ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-10-2020, 12:12
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  เนื่องจากมีตัวกาลกิณี มาก่นด่าเศรษฐกิจพอเพียง 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 [2] 3 4
เนื่องจากมีตัวกาลกิณี มาก่นด่าเศรษฐกิจพอเพียง  (อ่าน 12834 ครั้ง)
ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #50 เมื่อ: 21-10-2006, 13:43 »

ที่ชอบแถกล่าวไว้ว่า
...
ผมของแถบ้างว่า

1.เมกกะโปรเจค คือ การอัดฉีดงบประมาณขนาดใหญ่ หรือ อาจเรียกว่ารับใช้ลักษณะ งบประมาณขาดดุล คือ งบประมาณที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล และลดภาษี เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการให้เศรษบกิจเจริญเติบโตตามธรรมชาตินะจ๊ะ เข้าใจผิดแล้วนะจ๊ะ ถ้าเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ น่าจะเป็นแนวคิดของ สำนัก classic มากกว่านะจ๊ะ
 การทำงานของกลไกตลาด (Market Mechanism)
นี่มาพูดเรื่องเดียวกันหรือจะมาโชว์ตัดแปะครับ ถ้าอยากคุยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่มันไม่เกี่ยวเรื่อง รออาจานจ๊ะวันอังคารดีกว่ามั้ง
เมกาโปรเจคท์ ให้รัฐบาลจัดทำเพื่อเป็นระบบสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนจะได้ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง อย่างรถไฟฟ้า คนจะได้
ไม่ต้องไปซื้อรถส่วนตัว เพิ่งเรียนจบหรือยังไม่จบแล้วร้อนวิชาหรือไงครับ
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #51 เมื่อ: 21-10-2006, 14:01 »

ขออภัย ที่จขกท. เขียนได้สับสน และไม่รู้ ไม่ได้เข้าใจ ภาพรวมดีพอ

ในระยะเฉพาะหน้าก็ต้องปล่อยให้เป็นไปอย่างที่เคยเป็นมา

นั่นคือพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติกันไปก่อน ที่ทุกวันนี้ร่อยหรอลงไปมากแล้ว
(รวมทั้งเรื่องการท่องเที่ยวนั่นด้วย)

ระยะยาวรัฐบาลไทยรักไทยวางแผนเอาไว้แล้วเสร็จสรรพ

และลงมือทำไปแล้วหลายๆอย่าง (ไปหาอ่านกันเอาเอง)

ในเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจอุตสาหกรรม

สิ่งเหล่านี้มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่ดีแต่ปาก วาดวิมานปลอบประโลมชูใจ กันไปวันๆ

แต่ไม่มี ลำดับขั้นตอนในทางปฏิบัติ ก็เปล่าประโยชน์ เปลืองแอร์ เปล่าๆ


ที่จริงแนวคิดพวกนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมโลก เขาขยับปรับตัวกันไปมากแล้ว

แต่บ้านเรายังมะงุมมะงาหรา กันอยู่

เห็นได้จาก จขกท. ที่คิดอะไรสับสนปนเปกันไปหมด สิ่งที่บอกมาว่าควรจะทำน่ะ

ไทยรักไทยเขาทำกันไปหมดแล้วครับ พี่....


ส่วนเรื่องจับโยงกับเศรษฐกิจพอเพียง นั่นยิ่งไปกันใหญ่

ทุกวันนี้ผมก็ยังตั้งหน้าตั้งตารอดูอยู่ว่า เค้าจะเอามายำรวมกับ เศรษฐกิจมหภาค กันได้อย่างไร

หรือว่าเป็นเพียงถ้อยคำสอพลอ ไปอย่างนั้นเอง


killer เข้าใจคำว่า เศรษฐกิจมหภาค อย่างไร ไหนอธิบายมาหน่อยสิจ๊ะ แล้ว แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดของมหภาคด้วยใช่หรือไม่ อย่างไร

ในระยะเฉพาะหน้าก็ต้องปล่อยให้เป็นไปอย่างที่เคยเป็นมา
นั่นคือพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติกันไปก่อน ที่ทุกวันนี้ร่อยหรอลงไปมากแล้ว
(รวมทั้งเรื่องการท่องเที่ยวนั่นด้วย)
ระยะยาวรัฐบาลไทยรักไทยวางแผนเอาไว้แล้วเสร็จสรรพ


killer หมายถึงนโยบายของรัฐบาลระยะสั้นงั้นหรือ นโยบายอะไรกันเหรอที่รัฐบาลที่ผ่านมาหวังจะใช้แต่ทรัพยากรธรรมชาติน่ะ นโยบายทำไร่ทำสวนหรือ นโยบายขุดดินขายอ่ะ มีนโยบายที่บ๊องตื้นอย่างที่ killer พุดด้วยเหรอ ไหนยกตัวอย่างมาหน่อยสิจ๊ะ แต่ก่อนอื่น ลองพยายามเข้าใจคำว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ก่อนดีกว่านะจ๊ะ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจคือบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรของรัฐบาลในการที่จะพัฒนาประเทศ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ แบบแผน วิธีดำเนินการ และการกำหนดหน่วยปฏิบัติการอย่างเป็นระบบแบบแผน
การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา และพัฒนาแล้วว่ามีความสำคัญในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้ทุกๆ ประเทศในโลกมีความตื่นตัวในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

ประเภทของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

แผนระยะยาว (perspection plan) เป็นแผนระยะยาวที่วางกรอบและทิศทางการดำเนินนโยบายอย่างกว้างๆ รวมทั้งมีการประมาณการรายการสำคัญๆอย่างกว้างๆ อาทิ เป้าหมาย ผลผลิตมวลรวม การใช้จ่ายในภาครัฐและเอกชน การบริโภคและการลงทุน รวมถึงการนำเข้าและส่งออก สินค้าและบริการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแผนระยะยาวจะเป็นกรอบให้แก่แผนระยะกลาง
แผนระยะกลางหรือแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม (mediumterm or development plan) เป็นแผนระยะ 4-6 ปี ซึ่งเป็นแผนที่วางตามกรอบของแผนระยะยาว
แผนปรับปรุงประจำปี (annual plan) เป็นแผนที่จะต้องจัดทำขึ้นทุกปี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแผนประจำปี เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆทั้งในและต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งสามารถทำให้การดำเนินการและผลที่ได้รับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นแผนนี้จึงเป็นแผนที่ใช้ในการปรับให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในขณะนั้นๆให้มีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และแผนนี้ยังใช้ประกอบในการจัดทำงบประมาณประจำปีอีกด้วย

คราวนี้เรามาดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลก่อนๆดูบ้างนะจ๊ะ
สรุปสาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 - 2544)

4. ลักษณะและการใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8
4.1 แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เป็นแผนชี้ทิศทางการพัฒนาประเทศทั้งในทศวรรษหน้าและในช่วง พ.ศ.2540-2544 ซึ่งเน้นการพัฒนาในลักษณะที่เป็นกระบวนการเพื่อปรับเปลี่ยน
ทิศทางการพัฒนาแบบแยกส่วนหรือตามรายสาขาเศรษฐกิจและสังคมมาเป็นแบบองค์รวม คือ การพัฒนาแบบรวมส่วนหรือบูรณาการที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ อันจะทำให้การพัฒนามีประสิทธิภาพมีความยั่งยืนและคนไทยทั้งหมดได้รับประโยชน์จากการพัฒนามากกว่าที่ผ่านมา
4.2 ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาซึ่งกำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เป็นการชี้ทิศทางการพัฒนาตามวัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยไม่เน้นรายละเอียดของแนวทางการพัฒนาตามสาขาเศรษฐกิจและสังคม และมาตรการระยะสั้นซึ่งหน่วยงานปฏิบัติต้องดำเนินการตามปกติอยู่แล้ว ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจะต้องนำยุทธศาสตร์และแนวทางทั้งหมดไปใช้เป็นกรอบกำหนดแผนงาน โครงการ และมาตรการ เพื่อให้มีการดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ รวมถึงการกำหนดให้มีเป้าหมายและโครงการที่จะทำให้เกิดผลต่อประชาชน มิใช่องค์กรของรัฐ หรือเป็นโครงการพัฒนาที่ประชาชนตัดสินใจหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ
4.3 การจัดทำแผนงานและโครงการพัฒนาตามยุทธศาสตร์นั้น ควรจะต้องดำเนิน-การแบบองค์รวม คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกองค์กรจะต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ มีการประสานการวิเคราะห์ โดยยึดหลักพื้นที่และภารกิจ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้รับผิดชอบเป็นกรอบในการจัดทำแผนงานและโครงการ แผนเงินและแผนคน โดยใช้ยุทธศาสตร์และแนวทางของแผนควบคู่ไปกับพื้นที่ เป็นเครื่องมือในการขอรับสนับสนุนด้านงบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผลประจำปี
4.4 การติดตามประเมินผลความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 จะต้องมีการสร้างดัชนีชี้วัดทั้งในระดับภาพรวมและแผนงานโครงการใน 5 ระดับ คือ
(1) ดัชนีชี้วัดผลกระทบขั้นสุดท้ายของการพัฒนา สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องชี้วัดผลความก้าวหน้าที่แท้จริงของการพัฒนาประเทศโดยส่วนรวมในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านการพัฒนาคน สังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าสามารถดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาประเทศที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาได้มากน้อย
แค่ไหนเพียงใด
(2) ดัชนีชี้วัดประสิทธิผลของการพัฒนาเฉพาะด้าน สร้างขึ้นเพื่อ
ติดตามประเมินผลการพัฒนาในแต่ละด้านที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาในลักษณะผสมผสานระหว่างภารกิจกับพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายเพื่อจะนำไปใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานโครงการใน
แต่ละสาขาให้มีประสิทธิภาพ
(3) ดัชนีชี้วัดประสิทธิผลของยุทธศาสตร์การพัฒนา สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตามประเมินผลความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์การพัฒนาที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8
(4) ดัชนีชี้วัดประสิทธิผลขององค์กรที่ดำเนินงานพัฒนา สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องชี้วัดขีดความสามารถขององค์กรที่รับผิดชอบในการดำเนินงานแปลงแผนไปสู่ภาคปฏิบัติในทุกระดับตามแนวทางการประสานแผนงาน แผนเงิน และแผนคน ที่เน้นการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น และการประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพและผลงานขององค์กร ทั้งในด้านการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในองค์กร การเพิ่มพูนประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การสร้างระบบการติดตามประเมินผล เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานขององค์กรต่อไป
(5) ดัชนีชี้วัดสถานการณ์ที่เป็นจริงในด้านต่างๆ เป็นการรวบรวม
ข้อมูลเชิงสถิติหรือข้อมูลพื้นฐานของการพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือประสิทธิผลของการพัฒนาในระดับต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

มันบอกตรงไหนว่าใช้แต่ระยะสั้นและใช้แต่ทรัพยากรธรรมชาติหว่า
แล้ว มาดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้บ้างนะจ๊ะ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕–๒๕๔๙) เป็น
แผนที่ได้อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยยึดหลัก
ทางสายกลาง เพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤต สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และนำไป
สู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ
 
2.1 จุดมุ่งหมายหลัก

มุ่งเน้นให้เกิด “การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย” โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และการพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนในสังคมมีความสุขถ้วนหน้า สามารถพึ่งตนเอง และก้าวตามโลกได้อย่างรู้เท่ากัน โดยยังคงรักษา
เอกลักษณ์ของความเป็นไทย

2.2 ค่านิยมร่วม

สร้างจิตสำนึกให้คนไทยตระหนักถึงวิกฤตของประเทศและความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด ทัศนคติ และกระบวนการทำงาน โดยยึด “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญานำทางเพื่อให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารจัดการประเทศที่มุ่งสู่ประสิทธิภาพ คุณภาพ ก้าวตามโลกได้อย่างรู้เท่ากัน โดยมีความสามารถเลือกใช้ความรู้และเทคโนโลยี ได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี และมีความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับการเสริมสร้างคนดีที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต



แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับ 9 ในสมัย ท่านแม้วของ killer นี่ก็เห็นด้วยกับ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เหรอจ๊ะ เอ๊ะ แล้ว killer ตกลงจะตะแบงยังไงต่อไปดีล่ะจ๊ะ









บันทึกการเข้า
ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #52 เมื่อ: 21-10-2006, 14:01 »

แถบอกว่า (นี่ใช้เวลาตั้งนานหาแก่นในเนื้อนะเนี่ย)
รัฐต้องไม่พอเพียงต้องปล่อยให้เศรษฐกิจโตไปตามธรรมชาติ  ส่วนด้านการบริโภครัฐต้องให้ความรู้ประชาชนรู้จักพอเพียง
ผมแปลได้ว่า
แถ คิดว่า การที่ไทยเราใช้ทุนต่างชาติเป็นเครื่องช่วยหายใจ มีเงินมาหมุนกินใช้อยู่ทุกวันนี้ ดีแล้ว ??
แถเลยคิดว่า  นโยบายรัฐต้องเป็นแบบกุมไข่ ไม่งั้นเดี๋ยวนายทุนถอดเครื่องช่วยหายใจออก เราจะตายใช่ป่ะ
เอาเถอะครับ
วิธีทำให้ไทยหายใจด้วยตัวเองได้  พูดไปก็เหมือนไก่กับไข่
แต่ผมถามว่า  ถ้าไม่เริ่มวันนี้แล้วจะรอถึงเมื่อไหร่  ถ้ากลุ่มผู้นำประเทศไม่เป็นผู้ผลักดัน  แล้วจะให้ผีที่ไหนมาผลักเล่าครับ
เดี๋ยวมีมาต่อ ใจเย็นๆ.................
ตอบคุณพระเอกหลังเขา
การที่ไทยเราใช้ทุนต่างชาติเป็นเครื่องช่วยหายใจ มีเงินมาหมุนกินใช้อยู่ทุกวันนี้ ดีแล้ว
-- ยังจนอยู่ก็ต้องพึ่งเค้า ที่ว่ามันดีแล้วเพราะไม่มีทางอื่นให้เลือกตะหาก got no choice เข้าใจมั้ย ภาษาไทยทำเป็นอ่านนาน

นโยบายรัฐต้องเป็นแบบกุมไข่ ไม่งั้นเดี๋ยวนายทุนถอดเครื่องช่วยหายใจออก
-- จะไปกุมมันทำหอกอะไรหละครับ เดี๋ยวก็เน่าหมด ก็พยายามให้ผู้คนอยู่อย่างพอเพียงไปสิ แต่ไม่ใช่ปิดประเทศ
   หรือคงกฎอัยการศึกไว้ตราบนานเท่านาน

ถ้าไม่เริ่มวันนี้แล้วจะรอถึงเมื่อไหร่  ถ้ากลุ่มผู้นำประเทศไม่เป็นผู้ผลักดัน  แล้วจะให้ผีที่ไหนมาผลักเล่าครับ
-- รัฐบาลที่แล้วเค้าก็ผลักดันอยู่ คุณไม่สนใจเองต่างหาก โครงการนำร่องก็มี หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงก็มี มันต้องเริ่ม
   จากส่วนย่อยสุด ไม่ใช่ทำจากข้างบน ข้างบนให้ไปสนับสนุนข้างล่างให้มั่นคง
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #53 เมื่อ: 21-10-2006, 14:15 »

ที่ชอบแถกล่าวไว้ว่า
...
ผมของแถบ้างว่า

1.เมกกะโปรเจค คือ การอัดฉีดงบประมาณขนาดใหญ่ หรือ อาจเรียกว่ารับใช้ลักษณะ งบประมาณขาดดุล คือ งบประมาณที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล และลดภาษี เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการให้เศรษบกิจเจริญเติบโตตามธรรมชาตินะจ๊ะ เข้าใจผิดแล้วนะจ๊ะ ถ้าเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ น่าจะเป็นแนวคิดของ สำนัก classic มากกว่านะจ๊ะ
 การทำงานของกลไกตลาด (Market Mechanism)
นี่มาพูดเรื่องเดียวกันหรือจะมาโชว์ตัดแปะครับ ถ้าอยากคุยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่มันไม่เกี่ยวเรื่อง รออาจานจ๊ะวันอังคารดีกว่ามั้ง
เมกาโปรเจคท์ ให้รัฐบาลจัดทำเพื่อเป็นระบบสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนจะได้ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง อย่างรถไฟฟ้า คนจะได้
ไม่ต้องไปซื้อรถส่วนตัว เพิ่งเรียนจบหรือยังไม่จบแล้วร้อนวิชาหรือไงครับ

อ่านทั้งหมดก่อนดีกว่ามั้งจ๊ะ ผมจะสื่อว่า ชอบแถมันเอามาปนกัน ระหว่าง คลาสสิก กับ เคนส์ นะจ๊ะ ตรงนี้นะจ๊ะ

รัฐก็ควรจะปล่อยให้เศรษฐกิจโตไปตามธรรมชาติ ใน
ลักษณะที่ต้องส่งเสริมด้านอินฟราฯ ก็คือยังไงก็ต้องเมกะโปรเจคท์นั่นเอง


killer ต้องรอจานจ๊ะมาตอบเหรอจ๊ะ ไม่ต้องรอหรอกนะจ๊ะ เพราะผมรอ จารย์จ๊ะตอบตั้งแต่เมื่อวานยังไม่โผล่หัวมาเลยนะจ๊ะ แล้วรู้อีกนะจ๊ะว่า จารย์จ๊ะจะมาวันอังคาร ทำงานที่เดียวกันเหรอจ๊ะ

แหม killer จ๊ะ


เมกาโปรเจคท์ ให้รัฐบาลจัดทำเพื่อเป็นระบบสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนจะได้ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง อย่างรถไฟฟ้า คนจะได้
ไม่ต้องไปซื้อรถส่วนตัว
เพิ่งเรียนจบหรือยังไม่จบแล้วร้อนวิชาหรือไงครับ


อ่อ นี่คือ ความคิดที่ใช้สมองกลั่นกรองมาแล้วเหรอจ๊ะ ขอ ฮากลิ้งหน่อยนะจ๊ะ แหมถ้ารัฐบาลเขาคิดอะไรปัญญาอ่อนแบบนั้นผมว่าอย่ามาเป็นรัฐบาลเลยนะจ๊ะ ไปขายน้ำเต้าหู้ดีกว่านะจ๊ะ แต่บางที คนขายเต้าหู้อาจฉลาดคิดมากกว่านี้นะ จิงๆนะจ๊ะ 555555  เรียนจบมาตั้งแต่ ปีมะโว้แล้วล่ะจ๊ะ วิชาเหรอ คืน จารย์ไปหมดแล้วนะจ๊ะ แต่ ก็ยังขุดๆ แปะๆ มาฝาก เพื่อนๆได้อยู่นะจ๊ะ อีกอย่างมันคงช่วยให้ ลิ้วล้อ หายเซ่อได้บ้างนะจ๊ะ

killer นี่ตัวโจ๊กของจริงนะเนี้ย กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #54 เมื่อ: 21-10-2006, 14:20 »




ที่ชอบแถกล่าวไว้ว่า
...
ผมของแถบ้างว่า

1.เมกกะโปรเจค คือ การอัดฉีดงบประมาณขนาดใหญ่ หรือ อาจเรียกว่ารับใช้ลักษณะ งบประมาณขาดดุล คือ งบประมาณที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล และลดภาษี เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการให้เศรษบกิจเจริญเติบโตตามธรรมชาตินะจ๊ะ เข้าใจผิดแล้วนะจ๊ะ ถ้าเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ น่าจะเป็นแนวคิดของ สำนัก classic มากกว่านะจ๊ะ
 การทำงานของกลไกตลาด (Market Mechanism)
นี่มาพูดเรื่องเดียวกันหรือจะมาโชว์ตัดแปะครับ ถ้าอยากคุยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่มันไม่เกี่ยวเรื่อง รออาจานจ๊ะวันอังคารดีกว่ามั้ง
เมกาโปรเจคท์ ให้รัฐบาลจัดทำเพื่อเป็นระบบสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนจะได้ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง อย่างรถไฟฟ้า คนจะได้
ไม่ต้องไปซื้อรถส่วนตัว เพิ่งเรียนจบหรือยังไม่จบแล้วร้อนวิชาหรือไงครับ

อ่านทั้งหมดก่อนดีกว่ามั้งจ๊ะ ผมจะสื่อว่า ชอบแถมันเอามาปนกัน ระหว่าง คลาสสิก กับ เคนส์ นะจ๊ะ ตรงนี้นะจ๊ะ

รัฐก็ควรจะปล่อยให้เศรษฐกิจโตไปตามธรรมชาติ ใน
ลักษณะที่ต้องส่งเสริมด้านอินฟราฯ ก็คือยังไงก็ต้องเมกะโปรเจคท์นั่นเอง


killer ต้องรอจานจ๊ะมาตอบเหรอจ๊ะ ไม่ต้องรอหรอกนะจ๊ะ เพราะผมรอ จารย์จ๊ะตอบตั้งแต่เมื่อวานยังไม่โผล่หัวมาเลยนะจ๊ะ แล้วรู้อีกนะจ๊ะว่า จารย์จ๊ะจะมาวันอังคาร ทำงานที่เดียวกันเหรอจ๊ะ

แหม killer จ๊ะ


เมกาโปรเจคท์ ให้รัฐบาลจัดทำเพื่อเป็นระบบสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนจะได้ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง อย่างรถไฟฟ้า คนจะได้
ไม่ต้องไปซื้อรถส่วนตัว
เพิ่งเรียนจบหรือยังไม่จบแล้วร้อนวิชาหรือไงครับ


อ่อ นี่คือ ความคิดที่ใช้สมองกลั่นกรองมาแล้วเหรอจ๊ะ ขอ ฮากลิ้งหน่อยนะจ๊ะ แหมถ้ารัฐบาลเขาคิดอะไรปัญญาอ่อนแบบนั้นผมว่าอย่ามาเป็นรัฐบาลเลยนะจ๊ะ ไปขายน้ำเต้าหู้ดีกว่านะจ๊ะ แต่บางที คนขายเต้าหู้อาจฉลาดคิดมากกว่านี้นะ จิงๆนะจ๊ะ 555555  เรียนจบมาตั้งแต่ ปีมะโว้แล้วล่ะจ๊ะ วิชาเหรอ คืน จารย์ไปหมดแล้วนะจ๊ะ แต่ ก็ยังขุดๆ แปะๆ มาฝาก เพื่อนๆได้อยู่นะจ๊ะ อีกอย่างมันคงช่วยให้ ลิ้วล้อ หายเซ่อได้บ้างนะจ๊ะ

killer นี่ตัวโจ๊กของจริงนะเนี้ย กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

โอ๊ะ ผมจะแซว ชอบแถน่ะคับ ต้องขอโทษ killer ด้วย ลิ้วล้อเยอะจนผมงงไปหมด เอ้าชอบแถ มาแถต่อเร็วๆนะจ๊ะ



ที่ชอบแถกล่าวไว้ว่า
...
ผมของแถบ้างว่า

1.เมกกะโปรเจค คือ การอัดฉีดงบประมาณขนาดใหญ่ หรือ อาจเรียกว่ารับใช้ลักษณะ งบประมาณขาดดุล คือ งบประมาณที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล และลดภาษี เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการให้เศรษบกิจเจริญเติบโตตามธรรมชาตินะจ๊ะ เข้าใจผิดแล้วนะจ๊ะ ถ้าเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ น่าจะเป็นแนวคิดของ สำนัก classic มากกว่านะจ๊ะ
 การทำงานของกลไกตลาด (Market Mechanism)
นี่มาพูดเรื่องเดียวกันหรือจะมาโชว์ตัดแปะครับ ถ้าอยากคุยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่มันไม่เกี่ยวเรื่อง รออาจานจ๊ะวันอังคารดีกว่ามั้ง
เมกาโปรเจคท์ ให้รัฐบาลจัดทำเพื่อเป็นระบบสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนจะได้ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง อย่างรถไฟฟ้า คนจะได้
ไม่ต้องไปซื้อรถส่วนตัว เพิ่งเรียนจบหรือยังไม่จบแล้วร้อนวิชาหรือไงครับ


อ่านทั้งหมดก่อนดีกว่ามั้งจ๊ะ ผมจะสื่อว่า ชอบแถมันเอามาปนกัน ระหว่าง คลาสสิก กับ เคนส์ นะจ๊ะ ตรงนี้นะจ๊ะ

รัฐก็ควรจะปล่อยให้เศรษฐกิจโตไปตามธรรมชาติ ใน
ลักษณะที่ต้องส่งเสริมด้านอินฟราฯ ก็คือยังไงก็ต้องเมกะโปรเจคท์นั่นเอง


ชอบแถ ต้องรอจานจ๊ะมาตอบเหรอจ๊ะ ไม่ต้องรอหรอกนะจ๊ะ เพราะผมรอ จารย์จ๊ะตอบตั้งแต่เมื่อวานยังไม่โผล่หัวมาเลยนะจ๊ะ แล้วรู้อีกนะจ๊ะว่า จารย์จ๊ะจะมาวันอังคาร ทำงานที่เดียวกันเหรอจ๊ะ

แหม ชอบแถ จ๊ะ


เมกาโปรเจคท์ ให้รัฐบาลจัดทำเพื่อเป็นระบบสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนจะได้ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง อย่างรถไฟฟ้า คนจะได้
ไม่ต้องไปซื้อรถส่วนตัว
เพิ่งเรียนจบหรือยังไม่จบแล้วร้อนวิชาหรือไงครับ


อ่อ นี่คือ ความคิดที่ใช้สมองกลั่นกรองมาแล้วเหรอจ๊ะ ขอ ฮากลิ้งหน่อยนะจ๊ะ แหมถ้ารัฐบาลเขาคิดอะไรปัญญาอ่อนแบบนั้นผมว่าอย่ามาเป็นรัฐบาลเลยนะจ๊ะ ไปขายน้ำเต้าหู้ดีกว่านะจ๊ะ แต่บางที คนขายเต้าหู้อาจฉลาดคิดมากกว่านี้นะ จิงๆนะจ๊ะ 555555  เรียนจบมาตั้งแต่ ปีมะโว้แล้วล่ะจ๊ะ วิชาเหรอ คืน จารย์ไปหมดแล้วนะจ๊ะ แต่ ก็ยังขุดๆ แปะๆ มาฝาก เพื่อนๆได้อยู่นะจ๊ะ อีกอย่างมันคงช่วยให้ ลิ้วล้อ หายเซ่อได้บ้างนะจ๊ะ

ชอบแถ นี่ตัวโจ๊กของจริงนะเนี้ย กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
บันทึกการเข้า
ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #55 เมื่อ: 21-10-2006, 14:22 »

ไร้สาระ ชื่อใครเป็นใครยังไม่รู้จักหัดดู ยังจะทะลึ่งรีบ post
บันทึกการเข้า
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #56 เมื่อ: 21-10-2006, 14:26 »

ไร้สาระ ...

   
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #57 เมื่อ: 21-10-2006, 14:29 »

เปิดนโยบายเศรษฐกิจรากแก้ว
สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาไม่ลบทิ้งนโยบายเดิม


[21 ต.ค. 49 - 04:10]

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า  ในการประชุม ครม.สัปดาห์หน้า นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม จะนำร่างนโยบายรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจเข้าสู่การพิจารณา โดยแบ่งเป็น 3 ภาค ประกอบด้วย

1. ภาคเศรษฐกิจรากแก้วที่ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย รัฐบาลได้วางแนวนโยบายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง โดยสนับสนุนให้การพัฒนาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับเกษตรกรรายย่อย ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเศรษฐกิจรากแก้ว จะดำเนินการควบคู่ไปกับการดูแลผู้ที่ไม่พร้อมหรือยังไม่สามารถจะปรับตัวได้ โดยจัดสวัสดิการสงเคราะห์ และบริการทางสังคมที่จำเป็นอย่างทั่วถึง

ส่วนผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้าน จะได้รับการสนับสนุนตามศักยภาพทางการตลาดในระดับต่างๆ คือระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับการส่งออก โดยจัดระบบการบริหารจัดการโครงการแบบบูรณาการควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านการตลาด ด้านแรงงาน จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคแรงงาน ภาคเอกชนและภาครัฐ ให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาคุณภาพแรงงานระดับต่างๆ ตามความเหมาะสม 

2. ภาคเศรษฐกิจระบบการตลาด รัฐบาลถือเป็นนโยบายที่จะให้กลไกการตลาดสามารถ ดำเนินการได้อย่างเต็มที่ โดยใช้หลักคุณธรรมและการสร้างความเป็นธรรมในภาคเศรษฐกิจ ขจัดการดำเนินการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล โดยด้านอุตสาหกรรมนั้นจะส่งเสริมให้มีการลงทุนทั้งจากในและนอกประเทศในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์   ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และให้ ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางเทคโนโลยี และการบริหารจัดการของประเทศ

ส่วนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะอาศัยความเป็นพันธมิตรระหว่างเอกชน   กับรัฐผนึกกำลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านพลังงานจะส่งเสริมประสิทธิภาพและประหยัดการใช้ พลังงาน การพัฒนาและใช้ประโยชน์พลังงานทดแทน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พร้อมวางนโยบายขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ในแผนแม่บทและมีความพร้อมทุกด้าน โดยเน้นการลงทุนประเภทที่จะเพิ่มประสิทธิภาพระบบเครือข่ายการจัดสินค้าและพัสดุ การประหยัดพลังงาน 

ขณะเดียวกัน   รัฐบาลจะจัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาขึ้นให้แล้วเสร็จใน 6 เดือน เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของไทยที่ยังอยู่ในฐานะด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอีกหลายประเทศ ด้านการส่งออก จะส่งเสริม และผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการ   โดยมีภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อน   ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจการค้าภายในประเทศ   การดำเนินนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทั้งกรอบทวิภาคีและพหุภาคี 

3. ภาคเศรษฐกิจส่วนรวม จะเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ   ควบคู่ไปกับการวัดการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ หรือจีดีพี เพื่อการนี้รัฐบาลจะจัดทำแผนแม่บทการสร้างเสริมประสิทธิภาพแห่งชาติเป็นแผนร่วมกับเอกชนสำหรับภาคเศรษฐกิจที่สำคัญให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน 

ขณะที่นโยบายด้านการเงินและการคลัง จะดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อให้สามารถรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างเพียงพอ และมีการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในขณะที่จะเสริมสร้างวินัยทางการเงินการคลังภาครัฐโดยการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลและประหยัด 

นายปีเตอร์ แวน ฮาเรน ประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทยพร้อมด้วยประเทศที่เป็นสมาชิกฯ 25 ประเทศ อาทิ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เปิดเผยหลังการหารือกับนายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รมช.อุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า จากการที่หารือนักลงทุนต่างประเทศในประเทศ ไทย ยืนยันตรงกันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือค่อนข้างมาก จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขในจุดนี้พร้อมๆ กับการพัฒนาระบบขนส่งหรือโลจิสติกส์ในการลดต้นทุนการค้าและอุตสาหกรรม.
บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #58 เมื่อ: 21-10-2006, 14:51 »

นี่ขนาดยังไม่เข้าสภานะ ซ้อม ๆ อภิปรายไปก่อนละกัน ว่า เค้าจะทำกันในรูปแบบใหน

เชิญครับ เค้าวางโครงไว้ถึง 3 ระดับ


และเชื่อว่าในสภาพนี้ รัฐบาลอื่นมาหลังจากเลือกตังใหม่ก็ต้องสานต่อ

เพราะแผน 10 มันมองภาพรวมไว้ค่อนข้างเป็นระบบ คงดีดดิ้นออกไปนอกกรอบมากไม่ได้
บันทึกการเข้า

ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #59 เมื่อ: 21-10-2006, 15:16 »

มันจะคุยรู้เรื่องได้ยังไงครับ บอกว่าไม่พอ คือ รายรับไม่พอรายจ่าย มันก็พูดไปเรื่องดัชนีความพอใจ

คุยกันไม่รู้เรื่องแล้วแล้วจะเสียเวลาไปทำไม มันเล่นไม่อ่านอะไรเลยพล่ามอย่างเดียว แม้กระทั่งชื่อ

คนที่ post ด้วย ยังไม่อ่าน คุยด้วยแล้วประสาทแดรกครับ
บันทึกการเข้า
type
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 525


« ตอบ #60 เมื่อ: 21-10-2006, 16:07 »

เศรษฐกิจพอเพียงคือประชาชน พอเพียง ส่วนรัฐมีหน้าที่ บริหาร
แสวงหา ทรัพยากร มาใช้ หมุนเวียนในระบบ
ไม่ใช่ว่า เราเป็นอยู่ยังไงก็อยุ่อย่างนั้น
ทำไมท่านๆไม่แยกแยะคำว่า เราใช้จ่ายอย่างพอเพียง
กับ รัฐบาลมีหน้าที่บริหารรัฐ ในหลายๆด้าน
แต่เอา คำว่าพอเพียงไปปรับเทียบกับการบริหาร รัฐ
โดยพยายามจะบอกว่า รัฐต้องบริหารงานอย่างพอเพียง

มันคงพอไม่ได้หรอกครับ เมื่อประชาชน ในระดับรากหญ้า ยังพึ่งตนเองไม่ได้
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #61 เมื่อ: 21-10-2006, 18:00 »

สรุปสั้น ๆ เศรษฐกิจพอเพียง คือทุนนิยมเสรีที่ไม่สุดโต่ง ยกเอาความสมเหตุสมผล ไม่เว่อร์

ใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ และการป้องกันตนเองหรือต้องมีภูมิคุ้มกัน ( ไม่ประมาท )
บันทึกการเข้า

meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #62 เมื่อ: 21-10-2006, 18:05 »

เฮ้อ พอ หรือ ไม่พอ ก็แล้วแต่

หากพิจารณาแล้วว่า เป็นการกระทำ ที่ ไม่มีผลกระทบ ให้ ผู้อื่นเดือดร้อน

ไม่ทำให้ตนเองและ ครอบครัวเดือดร้อน ไม่ทำให้ประเทศชาติเดือดร้อน

ก็มี ความชอบธรรม ที่จะทำกันไป ตาม ศักยะภาพ ของแต่ละคน

สิ่งสำคัญ คือการให้ความรู้ อย่างทั่วถึง

เพื่อให้คนไทย ตัดสินใจ กระทำการใดๆ ที่ไม่ทำให้ ชาติบ้านเมืองและคนในชาติ ต้องเดือดร้อน

 

ความเห็นตรงกับผมเลยครับ  หลักการนี้มันใช้ได้หมดเลย คือจะทำอะไรก็แล้วแต่อย่าทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน   จุดที่วัดมันก็น่าจะอยู่ตรงนี้  

ที่คุณแถ เคยถามว่าถ้าอยากเป็นคนดีมีจริยธรรมก็ให้หยุดงานไปช่วยน้ำท่วมนั้น  มันก็ใช้หลักการนี้คิดเหมือนกัน คือถ้าคุณสามารถหยุดงานไปช่วยได้มันก็ดี  ถ้าคุณไม่เดือดร้อน   แต่ถ้าคุณหยุดงานแล้วเดือดร้อนมันก็ไม่ควรหยุดเพราะการช่วยเหลือมันมีวิธีอื่นอีกมาก  อย่างการบริจาคสิ่งของหรือเงิน โดยให้คนที่เค้ามีเวลา ไปช่วยก็ทำแทนก็ได้

มาที่เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประชาชน  หลักการมันก็เหมือนกับข้างบน คือถ้าคุณอยากได้อะไรอยากทำอะไรโดยคนอื่นไม่เดือดร้อน  ก็สามารถทำได้  อย่างเรื่องบ้านที่คุณแถว่ามา ผมว่าบ้านมันก็ปัจจัยที่สำคัญต่อชีวิตการจะเป็นหนี้เรื่องบ้านผมว่าไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย  เพราะถ้าจะบอกว่ารอให้มีเงินก่อนค่อยซื้อบ้านก็ไม่รู้ว่าชาตินี้มันจะมีเมื่อไร  ครั้นจะไปอาศัยอยู่บ้านญาตินานๆ มันก็คงไปทำให้คนอื่นเค้าเดือดร้อนอีก  หรือบอกไม่ไปอยู่บ้านใครแต่ไปนอนข้างถนนมันก็ไม่ได้เพราะไปเกะกะคนอื่นเค้าอีก    

ส่วนเรื่องสิ่งของอื่นๆ การจะมีใช้ก็ต้องดูให้ดีว่ามันจำเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงอยากจะมีเพื่ออวดคนอื่น  อย่างเรื่องรถถ้าอยากจะมีก็ต้องดูว่ามันจำเป็นหรือเปล่า  มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือเปล่า  ยกตัวอย่างที่ทำงานผม บ้านกับที่ทำงานมันก็อยู่ภายในรั้วเดียวกัน ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร  แต่ส่วนใหญ่เสือกขับรถกันมา  ความจริงเดินมาแค่ไม่กี่นาทีมันก็ถึงที่ทำงานแล้ว ต้นไม้ก็ออกครึ้มไม่โดนแดด  อันนี้ก็เรียกว่าไม่พอเพียง  ไม่ฉลาดเลือก

อีกเรื่องที่เห็นได้ชัดก็เรื่องโทรศัพท์มือถือ ผมเห็นว่าคนไทยเสียเงินกันเกินความจำเป็นในเรื่องนี้ เราใช้เทคโนโลยีกันอย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย  ยกตัวอย่างที่ทำงานผมอีกเหมือนกัน หน.ที่ทำงานผมมักชอบเอามือถือมาโชว์เปลี่ยนรุ่นใหม่เกือบทุกเดือน  แต่ใช้งานก็แค่โทรเข้าโทรออก  ฟังชั่นอื่นใช้งานไม่เป็น   ความจริงผมก็ไม่น่าจะไปเดือดร้อนอะไรกับแกด้วยหรอก  แต่ที่เดือดร้อนก็คือแกไม่ค่อยสนใจงานมากนัก เพราะเอาแต่เล่นโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ ทำให้ผมเดือดร้อนตรงที่ต้องทำงานเหนื่อยหลายเท่า เพราะ หน.งานผม สั่งงานไม่เป็น  สั่งไม่เป็นขั้นเป็นตอน  ทำให้เวลาทำงานต้องเสียเวลาแก้ไขหลายๆครั้ง  

สรุปก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประชาชนสิ่งที่ต้องรู้คือ รู้ตัวเอง  ซึ่งมีผมแยกเป็นสองอย่างคือ 1.ทุน 2.สมอง  
โดยมีจุดวัดความพอเพียงอยู่ที่การไม่ไปก่อความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น  รวมทั้งไม่ไปเอาเปรียบคนอื่นที่เค้าด้อยกว่าในด้านต่างๆ แม้การเอาเปรียบจะไม่ผิดกฏหมายก็ตาม
บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #63 เมื่อ: 24-10-2006, 08:37 »

ขุดขึ้นมาให้อาจานจ๊ะ
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #64 เมื่อ: 24-10-2006, 11:54 »

ก่อนขุดกระทู้อ่านให้เข้าใจหรือยังล่ะ

เดี๋ยวก็ออกมาก่นด่า "เศรษฐกิจพอเพียง" แบบ ไม่ยอมเข้าใจอะไรอีก

ว่าง ๆ ก็ไปนั่งอ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ไว้บ้าง เผื่อจะได้ไม่ต้องอธิบายความซ้ำ ๆ อีก

ไม่ก็ใช้กุ๊กเกิ้ล...ค้นคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" หรือเข้าเว็บกาญจนาภิเษกก็ได้...

เว็บคณะกรรมการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงก็มี ลอง ๆ ค้นดูสิ
บันทึกการเข้า

555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #65 เมื่อ: 24-10-2006, 11:59 »

ก่อนขุดกระทู้อ่านให้เข้าใจหรือยังล่ะ

เดี๋ยวก็ออกมาก่นด่า "เศรษฐกิจพอเพียง" แบบ ไม่ยอมเข้าใจอะไรอีก

ว่าง ๆ ก็ไปนั่งอ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ไว้บ้าง เผื่อจะได้ไม่ต้องอธิบายความซ้ำ ๆ อีก

ไม่ก็ใช้กุ๊กเกิ้ล...ค้นคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" หรือเข้าเว็บกาญจนาภิเษกก็ได้...

เว็บคณะกรรมการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงก็มี ลอง ๆ ค้นดูสิ



ทะๆๆๆๆๆๆ...................ถูกต้องแล้วคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
บันทึกการเข้า
Killer
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,576


ช๊อบบ ชอบบ...ปฏิวัติ ปลื้ม ค่ะ


« ตอบ #66 เมื่อ: 24-10-2006, 13:46 »

ตายแล้ว .. อุตส่าห์ไปเอา วิทยานิพนธ์ปนนวนิยาย

ของสภาพัฒนาครกและสากกระเบือแห่งชาติ มาอ้างอิงด้วย....

โปรดทราบด้วยว่าผมก่นด่าประนามสาปแช่งหน่วยงานนี้มาแต่ก่อนที่จะมา พรรคไทยรักไทยเสียอีก



เพราะในอดีตมันเป็นเพียง แบบพิมพ์เขียวเอาไว้ให้เผด็จการทหารและพวกนักการเมืองสิ้นคิด

ไปสรุปย่อเอามาเป็นนโยบายแถลงต่อสภาฯ ส่วนจะปฏิบัติได้จริง ได้มรรคได้ผลแค่ไหน จะมีใครสนใจเล่า

ก็ในเมื่อมันเป็นเพียงแค่นามธรรม....


แต่รัฐบาลไทยรักไทย ที่ปฏิเสธแผนนวนิยายขายดีเหล่านั้น หันมาดำเนินยุทธศาสตร์ของตนเอง

ทำให้เข้าเป้าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเสียยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ถ้าจะคิดแบบสอพลอ
บันทึกการเข้า
ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #67 เมื่อ: 24-10-2006, 14:18 »

ก่อนขุดกระทู้อ่านให้เข้าใจหรือยังล่ะ
เดี๋ยวก็ออกมาก่นด่า "เศรษฐกิจพอเพียง" แบบ ไม่ยอมเข้าใจอะไรอีก
ว่าง ๆ ก็ไปนั่งอ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ไว้บ้าง เผื่อจะได้ไม่ต้องอธิบายความซ้ำ ๆ อีก
ไม่ก็ใช้กุ๊กเกิ้ล...ค้นคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" หรือเข้าเว็บกาญจนาภิเษกก็ได้...
เว็บคณะกรรมการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงก็มี ลอง ๆ ค้นดูสิ

แผนสิบลุงนี่ รัฐบาลหอยเฒ่าโดยนายปิยสวัสดิ์ยังไม่เอาเลย คำว่าภูมิคุ้มกันสงสัยอ่านไม่เข้าใจ แกจะไปใช้ MTBE อีกแล้ว

อย่าว่าแต่แผนสิบเลย เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังเข้าใจไม่เท่ารัฐบาลทักษิณ นี่ไม่ใช่จะด่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนะ เอา

ไปปฏิบัติมันก็ดีอยู่ แต่ให้คนปฏิบัตินะ รัฐบาลไม่ต้องเจือก แถมยังเอาชื่อมาหากินเป็นชิ้นเป็นอันอีก ไม่สำนึกกันบ้าง
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #68 เมื่อ: 24-10-2006, 14:27 »

นายหน้าเหลี่ยมเอาไปป่าวประกาศหากินที่ยูเอ็นล่ะ...จริง ๆ แล้วรัฐบาลหน้าเหลี่ยมทำอะไรบ้าง

ในแผน 9 น่ะ 5 ปี ของรัฐบาลหน้าเหลี่ยมล้วน ๆ นะ ไปถึงใหน รากหญ้าเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

เอา 5 ปี ที่สูญเสียไปคืนมาได้มั๊ย ให้งบประมาณคณะกรรมการเผยแพร่แนวพระราชดำริไปแค่ใหนเชียว
บันทึกการเข้า

ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #69 เมื่อ: 24-10-2006, 14:31 »

นายหน้าเหลี่ยมเอาไปป่าวประกาศหากินที่ยูเอ็นล่ะ...จริง ๆ แล้วรัฐบาลหน้าเหลี่ยมทำอะไรบ้าง

ในแผน 9 น่ะ 5 ปี ของรัฐบาลหน้าเหลี่ยมล้วน ๆ นะ ไปถึงใหน รากหญ้าเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

เอา 5 ปี ที่สูญเสียไปคืนมาได้มั๊ย ให้งบประมาณคณะกรรมการเผยแพร่แนวพระราชดำริไปแค่ใหนเชียว

โอทอปไง เป็นภูมิคุ้มกันใช่มั้ย
บันทึกการเข้า
สี่หามสามแห่
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,460



« ตอบ #70 เมื่อ: 24-10-2006, 15:00 »

คนละเรื่องเลย แถ เอ้ย

555+
บันทึกการเข้า
ชอบแถ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,138



« ตอบ #71 เมื่อ: 24-10-2006, 15:07 »

^
เขียนสั้นๆ ก็อ่านไม่เข้าใจ ไปอ่านทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงใหม่ดีกว่ามั้ง
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #72 เมื่อ: 24-10-2006, 15:13 »

ตายแล้ว .. อุตส่าห์ไปเอา วิทยานิพนธ์ปนนวนิยาย

ของสภาพัฒนาครกและสากกระเบือแห่งชาติ มาอ้างอิงด้วย....

โปรดทราบด้วยว่าผมก่นด่าประนามสาปแช่งหน่วยงานนี้มาแต่ก่อนที่จะมา พรรคไทยรักไทยเสียอีก



เพราะในอดีตมันเป็นเพียง แบบพิมพ์เขียวเอาไว้ให้เผด็จการทหารและพวกนักการเมืองสิ้นคิด

ไปสรุปย่อเอามาเป็นนโยบายแถลงต่อสภาฯ ส่วนจะปฏิบัติได้จริง ได้มรรคได้ผลแค่ไหน จะมีใครสนใจเล่า

ก็ในเมื่อมันเป็นเพียงแค่นามธรรม....


แต่รัฐบาลไทยรักไทย ที่ปฏิเสธแผนนวนิยายขายดีเหล่านั้น หันมาดำเนินยุทธศาสตร์ของตนเอง

ทำให้เข้าเป้าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเสียยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ถ้าจะคิดแบบสอพลอ



คนด่ามันโง่เหมือนควายมากกว่ามั้ง


แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจคือบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรของรัฐบาลในการที่จะพัฒนาประเทศ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ แบบแผน วิธีดำเนินการ และการกำหนดหน่วยปฏิบัติการอย่างเป็นระบบแบบแผน

การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา และพัฒนาแล้วว่ามีความสำคัญในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้ทุกๆ ประเทศในโลกมีความตื่นตัวในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ


ประเภทของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

แผนระยะยาว (perspection plan) เป็นแผนระยะยาวที่วางกรอบและทิศทางการดำเนินนโยบายอย่างกว้างๆ รวมทั้งมีการประมาณการรายการสำคัญๆอย่างกว้างๆ อาทิ เป้าหมาย ผลผลิตมวลรวม การใช้จ่ายในภาครัฐและเอกชน การบริโภคและการลงทุน รวมถึงการนำเข้าและส่งออก สินค้าและบริการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแผนระยะยาวจะเป็นกรอบให้แก่แผนระยะกลาง
แผนระยะกลางหรือแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม (mediumterm or development plan) เป็นแผนระยะ 4-6 ปี ซึ่งเป็นแผนที่วางตามกรอบของแผนระยะยาว
แผนปรับปรุงประจำปี (annual plan) เป็นแผนที่จะต้องจัดทำขึ้นทุกปี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแผนประจำปี เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆทั้งในและต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งสามารถทำให้การดำเนินการและผลที่ได้รับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นแผนนี้จึงเป็นแผนที่ใช้ในการปรับให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในขณะนั้นๆให้มีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และแผนนี้ยังใช้ประกอบในการจัดทำงบประมาณประจำปีอีกด้วย
วัตถุประสงค์ของการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

เพิ่มรายได้ประชาชาติและรายได้ที่แท้จริงของบุคคล
ยกระดับมาตรฐานการดำเนินชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้น
กระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง
กระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างยุติธรรม
การจ้างงานเพิ่มอัตราสูง ปัญหาการว่างงานลดน้อยลง
การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ มีดุลการค้าและดุลการชำระเงินที่อยู่ในสภาวะเกินดุลหรือขาดดุลน้อยลง


พอเข้าใจเบื้องต้นรึยังว่า เขาต้องมีการออกแผนการพัฒนาเศรษบกิจออกมาเพื่ออะไร ต่อมาลองแหกตาอ่านนี้ดูนะ


สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ดำเนินกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่องมานับตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนในสังคมได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางทั้งในระดับจังหวัด ระดับอนุภาค และระดับชาติ เริ่มตั้งแต่ขั้นการกำหนดกรอบวิสัยทัศน์และทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันให้อัญเชิญปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศ และเมื่อดำเนินการจัดทำกรอบวิสัยทัศน์และทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ แล้วเสร็จ จึงได้นำเสนอคณะ
รัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
   จากนั้น ดำเนินการในขั้นการจัดทำรายละเอียดของแผน โดยอาศัยกลไกความร่วมมือในหลายรูปแบบ มีหลายหน่วยงานรวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันพิจารณากลั่นกรองสาระรายละเอียดของแต่ละยุทธศาสตร์ จนสามารถประมวลเป็น “ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙” ซึ่งได้มีการปรับปรุงสาระสำคัญมาโดยลำดับอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและขอความเห็นเพิ่มเติมในการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรีกับคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา จากนั้น ได้ปรับปรุง “ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๔๕–๒๕๔๙” นำเสนอสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็น และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาไปพร้อมกับความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ
เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ศกนี้
   ต่อมา สำนักงานฯ จึงได้ปรับปรุงร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ นี้ขึ้น และนำเสนอ
ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติอย่างเป็นทางการ และนำกราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ต่อไป

      สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

      
      กั น ย า ย น    ๒ ๕ ๔ ๔


ตอนนี้ไอ้แม้วมันเป็น นายกรึเปล่า แล้วมันได้พิจารณาแผนเศรษฐกิจแห่งชาติด้วยรึเปล่าหว่า ลองนึกๆดูหน่อยสิ

คราวนี้มาลองดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 9 ที่เน้นหลักความพอเพียงด้านยุทธศาสตร์การบริหารเศรษฐกิจส่วนรวม มาอ่านดูนะ




๑วัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดการระบบบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจให้ปรับตัวเข้าสู่ความมีสมดุล มีภูมิคุ้มกัน มีเสถียรภาพและความมั่นคง เอื้อประโยชน์ต่อคนยากจน และการสร้างงาน สนับสนุนการกระจายรายได้ไปสู่ทุกภาคส่วนของสังคมอย่างเป็นธรรม อันเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน การบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมจึงได้กำหนดวัตถุประสงค์สำหรับการดำเนินงานนโยบายและแนวทางการพัฒนาด้านการเงิน การคลัง และความร่วมมือระหว่างประเทศไว้ดังนี้
๑.๑   เพื่อให้ภาคการเงินมีความเข้มแข็ง มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีสามารถป้องกันวิกฤตการณ์และความผันผวนจากเศรษฐกิจการเงินโลกได้ มีศักยภาพในการสนับสนุนการระดมทุนของระบบเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ และมีส่วนสนับสนุนการกระจายเงินทุนไปสู่ภูมิภาค
   ๑.๒   เพื่อสร้างความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว โดยคำนึงถึงความสอดคล้องระหว่างการรักษาวินัยการคลังและความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
   ๑.๓   เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างประเทศโดยยึดหลักทางสายกลาง ที่เอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ และมีการเตรียมความพร้อมของเศรษฐกิจและสังคมอย่างรู้เท่าทันและมีภูมิคุ้มกันจากผลกระทบที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์
๒เป้าหมาย
เพื่อที่จะสนับสนุนวัตถุประสงค์ดังกล่าว เป้าหมายด้านเศรษฐกิจในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ คือ การพัฒนาให้เศรษฐกิจกลับสู่อัตราการขยายตัวในระดับปานกลาง เพื่อลดปัญหาความยากจนและการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงวิกฤต สร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคเอกชน และลดหนี้สาธารณะในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้ แต่ต้องใช้ความพยายามในการดำเนินการสูงและเป็น
เป้าหมายที่จำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับเป้าหมายการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้วย โดยเป้าหมายการบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมที่สำคัญ ได้แก่
   ๒.๑   เศรษฐกิจขยายตัวโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๔-๕ ต่อปี
   ๒.๒   เพิ่มการจ้างงานใหม่ในประเทศไม่ต่ำกว่า ๒๓๐,๐๐๐ คนต่อปี
   ๒.๓   อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยไม่เกินประมาณร้อยละ ๓ ต่อปี
   ๒.๔   รักษาการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ เฉลี่ยร้อยละ
๑-๒ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
   ๒.๕   ลดการขาดดุลเงินสดของรัฐบาลให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ ๑-๑.๕ ของ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ภายในปี ๒๕๔๙
   ๒.๖   บริหารหนี้สาธารณะของประเทศให้อยู่ในระดับประมาณร้อยละ ๖๐–๖๒ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และดูแลภาระการชำระหนี้ในงบประมาณให้อยู่ในระดับเฉลี่ยร้อยละ ๑๖–๑๘ ของงบประมาณ
๓แนวทางการพัฒนา
ยุทธศาสตร์การบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมในระยะ ๕ ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ จะเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤตอย่างเต็มที่ และสนับสนุนการขยายตัวของฐานเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและเสถียรภาพที่มั่นคง เพื่อนำไปสู่การปรับฐานเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง สามารถขยายตัวต่อเนื่องอย่างมีคุณภาพได้ในระยะยาว ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการเงิน โดยเฉพาะการกำกับดูแลเงินทุนและสร้างความต่อเนื่องของการแก้ไขปัญหาภาคการเงิน รวมทั้งเพิ่มบทบาทของตลาดทุนให้เป็นทางเลือกของแหล่งระดมทุนของประเทศ ในขณะที่ภาคการคลังต้องเน้นการสร้างความมั่นคงของฐานะการคลัง และการบริหารหนี้สาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จะต้องเตรียมความพร้อมของเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศให้สามารถรู้เท่าทันและมีภูมิคุ้มกันจากผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยเน้นการบริหารจัดการและประสานกลไกการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีแนวทางการพัฒนาตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
๓.๑   แนวทางการพัฒนาด้านการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตเศรษฐกิจและช่วยกระจายความเจริญและความเป็นธรรม โดยการดูแลสภาพคล่องในระบบให้พอเพียงและรักษาเสถียรภาพด้านราคาและอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม มีการดูแลไม่ให้เกิดวิกฤตทั้งทางด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศและการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ตลอดจนมีระบบเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ มีการพึ่งพาแหล่งเงินทุนที่สมดุลมากขึ้นระหว่างระบบธนาคารและตลาดทุน และระหว่างเงินทุนในประเทศและการระดมทุนจากต่างประเทศ มีความสามารถในการเผชิญวิกฤตได้ดีขึ้นจากการสร้างความร่วมมือทางการเงินกับประเทศในภูมิภาคเพื่อรองรับวิกฤตและจัดตั้งระบบประกันเงินฝาก และระบบการเงินมีส่วนเอื้ออำนวยต่อการกระจายความเจริญและความเป็นธรรมเพื่อสร้างความสมดุลของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
(๑)   สร้างความเข้มแข็งและระบบระวังภัยของภาคการเงิน โดย
      (๑.๑)   กำหนดเป้าหมายเสถียรภาพราคาที่เหมาะสมต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยให้ฝ่ายกำหนดนโยบายการเงินสามารถกำหนดระดับอัตราดอกเบี้ยที่เอื้อต่อการพัฒนาและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 
      (๑.๒)   แก้ไขปัญหาอุปรรคของสถาบันการเงินให้สามารถดำเนินการได้อย่างปกติ และบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบเศรษฐกิจให้ลดลง
      (๑.๓)   ดูแลสภาพคล่องให้พอเพียงและเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน 
      (๑.๔)   รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและความมั่นคงของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ
      (๑.๕)   ติดตามและดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงการไหลออกของเงินทุนอย่างฉับพลัน โดยการพัฒนาระบบข้อมูล และพัฒนาขีดความสามารถในการวิเคราะห์ เพื่อสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพและเพื่อกำหนดแนวทางในการป้องกันล่วงหน้า
      (๑.๖)   ควบคุมดูแลเงินบาทในตลาดนอกประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเอื้อประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย และเพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรและโจมตีค่าเงินบาทได้
      (๑.๗)   จัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านการเงินเพื่อป้องกันวิกฤตโดยเน้นด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล และระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในยามฉุกเฉิน
(๒)   ปรับปรุงการกำกับดูแลสถาบันการเงิน โดย
      (๒.๑)   พัฒนาประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และการตรวจสอบสถาบันการเงิน โดยการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบให้ทันสมัยสอดคล้องกับภาวะการณ์ และให้มี
มาตรฐานการกำกับดูแลในทิศทางที่สอดคล้องกันทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติและตั้งอยู่บนหลักการบริหารจัดการที่ดี สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โปร่งใส ยืดหยุ่น และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูลด้านการตรวจสอบ     
      (๒.๒)   ปฏิรูปกฎหมายทางการเงิน เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากลและเอื้อต่อการพัฒนาระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ
      (๒.๓)   เสริมสร้างระบบสถาบันการเงินให้เป็นที่ยอมรับทั้งภายในและภายนอกประเทศในเรื่องมาตรฐานการบัญชี ความโปร่งใส ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์
      (๒.๔)   จัดให้มีระบบประกันเงินฝากอย่างเป็นขั้นตอนและรอบคอบ เพื่อลดต้นทุนของรัฐบาลในการค้ำประกันเงินฝากและเป็นการสร้างวินัยแก่ทั้งลูกค้าและธนาคารในการบริหารเงินทุน รวมทั้งมีระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น
(๓)   เพิ่มบทบาทของตลาดทุนในการเป็นแหล่งระดมทุนของประเทศ โดย
      (๓.๑)   ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนมีการทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี พัฒนาระบบการตรวจสอบและการรายงานผล  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลของภาคเอกชนเอง และเพื่อเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับตลาด ช่วยให้ตลาดทุนพัฒนาอย่างมี
ประสิทธิภาพ
      (๓.๒)   พัฒนาตลาดหลักทรัพย์ให้มีทั้งความกว้างและความลึก เพื่อให้เป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ และมีสภาพคล่อง เพื่อให้เป็นกลไกที่ช่วยเสริมการระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
      (๓.๓)   ส่งเสริมให้มีการแปลงทุนในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเป็นทุนเรือนหุ้น และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มประเภทและความหลากหลายของหลักทรัพย์ในตลาดทุน
      (๓.๔)   พัฒนาตลาดอนุพันธ์ เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนและเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงของนักลงทุน
      (๓.๕)   พัฒนาตลาดตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นทางเลือกในการระดมทุนของภาคเอกชนและรัฐบาล
(๔)   ปรับปรุงบทบาทของภาคการเงินในการกระจายความเจริญและความเป็นธรรม โดย
         (๔.๑)   ปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบันการเงินในกำกับของรัฐให้มี
ประสิทธิภาพในการประกอบธุรกรรมสูงขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการทรัพยากรทาง
การเงิน และความชำนาญเฉพาะด้านมากขึ้นและทั่วถึง โดยเฉพาะการสนับสนุนการให้
สินเชื่อรายย่อย การให้สินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
      (๔.๒)   กระจายการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินไปสู่ภูมิภาคและจัดให้มีระบบการให้สินเชื่อระดับจุลภาค เพื่อส่งเสริมการกระจายสินเชื่อไปสู่ผู้กู้รายย่อยและชุมชนมากขึ้น
๓.๒   แนวทางการพัฒนาด้านการคลัง เพื่อสร้างความมั่นคงของฐานะการคลังและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค โดยเน้นการรักษาวินัยการคลังและบริหารหนี้สาธารณะเพื่อให้สามารถลดหนี้สาธารณะและลดภาระหนี้ในงบประมาณให้กระจายออกไปในระยะเวลาที่ยาวขึ้น ด้วยการควบคุมการก่อหนี้ใหม่ การเข้มงวดการใช้เงินกู้โดยพิจารณาจัดสรร
แก่โครงการลงทุนที่มีความสำคัญและความจำเป็นสูง การพิจารณาทบทวนการจัดลำดับความสำคัญและหลักเกณฑ์การจัดทำแผนงานและโครงการลงทุนภาครัฐและเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการของรัฐ การบริหารหนี้ให้มีสกุลเงินที่เหมาะสมและมีสัดส่วนของหนี้ภายในประเทศมากขึ้น การควบคุมรายจ่ายรัฐบาลไม่ให้เพิ่มสูงเกินไปและมีประสิทธิผลในการใช้จ่ายโดยใช้ระบบงบประมาณที่เน้นผลงาน ในขณะเดียวกันมีการสร้างฐานรายได้ ขยายฐานภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ บริหารทรัพย์สินของรัฐบาลให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน โดยการกระจายอำนาจและถ่ายโอนภารกิจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้การใช้งบประมาณตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น รวมถึงพิจารณาปฏิรูปโครงสร้างภาษีอากรให้เอื้ออำนวยต่อภาคการผลิต การลงทุน และส่งเสริมการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และปฏิรูปกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคมเพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน
(๑)   รักษาวินัยการบริหารหนี้สาธารณะ โดย
      (๑.๑)   ควบคุมการก่อหนี้สาธารณะและดำเนินการให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ลดข้อจำกัดทางงบประมาณ ซึ่งต้องรับภาระการชำระหนี้จากการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน
      (๑.๒)   ควบคุมการก่อหนี้เงินกู้ต่างประเทศ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ ระดับของภาระหนี้สินที่มีอยู่ ฐานะการคลังและฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศ
      (๑.๓)   ปรับปรุงระบบการพิจารณา และการบริหารโครงการเงินกู้ให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดทอนเงินกู้สำหรับโครงการที่มีเงินเหลือจ่ายหรือไม่จำเป็นต้องจ่าย และปรับลดหรือระงับโครงการที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือหมดความจำเป็นในการดำเนินการ
      (๑.๔)   พิจารณาทบทวนการจัดลำดับความสำคัญและหลักเกณฑ์การจัด
ทำแผนงานและโครงการลงทุนภาครัฐเพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการก่อหนี้และภาระงบประมาณ
      (๑.๕)   ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการของภาครัฐโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการดำเนินงาน มาตรฐานและคุณภาพของการผลิตสินค้าและการให้บริการที่ให้ผลประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม
      (๑.๖)   ปรับแนวทางการก่อหนี้ต่างประเทศ ให้เป็นหนี้ภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ไม่จำเป็นต้องมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเพิ่มอุปทานตราสารหนี้ภายในประเทศ โดยพิจารณาความเหมาะสมในด้านการกระจายตัวทั้งประเภทและอายุตราสารเพื่อลดต้นทุนการก่อหนี้ภาครัฐโดยรวม
      (๑.๗)   ปรับโครงสร้างเงินกู้ต่างประเทศให้อยู่ในรูปสกุลเงินต่างๆอย่าง
เหมาะสม โดยพิจารณาความเหมาะสมของต้นทุนการกู้ยืม เพื่อลดความเสี่ยงจากความ
ผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
   (๑.๘)   พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการก่อหนี้
และการบริหารหนี้รวมทั้งกฎหมายเงินคงคลัง และพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๐๒ โดยรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เป็นระบบ และเพิ่มความเข้มแข็งของวินัยการคลัง ในขณะเดียวกันเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารหนี้ให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการกู้เพื่อปรับโครงสร้างเงินกู้
(๒)   ปฏิรูประบบงบประมาณและการบริหารรายจ่าย โดย
      (๒.๑)   ปฏิรูประบบงบประมาณไปสู่ระบบที่มุ่งเน้นผลงาน ให้มีแผนการจัดสรรงบประมาณระยะปานกลาง และมีการประเมินผลผลิตและผลลัพธ์
      (๒.๒)   ให้มีการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรวมของภาครัฐที่ครอบคลุม
งบประมาณส่วนกลาง รัฐวิสาหกิจ และส่วนท้องถิ่น
      (๒.๓)   มีกลไกประสานแผนงาน แผนเงิน แผนคน เพื่อให้เกิดการบูรณาการทั้งระบบโดยยึดหลักการของพื้นที่ ภารกิจ และการมีส่วนร่วม และให้จัดสรรงบประมาณลงสู่ชุมชนหรือองค์กรนอกภาครัฐได้โดยตรง
      (๒.๔)   ปรับปรุงการบริหารรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินให้มีเพียงพอสำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาและการผ่อนชำระหนี้ รวมทั้งพิจารณาปรับปรุงระบบเงินประจำงวดและประสิทธิภาพการเบิกจ่าย
      (๒.๕)   จัดระบบกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนที่รัฐบาลสนับสนุนให้มี
ประสิทธิภาพ และความโปร่งใสในการบริหารการคลังและลดภาระงบประมาณ
 (๓)   ปรับปรุงการจัดการด้านรายได้และนโยบายภาษี โดย
      (๓.๑)   ปฏิรูปโครงสร้างภาษีอากรให้เอื้ออำนวยต่อภาคการผลิต การค้าและบริการให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งในเวทีอนุภาคอาเซียนและเวทีโลก
      (๓.๒)   ทบทวนและปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทั้งระบบ
      (๓.๓)   ส่งเสริมให้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการยื่นชำระภาษี โดยเฉพาะเร่งรัดการนำมาใช้สำหรับการยื่นชำระภาษีการนำเข้าและส่งออกสินค้า
      (๓.๔)   บริหารรายได้ภาครัฐให้มีเพียงพอกับภาระงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งงบประจำและการชำระหนี้ เช่น การสร้างฐานรายได้ของประเทศ การเพิ่มฐานภาษี
การบริหารการจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพ และรักษาอัตราภาษีที่เหมาะสม รวมทั้งบริหารทรัพย์สินของภาครัฐที่มีอยู่ให้มีผลตอบแทนสูงสุด
      (๓.๕)   ปรับปรุงภาษีที่เก็บจากทรัพย์สินเพื่อลดการถือครองทรัพย์สินเพื่อการเก็งกำไร และพิจารณานำภาษีมรดกมาบังคับใช้ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้
      (๓.๖)   พิจารณาจัดเก็บภาษีเพื่อคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
      (๓.๗)   ปรับปรุงขั้นตอนในการปฏิบัติเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเกี่ยวกับการศึกษา พัฒนาฝีมือแรงงานและการวิจัยและพัฒนา
   (๔)   ส่งเสริมระบบการออมของประเทศ โดยปฏิรูประบบกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ให้ครอบคลุมประชากรและผู้ใช้
แรงงานอย่างทั่วถึง โดยให้ความสำคัญกับการออมเพื่อการชราภาพ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางการเงินในระยะยาว
   (๕)   กระจายอำนาจการคลังและถ่ายโอนภารกิจสู่ท้องถิ่นอย่างเหมาะสม โดย
      (๕.๑)   เพิ่มขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านการวางแผน การจัดทำและบริหารงบประมาณ เพื่อสามารถสนองต่อความต้องการของชุมชน
      (๕.๒)   ปรับบทบาทและการจัดสรรบุคลากรของส่วนกลางให้สอดคล้องกับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่ม
บทบาทในการจัดการบริการสาธารณะตามศักยภาพของตนเองได้มากขึ้น
      (๕.๓)   พัฒนาขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการ
จัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินตามศักยภาพของท้องถิ่น เพื่อแบ่งเบาภาระจากส่วนกลาง
๓.๓   แนวทางการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างประเทศให้อยู่บนทางสายกลาง มีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศที่ใช้ความรู้ความสามารถในประเทศมากขึ้น โดยต้องสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจชุมชนในระดับรากหญ้า ภายใต้กรอบของเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพมั่นคง ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นการเตรียมความพร้อมของเศรษฐกิจและสังคมอย่างรู้เท่าทันและมีภูมิคุ้มกันจากผลกระทบที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
   (๑)   ปรับปรุงระบบการเจรจาทางการค้าทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาคและ
พหุภาคีและปรับกลไกความร่วมมือเศรษฐกิจต่างประเทศในทุกด้าน ให้มีความชัดเจนและเชื่อมโยงกันทั้งด้านการค้า การตลาด การบริการ และการลงทุน เพื่อให้สามารถใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศมาสนับสนุนกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
   (๒)   เพิ่มศักยภาพและสมรรถนะของประเทศ ให้สามารถสนับสนุนการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม และมุ่งให้ทุนที่มีคุณภาพสร้างฐานรากในประเทศ และต่อยอดการพัฒนาบนพื้นฐานของทุนภายในประเทศด้านต่างๆ อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความรู้และภูมิปัญญา ทักษะและฝีมือ ความสามารถในการบริหารจัดการ เทคโนโลยี เป็นต้น
   (๓)   ใช้ประโยชน์จากเวทีความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ โดยสร้างพันธมิตรระหว่างกลุ่มหรือภูมิภาคที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในทวีปเอเซีย ในการแก้ไขและป้องกันปัญหาที่จะส่ง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ อาทิ การพิทักษ์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเชื่อมโยงเครือข่ายทางโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น

แล้วมาดู นโยบายของพรรคไทยรักไทยด้านเศรษฐกิจ

 

จากการที่เราได้ก้าวเข้าไป เป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลก ที่การเคลื่อนไหวของทุนมีอิทธิพลต่อการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ทั้งในแง่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และชะตากรรมของคนในสังคมโลก ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากแรงกดดันดังกล่าวอย่างรุนแรง ประกอบกับความผิดพลาดเชิงนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตและวัฒนธรรมในอดีต ทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตจนลุกลามไปทุกปริมณฑลของสังคมอยู่ในขณะนี้ และดูเหมือนว่าวิกฤตการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง ความรุนแรงของสถานการณ์เศรษฐกิจในครั้งนี้ จะต้องได้รับการเยียวยาแก้ไขอย่างถูกต้องและทันท่วงที ดังนั้นพรรคจึงเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีนโยบายใหม่ ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น และอาจทวีความรุนแรงในอนาคตเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างการผลิตและการเงินของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับการสั่งสมทางปัญญาของสังคมไทย นโยบายใหม่นี้จะสร้างให้คนมีความหวัง มีความรู้สึกภาคภูมิใจรู้สึกว่าตนและประเทศของตนมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี กรอบของนโยบายใหม่นี้จะสอดประสานกันแก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวม สอดคล้องกับความเป็นจริงและเป็นไปได้โดยจะสามารถบรรลุเป้าหมายในเชิงของการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคมที่กำลังเผชิญอยู่อย่างประสานสอดคล้องไปพร้อมกันไม่ว่าจะเป็น ปัญหาหนี้ต่างประเทศ ความชะงักงันของการส่งออก การถดถอยทางเศรษฐกิจ

   การว่างงาน ปัญหาระบบการเงินและสถาบันการเงิน การศึกษา การกระจายโอกาสในชีวิต การจัดโครงสร้างการผลิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทของไทยในการเป็นผู้นำของภูมิภาค ที่สามารถเสนอทางเลือกที่จะออกจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้อย่างแจ่มชัด และมีความเป็นไปได กรอบของนโยบายใหม่นี้จะสอดรับและ สามารถใช้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและความต้องการของสังคมไทยในอนาคต ปรัชญาของนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของการบริหารราชการแผ่นดินคือ การเพิ่มพูนความอุดมให้กับชีวิตของประชาชน โดยการสร้างและธำรงไว้ซึ่งความเสมอภาคของโอกาสในชีวิตให้ กับประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังนั้นเป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจก็ต้องสอดคล้องและตอบสนองต่อการสร้างโอกาสดังกล่าว และต้องสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนให้ถูกกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากความผันผวนทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาแต่อิทธิพลของการเคลื่อนไหวของทุนที่รวดเร็วในระดับโลก

   นโยบายเศรษฐกิจจะต้องเป็นนโยบายที่ยืดหยุ่นโปร่งใส ชอบธรรมและตรวจสอบได้ โดยยึดเอกราชทางเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานที่สำคัญทางด้านการเงินการคลัง พรรคยึดมั่นในการรักษา "หัวใจ" ของวินัยการเงินการคลัง โดยไม่ให้น้ำหนักกับเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งจนทำให้เกิดความระส่ำระสายต่อระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง ในโลกปัจจุบันที่การดำเนินนโยบายการเงินการคลังถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอกประเทศ ที่ไม่สามารถควบคุมได้หลายประการ การอ้างการรักษาวินัยโดยให้น้ำหนักกับเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งอย่างไม่มีความยืดหยุ่นในเชิงปฏิบัติ และไม่คล่องตัวรังแต่จะทำให้การรักษาวินัยนั้นไม่ก่อประโยชน์ที่แท้จริง แต่กลับจะทำให้ไม่สามารถรักษาวินัยได้ในที่สุด วินัยการเงินการคลังดังกล่าวจะต้องก่อประโยชน์ต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เนื่องจากเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงินและการคลัง เป็นเพียงภาพสะท้อนของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งประกอบด้วยเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามศักยภาพของประเทศ

   ระบบเศรษฐกิจของวิสาหกิจขนาดใหญ่ ระบบเศรษฐกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ดังนั้นนโยบายการเงินการคลังต้องมุ่งรักษาสมดุลของพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อลดความเสี่ยงทั้งระบบเศรษฐกิจ นโยบายเร่งด่วนพรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก กับกิจกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้กับประเทศ ทั้งโดยการเร่งสนับสนุนการส่งออก เร่งวางกรอบในการปรับโครงสร้าง การผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวนและสร้างความแข็งแกร่งให้กับกิจการที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ เร่งเพิ่มจำนวนและบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะด้าน อันเป็นกลไกของรัฐให้ส่งเสริมกิจการที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเหล่านั้นอย่างเร่งด่วน พรรคให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการใช้นโยบายการเงินการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศโดยที่การกระตุ้นนั้น จะไม่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้แต่จะเสริมสร้าง

   ศักยภาพให้ธุรกิจในประเทศสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้การลดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิดผลกระทบอันไม่พึงปรารถนา พรรคจะจำกัดการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างเงินบาทและเงินตราต่างประเทศให้น้อยที่สุด เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนสะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะสนับสนุนและเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมที่มีศักยภาพ ในการเสริมสร้างรายได้ให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันก็จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาต่อสังคมไทย พรรคให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับ การปรับโครงสร้างและปฏิรูประบบการเงินของประเทศทั้งระบบอันได้แก่ การวางกรอบและสนับสนุนให้สถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน สามารถยกระดับตัวเองทั้งในแง่ของความมั่นคงและมาตรฐาน

   การปฏิบัติงานในระดับสากลและในฐานะที่ระบบสถาบันการเงินปัจจุบันไม่สามารถ ให้ความช่วยเหลือกับกิจการที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างเต็มที่ พรรคจึงสนับสนุนให้จัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะด้าน อีกทั้งการออกมาตรการทางด้านตลาดทุนและมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อช่วยให้กิจการเหล่านั้น สามารถก้าวข้ามพ้นขวากหนามทางการเงินโดยเร่งด่วน พรรคให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด กับการเร่งบรรเทาปัญหาคนว่างงาน อันเป็นผลจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจด้วย การจัดให้มีศูนย์เพิ่มพูนทักษะ สำหรับแรงงานในเมือง ซึ่งเคยทำงานในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ประสบปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากอุตสาหกรรมการเงิน และบริการให้ได้รับการฝึกฝนเพื่อให้มีทักษะที่มีประโยชน์ และสามารถเกื้อกูลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ การฝึกฝนให้สามารถช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาทั้งในด้านการเงินการบัญชี การบริหารและการจัดการ แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อเพิ่มพูนการส่งออกซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารสมัยใหม่ อันบั่นทอนความสามารถในการส่งออกอย่างน่าเสียดาย การเร่งรัดโครงการสร้างงานในชนบทตาม โครงการที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ อีกทั้งการเร่งรัดและควบคุมให้หน่วยงานรัฐใช้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในโครงการ ที่ช่วยให้เกิดการจ้างงานทั้งในส่วนกลาง และภูมิภาค โดยเร่งด่วนนอกจากนั้นพรรคจะสนับสนุนให้เกิดโครงการ "กลับเข้าห้องเรียน"ในระดับประเทศโดยการสำรวจแรงงานฝีมือที่ตกงานทั่วประเทศ แล้วสนับสนุนให้กลับเข้าไปเรียน และฝึกทักษะในด้านต่างๆ ตามวิทยาลัยเทคนิคหรือโรงเรียนอาชีวะศึกษาทั่วประเทศ โดยได้รับค่าตอบแทนพรรค ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด กับการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อการส่งออกให้เป็นฐานการผลิตการจ้างงานและการส่งออกของประเทศ หัวใจของนโยบายดังกล่าวจะอยู่ที่ การปรับโครงสร้างการผลิตในระบบเศรษฐกิจไทยเสียใหม่ โดยสนับสนุนวิสาหกิจเหล่านี้ที่ประกอบการอิสระและผลิตเพื่อการส่งออกซึ่งมีอยู่แล้ว และกระจายอยู่ทุกภาคของประเทศให้เป็นแกนในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ

   ในอนาคตนอกจากนั้น วิสาหกิจเหล่านี้ยังจะมีบทบาทสำคัญในการดึงเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับระบบ และเป็นกลไกสำคัญในการกระจายการลงทุนและฐานการผลิตสู่ภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อรองรับการจ้างงานในชนบท และเป็นตัวจักรกลสำคัญในการสร้างทักษะและถ่ายทอดทักษะระหว่างคนงาน ทั้งจากภายนอกประเทศสู่ภายในประเทศและระหว่างผู้ผลิตและคนงานภายในประเทศด้วยกันเอง การพัฒนาและยกระดับทักษะเหล่านี้เอง จะเป็นหนทางอันสำคัญที่จะส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ที่จะสามารถเลือกกระบวนการในการสร้างความมั่งคั่งของตนด้วยตนเอง สอดคล้องกับแนวคิด"เศรษฐกิจพอเพียง" ที่เหมาะสมกับศักยภาพและวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้นๆ การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ต้องควบคู่ไปกับการดูแลไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง ด้วยการรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งอยู่บนฐานแห่งความเป็นธรรมและข้อเท็จจริง ของความสามารถในการผลิตที่สร้างรายได้อย่างแท้จริงของผู้ประกอบการ นโยบายระยะกลางและระยะยาว ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน พรรคจะสนับสนุนและผลักดันให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่พอเพียง ตามศักยภาพของชุมชนในระดับรากฐานของประเทศตั้งแต่

   การผลิตเพื่อบริโภค และเหลือขายในระดับครอบครัว การรวมตัวเพื่อดำเนินเศรษฐกิจในระดับชุมชน การเชื่อมโยงอย่างเกื้อกูลและสนับสนุนซึ่งกันและกันกับธุรกิจขนาดใหญ่ สู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ พรรคจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับภาคเกษตรกรรม ให้เป็นภาคเศรษฐกิจหลักที่จะต้องเติบโตควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรมและบริการ และได้รับการเอาใจใส่ในการเพิ่มพูนสมรรถนะการผลิต และยกระดับคุณภาพเพื่อให้ได้ผลผลิตที่พอเพียง เลี้ยงดูประชากรในประเทศ และเหลือเพื่อส่งออก รวมไปถึงเป็นวัตถุดิบอันสำคัญให้กับภาคอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร ที่มีความหลากหลายและมีศักยภาพสูงในตลาดโลก พรรคจะสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของอุตสาหกรรมเป้าหมายเสียใหม่ เพื่อมุ่งสู่การระดมทรัพยากรเพื่อการผลิตในสิ่งทีเราถนัด และมีความสามารถที่สั่งสมมาเป็นพิเศษ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ทักษะฝีมือที่เรามี ความโดดเด่นเชี่ยวชาญ โอกาสทางการตลาดและความสามารถเชิงแข่งขันในระยะยาว ความสามารถในการขยายขอบข่ายสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมสนับสนุน อีกทั้งการเชื่อมโยงอย่างสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นแรงงานไปสู่การพัฒนาให้เกิด

   อุตสาหกรรมที่มุ่งใช้ความรู้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต ที่จะทวีความสำคัญยิ่งในระยะยาว ยกระดับความสามารถเชิงแข่งขันพร้อมเผชิญกระแสแข่งขันการค้าเสรี พรรคจะสนับสนุนให้มีแผนการสนับสนุน และสร้างเสริมความสามารถเชิงแข่งขันเป็นการเฉพาะในแต่ละอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ พรรคจะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการกำหนดอาณาเขตพื้นที่เป็นการเฉพาะ สำหรับแต่ละอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นเบ้าหลอมแห่งการเพิ่มขีดความสามารถเชิงแข่งขันที่แท้จริง การคัดเลือกจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่ ความสอดคล้องกับทรัพยากร และทักษะของประชากรในพื้นที่ ความสามารถในการจูงใจให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้ามาลงทุนในพื้นที่ การชักจูงให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสนับสนุนเข้ามาอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ความพรั่งพร้อมของการมีสถานศึกษา สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อป้อนวิทยาการและบุคลากรแก่ผู้ผลิต ความพรั่งพร้อมของบริการขนส่งตลอดจนความพร้อมของสาธารณูปโภคและสาธารณูปการอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายแต่ละประเภท ทั้งนี้เพื่อให้ผลผลิตมีคุณสมบัติพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง พรรคจะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการขนาดใหญ่ จำนวนมากพอในแต่ละอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง ด้านเงินทุนด้านการผลิตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว และด้านการตลาดที่เข้มแข็งเพียงพอในการก้าวสู่ธุรกิจการค้าในระดับโลกในด้านหนึ่งนั้น
 
 
   เพื่อป้องกันมิให้เกิดการผูกขาดรวมศูนย์ในแต่ละอุตสาหกรรม แต่ในอีกด้านหนึ่งทีมีความสำคัญยิ่งก็คือ การกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอันเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่ง และความสามารถเชิงแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดใหญ่เหล่านี้ ให้สามารถเป็นหัวหอกที่ทรงประสิทธิภาพในการรุกสู่ตลาดโลกของแต่ละอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ในอนาคตพรรคจะสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกิจการธุรกิจในภาคเอกชนให้มีความโปร่งใส เข้มแข็ง มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ทัดเทียมระดับมาตรฐานโลกทั้งในเชิงของคุณภาพผู้บริหาร และระบบการจัดการเทคโนโลยีการปรับโครงสร้างการเงิน และโครงสร้างทุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร การเปิดเผยข้อมูลและข้อเท็จจริงของกิจการการ ยกระดับเครื่องจักรและวิทยาการการผลิต ทั้งนี้เพื่อยกระดับศักยภาพและประสิทธิภาพของธุรกิจเอกชนไทยโดยส่วนรวม อันจะเป็นประโยชน์ทั้งในเชิงของการจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน และทั้งในเชิงของการเตรียมพร้อมเผชิญกระแสการแข่งขันเสรีในอนาคต พรรคจะเร่งยกระดับความสามารถเชิงการผลิตของประเทศ ด้วยการส่งเสริมและจูงใจให้มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและเครื่องจักร

   การผลิตให้ทันสมัยภายใต้ข้อจำกัดของประเทศ ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต กระบวนการผลิตและการจัดการ ชักจูงให้มีการเคลื่อนย้ายฐานผลิตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย จากต่างประเทศ พร้อมทั้งเร่งรัดการพัฒนาระบบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตลอดจนยกระดับความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เทียบเท่ามาตรฐานโลก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้มแข็งเพียงพอ ที่จะก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลก พรรคจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็ง ให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมประเภท สนับสนุนซึ่งมักมีขนาดเล็กและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ทั้งในฐานะของการเป็นฐานผลิต วัตถุดิบชิ้นส่วน วัสดุ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเชิงสนับสนุนและเกื้อกูล การสนับสนุนผู้ประกอบการเหล่านี้ ควรมุ่งเน้นในการเพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถเชิงแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการผลิต การเงิน เทคโนโลยีและการจัดการยกระดับนโยบายการค้าต่างประเทศ จากการเน้นเพียงเร่งรัดการส่งออกในทุกระดับ สู่การพัฒนาเครือข่ายการตลาดเข้าสู่ระดับโลก เพื่อผนึกและสอดรับเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกอันเข้มแข็งในโลกยุคไร้พรมแดน พรรคสนับสนุนและผลักดันให้ภาคเอกชนยกระดับความพร้อม ในการเผชิญการแข่งขันเสรีในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาความรอบรู้ในโครงสร้างและกลไกเศรษฐกิจการค้าโลก ทั้งในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค ความรอบรู้ในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศและในประเทศ เป้าหมายการใช้แนวคิดการตลาดสมัยใหม่ การพัฒนาองค์กรและบุคลากร การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในเชิงของทักษะ เทคโนโลยีและวิทยาการที่จำเป็นในการแข่งขันระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับและพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่งออกของไทยในทุกๆ มิติ ทั้งในมิติของคุณภาพ มิติของการสร้างมูลค่าเพิ่ม มิติของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทักษะหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรใหม่ๆ เพื่อรุกสู่ตลาดต่างประเทศ และในมิติที่สำคัญที่สุดได้แก่ การก้าวจากการเน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นกายภาพ ไปสู่การส่งออกผลิตภัณฑ ์และบริการที่มีสัดส่วนของทรัพย์สินทางปัญญามากกว่าการขายแรงงาน มุ่งพัฒนาเครื่องหมายการค้าของสินค้าไทย สู่ตลาดโลกให้ต่างประเทศนิยมเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างและพัฒนาเครื่องหมายระดับโลก ในอุตสาหกรรมอาหารอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมเสื้อผ้า และสิ่งทอ อุตสาหกรรม เซรามิก และอุตสาหกรรมเครื่องหนัง เป็นต้น ในระยะยาว พรรคจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุน ให้กิจการของไทยได้รับประโยชน์จากสภาวะการโลกาภิวัตน์ของทุนทางการเงิน ทุนทางเทคโนโลยี และทุนทางปัญญาซึ่งจะทำให้บางส่วนของเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพได้ประโยชน์สูงสุด จากบทบัญญัติใหม่ขององค์กรการค้าโลกโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีศักยภาพจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ี่โดยจัดให้เป็นความเร่งด่วนพิเศษในการพัฒนาเครือข่ายการตลาดเข้าสู่ระดับโลก เพื่อผนึกและสอดรับเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกอันเข้มแข็งในโลกยุคไร้พรมแดน ส่งเสริมให้ผู้ส่งออกไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีศักยภาพเพียงพอทั้งในแง่ของทักษะความสามารถ

   ในการผลิตและมีตลาดรองรับ ให้สามารถก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทระดับโลก ทั้งนี้โดยยึดถือโลกทั้งโลกเป็นตลาดสินค้า เป็นแหล่งวัตถุดิบและสามารถใช้เป็นแหล่งการผลิต หรือประกอบสินค้าโดยเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต และการจำหน่ายให้ได้ประโยชน์สูงสุดในเชิงต้นทุนและการตลาด การก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ส่งออก ไปสู่การสร้างเครือข่ายการผลิตและตลาดในระดับโลก ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาไว้ซึ่งความได้เปรียบในเชิงแข่งขันที่เคยมีเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้ได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศอีกด้วย ส่งเสริมให้กิจการของไทยสามารถครอบครองเทคโนโลยี หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้มาจากแหล่งอื่น แล้วนำมาทำการพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้สามารถทำการผลิตให้มีความหลากหลายกว่าของเดิม ส่งเสริมให้กระทรวงพาณิชย์ปรับปรุงศูนย์พาณิชย์กรรม และสำนักงานการพาณิชย์ในต่างประเทศ ให้เป็นแหล่งระดมทักษะของบุคลากรต่างประเทศ ที่มีศักยภาพในการเข้าร่วมกระบวนการสร้างต้นแบบของสินค้า ที่จะส่งออกไปยังตลาดทั่วไปในโลกและตลาดเฉพาะ โดยต้นแบบนั้นจะต้องสามารถก่อให้เกิดการผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก สำหรับศูนย์พาณิชยกรรมและสำนักงานการพาณิชย์ในต่างประเทศนั้น จะต้องทำหน้าที่เป็นสถานที่แสดงสินค้า อันเนื่องมาจากทักษะที่พร้อมด้วยข้อมูลประกอบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าต่างประเทศ ในการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าจากไทย หรือเข้าร่วมทุนการผลิตกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในประเทศไทย ศูนย์พาณิชยกรรมและสำนักงานการพาณิชย์ในต่างประเทศ จะต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ในการผลักดันให้รัฐบาลประเทศนั้น ๆ อำนวยความสะดวกต่อการย้ายทุนทางปัญญา ทุนทางเทคโนโลยีและทุนประกอบการ มายังประเทศไทยโดยให้เป็นประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้ง สองประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

   ศูนย์พาณิชยกรรมและสำนักงานการพาณิชย์ในต่างประเทศ จะต้องมีบุคลากรที่เหมาะสมกับเป้าหมายของแผนงานดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องใช้ข้าราชการประจำ และการจัดตั้งศูนย์พาณิชยกรรมจะต้องเลือกสถานที่ที่เหมาะสมแก่ลูกค้า บุคลากรที่วิสาหกิจไทยต้องการเพื่อเข้ามามีส่วนในการสร้างสินค้าต้นแบบและพัฒนาสินค้าร่วมกันตลอดไป พรรคสนับสนุนให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริหารราชการของกระทรวงเศรษฐกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจทั้งในเชิงของการวางแผนยุทธศาสตร์ การปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนในด้านการตลาด ด้านข้อมูลข่าวสาร การระบุหรือติดต่อลูกค้าเป้าหมาย ตลอดจนช่วยแก้ไขอุปสรรคการค้าในต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นให้มีการผนวกแนวทาง นโยบายทิศทางการบริหารและแนวทางปฏิบัติงาน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดพลังผนึกสูงสุดต่อการขยาย และพัฒนาการส่งออกของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ปฏิรูปองค์กรแห่งรัฐ พลิกโฉมใหม่วิสาหกิจไทย พรรคจะเร่งดำเนินการปฏิรูปสถาบัน และองค์กรหลักทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งในด้านโครงสร้าง องค์กร ระบบการจัดการ การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี และวิทยาการ ทั้งนี้เพื่อยกระดับความสามารถและศักยภาพขององค์กรแห่งรัฐ ให้สามารถเป็นหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจ ในการชี้นำและกำหนดยุทธศาสตร์ อีกทั้งสามารถสนับสนุนภาคเอกชนให้พร้อมเผชิญกระแส ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อประสานให้เกิดพลังผนึกที่แท้จริงทั้งในระหว่างองค์กรแห่งรัฐด้วยกันและในระหว่าง ภาครัฐกับเอกชน ทั้งในด้านยุทธศาสตร์ แนวทางนโยบายและการประสานในระดับการปฏิบัติ ให้บังเกิดผลอย่างแท้จริงพร้อมกับการเปลี่ยนบทบาทของหน่วยงานรัฐ จากผู้ควบคุมมาเป็นผู้สนับสนุน พรรคสนับสนุนการเร่งรัดเพิ่มพูนประสิทธิภาพ รัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นการนำวิธีการบริหารจัดการแบบเอกชน มาประยุกต์ใช้ในรัฐวิสาหกิจ เพื่อสร้างและพัฒนาองค์กรให้มีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนภาคเอกชนให้ข้ามามีส่วนในการถือครองหุ้นและมีบทบาทร่วมในการบริหารรัฐวิสาหกิจ
 


ไหน killer แยกออกมาหน่อยสิว่า ยุทธศาสตร์ของพรรคไทยรักไทยมีอะไรแหวกแนวตรงไหนที่มันต่างไปจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติบ้างวะ  แหกตาอ่านตรงนี้อีกครั้ง

แผนพัฒนาเศรษฐกิจคือบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรของรัฐบาลในการที่จะพัฒนาประเทศ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ แบบแผน วิธีดำเนินการ และการกำหนดหน่วยปฏิบัติการอย่างเป็นระบบแบบแผน

ตกลงพวกลิ้วล้อจะเอายังไงแน่วะ เดี๊ยวก็ด่า เศรษฐกิจพอเพียง เชิดชูทุนนิยม เดียวก็มาชมว่า รัฐบาลแม้วทำเศรษฐกิจพอเพียงได้ดี แถม ดีกว่าแผนพัฒนาเศรษบกิจแห่งชาติอีก (โคตรขำเลยเพราะรู้สึกว่ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีหน้าที่ทำอะไรและมีไว้เพื่ออย่างไร และรัฐบาลเกี่ยวข้องอย่างไร) ตกลงว่า พรรคไทยรักไทยใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงแบบฉบับบตัวเองเหรอไหนๆ ลิ้วล้อ จำแนกมาให้หน่อยสิจ๊ะ


ตัวอย่างการ แผน และ นโยบายด้านการใช้พลังงานของรัฐบาล ทักสิน

จากสภาพทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ด้านพลังงานที่เปลี่ยนแปลงส่งผลทำให้ต้องมีการศึกษาถึงกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานต่างๆ
ด้านพลังงานเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการณ์ของโลกปัจจุบันและเป็นแนวทางในการวางแผนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและ
ยั่งยืน ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจและควรติดตามดังนี้

1. แผน และนโยบายด้านการพลังงานของรัฐบาล
เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการบริหารและการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้งเป้าหมายวัตถุประสงค์ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549) อันจะสามารถนำมาเป็นแนวทางการพัฒนาด้านธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีสิ่ง
ที่น่าสนใจที่ควรจะติดตามศึกษาได้แก่

     1.1 สาระสำคัญ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 เป็นแผนพัฒนาฯ ที่ได้อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
     ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยยึดหลักทางสายกลาง
     เพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤต สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกา
     ภิวัตน์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยมีสาระสำคัญในเรื่องต่างๆ ดังนี้



   ก. วิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ  มุ่งพัฒนาสู่  “  สังคมที่เข้มแข็งและมีดุลยภาพ ” ใน 3 ด้าน  ได้แก่
    ด้านสังคมคุณภาพ  ด้านสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้  และ ด้านสังคมสมานฉันท์ และเอื้อ
    อาทรต่อกัน

ข. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9  มีการกำหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย
    หลัก ดังนี้

           - วัตถุประสงค์   เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ  วางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เข้ม
              แข็ง พึ่งตนเองได้ มีการบริหารการจัดการที่ดี รวมทั้งแก้ปัญหายากจนและเพิ่มโอกาสของ
              คนไทยในการพึ่งพาตนเอง

            - เป้าหมาย ทำให้เกิดดุลยภาพทางเศรษฐกิจ , ยกระดับคุณภาพชีวิต , มีการบริหารการจัด
              การที่ดี และ ลดการยากจนโดยเพิ่มโอกาสการพัฒนาคุณภาพชีวิตสามารถพึ่งตนเองได้

ค. ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ  แบ่งเป็น 3 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่ การ
    สร้างระบบบริหารการจัดการที่ดี  ให้เกิดขึ้นในทุกภาพส่วนของสังคม ,   การเสริมสร้างฐานราก
    ของสังคมให้เข้มแข็ง ,  การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เข้าสู่สมดุลและยั่งยืน

ง. ลำดับความสำคัญของการพัฒนา  ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญ  กับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของ
    ประเทศ  ภายใต้ทรัพยากรภาครัฐที่มีอยู่จำกัด  ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง มั่นคง  และปรับ
    ฐานเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถขยายตัวต่อเนื่องในอนาคตได้อย่างมีคุณภาพ

จ. การบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ    จำเป็นต้องผนึกพลังร่วมจากทุกๆ
    ฝ่ายในสังคม  ในการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์การพัฒนาใหม่   ทั้งด้านวิธีคิด   วิธีทำงาน  สา
    มารถสร้างเครือข่าย และประสานความร่วมมือในการแปลงยุทธศาสตร์ และแนวทางการพัฒนา
    ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
 

     1.2 แนวทางการพัฒนาพลังงานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 โดยเฉพาะในเรื่องการจัดหาพลังงานของประ
     เทศ ในด้าน การจัดหาน้ำมันดิบ , การสำรองน้ำมัน , ก๊าซธรรมชาติ ด้านความต้องการ , การจัดหา และการขยายขีดความสามารถของ
     ระบบท่อส่ง ก๊าซฯในอนาคต

     1.3 คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโย-
     บายของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างเสถียรภาพและความมั่งคง ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ การเมืองของประเทศ รวมทั้ง นโยบายด้าน
      พลังงานของรัฐบาล ซึ่งจะส่งเสริมการใช้พลังงานแบบผสมผสาน สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ มีการเร่งสำรวจ
      พัฒนาจัดหาพลังงานทดแทน และสนับสนุนการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีแนวใหม่เพื่อการประหยัดพลังงาน

     1.4 ร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานของประเทศ จะมีประเด็นที่เกี่ยวกับ ภาพรวมพลังงานที่มีแนวโน้มการใช้และการนำเข้าที่
      เพิ่มขึ้น , การประเมินผลการพัฒนาพลังงานในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 , ปัญหาอุปสรรค จุดอ่อน และโอกาส , วิสัยทัศน์การพัฒนา
      พลังงานของประเทศ รวมทั้ง แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา

     1.5 แผนยุทธศาสตร์ การอนุรักษ์พลังงานของประเทศ ในช่วงปี 2545-2554 โดยจะมีกรอบแนวคิดหลัก ๆ ได้แก่ การปรับโครงสร้าง
     การบริหารจัดการพลังงานให้เหมาะสม รวมทั้ง แก้ไขกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อโครงสร้างใหม่ , การพัฒนาพลังงานจาก
     เชื้อเพลิงที่เป็นชีวมวลและพลังงานอื่นทดแทน

     1.6 สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี สำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปิโตรเลียม



ผมละงงจริงๆว่าลิ้วล้อเหล่านี้จะเอายังไงแน่ เพราะจะตอบอะไรนี่รู้สึกสวนทางกับระบบการทำงานของรัฐบาลทุกที เอ้าตอบมากันชัดๆว่า รัฐบาลทักสิน ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการดำเนินนโยบายต่างๆรึไม่ และ นโยบายของรัฐบาล  ทักสิน สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ ตอบซะแล้วก็จะได้จบๆซะทีนะจ๊ะ
บันทึกการเข้า
Killer
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,576


ช๊อบบ ชอบบ...ปฏิวัติ ปลื้ม ค่ะ


« ตอบ #73 เมื่อ: 24-10-2006, 15:36 »

ขยันแต่โง่ไปหน่อย เขมรแดงมันจับไปยิงทิ้งเสียเยอะแล้วคนพวกนี้

แผนเผินอะไรนั่นก็บอกแล้วว่ามันเป็น วิทยานิพนธ์ ปน นวนิยาย ที่พวกนักวิชาการในองค์กรนั้น

เค้าแต่เรียบเรียงมันให้สวยหรูดูดี หน่วยงานนี้ มันนำพาประเทศชาติไปบรรลัยวายป่วงเมื่อปี 40

ยังจำกันไม่ได้อีกหรือ ก็เพราะทุกๆรัฐบาลเดินตามแนวทางพวกนี้ใช่หรือเปล่าล่ะครับพี่....????

ทุกวันนี้เค้าเอาไว้สำหรับชุบตัวลูกท่านหลานเธอ จบมาจากนอก จะได้มีหน้ามีตาในวงสังคมครับ



ส่วนรัฐบาลไหนจะโง่หยิบฉวยเอามาทำก็เชิญ แต่รัฐบาลไทยรักไทยไม่ครับ

ด้วยเหตุนี้องค์นี้เค้าจึงแสดงอาการรังเกียจหมั่นไส้ ทรท.กันเสียเหลือเกินไงล่ะครับ

ถ้าจะพัฒนากันตามแบบที่องค์กรนี้ แต่งเรียงความเอาไว้ คงต้องใช้งบประมาณมหาศาล

รัฐบาลที่ฉลาดเขาจะมียุทธศาสตร์ อันไหนทำก่อน-หลัง เป็นแทคติคความสามารถเฉพาะตัว

ไม่เหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆมา ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยซักอย่าง ประเทศก็ไม่ได้ขับเคลื่อนไปไหน

เพราะ  "มันโง่ไงครับ" 
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #74 เมื่อ: 24-10-2006, 15:54 »

สงสัยยังไม่อ่าน นโยบายไทยลากไทย ที่แถลงต่อรัฐสภา...

แค่นี้ก็อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ 7 วัน 7 คืน...
บันทึกการเข้า

555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #75 เมื่อ: 24-10-2006, 16:24 »

ขยันแต่โง่ไปหน่อย เขมรแดงมันจับไปยิงทิ้งเสียเยอะแล้วคนพวกนี้

แผนเผินอะไรนั่นก็บอกแล้วว่ามันเป็น วิทยานิพนธ์ ปน นวนิยาย ที่พวกนักวิชาการในองค์กรนั้น

เค้าแต่เรียบเรียงมันให้สวยหรูดูดี หน่วยงานนี้ มันนำพาประเทศชาติไปบรรลัยวายป่วงเมื่อปี 40

ยังจำกันไม่ได้อีกหรือ ก็เพราะทุกๆรัฐบาลเดินตามแนวทางพวกนี้ใช่หรือเปล่าล่ะครับพี่....????

ทุกวันนี้เค้าเอาไว้สำหรับชุบตัวลูกท่านหลานเธอ จบมาจากนอก จะได้มีหน้ามีตาในวงสังคมครับ



ส่วนรัฐบาลไหนจะโง่หยิบฉวยเอามาทำก็เชิญ แต่รัฐบาลไทยรักไทยไม่ครับ

ด้วยเหตุนี้องค์นี้เค้าจึงแสดงอาการรังเกียจหมั่นไส้ ทรท.กันเสียเหลือเกินไงล่ะครับ

ถ้าจะพัฒนากันตามแบบที่องค์กรนี้ แต่งเรียงความเอาไว้ คงต้องใช้งบประมาณมหาศาล

รัฐบาลที่ฉลาดเขาจะมียุทธศาสตร์ อันไหนทำก่อน-หลัง เป็นแทคติคความสามารถเฉพาะตัว

ไม่เหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆมา ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยซักอย่าง ประเทศก็ไม่ได้ขับเคลื่อนไปไหน

เพราะ  "มันโง่ไงครับ" 



อ่านให้ละเอียดเสียก่อนแล้วค่อยมาแสดงความโง่นะครับ KILLER พยายามใช้สมองทำความเข้าใจหน่อยนะครับ คุณไม่สงสัยเหรอว่าทำไม ทุกๆรัฐบาลของโลกจึงใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นยุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบายต่างๆของประเทศ แล้วคุณมีข้อมูลใดที่มาบอกผมได้บ้างล่ะว่ารัฐบาลที่แล้วไม่ใช้แนวทางของแผนพัฒนาศก.สักนิดเดียวในการดำเนินนโยบายต่างๆ คุณดูตัวอย่างการวางแผนของนโยบายพลังงานของรัฐบาลที่แล้วที่ผมให้อ่านรึยังครับ หรือ ถ้ามีตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่เขาใช้นโยบายของพรรคที่ไม่อิงนโยบายจากแผนพัฒนาศก.แห่งชาติ มาดำเนินนโยบายต่างๆก็ส่งมาให้ด้วยนะครับ เพื่อเป็นความรู้ ใหม่ KILLER เอาข้อมูลมาดูหน่อยนะครับ ไม่ใช่เอาแต่ แถ อย่างเดียว
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #76 เมื่อ: 24-10-2006, 16:35 »

ขี้เกียจให้คุณพี่ไชยา มิตรไชย (พระเอกอะไรน๊า!?!) นำเรื่องเศรษฐกิจไปใช้ลากจูงกับสถาบันฯ เพราะระบบเศรษฐกิจใดก็ตามที่มีวิธีการวัดความสำเร็จของตัวระบบได้อย่างชัดเจนย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือ ส่วนระบบเศรฐกิจไหนก็ตามใช้วิธีการวัดความสำเร็จโดยความรู้สึก....ไปคิดเอาเองน๊ะพ่อไชยา!!


อิ อิ...
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #77 เมื่อ: 24-10-2006, 16:51 »

ขี้เกียจให้คุณพี่ไชยา มิตรไชย (พระเอกอะไรน๊า!?!) นำเรื่องเศรษฐกิจไปใช้ลากจูงกับสถาบันฯ เพราะระบบเศรษฐกิจใดก็ตามที่มีวิธีการวัดความสำเร็จของตัวระบบได้อย่างชัดเจนย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือ ส่วนระบบเศรฐกิจไหนก็ตามใช้วิธีการวัดความสำเร็จโดยความรู้สึก....ไปคิดเอาเองน๊ะพ่อไชยา!!


อิ อิ...


ตอบไม่ได้ก็บอกมาตรงๆเหอะนะ ไม่ต้องอายหรอกนะจ๊ะ แถไม่ออกบอกไม่ถูกแล้วล่ะสิ คิกๆๆ ไหนจะมาฟัดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพียวๆกะผมไม่ใช่เหรอจ๊ะ จารย์จ๊ะ มีคน request ด้วยนะ ชื่อ น้อง ชอบแถ ใช่ไม๊น๊า อีกอย่างตอนนี้ผมฟัดกะ KILLER อยู่ จะออกมาปกป้องเพื่อนร่วมงานเหรอจ๊ะ ช่างแสนรู้จริงๆ เจ้าตัวนี้ น่าเอาไปเลี้ยงดูเนอะ 
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #78 เมื่อ: 24-10-2006, 16:55 »

ขี้เกียจให้คุณพี่ไชยา มิตรไชย (พระเอกอะไรน๊า!?!) นำเรื่องเศรษฐกิจไปใช้ลากจูงกับสถาบันฯ เพราะระบบเศรษฐกิจใดก็ตามที่มีวิธีการวัดความสำเร็จของตัวระบบได้อย่างชัดเจนย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือ ส่วนระบบเศรฐกิจไหนก็ตามใช้วิธีการวัดความสำเร็จโดยความรู้สึก....ไปคิดเอาเองน๊ะพ่อไชยา!!


อิ อิ...


ตอบไม่ได้ก็บอกมาตรงๆเหอะนะ ไม่ต้องอายหรอกนะจ๊ะ แถไม่ออกบอกไม่ถูกแล้วล่ะสิ คิกๆๆ ไหนจะมาฟัดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพียวๆกะผมไม่ใช่เหรอจ๊ะ จารย์จ๊ะ มีคน request ด้วยนะ ชื่อ น้อง ชอบแถ ใช่ไม๊น๊า อีกอย่างตอนนี้ผมฟัดกะ KILLER อยู่ จะออกมาปกป้องเพื่อนร่วมงานเหรอจ๊ะ ช่างแสนรู้จริงๆ เจ้าตัวนี้ น่าเอาไปเลี้ยงดูเนอะ 


แหม...นึกไม่ถึงจริงๆว่าเหยื่อมันจะติดง่ายขนาดนี้ Thanks so much...dude!!

เอางี้...ขอท้าทายว่า ให้ไปหามาตราวัดความสำเร็จของเศรษฐกิจพอเพียงทีซิว่าเค้าวัดกันอย่างไร.....งานนี้อย่าลบกระท้แล้วกัน!!  อิ อิ
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #79 เมื่อ: 24-10-2006, 16:59 »

นายหน้าเหลี่ยมเอาไปป่าวประกาศหากินที่ยูเอ็นล่ะ...จริง ๆ แล้วรัฐบาลหน้าเหลี่ยมทำอะไรบ้าง

ในแผน 9 น่ะ 5 ปี ของรัฐบาลหน้าเหลี่ยมล้วน ๆ นะ ไปถึงใหน รากหญ้าเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

เอา 5 ปี ที่สูญเสียไปคืนมาได้มั๊ย ให้งบประมาณคณะกรรมการเผยแพร่แนวพระราชดำริไปแค่ใหนเชียว

โอทอปไง เป็นภูมิคุ้มกันใช่มั้ย

อย่าว่าโง้นงี้เลยนะ โอท้อป นั่นไปหยิบเอางาน "ศิลปาชีพ" มาต่อยอด แต่ไม่เคยยกให้เป็นงานของพระองค์ท่าน

จะว่าไปแค่เดินตามรอยก็ไปใกลมากแล้ว ไม่ว่าระบบสหกรณ์ืแบบหุบกระพง หรือแบบหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา

แต่คนมันอยากได้หน้าเกินไปหน่อย

อีกนับพัน ๆ โครงการที่ทรงก่อไว้ ไม่มีรัฐบาลใหนสานต่อให้เป็นจริงเป็นจัง...พูดแล้วละเพลียใจ
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #80 เมื่อ: 24-10-2006, 17:05 »

นายหน้าเหลี่ยมเอาไปป่าวประกาศหากินที่ยูเอ็นล่ะ...จริง ๆ แล้วรัฐบาลหน้าเหลี่ยมทำอะไรบ้าง

ในแผน 9 น่ะ 5 ปี ของรัฐบาลหน้าเหลี่ยมล้วน ๆ นะ ไปถึงใหน รากหญ้าเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

เอา 5 ปี ที่สูญเสียไปคืนมาได้มั๊ย ให้งบประมาณคณะกรรมการเผยแพร่แนวพระราชดำริไปแค่ใหนเชียว

โอทอปไง เป็นภูมิคุ้มกันใช่มั้ย

อย่าว่าโง้นงี้เลยนะ โอท้อป นั่นไปหยิบเอางาน "ศิลปาชีพ" มาต่อยอด แต่ไม่เคยยกให้เป็นงานของพระองค์ท่าน

จะว่าไปแค่เดินตามรอยก็ไปใกลมากแล้ว ไม่ว่าระบบสหกรณ์ืแบบหุบกระพง หรือแบบหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา

แต่คนมันอยากได้หน้าเกินไปหน่อย

อีกนับพัน ๆ โครงการที่ทรงก่อไว้ ไม่มีรัฐบาลใหนสานต่อให้เป็นจริงเป็นจัง...พูดแล้วละเพลียใจ



จริงๆแล้วญี่ปุ่นต่างหากคือ เจ้าแห่ง OTOP และคุณทักษิณก็ไปยืมไอเดียมาจากญี่ปุ่นและมาดัดแปลงให้เข้ากับสภาวะของสังคมไทย
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #81 เมื่อ: 24-10-2006, 17:17 »

รอก่อนนะครับ ผมขอเวลาหน่อย ไม่นานเกินรอครับ
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #82 เมื่อ: 24-10-2006, 18:08 »

มาแล้วครับ เอาเป็นว่าที่ผมเข้าใจก็คือ คุณต้องการถามว่ามาตราวัดความสำเร็จของเศรษฐกิจพอเพียงทีซิว่าเค้าวัดกันอย่างไร ซึ่งคุณต้องการจะเปรียบเทียบกับการคำนวนบัญชีรายได้ประชาชาติ ซึ่งอาศัยพื้นฐานการพิจารณากระแสการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ อันได้แก่ กระแสการหมุนเวียนของเงินตรา (circular flow money) และกระแสการหมุนเวียนของสินค้า (circular flow of commodities) โดยคำนวนจากมาตรฐานชี้วัดทางเศรษฐกิจ ได้แก่

    1. ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ : GDP (Gross Domestic Product) คือ มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ผลิตได้ภายในอาณาเขตของประเทศ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
    2. ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ :GNP (Gross National Product) คือ มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ประชาชาติผลิตได้โดยใช้ทรัพยากรของประเทศ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
    3. ผลิตภัณฑ์ในประเทศสุทธิ : NDP (Net Domestic Product) คือ มูลค่าสุทธิของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ผลิตได้ภายในอาณาเขตของประเทศ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
    4. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ : NNP (Net National Product) คือ มูลค่าสุทธิของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ประชาชาติผลิตได้โดยใช้ทรัพยากรของประเทศ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
    5. รายได้ประชาชาติ : NI (National income) คือ มูลค่าสุทธิของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ประชาชาติผลิตได้โดยใช้ทรัพยากรของประเทศ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังหักภาษีทางอ้อมสุทธิแล้ว
    6. รายได้ส่วนบุคคล : PI (Personal income) คือ รายได้ที่ครัวเรือนได้รับจริงก่อนหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
    7. รายได้ส่วนบุคคลสุทธิ : DPI (Disposable Personal income) คือ รายได้ที่ครัวเรือนได้รับหลังหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการได้จริง

ซึ่งผมมองว่า การใช้นโนยบายเศรษบกิจพอเพียงก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถนำตัวเลขมาคำนวนได้นะครับเพราะเมื่อคุณอ่าน เป้าหมาย และ วัตถุประสงค์แล้ว จากแผนนโยบายแห่งชาติ ฉบับที่ 9 เช่น

1.เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพและมีภูมิคุ้มกัน สร้างความเข้มแข็งของภาคการเงิน ความมั่นคงและเสถียรภาพของฐานะการคลัง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจระดับฐานรากมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น ตลอดจนเพิ่มสมรรถนะของระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้สามารถแข่งขันได้และก้าวทันเศรษฐกิจยุคใหม่
2.เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน สามารถพึ่ง
ตนเองได้อย่างรู้เท่าทันโลก โดยการพัฒนาคุณภาพคน ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบสุขภาพ สร้างระบบคุ้มครองความมั่นคงทางสังคม รวมทั้งการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและเครือข่ายชุมชน ให้เกิดการเชื่อมโยงการพัฒนาชนบทและเมืองอย่างยั่งยืน มีการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนา


ถ้าหากเราใช้แนวทางเหล่านี้แล้วผมมองว่ามันก็ไม่ต่างการการควบคุมระบบการเงินการคลังในประเทศหรือ การพยายามรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจของประเทศตามปกติเท่าไร ดังนั้น ปัจจัยต่างๆที่ใช้ชี้วัดย่อมไม่น่าจะมีความแตกต่างในการประเมินผลนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่น

การคำนวณรายได้ประชาชาติ
เราสามารถคำนวณด้วยวิธีใดก็ได้มูลค่าเท่ากัน 3 วิธี คือ

วิธีการคำนวณด้านผลผลิต
วิธีการคำนวณด้านรายจ่าย
วิธีการคำนวณด้านรายได้

ผมยกตัวอย่างด้านรายจ่าย คำนวนได้จาก

คิดจากรายการค่าใช้จ่ายรวมของประเทศ ได้แก่
รายจ่ายเพื่อการบริโภค ( consumption:C)
รายจ่ายเพื่อการลงทุน (Investment: I)
รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากรัฐบาล (Goverrnment: G)
รายจ่ายเพื่อการนำเข้าและส่งออก (net export : (x-m))

ดังนั้น รายได้ประชาชาติ(y) = C + I + G + ( x-m)

หรือ

คุณจะหาอัตราเงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อ  (Inflation Rate)

             r= (p+p t-1/pt-1)*100

              เงินเฟ้อหมายถึงการที่ระดับราคาหรือดัชนีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง  การที่จะดูว่าเงินเฟ้อ  สูงมากน้อยเท่าใด  ดูได้จากอัตราเงินเฟ้อ  ซึ่งคำนวณได้ดังนี้   
                                    โดยที่    r  =  อัตรเงินเฟ้อ

                                                P  =  ดัชนีราคา

                                                t  =  งวดเวลา

* ระดับราคา (Price level) ในความหมายทางเศรษฐศาสตร์มหภาค  หมายถึงราคาเฉลี่ยของสินค้าและบริการต่างๆ ที่ซื้อขายในระบบเศรษฐกิจ
*  ดัชนีราคา (Price Index) หมายถึงตัวเลขที่แสดงถึงราคาเฉลี่ยของกลุ่มสินค้าและบริการ  ตามปกติเราจะต้องกำหนดราคาของสินค้าโดยให้ปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐาน  ซึ่งดัชนีราคามีอยู่หลายประเภท  เช่น  ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index : CPI) ซึ่งคำนวณมาจากราคาในตระกล้าสินค้าที่ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าที่ครัวเรือนบริโภคเป็นประจำและดัชนีราคาผู้ผลิต(Producer Price Index:PPI)  ซึ่งคำนวณจากราคาในตระกร้าสินค้าที่มีความสำคัญต่อผู้ผลิต  และคิดตามราคาที่ได้รับ  โดยไม่รวมค่าขนส่งภาษีทางอ้อม  และกำไรของพ่อค้าคนกลางสำหรับ GDP Deflator ก็ถือเป็นดัชนีราคาประเภทหนึ่ง

จากการคำนวนเบื้องต้นดังกล่าว ผมมองว่าการใช้เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ก่อให้เกิดการหาตัวเลขของตัวแปรแต่ละตัวที่ใช้ในการคำนวนรายจ่ายรวมของประเทศหรือ การใช้วัดอัตราเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงได้เลย หรือ คุณจะบอกว่า การชี้วัดทางเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องใช้ตัวแปร เหล่านี้ในการวัด รายได้รายจ่ายทางเศรษฐกิจ ถ้าคุณมองด้าน มหภาค ผมยังมองว่าตัวแปรเหล่านี้ยังคงใช้ได้เสมอในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ตอนแรกผมก็งงนะว่าคุณจะถามอะไรแต่ถ้าคุณต้องการถามว่า การวัดความสำเร็จนั้นวัดด้วยอะไร ผมก็ขอตอบว่าก็วัดด้วยการคำนวนบัญชีรายได้ประชาชาตินั้นแหละตามปกติเลย เพราะระบบเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการหมุนเวียนทางเศรษบกิจที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่จะเป็นเครื่องมือช่วยส่งเสริมระบบเศรษฐกิจในประเทศให้มีความเข็มแข็งและสามารถมีรากฐานที่แข็งแกร่งอันจะเป็นรูปแบบของประเทศนั้นๆให้มีเสถียรภาพที่ยั่งยืนต่อไป เพราะผมเองก็ยังมองไม่ออกว่า ระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะหยุดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้อย่างไร หรือ คุณจะแย้งผม ก้เชิญตาคุณแสดงความเห็นต่อจากผมได้ ผมก็รอฟังจากคุณเช่นกัน

บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #83 เมื่อ: 24-10-2006, 18:17 »

ขี้เกียจให้คุณพี่ไชยา มิตรไชย (พระเอกอะไรน๊า!?!) นำเรื่องเศรษฐกิจไปใช้ลากจูงกับสถาบันฯ เพราะระบบเศรษฐกิจใดก็ตามที่มีวิธีการวัดความสำเร็จของตัวระบบได้อย่างชัดเจนย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือ ส่วนระบบเศรฐกิจไหนก็ตามใช้วิธีการวัดความสำเร็จโดยความรู้สึก....ไปคิดเอาเองน๊ะพ่อไชยา!!


อิ อิ...


แล้วระบบเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้สึกมันเป็นยังไงล่ะครับ ไหนลองยกตัวอย่างมาหน่อยสิครับ หรือ คุณจะไปเทียบกับการวัด มาตรฐานความสุขของประเทศภูฎานหรือ ระบบเศรษบกิจพอเพียงมีนโยบายและ รุปแบบที่ชัดเจนครับ ลองศึกษาดีๆเสียก่อน เอ้าตอบผมมาบ้างดีกว่ามั้งครับ
บันทึกการเข้า
Killer
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,576


ช๊อบบ ชอบบ...ปฏิวัติ ปลื้ม ค่ะ


« ตอบ #84 เมื่อ: 24-10-2006, 18:21 »

ก็ใช่ไง...นโยบายรัฐบาลมันก็อาจเป็น SubSet ของแผนพัฒนาสากกระเบืออะไรนั่นด้วยก็ได้

ผมไม่เคยอ่านแผนพัฒฯ ของต่างประเทศอะไรหรอกครับ ผมไม่เคยเปรียบเทียบกันหรอก

ว่าของเรากับของเขามันต่างกันยังไง เพราะไม่ได้ทำข้อสอบนี่ครับ

รู้อย่างเดียวว่า แผนพัฒฯ บ้านเรามันคือ วิทยานิพนธ์ ปน นวนิยาย น้ำเน่า ครับ
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #85 เมื่อ: 24-10-2006, 18:27 »

ก็ใช่ไง...นโยบายรัฐบาลมันก็อาจเป็น SubSet ของแผนพัฒนาสากกระเบืออะไรนั่นด้วยก็ได้

ผมไม่เคยอ่านแผนพัฒฯ ของต่างประเทศอะไรหรอกครับ ผมไม่เคยเปรียบเทียบกันหรอก

ว่าของเรากับของเขามันต่างกันยังไง เพราะไม่ได้ทำข้อสอบนี่ครับ

รู้อย่างเดียวว่า แผนพัฒฯ บ้านเรามันคือ วิทยานิพนธ์ ปน นวนิยาย น้ำเน่า ครับ


ไม่หรอกครับ แผนของเราก็เป็นมาตรฐานแล้วล่ะครับ ไม่ใช่นิยายหรอกครับ เชื่อผมเถอะ อย่าไปหลงคำสอนของคนไม่รู้จริงครับจะทำให้เราโง่เปล่าๆ อ่านหนังสือมากๆ และ ศึกษาวิเคราะห์มากๆ ดีกว่าครับ คุณฉลาดพอที่จะเข้าใจอะไรๆได้ดีครับ เชื่อผม
บันทึกการเข้า
ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #86 เมื่อ: 24-10-2006, 18:56 »

ขี้เกียจให้คุณพี่ไชยา มิตรไชย (พระเอกอะไรน๊า!?!) นำเรื่องเศรษฐกิจไปใช้ลากจูงกับสถาบันฯ เพราะระบบเศรษฐกิจใดก็ตามที่มีวิธีการวัดความสำเร็จของตัวระบบได้อย่างชัดเจนย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือ ส่วนระบบเศรฐกิจไหนก็ตามใช้วิธีการวัดความสำเร็จโดยความรู้สึก....ไปคิดเอาเองน๊ะพ่อไชยา!!


อิ อิ...

โถ โผล่มาโหยหวนเรียกร้องความสนใจตอนใกล้เลิกงาน แล้วก็หาย

ในฐานะที่ผมไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์ ผมจะตั้งข้อสังเกตว่า

ถ้าคุณจะด่าเศรษฐกิจพอเพียง ก็ควรจะให้เหตุผลด้วย  ถ้าไม่มีเหตุผล
สักแต่สำเร็จความใคร่บนเว็บบอร์ดอย่างที่เคยทำ  มันสื่อถึงเจตนา
discredit สาดโคลน เล่นการเมือง

และ ผมไม่เห็นว่าการมี หรือไม่มีตัวชี้วัด จะมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง
ตัวชี้วัดของเศรษฐกิจ แค่ไป search google ก็เจอแล้วว่าคืออะไรบ้าง
จะมาอ้างว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่มีตัวชี้วัด ใช้ความรู้สึก ได้ไง 
ทุกเศรษฐกิจมันก็ตัวชี้วัดเหมือนกันทั้งนั้น

ที่สำคัญ ยอมรับเถอะว่า คนไทย มีศักยภาพเหมือนคนชาติอื่น แต่ขาดการประสานปัจจัยต่างๆ
เช่นทุน เข้ากับความเก่ง  ทำให้ไม่สามารถใช้ทรัพยากรของตัวเองอย่างคุ้มค่า
ไม่สามารถยืนอยู่บนลำแข้งตัวเองได้  ต้องเอาเงินต่างชาติมาหมุนใช้ไปวันๆ

ก็ตรงนี้แหละ  ผมขอตำหนินักธุรกิจไทย ที่รวยแล้วไม่ยอมเป็นแม่งาน สนับสนุนงานวิจัย hi tech
ทำให้เป็นรูปเป็นร่างพอที่จะขายได้ ลดการนำเข้าได้

ดังนั้น ถ้าเราไม่หยุดค่านิยมพึ่งเงินคนอื่นตั้งแต่รากหญ้า ไม่หยุดค่านิยมรอเงินจากรัฐ
ไม่หยุดบริโภคช้างขี้กูขี้ตาม  แบบนี้รับรองไม่รอด

ใช้ทิศทางเศรษฐกิจพอเพียงดีที่สุด เปลี่ยนค่านิยมด้านการบริโภคซะ 
แล้วลงทุนเฉพาะในกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม 

ไอ้ร้านค้าปลีกขนาดยักษ์น่ะ พอที
บันทึกการเข้า
ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #87 เมื่อ: 24-10-2006, 19:04 »

แล้วระบบเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้สึกมันเป็นยังไงล่ะครับ ไหนลองยกตัวอย่างมาหน่อยสิครับ หรือ คุณจะไปเทียบกับการวัด มาตรฐานความสุขของประเทศภูฎานหรือ ระบบเศรษบกิจพอเพียงมีนโยบายและ รุปแบบที่ชัดเจนครับ ลองศึกษาดีๆเสียก่อน เอ้าตอบผมมาบ้างดีกว่ามั้งครับ

เดี๋ยว จ๊ะ ของจริง ก็จะได้โชว์ภูมิกะเค้าแล้ว 

เชื่อเหอะ เดี๋ยวต้องออกมาบอกว่า ขี้เกียจ ไม่อยากพูด เคารพครูก่อนถึงจะตอบ
บันทึกการเข้า
justy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,250



« ตอบ #88 เมื่อ: 24-10-2006, 19:31 »

เป็นงง พวกที่มาก่นด่าเศรษฐกิจพอเพียง เขามีลูกเขาจะสอนลูกเขาว่าอย่างไร ?

ตอบหน่อยสิค่ะ คุณขี้เลอะ คุณ ตะกาย คุณ ชอบแถ

ถ้าคุณห้ามลูกว่า ลูกเอ๊ย ใช้จ่ายเบามือหน่อยน่ะลูก อย่าซื้อของแพงนัก  นั่นแหละคือ เศรษฐกิจพอเพียง หรือคุณจะแถอีก

อยากรู้จริงๆ

บันทึกการเข้า

พรรคไทยรักไทยมิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังแสดงถึงการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไปก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง ควรต้องสร้างความยั่งยืนให้แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมั่นคงกับหลักการที่ว่า กฎหมายต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นข้อบ่งชี้ด้วยว่า พรรคไทยรักไทย มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้าดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นอกเหนือจากครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตลอดจนบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องที่หาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรคให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่า เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบหรือบริหารราชการแผ่นดินโดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อ
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #89 เมื่อ: 24-10-2006, 19:49 »

นี่ยังไม่รู้กันเลยหรือครับ รัฐบาลใหนมา ก็ต้องเอาแผนของสภาพัฒน์ืเค้าเป็นหลักในการเขียนนโยบายรัฐบาล
บันทึกการเข้า

555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #90 เมื่อ: 25-10-2006, 09:59 »

รอนานแล้วนะจ๊ะ จารย์จ๊ะ มาตอบสักทีดิ
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #91 เมื่อ: 25-10-2006, 10:12 »

รอนานแล้วนะจ๊ะ จารย์จ๊ะ มาตอบสักทีดิ


มาแว้ววววววววว....แสดงว่าเศรษฐกิจพอเพียงใช้มาตราวัดความสำเร็จ/ล้มเหลวแบบเดียวกับระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม เพียงแต่คุณบอกว่าให้ดูที่บัญชีรายได้ประชาชาติ


งั้นคุณบอกหน่อยซิครับว่าบัญชีรายได้ประชาชาติช่วงปี 2544 - 2548 ของประเทศไทยมีสภาพอย่างไร?


ผมเปิดบอลเล่นก่อนเลยล่ะกัน...ฮ่าๆๆ
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #92 เมื่อ: 25-10-2006, 10:40 »

ขี้เกียจให้คุณพี่ไชยา มิตรไชย (พระเอกอะไรน๊า!?!) นำเรื่องเศรษฐกิจไปใช้ลากจูงกับสถาบันฯ เพราะระบบเศรษฐกิจใดก็ตามที่มีวิธีการวัดความสำเร็จของตัวระบบได้อย่างชัดเจนย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือ ส่วนระบบเศรฐกิจไหนก็ตามใช้วิธีการวัดความสำเร็จโดยความรู้สึก....ไปคิดเอาเองน๊ะพ่อไชยา!!


อิ อิ...


แล้วระบบเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้สึกมันเป็นยังไงล่ะครับ ไหนลองยกตัวอย่างมาหน่อยสิครับ หรือ คุณจะไปเทียบกับการวัด มาตรฐานความสุขของประเทศภูฎานหรือ ระบบเศรษบกิจพอเพียงมีนโยบายและ รุปแบบที่ชัดเจนครับ ลองศึกษาดีๆเสียก่อน เอ้าตอบผมมาบ้างดีกว่ามั้งครับ

คุณยังไม่ตอบผมเลยนะครับ ตั้งแต่เมื่อ 18.30 ของเมื่อวาน จนกระทั่งผมรอคุณ ถึง9.50 ผมเห็นคุณออนไลน์อยู่ตั้งแต่เช้าแล้ว ผมรู้นะครับว่าคุณต้องการจะเอาเรื่อง GDP มาเปรียบเทียบ แต่ผมว่าคุณตอบผมก่อนดีกว่า เดี๋ยวผมจะสาธยายให้ฟังนะครับ แล้วอีกอย่างนะครับ คุณเข้าใจระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม(Liberalism) ว่ายังไง ลองตอบให้ผมฟังก่อนดีกว่า แล้วเราค่อยมาถกกันต่อ
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #93 เมื่อ: 25-10-2006, 10:45 »

เชิญใช้  principle of economics ที่คุณถนัดตอบได้ตามใจชอบเลยนะครับ
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #94 เมื่อ: 25-10-2006, 11:25 »

ขออำไพครับ ถึงแม้จ๊ะจะ on-line แต่ก็ไม่ได้เล่นเพราะมัวแต่ทำการบ้าน Rolling Eyes

ประกาศอีกครั้ง.....งั้นคุณบอกหน่อยซิครับว่าบัญชีรายได้ประชาชาติช่วงปี 2544 - 2548 ของประเทศไทยมีสภาพอย่างไร?

เปิดบอลแล้วไม่เล่น...แพ้ฟาวล์น๊ะเออ
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #95 เมื่อ: 25-10-2006, 11:51 »

ถ้าคุณไม่ตอบผม ผมก็ไม่ตอบคุณ คุณอย่าเอาแต่ถามผมแล้วไม่ยอมตอบผม ผมรอคำตอบคุณมานานแล้ว เห็นคุณไปตอบกระทู้อื่นได้ แต่กระทู้ผมไม่มาตอบสักที ตอบแต่เบี่ยงไปเบี่ยงมา ผมมีคำตอบให้คุณอยู่แล้วในคำถามที่คณถามผม คุณเอาคำตอบมาให้ผมบ้างจะดีกว่า ถ้าคุณบอกว่าon-line แต่ไม่ตอบเพราะทำการบ้าน แต่คุณมีเวลาไปตอบกระทู้แม่ยาย โดยตอบลุงแคนได้ ทำไมไม่เอาเวลานั้นมาตอบผมบ้างละครับ ผมรอคำตอบของคุณอยู่นะครับ อย่างเบี่ยงประเด็นมั่วนิ่มครับ เอาเนื้อๆ และ เอาหลักวิชาการ สักทีนะครับ
บันทึกการเข้า
ชอบตะแบง
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 45



« ตอบ #96 เมื่อ: 25-10-2006, 12:02 »

ก็พูดไปให้ชัดๆ ว่าทำงานได้เงินเท่าไหร่
เก็บไว้มั่ง อย่าใช้จนหมด อย่าไปกู้หนี้ยืมสิน
ยกตัวอย่าง เช่น ผมทำงานได้เงินเดือนแสนสอง ค่าน้ำมันแปดพัน
ผมก็เก็บซะเดือนละแสน ใช้แค่สองหมื่นแปดพันบาท
แบบนี้ ผมก็พอเพียงแล้ว
จะเถียงกันไปทำซากอะไร 
บันทึกการเข้า

****THE ONLY EASY DAY WAS YESTERDAY****
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #97 เมื่อ: 25-10-2006, 12:57 »

หลานจ๊ะ น่าจะถามแม่ยายดูนะ "ครอบครัวคุณภาพ" มันเป็นยังไง

ไม่มีหนี้ มีความสุข หรือ มีหนีตามความเหมาะสมตามศักยภาพของตนเอง มีความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจ สามารถนำพาครอบครัวไปสู่จุดที่ดีกว่า

หากมองประเทศทั้งประเทศ ใ้หเหมือนมองครอบครัว ก็จะเห็นเองนั่นแหละ อะไรคือสมเหตุผล อะไรคือไม่เว่อร์ อะไรคือภูมิคุ้มกัน อะไรคือหลักประกันว่า "ครอบครัวจะไม่ล่มสลาย" เมื่อมีภัยคุกคาม

นี่เรากำลังพูดถึงเศรษบกิจพอเพียง และการนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาใช้อย่างเต็มที่ ไม่ตะแบงออกข้าง ๆ คู ๆ ด้วยวิชาการตลาด

เรามีคณะกรรมการเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว ตั้งมาหลายปีแล้ว

รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาทำอะไรบ้าง...ให้งบประมาณหรือมีกิจกรรมใด ที่แสดงให้เห็นว่า จะเดินตามแนวพระราชดำริ

นี่ก็กำลังมอง ๆ รัฐบาล คมช. จะจับเรื่องนี้มาทำอะไรบ้าง รู้สึกยังพายเรือในอ่าง...หยิบเรื่องปลีกย่อยมาละเลงใหม่

ทั้ง ๆ ที่ โครงร่างใหญ่คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่ต้องลงไปทำในระดับชุมชน หรือการทำประชาสังคม

นี่ก็เริ่มผิดหวังนิด ๆ แล้วนะ
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #98 เมื่อ: 25-10-2006, 13:22 »

หลานจ๊ะ น่าจะถามแม่ยายดูนะ "ครอบครัวคุณภาพ" มันเป็นยังไง

ไม่มีหนี้ มีความสุข หรือ มีหนีตามความเหมาะสมตามศักยภาพของตนเอง มีความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจ สามารถนำพาครอบครัวไปสู่จุดที่ดีกว่า

หากมองประเทศทั้งประเทศ ใ้หเหมือนมองครอบครัว ก็จะเห็นเองนั่นแหละ อะไรคือสมเหตุผล อะไรคือไม่เว่อร์ อะไรคือภูมิคุ้มกัน อะไรคือหลักประกันว่า "ครอบครัวจะไม่ล่มสลาย" เมื่อมีภัยคุกคาม

นี่เรากำลังพูดถึงเศรษบกิจพอเพียง และการนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาใช้อย่างเต็มที่ ไม่ตะแบงออกข้าง ๆ คู ๆ ด้วยวิชาการตลาด

เรามีคณะกรรมการเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว ตั้งมาหลายปีแล้ว

รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาทำอะไรบ้าง...ให้งบประมาณหรือมีกิจกรรมใด ที่แสดงให้เห็นว่า จะเดินตามแนวพระราชดำริ

นี่ก็กำลังมอง ๆ รัฐบาล คมช. จะจับเรื่องนี้มาทำอะไรบ้าง รู้สึกยังพายเรือในอ่าง...หยิบเรื่องปลีกย่อยมาละเลงใหม่

ทั้ง ๆ ที่ โครงร่างใหญ่คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่ต้องลงไปทำในระดับชุมชน หรือการทำประชาสังคม

นี่ก็เริ่มผิดหวังนิด ๆ แล้วนะ



ใจเย็นๆหน่อยดิ๊ลุงแคน เดี๋ยวก็เป็นลมหน้ามืดฟุบคาคีย์บอร์ด...แล้วแม่ยายจ๊ะจะอยู่อย่างไรกันเล่า!?!

เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเหมาะที่จะนำไปใช้ในสังคมขนาดเล็กเช่น ภูฐาน (สะกด??) เป็นต้น แต่ในโลกเศรษฐกิจเสรีที่ปัจจัยภายนอกมีผลกระทบมากกว่าปัจจัยภายในประเทศเช่น ประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ตราบใดที่คุณต้องนำเข้าพลังงาน นำเข้าเทคโนโลยี นำเข้าเงินทุน นำเข้าknow-how ฯลฯ เพื่อการพัฒนาประเทศ...แสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นๆพึ่งพาตัวเองไม่ได้

ในเมื่อคุณพึ่งพาตัวเองไม่ได้...คุณจะมีความพอเพียงได้อย่างไรเล่า!?!
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #99 เมื่อ: 25-10-2006, 13:35 »

ความคิดจ๊ะ สวนทางกับ "เทคโนแครต" แบบสภาพัฒน์ เมื่อถามหาตัวชี้วัด เค้าก็หามาให้แล้ว

ลอง ๆ ถามแม่ยายดูละกัน...คนไม่มีหนี้ หรือมีหนี้ที่ควบคุมได้...มีความสุขมั๊ย

กับรู้จักแต่กู้ ทำตามกิเลส ความทะยานอยาก รายได้ต่ำ-รสนิยมสูง-ใช้จ่ายเกินตัวมันจะเป็นอย่างไร

เวลาสร้างครอบครัวอย่างมั่นคง - ยั่งยืน เค้าสร้างกันยังไง จะเลี้ยงลูกสาวของแม่ยายไม่ให้ตกต่ำยังไง

ถามแม่ยายดูสิ....

สมัยปี 34-35 เราฮิตคำว่าว่า "ยั่งยืน" ก็บ้ากันไปพัก ๆ มีเกษตรยั่งยืน พัฒนาอย่างยั่งยืน

มายุดนี้นิยมพอเพียงก็ต้องพอเพียงกันทั้งประเทศ

แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่สนับสนุนให้รวยนะ ให้รวยแต่ต้องเป็นไปอย่างมั่นคง

ว่าแต่ว่า...แม่ยายสอนให้ทำบัญชีบา้งหรือยังล่ะ

ทำบัญชีแล้วหายจนนะ....จะบอกให้...อิ อิ


บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3 4
    กระโดดไป: