|
หัวข้อ: ความสุขของคนธรรมดา โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ เริ่มหัวข้อโดย: taworn09220 ที่ 06-01-2007, 20:32 ความสุขของคนธรรมดา
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ผู้เขียนถือตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เนื่องจากท่านได้ให้โอวาทต่อผู้เขียนไม่น้อยกว่า 3 ครั้งซ้ำๆ กันว่า ให้ถือหนังสือ นวโกวาท (คือหนังสือที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระนิพนธ์ขึ้น เพื่อเป็นตำราสำหรับภิกษุสามเณรที่บวชเพียงพรรษาเดียวคือ 4 เดือน เพื่อเอาไว้ศึกษาพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมจาก ที่ครูอาจารย์สั่งสอน) เป็นหนังสือคู่กายเมื่อมีเวลาก็ให้เอาขึ้นมาอ่านเสมอ วันนี้เปิดดูนวโกวาทในข้อปฏิบัติของคนธรรมดา(คิหิปฏิบัติ) หมวด 4 เจอข้อน่าสนใจที่น่าจะเป็นเรื่องชวนคิดสำหรับ คนไทยที่เป็นคนธรรมดาทั้งหลายในสภาวะที่น้ำมันแพง ราคาสินค้าและค่าโดยสารและขนส่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างน่ากลัว(สำหรับคนที่ไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นคนพิเศษ เช่น พระภิกษุหรือบรรดาสานุศิษย์ระดับเบิ้มของนิกายต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจก็ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของคนธรรมดา) คือ "สุขของคฤหัสถ์ 4" ซึ่งก็คือความสุขของคนธรรมดานั่นเอง มีดังนี้คือ 1.สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ 2.สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค 3.สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้ 4.สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ก็ตรงๆ ง่ายๆ นี่แหละ เนื่องจากพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสำหรับคนทั้งโลก พระพุทธเจ้าทรงสอนข้อปฏิบัติเพื่อความสวัสดี ีให้แก่คนทุกประเภท ซึ่งคนธรรมดานี่เป็นคนที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก หากคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนายังเชื่อและมั่นใจในหลักของความเป็น "อกาลิโก" คือคำสอนของพระพุทธองค์ ์เป็นความจริงอยู่เรื่อยไป โดยไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาแล้วก็ น่าจะพิจารณาถึงการแสวงหาความสุขของความธรรมดานี่ให้มากๆ สําหรับ 2 ข้อแรกก็ต้องอธิบายกันนิดหน่อย สำหรับคนขี้เหนียวคือการหาเงินแล้วมีเงินอย่างเดียวยังไม่ใช่ความสุข แม้ว่าบางคนมีความสุขจากการเอาสมุดบัญชีออมทรัพย์มานั่งดูตัวเลขว่ามีเงินเพิ่มขึ้นเท่าไรแล้ว โดยกินอยู่อย่างอดมื้อกินมื้อ อยู่อย่างคนอนาถา แบบว่าเงินสักสลึงก็ไม่ยอมให้ใครเลย(ไม่รู้ว่าเด็กปัจจุบันนี้รู้จักเหรียญสลึงหรือเปล่า? เหรียญสลึงคือเหรียญ 25 สตางค์ เป็นเหรียญสีทองเล็กกว่าเหรียญบาทที่เป็นเหรียญสีเงิน) ดังนั้น เมื่อมีเงินแล้วก็ต้องมีความสุขจากการใช้เงินด้วย เพราะว่าเราเป็นนายของเงิน หากให้เงินเป็นนายของเราแล้ว คนเราย่อมหาความสุขได้ยาก การมีทรัพย์นั้นเป็นความสุขทางใจที่ทำให้มั่นใจว่าเรามีหลักประกันเป็นแบบ security ในพีระมิดของความต้องของ Abraham Maslow ขั้นที่สอง สำหรับข้อสามนี่ทำให้เกิดความฉงนใจว่า คนไทยเราส่วนใหญ่ก็นับถือพระพุทธศาสนากันทั้งนั้น ทำไมจึงนิยมการเป็นหนี้กัน เหลือเกิน โดยเฉพาะประโยคที่พูดกันจนติดปากว่า "การมีหนี้คือเครื่องหมายของความมีเครดิตเป็นที่เชื่อถือได้" หรือ "ต้องกู้เงินจึงจะมีเครดิต" ถ้าใช้หนี้สินเป็นดัชนีชี้วัดความสุขของคนไทยแล้วก็พอจะคาดคะเนได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ มากนั้นคงไม่มีความสุขเสียเลยจริงๆ น่าเสียใจนัก ส่วนข้อสุดท้ายคือการประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ก็คงเป็นที่ชัดเจนแก่วิญญูชนทุกคนแล้ว เนื่องการทำงานที่มีโทษ คือการงานที่ผิดกฎหมายและผิดทำนองคลองธรรม เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน ก็ยากที่จะมีความสุขกายสุขใจได้ เนื่องจากต้องสะดุ้งผวาอยู่เป็นนิจว่าตัวเองจะโดนเข้าบ้างเมื่อใด เช่นพวกคนที่ค้ายาบ้าหรือหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นมาเฟีย เป็นต้น เมื่อพิจารณาเรื่องความสุขของคนธรรมดานี้ประกอบกับการให้พรตามมาตรฐานของคนไทยคือ คำแสดงความปรารถนาดี ีที่เรียกว่าจตุรพิธพร คือ พร 4 ประการ คือ 1.อายุ ความมีอายุยืน 2.วรรณะ ความมีผิวพรรณผ่องใส(อันนี้ผู้หญิงต้องการมาก) 3.สุขะ ความสุขกายสุขใจ 4.พละ ความมีกำลังแข็งแรง มีสุขภาพดี ดูไปแล้วไม่มีพรข้อใดเลยที่พูดถึงเงินตรงๆ เลย แต่ในพรข้อที่ 3 ที่ขอให้มีความสุขกายสุขใจนั้นก็คงเอามาปรับเข้ากับคำสอนของพระพุทธองค์ในเรื่องของความสุขของคนธรรมดาได้เป็นอย่างดี ว่าไปแล้วความปรารถนาของคนทั่วไปนี่ก็เป็นแบบรูปธรรมเสีย 3 ข้อ ส่วนที่เป็นนามธรรมมีเพียงข้อเดียว คือข้อความสุขนี่เอง ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดา ดังนั้นใครอยากมีความสุขก็เมื่อทราบเงื่อนไข 4 ข้อนี้แล้วก็คงจะหาความสุขเอาเองเถิด ผู้เขียนนึกเป็นห่วงมากๆ ในขณะนี้ก็คือบรรดาท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานวันวิสาขบูชาปีนี้เอง ไม่ทราบว่าท่านจะมีความสุขดีหรือไม่? แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ไม่ใช่คนธรรมดาโดยทั้งสิ้น คงไม่เป็นอะไรหรอกนะ |