ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
26-01-2021, 14:11
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ปัญหาภาคใต้ แก้อย่างไรให้ตรงจุด รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ปัญหาภาคใต้ แก้อย่างไรให้ตรงจุด รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ  (อ่าน 561 ครั้ง)
Neoconservative
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 407


We protect the Kingdom


« เมื่อ: 14-11-2006, 10:14 »

เสรีไทย ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ ด้วยการนำเสนอ แนวความคิด วิธีแก้ไขปัญหา ที่มีเหตุผล

แสดงให้คนเห็นว่า เวปบอร์ด ไม่ได้มีไว้ ระบายอารมณ์ และ ทะเลาะกัน อย่างเดียว ครับ

................................................................................................................

อยากขอเสนอ วิธีแก้ปัญหา เพื่อให้ รัฐบาลนำไปเลือก ใช้ (หลายหัวดีกว่าหัวเดียว จริงหรือ)

1. เปิดเป็นเขตปลอดภาษี โดยมีระยะเวลาจำกัด เช่น ห้าปี สิบปี เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นพื้นที่ที่มีสินค้าหนีภาษีเยอะที่สุด การเปิดระยะเวลาปลอดภาษีในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ สามารถช่วยเยียวยา กลุ่มธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา ให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ปลอดภาระภาษีเน้นการขยายตัวและการจ้างงาน

นอกจากนี้ กลุ่ม ธุรกิจผิดกฏหมาย เช่น เครือข่ายสินค้า หนีภาษี จะได้เข้าสู่ระบบเลิกหลบๆซ่อนๆ ให้ขนกันแบบเปิดเผย แล้วรัฐบาลจะช่วยคุ้มครองความปลอดภัย

2. บังคับใช้ กฏหมาย ควบคุมอาวุธปืน อย่างเคร่งครัด แม้แต่ ตำรวจในพื้นที่ ก็ห้ามพกอาวุธปืน ทุกคนที่มีอาวุธปืนอยู่ในครอบครอง ให้นำมาลงทะเบียนภายใน สองถึงสามเดือน ยกเว้นสำหรับทหารเท่านั้นที่สามารถ พกพาอาวุธปืนได้ เฉพาะเวลาที่ใส่เครื่องแบบเท่านั้น

การบังคับไม่ให้ตำรวจ พกพาอาวุธปืน เป็นการแสดงความจริงใจ ต่อชุมชน ว่า รัฐบาลเป็นผู้นำในการเรียกร้องความสงบ ไม่มีความต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นในพื้นที่สามจังหวัด

การบังคับใช้กฏ เขตปลอดอาวุธปืน ต้องมีการรณรงค์ไปพร้อมๆกับการบังคับใช้

3. เปิดสถานีข่าวท้องถิ่นของรัฐบาล ใช้ภาษาพื้นที่ ดำเนินรายการ ดึงตัวแทนภาคประชาชนมาร่วมดำเนินรายการ รณรงค์ เพื่อความสันติ ดำเนินนโยบายประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ พร้อมๆกับการทำวิจัย ในเรื่องความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ ว่าเขาต้องการอะไรอย่างแท้จริง เป็นการฟังจากประชาชนโดยตรง ทำการรณรงค์ส่งเสริมความโปร่งใส ส่งเสริมความยุติธรรม ส่งเสริมศาสนา

4. วัดระดับการว่างงาน ทุกๆเดือน อัดฉีด ตำแหน่งงานลงไปในพื้นที่ พร้อมๆกับการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวอย่างเคร่งครัด จัดการอบรม พร้อมๆกับการสนับสนุน ศูนย์วิชาชีพ ให้ความรู้ในการประกอปอาชีพใหม่ๆ

 
.......................................................................................................................................................................................

ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ช่วยกันแก้ไขปัญหา ประเศไทย เป็นของพวกคุณทุกคน
บันทึกการเข้า
นิรนาม
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 554



« ตอบ #1 เมื่อ: 14-11-2006, 10:56 »

การจะแก้ปัญหาใด ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผมว่าเราต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นอย่างหลากหลาย "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" แล้วทุกอย่างก็จะสำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดี

กรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เราต้องฟังความอย่างรอบด้านและต้องยอมรับความจริงให้ได้ด้วยว่า "ผู้ก่อความไม่สงบเป็นเพียงคนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย" เราไม่ควรที่จะไปตีขลุม "เหมารวม" ว่าคนใน 3 จังหวัด โดยเฉพาะ "ชาวไทยมุสลิม" เป็นตัวปัญหาทั้งหมด การที่จะวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ จึงต้องกระทำอย่างระมัดระวัง

เพราะถ้าวิพากษ์วิจารณ์โดยขาดเหตุผล หรือใช้ความคิดเห็นส่วนตัวเป็นเครื่องชี้นำ แทนที่จะเป็นการร่วมกันแก้ปัญหา กลับจะกลายเป็นการ "สร้างแนวร่วมให้กับผู้ก่อการ" ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาไม่มีที่สิ้นสุดและขยายตัวบานปลายออกไปเรื่อย ๆ

อนึ่ง "การข่าว" ที่มุ่งเสาะแสวงหา "ผู้กระทำ"เพียงอย่างเดียว และการใช้ "กำลังเข้ากดดัน" โดยไม่สร้างกระแสการมีส่วนร่วมในสังคม ไม่ใช่แนวทางในการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

ลองอ่านบทความชิ้นนี้ดูนะครับ ผมเก็บมาฝากจาก
http://www.muslimcampus.com/article_read.php?cat=Islamic&column=article&id=1032

วินาศกรรมมิใช่แนวทางนักรบแห่งศาสนา

โดย : ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

           ด้วยพระนามของอัลลอฮ์  ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ    มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิพระองค์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัด  และผู้เจริญรอยตามท่าน สุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกคน

            ถึงแม้เหตุการณ์ระเบิดที่สังหารผู้บริสุทธิที่หาดใหญ่เมื่อเร็วๆนี้จะยังไม่ทราบตัวผู้ก่อเหตุ แต่หลายหน่วยงานและหลายคนพุ่งเป้าความสงสัยไปยังผู้ก่อการที่ต้องการสถาปนารัฐปัตตานี และมุสลิมเองคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่สงบชายแดนใต้ที่เกิดขึ้น หลายเหตุการณ์เกิดจากน้ำมือมุสลิมบางคน บางกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่มุสลิมส่วนใหญ่ที่รักสันติและเข้าใจหลักศาสนา


อ่านข้อมูลน่าสนใจ - 32 เดือนแห่งความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้:รายงานเหตุการณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึง 31  ส.ค. 2549
                           - 31 เดือนก่อการร้าย 5 อำเภอ สงขลา พุ่งต่อเนื่อง


             ดังนั้นหลักการศาสนากับบุคคลเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องแยกออกจากกัน

          มุสลิมเองควรกลับมามองและกล้าวิจารณ์ศาสนิกตนเองเมื่อทำผิด ถึงแม้ต้นสายปลายเหตุทุกคงปฏิเสธไม่ได้ว่าอันเนื่องมาจากมุสลิมถูกกระทำก่อนด้วยเช่นกัน

          ความอยุติธรรมที่ถูกรังแกก่อนและถูกสั่งสมในชายแดนใต้เป็นสาเหตุที่เติมเชื้อไฟ ในหลักศาสนาอิสลามเองสนับสนุนให้มุสลิมจงพิจารณาตนเอง แนวคิดสุดโต่งด้านศาสนาในหมู่มุสลิมย่อมมีปัจจัยเกื้อหนุน ชัยคฺศ.ดร.ยุซุฟ อัลก็อรฏอวีย์ (ชาวอียิปต์) ประธานสหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ (IAMS) ยอมรับว่า ปัจจัยต่างๆ ของแนวคิดสุดโต่งและชอบใช้ความรุนแรงแก้ปัญหามาจาก

           1.การขาดแนวคิดสายกลาง ที่แพร่หลายในหมู่คนหนุ่มสาว เพื่อที่พวกเขาจะพบวิถีทางที่ถูกต้อง การขาดแนวคิดเช่นนี้ได้เปิดโอกาสให้แนวคิดสุดโต่งแทรกเข้ามา

          2.การขาดอุละมาอฺ(นักปราชญ์อิสลามศึกษา) ที่แท้จริง ซึ่งสามารถให้ความเชื่อมั่น(ต่อแนวทางสายกลาง) ด้วยหลักฐานที่มาจากอัลกุรอานและซุนนะฮฺ (วจนศาสดา) เปิดโอกาสให้กับผู้ที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งทำงานเพื่อผู้ที่มีอำนาจ    ดังนั้น คนหนุ่มสาวจึงสูญเสียความเชื่อมั่นไป และได้ตั้งตัวพวกเขากันเองให้เป็นชัคยฺ (คือเป็นโต๊ะครูหรือนักปราชญ์อิสลามศึกษา) ในการฟัตวา (วินิจฉัยหลักศาสนา) ประเด็นปัญหาที่ซับซ้อน

            3.การแพร่กระจายของความชั่วร้ายและเพิ่มขึ้นของการกดขี่ในสังคม เป็นเหตุผลที่สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรง

           ดังนั้นในชุมชนมุสลิมจะต้องให้ความเข้าใจในหลักการศาสนาที่ถูกต้องแก่คนรุ่นคนหนุ่มสาว และคนที่ต้องแบกภาระดังกล่าวคืออุลามาอฺหรือปราชญ์ด้านศาสนา เพราะผู้นำศาสนาคือผู้รับมรดกจากศาสดา

            ถึงแม้เหตุการณ์  11 กันยายนที่สหรัฐ อเมริกาถึงเหตุการณ์ประท้วงการ์ตูนล้อเลียนศาสดาและการการประท้วงโป๊ปอย่างสุดโต่งของมุสลิมบางกลุ่มซึ่ง ผู้เขียนมีทัศนะว่าโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า "สงครามวัฒนธรรม" (Culture Wars) หรือ"ความขัดแย้งระหว่างระหว่างอารยธรรม" (The Clash of Civilizations) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ 2 แบบที่กำลังต่อสู้กันอยู่

           ความขัดแย้งระหว่างโลกทัศน์ที่แตกต่างทั้งสองนี้ กำลังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมโลกทั้งมวล รวมทั้งประเทศไทยโดยเฉพาะชายแดนใต้ "การปะทะระหว่างอารยธรรม" ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยอคติ และความคลางแคลงใจระหว่างศาสนาและเชื้อชาติ

           คำว่ามุสลิมสุดโต่งกับการยึดมั่นในหลักการอิสลาม(Islamic Fundamentalism ) "อิสลามานุวัตร" (Islamization)   จึงเป็นสิ่งที่มุสลิมหรือชนต่างศาสนิกต้องทำความเข้าใจ     
     
              คำว่า "ฟันดะเมนทะลิสม์" (Fundamentalism) โดยภาษาแล้วหมายถึง การยึดติดอยู่กับหลักการสำคัญหรือยึดติดอยู่กับคำสอนพื้นฐาน

           "ฟันดะเมนทะลิสม์" มีสองความหมายด้วยกัน ความหมายหนึ่งของคำว่า "อิสลามิก ฟันดะเมนทะลิสม์"ก็คือการยึดมั่นในหลักการที่ในภาษาอาหรับเรียกว่า"อิตติบะอ์"หรือการยึดมั่นทั้งในลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์  ยุคปัจจุบันเป็นยุคของเสรีภาพทางศาสนา ถ้าใครบางคนกล่าวว่าเขายึดถือศาสนาของเขาตามตัวอักษรก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปคัดค้านเพราะเขาผู้นั้นปฏิบัติตามเสรีภาพทางศาสนาของเขา

          ในขณะความหมายที่สองของ "อิสลามิก ฟันดะเมนทะลิสม์" ถูกแปลในความหมายว่าหมายถึงการใช้กำลังบังคับคนอื่นให้นับถือศาสนาของตนเอง ดังนั้นผู้เขียนมีทรรศนะว่า"อิสลามิก ฟันดะเมนทะลิสม์ในความหมายที่สอง"จะขัดกับเจตนารมณ์และเหตุผลของอิสลามทันที

            แนวความคิดที่สองของคำว่า "อิสลามิก ฟันดะเมนทะลิสม์" นี้เองได้ก่อให้เกิดสิ่งที่ยุคปัจจุบันเรียกกันว่า "ลัทธิสุดโต่ง" (Extremism) หรือลัทธิก่อการร้ายอิสลาม

          ทั้งๆที่ความจริงแล้วคำว่า "ลัทธิสุดโต่ง" หรือ"ลัทธิก่อการร้าย" นั้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวของมันเองความเป็นจริงหลักคำสอนของอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติ

         มันไม่ถูกต้องอย่างแน่นอนที่จะถือว่าอิสลามเป็นที่มาของคำว่าลัทธิก่อการร้ายหรือลัทธิสุดโต่ง  ศาสดาแห่งอิสลามได้กล่าวว่า"ศาสนาที่ถูกประทานแก่ฉันเป็นศาสนาแห่งความกรุณาปรานีและใจกว้าง"   

              ในภาษาอาหรับทั้งคำ "อิสลาม" และ"สลาม" ต่างแปลว่า"สันติภาพ"

           อิสลามเป็นศาสนาที่รักความสันติ โดยไม่เปิดช่องให้ใช้ความรุนแรง ความบ้าระห่ำการก่อการร้าย หรือการโจมตีบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

           คำสั่งสอนและหลักการของอิสลามมุ่งที่จะพิทักษ์รักษาสิทธิมนุษยชนซึ่งหมายรวมถึงสิทธิในชีวิต ครอบครัว ความเชื่อ ความคิด และทรัพย์สิน

          หลักการศรัทธาในอิสลามห้ามไม่ให้ทำร้ายผู้อื่น ซึ่งการทำร้ายผู้อื่นนั้นเปรียบเสมือนการทำร้ายมนุษยชาติ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺมาอีดะฮฺ โองการที่ 34 ความว่า

          "แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิใช่ทดแทนอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล"

           ศาสนาอิสลามได้เรียกร้องให้ทุกๆ ประชาชาติและเชื้อชาติอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธี และปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิม ด้วยความยุติธรรม

            ดังมีหลักฐานปรากฏใน ซูเราะฮฺที่ 60 โองการอัลกุรอานที่ 8 ความว่า

         "พระองค์อัลลอฮฺ มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้ที่มีความยุติธรรม"

             ผู้เขียนไม่ปฏิเสธว่า ในคำภีร์กุรอาน ส่งเสริมให้ผู้ถูกกดขี่ ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง และสั่งมุสลิมให้ช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่และได้รับความเดือดร้อนภายใต้เงื่อนไขของการญิฮาด

          การก่อการร้ายมิใช่การญิฮาด มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ฟะซาดในภาษาภาษาอาหรับ" (การก่อความเสียหายและความหายนะต่อสังคมโลก) ซึ่งขัดกับคำสอนของอิสลาม

           มีบางคนที่ใช้คำนี้อย่างผิดๆไปสนับสนุนการก่อการร้ายเพื่อแนวทางของตนเอง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้สนับสนุนเพราะอัลลอฮฺได้ดำรัสความว่า :

            "เมื่อได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘จงอย่าก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน’  พวกเขากล่าวว่า ‘เปล่า เราเพียงแต่ต้องการแก้ไขสิ่งต่างๆต่างหาก’ แท้จริง พวกเขาคือผู้สร้างความเสียหาย แต่พวกเขาหาได้ตระหนักไม่" (กุรอาน 2:11-12)
           
          อิสลามได้ให้แนวทางที่ครบถ้วนสมบูรณ์แก่มุสลิมเพื่อหาความสงบทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางสังคมและอิสลามใช้ให้มุสลิมมีมิตรไมตรีต่อผู้อื่นบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน

          มีโองการอัลกุรอานมากมายที่กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับต่างศาสนิก

          ไม่นานมานี้ ที่ประชุมภายใต้วัตถุประสงค์พิเศษของผู้นำชาติมุสลิมที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอารเบีย  ตามคำร้องขอของ กษัตริย์อับดุลเลาะห์ บิน อับดุล อาซิส แห่งซาอุดิอารเบีย เมื่อวันที่ 7-8 ธันวาคม 2548 ได้ประกาศ "ปฏิญญาเมกกะฮ์"   ยอมรับว่ามีมุสลิมหลายคนและหลายกลุ่มมีแนวคิดสุดโต่ง

             เป้าหมายของการประชุมเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้าย

            ทั้งนี้ผู้นำของ 57 ชาติสมาชิกองค์การที่ประชุมอิสลาม (โอไอซี) ได้เน้นแนวทางสันติของอิสลาม เพื่อแก้ปัญหาวิธีคิดแบบสุดขั้วของกลุ่มก่อการร้าย อีกทั้งพยายามตอบคำถามกรณีที่มีผู้พยายามนำศาสนาอิสลามไปเชื่อมโยงกับการก่อการร้าย

             ที่ประชุมเน้นเป็นพิเศษถึงเรื่องการ "ฟัตวา" (Fatwas) หรือการชี้ขาดปัญหาที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ว่า ต้องดำเนินการโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับเท่านั้น โดย "ซาอุด อัล-ไฟซาล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซาอุดิอารเบีย เสนอให้จัดตั้ง "สถาบันนิติศาสตร์อิสลาม" ของโอไอซี  "ให้เป็นองค์กรอ้างอิงสูงสุด เพื่อกำหนดวิธีการที่จะระงับการตีความ และการชี้ขาดที่แตกต่างกัน จนขยายกลายเป็นความขัดแย้ง"                      

              ใน "ปฏิญญาเมกกะฮ์ดังกล่าว" ได้เรียกร้องให้ชาติมุสลิม"ต่อสู้อย่างแข็งขันกับคำสอนที่บิดเบือนหลักการสันติของอิสลาม" และสร้าง"สามัคคีมหาประชาชาติ" เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายและสนับสนุนข้อเสนอของซาอุดิอารเบีย ให้จัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย
 
            เหตุการณ์ระเบิดที่หาดใหญ่ไม่สมควรเรียกว่านักรบเพื่อพระเจ้าหรือศาสนา แต่จำเป็นต้องออกมาประณามดังที่ปราชญ์โลกมุสลิมเคยประณามการทำร้ายผู้บริสุทธิของมุสลิมเอง

             เช่นชัยคฺซัลมาน อัลเอาดะฮฺ ได้ประณามผุ้ระเบิดทำลายผู้บริสุทธอย่าง

          "... เรื่องราวได้เกินเลยขอบเขตของความสมเหตุสมเหตุผล โดยที่ไม่ต้องกล่าวถึงกฏหมายของอิสลาม(ชะริอะฮฺ)เลย..."

        "...พวกเขาไม่ได้ทำความเสื่อมเสียเฉพาะแก่ตัวพวกเขาเองเท่านั้น แต่จะเกิดแก่มุสลิมทั่วทั้งโลก ผลการกระทำของพวกเขาทำให้เกิดความอับอาย..."

          "...ฉันเรียกร้องผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้อย่างน้อยที่สุดคือ การพิจารณาถึงเกียรติยศและศักดิศรีของมุสลิม..."

            ยุซุฟ อัลก็อรฏอวีย์ เรียกร้องให้มุสลิมหยุดใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ซึ่งมันจะทำความหม่นหมองให้กับภาพลักษณ์ของอิสลามและนำอิสลามข้องเกี่ยวกับลัทธิก่อการร้าย

           "ฉันขอเรียกร้องให้พวกเขารำลึกถึงอัลลอฮฺ ซบ. และหยุดการกระทำของพวกเขาเถิด ซึ่งมันจะตีตราอย่างอธรรมต่ออิสลามและเป็นการเสียหายแก่ผู้ที่ยึดมั่นอิสลาม"
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หมายเหตุ; ผมเป็น "ไทยพุทธ" ครับ แต่เห็นบทความนี้แล้วคิดว่าถ้าเราศึกษาให้ถ่องแท้อาจเป็นแนวทางในการนำไปสู่การแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดภาคใต้ได้ จึงเก็บมาฝากให้ศึกษากัน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2006, 11:00 โดย ss2507 » บันทึกการเข้า

"คืนที่ดำทะมึนมืดสนิท ยังรอแสงอาทิตย์ส่องสว่าง มีที่ไหนถูกปิดทุกทิศทาง เพียงม่านควันหมอกบางมันพรางตา"ถ้อยวลีของ..ประเสริฐ  จันดำ
ถ้อยวลี - จาก; "บันทึกจากกองร้อย ทหารปลดแอก" โดย..เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
      นักรบจรยุทธอย่างพวกเราไม่รู้ว่าบ้านของตัวเองอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าเรามีปิตุภูมิเป็นของพวกเรา ทุกหนทุกแห่งที่เราล้มตัวลงนอนที่นั่นก็คือบ้าน
“บ้านของเราก็คือประเทศชาติ พ่อแม่ของเราก็คือประชาชน และเราจะไปทุกหนทุกแห่งเพื่อจัดการกับเจ้าคนที่มันเหยียบย่ำบ้านกับพ่อแม่ของเรา”
Neoconservative
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 407


We protect the Kingdom


« ตอบ #2 เมื่อ: 14-11-2006, 13:40 »

มีประโยชน์มากครับ ขอบคุณ คุณ ss2507 มากครับ

 
บันทึกการเข้า
buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #3 เมื่อ: 14-11-2006, 14:56 »

เข้าใจเข้าถึง คงจะอธิบายลำบาก

แต่ กล้าที่จะปิดข่าวให้สนิทไหมหล่ะครับ
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
Neoconservative
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 407


We protect the Kingdom


« ตอบ #4 เมื่อ: 14-11-2006, 16:47 »

ปิดข่าวประเภทไหน ครับ

 

ท่าจะยาก สื่อไทย เก่งๆทั้งน้าน

 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: