ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
22-11-2019, 21:51
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  **เรื่องการเมืองใหม่ของพันธมิตรอาจมีจุดเริ่มต้นจากเสรีไทยเรานี่ก็ได้** 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 [2]
**เรื่องการเมืองใหม่ของพันธมิตรอาจมีจุดเริ่มต้นจากเสรีไทยเรานี่ก็ได้**  (อ่าน 7021 ครั้ง)
istyle
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 853



« ตอบ #50 เมื่อ: 20-09-2008, 00:17 »

ปักหมุดมั้ยครับ 
บันทึกการเข้า
กลายใต้
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 56



« ตอบ #51 เมื่อ: 20-09-2008, 04:37 »

ขอบคุณ คุณบอนนี่ และ ท่านที่ได้ช่วยกันเสนอความเห็น  ครับ บทความมีคุณภาพหายาก ต้องช่วย ๆ กัน หนับหนุน 

--------------------------------------------------

ก่อนอื่นขออ้างถึงคำจำกัดความของระบอบประชาธิปไตย ที่ท่านพุทธทาส ให้ไว้กันสักนิด  อันนี้ เห็นภาพมาก ๆ

ประชาธิปไตยคือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่  ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่  ใครจะมาปกครองก็ได้
จะเลือกตั้ง จะแต่งตั้ง  ไม่สำคัญ แต่หากเป็นไปโดยธรรมเพื่อ ประโยชน์ของประชาชน นั่นคือระบอบประชาธิปไตย

เพราะฉนั้นหลักประชาธิปไตยที่สำคัญมีสองอย่างคือ

1.เพื่อประโยชน์ของประชาชน
2.ประโยชน์นั้นได้มาและเป็นไปโดยธรรม


------------------------------------------------

ถ้าถามว่า แล้วเรามีระบอบประชาธิปไตยมาก่อนหรือไม่ 
ผมว่าคำตอบ คือ มีครับ และมีผู้ปฏิบัติใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน นั่นคือพระเจ้าอยู่หัว

พระองค์ระลึกอยู่เสมอว่า ประชาชนเป็นใหญ่ พระองค์อยู่ได้เพราะประชาชน
เพราะฉนั้น ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์นั้น พระองค์อุทิศตนเพื่อประชาชน

สังเกตได้ว่าการคิดโครงการแต่ละโครงการ ไม่ใช่คิดแล้วสั่งการเลย  แต่ได้มาการลงไปศึกษา ถามประชาชนว่ามีปัญหาอะไร
ทำงานวิจัย ได้คำตอบ  แล้วกลับไปถามว่าเห็นเป็นอย่างไร กับโครงการนี้หรือไม่ แล้วค่อยปฏิบัติ

ต่างกับรัฐบาลที่เคย ๆ มีมา หากรัฐจะสร้าง จะทำอะไรแล้วใครจะทำไม อ้างว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้คิดถึงคนส่วนน้อย

 ------------------------------------------------

อีกคำถาม

เราเป็นระบอบราชาธิปไตยหรือไม่  คำตอบคือใช่  แต่นัยยะคือระบอบนี้  ไม่ใช่สำหรับพระเจ้าอยู่หัวองค์นี้

อย่าไปติดกับดักกับคำศัพท์ที่ว่า  ราชาธิปไตย ต้องเป็นพระราชาเท่านั้น  ต้องดูที่เนื้อหา และเจตนาเป็นหลัก

ระบอบราชาธิปไตยที่เห็นได้ชัด ๆ คือระบอบทักษิณนะแหล่ะ ที่
- ถือเอาตัวเองเป็นใหญ่
- เพื่อประโยชน์ ชื่อเสียง และอำนาจเข้าสู่ตัวเอง

แม้ว่าจะเป็นประธานาธิบดี  หรือนายกคนไหน ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถือเอาประโยชน์ และอำนาจตัวเองเป็นใหญ่ เลือกตั้งแล้วอำนาจเป็นของตน
ไม่ต้องกลับไปสนใจความเห็นประชาชน

ผมว่านั่นแหล่ะ เนื้อหาระบอบราชาธิปไตย


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น

ถ้าจะสรุปให้ชัด ให้ได้ใจความของระบอบการเมืองการปกครองทั้งหมดคือ หากเราปกครองด้วย ธรรมาธิปไตย คือธรรมเป็นใหญ่
ดังเช่นพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงปฎิบัติสืบมา

แล้วเมื่อ ธรรม ไปครอบเหนือ ราชาธิปไตย  ประชาธิปไตย หรือเผด็จการ แล้ว  มันก็ดีต่อประชาชน ต่อประเทศชาติทั้งนั้น

ในทางตรงกันข้าม  หากแม้นว่าเป็น ราชาธิปไตย เป็น เผด็จการ หรือแม้แต่ เป็น ประชาธิปไตย แบบประชาชนเป็นใหญ่  แต่ไม่ไร้ ธรรม ครอบอยู่ มันก็ฉิบหาย มันก็เสื่อมด้วยกันทั้งหมด

------------------------------------

ความเห็นต่อรัฐธรรมนูญ

ความเห็นผมคือ
เรามีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับซ้อนกันมา 62 ปีแล้ว

--- รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งร่างลงบนกระดาษและนำมาใช้โดยพวกที่เรียกว่าผู้แทนราษฎร นับตั้งแต่ปี  2475
 และเนื้อหาได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตลอดระยะเวลา 76 ปี  และมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับมากมาย

--- อีกฉบับหนึ่งประกาศเป็นสัจวาจาโดยพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
 เมื่อ 62 ปีมาแล้ว  มีใจความสั้น ๆ ว่า

เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม
 
สังเกตดูนะครับ สั้น ๆ ได้ใจความ ครอบคลุมความหมายของประชาธิปไตยได้ทุกด้าน

------------------------------------------------------------------------------


ในอุดมคติ  อยากให้ใช้หลักเดียวกับพระพุทธศาสนา ในการพัฒนาการเชิงคุณภาพของรัฐธรรมนูญคือ
เน้นการปฏิบัติที่ตรงหลักการ

ศาสนาพุทธเราหลักการเน้นที่ปฏิบัติ จนศีลมันลงที่ใจ ไม่ใช่การนับถือ หรืออาราธนาถือเอาไป
เมือศีลมันลงที่ใจ หลังจากนั้นไม่ว่าจะมีศีลกี่ร้อยกี่พันข้อ ผู้ปฏิบัติก็ไม่สามารถทำผิดศีลได้

ที่ผ่านมาเราร่างรัฐธรรมนูญจนมีข้อกำหนดเยอะแยะไปหมด เพราะต้องการป้องกันคนชั่วมาปกครองบ้านเมือง
แล้วมันก็ไม่ได้ผล เพราะคนโกงย่อมหาทางโกงเสมอ

ถ้าไม่สิ้นอายุพระพุทธเจ้า  ศีลที่ถูกบัญญัติขึ้นอาจจะมีเป็นพัน ๆ ข้อก็ได้
เช่นเดียวกัน ถ้าไม่เน้นการหลักการ เราจะมีรัฐธรรมนูญที่หยุมหยิมจนพลาดหลักการสำคัญ

ตรงนี้สำคัญ เราเอาอะไม่รู้ไปไว้ในรัฐธรรมนูญหมด สั่งลูกสอนหลานจนคิดว่า รัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตย
การเลือกตั้ง แบบนี้ ๆ เป็นประชาธิปไตย ใครแก้รัฐธรรมนูญ ทำผิดตัวอักษรในรัฐธรรมนูญ คือพวกกบฏ
จนป่านนี้ลูกหลานเรากลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร

เพราะฉนั้น  สิ่งที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญถัดจากปี 50 คือ เริ่มแรกมันอาจจะยังมีกฎเกณฑ์มากหน่อย
แต่ขอให้มีไว้ไปเพื่อการมีหลักการเท่านั้น 

พัฒนาการจากฉบับนี้ต่อ ๆ ไป  ขอให้มีเจตนารมณ์ยึดมั่นในหลักการเอาไว้เท่านั้น
ใส่ตัวอักษรให้น้อยที่สุดลงไปในรัฐธรรมนูญ  โดยให้ถือเอาหลักการปกครองใหญ่ ๆ ไว้ก็เพียงพอ รัฐธรรมนูญจะไม่แก้ไขกันบ่อย ๆ
ส่วนอะไรที่เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ที่มา ส.ส. ที่มารัฐบาล อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น  ให้เอาไปไว้ในกฎหมายลูก
เพื่อการแก้ไขปรับปรุงได้ง่าย ให้เหมาะสมกับเงื่อนไขแต่ละเวลา  แต่ยังอยู่บนหลักการที่เหมือนเดิม


ให้เอาตัวอย่างที่พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกาศไว้ (เป็นแม้กระทั่งวาจา) และพระองค์ก็ปฏิบัติสืบต่อมา

เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม

ดังนั้น หากเรายึดเอาหลักการแนว ๆ นี้ คือ ธรรมาธิปไตย ต่อมามันจะเป็นชื่อระบอบอะไร   
มีที่มาเป็นอย่างไร เลือกตั้ง สรรหา แต่งตั้ง  ก็ไม่สำคัญ หากมันยังเป็นไปเพื่อการปกครองโดยธรรม

---------------------------------------------

ฟังดูอาจจะเพ้อเจ้อ หากจะเปรียบการเมืองการปกครอง เสมือนการพัฒนาการของต้นไม้ต้นหนึ่ง
ถ้าเริ่มต้นพัฒนาไปบนหลัก บนแก่นแท้ ย่อมดีกว่าปล่อยให้กระพี้โตแต่ฝ่ายเดียว
เพราะวันใดวันนึง ถ้าแก่นมันมีน้อยไป มีแต่กระพี้มัน ต้นไม้ต้นนั้นมันก็จะโค่นล้มลงในไม่ช้า

-------------------------------------------------------------------
ขอร่วมเสนอ แค่นี้ก่อน ครับ เดี๋ยวค่อยมาว่าในรายละเอียดต่อ ขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-09-2008, 17:50 โดย กลายใต้ » บันทึกการเข้า
vorapoap
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 512



เว็บไซต์
« ตอบ #52 เมื่อ: 20-09-2008, 05:25 »

เข้ามาอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกครับ มาให้กำลังใจคนเีขียนกระทู้มีสาระทุกคน ผมเป็นคนอ่านเร็ว แต่จะเป็นแบบสแกน

ยังไม่ขอวิจารณ์แสดงความคิดเห็นเพราะยังด้อยความรู้ครับ

แต่ผมสังเกตว่า การปฏิรูปการศึกษา ไม่มีความชัดเจนเสียที

เหมือนมันมี Hidden Agenda อะไรบางอย่าง

เจ้านายเก่าของผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนมีนามสกุลใหญ่โต เคยบอกว่า คนชั้นสูง ส่วนใหญ่อยากให้ประชาชน คนไทยโง่ จะได้ปกครองได้โดยง่าย

ผมสังเกตมาถึงปัจจุบันนี้ ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณมา ไม่เห็นภายการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงเสียที

อยากเห็นสิ่งนี้เป็นจริงในการเมืองใหม่ เพราะผมเชื่อว่า สรุปแล้ว การศึกษาก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ผมรู้สึกว่าคุณสนธิจะเน้นตรงนี้มาก ว่าการปฏิรูปการศึกษา ต้องเริ่มจากการปฏิรูปสื่อ

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินเน้นย้ำบนเวทีแล้ว.. เพราะอาจมีเรื่องราวมากมาย เชื่อมโยงกันไปหมด
บันทึกการเข้า

*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« ตอบ #53 เมื่อ: 20-09-2008, 17:48 »

ดีครับ ช่วยกันออกความคิดเห็นกันให้มากๆ ว่าบ้านเมืองต้องการอะไรและเราจะนำเสนออะไรได้บ้าง ผมว่า พัฒนานะ

เมื่อมีพลังอำนาจหยิบความคิดเห็นของพวกเราไปใช้ประโยชน์ มันก็คือ ประชาภิวัฒน์แล้ว จริงไหม?

กระทู้นี้จะถูกปักหมุดหรือไม่ก็ไม่สำคัญครับ  หากปักแล้วไม่มีคนสนใจอ่านก็เปล่าประโยชน์อันใด  แต่ ผมเชื่อว่า การเมืองใหม่จะเกิดขึ้นแน่นอน แต่จะเป็นรูปแบบไหนเท่านั้น  สสร. (หรือ คณะทำงานที่จะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน) ชุดอนาคตจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ  ไม่งั้นบ้านเมืองไปต่อไม่ได้

และกระทู้นี้ก็จะถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงเชิงวิเคราะห์ เพราะตุ๊กตาที่ทางพันธมิตรตั้งขึ้นมานั้น และยังไม่ได้ข้อยุตินี้ ได้มีปัญญาชนหลายภาคส่วนตอบรับบ้างแล้ว  เพียงแต่ยังรอการแก้ไขเพิ่มเติมให้สมบูรณ์แบบขึ้นเท่านั้น

ตราบใดที่ยังมีนักการเมืองชั่วช้าอยู่เป็นส่วนใหญ่ในรัฐสภาไทย  การเพรียกหา "การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเมืองใหม่"  ก็จะมีไปไม่มีที่สิ้นสุด  จนกว่า จำนวนนักการเมืองชั่วช้าจะกลายเป็นส่วนน้อยในระบบการเมืองไทย

ดังนั้น..เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการเมืองใหม่หรือไม่ก็ควรศึกษาไว้ เพราะคุณไม่มีวันหนีมันพ้น ตราบใดยังเป็นคนไทยที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง  และความเห็นของคุณๆ ในกระทู้นี้ก็ได้ถูกบันทึกว่าเป็นเสียงของประชาชนคนหนึ่งเช่นกัน

ซึ่งหาก สสร.ชุดใหม่เกิดขึ้นเมื่อใด ผมก็มีหน้าที่นำเสนอรูปแบบการเมือง และบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่สังคมเล็กๆ นี้อยากให้เป็น ส่งให้คณะทำงานได้พิจารณาดังเช่นอดีตที่ผ่านมาทุกครั้ง
สมาชิกของเสรีไทยก็ได้ชื่อว่า ทำหน้าที่พลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยได้แล้ว  และหากความคิดเห็นของพวกเราได้รับการขยายความ นำไปถกเถียงกันในสภาอย่างเป็นรูปธรรม  ก็หมายความว่า เราได้ทำหน้าที่ "พลเมืองภิวัฒน์" ได้สมเจตนาแล้วครับ
 
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
Arch_FreeMan
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 210



« ตอบ #54 เมื่อ: 20-09-2008, 18:20 »

ผมคิดว่า สูตรการเมืองใหม่ตอนนี้ แบ่งออกเป็นสองสูตรใหญ่ๆ คือ

1) สูตรที่ทำโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งต้องการการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างแก้ไขกันอีกมากมายและต้องได้รับความร่วมมือจาก สส. และ สว. ในระบบการเมืองเก่าถึงจะทำได้

ตัวเลือกในสูตรนี้ได้แก่

1.1) การปรับระบบการเลือกตั้ง สส. ให้มาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง และ การเลือกตั้งโดยตรงส่วนหนึ่ง แบบที่ พธม เคยยกตัวอย่างเป็นตุ๊กตาไว้ 70-30 50-50 เป็นต้น

1.2) รูปแบบที่คณาจารย์ของนิด้าได้นำเสนอ คือ การแยกระบบนิติบัญญัติ ออกจากฝ่ายบริหารอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเลือกนายกฯโดยตรง สภาไม่มีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ไม่มีสิทธิยุบสภา เพื่อ ตัดวงจรการต่อรองทางการเมือง ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แยกกันทำหน้าที่ต่างคนต่างทำ แต่ใช้วิธีการตรวจสอบผ่านกระบวนการยุติธรรมแบบเข้มข้นแทน รูปแบบนี้จะคล้ายๆ กับ ระบบประธานาธิบดี แต่ของเรานั้น ยังคงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอยู่ รูปแบบของระบบนี้คงเป็นแบบผสมระหว่าง อเมริกา และ อังกฤษ

2) สูตรที่ทำได้โดยไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

2.1) คือการเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและสื่อให้สามารถตรวจสอบและเอาผิดฝ่ายบริหารได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างสื่อของรัฐ และ การยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ตำรวจไปขึ้นอยู่กับ องค์กรปกครองส่วนภูมิภาคแทน การปฏิรูปสำนักงานอัยการให้เป้นอิสระโดยไม่ขึ้นอยู่กับ กระทรวงยุติธรรม และ รัฐบาลอีกต่อไป ปรับให้อัยการเป็นตัวแทนของภาคประชาชนที่จะพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่า ของรัฐบาล เพราะ ในเวลานี้ คำว่า รัฐ ของอัยการ คือ รัฐบาล ไม่ใช่ประชาชน

ผมคิดว่า การเมืองใหม่สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีไหน ทำได้เร็ว มีความเป็นไปได้ และเหมาะที่สุด เราก็ต้องมาดูกัน

บันทึกการเข้า

ธรรมเท่านั้นคือทางรอดของสังคมไทย
เบื่อไอ้เหลี่ยม
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389


« ตอบ #55 เมื่อ: 20-09-2008, 18:26 »

ผมยังไม่ได้อ่านตลอด แต่ผมมีแนวความคิดว่า การเมืองใหม่
1. ควรต้องมีความเสมอภาค ไม่มีการยกเว้นให้ใคร ทุกคนที่อยู่ในประเทศ ไม่มีฐานันดรศักดิ์ เจ้าถ้าทำผิด มีโทษดุจสามัญชน
2. ทุกอาชีพชนชั้น ที่มีอิทธิพล หรือมีความสำคัญต่อการผลักดันพัฒนาประเทศ ให้เกิดการรวมกลุ่ม โดยการจัดตั้งสภาอาชีพกันเอง แต่ต้องระวังมีการซื้อเสียงเพื่อให้เป็นผู้นำอาชีพ เช่นอาชีพเกษตรกร อาจมีความรู้น้อย อาจโดนซื้อเสียงเมื่อเลือกตั้ง  หรืออาจให้ตั้งได้ไม่จำกัดกลุ่ม และมีการหาเสียงในสภาอาชีพกันเอง เพื่อผลักดันให้คนของอาชีพตัวเอง เข้ามาปกป้องดูแลอาชีพของตนเอง  แต่พวกที่ตั้งกลุ่มอาชีพหลักๆไม่ได้ ก็ไปใช้สิทธิทางการเมืองผ่านทางสภาผู้แทนดั้งเดิม เรียก สภาอาชีพ
3. มีวุฒิสภาเช่นเดิม โดยการหาเสียงของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และต้องวางหลักเกณฑ์ ห้ามผู้ที่เคยมีประวัติทำผิดกฎหมาย หรือถูกยกเว้นห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
4. มีสภาผู้แทนเหมือนปัจจุบัน หาเสียงแบบวิธีเดิมๆ แต่ห้ามซื้อเสียง
5. การบริหารประเทศ จะมีตัวแทนทั้ง 3 สภา ส่งคนเข้ามาคานอำนาจกัน เหมือนเก้าอี้ 3ขา สัดส่วนอาจจะเท่าๆกัน หรือแตกต่างกัน
6. เสนอกฎหมายจริยธรรม ที่เหนือกว่ากฎหมายทั่วไป ถ้าใครผิด ต้องออกสถานเดียว
7. ที่ผมเห็น พวก สรส. บอกว่า จะให้ยกเลิกกฎหมายแปรรูป ข้อนี้ ผมว่า ควรจะให้มีการแข่งขันกัน ระหว่างรัฐวิสาหกิจ และเอกชน  ห้ามผูกขาดโดยฝ่ายใดๆทั้งสิ้น เพราะจากที่เห็น พวก รัฐวิสาหกิจ ถ้าผูกขาดจะบริหารงานแบบ งานไม่ทำแต่เอาเงิน  หรือ คิดว่า กิจการเป็นของพวกเขาเอง ไม่ใช่ของประชาชน  คุณเคยจำได้ไหม สมัยก่อน โทรศัพท์ ก่อนมีมือถือ เราต้องซื้อหมายเลข ละหลายหมื่นบาท โดยพนักงานขององค์การหากินอย่างหน้าด้านๆ  ไม่รวมรัฐวิสหากิจอื่นๆ ที่เจ๊งอย่างเดียว เพราะคอรัปชั่นกันมาก
8. องค์กรตำรวจ ต้องโละทิ้งหมด ไม่มียศอีกต่อไป  ให้มีตำรวจส่วนกลาง FBI สามารถไปสืบสวนคดีได้ทั่วราชอาณาจักร  ให้มีตำรวจท้องถิ่น ขึ้นกับผู้ว่าการท้องถิ่นนั้น  พวก DSI จะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำผิดของพวกตำรวจ  ทุกคนจะใช้ระบบซี  ไม่มียศ  ตำรวจจราจรที่รีดไถ ต้องยกเลิก ให้มีพนักงานจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจร ไม่ใช่หาแดกโดยการเดินรอบๆรถ แล้วเอานิ้วจี้ หาเงินจากคนขับรถ
9. อัยการ อัยกิน ต้องยกเครื่อง ห้ามเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดต่างๆ มีหน้าที่ตรวจสอบสำนวน แต่ไม่มีสิทธิ์ ถ่วงคดี ทุกคดี ต้องส่งฟ้องหมด
10. ศาลต้องพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว โดยเฉพาะ คดีการเมือง ให้จบโดยเร็ว
11. นักการเมือง เมื่อต้องถูกกล่าวหา ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามกฎจริยธรรม
12. ให้แต่ละสภา มีสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของตนเอง เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร และบันเทิงที่ไม่น้ำเน่า แต่ต้องเป็นบันเทิงชนิดปลุกจิตสำนึกรักชาติ และการกระทำความดี ต่อต้านคนเลว
ยังมีต่ออีก ขอโพสวันหน้า ถ้านึกได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-09-2008, 22:39 โดย เบื่อไอ้เหลี่ยม » บันทึกการเข้า
นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #56 เมื่อ: 20-09-2008, 20:12 »

 

อ่านเพลินเลยค่ะ
ได้ความรู้ดีจัง กระทู้นี้
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #57 เมื่อ: 20-09-2008, 20:48 »

ผมยังอ่านไม่ครบถ้วนนะครับ ขออภัย จะค่อยๆ ย่อยอีกที

เมื่อวานผมฟังสุริยะใส เขาใช้คำง่ายๆ และเข้าใจง่าย
ความสำคัญนั้นอยู่ที่ เนื้อหา มิใช่รูปแบบ
อย่าง เช่น นายกคนใหม่ติดต่อ พันมิตร ใช้ความอ่อนน้อม
แต่ไม่มีการกระทำใดๆ ที่เป็นเนื้อหาเลย ที่จะให้พันธมิตร เชื่อว่า นายก ยอมอ่อนข้อให้
เปรียบกันกับ การเลือกตั้ง หากใช้เงิน และ ความมีอิทธิพล รวมทั้งสื่อ หว่านล้อม ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ประชาชนเลือกตนเอง
มันก็ไม่มีเนื้อหาที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว มันมีแต่รูปแบบ เท่านั้น

อีกอย่างผมคิดว่า การให้อำนาจทางการเมือง กับคนที่ไม่มีความรู้ทางการเมือง นั้น ผมว่าเป็นเรื่องน่ากลัวอยู่
สมมติว่า เราเป็นนายพรานมีความรู้เรื่องสัตว์ แต่ชาวบ้านไม่มี และชาวบ้านต้องการเลี้ยงเสือไว้ในหมู่บ้าน
เสียงส่วนใหญ่ต้องการเลี้ยง ก็จำต้องเลี้ยง
ต่อมา เสืออาละวาด ฆ่าคนตายไปหลายคน ถึงแม้เราระมัดระวังล้อมรั้วไม่โดนเสือกัด แต่ก็ได้รับผลกระทบ
เช่น คนตายในหมู่บ้านดันเป็นหาฟืน กับ คนปลูกผัก ก็ทำให้เราเดือดร้อนไปด้วย เพราะขาดแคลนฟืน และ ผัก

ผมจึงสนใจกับไอเดียที่พวกเราเคยคุยกัน
คนที่มีอำนาจทางการเมือง(การมีสิทธิ์เลือกตั้งคนเข้าไปก็คืออำนาจ) ก็น่าจะมีความรู้ทางการเมืองบ้าง
อย่าง เช่น มีการสอบก่อน เพื่อคัดดูว่าคุณมีสิทธิ์ เลือกตั้ง หรือไม่
อาจจะเป็น
-ความรู้ การเมืองในไทยและต่างประเทศ
-ความรู้จริยธรรม
-ความรู้ทางกฎหมาย หรือ ยุติธรรม

ก็อย่างที่คุณบอนนี่บอก ประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตยแบบประเทศเจริญแล้ว
หากเลือกตั้งแบบเก่าๆ ถึงแม้จะปรับสัดส่วนเพิ่มตัวแทนอาชีพ ผมเกรงจะเป็นวังวนแบบเดิมๆอีก
คือใช้การซื้อเสียง อิทธิพลท้องถิ่น และใช้นโยบายต้มตุ๋น ต่อคนที่ไม่ทันทางการเมือง

ระบบยุติธรรมของเราก็ไม่สมดุลย์
โดยเฉพาะตำรวจ และ อัยการ
ผมไม่รู้ว่าควรแก้โครงสร้างอย่างไร แต่มันควรปรับปรุงด่วน
เพราะมันรับใช้นักการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ขาดความยุติธรรมกับประชาชน
บันทึกการเข้า

จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #58 เมื่อ: 20-09-2008, 21:44 »

พอดีนึกอีกไอเดียออก ขอลองเสนอดู
จากเรื่องการสอบเช็คความรู้ทางการเมือง อาจใช้สร้างเป็นกลุ่มการเมืองอีกกลุ่ม คือกลุ่มนักถอดถอน สส
กลุ่มนี้ อาจให้มีจำนวนเยอะหน่อย เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจการเมือง มาสอบแข่งกัน ให้มีสัก 10000 คน มีเบี้ยเลี้ยงต่อเดือนคล้ายผู้ใหญ่บ้าน
ใครที่อยู่ในวัยเลือกตั้งได้ มาสอบได้หมด แล้วก็สอบคัดใหม่ ปีละหน
ให้มีการประเมิน สส ในสภา ทุก 3 เดือน ถ้า สส คนใดถูกระบุชื่อเกิน 5000 คน คนนั้นหมดสภาพเป็น สส ไป 1 สมัย แม้เพียงผิดจริยธรรม
แล้วก็ถอดถอนได้ไม่เกิน ครั้งละ 3 คน(เดี๋ยว สส หมดสภา)

ข้อดี
1 ทำให้คนสนใจการเมืองมากขึ้น อยากเป็น นักถอดถอน สส กระบวนการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น
2 การซื้อทำได้ยาก เพราะจำนวนคนเยอะ และก็กำจัดคู่แข่งทางการเมืองได้น้อย ไม่คุ้มที่จะใช้เงินฟาดหัว
3 สส ไม่กล้าทำเลว เพราะเพียงแค่ 3 เดือนก็ถูกประเมินแล้ว ไอพวกประท้วงเติมเงิน ซ้ำซาก หรือ อภิปรายห่วย ก็อาจจะซวย โดนถอดถอนได้
หรือ ออกนโยบายงี่เง่า เช่น ขึ้นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี แล้วไม่ได้ทำให้ประเทศมีอะไรดีขึ้น ก็โดนถอดถอน
หรือ พวกนายก ใช้อำนาจ ขึ้นเงินเดือน ข้าราชการ หรือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มั่วซั่ว โดยไม่ผ่านสภา ก็โดนถอดถอน
หรือ พวก สส เลว ไปทำรายการโกหก พกลม ยุแยงชาวบ้านแตกแยก ปลุกระดมฝ่ายตัวเอง สั่ง พรก ฉุกเฉิน มั่วๆ ก็โดนถอดถอน
บันทึกการเข้า

Scorpio6
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,210


Man on Mission *เสี่ยวฯ>สันติภาพ*


« ตอบ #59 เมื่อ: 20-09-2008, 22:55 »

  ขอร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นโมเดลPublic Policy ของการศึกษาไทยในอนาคตที่ควรจะเป็นในทรรศนะของผม
๑.โครงสร้างการศึกษาต้องชัดเจนเป็นใยแมงมุมเห็นหมดทุกจุด ทุกเครือข่ายการศึกษา ทุกอาชีพ
  เริ่มจากกระทรวงฯถึงโรงเรียน สถานอนุบาลเด็ก ศูนย์เรียนรู้ โรงเรียนชาวนา โรงเรียนการเมืองฯลฯ
๒.ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องปรับตัวเองต่อโลกต่อชุมชน ต่อบริบทบทบาทใหม่
  น้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับในชุมชนของตนและปฏิบัติได้เห็นจริงเช่นครูประถม มัธยม วิทยาลัย มหาวิทยาลัยและสถานศึกษาอื่นๆ
  ตำรวจก็สอนชาวบ้านได้ อัยการที่เกษียรก็สอนชาวบ้านได้ มีค่าตอบแทนตามสมควร
  โดยถือว่าทุกคนเป็นครูซึ่งกันและกันไปในตัวแบบธรรมชาติไม่ถือยศถืออย่าง
๓.นักการเมืองดีๆควรอยู่ระดับนโยบายอย่างเดียว(แล้วก็หายหัวเข้าซอกหลืบไป ไม่ต้องโผล่มา)
  ทำโมเดลของกระทรวงศึกษาต่อชุมชนเสียใหม่โดยใช้นวัตรกรรมมาช่วยเช่น เรียนรู้ผ่านดาวเทียม ออนไลน์
  ใช้ภาพคนจริงๆแทนภาพการ์ตูน(เสียที)ครับแทนมานะ มานี มาประกอบแบบเรียนโดยเฉพาะคนการเมือง เช่นชื่อ สมพงษ์ สมชาย
  แล้วอธิบายว่าชื่อคนๆนั้นจริงๆมีตำนานที่มาอย่างไรเป็นต้น ใครทำไม่ดีเช่นรัฐมนตรีคนใหน
  ทำอะไรไม่ดีโกงชาติโกงแผ่นดินอย่างไรต้องมีไว้ศึกษาในหลักสูตร ใส่นามสกุลชัดๆ
  โคตรเหง้าเป็นอย่างไรไว้ศึกษา คนดีก็ศึกษาไว้เป็นแบบอย่างไม่ใช่ต้องไปตายเมืองนอกเหมือนอย่างอาจารย์ปรีดี
  ส่วนคนไม่ดีไปตายเมืองนอกก็ต้องช่วยกันประณามเช่น........ก็ว่าไป
๔.ชาวบ้านต้องมีสิทธิเรียนรู้ที่ใหนก็ได้ไม่เว้นแม้แต่ทุ่งนา มีโอกาศเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
   มีสิทธิการศึกษาตามอัธยาศรัยแล้วได้วุฒิเหมือนคนเรียนในสถาบันฯ ไม่ต้องสอบแต่ใช้หลักว่า"ใคร"ประกอบอาชีพใดมานาน
  จนชำนาญเช่นชาวนาทำนาจนประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับแห่งความพอเพียงต้องเทียบวุฒิได้
  เช่นชาวนาที่ประสบความสำเร็จ เช่นปราชญ์ชาวบ้านพ่อผาย พ่อจันที และอื่นๆก็สอนชาวบ้านได้มีบัตรรับรองเป็นครูทางเลือก
  ...........................................................................................................................................................
  แต่อย่างไรก็แค่เป็นการแลกเปลี่ยนนะครับถือว่ามีอะไรที่ต้องเพิ่มเติมอีกเยอะครับ
  ใครคิดเห็นอย่างไรก็เชิญแลกเปลี่ยนโดยพลัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-09-2008, 16:19 โดย Scorpio6 » บันทึกการเข้า



คิดจะล้มระบอบทักษิณ ต้องอ่านใจเนวินและเพื่อน
บล็อกเสี่ยวไทบ้าน*แวะเยี่ยมRepublican Collage ของคุณสุธา ชันแสง*
http://www.oknation.net/blog/thaibaan/2008/03/26/entry-1
"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและในฐานะอย่างไร จงตรองหาว่า จะมีทางใช้ชีวิต
ให้เป็นประโยชน์ในทางใดบ้าง เมื่อตั้งใจคิดถึงมันแล้วก็จะพบเสมอ
ไม่ว่าอยู่ที่ใด เมื่อพบทางแล้วจงลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์"
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« ตอบ #60 เมื่อ: 23-09-2008, 17:22 »

สวัสดีครับ..
นี่แหละครับสิ่งที่ผมอยากเห็น คือ คนที่มีภูมิปัญญา แม้จะรู้จริงมั่ง ไม่รู้จริงมั่ง แต่มีปัญญาในการวิเคราะห์ข้อมูล แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันในบอร์ด  นี่สิครับ บอร์ดการเมืองของปัญญาชนอย่างแท้จริง  ถ้าเสรีไทยมีห้องเสวนาแบบเข้มข้นอย่างนี้สักห้อง  ผมว่า ประเทศชาติและสังคมได้ประโยชน์นะครับ

ขอแลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกท่านที่แสดงความเห็นมาดังนี้..

กระทู้ผมอยู่ไหนก็ไม่รู้ อิ อิ

เสนอไว้ 1คน 3 เสียง งดปาร์ตี้ลิสต์ เป็นสภาอาชีพ มีสภาอาวุโส 10-20 คน เผื่อไว้เวลาหานายกคนนอกไม่ได้

สส. มาจากการเลือกตั้ง นายกมาจากสภา

ส่วนการตรวจสอบ ก็ใช้ของเดิมๆ จาก 40 และ 50

แต่ควรเพิ่มโทษทำผิดรัฐธรรมนูญ ให้มีโทษอาญา

ที่เหลือไปต่อเอาเอง ผมดูแค่การเข้าสู่อำนาจ เป็นหลัก

ถ้าเลือกตั้งได้คนดีมันก็ดีไปหมด

กกต. ต้องปฏิรูป...

ฝากไว้แค่นี้ละกัน


กรอบของลุงแคนยังกว้างๆ อยู่นะครับ  ผมยังวิพากษ์ไม่ได้ คงต้องรอให้มีการนำไปขยาย แต่มีหลายส่วนที่เป็นแนวคิดใหม่เอี่ยม

เข้ามาอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกครับ มาให้กำลังใจคนเีขียนกระทู้มีสาระทุกคน ผมเป็นคนอ่านเร็ว แต่จะเป็นแบบสแกน

ยังไม่ขอวิจารณ์แสดงความคิดเห็นเพราะยังด้อยความรู้ครับ

แต่ผมสังเกตว่า การปฏิรูปการศึกษา ไม่มีความชัดเจนเสียที

เหมือนมันมี Hidden Agenda อะไรบางอย่าง

เจ้านายเก่าของผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนมีนามสกุลใหญ่โต เคยบอกว่า คนชั้นสูง ส่วนใหญ่อยากให้ประชาชน คนไทยโง่ จะได้ปกครองได้โดยง่าย

ผมสังเกตมาถึงปัจจุบันนี้ ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณมา ไม่เห็นภายการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงเสียที

อยากเห็นสิ่งนี้เป็นจริงในการเมืองใหม่ เพราะผมเชื่อว่า สรุปแล้ว การศึกษาก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ผมรู้สึกว่าคุณสนธิจะเน้นตรงนี้มาก ว่าการปฏิรูปการศึกษา ต้องเริ่มจากการปฏิรูปสื่อ

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินเน้นย้ำบนเวทีแล้ว.. เพราะอาจมีเรื่องราวมากมาย เชื่อมโยงกันไปหมด


ดูท่าคุณvorapoap จะอยู่แวดวงการศึกษาไทย
การปฏิรูปการศึกษาแบบจริงจัง ผมเห็นด้วยครับ  แต่ไม่เคยทำได้สักที เพราะคนที่ทำไม่ได้มุ่งผลของการปฏิรูปสู่การพัฒนาระบบการศึกษา  แต่ต้องการปฏิรูปเพื่อยังผลให้ลูกเต้าของตนเองมีโอกาสศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียง  หรือไม่ก็ มีส่วนได้เสียกับสถาบันการศึกษาของเอกชนที่มีส่วนในการเป็นเจ้าของอยู่  หรือไม่ก็ ไม่รู้วิธีการแก้ปัญหาการศึกษาของชาติอย่างแท้จริง  กลายเป็นเอาเด็กๆ มาเป็นหนูทดลองให้กับไอเดียแปลกใหม่

ระบบการคัดเลือกคนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง  ซึ่งนักการศึกษาเจ้าของไอเดีย โอเน็ต เอเน็ต และสอบรับตรง ก็ออกมายอมรับแล้วว่า 3-4 ปีที่ใช้ระบบใหม่นี้ ได้เด็กที่ไม่ตรงกับความต้องการของสาขาวิชา ทำให้มีเด็กเปลี่ยนย้ายคณะมากผิดปกติ และเด็กในสาขาวิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้เด็กที่มีภูมิความรู้พอที่จะออกไปรับใช้สังคมอย่างที่ต้องการ

ตอนนี้ก็กำลังจะปรับรูปแบบกันอีกแล้ว  เอาเด็กมาทดลองวิชากันอีกครั้ง

สมัยก่อน..ระบบเอ็นทรานซ์ได้ชื่อว่า ล้าสมัยที่สุดในโลก  แต่..ก็ได้เด็กตรงกับที่สถาบันต้องการให้เป็นทั้งจำนวนและคุณภาพ  แม้ระบบการสอบคัดเลือกจะเป็นการตัดสินชะตากรรมของเด็กก็ตามที แต่ก็ปรับแก้ให้สามารถสอบได้ปีละ 2 ครั้งไปแล้ว  ซึ่งผมว่า แก้ไขตรงจุดและควรจะจบลงได้แล้ว  แต่ไหงออกโอเน็ต เอเน็ต GPA ออกมาเป็นเกณฑ์แทนก็ไม่รู้คิดกันยังไง  จะแก้เรื่องเด็กไม่เรียนในห้องเรียนก็แก้ไม่ได้  จะแก้เรื่องเด็กไม่กวดวิชาก็แก้ไม่ได้  ตกลงแก้อะไรไม่ได้สักอย่าง  เอวัง

ผมได้เขียนไว้ในเนื้อกระทู้หน้าแรกอยู่แล้วว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่ทำที่ระบบการสอบคัดเลือกเท่านั้น  ต้องแก้ที่ครูผู้สอนโดนปฏิรูปด้วย  และต้องขยายโอกาสการทำมาหากินในสาขาวิชาที่เรียนมากขึ้น เพื่อไม่ให้เด็กเก่งๆ ไปกระจุกตัวอยู่แต่สาขาวิชาดังๆ เท่านั้น  สาขาอื่นๆ เด็กเก่งไม่สนใจเรียนกันเพราะ มันเอาไปใช้ประกอบอาชีพไม่ได้ต่างหากล่ะ

รัฐบาลเท่านั้นที่จะสามารถสร้างงานขึ้นมารองรับสาชาอาชีพที่ตั้งขึ้นมาใหม่ๆ ได้ เพื่อให้เด็กมีความมั่นคงและต้องการเข้าไปเรียนกันให้มากๆ

ตัวอย่างเช่น..สาขามัคคุเทศน์  ..สาขาธุรกิจโรงแรม  ..สาขาประกอบอาหาร  ..สาขาจัดการการท่องเที่ยว เป็นต้น

เราเป็นประเทศที่ขายการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่กลับไม่มี นศ.จบสาขาวิชาชีพเหล่านี้โดยตรง  ต้องรับ นศ.ที่จบนิเทศน์ศาสตร์  มนุษยศาสตร์  รัฐศาสตร์ เป็นอาทิ มาทำหน้าที่ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว  เออ..แปลกเนาะ

ข้าราชการไปดูงานต่างประเทศกันทุกปี ใช้จ่ายปีละหลายร้อยล้านแต่ไม่เคยนำสิ่งดีๆ ที่ใช้กับประเทศไทยได้มาแอพพลาย  เช่น..ที่ประเทศจีน  ไหงเขามีสาขาวิชามัคคุเทศน์ แผนกภาษาไทย ได้ล่ะ  มันน่าเขกกระโหลกจริงๆ

..............

วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ  วันถัดไปจะมาวิพากษ์ความคิดเห็นของท่านอื่นๆ ที่น่าสนใจมากๆ เลย  แต่จบในวันนี้ไม่ได้เพราะมันจะทำให้ยาว..ววมากๆ
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
Sweet Chin Music
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,613



« ตอบ #61 เมื่อ: 23-09-2008, 17:40 »

ทุกวันนี้ วิชาที่น่าจะสำคัญที่สุดในสังคมไทย กลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก

นั้นคือ วิชาจริยธรรม หรือวิชาพระพุทธศาสนา ลองพูดเรื่องนี้ขึ้นมาสิครับ

เด็กๆบ่นกันระงมเลยว่า เรียบไปทำไม เรียนเพื่ออะไร?

แล้วก็ท่องจำๆๆๆ มาตอบข้อสอบ ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร ถ้่ามัวแต่จำได้ แต่ไม่เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

การศึกษา ผมจึงอยากเน้นเรื่องนี้ให้เป็นพิเศษ เื่พื่อให้คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ตระหนักดีในเรื่องของ การใช้สิทธิทางการเมืองของตนเอง

ซึ่งผมก็ยอมรับครับว่าเป็นเรื่องยากมากๆที่จะปลูกฝังเด็กเรื่องแบบนี้ เพราะถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไปสนใจให้เวลากับ

เกมส์ กีฬา ดารา นักร้องซะมากกว่า เลยทำให้สังคมไทยขาดทั้ง เรื่องจริยธรรม กับ การมีส่วนร่วมทางการเมือง...

ผมวว่า ระบบนั้นมันเป็นเรื่องรองครับ ถ้าจะแก้ อยากให้แก้ที่ "ตัวคน"  มากกว่าไปแก้ที่ "ระบบ"

เพราะเท่าที่เห็นรู้สึกว่าเราจะให้ความสำคัญกับ "ระบบ" ในการนำคนเข้าสู่การเมือง มากเกินไป...

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเสนอคือ ตัวระบบขององค์กรที่ควรจะต้อง "ปฏิวัติ" อย่างยิ่ง

เพราะคนใหม่ๆที่เข้าอาจ อาจจะโดนสภาพขององค์กรกัดกิน หรือดูดกลื่น อุดมการณ์ไปจนหมด...


บันทึกการเข้า


You'll Never Walk Alone
เข้าไปกันได้ค๊าป- - - >http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweetchinmusic&group=1
Scorpio6
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,210


Man on Mission *เสี่ยวฯ>สันติภาพ*


« ตอบ #62 เมื่อ: 24-09-2008, 01:54 »

เสนอนโยบายด้านความมั่นคง3บริบทในการเมืองไทยแห่งอนาคต
คือความมั่นคงแห่งมนุษย์(ประชาชน) ชุมชน(สังคม) และประเทศชาติ(รัฐไทย)
๑.ด้านความมั่นคงของมนุษย์(ประชน)เรื่องนโยบายนี้คงต้องเกี่ยวหลายหน่วยงานทั้ง กระทรวง พม. มหาดไทย การศึกษา
  ต้องทำงานเป็นทีมระหว่างกระทรวง(ไม่ใช่ทับซ้อน)ปักหมุดนับหนึ่งไปที่ คนจน(ที่สุด)อันหมายถึงกลุ่มชายขอบทั้งหลาย
  ผมจะไล่ตามGEOจากเหนือสุดถึงใต้สุด ชนเผ่าบนภูเขา ชายแดนแนวตะเข็บ คนจนในอีสาน คนจนในเมือง(สลัมทั้ง๔ ภาค)
  จนกระทั่งเผ่าเล็กเผ่าน้อย ชาวเลย์จนถึงเผ่าซาไก และขณะเดียวกันไม่ลืมกลุ่มคนชั้นกลางในทุกภาคแล้วก็ดูและคนรวยต้องไม่ให้เขาผลกระทบเรื่องธุรกิจ
 (ต้องมีข้อแม้ธุรกิจมีกำไรที่ได้ของธุรกิจของคนรวยต้องแบ่งปันในรูปภาษีและอื่นๆไปช่วยสังคมกลุ่มแรกๆที่ผมเอ่ยถึง)
๒.ด้านความมั่นคงทางชุมชน(สังคม)มองไปที่วัฒธรรมของชุมชนเป็นหลักในการสนับสุน
  เช่น ภาษาถิ่น เชื้อชาติ และความเชื่อทางศาสนาเป็นหลัก แล้วแบ่งตามภาคเป็นเรื่องถัดมาโดยมุ่งให้ชุมชนสร้างหรือบัญญัติกฎ(หมาย)
  ของชุมชนเริ่มจากหมู่บ้าน แล้วภายใต้กฎนั้นๆให้มีเสวนาว่าปัจเจกในหมู่บ้านชุมชนใด มีเข้าเงื่อนไขข้อหนึ่งให้ดูแลสนับสนุนงบประมาณก่อน
  กล่าวคือดูแลสร้างความมั่นคงให้อยู่ดีกินดีตามข้อ๒ มีกองทุนเพื่อสวัสดิการสังคมทุกชุมชนแล้วส่งเสริมสนับสนุนตามความเข้มแข็งของชุมชน
  ไม่ใช่โปรยเท่ากันอย่างโครงการหมู่บ้านละล้าน
๓.ความมั่นคงแห่งรัฐไทย(ประเทศ)จะเกิดขึ้นได้ ผมมองในสองมุมคือภายในประเทศและนอกประเทศ
  ภายในประเทศจะมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองให้รัฐบาลโฟกัสไปที่วิถีวัฒนธรรมชุมชน(ทั้งภาษาชาติพันธุ์และอื่นๆตามข้อ๒)
  นำการเมืองไม่ให้การเมืองนำเพราะหากชุมชนมีกฎระเบียบที่เหมาะกับเขาแล้วไม่จำเป็นต้องพึ่งการเมืองเป็นทางเลือกแรกๆ
  ก็อีกนั่นแหละต้องเชื่อมไปถึงนโยบายทางด้านการศึกษา(กลับไปอ่านโมเดลPublic Policy ของการศึกษาไทยในอนาคต)
  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มองจากนอกประเทศระดับภูมิภาคก็พอเป้าประสงค์อาเซี่ยนยอมรับเป็นหลัก(อันนี้ต้องเชื่อมกระทรวง ตปท.)
  ซึ่งยังบ่ได้เขียน(บนพื้นฐานวัฒธรรมอีกนั่นแหละครับ ไม่ว่ารูปร่าง สีผิวโครงสร้าง หน้าตาที่คล้ายคลึงกันเป็นหลัก)
   มองไปที่ข้าวเราก็ส่งออกลำดับต้นๆ(มั่นคงพอที่จะเลี้ยงชาติได้แม้เกิดวิกฤติถึงขั้นปิดประเทศชั่วคราว)ส่วนการทหารเน้นการข่าวเป็นหลัก
  เพราะการสื่อสารมันไร้พรมแดนไม่ต้องเน้นซื้อาวุธยุทโธปกรณ์แต่มุ่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง...

วันนี้พอก่อนครับ......ไว้มีโอกาสจะเขียนต่อ... ขณะนี้ก็เชิญทุกท่านแลกเปลี่ยนติชมไปด้วยกันได้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-09-2008, 02:39 โดย Scorpio6 » บันทึกการเข้า



คิดจะล้มระบอบทักษิณ ต้องอ่านใจเนวินและเพื่อน
บล็อกเสี่ยวไทบ้าน*แวะเยี่ยมRepublican Collage ของคุณสุธา ชันแสง*
http://www.oknation.net/blog/thaibaan/2008/03/26/entry-1
"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและในฐานะอย่างไร จงตรองหาว่า จะมีทางใช้ชีวิต
ให้เป็นประโยชน์ในทางใดบ้าง เมื่อตั้งใจคิดถึงมันแล้วก็จะพบเสมอ
ไม่ว่าอยู่ที่ใด เมื่อพบทางแล้วจงลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์"
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« ตอบ #63 เมื่อ: 24-09-2008, 17:42 »

ผมยังไม่ได้อ่านตลอด แต่ผมมีแนวความคิดว่า การเมืองใหม่

2. ทุกอาชีพชนชั้น ที่มีอิทธิพล หรือมีความสำคัญต่อการผลักดันพัฒนาประเทศ ให้เกิดการรวมกลุ่ม โดยการจัดตั้งสภาอาชีพกันเอง แต่ต้องระวังมีการซื้อเสียงเพื่อให้เป็นผู้นำอาชีพ เช่นอาชีพเกษตรกร อาจมีความรู้น้อย อาจโดนซื้อเสียงเมื่อเลือกตั้ง  หรืออาจให้ตั้งได้ไม่จำกัดกลุ่ม และมีการหาเสียงในสภาอาชีพกันเอง เพื่อผลักดันให้คนของอาชีพตัวเอง เข้ามาปกป้องดูแลอาชีพของตนเอง  แต่พวกที่ตั้งกลุ่มอาชีพหลักๆไม่ได้ ก็ไปใช้สิทธิทางการเมืองผ่านทางสภาผู้แทนดั้งเดิม เรียก สภาอาชีพ
------------------------------------------

7. ที่ผมเห็น พวก สรส. บอกว่า จะให้ยกเลิกกฎหมายแปรรูป ข้อนี้ ผมว่า ควรจะให้มีการแข่งขันกัน ระหว่างรัฐวิสาหกิจ และเอกชน  ห้ามผูกขาดโดยฝ่ายใดๆทั้งสิ้น เพราะจากที่เห็น พวก รัฐวิสาหกิจ ถ้าผูกขาดจะบริหารงานแบบ งานไม่ทำแต่เอาเงิน  หรือ คิดว่า กิจการเป็นของพวกเขาเอง ไม่ใช่ของประชาชน  คุณเคยจำได้ไหม สมัยก่อน โทรศัพท์ ก่อนมีมือถือ เราต้องซื้อหมายเลข ละหลายหมื่นบาท โดยพนักงานขององค์การหากินอย่างหน้าด้านๆ  ไม่รวมรัฐวิสหากิจอื่นๆ ที่เจ๊งอย่างเดียว เพราะคอรัปชั่นกันมาก

ขอแสดงความคิดเห็นตอบแค่ 2 ข้อข้างต้นนะครับ

ข้อ 2..มีหลายคนหวั่นเกรงเหมือนคุณเรื่องการซื้อเสียงหรือบล็อกโหวตเลือกตัวแทนสาขาวิชาชีพมาเป็นตัวแทนปวงชน

เรื่องนี้ขอเรียนว่า  มันมีอยู่ทุกสาขาอาชีพอยู่แล้วครับ นายกสมาคมวิชาชีพเนี่ย มีมานานแล้ว  แต่ส่วนใหญ่เป็นการล็อบบี้ ไม่ใช่การซื้อเสียงโดยโจ่งแจ้ง  มีบ้างเช่นให้ของกำนัลหรือจัดเลี้ยงสมาชิกก่อนที่จะมีการซาวเสียง

แม้แต่สมาคมฟุตบอลที่เป็นการกีฬาก็มีการล็อบบี้ตำแหน่งประธานกันทุกครั้ง  ผมมองว่า ถ้าเป็นการล็อบบี้ถือเป็นเรื่องปกตินะครับ  แต่ถ้าเป็นการซื้อเสียงยอมรับไม่ได้

การให้เลือกตัวแทนตามสาขาวิชาชีพนี้ก็เพื่อให้มีตัวแทนของกลุ่มอาชีพจริงๆ เข้าไปในสภา แทนที่จะมีแต่มาเฟียเลือกตั้ง นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์เสียส่วนใหญ่อย่างทุกวันนี้

การออกกฎหมายคุมเข้มการซื้อเสียงให้มีโทษทางอาญาก็จะขจัดปัญหาได้ส่วนหนึ่งครับ ให้เหลือเฉพาะการล็อบบี้เท่านั้น  แต่ผมยังเชื่อว่า สมาชิกที่อยู่ในวิชาชีพนั้นมาตลอดชีวิตจะรู้ว่า ใครดีหรือไม่ดีพอที่จะเป็นตัวแทนของพวกเขา  คงไม่ขายศักดิ์ศรีอาชีพของตัวเองโดยง่ายเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะนี่คือ หน้าตาของวิชาชีพนั้นๆ

แต่ถึงมี..
ผมก็ยังยอมรับได้ครับ เพราะคนที่ได้เขาก็อยู่ในอาชีพนั้นจริงๆ เป็นเจตนารมณ์ที่จะให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมทางการเมือง ตรงนี้ถือว่าสมเจตนารมณ์ของการเมืองใหม่  แต่การซื้อเสียงต้องกำจัดด้วยระบบการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและออกกฎหมายให้มีโทษทางอาญาครับ  ตรงนี้จะค่อยๆ แก้ไขได้เอง  ผมไม่ห่วงเท่าไร  ขอให้ทุกคนอย่างกังวลให้มากไป ถึงเวลาให้แก้ไขตามจุดที่บกพร่องนะครับ  การเมืองใหม่เป็นสิ่งใหม่ จะให้เพอร์เฟ็คในสมัยแรกคงทำไม่ได้ครับ แต่ให้ถือเป็นการเริ่มต้น

ส่วนข้อ 7..คิดเหมือนคุณครับ  ถ้าวันนี้ไม่มีการแข่งขัน ประชาชนไม่มีทางเลือก พวกเราอาจตกเป็นทาสของ สรส.ไปแล้วก็ได้  อย่าลืมเรื่อง องค์การโทรศัพท์นะครับ  เมื่อ 20 ปีก่อนเคยทำประชาชนเอาไว้อย่างไร วันนี้พอประชาชนมีทางเลือก (ที่ดีกว่า) สังคมของประชาชนดีขึ้น แต่องค์การโทรศัพท์กลับแย่ลง กำไรจากผลการดำเนินงานน้อยลงเมื่อเทียบกับเอกชนคู่แข่งขันเป็นตัวเปรียบเทียบที่ดีให้รัฐวิสาหกิจต้องปรับปรุงตัวเอง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยยกมาให้ฟัง คือ บริษัทไทยเดินเรือทะเล  เป็นของรัฐแท้ๆ ขาดทุนจนต้องเจ๊ง ขณะที่คู่แข่งขันที่มีชาวต่างประเทศถืออยู่ด้วย กำไรเอาๆ ขยายกิจการเป็นว่าเล่น จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นทุกปี  ทั้งๆ ที่ไม่มีอภิสิทธิ์จากภาครัฐ  ทำไมเอกชนทำได้ แต่รัฐเจ๊ง  ต้องตรึกตรองให้ดีนะครับ อย่าไปฟัง สรส.พูดฝ่ายเดียว ซึ่งมักต้องการปกป้องตนเองให้ปลอดภัยเป็นสมบัติเป็นมรดกตกทอดไม่ให้หน่วยงานไหนมาแตะต้อง  อ้างประชาชนทุกที แต่ไม่ยอมให้มีการแข่งขัน เออ..แปลก  พูดเหมือนชินวัตรเข้าไปทุกทีแล้ว
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
หน้า: 1 [2]
    กระโดดไป: