ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
22-09-2019, 04:41
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ศิโรตม์พลิกสอบ"ชิน" รับลูกสตง.ทวงคืนภาษี5พันล้าน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ศิโรตม์พลิกสอบ"ชิน" รับลูกสตง.ทวงคืนภาษี5พันล้าน  (อ่าน 400 ครั้ง)
taworn09220
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 302


« เมื่อ: 25-09-2006, 13:56 »

วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3830

ศิโรตม์พลิกสอบ"ชิน" รับลูกสตง.ทวงคืนภาษี5พันล้าน

จับตาเช็กบิล "ทักษิณ ชินวัตร" อธิบดีกรมสรรพากรเปิดใจกรณีภาษีขายหุ้นชินคอร์ป อ้างสถานการณ์บังคับเร่งให้ออกคำวินิจฉัยทั้งที่ยังไม่ได้มีการซื้อขายหุ้น ยอมรับมีบางกรณีที่ผู้ขายหุ้นไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสรรพากร พร้อมยืนยันไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่-ไม่ได้เลือกปฏิบัติกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป ประกาศพร้อมปฏิบัติตามข้อเสนอ สตง. วงในคาดทวงภาษีคืนกว่า 5,000 ล้าน

นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ในกรณีของการซื้อ-ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับกองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ ว่าที่ผ่านมาตนและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรได้ไปชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ของ สตง.แล้ว และได้มอบเอกสารให้กับทาง สตง.ไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าเรื่องนี้คงจะอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลเอกสาร หลักฐานและสอบปากคำ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคงจะต้องรอผลสรุปของ สตง.ว่าจะเป็นอย่างไร

อธิบดีสรรพากรยันไม่เลือกปฏิบัติ

"เราเชื่อว่าทาง สตง.คงจะให้โอกาสเรา ที่ผ่านมาผมไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ผมทำไปตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่ ผู้เสียภาษีมีสิทธิที่จะทำเรื่องมาหารือสอบถามว่า ถ้าทำอย่างโน้นอย่างนี้แล้วจะเสียภาษีอย่างไร เราก็ตอบไปตามปกติที่ต้องตอบข้อหารือให้กับผู้เสียภาษี ซึ่งในกรณีนี้เขายังไม่ได้ลงมือซื้อ-ขายเลย แต่มาเร่งให้ออกคำวินิจฉัย พอเราตอบออกไปเขาก็ทำตาม แต่มีบางกรณีก็ไปทำอีกอย่าง ซึ่งในกรณีหลังนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

นายศิโรตม์กล่าวต่ออีกว่า เชื่อว่า สตง.คงจะให้โอกาส ขณะนี้สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปแล้ว ทางกรมสรรพากรยินดีที่จะทำตามข้อเสนอแนะและกระบวนการในการตรวจสอบของ สตง. เมื่อมีการสรุปผลการสอบส่วนราชการแล้ว มักจะมีข้อเสนอแนะให้ส่วนราชการแก้ไขปรับปรุง เมื่อ สตง.สรุปผลการสอบก็จะต้องส่งให้กับผู้บังคับบัญชาของตน (นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง) เพื่อส่งต่อให้กรมสรรพากรดำเนินการ ขณะนี้ผมต้องรอให้ผลสรุปของ สตง. และเชื่อว่าเขาจะให้โอกาสเรา ตนขอยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่

ขณะที่แหล่งข่าวจาก สตง.เปิดเผยว่า หากพิจารณาจากเหตุผลของการปฏิรูปการปกครองในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ส่วนราชการและองค์กรอิสระถูกครอบงำ และมีพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ส่อไปในทางทุจริตอย่างกว้างขวาง จึงทำให้ต้องมีการล้มล้างอำนาจรัฐบาลทักษิณ ที่พอจะเห็นได้ชัดเป็นกรณีของการปฏิบัติหน้าที่ของกรมสรรพากรที่ไม่เก็บภาษีคนในครอบครัวชินวัตรในการซื้อ-ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป ซึ่งเรื่องนี้คงจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกในทางกฎหมายที่มีอยู่ ตั้งแต่กลไกของ สตง., ป.ป.ช., ปปง. และท้ายสุดไปสู้กันที่ศาลแพ่งหรือศาลภาษีอากร เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ


หาก สตง.สรุปการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมสรรพากร ชี้มูลความผิดส่อไปในทางละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ขั้นตอนคือต้องส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป และอีกทางหนึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ปลัดกระทรวงการคลังดำเนินการตั้งกรรม การสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จากนั้นก็ให้กรมสรรพากรไปดำเนินการเรียกเก็บภาษีหรือดำเนินการตามกระบวนการของศาลยุติธรรมต่อไป ซึ่งเจ้า หน้าที่ที่ถูกตั้งกรรมการสอบจะต้องย้ายไปตำแหน่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องหรือพักราชการ กับอีกแนวทางหนึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกมาประเมินภาษีก่อนสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพราะกำไรจากการขายหุ้นไม่ใช่เงินได้ปกติที่จะต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เดือนมีนาคมปีหน้า

กังขาขายหุ้นละบาท

แต่ประเด็นที่ทาง สตง.และนักวิชาการยังเคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างมาก เป็นกรณีที่คนในครอบครัวชินวัตรซื้อหุ้นชินคอร์ปมาจากบริษัทแอมเพิลริชในราคา 1 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดถึง 48 บาท ทำให้ผู้ซื้อมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร แต่กรมสรรพากรไปตีความว่าไม่มีเงินได้พึงประเมิน และไม่เข้าข่ายประเภทของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ถึง (7) ในขณะที่มาตรา 40 (Cool ได้เขียนเอาไว้ว่า "เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว" ในหมวดนี้เปิดโอกาสให้กรมสรรพากรประเมินภาษีจากการขายหุ้นครั้งนี้ได้ แต่ที่ผ่านมากลับไม่ใช้ แต่ไปตีความว่ายังไม่มีเงินได้เกิดขึ้น เพราะยังไม่ได้ขายหุ้น เวลาขายก็เอาไปขายในตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีตามประกาศกระทรวงการคลัง 126 กรณีนี้ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าทำไมสรรพากรตีความเช่นนั้น

ทั้งนี้ตัวเลขภาษีกว่า 5,000 ล้านบาท เป็นการคำนวณจากกรณี นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ที่ซื้อหุ้นชินคอร์ปจำนวน 329.2 ล้านหุ้น จากบริษัท แอมเพิลริช ในราคาหุ้นละ 1 บาท เมื่อ 20 มกราคม 2549 ในขณะที่ราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ที่ 49 บาท ทำให้บุคคลทั้ง 2 ได้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้น 15,802 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งหากคำนวณการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมาย (ในอัตราร้อยละ 37) นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร จะต้องเสียภาษีเป็นเงินประมาณ 5,846 ล้านบาท

สตง.สอบเข้ม เจ้าหน้าที่สรรพากร

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจสอบกิจการพิเศษ สตง. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา นางเบญจา หลุยเจริญ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กระทรวงการคลัง ได้เดินทางมาชี้แจงข้อมูลการเก็บภาษีจากการซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ป โดยขณะนี้ สตง.ได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากรครบทั้ง 5 คนแล้ว ได้แก่ นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร, นางไพฑูรย์ พงษ์เกษร รองอธิบดีกรมสรรพากร, น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ

ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย, นางเบญจา หลุยเจริญ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี และนายกริช วิปุลานุสาสน์ นิติกร 9

ทั้งนี้เหลือแต่ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหนังสือมาหารือกับกรมสรรพากรเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีซื้อ-ขายหุ้น

ชินคอร์ป กำลังอยู่ในระหว่างการนัดหมายเวลาที่จะมาพบกับเจ้าหน้าที่ สตง. หลังจากนั้นเมื่อ สตง.ได้รับข้อมูลเอกสารจากกรมสรรพากรเพิ่มเติมจนครบจะเร่งสรุปผลการตรวจสอบส่งคณะปฏิรูปการปกครองฯดำเนินการต่อไป

ขณะที่นางเบญจา หลุยเจริญ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กล่าวภายหลังจากที่ได้มาให้ปากคำกับ สตง.ว่า วันนี้ได้ตอบทุกประเด็นตามที่เจ้าหน้าที่ สตง.สอบถาม โดยเฉพาะในประเด็นของการตอบข้อหารือที่ผู้เสียภาษีสอบถามมา ทางกรมสรรพากรก็ตอบไปเป็นปกติ และมีแนวทางในการปฏิบัติเหมือนกันทุกกรณีที่มีลักษณะหรือสภาพแวดล้อมที่เหมือนกัน ส่วนกรณีของการซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ปจะต้องเสียภาษีหรือไม่ ประเด็นนี้ต้องไปถามผู้ที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษี ขอยืนยันว่ากรมสรรพากรตอบตามข้อกฎหมายและเหมือนกันทุกกรณี

DSI พร้อมรับลูกต่อ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้ถูกการเมืองแทรกแซง อย่างกรณีหุ้นปิคนิคเราก็ได้ดำเนินคดีจนสิ้นสุด และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องพ้นออกจากตำแหน่ง ส่วนกรณีของซีทีเอ็กซ์มีการพูดกันมากแต่ไม่มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอ แต่ไปร้องทุกข์กับสำนักงานอัยการสูงสุด ขณะนี้คงต้องรอ สตง.สรุปเรื่องส่งมา ดีเอสไอก็ยินดีเข้าร่วมดำเนินการ

ส่วนเรื่องการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป เจ้าของเรื่องที่เกี่ยวข้องก็มีกรมสรรพากรกับ ก.ล.ต. แต่ผลการสอบที่ผ่านมาไม่พบว่ามีความผิด แต่ถ้าสอบใหม่แล้วพบว่าผิด ดีเอสไอก็ยินดีเข้าไปรับลูกต่อ ส่วนกรณีของบริษัทกุหลาบแก้วก็เช่นกัน ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ผู้รับผิดชอบยังไม่ได้สรุปว่ามีความผิด เสร็จเมื่อไหร่ก็ส่งมาได้

หน้า 1

บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #1 เมื่อ: 25-09-2006, 14:04 »

วาระแห่งการเอาตัวรอดมาถึงแล้ว   ยื่นดาบให้สมุนโจรฆ่าโจรเอง  เพราะรู้ใส้รู้พุงกันอยู่  แล้วค่อยเชือดสมุนโจรทีหลัง อิอิ
บันทึกการเข้า
-3-
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,186


« ตอบ #2 เมื่อ: 25-09-2006, 14:07 »

 
บันทึกการเข้า



ประชาธิปไตยตัดสินความต้องการได้ แต่ตัดสินความถูกต้องไม่ได้!!
หน้า: [1]
    กระโดดไป: