวลาหนึ่ง บทๆ หนึ่ง ถือว่ามิได้มีอานิสงค์อะไร สู้ให้สตางค์ขอทาน ยังได้อานิสงค์มากกว่า บริจาคทานให้แก่คนยากคนจน อดอยากอนาถาให้ข้าวให้น้ำเขากิน ยังได้ผลบุญมากกว่า ยังได้อานิสงค์ ผลตอบแทนได้เหนือกว่า เพราะฉะนั้นพวกเรา ที่มีการสวดเช้าสวดเย็น จริงๆ ได้เปรียบกว่าชาวบ้าน เพราะเรามีโอกาสทำบุญ ทำบุญได้ทั้งเช้าและเย็น หลวงปู่ไม่รู้ว่าพวกเรา ทั้งหลายทำบุญกันด้วยหัวใจหรือเปล่า หรือทำให้มันจบๆ ลงไปวันๆ หนึ่ง เวลาๆ หนึ่ง ชั่วโมงหนึ่ง แล้วก็กลายเป็นว่าการสวดมนต์ เป็นเรื่องน่ารำคาญ น่าเบื่อหน่าย ไม่น่าจะใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญ มา สวดมนต์ จากหัวใจ กันนะคะ (http://www.thaiwaterlily.com/pic/t5.jpg) หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ประกายดาว ที่ 13-05-2006, 10:24 ดาว อยากเล่าถึง เสียงสวดมนต์ ที่ดาวรู้สึกเหมือนเป็น เสียงสำคัญ ต่อจิตใจ สำหรับชาวพุทธ ไม่ว่าไปฟังที่ไหน แม้ว่า ทำนองแห่งการสวดมนต์จะแตกต่างกันไป แต่เสียง บาลี จากคำสวด ที่เราสดับ ...ก็เป็นภาษาเดียวกันทั่วโลก สำหรับชาวพุทธ หนู เคยได้มีโอกาส นิ่งฟัง หรือได้สวดมนต์จากหลายๆ ที่ นอกเมืองไทย อยากเช่นที่ พม่า ...ที่ หลวงพระบาง ที่อินเดีย หรือ ศรีลังกา หนู ฟังแล้ว ก็ คิดความหมาย ที่ได้ศึกษามาตามไปด้วย เสมอๆ ก็ ประกายดาวไม่ใช่นกแก้ว นกขุนทองนี่คะ :mozilla_tongue: (http://www.bloggang.com/data/twinkling-stars/picture/1130392670.jpg) หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ประกายดาว ที่ 13-05-2006, 10:29 (http://www.bloggang.com/data/bulun/picture/1128136621.jpg) ๐ จาริกธรรม ๐ ศรีลังกานี่นี้ ..................... ชวนชม พฤกษ์ชอุ่มเขียวอุดม.......... ร่มแท้ แดนพุทธธรรมน่านิยม......... รมย์รื่น ชวนชื่นเหล่าชนแม้ ..............ยากไร้ใจดี เราตามรอยเบื้องบาท............. พุทธองค์ ร่อนเร่รอนแรมธุดงค์.............. สืบค้น พุทธสถานที่ยังคง................. เหลืออยู่ หน้าที่และศรัทธาท้น.............. เพื่อสร้างสืบศาสน์ มาร่วมกันกอบกู้.................... ศรัทธา เผยสัจธรรมวาจา................... แผ่ให้ ปวงชนละตัณหา.................... พาชื่น รมย์รื่นธรรมอาบไล้................ ส่องให้เห็นทาง ตัณหาสิก่อเกื้อ...................... เกิดภพ เกิดดับมิรู้จบ......................... จิตเจ้า หนทางแห่งความสงบ............... มีอยู่ พุทธธรรมนำใส่เกล้า................ หมดเศร้าสังสาร ก้าวตามรอยบาทเบื้อง.............. พุทธองค์ ค้นสืบหาทางตรง..................... หลุดพ้น เลิกแบกทุกข์วางลง.................. ปลดปล่อย กิจที่มีมากล้น......................... จบแล้วมุ่งนิพพาน๐ จาริกธรรมศรีลังกา ๐ อนุโมทนาบุญอันเป็นที่สุดแล้วเจ้าค่ะ (http://www.bloggang.com/data/twinkling-stars/picture/1130393733.jpg) หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ประกายดาว ที่ 13-05-2006, 10:32 ไม่ต้องตกใจค่ะ
ประกายดาว ไม่ใช่คนขยันมาก เวลาหนูขี้เกียจสวดต์ ก็ กราบพระ ตรงหมอน แล้วก็ ผัดผ่อน หนูจะสวดมนต์พรุ่งนี้ค่ะ :mozilla_tongue: หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: so what? ที่ 13-05-2006, 10:52 เข้ามาอนุโมทนาด้วยครับ มีรูปถ่ายจากเครื่องบินของภูเขาที่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยักษ์ที่บามิยัน ที่ถูกพวกตาลีบันทำลายทิ้งไปเมื่อห้าหกปีก่อนอยู่รูปนึง เดี๋ยวค้นเจอแล้วจะส่งมาให้ครับ
อ้อ ผลัดผ่อน ครับ อิ อิ หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: เก็ดถวา ที่ 13-05-2006, 11:07 โมทนาสาธุค่ะ ประกายดาว............ (http://yoda.zoy.org/photos/2005/08-Matsumoto/05-Lotus-small.jpg) เรื่องการสวดมนต์สำหรับเก็ดถวานั้น ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อใดที่เก็ดถวานอนกับแม่ ต้องสวดมนต์ทุกคืนค่ะ ต่อเมื่อโตขึ้นมา เดินทางจากบ้าน สู่โลกกว้าง ก็ลืมเลือนไปเพราะไม่มีแม่คอยเตือน หัวถึงหมอนเมื่อใด ก็หลับเมื่อนั้นค่ะ แต่เมื่อวันหนึ่ง แม่ป่วย นอนที่โรงพยาบาลอย่างยาวนาน ช่วงสุดท้ายที่เก็ดถวารู้ว่า หมอไม่สามารถเยียวยาใดๆ ได้อีกแล้ว ในตอนนั้น เก็ดถวาไม่มีทางสว่าง และสิ่งยึดเหนี่ยวใดในชีวิต เก็ดถวาเริ่มสวดมนต์ทุกคืน ทุกเวลาที่ว่างและนึกได้ ด้วยหวังลมๆ แล้งๆ ว่า จะช่วยแม่ได้ หรืออย่างน้อยไม่ช่วยให้ยืดชีวิต แต่ก็น่าจะช่วยส่งแม่ให้ไปอย่างมีความสุขได้ บางช่วงที่สวดมนต์ ได้แต่คิดอยากย้อนเวลาเหลือเกิน อยากสวดมนต์พร้อมกับแม่ให้มากกว่านี้ ... นับตั้งแต่วันที่แม่จากไป.. จนถึงทุกวันนี้ 1 ปีเศษแล้ว เก็ดถวาสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน... ไม่เคยลืมเลยแม้แต่คืนเดียว ... ขอบคุณประกายดาว.. ที่ทำให้เก็ดถวารู้สึกดีๆ และมั่นใจในการสวดมนต์ก่อนนอนของตัวเองค่ะ :P หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: so what? ที่ 13-05-2006, 11:10 ช่วยบอกทีว่าโพสต์รูปยังไงครับ
หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ภูพาน ที่ 13-05-2006, 11:58 ไปที่ web http://www.imageshack.us/
Browse.... ภาพที่ต้องการในเครื่องเรา กด host it! Copy ข้อความใน Hotlink for forums (1) มาไว้ในกระทู้ตอบของเรา .....เสร็จ...... :mrgreen: หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: so what? ที่ 13-05-2006, 13:30 ขอบคุณท่านภูพานครับ
(http://img85.imageshack.us/img85/9009/p10004969ov.jpg) (http://imageshack.us) ที่เห็นเป็นรูโหว่เข้าไปในหน้าผาเหมือนรูปคนยืนนั่นแหละครับ คืออดีตที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดูแล้วก็ได้แต่สะท้อนใจกับความคิดของมนุษย์ที่ทำตัวเป็นผู้ทำลาย เพียงเพราะว่าไม่ยอมรับในสิ่งที่แตกต่างจากความคิดความเชื่อของพวกตัวเอง หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ภูพาน ที่ 13-05-2006, 14:59 อย่าเรียกท่านเลยครับ...มันเขิน :wink: เรียกภูพานเฉยๆ ก็ได้ครับ
ว่าแต่รูปของคุณ ...โอ้แม่เจ้า!...ใหญ่โตดีครับ.... :mrgreen: หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: สเลเต ที่ 13-05-2006, 17:53 สาธุค่ะ
(http://img239.imageshack.us/img239/2797/421c0f698d2kk.jpg) หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ดอกฟ้ากับหมาวัด ที่ 13-05-2006, 18:49 อยากจะบอกว่า ดอกฟ้าฯ สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืนเหมือนกันค่ะ
สวด คาถาชินบัญชร และสัพเพสัตตา แผ่เมตตา เป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหน ก้อต้องสวดมนต์ก่อนนอนเสมอ การสวดมนต์คงทำให้จิตใจเราสงบ มีสติ และสามารถมองเห็น ปัญหา และแก้ปัญหาที่วุ่นวายในทางโลกย์ ได้ดีขึ้นค่ะ :mozilla_smile: หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: (ลุง)ถึก สไลเดอร์ ที่ 13-05-2006, 18:58 ผมเป็นคนใกล้วัด เห็นความสำคัญของการมีวัดไทยในต่างประเทศ
ดีใจ ที่มีโอกาสได้ร่วมกันสร้างวัด ทำให้คนไทยได้มีศูนย์รวมน้ำใจ มีโอกาส ได้ทำบุญ สวดมนต์ ทำวัตรร่วมกับชาวพุทธฯทั้งหลายมากขึ้น เคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเธอมีปัญหาทางจิต สามีของเธอได้นำเธอไปฝากแม่ชีไว้ที่วัด ได้สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ไม่นานเธอก็มีสุขภาพจิตดีขึ้นมาก วันแรกที่เธอไปถึงวัด พระบอกให้เธอกราบพระ แล้วตั้ง นะโม สามจบ เธอก็ยกมือพนม แล้วก็กล่าวว่า "นะโม นะโม นะโม" ถ้าคุณได้ยินแบบนี้แล้ว คุณจะรู้สึกอย่างไรบ้างครับ (http://www.philipsdigital.com/jussi/big_buddha_3.jpg) หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ทิมมี่ ที่ 13-05-2006, 21:37 ผมฟังเทป หลวงปู่พุทธอิสสระ และหลวงพ่อจรัล หลายๆม้วน ได้ข้อคิดมากๆ
แต่เรื่องสวดมนต์ ผมยังไม่ค่อย สม่ำเสมอ หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ประกายดาว ที่ 27-07-2006, 00:12 มีพุทธภาษิตมาฝากค่ะ [/color] กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ กิจโฉ พุทธฺานมุปฺปาโท . . . ฯ ๑๘๒ ฯ การเกิดเป็นมนุษย์ ได้มาโดยยาก ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอยู่ลำบาก การฟังธรรมของสัตบุรุษ หาได้ยาก การเกิดขึ้น แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ยาก Hard is it to be born as a man, Hard is the life of immortals, Hard is it to hear the Truth Sublime, Hard as well is the Buddha's rise. สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ . . . ฯ ๑๘๓ ฯ ไม่ทำความชั่วทุกชนิด ทำแต่ความดี ทำใจให้ผ่องใส นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย Abstention from all evil, Cultivation of the wholesome, Purification of the heart; This is the Message of the Buddhas. ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต . . . ฯ ๑๘๔ ฯ ขันติคือความอดทน เป็นตบะอย่างยอด นิพพาน ท่านผู้รู้กล่าวว่าเป็นยอด ผู้ที่ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ ไม่จัดว่าเป็นบรรพชิต ผู้ที่ยังเบียดเบียนคนอื่นอยู่ ไม่จัดว่าเป็นสมณะ Forbearance is the highest ascetic practice, 'Nibbana is supreme'; say the Buddhas. He is not a 'gone forth' who harms another. He is not a recluse who molests another. อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ . . . ฯ ๑๘๕ ฯ ไม่ว่าร้ายใคร ไม่กระทบกระทั่งใคร ระมัดระวังในปาติโมกข์ บริโภคพอประมาณ อยู่ในสถานที่สงัด ฝึกหัดจิตให้สงบ นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย To speak no ill, To do no harm, To observe the Rules, To be moderate in eating, To live in a secluded abode, To devote oneself to meditation - This is the Message of the Buddhas. ประกายดาว เรียนธรรมะ ของพระพุทธองค์ มาตั้งแต่เด็ก โศกาอาดูร มามากมายด้วยการจากพราก ทั้งการจากเป็น และ การจากตาย... มา วันนี้ คิดถึง ชีวิต บางชีวิต ที่ตกอยู่ในความทุกข์ และ ราวกับไร้เรี่ยวแรงที่จะนำพาหัวใจตัวเองให้ หายนอนเนื่องอารมณ์ ทุกข์ ...ขึ้นมารับแสงอรุณของวันใหม่ ที่เราเลือกได้ที่จะ ดูแลทั้ง กายและ ใจตัวเองให้งดงาม สมดังที่ ได้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง ดังที่พระพุทธองค์ ตรัสลงว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น แสนยาก.... การที่เราเกิดมานี้ เป็นกระบวนการ เกิด.. ดับ.. เกิด.. ดับ.. ที่จะต้องเป็นไปไม่รู้จักจบสิ้น กระบวนการนี้ได้ดำเนินมาแล้วนานนับหลายแสนหลายล้านๆปี หาจุดเริ่มต้นไม่ได้ และยังจะต้องดำเนินต่อไปอีกเช่นนี้อีกหลายแสนหลายล้านปี หาจุดสิ้นสุดไม่ได้เช่นกัน ซึ่งก็หมายความว่า ตัวเรานี้ ได้เกิด ดับมาแล้วหลายภพหลายชาติ นับครั้งไม่ถ้วน ตราบเท่าที่ วงล้อกรรม ยังคงหมุนเคลื่อน... ไม่มี ผู้ใด ไม่พบทุกข์ค่ะ แต่น้ำตา แม้จะมากปานท่วมฟ้า มหาสมุทร แต่ ทุกข์ ก็ยังมา สุขก็ยังมีวันดับสูญ นี่คือความนิรันดร์ คือหนึ่งสัจธรรมที่พระพุทธเจ้า สอนเหล่าเวไนยสัตว์ ไหน ๆ ก็ได้เกิดมาแล้ว ลมหายใจ อัน คงอยู่เป็นเครื่องบอกเวลาแห่งชีวิต ใยไม่ดูแลชีวิต โดยไม่ต้องผูกกับ แม้ ทุกข์ ที่ กำลังเกิดขึ้น หรือสุขที่กำลังโหยหา ... เพียงแต่ดูแลชีวิต ให้ทำหน้าที่ ต่อไปอย่างประณีต ถือได้ว่าเป็นการประกอบกรรมดี แก่ตัวเองอย่างหนึ่ง และ ไม่เพิ่มกรรมใหม่ ให้ตัวเองอีกอย่างหนึ่ง หลาย คน ที่ ท้อท้อทรมา กับ ความทุกข์ จนอยากที่จะ ปลิดชีพที่เกิดมาแสนยากของตัวนี้ คิดเพียงแต่ว่า สิ้นลมหายใจ ทุกข์คงสิ้นไป หารู้ไม่ว่า กรรมใหม่ ได้สร้างขึ้นแล้วพร้อมอกุศลกรรมที่เริ่มเติบโต ในหัวใจ ....การฆ่าตัวตาย...ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่เป็น การเพิ่มทุกข์ อย่างมากมาย เมื่อฆ่าตัวตายจิตย่อมเศร้าหมอง เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ (พุทธพจน์ ๑๒/๙๑) ทุคติได้แก่ ที่เกิดอันชั่ว ซึ่งมากด้วยทุกข์ เช่น นรก ทุกข์ในโลกนี้ ล้วนเป็นของเล็กน้อย เมื่อเทียบกับทุกข์ ในนรก การฆ่าตัวตาย เพื่อหนีทุกข์ จึงเป็นความหลงผิด อย่างมหันต์ (สุดๆ) ความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่สูงค่าเพราะได้มา โดยยาก ดังอุปมาว่า แอกซึ่งมีช่องเดียว ลอยไปมาตามยถากรรม ด้วยแรงคลื่นลม ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ทุกร้อยปีเต่าตาบอดตัวหนึ่ง จะโผล่ขึ้นมาสู่ผิวน้ำคราวหนึ่ง โอกาสที่เต่าตาบอดนั้น จะสอดคอเข้าไปในแอก ซึ่งมีช่องเดียวนั้น เป็นของยากฉันใด การเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นของยากฉันนั้น ฝุ่นซึ่งติดอยู่ที่ปลายเล็บมีประมาณน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นดินใหญ่ ฉันใด สัตว์ (สิ่งมีชีวิตทุกชนิดยกเว้นพืช) ที่กลับมาเกิด เป็นมนุษย์มีน้อย สัตว์ที่กลับมาเกิดเป็นอมนุษย์ มีมากกว่า ฉันนั้น (พุทธพจน์ ๑๙/๑๗๔๔, ๑๙/๑๗๕๗) กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์ช่างยากเย็นแสนเข็ญเช่นนี้เอง เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ทั้งยังได้พบ พระพุทธศาสนา นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่ง สมควรที่จะ ใช้ชีวิตร่างกายที่ได้มาโดยยากนี้ บำเพ็ญประโยชน์ แก่ตนเองและผู้อื่นให้มากที่สุด หากฆ่าตัวตาย ย่อมเสียชาติเกิด และตายเปล่า (คัดมาจากหนังสือ นานาสาระ รวมรวมโดย ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ) http://www.budpage.com/webboard/show_content.pl?board=0&topic=453 คนเราเป็นทุกข์เพราะความคิด ไม่มีใครจะมาทำให้เราเป็นทุกข์ได้นอกจากตัวเราเอง ทุกสิ่งล้วนมีทั้งด้านดีและไม่ดี หากเรามัวแต่มองด้านไม่ดี ก็มีแต่ความทุกข์เรื่อยไป ความสุขนั้นหาได้ไม่ยาก บางคนไม่ทันเริ่มต้นก็ท้อซะแล้ว บางคนแม้เหนื่อยแสนสาหัส แต่ก็ยังมีกำลังใจที่จะก้าวต่อไป มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตคือการต่อสู้ ปัญหาคือการเรียนรู้ ศัตรูคือครูของเรา ประกายดาว อยากเห็น เพื่อนร่วมทุกข์ ทุกๆ คน รัก และ ดูแลตัวเองอย่างอ่อนโยน ค่ะ ปราณีตกับชีวิต ให้สมกับ ดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นลูกศิษย์พระพุทธองค์ มี ท่านเป็น " ผู้ชี้ทาง " ป่วยกาย ก็ เยียวยา ด้วย ยา และ การดูแลสุขภาพ ป่วยการ ก็ ดุแลด้วยอาหารใจ เข้มแข็ง จากภายใน ไม่ต้องอาศัย มือของใครที่ไหน นอกจากหัวใจของเราเอง คุณยาย มักจะพูดถึงคำ คำนี้บ่อยๆ ค่ะ "ธรรมะจัดสรร" หนูมีความเชื่อว่า ความบังเอิญนั้นไม่มี ทุกสิ่งมีเหตุมีปัจจัยแห่งการมาถึง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราตระหนักชัดในวลีที่ว่า ธรรมะจัดสรร ได้ดียิ่งขึ้น อีกด้วย คุณยายบอก ...บังเอิญมีที่ไหน ทุกๆอย่างมีเหตุปัจจัย แบบนี้เรียกว่า "ธรรมะจัดสรร" เมื่อคืน และ จน ถึง เช้าวันนี้ ดาวส่ง กุศลธรรม ที่งมวล ที่บำเพ็ญเพียร ปฏิบัติมา บูชา พระพุทธองค์ พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ และ กัลยาณมิตรทุกๆ ท่าน...รวมถึง อยากส่งไกลไปให้ หัวใจบางดวง ที่กำลังมีความทุกข์ หม่นหมอง ได้สัมผัสบ้าง ....ความรักเยี่ยงกัลยาณมิตรนั้น ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีประมาณ ชื่นฉ่ำ เย็นหัวใจค่ะ ... ขอให้ ความสุข แบบ เข้าใจทุกข์ หยั่งลงในธรรม ตามเหตุตามปัจจัย กลับคืนสู่หัวใจ มีพลังกาย พลังใจ ในการดูแลตัวเอง ..อย่างควรค่า กับ การเกิดมา (http://www.bloggang.com/data/twinkling-stars/picture/1151422716.jpg) ดาว เอาบุญมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ โมทนาร่วมกันนะคะ ฟังเสียงประกอบค่ะ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=twinkling-stars&group=7 หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ThailandReport ที่ 27-07-2006, 00:23 :slime_p:
หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ดอกฟ้ากับหมาวัด ที่ 27-07-2006, 00:46 เหลือความดีมีไว้ไม่สิ้นสุด
คงประดุจดวงแก้วแววนักหนา ความดีไซร้ประดับไว้ในโลกา ผู้คนพาแซ่ซ้องร้องอวยชัย สาธุด้วยคนค่ะ หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ThailandReport ที่ 27-07-2006, 00:52 :slime_bigsmile:
หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ดอกฟ้ากับหมาวัด ที่ 27-07-2006, 01:10 ''เจ้าหลานเฮี้ยว''คุณยายเคี้ยวหมากหยับหยับ
''คุณยายครับ''สงสัยใคร่จะถาม คนที่ได้ ได้ไปไหนอยากถามทาง คนที่ขาด ต้องเคว้งคว้างไปทางใด คุณยายบ้วนน้ำหมากพลางขากทิ้ง ช่างยุ่งจริงเด็กบ้าขี้สงสัย ที่ตายแล้วเอาไปฝังช่างปะไร ที่อยู่ก็ แบกไปเผากันเอง :lol: หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ดังก้อง...ฟ้องคนดู... เริ่มหัวข้อโดย: ThailandReport ที่ 27-07-2006, 01:20 ดูเอาเถิด ใคร "บ้า" :mrgreen:
นี่....คุณยาย..ดอกฟ้า รอหมาวัด หรือคุณยาย จากวัด มาฟัดกะหมา หลานถามเรื่อง... ธรรมะ .....ตถตา คุณยายหา....ว่า "เด็กบ้า" คุณว่าไง ? หลานไปนอนก่อนนะคุณยาย ดึกละ ฮ้าววววววววววว พรุ่งนี้ว่างจากวิ่งเล่นจะมา เด็ดดอกฟ้า..เอ้ย มะช่าย มาแหย่คุณยายเล่นใหม่คร้าบบบ จุ้บๆ ไปนะ :mozilla_tongue: :mozilla_kiss: :mozilla_innocent: :lol: หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ดังก้อง...ฟ้องคนดู... เริ่มหัวข้อโดย: ดอกฟ้ากับหมาวัด ที่ 27-07-2006, 01:32 ดูเอาเถิด ใคร "บ้า" :mrgreen: นี่....คุณยาย..ดอกฟ้า รอหมาวัด หรือคุณยาย จากวัด มาฟัดกะหมา หลานถามเรื่อง... ธรรมะ .....ตถตา คุณยายหา....ว่า "เด็กบ้า" คุณว่าไง ? หลานไปนอนก่อนนะคุณยาย ดึกละ ฮ้าววววววววววว พรุ่งนี้ว่างจากวิ่งเล่นจะมา เด็ดดอกฟ้า..เอ้ย มะช่าย มาแหย่คุณยายเล่นใหม่คร้าบบบ จุ้บๆ ไปนะ :mozilla_tongue: :mozilla_kiss: :mozilla_innocent: :lol: :lol: :lol: :mozilla_kiss: :mozilla_kiss: หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: THE THIRD WAY ที่ 27-07-2006, 08:48 ต้องอันนี้ด้วยครับ
แผ่เมตตาครับ -------------------------------------- คำแผ่นเมตตา สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้ มีเวรแก่กัน และกันเลย อัพยา ปัชฌา จงเป็นสุข ๆเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อะนีฆา จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้น จากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ท่านทั้งหลาย ที่ได้ทุกข์ขอให้พ้นจากทุกข์ ท่านทั้ง หลายที่ท่านได้สุข ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป http://www.childthai.org/cic2/cd065.htm ------------------------------------------------------------------- คุณลักษณะของคนที่ชอบทำบุญ มีอยู่ประการหนึ่ง ที่เหมือน ๆ กัน ก็คือ หลังจากไปสร้างคุณงามความดี หรือไปอิ่มบุญมาด้วยการบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ จะด้วยวิธีใด และที่แห่งหนตำบลใดมาแล้วก็ตาม สิ่งที่ลงเอยเหมือนกันคือ คนที่เขาใจบุญจริง ๆ เขามักไม่เก็บบุญ หรือขี้เหนียวบุญไว้เชยชมเพียงผู้เดียว แต่เขาจะมีวิธีการขยายบุญหรือดับเบิลบุญให้มากทวีคูณยิ่งขึ้น ในที่นี้ขอเรียกว่า "แผ่เมตตา" การแผ่เมตตามีวิธีทำอย่างไร ? มีขอบเขตแค่ไหนเพียงไร ? และมีประโยชน์กี่มากน้อย ? ตรงนี้มีคำตอบ ครับคำตอบก็คือ พระพุทธเจ้าตอบ(ตรัส)ว่า เบื้องต้นเลย เราต้องตั้งใจ(จิต)ปรารถนาให้ผู้อื่น สัตว์อื่นให้มีความสุข ไม่ว่าเป็นเชื้อชาติ ลัทธิ ศาสนาใดก็ตาม หรือไม่ว่าคนๆ นั้น สัตว์นั้น จะเคยทำให้เราพอใจหรือไม่ก็ตามเถอะ เราควรจะมีจิตดวงเดียวแผ่เมตตา ให้ความรัก ความเอ็นดูจากดวงจิตอันใสสะอาด อย่างเท่าเทียมกัน เสมือนหนึ่งเป็นพ่อแม่ เป็นคนรักของเรา ถึงแม้คนที่เราเคยอาฆาตพยาบาทว่าชาตินี้ทั้งชาติหรือจะชาติไหน ๆ จะต้องล้างแค้นให้ได้ก็ตามที พระองค์บอกว่า ...ควรแผ่เมตตาให้เสมอภาค กระผมเชื่อว่าตรงนี้เป็นเรื่องยากสำหรับคู่กรณีบางท่าน แต่ถ้าเราทุกคนเชื่อในคำสอนพระพุทธเจ้าก็ทำไปเถอะครับ เพราะทำไปแล้วชีวิตนี้มีแต่ได้กับได้ ไม่เห็นมีทางเสียเลย ส่วนคำแผ่เมตตามีอยู่หลายบท ทั้งแบบสั้น และแบบยาว ด้วยเนื้อที่จำกัดจึงขอแบบสั้น ๆ เท่านั้น คำแผ่เมตตาที่ใช้ในวงกว้าง "สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ" แปลว่า ขอสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย, จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย, จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์(ลำบาก)ใจเลย จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ท่านทั้งหลายที่ได้ทุกข์ ขอให้พ้นจากทุกข์ ท่านทั้งหลายที่ได้สุข ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป คำแผ่เมตตาที่ระบุชื่อวงจำกัดเช่นบิดามารดา ญาติ ครู อุปัชฌาอาจารย์ พระภูมิเจ้าที่และอื่นๆ ตัวอย่างเช่น. 1. อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร แปลว่า ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข 2. อิทัง โน (เม) ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหตุ ญาตะโย แปลว่า ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงเป็นสุข ๆ เถิด 3. อิทัง เม คะรุปัชฌายาจะริยา นัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คะรุปัชฌายาจริยา ฯ แปลว่า ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข 4. อิทัง เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ เทวะตาโย ฯ แปลว่า ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลาย ขอให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข 5. อิทัง เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ เปตาฯ แปลว่า ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จ แก่เปตรทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข 6. อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรีฯ แปลว่า ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข ครับผมได้นำตัวอย่างการแผ่เมตตาแบบสั้น ๆ มาฝากให้อ่านเล่น ๆ กันแล้วหวังว่าท่านจะหยิบ ไปใช้ในโอกาสที่อำนวยกันบ้างนะครับ ..ที่นี้อยากพูดถึงประโยชน์ของการแผ่เมตตาบ้าง ประโยชน์จากการแผ่เมตตา ผู้ที่เจริญเมตตาธรรมอยู่เสมอ ๆ จนจิต ติดมั่นในเมตตา มีเมตตาเป็นสมบัติ(อารมณ์) ประจำใจ อันดับแรก ทำให้ตัวเองมีความสุขสงบ สว่าง โปร่งโล่ง ไร้ปัญหาติดขัดนานาประการตลอดชีวิต อันดับต่อมา ทำให้สังคมระดับรากหญ้า (ครอบครัว) และระดับประเทศ ระดับโลก ได้รับสันติสุขแท้จริง ถาวรอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ประโยชน์การแผ่เมตตาที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้มี 11 ประการได้แก่ 1. (ทำให้)หลับก็เป็นสุข 2. ตื่นก็เป็นสุข 3. ไม่ฝันร้าย 4. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย 5. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย (ผี เปรต อสุรกาย วิญญาณต่าง ๆ ) 6. เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครอง 7. แคล้วคลาดจากภยันอันตราย 8. จิตเป็นสมาธิได้ง่าย 9. สีหน้าย่อมผ่องใส 10. เมื่อจะตายใจก็สงบ(สู่สุคติภูมิ) 11. ถ้ายังไม่บรรลุคุณธรรมพิเศษที่สูงกว่า ย่อมเข้าถึงชั้นพรหม ครับทั้งหมดนี้คือ ผลที่ได้จากการแผ่เมตตา ถ้าท่านเห็นว่า ดี มีประโยชน์ทั้งส่วนตัว และส่วนรวม ลงมือปฏิบัติ สิครับ อีกทั้งได้ชื่อว่ารักษาพุทธเจตนารมย์ของพระพุทธองค์ที่ว่า " โลโกปัตถัมภิกา เมตตา" เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก (เกิดจากการแผ่ให้) http://www.dhammathai.org/articles/028.php ---------------------------------------------------------------------------------------------------------- การกระทำสิ่งไดที่ทำให้เพื่อนมนุษย์ได้คลายทุกข์ มองเห็นช่องทางแห่งความสงบ ความสุข เป็นสิ่งที่พุทธมามกะ พึงกระทำครับ หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: ประกายดาว ที่ 12-08-2006, 10:03 มา ชวนเพื่อนๆ สวดมนต์ ค่ะ....
แม้ว่า เสียงสวดมนต์นั้น ไม่อาจพิสูจน์ได้ ว่าจะได้ยินก้องฟ้า หรือไม่ ได้ยินไปไกล ข้ามอีกภพชาติ ไปให้ ผู้ลาจากไกลหรือไม่ หรือ ได้ยินไปทั่วทุกภพทุกภูมิ ...หรือไม่ อย่างไร แต่เสียงหนึ่งที่ ประกายดาวมั่นใจ อย่างที่สุด ปราศจากข้อกังขา ก็คือ การที่เสียงสวดมนต์นั้น ดังก้องเข้าไปในหัวใจของตัวเอง วันนี้ เป็นวันแม่ สำหรับ ลูกที่อยู่ไกลแม่ การบอกรักแม่ด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม การสวดมนต์ ...น้อมใจ ไปถึง แม่ด้วยบุญกุศล ทั้งหลายทั้งมวล ที่เคยก่อเกิดปฏิบัติมา หรือ ตั้งไว้ในใจ ด้วยโยนิโสมนสิการ อย่างแยบคาย ประกายดาวมันเป็น หนึ่งความสุขใจ ที่ ตัวเองรับรู้ และ แม่ได้รับรู้ รวมไปถึง ทุกๆ ชีวิตที่ปรารถนาดีต่อกันรับรู้ได้ ค่ะ (http://www.bloggang.com/data/twinkling-stars/picture/1136949627.jpg) หัวข้อ: Re: เสียงสวดมนต์ ........ เริ่มหัวข้อโดย: Killer ที่ 16-08-2006, 10:43 พระป่าหลายต่อหลายรูป สวดมนต์ได้ไม่กี่บท
แต่ทำไม บรรลุธรรม กันไปเยอะแยะ แล้วล่ะ.....หือออ.... :lol: |