ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
03-08-2020, 23:11
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  เรื่องเล่าคนรุ่นเก่า "วิพากษ์คนตุลา(กลับ) ประพันธ์ คูณมี"!!!? 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
เรื่องเล่าคนรุ่นเก่า "วิพากษ์คนตุลา(กลับ) ประพันธ์ คูณมี"!!!?  (อ่าน 428 ครั้ง)
นิรนาม
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 554



« เมื่อ: 23-09-2006, 19:12 »

ไป "บ้านตุลาไทย" มา เลยเก็บเอามาฝาก เผื่อคนรุ่นใหม่จะได้รู้ว่า

"คนรุ่นเก่า" อย่าง "ทนายปีศาจ-ประพันธ์ คูณมี" ผู้ไม่เคยศิโรราบต่อ "ระบอบทักษิณ" คิดเช่นไร

เรื่องเล่าทั้งหมดนี้มีมาแต่ 3 กันยายน 2549 ก่อน "ทักษิณคิดชั่วปฏวัติตัวเอง" แล้วถูก "ยึดอำนาจกลับคืนโดยคณะปฎิรูปฯ" คงให้อะไรกับ "ชาวเสรีไทยฯ" ได้ไม่มากก็น้อย(น้านทำยังกับเขียนรายงานส่งครูเลย..ฮา)

Re: ฟังสหายสงคราม...แห่งเขตงาน196
«เมื่อ: กันยายน 03, 2006, 11:14:20 PM

» อ้างถึง วิพากษ์คนตุลา(กลับ) ประพันธ์ คูณมี

"กับคนชั่วไม่ต้องเลือกรูปแบบ นี่เป็นสไตล์ของผมและผมไม่เคยปิดบังเลย ถ้าคุณสามารถกำจัดคนเลวคนชั่วออกไปได้คุณไม่ต้องจำกัดรูปแบบ เพราะถ้าคุณไปจำกัดรูปแบบตัวเองคุณก็จะเป็นเหยื่อของคนชั่ว   เพราะคนชั่วมันทำได้ทุกอย่าง   แต่คนดีจะไปเอาชนะคนชั่วมาทำเป็นหน่อมแน้ม  ทำเป็นสุภาพบุรุษนะ ชาติชิบหายหมด เอาชาติบ้านเมืองไปไม่รอด"

"ผมไม่เคยกลัวเลยถ้าจะมีการปฏิวัติล้มทักษิณ  ผมจะยกมือท่วมหัวเลย และผมก็เชื่อว่าทหารไม่โง่ เขาก็จะต้องมาสู่ปฏิรูปการเมืองและมีการเลือกตั้ง   ถ้าถามส่วนตัวผมนะ   ผมว่ามันควรจะฟาดไอ้หมอนี่ไปตั้งนานแล้ว  มันไม่ถอยหลังเข้าคลอง  มันมีแต่จะก้าวหน้า ผมถามว่าประเทศไทยปฏิวัติมากี่ร้อยครั้งแล้ว มันถอยหลังเข้าคลองหรือเปล่า  ทำไมมันเจริญมา  มันเป็นระบบแบบวิธีการของประเทศไทย มันเป็นวิธีการหนึ่งที่จะขจัดคนชั่วออกไปจากระบบ และก็เดินหน้าต่อไป"


วาทะคนเดือนตุลา หลังจากเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ ก็ถึงคิวคนในฝ่ายพันธมิตรฯ

ประพันธ์ คูณมี ขออาสาที่จะพูดบ้าง บอกว่าเขานี่แหละเหมาะ พูดได้ตรงไปตรงมาในฐานะที่อยู่ในขั้วการเมืองตรงข้าม  เพราะไม่เคยปิดบังว่าเป็นคนสนิทของ  น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เจ้าของฉายา "ซีไอเอ"  หรือ  "ปิศาจคาบไปป์" (ที่ครั้งนี้ไม่ยักถูกทุบกระจกรถ-ฮา) และลงสมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาแล้วเมื่อปี 2548

เหตุผลเข้าท่า ตรงๆ เลย ว่าอยู่คนละขั้ว เลือกข้างชัดเจน ถ้าฝ่ายนั้นไป ก็ฝ่ายนี้แหละที่จะขึ้นมามีอำนาจ

จากป่ามาคาบไปป์

ย้อนอดีตให้ฟังก่อนว่าเขามาคบกับประสงค์ได้อย่างไร

"เรื่องท่านประสงค์เป็นเรื่องแปลก  เพราะเพื่อนๆ ก็รู้ว่าเราเป็นนักเคลื่อนไหวตัวยงคนหนึ่ง จู่ๆ มาสนิทสนมกับท่านประสงค์ได้ยังไง  ผมไม่รู้จักท่านมาก่อน  มารู้จักเมื่อตอนออกมาจากป่า  เราก็มาเร่งเรียนหนังสือจนจบนิติศาสตร์ 2 ปีครึ่ง ไปเรียนเนฯ อีกปีก็สอบได้ แล้วมาเปิดสำนักงานกฎหมาย บังเอิญผมรู้จักอาจารย์พิศิษฐ  เทศะบำรุง  เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลฎีกา  เป็นคนศรีสะเกษ  คนอีสานด้วยกัน อาจารย์ก็ชื่นชมว่าเราเก่ง  เรียนเนฯ ไม่เคยไปขอความช่วยเหลือแกแต่ไปช่วยอาจารย์รวบรวมพิมพ์หนังสือ  แล้วบังเอิญอาจารย์พิศิษฐรู้จักท่านพิศาล มูลศาสตร์สาทร สมบูรณ์ ไทยวัชราศ เอนก สิทธิประศาสน์ พวกนี้เขาไปช่วยบิ๊กจิ๋วตั้งพรรคความหวังใหม่   พี่จิ๋วอยากได้คนมาเป็นหัวหน้าสำนักงานกฎหมาย   ช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อจะเป็นคะแนนนิยม   เขาก็มาชวนอาจารย์พิศิษฐไปเป็น  ตอนก่อตั้งพรรคใหม่ๆ  เลย อาจารย์พิศิษฐเป็นผู้พิพากษาไม่เคยว่าความก็มาดึงผม  เพราะผมเป็นกรรมการผู้จัดการสำนักงาน  เป็น partner  กัน  ผมไปเป็นหัวหน้าสำนักงาน ก็ไปเจอท่านประสงค์ที่พรรคความหวังใหม่ เพราะเขาเป็นรักษาการเลขาธิการพรรค"

"ความจริงแล้วท่านเป็นคนที่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวการเมือง   ท่านประสงค์ไปช่วยบิ๊กจิ๋วเพราะป๋าเปรม ท่านเล่าให้ผมฟัง  ป๋าให้ไปช่วย เลยไปรู้จักกันที่นั่น ก่อนนั้นเราก็มีความรู้สึกเหมือนเพื่อนๆ สมัยก่อนประสงค์เป็นยังไง  พอไปรู้จัก  ได้แลกเปลี่ยนความคิดความอ่าน  ก็เห็นว่าท่านเป็นคนมีความรู้  มีความคิดทางการเมืองที่น่าสนใจ ที่สำคัญคือเป็นคนที่รู้จักจำแนกแยกแยะ เขาอยู่ฝ่ายความมั่นคงแต่ว่าเขาแยกแยะ เขาไม่ใช่พวกเหยี่ยว   เขาสนใจการติดตามความเคลื่อนไหวของระดับกรมการเมือง   ระดับกรรมการพรรค  ระดับบุคคลสำคัญ  เขาไม่มามั่ว สไตล์การทำงานเขาไม่มั่ว เพราะฉะนั้นข้อมูลข่าวสารเขาแม่น  เป็นคนที่มีความสำคัญคนหนึ่งที่ให้ป๋าเปรมมีแนวคิดมีนโยบาย 66/23 บิ๊กจิ๋วก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญคือท่าน  แต่คนไม่รู้  ผมมารู้หลังจากคบกันว่าทั้งเสกสรรค์  ธีรยุทธ  ไขแสง  ชำนิ  ใครต่อใคร ท่านประสงค์เป็นคนไปรับรองกับป๋าให้ออกมา  โดยเฉพาะกรณีพี่ไขแสง  ทะเลาะกับป๋าเพราะป๋าไม่ค่อยชอบ  แต่ท่านก็รับปากและเป็นคนไปรับมาด้วยตัวเอง หรือกรณีเสกสรรค์จะไปเรียนที่คอร์เนล อเมริกามันไม่แน่ใจว่าจะไปเกาะกลุ่มตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น  ท่านก็เป็นคนรับรอง  เรารู้ความเป็นไปเป็นมา และพอไปเจอคนพวกนี้ถามว่าจริงหรือเปล่า  ก็จริงทั้งนั้น เราถึงรู้ว่าเขาเป็นคนที่มีความยุติธรรม ไม่ใช่คนที่ปราบใช้ความรุนแรงแบบไม่ใช้สมอง ไม่แยกแยะ"

"ที่สำคัญคือความคิดความอ่าน  และความซื่อสัตย์รักบ้านรักเมือง  อันนี้ต่างหากที่เราดูประวัติคนนี้มาก็ไม่เคยโกง ไม่เคยทำให้บ้านเมืองเสียหาย ที่เราประทับใจที่สุดคือเขาเป็นคนซื่อสัตย์และไม่เคยเอาประโยชน์จากชาติบ้านเมือง  ทั้งๆ ที่เขามีตำแหน่งและโอกาส ทุกวันนี้เขายังอยู่บ้านที่อาคารสงเคราะห์ทุ่งมหาเมฆ ซื้อมาด้วยเงินสะสมของราชการ คนอย่างนี้เราไม่นับถือไม่ประทับใจได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เขาเป็นเลขานายกฯ  อยู่สภาความมั่นคง ถ้าเขาจะกินงบลับ ตั้งแต่แก้ปัญหาเขมรแดง เขาหาประโยชน์ได้มหาศาลถ้าจะทำ  เป็นเลขานายกฯ ใครก็ต้องผ่านเขา  แต่ไม่เคยมีพฤติกรรม เราก็เอ้อ เมืองไทยยังมีคนแบบนี้อยู่"

บอกว่าใครที่มองว่าเขาเดินตามประสงค์   ความจริงเขาเป็นคนดึงประสงค์ออกมาสู่การเมืองภาคประชาชนมากกว่า

"ช่วงนั้นเกิด รสช.พอดี  ผมเป็นคนชวนท่านประสงค์ออกมาร่วมกับประชาชนต่อสู้เผด็จการ ผมเชื่อว่าในชีวิตท่านไม่เคยออกมาเดินถนน  บางคนอาจจะมองว่าประสงค์คิดอย่างไรไม่รู้  แต่เมื่อ พล.ต.จำลองติดต่อให้ท่านประสงค์ออกมา ผมก็เห็นด้วยสนับสนุน"

"ก่อนหน้านั้นตอนออกจากความหวังใหม่  พรรคพวกเราก็ยังมาชวนตั้งพรรค  เกรียงกมล  พีรพล (ตริยะเกษม) พวกอ้วน (ภูมิธรรม) เขาคิดจะทำพรรคประชาธรรม เหตุที่ออกจากความหวังใหม่เพราะท่านประสงค์ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของบิ๊กจิ๋ว  ตั้งพรรคแรกๆ  ดี เป็นทางเลือกใหม่ คนรุ่นใหม่ แต่พอจะเลือกตั้งก็รับทุกคนเหมือนพรรคไทยรักไทย  ท่านไม่เห็นด้วย ก็ออกมา พวกเกรียงชวนตั้งพรรค ผมก็เป็นคนประสานนัดคุย  กลายเป็นว่าออฟฟิศผมเป็นที่พบปะสังสรรค์  ระหว่างนั้นเกิดพฤษภา  ผมก็เป็นคนบอกว่าท่านต้องออกมาร่วมกับประชาชน  ฉะนั้นความสัมพันธ์ที่ว่าทำไมจำลองไปติดต่อท่านประสงค์  ทำไมประสงค์ออกมาร่วมกับประชาชน  ขึ้นหลังคารถปราศรัย   ในชีวิตเลขาฯ  สภาความมั่นคงเคยขึ้นหลังคารถตู้ปราศรัยที่ไหนล่ะ ผมก็คิดว่าชีวิตท่านเข้ามาสู่การเมืองภาคประชาชนผมก็มีส่วนดึงท่านมา ซึ่งคนก็แปลกใจว่าท่านมาได้ยังไง"

นิสัยตรงกันตรงไหน

"เป็นนักสู้  ท่านเป็นคนที่ถ้าเห็นความไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม  เห็นคนโกงบ้านโกงเมืองแล้วทนไม่ได้  บังเอิญท่านเป็นคนที่ข้อมูลเยอะ  ต้องยอมรับว่าในอดีตสมัยที่เราเป็นนักศึกษา  เรามักจะใช้การวิเคราะห์  ประเมิน  คาดการณ์  แต่พอผมรู้จักท่าน  ท่านเอาข้อมูลจริงมาก่อนถึงมาวิเคราะห์ว่ามันเป็นอย่างไร  ปัญหาคือข้อมูลจริงท่านได้มาอย่างไร การข่าวสำคัญที่สุด นักการข่าวกับนักข่าวไม่เหมือนกันนะ นักการข่าวคือถ้ารู้ว่า นาย ก. กับ นาย ข. ไปพบกันปรึกษาหารือกัน  เรื่องอะไรเขารู้  นาย ก.คิดวางแผนกับบ้านเมืองอย่างไรท่านรู้  ท่านไม่รู้ท่านก็มีเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับขบวนการข่าวทั้งโลก  นาย ก.เดินทางไปต่างประเทศ  คุยกับผู้นำประเทศนั้น  ไปตกลงธุรกิจอะไรกันมา  ปรากฏว่าทางการข่าวเขารู้หมด เขาเอาข้อเท็จจริงมาวิเคราะห์  ฉะนั้นพอรู้ว่าไอ้นี่คิดไม่ซื่อกับบ้านเมือง  เขามี fact และเป็น fact ที่คุณเถียงเขาไม่ได้ว่าคุณไม่ได้ไปพูดแบบนี้จริง   ฉะนั้นในกระบวนการข่าวเราต้องยอมรับว่าเขาเอาของจริงมาพูด ผมได้เรียนรู้จากตรงนี้ และทุกครั้งที่เราได้ check เรื่องจริงทั้งนั้น  แม้กระทั่งเมื่อเร็วๆ  นี้  สัตยาบันไม่สัตยาบันของพรรคการเมือง ไอ้นี่แอบไปพบคนนี้ เรารู้ได้อย่างไร เราไม่รู้ แต่พอพูดว่าคุณไปพบกันเวลานั้น  พูดกันอย่างนี้  คุณกล้าเถียงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นที่มาคบกันคือหนึ่งความเป็นนักสู้ สองคือเขาเป็นคนรักความยุติธรรม"

คนมองว่าประสงค์ไว้ใจไม่ได้ จนได้ฉายาปิศาจคาบไปป์

"ตรงนี้มันอยู่ที่ใครมอง   คนที่ไว้ใจไม่ได้   ถ้าผมเป็นเจ้าของประเทศ  เป็นประชาชน  เป็นผู้นำทางการเมือง ผมต้องใช้คนนี้ทำงาน มันอยู่ที่ใครมอง เพราะว่าสิ่งที่เขารู้สิ่งที่เขาทำไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับประเทศ  แต่ถ้าเป็นคนโกงไม่ซื่อสัตย์กับบ้านเมือง รับรองไม่กล้าไว้ใจคนนี้แน่ เอ๊ะ-ที่คุณบอกไว้ใจไม่ได้   คุณกลัวอะไรเขา  เท่าที่ผมรู้เขาไม่เคยเอาข้อมูลมาเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเอง  แต่ถ้าคุณเป็นคนโกงคุณตายแน่นอน"

วิธีการของประสงค์คือวิธีการแบบซีไอเอ ทำทุกอย่าง เอาทุกแบบ ไม่เลือก

"มันก็ใช่  ถ้ามองว่าเป็นการต่อสู้กัน สำหรับผมผมชอบ เพราะอะไร กับคนชั่วไม่ต้องเลือกรูปแบบ นี่เป็นสไตล์ของผมและผมไม่เคยปิดบังเลย  ถ้าคุณสามารถกำจัดคนเลวคนชั่วออกไปได้คุณไม่ต้องจำกัดรูปแบบ     เพราะถ้าคุณไปจำกัดรูปแบบตัวเองคุณก็จะเป็นเหยื่อของคนชั่ว  เพราะคนชั่วมันทำได้ทุกอย่าง แต่คนดีจะไปเอาชนะคนชั่วมาทำเป็นหน่อมแน้ม  ทำเป็นสุภาพบุรุษนะ ชาติชิบหายหมด เอาชาติบ้านเมืองไปไม่รอด   เพราะฉะนั้นสำหรับผมถ้ามันเป็นคนไม่ดี-ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเขาใช้วิธีการไม่จำกัดรูปแบบกับคนดีหรือเปล่า   ผมแยกแยะตรงนี้  สำหรับผมนะ  แต่เท่าที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยใช้วิธีการรุนแรงที่ไม่ชอบธรรมกับใครเลย"

มีแต่โดนทุบกระจกรถ-เราแหย่ สถานการณ์เข้าไคลทีไรโดนทุบกระจกรถทุกที

"โดยความเป็นจริงในชีวิตท่านไม่เคยสร้างสถานการณ์ด้วยตนเอง   และไม่เคยไปเที่ยวระเบิดบ้านตัวเอง  ไม่เคยสร้างความรุนแรงเพื่อเรียกร้องความสนใจ  คนที่จะทำเรื่องทำนองนี้มีแต่คนอื่น ไม่ใช่คนแบบท่านประสงค์  ทุกครั้งที่เจอเรื่องอย่างนี้นะ  เรื่องจริงทั้งนั้น และก็มีที่มาที่ไปตรวจสอบได้ด้วย  ว่าใครทำ   คือส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องคนที่มีอำนาจถูกเปิดโปง ขัดขวาง หรือก่อขบวนการไม่ให้คนพวกนี้กลับมาปกครอง เหมือนกันขณะนี้เราไปบอกว่าประสงค์นิยมความรุนแรง ผมถามว่าผมกับประสงค์ไม่มีอะไรเลย และไม่เคยใช้ความรุนแรงในทางที่ไม่ชอบธรรมเลย และในชีวิตก็ยังไม่เคยทำ ตรงกันข้าม เขาใช้ความรุนแรงมาตลอด  คนที่ใช้ความรุนแรงคือคนที่อยู่ในอำนาจ ภาคใต้อุ้มฆ่าเกิดจากใคร ฆ่ายาเสพติดเกิดจากใคร  ไปสมคบกับอันธพาลมาทำร้ายประชาชนมาจากใคร  การปราบปรามมาจากใคร  ไม่เคยมาจากพวกเรา  ประสงค์เคยเป็นที่ปรึกษานายชวน ก็ไม่เคยใช้ความรุนแรงกับประชาชน เพราะฉะนั้นคนมันมองว่าพวกนี้นิยมความรุนแรงจะพาไปสู่ความรุนแรง  แต่ลืมมองว่าคนที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนทุกวันเป็นใคร  ภาคใต้นี่  ถามว่า 6 ตุลาทำไมนักศึกษาเข้าป่าเป็นพันๆ กรือเซะตากใบก็จำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา นี่แหละที่ทำให้ภาคใต้ลุกเป็นไฟ ไม่ต่างกันเลย อุ้มฆ่าและก็เกิดความรุนแรง"

วิธีการแบบประสงค์ถูกมองว่าไม่คำนึงถึงวิถีทางประชาธิปไตย บางครั้งก็ใช้การเล่นเกม

"มันไม่ใช่  จริงๆ  แล้วคำว่าไม่ต้องไปคำนึงไม่ได้หมายความว่าไม่คำนึงถึงหลักการ  เขาคำนึงเสมอ  เช่น  กรณีรัฐบาลทักษิณถามว่าเป็นรัฐบาลที่ใช้วิธีการแก้ไขดัดแปลง  กล่อมเกลา เรียกร้องให้มีจิตสำนึกด้วยตัวเขาได้หรือปล่า  ถ้าเป็นประเทศอื่นมันจบไปแล้ว  บ้านเมืองแตกแยกขนาดนี้ เขาแสดงสปิริตลาออกแล้ว  บางคนมันเลยขั้นที่จะใช้วิธีการกล่อมเกลา  เพราะคนมันชั่วจนเกินวิธีการปกติจะไปแก้ไขได้แล้ว  เท่านั้นเอง  ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน อยู่ที่ว่าจะใช้อะไร ณ เวลาใด  และใช้ไปเพื่อใคร ผมยังไม่เคยเห็นท่านประสงค์สนับสนุนวิธีใช้ความรุนแรงเพื่ออำนาจของตัวเอง  กลับต่อต้านความรุนแรงที่ไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด  กรณีพฤษภาทมิฬถ้าคุณใช้ความรุนแรงเพื่อไปเข่นฆ่า  ก็ไม่ใช่วิธีการ  ที่บอกว่าวิธีการไม่จำกัดรูปแบบหมายความว่าการต่อสู้น่ะแน่นอนไม่จำกัดรูปแบบ แต่จะต้องอยู่บนหลักการที่รับกันได้"

พฤษภาก็ถูกมองในภายหลังว่ามีเจตนายั่วให้เกิดการปราบปราม

"ผมคิดว่ามันเป็นพัฒนาการต่อสู้ของภาคประชาชน   เพราะประชาชนแสดงออกได้เพียงการแสดงพลัง  เดินขบวน  แต่ถามว่าพอไปถึงตรงนั้นความรุนแรงมันเกิดขึ้นอย่างไร  ที่จริงมันไม่ได้เกิดจากประชาชน  ไม่ได้เกิดจากจำลองหรือเกิดจากประสงค์  ไม่ได้ต่างจากตอนนี้  เราเดินขบวนกันปกติธรรมดา  แต่พอกั้นที่ศาลาเฉลิมไทย ไฟไหม้ทำไมที่ สน.นางเลิ้ง เพราะฉะนั้นเวลาเรามองแล้วจะรู้ว่าคนที่สร้างความรุนแรงมักจะไม่ใช่ประชาชน แต่ว่าประชาชนแสดงออกด้วยการแสดงพลังการประท้วง ท้าทายอำนาจ  ประสงค์  จำลอง  ก็แสดงออกได้แค่นั้น ถามว่าไปติดอาวุธให้ประชาชนมาก่อความรุนแรงไหม ไม่มีเลย แต่เหตุที่เกิดมันเกิดจากอีกฝ่ายที่สร้างสถานการณ์เพื่อเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังเสมอ"

"ตอนนี้ก็เหมือนกันประชาชนชุมนุมกันอยู่ไม่รู้กี่ร้อยครั้ง  ก็ไม่มีความรุนแรง แต่ความรุนแรงมันเกิดจากตำรวจอันธพาลใช้ความรุนแรงกับประชาชน   มันก็มีแค่นี้  บางคนอาจจะสงสัยว่า  เอ๊ะ  ทำไมผมพาสนธิไปบ้านป๋าไปยื่นหนังสือ  ไปพบ ผบ.ทบ. ต้องการจะใช้ทหารมาใช้ความรุนแรงหรือเปล่า นี่มันเป็นเพียงยุทธวิธีในการต่อสู้ มันไม่ใช่ไปดึงทหารมา แต่เราต้องการที่จะเอากองทัพมาเป็นพันธมิตรกับประชาชน   และต้องการป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัฐคิดที่จะใช้ความรุนแรงกับประชาชน  มันเป็นกุศโลบายในการต่อสู้ทางการเมือง  ที่ต้องพัฒนาไปตามสถานการณ์ และในที่สุดสถานการณ์ตอนนี้ก็คือกองทัพเป็นมิตรกับประชาชน  ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลที่พยายามจะใช้กำลังทหารอีกรุ่นหนึ่งมาก่อการและใช้ความรุนแรงกับประชาชนบวกกับตำรวจบวกกับอันธพาล   มันก็มีกำลังมาถ่วงดุล  มันเป็นวิธีการของประชาชนเพื่อจะป้องกันตัวเอง   ในที่สุดการเดินของเราถูกต้อง  เพราะตอนนี้กองทัพเป็นปึกแผ่นและเริ่มมองเห็นแล้วว่าเป็นกองทัพของชาติของประชาชน  ไม่ใช่เครื่องมือของนักการเมือง  มันเป็นยุทธวิธีการต่อสู้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะแสวงหาเพื่อนมิตร  หากำลังสนับสนุน เป็นเรื่องปกติของฝ่ายประชาชน ไม่ได้หมายความว่าพวกนี้ตั้งใจจะไปเอาทหารมาใช้ความรุนแรง  ทหารเขามีสมอง ตรงกันข้ามอีกฝ่ายใช้อะไร ใช้ตำรวจบวกกำลังอันธพาล   และอาจจะมีทหารบางส่วนมาร่วมมือ  ถ้าประชาชนไม่มีกองทัพเป็นมิตรกับประชาชนเรามิแย่หรือครับ"

เอาทุกวิธี

ทิศทางการต่อสู้ตอนนี้   เหมือนคิดว่าไม่สามารถโค่นทักษิณในการเลือกตั้งได้ก็ต้องดึงอะไรบางอย่างมาโค่นทักษิณ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอยู่นอกกรอบของประชาธิปไตย

"ผมว่าไม่ใช่  ระบอบทักษิณมันเป็นระบอบพิเศษที่อำนาจรวมศูนย์และค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ สองคือมีกำลังทหารมีกำลังเงิน กำลังประชาชน กำลังการเมืองที่เขาไป organize ไว้ ที่สำคัญคือเป็นการไปจัดตั้งเพื่อปกป้องความชั่วร้าย  ปัญหาขณะนี้ก็คือผู้บริสุทธิ์จะใช้วิธีการโดยปกติไปจัดการกับคนเลวซึ่งมีอำนาจมากมายขนาดนี้ได้หรือไม่  และถ้าเกิดไม่ได้ล่ะ  จะทำวิถีทางไหน การเลือกตั้งเป็นทางหนึ่ง แต่ถ้าการเลือกตั้งมันไม่ใช่คำตอบ  อะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านกับเมือง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้บ้านเมืองย่อยยับเสียหายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แตกแยกอย่างไม่เคยมาก่อน ไร้จริยธรรม คอรัปชั่น ถามว่าวันนี้อะไรจะมาหยุดยั้งสิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่มี"

"ทุกคนบอกว่าต้องกลับไปสู่เลือกตั้ง อำนาจของประชาชนอยู่ที่การเลือกตั้ง การเลือกตั้งจะเป็นคำตอบ  ความจริงแล้วมันไม่ใช่คำตอบ  ในความเป็นจริงถ้าเราไม่หลอกตัวเอง  เพราะคุณไปเลือกตั้งมาไทยรักไทยก็ต้องบอกว่าอำนาจประชาชนอยู่ที่การใช้สิทธิเลือกตั้ง   แต่แท้ที่จริงการเลือกตั้งเป็นเพียงรูปแบบเพื่อมารองรับความชอบธรรม   อำนาจประชาธิปไตยที่แท้จริงอยู่ในมือคน  2  คน  คือผู้ชายกับคุณหญิงคนหนึ่งที่มานั่งอยู่หัวโต๊ะแล้วบอกว่าคุณจะไปเป็นปลัดกระทรวงไหน คุณจะเอากระทรวงไหน ใครเป็นรัฐมนตรี ประชาธิปไตยอยู่ในมือคุณหญิงคนนี้ มันไม่ได้อยู่ในมือประชาชน ถามว่าไอ้คน 6 ตุลามันมานั่งทำซื่อบื้ออยู่แล้วก็บอกว่านี่คือระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร   และวิธีการที่มันชนะการเลือกตั้งมาด้วยวิธีการไหน  ยังมาทำหน้าซื่อบื้ออีกว่า อ๋อ ประชาธิปไตยต้องไปเลือกตั้ง เลือกตั้งไม่ใช่คำตอบ ขณะที่เลือกตั้งมามันก็ทำลายกลไกตรวจสอบ  กลไกสื่อ  เสรีภาพของประชาชน แล้วมันจะเป็นคำตอบของประชาชนได้อย่างไร"

เราจะไม่เอาเลือกตั้งทั้งที่เราเรียกร้อง กกต.ที่บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ

"แน่นอน  บนกระบวนการเรียกร้องเราต้องเรียกร้องความชอบธรรม  แต่ขณะนี้ถามว่ามันคือคำตอบไหม-ก็ไม่รู้  เพราะถ้าการเลือกตั้งเป็นไปโดยโปร่งใสยุติธรรม  ประชาชนมีส่วนร่วม  กระบวนการตรวจสอบทำงานได้ตามกลไก  มันก็จะเป็นคำตอบที่ดีกับประชาชน  แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น ตกลงคุณแสวงหาประชาธิปไตยมาเพื่อให้สองคนมาชี้นิ้วได้ใช่ไหม  แล้วคุณก็บอกนี่เป็นประชาธิปไตย ไอ้ที่เสียเลือดเนื้อมาตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลาก็ต้องการแค่นี้ใช่ไหม"

แล้วจะโค่นทักษิณด้วยวิธีไหน แนวโน้มตอนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่รอการเลือกตั้งแล้ว

"มันอยู่นอกเหนือที่เราจะไปทำได้  เราไม่ได้เป็นคนไปกำหนดเรื่องพวกนี้  ถามว่าอยากให้ระบอบทักษิณหมดไปจากประเทศไทยไหม ใช่ เราต้องการแน่นอน แต่ว่าเราก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองเป็นแบบนี้จะเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีไหน มันคือคำถามของคนไทยทุกคนในขณะนี้ เราก็จนปัญญาเหมือนกัน ถ้ามาเจอคนดื้อด้านอย่างนี้  คนที่ไม่มีสปิริตอย่างนี้เราจะใช้วิธีการไหน  ถ้าตามหลักของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางอาญา  เวลาที่คนคนหนึ่งต้องโทษคนคนนี้สามารถกลับมาเป็นคนดีได้   ผ่านกระบวนการกล่อมเกลานิสัยได้   แต่คนบางคนที่มันอาจจะเผาบ้านเผาเมืองได้  แล้วนั่งหัวเราะเหมือนเนโรเผากรุงโรม คนแบบนี้คุณจะไปใช้วิธีการปกติธรรมดาหรือเปล่า  และประเทศไทยตอนนี้ก็มีผู้นำแบบนี้ด้วย เพราะฉะนั้นมันไม่มีวิธีปกติธรรมดาที่จะไปเปลี่ยนแปลงเขา  เหมือนหมอประเวศเป่าปี่ใส่หูควายมากี่ปีแล้ว ควายตัวนี้รู้สำนึกหรือเปล่า  ทั้งๆ  ที่ฆ่ากันตายในภาคใต้ขณะนี้  ทำความแตกแยกให้บ้านเมืองขนาดนี้ยังไม่มีความรับผิดชอบ  ตอนนี้บอกให้ ผบ.ทบ.ไป ความจริงเขาไม่ได้ตั้งให้ ผบ.ทบ.รับผิดชอบ คำสั่งเขาตั้งเป็นที่ปรึกษาชิดชัย พอเกิดเหตุก็มาบอกว่ามอบหมายให้แล้ว"

ถ้าอย่างนั้นคือเรายอมรับได้กับวิธีการนอกระบบ

"เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้ามีคนเลวๆ คนหนึ่งจะโดนลงโทษ ผมยอมรับได้ แต่ถ้าไปทำกับคนดีผมยอมรับไม่ได้  ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณชัดหรือยังว่าคนนี้เลว ถ้าคนเลวๆ คนหนึ่งมันจะถูกจัดการด้วยวิธีการใดที่จะให้มันพ้นจากอำนาจ  สำหรับผมยอมรับได้ จะด้วยวิธีขับไล่ผมก็สนับสนุน จะด้วยวิธีชุมนุมเรียกร้องกดดันผมก็โอเค  เพราะฉะนั้นถ้าจะมีคนที่คิดมากกว่าผม  เป็นเรื่องของคนอื่น เพราะผมไม่มีสิทธิไปคิด ถึงคิดผมก็ทำไม่ได้  และถ้ามีคนทำผมก็ยกมือสาธุ  ว่ามันควรจะไปสักที  ผมสนับสนุน และผมก็พูดอย่างเปิดเผยว่าถ้าคนชั่วคนหนึ่งจะถูกจัดการที่จะให้พ้นไปจากแผ่นดินไทยหรือพ้นจากอำนาจผมไม่ขัดข้อง"

"เพราะฉะนั้นเวลานี้มีคนพยายามจะเอาเรื่องระบบเรื่องกติกามาอธิบาย เพื่ออะไร เพื่อจะอยู่รับใช้ระบอบทรราชและตัวเองได้ประโยชน์  คนบางคนเป็นอดีตนักเคลื่อนไหว นักประชาธิปไตย บอกคุณไม่เคารพกติกา    ผมถามว่าเมื่อโจรครองบ้านครองเมืองคุณต้องถามหากติกาด้วยเหรอ   เมื่อโจรปล้นบ้านปล้นเมืองคุณต้องถามหากติกาด้วยเหรอ  เมื่อโจรมาทำลายประชาธิปไตยทำลายรัฐธรรมนูญ  คุณรักประชาธิปไตย   คุณถามหากติกา  คุณไม่ละอายปากเลย คุณจะเอากติกาไปเพื่ออะไร มันเหยียบกติกาไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคุณกำลังจะอธิบายการทำงานร่วมกับโจร หาความชอบธรรมให้กับตัวเองเพื่อรับใช้ทรราช  และก็บอกตัวเองรักหลักการๆ ถามว่าหลักการอะไร มีหลายคนที่ไปรับใช้ทรราชซึ่งมันควรจะสำนึกก่อนคนอื่นว่าขณะนี้ตระกูลนี้มันทำอะไรกับบ้านเมือง   ในขณะที่คนทั้งบ้านทั้งเมือง  คนที่มีสมองมีปัญญาเขามองเห็นว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ แต่ยังพยายามสรรหาคำมาอธิบายว่า โอ้กระบวนการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ไอ้นี่ไม่เคารพกติกา  กติกาอะไร ผมเห็นด้วยกับท่านอานันท์ ในโลกนี้ไม่มีความเป็นกลาง ผมก็ไม่เป็นกลาง  และพวกที่บอกว่าตัวเองเป็นกลางคือพวกที่ยอมรับให้คนชั่วลอยนวลโกงบ้านโกงเมืองต่อไป เท่านั้นเอง  พวกที่พูดว่าอย่าทะเลาะกัน  รักพ่ออย่าทะเลาะกัน ก็รักพ่อแล้วมันโกงบ้านโกงเมืองอยู่เนี่ย ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ เป็นกลางอย่าทะเลาะกัน อยู่เฉยๆ ปล่อยเขาไป แล้วบ้านเมืองเป็นอย่างไร"

ย้อนไปที่หมอมิ้งออกมาพูด  เขาเห็นการจัดตั้งม็อบไปด่านายกฯ  โดยคนทำก็คือสังศิต  คน  6 ตุลาด้วยกัน

"ผมคิดว่าสังศิตไม่ได้เป็นคนทำ   เขาเป็นคนที่เสนอแนวคิดว่าไม่ควรไปยกมือไหว้คนโกง  ประชาชนไม่ควรยอมจำนนกับผู้นำที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรม   เขาก็มีสิทธิที่จะเสนอวิธีการปฏิเสธบุคคลแบบนี้  เป็นสิทธิโดยชอบธรรม  ฉะนั้นการไปตะโกนว่าคุณออกไป  คุณก็มีสิทธิแค่ดำเนินคดีดูหมิ่นซึ่งหน้า  แต่คุณไม่มีสิทธิเอาอันธพาลไปกระทืบเขา  เพราะฉะนั้นที่หมอมิ้งออกมาพูดจึงเป็นการบีบน้ำตาที่น่าขยะแขยงและน่าละอายที่สุดของคนที่ไม่รู้สำนึก  ตัวเองกำลังทำงานรับใช้ใคร  ตัวเองกำลังสนับสนุนการทำร้ายประชาชน แล้วไปอ้างพวกคนเดือนตุลาจะไปก่อความรุนแรง  คนเดือนตุลาไม่มีใครจะไปสร้างความรุนแรงเลย  มีแต่คนที่อยู่ในรัฐบาลที่เป็นอดีตคนเดือนตุลา   แต่ก้มหัวรับใช้คนเลวคนหนึ่งแล้วมาสร้างความรุนแรงทำร้ายประชาชน 6 ตุลามันเกิดจากอะไร ก็เกิดจากฝ่ายอำนาจรัฐ ไม่ใช่ฝ่ายประชาชน แต่พูดบิดเบือน"

แต่ที่ปลุกกระแสกันตอนนี้ก็คล้าย 6 ตุลา อ้างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

"ไม่ใช่   มันมีลักษณะเหตุผลทำนองปกป้องสถาบันจริง แต่ว่าไม่เหมือน 6 ตุลา เหตุการณ์  6 ตุลาเอาสถาบันออกมาอ้างเพื่อปราบประชาชนที่รักประชาธิปไตย  แต่ปัจจุบันที่พันธมิตรปกป้องสถาบันเพราะมีการพยายามล่วงละเมิดทำลายสถาบันจริง   และพยายามบิดเบือนให้สังคมมองว่าสถาบันเป็นอุปสรรค  เช่นมีนักวิชาการพูดภาษาทฤษฎีว่าทุนนิยมที่สามานย์ยังดีกว่าศักดินาที่ล้าหลัง   ผมบอกได้เลยนักวิชาการคนนี้เลวยำยำที่สุด  เพราะว่าคุณกำลังไปเอาทฤษฎีบรรพกาลมาอธิบาย   ประเทศไทยไม่มีระบบศักดินาที่ล้าหลัง ผมเห็นทุกคนเป็นทุนนิยมหมด อยู่ในสังคมทุนนิยมแบบบริวารแบบพึ่งพา    และสถาบันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ  ตรงกันข้ามกลับเป็นสัญลักษณ์ของความรักความสามัคคี   และก็ประกอบแต่คุณงามความดีให้บ้านเมือง  ฉะนั้นการที่ปล่อยให้มีเว็บมนุษยะ  จะตอบอย่างไร  ที่พยายามจะอธิบายว่าทุนที่คุณรับใช้อยู่ดีกว่า  มันดีกว่าตรงไหน ในเมื่อมันไม่มีอยู่แล้ว เวลาจะอธิบายเรื่องอย่างนี้ไปเอาคนละเรื่องมาอธิบาย  เราไม่เคยมีกษัตริย์แบบพระเจ้าซาร์  ไม่มีแบบพระเจ้าหลุยส์ ที่ไม่สนใจไยดีกับประชาชน ฉะนั้นจะมาพูดอะไรแล้วมาเสนอทฤษฎีนี้เพื่ออะไร"

เพื่อนกับเพื่อน?

นี่ไง คนเดือนตุลาด้วยกันเองแท้ๆ อ้างปฏิญญาฟินแลนด์ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน

"มันไม่ใช่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน  มันมีการดำเนินการเรื่องนี้จริง คนที่อยู่ในขบวนการรู้หมด ความเป็นจริงก็คือคนที่เคยผ่านขบวนการและเคยร่วมการต่อสู้ในยุคสมัยทั้งหลายเป็นคนจำนวนหนึ่ง และคนพวกนี้เป็นคนรักประชาธิปไตย  คนที่เคยเข้าป่า  ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา เป็นคนที่รักประชาธิปไตย  มีลักษณะผู้นำประชาชน  เป็นกำลังสำคัญทางการเมืองที่จะเป็นพลังสนับสนุนกลุ่มการเมืองต่างๆ ได้ เป็นคนที่มีลักษณะรวมเป็นกลุ่มก้อนมีการจัดตั้ง  วันหนึ่งมีคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์เหล่านี้มาอยู่กับพรรคการเมืองเพื่อมีอำนาจรัฐ  เวลาที่จะอาศัยกำลังเหล่านี้มาเป็นพันธมิตรเป็นแนวร่วมสนับสนุน  ก็ไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรไปอธิบายกับมิตรสหายกับเพื่อนพ้องน้องพี่ ก็ต้องอาศัยเหตุการณ์ว่าทำไมกูถึงต้องไปอยู่รับใช้นายทุน  ทั้งๆ  ที่ไอ้ทุนผูกขาดมันคือเป้าหมายของการปฏิวัติ  ถ้าเราจำได้สมัยที่เราต่อสู้ ขุนนางศักดินา  ทุนนิยมผูกขาด  พวกนี้เป็นเป้าหมายการปฏิวัติโค่นล้ม สรุปแล้วพอมึงออกแล้วทำไมไปซุกหัวอยู่รับใช้เขา  ก็ไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรไปอธิบาย  ก็บอกว่ามันยังดีกว่าศักดินาที่ล้าหลัง ซึ่งเป็นเหตุผลที่แย่และเลวมาก  แท้ที่จริงมึงอยากจะหาประโยชน์ทางการเมืองและประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเองเลยเอาเหตุผลนี้มาอธิบาย   ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผล  ประการที่สองคือจะไปหลอกใช้เพื่อนฝูงให้มาช่วยสนับสนุนงานทางการเมืองของตัวเองก็เลยต้องหาทฤษฎีมาอธิบาย   มันต้องพัฒนาประเทศไปสู่ทุนนิยมอย่างเต็มที่ ร่วมมือกับทุนก่อน  และเพื่อจะนำเอาอำนาจมาสู่ชนกรรมาชีพ  มาสู่ประชาชนผู้ยากไร้  ทุนนิยมพัฒนาไปสูงสุดเต็มที่ก่อนถึงจะนำไปสู่สังคมนิยม   ก็เอาทฤษฎีเหล่านี้ไปอธิบายกับเขา  เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นที่มาก็เรื่องนี้ เรื่องปฏิญญาฟินแลนด์อะไรต่างๆ"

ตกลงเชื่อเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ใช่ไหม

"มันไม่ใช่เรื่องลายลักษณ์อักษร มันเป็นเรื่องของกรอบแนวคิด ผมเชื่อว่ามีจริง มีกรอบแนวคิดและวิธีคิดอย่างนี้จริง  และพยายามเอากรอบแนวคิดอย่างนี้มาพูดกับเพื่อนพ้องน้องพี่มิตรสหายให้เข้าใจตัวเองว่าทำไมมาทำอย่างนี้ และขอให้พวกเราช่วยกัน เพราะฉะนั้นก็คือมีแนวคิดเช่นนี้จริง"

แปลความหมายไปถึงการโค่นล้มเชียวหรือ
"คนจำนวนหนึ่งมีความคิดเช่นนี้อยู่  ยังมีความตกค้างในความคิดเช่นนี้อยู่  แต่ไม่ได้หมายถึงคนทั้งหมด   อดีตมิตรสหายที่ออกมามีคนจำนวนหนึ่ง  อย่าลืมว่าคนพวกนี้เวลามันคุยกันเอง  เวลามันพบปะกัน สนทนากันที่ไหนอะไรอย่างไรเขารู้หมด เวลาที่คุณอยู่กันเองตามลำพังคุณพูดกันอย่างไร เวลาที่คุณพูดกันเองว่าคุณมีทัศนคติต่อสถาบันอย่างไร  เขารู้   และคุณจะตอบคำถามว่าอย่างไร   และคุณเป็นรัฐบาลคุณปล่อยให้มีเว็บมนุษย์อยู่  เผยแพร่เป็นเวลายาวนานโดยไม่ดำเนินการอะไร  คุณจะตอบคำถามสังคมเขาอย่างไร ใครเปิดไปดูก็รู้มันปล่อยให้มีเว็บอย่างนี้ด่าด้วยถ้อยคำอันไม่เหมาะสมได้อย่างไร เพราะฉะนั้นมันมีบางคนที่มีความคิดแบบนี้อยู่"

"ผมนี่แยกแยะและผมรู้ดี  ไม่ได้หมายความว่ามิตรสหายทุกคนมีความคิดอย่างนี้  มันมีบางคน ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็ได้ เหมือนที่  ผบ.ทบ.ท่านบอกว่ามีอดีต ผกค.ไปร่วมจุดไฟใต้ มันเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่ยังอยู่และยังพยายามที่จะดำรงบทบาทของตัวเอง  ยังมีศักยภาพที่จะปฏิบัติการอะไรได้ก็ไปร่วมกับเขา ผมเชื่อและผมก็รู้ว่ามีคนประเภทนี้จริง  แต่มันไม่ใช่เรื่องของขบวนการ  เป็นรื่องปัจเจกบุคคล  ขณะเดียวกันก็มีบางคนมีความคิดที่จะทำพรรคขึ้นมาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นสมัชชาที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 เพื่อให้มีสถาบันพรรคอยู่โดยถูกกฎหมาย มันก็มี นี่คือความจริง แต่ถามว่าจะประสบความสำเร็จไหม นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นเขาพูดนี่มันไม่ผิดหรอก   เป็นแต่เพียงว่าเมื่อเจอสถานการณ์อย่างนี้คนบางคนก็พยายามปฏิเสธ ไม่มีๆ แต่ความจริงสิ่งที่คุณไปทำอะไรไว้มันไม่เกินความสามารถที่คนเขาจะรู้หรอก เพราะฉะนั้นมันก็มีพฤติกรรมของคนที่อยู่ในรัฐบาลจริง ปฏิเสธไม่ได้"

ไม่กลัวหรือว่าคนเดือนตุลาด้วยกันจะรู้สึกอย่างไรที่มากล่าวหากันด้วยเรื่องแบบนี้

"คนตุลาด้วยกันส่วนใหญ่ดี มันจะมีคนเดือนตุลาอยู่ไม่กี่คนที่หาได้สำนึกในสิ่งที่ตัวเองควรจะได้สำนึก เรื่องของบ้านเมืองมาถึงขนาดนี้ไม่สำนึก   และก็พยายามมาหาเหตุผลอธิบายว่าทำไมตัวเองอยู่รับใช้คนบางคน เท่านั้นเอง มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากไปกว่านั้น"

"ผมอยู่ขบวนการพวกนี้มาผมรู้ มันมีบางคนที่มีความคิดอย่างไร อะไรจริงเราก็ต้องย้ำว่าจริง นี่คือผม  ผมกับท่านประสงค์มันอยู่กันได้เพราะผมรู้ว่าหนึ่งท่านไม่เคยคิดชั่วต่อบ้านเมือง ชีวิตผมก็ไม่เคยคิดชั่วต่อบ้านเมือง  และผมคบกับท่านมาผมไม่เคยได้ประโยชน์อะไร และท่านเองก็ไม่เคยเอาประโยชน์อะไรมาให้ผม"

คนเดือนตุลาในรัฐบาล  เกรียงกมล  ภูมิธรรม มองว่าเขาคิดอย่างไรที่ไปอยู่กับทักษิณ เพราะคนเหล่านี้ก็เคยอยู่ความหวังใหม่ เคยช่วย ปชป.แล้วก็เคยคิดจะตั้งพรรคมาด้วยกัน

"ผมเข้าใจนะ ที่จริงคนพวกนี้เขาเคยคิดจะตั้งพรรคการเมืองมาก่อนแล้ว"

"ต้องยอมรับว่าคนระดับพวกเราที่เคยผ่าน  14  ตุลา  เคยผ่านเหตุการณ์การเมือง มันมีไฟทางการเมืองอยู่ทุกคน  เราไม่ว่ากัน ทุกคนเขามีความใฝ่ฝันที่อยากจะทำงานการเมือง ผมก็เชื่อว่าทุกคนคิดเพื่อชาติบ้านเมือง   แต่บังเอิญเขาก็อาจจะคิดว่าการที่ได้ไปร่วมตั้งพรรคการเมืองกับนายทุนใหญ่มันเป็นความจำเป็น  จะต้องมีทุนมีมวลชนสนับสนุน แรกๆ เขาอาจจะคิดทางหนึ่ง ที่ไปเพื่อประเทศชาติเพื่อประชาธิปไตยเพื่อประชาชน  แต่มันนอนร่วมกันแต่ฝันคนละอย่าง นอนเตียงเดียวกันแต่ฝันคนละอย่าง นายทุนเขาก็ฝันว่าผมลงทุน-ถ้าคุณไปอ่านสองผัวเมียเขาบอกเขาลงทุน   กำไรคือสิ่งสูงสุด  maximize profit  การเมืองคือธุรกิจ  แต่ไอ้นี่บอกการเมืองคือทำเพื่อประเทศชาติ  ประชาธิปไตย  ประชาชน แรกๆ อาจจะอย่างนี้ แต่พอไปๆ มาๆ maximize profit กำไรสูงสุดมันกลืนประชาธิปไตยและประชาชนไปซะแล้ว"

"ผมก็เข้าใจว่าเริ่มแรกเขาตั้งใจดีเพราะเขาก็เคยมาชวนพวกผมไปตั้งพรรคการเมือง  ถ้าคุณจำได้ตอนพรรคไทยรักไทยเขาเสนอให้โหวตชื่อพรรค มันมีชื่อประชาธรรมอยู่ด้วย ชื่อนี้ไปถามเกรียงกมลว่ามาอย่างไร  ก็พวกเขาอยากจะตั้งพรรคใช้ชื่อว่าประชาธรรม  แต่พอเข้าไปรวมกันแล้วมันกลายเป็นว่าคนที่ฝันถึงกำไรสูงสุดมันกลืนประชาธิปไตยมิด เป็นแต่เพียงว่าวันนี้จะกล้ายอมรับความจริงหรือเปล่าว่าตัวเองถูกพวกนี้ครอบงำ คุณจะอธิบายทฤษฎีอย่างไรก็ตาม แต่ว่าพรรคการเมืองที่มีเมียมานั่งหัวโต๊ะและชี้นิ้วมันเป็นประชาธิปไตยยังไง  ช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยซิ   และคุณก้มหัวรับใช้เขาอยู่  อธิบายอะไรล่ะ เพราะสังคมเขาไม่รับรองคุณแล้ว  มันจะไปอธิบายทฤษฎีอะไรก็เลอะเทอะ   โอ๊ยฝ่ายประชาชนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  โธ่เพื่อนเอ๋ย  และแถมบอกประเทศไทยต้องก้าวไปสู่การแข่งขัน  อย่างนั้นอย่างนี้ ถามหน่อยว่ารู้ทฤษฎีอย่างนี้เฉพาะคุณหรืออย่างไร  ผมก็เรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจ  คนทั้งโลกเขารู้กันทั้งนั้น ถามว่าคุณอยากจะแข่งขันระดับโลกแต่คุณมีผู้นำที่โกง  มีระบบการเมืองที่เลวทรามสามานย์อย่างนี้คุณจะไปแข่งขันกับใคร  ทุกคนเขารู้เหมือนคุณ   แต่คุณพยายามที่จะพูดเหมือนว่าคุณเก่งกว่าคุณอื่นเท่านั้นเอง แต่คุณไม่ยอมรับความจริง"

"บ้านเราอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้  ปัญหาภาคใต้  เศรษฐกิจ  คุณจะมาพูดเรื่องสามัคคีสมานฉันท์ ความเป็นผู้นำ   เราต้องยอมรับความจริงว่าวันที่ป๋าเปรมมาเป็นนายกฯ เศรษฐกิจประเทศเป็นอย่างไร การต่อสู้ขัดแย้งรุนแรงยิ่งกว่ายุคสมัยนี้  เวียดนามยึดกัมพูชา เขมรแดงแตกเป็นกี่ฝ่าย ภายในประเทศก็มีพรรคคอมมิวนิสต์  เขาทำไมดึงความสมานฉันท์ดึงความสามัคคีกลับมาได้  ที่คุณบอกคุณแน่คุณเก่งคุณช่วยแก้ปัญหาวิกฤติขณะนี้หน่อย  คุณเข้ามาเป็นนายกฯ ภายหลังที่ภาวะวิกฤติหายไปแล้ว  ผ่านโปรแกรมไอเอ็มเอฟแล้ว  เศรษฐกิจเริ่มฟื้นแล้ว  วันนี้คุณมีกึ๋นจริงหรือเปล่า  คุณทำให้บ้านเมืองสงบได้หรือเปล่า กลายเป็นคุณทำให้เกิดความแตกแยกมากกว่าเดิม"

ผู้นำก็บอกว่าพวกต่อต้านไม่ยอมรับกติกา อิจฉา

"ในเมื่อผู้นำไม่ทำตัวเป็นที่เคารพศรัทธาจะไปสามัคคีใครเขาได้ยังไง  ผมไม่เห็นสมัยป๋าเปรมมาจิกหัวด่าประชาชนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้   ภายใต้บรรยากาศอย่างนี้ผู้นำแบบนี้นำชาติไม่รอด  และก็พยายามที่จะเอาตัวเองไปเทียบกับป๋าเปรม  มันคนละเรื่องเลย-ป๋าเปรมทำไมโดนลอบสังหาร คงเหมือนกับผมมั้ง   ผมทำความดีไว้เยอะก็เลยโดนลอบสังหาร-ตลก  ป๋าเปรมสงครามคอมมิวนิสต์สงบ ศึกรอบบ้านก็สงบ วิกฤติเศรษฐกิจต้องปิดไฟฟ้า ควบคุมน้ำตาล ท่านก็เอาประเทศชาติมารอด ทุกคนก็ปรองดองกัน ฉะนั้นถึงบอกว่าผู้นำจะเก่งไม่เก่งต้องดูว่าเวลาบ้านเมืองวิกฤติคุณแก้ได้หรือเปล่า  คุณแก้ไม่ได้แล้ว  ไปด่าชวนสมัยไอเอ็มเอฟ  มันฟื้นมาแล้ว  และคุณชวนก็ไม่ได้ทำให้เกิดการลดค่าเงินบาท คงต้องคิดทบทวนกันใหม่สำหรับคนที่อยู่ทำงานกับคุณทักษิณ  เราก็เคารพในความคิดเห็นของความเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ที่มีมาในอดีต แต่ว่ามันต้องยอมรับความจริง ในขณะที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองมีความเห็นอย่างนี้ก็ยังดึงกันกันอยู่ ไม่รู้จะพูดยังไง"

จะให้ไปงาน 6 ตุลาไหม หรือจะพูดแบบพิเชียร

"ผมคิดว่าถ้าเขายังมีความคิดมีความรู้สึกอย่างที่เขาพูดอยู่  เขาก็ไม่ควรไปหรอก  แต่ถ้าเขาเข้าใจปัญหาต่างๆ  ก็โอเค คือหมอมิ้งไม่น่าจะมาพูดโยนไปว่าคน 6 ตุลาที่อยู่ในส่วนต่างๆ พยายามจะทำให้เกิดความรุนแรง  มันไม่มีใครคิดอย่างนั้นเลย ผมอาจจะอยู่ในส่วนที่คนมองว่าผมรู้จักทหาร มีส่วนที่จะดึงมาสู่ความรุนแรง   ผมไม่เคย  ผมก็บอกแล้วมันเป็นยุทธวิธีการต่อสู้  คุณเคยเห็นยุคสมัยไหนที่ทหารเป็นมิตรกับประชาชน   ในอดีตเรากลัวที่สุดคือกลัวทหารจะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลแล้วมาประกาศภาวะฉุกเฉิน  มาปราบประชาชน  แต่วันนี้เขาทำไม่ได้  เพราะมีทหารส่วนหนึ่งไม่ยอม มีทหารส่วนหนึ่งคิดจะก่อการแต่ก็มีทหารส่วนหนึ่งรักประชาชนรักประชาธิปไตย ผมทำผิดตรงไหน"

ยุรัฐประหารไง

"ตรงไหน เราไปบอกว่าอย่าไปเป็นเครื่องมือของรัฐบาลปราบประชาชน ก็จบ ถามว่าการเปลี่ยนแปลงของทั่วโลกในการโค่มล้มเผด็จการเขาก็สามัคคีกับทหารทั้งนั้น  เมื่อทหารจับมือกับประชาชนได้รัฐบาลเผด็จการก็ต้องหลุดจากอำนาจ มีแค่นี้"

เป้าหมาย
การเคลื่อนไหวตอนนี้ทั้งหมดมันนำไปสู่แนวโน้มที่จะฟื้นอำนาจเก่า

"คนที่พยายามพูดอย่างนั้นคือเขากลัวว่าเขาจะเสียอำนาจ    ประเทศไทยผ่านการปฏิวัติรัฐประหารมาหลายครั้ง  คุณเชื่อได้เลยปฏิวัติอีกกี่ร้อยครั้งประเทศไทยก็ไม่มีวันกลับไปสู่ระบอบการปกครองเผด็จการ   อย่างเก่งก็คือเอาคนชั่วลงไปและมีรัฐธรรมนูญกลับไปสู่การปฏิรูปการเมือง  ไม่มีเลยที่จะมีการปฏิวัติเพื่อกลับไปถอยหลังเข้าคลองเป็นเผด็จการ แต่เวลานี้ก็คือเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งเลวทรามยิ่งกว่าเผด็จการทหาร"

"เพราะฉะนั้นสำหรับผม  ผมไม่เคยกลัวเลยถ้าจะมีการปฏิวัติล้มทักษิณ ผมจะยกมือท่วมหัวเลย  และผมก็เชื่อว่าทหารไม่โง่ เขาก็จะต้องมาสู่ปฏิรูปการเมืองและมีการเลือกตั้ง ถ้าถามส่วนตัวผมนะ  ผมว่ามันควรจะฟาดไอ้หมอนี่ไปตั้งนานแล้ว   มันไม่ถอยหลังเข้าคลอง  มันมีแต่จะก้าวหน้า   ผมถามว่าประเทศไทยปฏิวัติมากี่ร้อยครั้งแล้ว   มันถอยหลังเข้าคลองหรือเปล่า   ทำไมมันเจริญมา มันเป็นระบบแบบวิธีการของประเทศไทย  มันเป็นวิธีการหนึ่งที่จะขจัดคนชั่วออกไปจากระบบ   และก็เดินหน้าต่อไป  บนความขัดแย้งของสังคมประเทศไทยมีวิธีการจัดการกับปัญหาที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง   ตามวิถีทางของประเทศไทย   แต่ทุกคนจะต้องยึดมั่นสถาบันชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่มีใครที่จะคิดมาปฏิวัติแล้วเป็นแบบฮิตเลอร์  มันอยู่ไม่ได้  เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ได้ตื่นเต้นเลย ถ้าจะมีปฏิวัติเหรอ ผมก็เฉยๆ ไม่ได้ตื่นกลัวเลย ผมไม่ได้คิดว่าปฏิวัติแล้วมันจะถอยหลังเข้าคลอง   อาจจะแตกต่างจากบางคน โห-ทำเป็นหน้าบางบริสุทธิ์  ปฏิวัติแล้วไม่เป็นประชาธิปไตย  แล้วไปด่าคุณอานันท์ว่ามาจากการปฏิวัติ  ผมถามว่าเขาจะมาจากอะไรผมไม่สนใจ  แต่เขายังดีกว่าคนชั่วที่มาจากการเลือกตั้ง  เขามาจากการปฏิวัติแต่เขาไม่ได้เป็นคนร่วมปฏิวัติ   เขามาแก้ปัญหาบ้านเมือง มันถอยหลังตรงไหน ก็เพราะเขามันถึงมีพวกลื้อมาอยู่ มันก็เดินหน้ามาเรื่อย สังคมไทยไม่มีถอยหลัง"

มันแปลว่าพลังประชาชนไม่เคยแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้สักที

"เพราะมันมีรัฐบาลชั่วที่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญไง   เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลเป็นแบบอย่าง   ผู้นำเคารพรัฐธรรมนูญ  มันก็จะไม่มีเรื่องพวกนี้กลับมาให้เราเห็น แต่บังเอิญว่าเขาให้มีองค์กรอิสระ มันก็ไปแทรกแซงจนง่อยเปลี้ยไปหมด  และถามว่าอย่างนี้มันถอยหลังหรือเปล่า มันยิ่งกว่าถอยหลังอีก   เพราะฉะนั้นเราอย่ามาทำเป็นหน้าบาง  มีปฏิวัติแล้วจะอย่างนั้นอย่างนี้ โธ่เอ๊ยเอาคนชั่วออกไปเร็วๆ ดีที่สุดสำหรับผม"

มีปฏิวัติทุกครั้งทหารก็เสียคนเอง

"ทหารทำไม่ดีประชาชนก็เหยียบเอง   นักการเมืองก็เหมือนกันมาจากการเลือกตั้งทำชั่วก็ถูกประชาชนเหยียบ เขาเรียกวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมไทย"

เราด่ารัฐบาลชาติชายก็เกิด รสช. "มันก็ถูกประชาชนไล่เหมือนกัน"

แล้วถอยหลังไหม   "ไม่ถอย  อย่างนั้นประเทศชาติจะเจริญมาถึงทุกวันนี้เหรอ คุณต้องอธิบายว่ามันถอยหลังอย่างไร  มันมีรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะอะไร ก็เพราะมีบทเรียนจากเรื่องนั้น  ก็พัฒนามาเรื่อย ประเทศไทยมันจะต้องพัฒนาไปบนความขัดแย้ง  เมื่อขัดแย้งก็มีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง  มีความขัดแย้งใหม่ แก้ไขใหม่ ก็พัฒนาไป"

แต่มีคนตายทุกที

"มันก็อยู่ที่เหตุการณ์   ครั้งนี้มันอาจจะไม่มีคนตาย   มันจะตายเพียงคนเดียวก็ได้ (หัวเราะ) ครั้งที่ผ่านมาอาจจะตายหลายคน  มันแล้วแต่สถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งโลกมันก็มีเหตุการณ์อย่างนี้เสมอ  อาจจะมีหลั่งเลือดไม่หลั่งเลือด มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา  แต่คุณต้องยอมรับว่าผู้นำประเทศของเราเป็นตัวจุดชนวนความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา"

นี่ไงที่มองกันว่าประสงค์ชอบเดินเกมใต้ดิน ยุให้เกิดความรุนแรง

"มันแล้วแต่วิธีคิดของคน   เราต้องยอมรับว่าคนที่อยู่ในขบวนการประชาธิปไตย  มันมีหลากหลายความคิด  บางคนอาจจะจำกัดตัวเองอยู่ที่การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย  ส่วนจะเกิดผลได้แค่ไหนก็แล้วแต่  แต่ถ้ามีคนมีความคิดวิธีอื่นต่างจากตัวก็บอกว่าเป็นวิธีการที่ไม่ชอบ นอกกติกานอกหลักการ"

"ผมอยู่ในโลกของความเป็นจริง   ฉะนั้นเอาง่ายๆ  คุณทำธุรกิจคุณอยู่ในกติกา แต่ไอ้บ้าคนหนึ่งมันก็ทำธุรกิจเดียวกับคุณ  ภาษีมันก็ไม่เสีย ขอใบอนุญาตมันก็ไม่เสีย วิ่งเต้นราชการมันก็ได้ก่อนคุณ  ในที่สุดมันก็กลืนตลาดคุณไปหมด  กติกาที่คุณว่าช่วยอะไรคุณได้ไหม  เอ้า-เราอยู่ในการเมือง   ผมทำตามกติกาทุกอย่าง  แต่อีกคนมันโกง  ซื้อเสียง  ซื้อ กกต.  แล้วยังเปลี่ยนหีบเลือกตั้ง  เขียนคะแนนเองอีก ไปถึงศาลก็พวกมันอีก  ถามพ่อเจ้าประคุณเคารพกติกาอีกกี่ชาติถึงจะไปสู้กับมัน   แล้วคุณมาเรียกร้องให้ผมเคารพกติกาเพราะอะไร  เคารพกติกากันอีกร้อยชาติเถอะเพื่อไอ้นี่จะได้ครองเมืองต่อไป  เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เข้าใจว่าคุณเรียกร้องอะไร   คุณจะต้องจัดการกับคุณไม่เคารพกติกาสิ  จะมาเรียกร้องให้ผมเคารพกติกาอยู่คนเดียวไม่ได้"

แต่พูดอย่างนี้อาจจะเสียหายกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายคือเรียกร้องประชาธิปไตย

"มันก็ต้องถามว่าคุณรู้สึกว่าผมเกินไปตรงไหน   ผมยังไม่ได้ทำอะไรที่เกินไปเลย  ทุกวันนี้ผมก็อยู่แบบนี้แหละ   คือเคารพกติกานี่แหละ  ถ้าผมเกินไปผมคงเอาตีนไปเหยียบหน้ามันตั้งนานแล้ว   เพราะผมเคารพกติกานี่แหละ   บ้านเมืองมันถึงอยู่ด้วยความขมขื่นนี่ไง  ก็เพราะว่าถ้าจะทำคุณก็บอกว่าเกินไป ถ้าอย่างนั้นเราก็สามัคคีกันอยู่ให้มันเหยียบหัวต่อไปเถอะ"

ยืนยันว่าที่ผ่านมายังไม่ทำอะไรเกินเลย

"ทำอะไรล่ะ ทำอะไรไม่ได้เลย ก็ไม่รู้จะไปทำอะไรมากกว่า"

อย่างมาตรา 7

"นั่นมันเป็นเรื่องข้อเรียกร้องตามวิถีทาง   มันก็ไม่ได้ใช้อะไรนอกกติกา  เพราะเขาก็เรียกร้องว่าคุณต้องลาออกก่อน   มันถึงจะไปนำไปสู่การตั้งรัฐบาลที่เป็นกลางและปฏิรูปการเมือง"

แต่มาตรา 7 ก็ทำให้คนในขบวนการเริ่มเห็นแตกต่างกัน

"คนในขบวนการมีความเห็นแตกต่างกันเยอะ    ผมก็มีความเห็นแตกต่างจากเพื่อนหลายคน  แต่ผมก็เคารพ   คือความเห็นแตกต่างกันมี  แต่ไม่ได้ทำให้พลังของการต่อสู้ลดน้อยถอยลง   หลังจากที่พูดเรื่องถวายพระราชอำนาจ  ม.7 คนก็ยังมาชุนุมจนถึงสยามพารากอน สะพานมัฆวานฯ  แต่ในขบวนการต่อสู้ก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกัน  ก็ธรรมดา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่เป็นประเด็นเท่าไหร่  สุดท้ายความเห็นส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกัน  คือต้องเข้าใจว่าทุกคนมีความรู้สึกร่วมกัน   คนหลายคนมีความเห็นไม่ลงรอยกันเยอะ   แต่ก็สามัคคีกันได้  เพราะปัญหาคือระบอบทักษิณ   คุณเจิมศักดิ์คุณสนธิเคยถูกกันที่ไหน   ผมกับเพื่อนมิตรหลายคนก็อาจจะมีความเห็นต่างกัน  แต่สามัคคีกันได้  ไม่เอามาเป็นสาระ ท่านประสงค์กับท่านจำลองก็อาจจะมีความหลังกันมาก่อน   แต่ไม่เอามาเป็นสาระ  ผมกับคุณพิภพก็อาจจะเห็นไม่ตรงกันได้ เพราะทุกคนมันมีความคิดความอ่านของตัวเอง แต่ทิศทางใหญ่ๆ ตรงกันก็โอเคแล้ว"

อีกด้านหนึ่งก็กลายเป็นไม่เลือกวิธีการ  สนธิพูดอะไรคนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ยอมรับกันไป

"มันเป็นเรื่องปกติในขบวนการทำงานและขบวนการต่อสู้    แม้แต่ในออฟฟิศก็มีความเห็นต่างกันในระหว่างที่ปฏิบัติโครงการ   การขบวนการต่อสู้มันมีเรื่องให้ต้องคิดต้องแก้ไข แต่ว่าเขาก็ต้องแก้ไขกันไป  มันเป็นความขัดแย้งในหมู่เพื่อนมิตร   ปรับความเข้าใจ  ชี้แจงเหตุผลก็จบ  ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ มันก็อยู่กันมาได้  คือผมเคารพความเห็นพี่น้องพันธมิตรแล้วแต่ท่านจะดำเนินการ   ถือว่าเขาก็ทำได้ดี  ทำให้ทุกคนหูตาสว่าง เอาว่าจากระบอบทักษิณที่ตั้งตัวเองเป็นเทวดา  ทุกวันนี้เป็นอย่างไร เพราะผลงานพี่น้องพันธมิตรหรือเปล่า มันเป็นการให้การศึกษาครั้งยิ่งใหญ่กับคนทั้งชาติ และพัฒนาไปสู่การรวมกลุ่มการจัดตั้ง แต่ไม่ว่ายังไงผมก็เชื่อว่าคุณทักษิณกลับมาไม่ได้   ผมฟันธงว่าคุณทักษิณลงเลือกตั้งแต่ไม่กล้าลงทุน   hi risk  no   return  นี่คือนักธุรกิจ  คุณลงทุนหมื่นล้านสองหมื่นล้าน ชนะการเลือกตั้งกลับมาถามว่าจะปกครองได้ไหม   no  ไม่แน่นอน  ภาษาธุรกิจเขาเรียกว่า uncertainty เพราะฉะนั้นเกรียงกมลอย่าคิดว่าตัวเองรู้ดีโลก   globalization  อยู่คนเดียว  คนอื่นเขาก็คิดเป็น    ถามว่าถ้าคุณลงทุนบนความไม่แน่นอน  และไม่  maximize profit แล้วจะลงทุนหรือเปล่า  โครงการนี้ไม่แน่นอน ลงทุนแล้วมีความเสี่ยงสูง  ยิ่งลงทุนเพื่อให้คนอื่นมาเป็นนายกฯ  จบเลย  เพราะฉะนั้นเขาไม่ลงทุนหรอก มันเป็นเรื่องปกติ  เพราะเขาคิดการเมืองเป็นธุรกิจ  บวกลบคูณหารกำไรหรือเปล่า  เพราะเป็นที่รู้กันว่าพรรคนี้กระเป๋าเงินคือใคร"

มองข้ามไปถึงยุคหลังทักษิณ คิดหรือว่ามันจะดี

"ผมเชื่อว่าประเทศมันต้องดีขึ้น   ประเทศไทยไม่มีถอยหลัง   คำว่าถอยหลังเราพูดกันเอง  ผมเป็นคนพิมพ์เรื่องการปฏิวัติรัฐประหารที่เขียนโดย  น.ต.ประสงค์  การปฏิวัติแต่ละครั้ง  ตั้งแต่  2475  ประเทศพัฒนาเจริญขึ้นทุกครั้ง  ผมเชื่ออยู่อย่างว่าคนไทยยึดมั่นสถาบันพระมหากษัตริย์  สถาบันชาติ ความเป็นประชาธิปไตย  ไม่ว่าใครมาก็ต้องนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย   ไม่ว่าใครมาจะต้องนำประเทศไปสู่การปราบปราทุจริตคอรัปชั่น  สร้างความสามัคคี   ถ้าผิดไปจากนี้จะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเมืองหลังยุคทักษิณผมก็เชื่อว่ามันดีขึ้น"

"ตั้งแต่เราเกิดมาอย่ามาโกหกตัวเองว่าไม่มีการเมืองยุคไหนที่เลวร้ายเสื่อมทรามยิ่งกว่ายุคนี้  แล้วที่ลามปามไปถึงบุคคลสำคัญๆ  ของบ้านเมืองโดยไม่เคารพยำเกรง สร้างความขัดแย้งแตกแยก  และก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนคนนี้   ตอนเข้าการเมืองครั้งแรกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมี   46 เสียงถูกแบ่งแยกเป็น  23:23  มายุคหลังเป็นผู้นำประเทศ  ภาคใต้ประเทศไทยแบ่งแยกเป็นซีก  จริงไม่จริง ไม่มีใครไปใส่ร้ายเขา  มีการทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด   สมัยก่อนลูกชายจอมพลถนอมเอาเฮลิคอปเตอร์ไปเขาใหญ่จะเป็นจะตายกัน  เรื่องใหญ่  ทุกวันนี้มันใช้จนเป็นเรื่องปกติ   อาซ้ออาเจ๊เป็นคนจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์  ใครจะแต่งตั้งโยกย้ายวิ่งเต้นกับใคร ระบบอย่างนี้มันควรจะกลับมาอีกไหมในประเทศไทย เพราะฉะนั้นหลังจากยุคของเขาก็ไม่ควรกลับมาสู่ความเลวร้ายอย่างนี้อีก ผมก็เชื่อว่ามันต้องดีขึ้น"

สรุปว่าภาคประชาชนไม่สามารถเอาชนะทักษิณได้โดยไม่ต้องสามัคคีพึ่งพาพลังเก่าๆ

"ต้องยอมรับนะว่าระบอบทักษิณมันทำให้เกิดพันธมิตรทางการเมืองใหม่ขึ้นมา    เพราะฉะนั้นคนที่เคยเป็นฝ่ายตรงกันข้าม   หรือไม่เคยสามัคคีกัน ก็กลับมาสามัคคีกันได้ อย่าลืมว่ามันเป็นเงื่อนไขใหม่แล้ว  เพราะระบอบทักษิณทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อหลายอย่าง  อย่างสถาบันทหารเคยมีไหมเรื่องแบบนี้   การพยายามเข้าไปล้วงลูกสร้างความแตกแยกขัดแย้ง  สมัยก่อนรุ่น  5  เขาก็ยังไม่น่าเกลียดอย่างนี้ ระบบราชการก็เป็นระบบลูกจ้างหมด  นักการเมืองไม่ต้องมีปากมีเสียง   นักธุรกิจถ้าไม่ใช่พวกเขาไม่มีทางได้งาน มันจึงทำให้เกิดพันธมิตรใหม่  ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  เพราะสถานการณ์มันก็ต้องดูว่าขณะนี้ใครเป็นมิตร ใครเป็นพลังสนับสนุน ลำพังพลังประชาชนอย่างเดียวจะเอาไปชนะเขาได้อย่างไร"

"ผมบอกแล้วทักษิณไม่ธรรมดา    มันเป็นพัฒนาการของความเลวร้ายยุคสุดท้ายที่มีการสรุปบทเรียนความล้มเหลวของเผด็จการ  ทรราชยุคก่อนๆ  เขาสรุปบทเรียนมาหมด ความล้มเหลวของสุจินดาเพราะอะไร  เขาก็ไม่พยายามเดินซ้ำรอย  พยายามจัดตั้งจัดขบวนการต่างๆ ขึ้นมา แถมคนที่ไปช่วยเขาคิดเพื่อจะหลีกหนีกับดักความพังพินาศ  คือต้องยอมับว่ามันเป็นพัฒนาการใหม่ของกลโกงของรัฐบาลโกง  ที่โกงอย่างนี้มันถูกจับ  ถูกยึดทรัพย์ถูกขับไล่  จะโกงอย่างไรที่นานที่สุดและมีมวลชน   ก็ต้อง  organize มวลชนมาเป็นผนัง  สร้างสื่อเป็นตัวโฆษณาชวนเชื่อ   ปกปิดความสามานย์ของตัวเอง  เพื่อไม่ให้คนรู้ทัน ถามว่ามีคนรู้ทันไหม  ผมว่าผมกับท่านประสงค์เป็นคนยุคต้นๆ   ที่รู้ทันเขา  รู้กำพืดมาตั้งแต่แรก  เวลาพิจารณาคนมันไม่ยากหรอก  เหมือนเพื่อนๆ  เราจะพูดทฤษฎีโน่นทฤษฎีนี่ แต่ว่าถ้าโกง อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว  เพราะฉะนั้นเขาก็พยายามที่จะเอาทฤษฎีอะไรต่างๆ  คงคิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้  เขารู้ทั้งนั้น  ที่คุณอ้างมา"

แล้วการสามัคคีกับอำนาจเก่าจะดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยได้อย่างไร

"ผมคิดว่าขณะนี้ประเด็นปัญหาเรื่องชนชั้นสูง   กลุ่มอนุรักษนิยม  สถาบันอะไรต่างๆ เป็นปัญหาหรืออุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตย   ผมตอบได้เลยว่าไม่เลย  ปัญหาที่มันเป็นอุปสรรคต่อระบอบระชาธิปไตยมากที่สุดทุกวันนี้คือนักการเมืองที่ขี้โกง   ไม่ใช่สถาบันอื่น  เพราะฉะนั้นเราไปมองปัญหาสลับซับซ้อน  ไม่จริงเลย  ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาง่ายมาก  เพราะทุกอย่างมันพร้อมอยู่แล้ว   ขอให้มีผู้นำที่มีคุณธรรม  ผู้นำที่ซื่อสัตย์ และเป็นผู้นำที่เป็นประชาธิปไตย ทุกคนเขาพร้อมจะเป็นประชาธิปไตย ผมยกตัวอย่างง่ายๆ  สมัยป๋าเปรม ท่านไม่โกง เบี้ยเลี้ยงเดินทางไปต่างจังหวัด  ใช้ไม่หมดต้องคืน ทุกคนต้องคืนหมด   ถ้ายุคนี้คือว่าถ้าสอพลอแล้วได้ดีทุกคนก็ต้องสอพลอ  คนไทยมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนในการบริหารมากนักหรอก ถ้าผู้นำทำตัวเป็นแบบอย่างผู้ตามเขาก็พร้อมจะตาม เพราะฉะนั้นเราไปมองว่าใครบ้างเป็นอุปสรรคในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย   ผมไม่เห็นใครเป็นอุปสรรคนอกจากนักการเมืองที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามามีอำนาจแล้วโกงบ้านโกงเมือง    พอมามีอำนาจแล้วไม่เคยไปให้ความรู้ประชาชน  ไม่เคยไปสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดี   และไม่เคยไปส่งเสริมองค์กรที่จะมาผลักดันสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบ มีแต่พอมีอำนาจแล้วคิดแต่จะหาทางล็อบบี้ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์"

ตอนนี้เราก็สามัคคีทุกฝ่ายทั้งเสนาะ ประชัย พล.อ.พัลลภ

"ผมก็ไม่เห็นคนเหล่านี้เขามีปัญหาอะไร   การที่จะไปสามัคคีใครคุณไม่มีสิทธิจะมาจำกัดผม  ถามสิว่าผมสามัคคีคนพวกนี้มันผิดตรงไหน  ตรงข้ามคุณไปสามัคคีกระทั่งพวกโจรกระจอกพวกอันธพาลพวกอิทธิพลที่คุณไปบอกจะปราบปรามเขา   เอาเขามาใช้เป็นเครื่องมือหมด เพราะฉะนั้นเมื่อมันเป็นการต่อสู้ทางการเมือง   ผมสามัคคีคนที่เขามีความเห็นแตกต่างจากคุณ  และเขาก็ไม่ใช่โจรไม่ใช่อันธพาล  ฉะนั้นมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ  และคุณก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะมาจำกัดอะไรผม  มันเป็นสิทธิโดยชอบ  และผมก็ไม่มีสิทธิไปห้ามคนอื่นที่เขาไม่ชอบคุณมาร่วมกับผม  ผมจะบอกเฮ้ย ประชัยคุณมีปัญหาอย่างนั้นคุณอย่ามาร่วมกับพวกผม   จะไปห้ามได้อย่างไร เขาไม่ได้มาขัดขวางกระบวนการต่อสู้ แต่ถ้าวันหนึ่งถ้าเราจะพัฒนาปฏิรูปแล้วเขามาเป็นตัวขัดขวาง  เขาก็อาจจะเปลี่ยนจากผู้สนับสนุนเป็นผู้ต่อต้านที่จะถูกนำมาจัดการแก้ไขได้  แต่บนสถานการณ์วันนนี้เขาเป็นผู้สนับสนุนพลังต่อสู้ของประชาชน ฉะนั้นบรรดานักวางแผนจอมทฤษฎีของท่านผู้นำประเทศถ้าคิดจะหาเหตุผลที่จะมา   counter กับฝ่ายพลังประชาชนมันจะต้องคลาสสิกกว่านั้น  จะต้องมีเหตุผลมากกว่านี้   แต่จริงๆ  แล้วผมก็เห็นใจเขานะ  เพราะว่าคุณจะอธิบายอย่างไรก็ตามแต่  การที่ทำงานกับคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติประชาชน  ยืนอยู่ตรงข้ามกับประชาชนแล้ว เหนื่อยครับ ที่จะไปหาทางอธิบาย"

ล้มทักษิณแล้วประสงค์จะกลับมามีอำนาจใช่ไหม

"จริงๆ   แล้วผมบอกได้เลย เท่าที่ผมรู้จักท่านประสงค์ ผมว่าท่านเป็นคนที่จะต้องเคารพยกย่องนับถือมากที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดิน   และเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมาก และไม่เคยเอาจากประเทศชาติจากประชาชน  คนอย่างนี้ถ้าเราไม่เคารพนับถือ  และไปพยายามสร้างภาพว่าเขาเป็นคนน่ารังเกียจน่ากลัว  คนที่มีความคิดอย่างนี้น่าจะต้องกลับไปคิดใหม่ ส่วนถามว่าประสงค์จะกลับมามีอำนาจได้ไหม  ผมเชื่อเลยว่าคนอย่าง น.ต.ประสงค์ ในชีวิตเขาไม่เคยคิดทำอะไรเพื่อแสวงหาอำนาจ   เขาทำเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีของบ้านเมืองมากกว่ากลับมาสู่อำนาจมาปกครองบ้านเมือง   เขาไม่ค่อยคิดถึงตัวเองก่อนว่าจะได้อะไร   เท่าที่ผมรู้จักเขาก็เป็นอย่างนี้   คนชั่วกลัวเขาทุกคน  แต่ผมไม่เห็นเขาไปจองเวรกับคนที่ดี  และคนที่เป็นศัตรูกับคุณประสงค์ผมก็เห็นแต่พวกเผด็จการ  ทุจริตคอรัปชั่น เพราะฉะนั้นคุณสบายใจได้เลย    เพื่อนเขาเป็นกรรมการกลางคอมิวนิสต์ตั้งหลายคน  แต่ไม่มีใครรู้หรอก  เขาเป็นคนที่มีความยุติธรรม  ตรงนี้ที่ผมนับถือที่สุด  เพื่อนผมหลายคนถูกกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม  เขาคลียร์กับผู้ใหญ่ให้  และก็ปกป้อง ขนาดพี่ไขแสงป๋าไม่ชอบ ท่านบอกคนนี้เขาไม่ใช่คอมมิวนิสต์  เขารับประกัน  บอก พล.อ.สุรยุทธ์  คุณต้องไปเยี่ยมพ่อ  เขามีความยุติธรรม เขารู้ว่าใครเป็นใคร เป็นคนมีจุดยืนจริงๆ ก็เป็นโอกาสที่ผมได้มารู้จักเขา"

"เขาเป็นเหมือนจอมยุทธ์   ในนวนิยายจริงๆ  เป็นจอมยุทธ์ที่อยู่ฝ่ายคุณธรรม  ถ้ารู้จักเขาเป็นนักอ่านค้นคว้าตำราปรัชญา  ไปเห็นบ้านท่านนี่  มีทรัพย์สินแค่นี้  กินบำนาญเท่านั้น ใครมาชวนไปเป็นที่ปรึกษาห้างร้านไม่เคยไป    แน่นอนคนที่ทำอะไรกับบ้านเมืองย่อมไม่ชอบเพราะเขารู้เยอะ   และไม่เคยเพิกเฉยกับความไม่ถูกต้องเหล่านั้น   ตรงนี้ที่เป็นความชอบพอ  ผมไม่ใช่ลูกจ้างท่าน  ไม่ได้ทำงานเป็นสปาสายลับให้ท่าน".
----------------------------------------------------------------------
Idea Idea Idea Idea Idea
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-09-2006, 19:22 โดย ss2507 » บันทึกการเข้า

"คืนที่ดำทะมึนมืดสนิท ยังรอแสงอาทิตย์ส่องสว่าง มีที่ไหนถูกปิดทุกทิศทาง เพียงม่านควันหมอกบางมันพรางตา"ถ้อยวลีของ..ประเสริฐ  จันดำ
ถ้อยวลี - จาก; "บันทึกจากกองร้อย ทหารปลดแอก" โดย..เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
      นักรบจรยุทธอย่างพวกเราไม่รู้ว่าบ้านของตัวเองอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าเรามีปิตุภูมิเป็นของพวกเรา ทุกหนทุกแห่งที่เราล้มตัวลงนอนที่นั่นก็คือบ้าน
“บ้านของเราก็คือประเทศชาติ พ่อแม่ของเราก็คือประชาชน และเราจะไปทุกหนทุกแห่งเพื่อจัดการกับเจ้าคนที่มันเหยียบย่ำบ้านกับพ่อแม่ของเรา”
isa
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 151



« ตอบ #1 เมื่อ: 25-09-2006, 12:40 »

wow !

สุดยอด
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ


 
บันทึกการเข้า
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 25-09-2006, 13:03 »

ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูล แต่ว่า ยาวจัง


ตาลายหมดแย้ววววววววววววววววววววววววววว 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
-3-
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,186


« ตอบ #3 เมื่อ: 25-09-2006, 13:33 »

ยาวจิง 

โหวตคับ 

น่าเอาไปแปะที่ห้องสมุดด้วยนะเนี่ย 
บันทึกการเข้า



ประชาธิปไตยตัดสินความต้องการได้ แต่ตัดสินความถูกต้องไม่ได้!!
หน้า: [1]
    กระโดดไป: