ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
15-07-2020, 12:18
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  วิกรม อมตะนคร ก็ชำแหระแม้วจนได้ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
วิกรม อมตะนคร ก็ชำแหระแม้วจนได้  (อ่าน 7972 ครั้ง)
รวงข้าวล้อลม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,103



เว็บไซต์
« เมื่อ: 16-11-2006, 15:11 »

คุณวิกรม อมตะนคร ... เศรษฐีหลายพันล้านคนหนึ่ง ที่ประกาศไว้ว่าเมื่อตัวเองตายไป จะยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้ลูกๆ อีกครึ่งหนึ่งเป็นมรดกยกให้ประเทศชาติ
ที่แน่ๆ ตอนนี้คุณวิกรมยังไม่ตาย แต่เขาก็บริจาคทรัพย์สินและหุ้นในตลาดให้กับกิจการสาธารณประโยชน์หลายๆแห่งไปแล้วหลายร้อยล้านบาท
ไม่เหมือนกะเศรษฐอีกท่านหนึ่งที่ไม่ต้องเอ่ยชื่อเขาออกมาเลย คุณๆก็ต้องรู้จักเขาแน่ๆ ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างบินจากฮ่องกงไปบาหลี คนนั้นแหละครับ
เขาคนนี้แหละ ตึ๋งหนืดดดดดด ... ขี้เหนียววววววววโคตรรรรรรรรรรรร ฮ่าฮ่า


วันนี้ผมก็ได้ฟังคุณวิกรมมาคุยทางคลื่น 96.5 เวลา 09.00-10.00 ตามปกติ จันทร์-ศุกร์ เหมือนเดิมทุกครั้ง

สรุปนะครับ ... คุณวิกรม เขาไม่สนใจการเมืองเลยครับ
เขาอาจมีวิจารณ์บ้านเมืองอยู่บ้างก็เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรฐกิจเท่านั้น
นอกจากบางครั้งที่เลี่ยงไม่ออกจริงๆแล้วนั่นแหละ เขาถึงจะปล่อยหมัดถากๆๆๆๆๆไปยังเป้าสกปรกๆๆอย่างคาดไม่ถึง เช่นวันนี้เป็นต้น

ผมฟังคุณวิกรมมานานครับ นี่ก็เข้าปีที่ 3 แล้วมั้ง แกคุยกลางมากๆ ให้กำลังใจทักษิณมานาน
แม้ในช่วงสนธิ ลิ้มฯขึ้นเวทีด่าเศรษฐีคนนั้น แกก็ยังหัวชนฝาให้กำลังใจกับนายกฯสู้สู้สู้ และแนะนำให้เอาหลักฐานมาตีโต้สนธิ
แต่จนแล้วจนรอด เศรษฐีที่แกเชียร์ ก็ไม่เคยเปิดโอกาสหอบหลักบานมาแย้งสนธินได้เลย จนคุณวิกรมแกก็เคยปรารภว่า "อ่อนใจ"

วันนี้คุณวิกรมแกเอาข่าวน่าเกลียดๆๆของประเทศไทยเรื่อง ไทยติดอันดับ 63 ของคอรัปชั่นทั่วโลกมาฝากครับ
แกเล่าข่าวให้ฟังว่า ประมาณ 5 ปีมานี้ ประเทศไทยเรตติ้งดีมากขึ้นๆทุกปีครับ เลื่อนจากอันดับท้ายๆ 100 กว่าๆมายืนอยู่ที่ 63 แล้ว ฮ่าฮ่า
เพราะงั้นที่ผมโพสต์ไว้ว่า เรตติ้งดีขึ้นๆทุกปีเนี่ย ผมหมายถึงอันดับขยับปรับขึ้นมาเป็นประเทศคอรัปชั่นมืออาชีพมากขึ้นๆทุกปีนะ เอิ๊ก เอิ๊ก กกก
จริงๆแล้ว 63 เป็นอันดับที่ประจานประเทศไทยมากที่สุดตั้งแต่มีการตั้งประเทศไทยมา

พูดมาถึงตงนี้ คุณวิกรมเดือด ลมออกหูเลยครับ ... เลยเหมาทั้ง 2 ช่วงที่ออกอากาศคุยเรื่องนี้จนหมดเวลาไปเลย
ก็แกเบรคแตกกับอันดับที่ถูกยกย่องน่ะครับ แกก็เลยชำแหระโยงไปถึงผู้บริหารประเทศในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างชนิดเลี่ยงไม่ออกจริงๆ
ผมจะไม่ยกคำพูดของคุณวิกรมมาลงไว้ตรงนี้นะครับ เพราะหลายคนในนี้ที่หลงไหลไปด้วยกับเศรษฐีขี้ตืดคนนั้นจะทำใจไม่ได้กับข้อเสนอคำแนะนำของคุณวิกรม
เอาเป็นว่า คุณวิกรมเสนอให้ "ประหารชีวิตนักการเมืองชั่วๆที่โกงชาติ" ครับ


http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=3466.msg31107;topicseen#msg31107
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-11-2006, 15:16 โดย รวงข้าวล้อลม » บันทึกการเข้า

&..หลายๆทำไม ..คุณตอบได้ไหม ?
http://www.oknation.net/blog/roungkaw/2008/05/27/entry-4
รวงข้าวล้อลม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,103



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 16-11-2006, 15:15 »

quote author=อัพเดทอาสา link=topic=3466.msg31097#msg31097 date=1163659512]
สัมภาษณ์ : วิกรม กรมดิษฐ์ “ผมภูมิใจในความเป็นคนไทย แต่ผมเสียใจในความคิดและวิธีคิดของคนไทย”

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์
บุญกิจ สุทธิญาณานนท์ : ถ่ายภาพ


วิกรม กรมดิษฐ์ ในวัย ๕๔ ปี เป็นผู้ชายที่ผ่านมาแล้วทุกรสชาติของชีวิต สังคมรู้จักเขาในฐานะนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของประเทศ ผู้บุกเบิกนิคมอุตสาหกรรม ๓ แห่งในประเทศ และอีก ๒ แห่งในประเทศเวียดนาม ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า ๓ แสนล้านบาท ภายในนิคมอุตสาหกรรมประกอบด้วยโรงงานทันสมัยกว่า ๖๐๐ แห่ง และมีคนงานจำนวนกว่า ๑๘๐,๐๐๐ คน

และเมื่อเร็วๆ นี้ นิตยสาร ฟอร์บส์ (เอเชีย) ก็ได้จัดอันดับนักธุรกิจไทยที่ร่ำรวยที่สุด ๔๐ ลำดับแรกของประเทศ โดยมีรายชื่อ วิกรม กรมดิษฐ์ อยู่ในอันดับที่ ๒๙ ด้วยสินทรัพย์มูลค่า ๕,๖๐๐ ล้านบาท

วิกรมเล่าให้ฟังว่า การบุกเบิกนิคมอุตสาหกรรมครั้งแรกๆ ที่บางปะกงเมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อนนั้น มีเพื่อนหลายคนมาร่วมลงทุนด้วย ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายกันไปสร้างอาณาจักรส่วนตัว คนหนึ่งปัจจุบันกลายเป็นนักการเมืองชื่อดัง ขณะที่อีกคนหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแม่แห่งวงการชอปปิงมอลล์ ส่วนตัวเขาเองก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางในแวดวงธุรกิจในฐานะประธาน และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินงานด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

แต่อีกด้านหนึ่งเขาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงผ่านอัตชีวประวัติเรื่อง ผมจะเป็นคนดี หนังสือที่มียอดพิมพ์หลายแสนเล่ม บอกเล่าเรื่องราวชีวิตทั้งด้านดี และด้านร้าย โดยเฉพาะความขัดแย้งกับผู้เป็นพ่อ ซึ่งรุนแรงถึงขนาดที่เขาบันทึกไว้ว่า

“ต้องยิง ยิงให้หายแค้น ฆ่าพ่อให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วผมก็จะยิงตัวเองให้ตายตาม เรื่องชั่วร้ายทุกอย่างจะได้จบสิ้นกันเสียที”


เขายอมรับว่า ชีวิตสมรสก็ล้มเหลว ทุกวันนี้เป็นโสด แต่ไม่ปิดบังว่ามีผู้หญิงมากหน้าหลายตาวนเวียนเข้ามาในชีวิตอยู่ตลอด

ใครที่ติดตามเรื่องราวของเขามาบ้าง คงพอจะรู้ว่าชายผู้นี้มีชีวิตหลายภาค นอกเหนือจากการใช้ชีวิตในภาคธุรกิจ บริหารเงินระดับหมื่นล้าน เป็นนักวิจารณ์สังคมแสดงทัศนะจากมุมมองของเขาผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์-รายการวิทยุอย่างต่อเนื่องแล้ว วิกรมยังเป็นนักขับรถผู้นิยมความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ เคยร่วมฝึกบินกับกองทัพอากาศรุ่น ๓๓ และสนุกกับการได้ลองขับ Mig-25 เครื่องบินที่เร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็วเหนือเสียงสามเท่า ทั้งยังใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปท่องอวกาศให้ได้สักครั้งในชีวิตนี้ แต่เมื่อเขาบวช วิกรมกลับเลือกที่จะใช้ชีวิตตามแบบพระป่า ธุดงค์ไปในถิ่นที่ไม่มีแม้น้ำ-ไฟ

ทุกวันนี้ เขาถอยห่างจากธุรกิจเพื่อทำงานให้แก่มูลนิธิอมตะที่เขาก่อตั้งขึ้น และสร้างความฮือฮาให้แก่วงการนักเขียนเมื่อจัดตั้งรางวัล “อมตะไรเตอร์อวอร์ด” มอบรางวัลชนะเลิศให้นักเขียนเป็นเงินสดสูงเป็นประวัติการณ์ถึง ๑ ล้านบาท ทั้งยังส่งเสริมศิลปิน ด้วยการจัดตั้งรางวัล “อมตะอาร์ตอวอร์ด” รวมถึงสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะขนาดใหญ่กลางอมตะนครเพื่อให้เป็นที่เก็บรวบรวมผลงานศิลปะของคนร่วมยุค

ส่วนตัวเขาเอง เขาตั้งใจจะใช้เวลาที่เหลือเขียนหนังสือเล่มใหญ่ ๔ เล่มจากประสบการณ์ชีวิตของเขาเพื่อเป็นบทเรียนให้แก่คนรุ่นต่อไป โดยใช้เงินประมาณ ๑๐๐ ล้านจัดพิมพ์หนังสือแจกให้แก่กลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ รวมถึงนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ต่างประเทศ

ล่าสุด วิกรมประกาศจะยกทรัพย์สินหลายพันล้านบาทของเขาที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดให้แก่มูลนิธิอมตะ เพื่อทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดินไทย


วันหนึ่ง สารคดี มีโอกาสได้สนทนากับผู้ชายคนนี้

สามชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราได้ข้อสรุปประการหนึ่งว่า ชายคนที่ชื่อ วิกรม กรมดิษฐ์ มีโลกหลายใบที่ไม่ธรรมดา

เหลียวไปมองชีวิตที่ผ่านมา คุณคิดว่าคุณเป็นคนอย่างไร

ผมเป็นคนที่คิดเป็นเส้นตรง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ไม่ได้มองแบบโค้งไปโค้งมา ผมคิดว่ามันไม่เสียเวลาดี ผมไม่อยากจะมีต้นทุนในกาลเวลาที่มันสูงขึ้น เพราะตอนนี้ผมก็ ๕๔ แล้ว เราชอบหลอกตัวเองว่าฉันยังแจ๋ว ฉันยังหนุ่ม ไม่จริงหรอก ถ้าเราไปนั่งอยู่หน้าโลงศพของพรรคพวกที่ม่องกันทุกวันๆ เราก็จะรู้ว่าเวลาของเราเหลือน้อยลงทุกที สำหรับเวลาที่เหลือ หากผมไม่รู้จักใช้มันให้ถูกต้อง ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง มันก็น่าเสียดาย

ฉะนั้นการที่ผมมองอะไร ทำอะไร คิดอะไร ผมจะพยายามดึงให้มันเป็นเส้นตรงที่สุด และนี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้วันนี้ผมเลือกที่จะปลีกตัวออกจากงานด้านธุรกิจ ผมหลีกออกจากงานมา ๔ ปีแล้วเพื่อมาเขียนหนังสือ ซึ่งถึงวันนี้ก็ถือว่าผมอยู่นอกงานที่เป็นธุรกิจได้สัก ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว

ผมพอแล้วสำหรับการทำธุรกิจ
ถ้าเราสมมุติชีวิตเป็นเหมือนวัฏจักร ช่วงก่อนผมอายุ ๔๘ เป็นช่วงที่ผมทำธุรกิจเพื่อกินเพื่อเติบโตเต็มที่ ผมเปรียบตัวเองเหมือนหนอนผีเสื้อ กินทั้งวันทั้งคืน

ขณะที่ช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา ผมกำลังกลายเป็นดักแด้ที่เริ่มเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เริ่มรู้ว่าที่แท้แล้วเราต้องการอะไร พอเข้าใจตัวเอง

ผมก็เริ่มสร้างโปรแกรมขึ้นในสมอง ถ่ายทอดความนึกคิดในอดีต ฝันถึงอนาคต เพื่อให้ดักแด้ตัวนั้นฟักตัวแล้วโผบินไปสู่โลกในแบบที่เราอยากจะเป็น

ที่ผ่านมาผมมานั่งคิดว่ามนุษย์ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม นับตั้งแต่ก้าวแรกออกจากห้องนอน เราก็ไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว เมื่อถูกสิ่งแวดล้อมพัดพา เราก็ปล่อยตัวเองไปตามกระแส วิ่งวนไปตามเข็มนาฬิกาที่มันหมุนไป ตามปัญหาตามอารมณ์ของผู้คนของสังคมที่อยู่รอบข้างเรา นี่คือมนุษย์ในปัจจุบัน

แต่ผมต้องการเป็นตัวของผมเองเหมือนกับตอนที่ผมยังไม่ได้เดินออกมาจากห้องนอน ผมจึงไม่เอาตัวผมไปพันธนาการกับปัจจัยหรืออะไรก็แล้วแต่สารพัดอย่างที่อยู่ภายนอก ไม่ปล่อยให้ปัจจัยภายนอกมาชักจูงเรา

ตอนนี้ผมเข้าใจตัวเอง รู้ดีว่าต้องการอะไร และต้องทำอะไร ผมก็เลยทิ้งหน้าที่ที่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจออกไป

หันไปสู่หน้าที่ที่ผมเห็นว่ามันเหมาะสมกับตัวเรา นั่นก็คือการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ และจินตนาการของผม

ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป ผมคิดว่า ถ้าตอนเด็กผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือแบบที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ผมจะประหยัดเวลาที่ผมขอเรียกว่าเป็นต้นทุนชีวิต ทำให้เสาเข็มแห่งชีวิตของผมปักหลักมั่นคงแข็งแรงโดยไม่ต้องเปลืองต้นทุนเหมือนที่ผ่านมา

เมื่อไม่มีใครบอกทาง เราก็ต้องงมต้องสุ่มไปเรื่อย มันก็เปลืองชีวิต เปลืองเวลา ฉะนั้นผมจึงอยากจะเอาสิ่งที่ผมเรียกว่า ต้นทุนของการสร้างเสาเข็มแห่งชีวิต มามอบให้แก่คนรุ่นต่อไป

[/quote]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-11-2006, 15:18 โดย รวงข้าวล้อลม » บันทึกการเข้า

&..หลายๆทำไม ..คุณตอบได้ไหม ?
http://www.oknation.net/blog/roungkaw/2008/05/27/entry-4
รวงข้าวล้อลม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,103



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 16-11-2006, 15:26 »



“ลูกน้องผมอยู่กับผมมาตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัท แล้ววันนี้พวกเขาก็ทำได้ดี ผมไปแย่งงานเขาทำก็ไม่มีประโยชน์ เราชอบหลอกตัวเองแบบเถ้าแก่ว่าต้องลงมือทำเองทุกเรื่อง คนจีนยุคก่อน ถ้าไม่ใช่ลูกหลาน ไม่ใช่พรรคพวก ก็ไม่ให้ตำแหน่ง ผมเองก็มีเชื้อจีน แต่ผมว่าความคิดแบบนั้นมันไม่ถูก ผมบอกไว้เลยว่าบริษัทผมต้องเป็นของมหาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นไม่ควรจะมีคนจากครอบครัวผมเกิน ๒ คนเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร”

บันทึกการเข้า

&..หลายๆทำไม ..คุณตอบได้ไหม ?
http://www.oknation.net/blog/roungkaw/2008/05/27/entry-4
รวงข้าวล้อลม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,103



เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 16-11-2006, 15:27 »

ทุกวันนี้งานที่ทำคืออะไร

ทุกวันนี้งานของผมคืออ่าน และเขียน ผมพักอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นแพเล็กๆ แถวเขาใหญ่ ขนาด ๒๐ ตารางเมตร ลงทุนซื้อที่ทำบ้านหมดเงินไป ๒ แสนกว่าบาท มีแค่เสื่อผืน หมอนใบ และมุ้งลวด ผมไปอยู่เขาใหญ่เพราะอยากไปเขียนหนังสือ แต่อยู่ๆ ไปชักไม่อยากกลับกรุงเทพฯ มันสงบ

ผมไปที่นั่นเพราะต้องการสัมผัสกับธรรมชาติ เหมือนพระธุดงค์เข้าไปในป่า ผมอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน ๒ สัปดาห์ถึงจะลงมาทำงานที่กรุงเทพฯ ๑ วัน วันนี้ผมผันตัวเองจากนักธุรกิจมาเป็นนักถ่ายทอด โดยจะนำประสบการณ์ชีวิตของเราเป็นตัวตั้ง เขียนออกมาเป็นหนังสือ ๔ เล่ม คือ

คู่มือแห่งชีวิต คู่มือแห่งธุรกิจ คู่มือแห่งครอบครัว คู่มือแห่งความฝัน

ถึงผมตายไป หนังสือพวกนี้ก็ยังอยู่ ทุกสิ่งที่ผมเขียนมันมาจากตัวตนของผม ผมไม่ตอแหลอดีต ผมไม่หลอกลวงอนาคต หัวคือหัว ก้อยคือก้อย เล่มแรกเป็นเรื่องชีวิต ตั้งแต่เด็ก ผมเขียนออกมาจากความทรงจำของผม ตอนที่ผมอายุ ๒ ขวบ ผมก็จำความได้แล้ว จำได้ว่าผมเกเรกับพี่เลี้ยงยังไง ต่อมาผมล้มเหลวในเรื่องครอบครัวยังไง เขียนไปให้หมดเลย เพื่อผู้ปกครอง เพื่อลูกหลานในสังคมจะได้อ่านเป็นบทเรียน

เล่มที่ ๒ เป็นเรื่องธุรกิจ เป็นประสบการณ์การทำธุรกิจของผมตลอด ๓๐ กว่าปี เริ่มตั้งแต่วันแรก ทำยังไง พบปัญหาอะไร แล้วที่ผมประสบความสำเร็จในวันนี้ ผมทำมายังไง ผมอยากจะให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจจะทำธุรกิจมาอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ ใครที่คิดจะทำนิคมอุตสาหกรรม มาเอาวิชาตรงนี้ได้เลย ผมไม่หวง

เล่มที่ ๓ เป็นเรื่องความรักของผม ผมอยากให้เด็กรู้ว่า เซ็กซ์คืออะไร ธรรมชาติที่เรียกว่าความใคร่ มันคืออะไร ความรักคืออะไร ครอบครัวคืออะไร หน้าที่คืออะไร และภาระของสังคมคืออะไร ผมอยากบอกว่าการที่คนสองคนไปทำอะไรกันด้วยความสนุก ความมัน กับการใช้ชีวิตครอบครัวมันคนละเรื่องกัน การที่คิดถึงแต่เรื่องอารมณ์ คิดแต่จะสนุก เอามันอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นที่จะตามมา พอคุณผลิตอะไรออกมา ก็กลายเป็นปัญหา เป็นภาระของสังคม วันนี้ถ้าไปดูสถานพินิจฯ กว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์มาจากความใคร่ทั้งนั้น พอเราไม่เข้าใจคำว่าครอบครัว เรื่องลูกไม่มีพ่อมีแม่จึงเกิดขึ้น ปัญหามันก็ยิ่งบานปลาย

ส่วนเล่มที่ ๔ เป็นเรื่องของคนล่าฝัน ผมเป็นคนชอบฝัน เพราะว่าความฝันมันทำให้เกิดพลัง ความมุ่งมั่น ผมมีความสุขที่ได้ฝัน และได้ทำตามความฝัน ผมอยากกระตุ้นให้เราทำสิ่งที่ฝันให้เป็นจริง สานฝันไปเรื่อยๆ ไม่งมงาย ไร้ซึ่งเหตุผล สักวันหนึ่งคุณจะไปถึงฝั่งฝันได้อย่างแน่นอน

ตอนนี้ผมเริ่มสนุกกับการเข้าไปสู่โลกของผม อยู่กับตัวเอง นั่งอยู่คนเดียวทั้งวัน คิดๆๆๆ แล้วก็ถ่ายทอดๆๆๆ อย่างที่ผมเปรียบตัวเองเป็นเหมือนดักแด้ที่กำลังฟักตัว แต่งานที่ผมตั้งใจทำมันก็ไม่ได้มีอะไรที่ถือว่าเป็นภาระหรือเป็นความกดดัน ผมคิดแค่ว่าแผ่นดินนี้เลี้ยงผมมา แผ่นดินนี้ทำให้ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ เมื่อมีอะไรที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่ผมทำได้ ผมก็ทำ และพอทำไปแล้วผมก็มีความรู้สึกว่าสูดหายใจได้เต็มปอด ภูมิใจ

นอกจากหนังสือ ๔ เล่มนี้แล้ว วันที่ผมใกล้หมดลมหายใจ ผมยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่จะเขียนนะ ตั้งใจไว้ว่าหมึกของผมจะหยุดพร้อมกับลมหายใจของผมที่จะหยุด

หนังสือเล่มนั้นชื่อ เมื่อวันนั้นมาถึง

ผมจะเขียนหนังสือเล่มนั้น ถ่ายทอดให้แก่เด็กที่กำลังเป็นวัยรุ่น ว่าอนาคตของพวกคุณก็คือผม ผมที่กำลังเห็น กำลังรู้สึก และกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้

วันนี้ผมไม่ต้องการเงินทอง ไม่ต้องการชื่อเสียง ลาภยศสรรเสริญ ถึงมีคนมาให้รางวัล ผมก็จะไม่รับรางวัลอะไรทั้งนั้นในชีวิตนี้ แม้กระทั่งโนเบล เพราะผมคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมมุ่งหวัง สิ่งที่ผมคาดหวังคือความสุขกับความภูมิใจ

ที่ผ่านมามีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม

ในชีวิตผมจีบผู้หญิงมาเป็นร้อยๆ คนมั้ง คือผมสนุก ผมมีความสุข ผมมีโลกหลายใบ โลกของผมตัดออกมาเป็นซีกๆ เหมือนแตงโม ในแต่ละซีกมันก็มีโลกซ้อนๆ กันอยู่ในนั้น โลกแห่งความรัก โลกแห่งความสุข โลกแห่งความสนุก โลกแห่งความฝัน แต่อีกด้านหนึ่งผมก็อยู่กับตัวเอง ทุกวันนี้ห้องที่ผมนอนจะมืดหมดเลย ห้องนอนผมไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ผมอยู่กับความเป็นศูนย์ เวลาผมปิดไฟมันก็มืดหมด มืดแบบไร้ซึ่งขอบเขต เงียบ ไร้ซึ่งทุกอย่าง นำไปสู่ความสงบ ผมอยู่อย่างนี้มาร่วม ๑๕ ปีแล้ว

การที่เราอยู่กับตัวเอง ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับตัวตนของเรา มันทำให้เรารู้จัก เข้าใจความเป็นตัวตน ความเป็นวิกรมอย่างแท้จริง ผมว่าถ้าเราเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ และอย่างถูกต้อง เราจะรู้จักตัวเอง และรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรในชีวิต วันนี้ สิ่งที่ผมจะเขียนออกมา ทั้งหมดมันมาจากความเป็นตัวตนของผม ซึ่งก็เป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ผมเชื่อว่าผมมีประสบการณ์ มีความคิด มีปรัชญาในการใช้ชีวิตที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นได้

ความเข้าใจตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณวิกรมไม่มีครอบครัวด้วยใช่ไหม


ผมล้มเหลวกับครอบครัว โดยเฉพาะกับพ่อ และนี่คือสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นใหม่ อะไรที่เป็นสีดำ อะไรที่เป็นความผิดพลาดในชีวิตของผม ผมไม่ปิดบังเลยนะ ผมจะถ่ายทอดไปให้หมดเลย ผมอยากให้หนังสือของผมเป็นเหมือนคู่มือชีวิตสำหรับคนในสังคม ผมจะบอกหมดเลยว่าตั้งแต่เด็กผมเป็นยังไง คิดอะไร ทำอะไร และพลาดอะไรมาบ้าง

อย่างเรื่องที่ผมขัดแย้งกับพ่อ ผมไม่อยากให้มันเกิดกับคนอื่น ผมถึงเอาตัวผมเป็นตัวอย่าง เอาตัวผมไปเป็นตัวละคร ให้คนอื่นได้ดูว่าตัวละครตัวนี้มันเต้นผิดยังไง มันร้องผิดรำผิดยังไง ให้เด็กเขาอ่าน

ผมว่าเด็กควรต้องมีเข็มทิศทุกคน ไม่งั้นเขาก็จะเดินสะเปะสะปะ เด็กหลายคนทำอะไรประชดพ่อแม่ เพราะไม่รักตัวเอง ไม่รู้จักตัวเอง ก็ประชดชีวิตไปเรื่อย บางคนฆ่าตัวตายอีกต่างหาก ผมตั้งใจจะเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ออกไปให้ทั่วประเทศ ภายในกลางปี ๒๕๕๐ ห้องสมุดทุกแห่งในประเทศไทยจะต้องมีหนังสือเล่มนี้

ผมอยากจะให้คนไทยทุกๆ คนมีโอกาสอ่านหนังสือทุกเล่มของผม มีโอกาสเรียนรู้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียสตางค์ ผมถือว่านี่เป็นหน้าที่ของผม และเป็นสิ่งที่ผมควรทำ หนังสือที่ผมเขียน ผมตั้งงบเอาไว้ ๑๐๐ ล้านบาทสำหรับพิมพ์แจกให้เด็กในทุกภาคส่วนของสังคมได้อ่าน

เมื่อวานนี้ก็เพิ่งมอบให้ที่กรมราชทัณฑ์ วันนี้ผมสนใจเด็ก เพราะเด็กคืออนาคตของสังคม ถึงตอนนี้ผมจะใช้งบสัก ๑๐๐ ล้านหรือ ๕๐๐ ล้านมันก็ไม่ได้มีอะไรต่างกันสำหรับผม แต่ถ้าผมใช้เงินไปกับสิ่งที่จะทำให้เด็กๆ ดีขึ้นได้ ผมก็ภูมิใจ

ผมถือว่าผมได้สร้างแกนกระดูกของสังคม นั่นต่างหากคือสิ่งที่ผมอยากจะทำ แล้วผมก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาชื่นชม นั่นมันเป็นแค่ลมหู

สิ่งที่อยู่ในใจผมมากกว่า คือเสียงตอบรับจากคนที่ได้อ่านหนังสือของผม ผมได้รับจดหมายจากคนที่อ่านหนังสือ ผมจะเป็นคนดี ๔,๐๐๐ กว่าฉบับนะ

คนอายุ ๘๐ กว่า ไปจนถึงเด็กๆ อายุ ๑๐ กว่า เขียนจดหมายมาหาผม กว่าครึ่งหนึ่งบอกว่าเขารู้สึกว่าเขาโชคดีที่ได้อ่าน มันทำให้เขามีกำลังใจ มีทิศทางมากขึ้น สิ่งที่เขาถ่ายทอดมาผ่านตัวหนังสือไม่กี่คำ ว่าเขาได้อะไร เขารู้สึกยังไง และตอนนี้เขาเป็นยังไง เหล่านี้มันทำให้ผมภูมิใจ

จดหมายทุกฉบับเป็นเหมือนน้ำทิพย์ วันนี้ถ้าถามว่าผมต้องการอะไรในชีวิตอีก ความสนุกตื่นเต้นในการขับรถ ไปเที่ยวผจญภัยในที่แปลกๆ ใหม่ๆ เรื่องพวกนั้นมันเทียบไม่ได้กับความภูมิใจ เพราะมันเป็นความสุขที่ไม่มีขีดจำกัด วันนี้ผมพอใจแล้วที่ได้ยืนอยู่ในจุดที่เป็นตัวของผมอย่างแท้จริง

ขณะที่นักธุรกิจส่วนใหญ่อยากจะขยายกิจการไปเรื่อยๆ แต่ทำไมคุณคิดจะเลิกทำธุรกิจ ไม่ห่วงงานในบริษัทหรือครับ


ลูกน้องผมอยู่กับผมมาตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัท แล้ววันนี้พวกเขาก็ทำได้ดี ผมไปแย่งงานเขาทำก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องเอาตากับสมองของผมไปลงอยู่ที่งาน ทุกวันนี้ อมตะ คอร์ปอเรชัน มีอัตราการเจริญเติบโตปีละ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์โดยที่ไม่ต้องมีผม เราชอบหลอกตัวเองแบบเถ้าแก่ว่าต้องลงมือทำเองทุกเรื่อง คนจีนยุคก่อน ถ้าไม่ใช่ลูกหลาน ไม่ใช่พรรคพวก ก็ไม่ให้ตำแหน่ง ผมเองก็มีเชื้อจีน แต่ผมว่าความคิดแบบนั้นมันไม่ถูก ผมก็สลัดตรงนี้ออก โดยให้ลูกน้องที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องบริหารไปเลย แล้วมาแบ่งกำไรกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีลูกหลานมาทำงานอยู่ในองค์กรเรา ผมบอกไว้เลยว่าบริษัทผมต้องเป็นของมหาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้นไม่ควรจะมีคนจากครอบครัวผมเกิน ๒ คนเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร กับพนักงานของผมผมก็ทำอย่างนี้ เราลงเงิน เขาลงแรง กำไรใช่มั้ย ลื้อแบ่งไป นี่ต่างหากที่ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลากับเรื่องของงานประจำ ก็ทำให้ผมเปลี่ยนงานได้ แต่ขณะเดียวกันธุรกิจของผมก็ขยายนะ

วันนี้บริษัทของผมมีสัดส่วนจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) กว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ

คือมีมูลค่าประมาณ ๓ แสนกว่าล้านบาท เปรียบเทียบกับจีดีพีประเทศไทยปีที่แล้วประมาณ ๗.๒ ล้านล้านบาท

ผมตั้งเป้าไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ โดยที่ผมต้องการเงินลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด ๑ ล้านล้านบาท

ปีที่แล้วมีคนลงทุนเปิดโรงงานอยู่ในนิคมฯ ของเราเพิ่มขึ้น ๑๐๗ โรงงาน ปีนี้คาดว่าเพิ่มขึ้นประมาณ ๑๓๐ โรงงาน

รวมเบ็ดเสร็จแล้วมีโรงงานในนิคมฯ ของเราประมาณเกือบ ๖๐๐ โรงงาน คิดเป็นคนทำงานทั้งหมดประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ คน ผมกะว่าจะมีโรงงานทั้งหมด ๑,๐๐๐ โรงงานภายใน ๕ ปีข้างหน้า และบริษัทผมโชคดีมากเมื่อสนามบินย้ายมาตั้งที่สุวรรณภูมิ นิคมฯ อมตะนครของเราอยู่ห่างจากสุวรรณภูมิแค่ ๒๐ กว่านาที ดังนั้นการที่ผมบอกว่าจะมีเงินลงทุน ๑ ล้านล้านบาทจึงไม่ใช่แค่ความฝันเฉยๆ จะเห็นได้ว่าในแง่ของการพัฒนาอย่างมีเหตุ และผล ผมไม่ได้ลดละเลยนะ คำว่า “อมตะ” ในความหมายของผมคือไม่หยุดหย่อน ไม่มีจุดจบ

ทำไมผมตั้งชื่อเมืองของผมว่า อมตะนคร เพราะมันคือเมืองที่ไม่รู้จักจบ และโตแบบมีคุณภาพ โตแบบมีวินัย ตอนนี้ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครที่ชลบุรี และอมตะซิตี้ที่ระยอง มีถนนยาวเกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร ไปดูสิ ถนนเหล่านี้มีขยะตกอยู่นับชิ้นได้ น้อยมาก เพราะความมีวินัยของคนในนิคมฯ

ปัญหาน้ำเน่าน้ำเสียก็ไม่มี ผมไม่ยอมให้มีน้ำเสียใดๆ ทิ้งออกมาจากนิคมฯ เพราะนิคมฯ ต้องเป็นตัวอย่างของการรักษาสิ่งแวดล้อม เราใช้หลักใครทำสกปรกคนนั้นต้องจ่าย พื้นที่สาธารณะต้องปลูกต้นไม้ให้เต็ม หรืออย่างการที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาอมตะนครเป็นสาขาที่โตเร็วที่สุดในประเทศ หนี้เสีย หรือ NPL ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต่ำที่สุด และตอนนี้ก็แทบจะไม่มี ก็เพราะความมีวินัยของคนที่นี่นั่นเอง

บันทึกการเข้า

&..หลายๆทำไม ..คุณตอบได้ไหม ?
http://www.oknation.net/blog/roungkaw/2008/05/27/entry-4
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #4 เมื่อ: 16-11-2006, 15:30 »

ลองอ่าน Time เล่มเก่า หน้าปก Silk Revolution ซิครับ (หน้าปกเป็น Mob พันธมิตร)

คุณวิกรมบอกว่า "ทักษิณชนะเลือกตั้งเลยคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า"

ผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้าทักษิณยังอยู่ถึงทุกวันนี้ AMATA ยังจะสบายดีอยู่มั๊ย  
บันทึกการเข้า
1ktip
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,457



« ตอบ #5 เมื่อ: 16-11-2006, 20:35 »

ภาพลักษณ์และมุมมองของคนที่รู้จักพอกับไม่รู้จักพอ ช่างแตกต่างกันจริงๆ ทักษิณจะเคยคิดบ้างไหมน๊า ว่าเขาแสวงหาเงินตราและอำนาจเพื่ออะไร
บันทึกการเข้า
ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #6 เมื่อ: 16-11-2006, 20:38 »

ถ้าคิดว่าไอ้บ้านี่รู้จักพอก็ถูกต้มแล้วครับ
บันทึกการเข้า
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #7 เมื่อ: 16-11-2006, 21:49 »

ถ้าคิดว่าไอ้บ้านี่รู้จักพอก็ถูกต้มแล้วครับ

อีกจนได้ไหมล่ะ

 
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 16-11-2006, 21:57 »

ป้าใบไม้ไม่เอามาให้ครบเซ็ทล่ะ ผมคิดว่าคนนี้น่าสนใจ

ลงทุน 2 แสน ไปสร้างกระท่อมริมน้ำ ไปนอนที่นั่น 2 อาทิตย์ มาทำงาน 2 อาทิตย์

ชายไทยวัย 54 มีเงินนับพันล้าน ไม่มีเมีย ผมคิดว่าเรื่องปกติ ที่เค้าจะมีสาว ๆ เยอะ

ที่สำคัญเค้าตั้งปณิธานไว้ จะยกหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ให้มูลนิธิทั้งหมด ผมคิดว่คนแบบนี้หายากนะครับ

มอบรางวัลศิลปิน 2 แสน มอบรางวัลนักเขียน 1 ล้าน นับว่าน่านับถือครับ
บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 16-11-2006, 22:03 »



“ผมตั้งชื่อเมืองของผมว่า อมตะนคร เพราะมันคือเมืองที่ไม่รู้จักจบ และโตแบบมีคุณภาพ โตแบบมีวินัย ถนนในนิคมฯ ของเรา มีขยะตกอยู่นับชิ้นได้ ปัญหาน้ำเน่าน้ำเสียก็ไม่มี ผมไม่ยอมให้มีน้ำเสียใด ๆ ทิ้งออกมาจากนิคมฯ เพราะนิคมฯ ต้องเป็นตัวอย่างของการรักษาสิ่งแวดล้อม หรืออย่างการที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาอมตะนครเป็นสาขาที่โตเร็วที่สุดในประเทศ หนี้เสีย หรือ NPL ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต่ำที่สุด และตอนนี้ก็แทบจะไม่มี ก็เพราะความมีวินัยของคนที่นี่นั่นเอง”
บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 16-11-2006, 22:04 »

ปรัชญาในการทำธุรกิจของคุณคืออะไร

ผมมองทุกอย่างในโลกนี้ง่าย หนึ่ง ผมมองว่าปัญหาคือสิ่งที่ท้าทายความสามารถ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถทำปัจจุบัน และอนาคตให้ดีได้ สอง ความฝันเป็นเรื่องไม่เสียสตางค์ เพราะงั้นฝันไปเลย อย่างตอนเด็กๆ ผมตั้งใจว่าผมจะเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่อย่างไรก็ตาม ต้องฝันอย่างมีเหตุ และผล แล้วก็ไปดำเนินการในสิ่งที่เหมาะสม แค่นั้นเอง นั่นก็คือวิธีการคิด วิธีการมองของผม เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องยุ่ง และที่สำคัญคือ ผมชอบทำอะไรอย่างมีเหตุมีผล และทำด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทำแบบว่าหว่านพืชเพื่อหวังผล ผมไม่ชอบแบบนี้ แม้กระทั่งในการทำธุรกิจ สัจธรรมของผมคือ ให้ก่อนได้ วันนี้เราทำบุญอย่าหวังบุญ ความดีคือบุญ มันเหมือนเราตะโกนอยู่ในหุบเขา ตะโกนเสียงดังๆ เลย แล้วเราหยุดตะโกน เดี๋ยวจะมีเสียงกลับมาเอง ผมถือว่านั่นคือธรรมชาติ ถ้าเราทำดี มีเหตุผล และดีกับทุกๆ คน ผลแห่งความดีนั้นมันจะหวนกลับมา วันนี้บริษัทเรามีสัดส่วนในตลาดนิคมอุตสาหกรรมของประเทศสูงมาก อาจจะถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คุณเคยเห็นโฆษณาบริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน ในหนังสือพิมพ์กี่ครั้ง น้อยมากเลย คำตอบอยู่ที่ปรัชญาในการทำธุรกิจของเรา นั่นคือ ปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อตน และคนอื่น เวลาทำงาน ผมไม่เคยเอาตัวเองไปเปรียบกับใคร แต่ผมชอบเปรียบกับตัวเอง ว่าวันนี้ที่เรากำลังทำอยู่ มันเลวกว่าเมื่อวานนี้หรือเปล่า มันจะต้องดีกว่า พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่เราฝัน หรือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่วันนี้ มันจะต้องดีกว่าที่ผ่านมา

แต่ก็มีคนจำนวนมากที่มีความฝันแบบคุณวิกรม แต่ไปไม่ถึง


ค่อยๆ ไป ต้องไปอย่างมีเหตุผล และเหมาะสม ถ้าเอาหนังสือผมไปอ่านใหม่นะ จะเห็นว่าในช่วงแรกผมไปเร็วเกินความเป็นจริง มะม่วงมันต้องใช้เวลาบ่มนะ มันถึงจะสุก แต่คนใจร้อนเขาจะใช้แก๊ส สวยใช่ไหม แต่พอกินแล้วไม่อร่อย มันไม่เป็นธรรมชาติไง ช่วงแรกๆ ผมเองก็ผ่าธรรมชาติ เพราะคิดแต่ว่าต้องการเป็นมหาเศรษฐี พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ตอนนั้นผมเลยเจ๊ง เพราะขยายตัวเร็วไป บริษัทในเครือทั้งหมดเป็นหนี้แบงก์อยู่หมื่นกว่าล้าน ตอนนั้นมืดไปหมดทุกด้าน ความผิดพลาดในครั้งนั้นทำให้ผมตั้งใจเขียนชีวิตในภาคธุรกิจของผม เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่นักธุรกิจยังเติร์กรุ่นต่อไป บอกให้เขารู้ว่าเราเคยเดินผิดพลาด มองผิดพลาดอย่างไร

แล้วรอดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นมาได้อย่างไร

ความเป็นตัวตนของผม ทำให้ผมรอดมาได้ ผมเป็นคนที่แปลกอยู่เรื่องหนึ่ง ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยถึงทางตัน จะมืดแปดด้านยังไง ที่สุดผมก็มีทางออกของผม ทางออกของผมก็คือ การทำอย่างมีเหตุ และผล อย่างถูกต้อง ผมบอกกับแบงก์ว่า มีสาเหตุเดียวที่จะทำให้ผมไม่สามารถจะใช้หนี้ได้ ก็คือผมตาย แบงก์ก็เข้าใจว่าเราจะรับผิดชอบเต็มที่ เขาก็ไม่มายุ่งกับผมเลย ไม่มาทวง ไม่มาถาม ผมก็ใช้วิธีว่า ผมได้เงินมาก้อนหนึ่ง ถามตัวเองว่าจะต้องใช้จริงๆ เท่าไร แล้วมาตัดมันออก ที่เหลือคืนแบงก์ พูดน่ะพูดง่าย แต่เวลาทำมันต้องอาศัยระบบ และความอดทน ตอนนั้นขนาดเงินเดือนผมยังไม่ได้รับเลยกว่า ๖ เดือน ผมทำอย่างนี้กับเงินทุกก้อนที่เข้ามา โดยตั้งใจว่าจะต้องรับผิดชอบ เพราะเรารู้สึกเหมือนเราเอารถเขามาใช้ ๓-๔ ปีแล้วไม่คืน การยืมเงินมันก็เหมือนอย่างนั้น และมีอีกอย่างที่มาช่วยคือแบงก์กสิกรไทยยังปล่อยเงินให้ผมกู้อีกตั้งหลายสิบล้าน ตอนนั้นถือว่าเป็นเงินที่เยอะมาก ผมว่าช่วงนั้นเงิน ๑ ล้านมันเท่ากับ ๑๐ ล้านในช่วงปรกติ กสิกรไทยปล่อยให้ผมกู้มา ๖๐-๗๐ ล้าน ผมถึงบอกว่าธนาคารกสิกรไทยเป็น partner ผมตั้งแต่ทีแรกเลย ช่วยผมเรื่องเงินทองทุกอย่าง ผมมองว่าคนเราต้องรับผิดชอบเท่าที่เราสามารถทำได้ จนถึงลมหายใจสุดท้าย และถ้าเป็นนักรบนะ ออกรบแล้ว หน้าที่เราคือรบ มุ่งไปข้างหน้า ไม่ใช่วิ่งกลับหลัง คือผมเป็นคนนิสัยแบบ...ไม่เดินหนี ไม่วิ่งหนี ผมเจอนักเลง ผมไม่เคยเดินหนีเลยนะ เว้ากันซื่อๆ แบบสุภาพบุรุษ คนเราเกิดมาตายครั้งเดียว อะไรที่ถูกต้องก็ทำไป แค่นั้นเอง ผมว่าทุกอย่าง ถ้าเรามีเหตุผล และทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ สิ่งที่เราทำมันก็กลายเป็นเครดิตไง วันนี้อมตะกู้เงินหลายพันล้าน เป็น clean loan หมด ไม่ต้องมีอะไรค้ำประกันเลย

คุณตั้งมูลนิธิอมตะขึ้นมาเพื่ออะไร


ผมตั้งมูลนิธิอมตะขึ้นเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ก็เพื่อความสุขของตัวเอง ตั้งขึ้นเพราะผมอยากทำแบบนี้ ไม่ใช่ตั้งขึ้นเพราะมีเงิน ตอนนั้นผมยังไม่มีเงินทองอะไร

วันนี้ผมกำลังจะเอาทรัพย์สินของผมที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ น่าจะสัก ๕-๖ พันล้านมั้ง โอนให้มูลนิธิฯ

กำลังให้เขาเช็กอยู่ว่าจะมีปัญหาติดขัดทางข้อกฎหมายอะไรไหม และต่อไปทรัพย์สินอย่างอื่นของผมที่มีเหลืออยู่ ผมก็จะยกให้มูลนิธิฯ ทั้งหมด เพราะถึงตอนนี้ผมไม่ได้มองว่าเงินจำเป็นสำหรับผมมากนัก ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์กับองค์กร กับมูลนิธิฯ มากกว่า สุดท้ายแล้วจะไม่มีทรัพย์สินอะไรสักชิ้นติดตัวผมในวันสุดท้าย ถามว่ามูลนิธิอมตะทำอะไร ก็ทำเกี่ยวกับหนังสือ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ผมไม่ไปทำอย่างอื่น มูลนิธินี้ไม่รับบริจาค เพราะผมคิดว่าถึงผมมีแค่ ๑๐ บาท ผมก็ทำเท่าที่มี ๑๐ บาท ไม่ต้องไปเรี่ยไรใคร เราทำตามกำลังที่เรามี ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ ทำได้ และคิดว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุ และผลอย่างถูกต้องต่อสังคม ทำแล้วมีความภูมิใจ ผมรักสังคมนี้ แผ่นดินนี้ ผมจึงอยากจะทำให้ด้วยใจบริสุทธิ์ เพราะแผ่นดินนี้ให้ผมมามาก วันนี้ผมมีเงินเยอะแล้ว ถามว่ามาจากไหน แน่นอน มาจากมันสมองของผม แต่ถามว่ามันสมองผมได้ใช้วัสดุหรือวัตถุดิบจากไหน ก็จากแผ่นดินนี้

ทำไมมูลนิธิอมตะจึงให้รางวัลนักเขียนเป็นเงินสูงถึง ๑ ล้านบาท


วันนี้ผมมาคิดถึงนักเขียน เพราะพอผมลงมือเขียนหนังสือ ถึงได้รู้ว่า เออ...มันยากมากนะ แล้วคนที่เขาเขียนหนังสือดีๆ เป็นนักเขียนมีฝีมือ คงต้องทุ่มเท ต้องผ่านอะไรมามาก เขาเหนื่อย เขาลำบาก เขาจน ปีที่ผ่านมาเรามีรางวัลมอบให้แก่นักเขียน โดยคุณเสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นนักเขียนคนแรกที่เรายกย่องให้เป็นนักเขียนอมตะ ได้รางวัลเป็นเงินสด ๑ ล้าน ผมจัดงบไว้ปีละ ๓ ล้านบาทเป็นเวลา ๑๐ ปี นอกจากนี้เรายังมีรางวัลอมตะอาร์ตอวอร์ดมอบให้แก่ศิลปินปีละ ๕ ล้านบาทด้วย ให้ติดต่อไป ๑๐ ปี เราให้รางวัลเป็นปีที่ ๓ แล้วนะ ปีนี้เรามีงานศิลปะส่งเข้ามาเกือบ ๕๐๐ ชิ้น ศิลปินคนไหนที่ได้รับรางวัลจากเรา เราก็จะชักชวนให้เขามาสร้างงานที่ “อมตะ คาสเซิล” ซึ่งผมกำลังก่อสร้าง เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะตั้งอยู่กลางสนามกอล์ฟอมตะสปริง ผมอยากจะรวบรวมผลงานศิลปะในยุคของเราไว้ที่นี่ ผมไม่ไปเอาศิลปะแบบล้านนา อยุธยา สุโขทัย มาตกแต่ง แต่ผมจะใช้งานศิลปะร่วมสมัย โดยให้ศิลปินที่เกิดในยุคนี้ เอามันสมองเขา เอาความเป็นตัวตนของเขา มาสร้างงานในนี้ แล้วมันจะสถิตถาวรอยู่เป็นพันๆ ปี เพราะในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ผมจะใช้โครงสร้างที่แข็งแกร่ง และสร้างให้พื้นสูงจากระดับน้ำทะเล ๗ เมตร ผมต้องการให้มันอยู่ยืนยาว เพราะตั้งใจจะให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่จะเป็นประวัติศาสตร์ของยุคนี้ เรียกว่ายุคอมตะ วันนี้เราไปมองโบราณสถานยุคต้นๆ อยุธยาหรือสุโขทัย มีอะไรเหลือบ้าง มีแต่เสา ฉะนั้นเราต้องทำสิ่งที่อยู่ได้เป็นพันปีด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่ด้วยงานศิลปะที่มีรากเหง้าอยู่ในสุวรรณภูมิ วันนี้ศิลปินอายุ ๒๐-๓๐ หลายต่อหลายคนได้รางวัลอมตะอาร์ตอวอร์ด ได้เงินคนละ ๒-๓ แสน และในจำนวนนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนอีสาน อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าคนพวกนี้อยู่ตรงไหน ผมคิดว่าการสร้างเวทีก็เหมือนเราสานฝันไปด้วยกัน ผมมีความฝัน ผมมีเงิน ผมก็ออกค่าวัสดุ ค่าแรง ส่วนศิลปินเขาก็ทำงานร่วมกันไป ผลงานเป็นของเขา ที่สุดแล้วคือเราไปด้วยกัน ทุกคนมีผลงานของตัวเองอยู่ในนี้
บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 16-11-2006, 22:07 »

อ่านต่อที่นี่ละกัน...อิ อิ

http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=3466.0
บันทึกการเข้า

Register_AC
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 119



« ตอบ #12 เมื่อ: 14-11-2007, 10:07 »

ชอบคุณวิกรมมากๆครับ ...  หาชื่อแกแล้วบังเอิญเสริชมาเจอหน้านี้

อ่อ บ้านเก่านี่เอง สวัสดีทุกท่านนะครับ  Very Happy Very Happy Very Happy



ชื่อ:  Register_AC
กระทู้:  19 (0.033 ต่อวัน)
ตำแหน่ง:  น้องใหม่
วันที่สมัครสมาชิก:  21-04-2006, 23:10
ใช้งานล่าสุด:  วันนี้ เวลา 10:09
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2007, 10:09 โดย Register_AC » บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #13 เมื่อ: 14-11-2007, 10:39 »

ถ้าคิดว่าไอ้บ้านี่รู้จักพอก็ถูกต้มแล้วครับ


จุ๊ๆๆๆ อย่าเอ็ดไป ลูกแถรู้ใจพ่อ แต่ไม่ต้องพูดดังก็ได้  ใครมันเชื่อว่าพ่อรวยแล้วรู้จักพอ ไม่โกง ก็ถูกต้มแล้วนะคร๊าบบบบบ



 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: