ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
10-12-2019, 09:24
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ลงดาบซ้ำ “กกต. – กอดกันตาย” อาญาโทษ “จำคุก” เป็นหางว่าว 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ลงดาบซ้ำ “กกต. – กอดกันตาย” อาญาโทษ “จำคุก” เป็นหางว่าว  (อ่าน 713 ครั้ง)
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« เมื่อ: 26-07-2006, 11:19 »

              ชะตากรรมคนไม่จบสิ้น! เคราะห์อาจซ้ำกรรมอาจซัดเพิ่มเติมหลังถูกดาบแรกฟันจนต้องถอดโขน “ผู้คุมกฎการเลือกตั้ง” นอนคุก จับตาดาบสองดาบสามคดีอาญาล้นศาสที่วาสนา – ปริญญา – วีระชัยจะต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นโจทก์ระดับชาติอย่าง สุเทพ – สมเกียรติ – สุวโรช ยันโจทก์ท้องถิ่นที่อาจทบโทษเพิ่มจาก 4 ปี
       
       หลังจากศาลอาญาพิพากษาคดีประวัติศาสตร์แห่งปี พ.ศ.2549 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เหลือทั้ง 3 คน พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ – ปริญญา นาคฉัตรีย์ – วีระชัย แนวบุญเนียร ต้องโทษจำคุก 4 ปี พร้อมเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี โดยไม่รอลงอาญา และสุดท้ายศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว และจำเลยทั้งสามจำต้องนอนคุกในคืนเดือนมืดนี้
       
       กลายเป็นบทสรุปว่าเก้าอี้ กกต. ในฐานะ “ป้อมปราการในการยึดอำนาจรัฐ” แห่งนี้ได้ว่างลงอย่างสมบูรณ์ และสังคมไทยกำลังเข้าสู่สนามการเมืองที่ร้อนแรงยิ่งขึ้น ทว่าหลายคนอาจอึดอัดน้อยลง
       
       แม้นว่าเพียงคดีนี้คดีเดียว เป็นผลให้เขาทั้งสามสิ้นสภาพการดำรงตำแหน่งผู้คุมกฎในเกมการเลือกตั้ง แต่หากพิจารณาในฐานข้อมูลจะพบว่า “วาสนา – ปริญญา – วีระชัย” ยังคงตกเป็นจำเลยทั้งในคดีอาญาอีกหลายศาลหลากกระทง ที่สำคัญ พวกเขาจะต้องเผชิญหน้าต่อคำตัดสินในฐานะประชาชนธรรมดา ที่ไม่มี “เกราะ” ดังเช่นที่ผ่านมา
       
       คดีแรกที่ตีคู่ขนานมากับคดีดังกล่าวคือคดีหมายเลขดำที่ 1464/2549 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้อง โดยมีอดีต กกต. ทั้ง 3 หน่อเป็นจำเลย ในฐานความผิดตามมาตรา 24 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 และฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา กรณีการละเว้นไม่ดำเนินการกรณี “พรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก”
       
       ความคืบหน้าของคดีนี้ เพิ่งแล้วเสร็จจากการสืบพยานโจทก์ในวันนี้ (25 ก.ค.) และจะเริ่มสืบพยานจำเลยอีกครั้งในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
       
       คดีที่สองคือคดีอาญาที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนฯ จับมือกับแกนนำภาคีมวลชนคนโคราชรักประชาธิปไตย นายทันตแพทย์ศุภพล เอี่ยมเมธาวี และนายสันทนา ธรรมสโรจน์ ยื่นฟ้อง กกต. 4 คน รวม พล.อ.จารุภัทร ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาเมื่อวันที่ 31 พ.ค. เป็นคดีหมายเลขดำที่ 864/2549
       
       โจทก์ระบุฐานความผิดในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสองฉบับว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 และว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2541 และประมวลกฎหมายอาญา
       
       ข้อหาดังกล่าวอ้างจากพฤติการณ์ 3 กรณี ได้แก่ จำเลยไม่จัดให้มีการอ่านชื่อและที่อยู่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประสงค์จะลงคะแนนในคูหา ไม่จัดให้มีการจด “หมายเลขประจำตัวบัตรประชาชน” 11 หลัก (ใต้รูป) แต่กลับปล่อยให้มีการจด “หมายเลขบัตรประจำตัวผู้ถือบัตร” 13 หลักแทน และสุดท้ายมีคำสั่งอนุญาติให้นำเอารูปและบัตรของผู้สมัครหมายเลข 2 หรือของพรรคไทยรักไทยไปติดบริเวณหน่วยเลือกตั้งได้ ปฏิทินคดีนี้ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 18 ก.ย.นี้
       
       คดีต่อมาคือคดีที่นายสุวโรช พะลัง กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ฟ้องอดีต กกต.ทั้งสามคน ในฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และฐานละเมิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ว่าด้วย กกต. และว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาและผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งฐานหมิ่นประมาท ในกรณีไม่รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ว.ชุมพร ที่พี่ชายของเขา – ฉัตรชัย พะลัง ได้รับคะแนนเสียงเหนือน้องชายนายปริญญา - พล.อ.ไพโรจน์ นาคฉัตรีย์ อีกทั้งยังแจ้งข้อหาต่อนายฉัตรชัยพาดพิงถึงโจทก์ในทางเสียหายโดยไม่มีการเชิญผู้ถูกพาดพิงไปชี้แจง ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นกลาง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 31 ก.ค.นี้
       
       นอกจากนี้ คดีที่ดูเหมือนจะอยู่นอกเหนือความสนใจ แต่ทว่ามีน้ำมีเนื้อไม่น้อยเห็นจะได้แก่บรรดาคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งอดีต กกต.เหล่านี้ใช้อำนาจของตนลงดาบไปอย่างเงียบๆ ดังเช่น คดีหมายเลขดำที่ 934/2549 ที่นายประหยัด เสมาพัฒน์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ยื่นฟ้องต่อ กกต. ทั้ง 4 คน ที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา และละเมิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ว่าด้วย กกต.และว่าด้วยการเลือกตั้งสภาและผู้บริหารท้องถิ่น
       
       ฐานความผิดดังกล่าวเกิดจากกรณีออกคำสั่งให้ใบแดงกับโจทก์และเพิกถอนออกจากตำแหน่งหลังรับรองผลและดำรงอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวได้ 1 ปี 1 วัน ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
       
       ล่าสุดหลังจากมีการสืบพยานโจทก์ในวันที่ 12 ก.ค. จำเลยทั้งสี่ก็ได้ยื่นขอโอนคดีไปศาลอาญา กรุงเทพฯ โดยอ้างว่าได้รายงานในทางลับว่าจะมีการทำร้ายร่างกายและชีวิตของพวกเขา หลังจากเดินทางไปขึ้นศาลที่นครศรีธรรมราชแล้วมีการชุมนุมต่อต้าน ที่เหลือเชื่อมากกว่านั้นคือการอ้างถึงการก่อการร้ายในจังหวัดภาคใต้
       
       อย่างไรก็ตาม ศาลได้ส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขอโอนคดี ซึ่งเชื่อว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ระหว่างนี้จึงงดการสืบพยานไว้ก่อน
       
       คดีการเลือกตั้งนายกเล็ก ยังมีคดีหมายเลขดำที่ 3459/2548 ที่นายประสิทธิ หรือ นายชูรัส ภู่ศรีจันทร์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลดอนฉิมพลี จ.ฉะเชิงเทรา ยื่นฟ้อง พล.อ.วาสนา ในฐานะประธาน กกต.เพียงคนเดียวต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีออกคำสั่งที่เซ็นเพียงคนเดียวให้ใบแดงจำเลยก่อนมีคำวินิจฉัย ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการลงรับเลือกตั้งครั้งต่อมา
       
       ความคืบหน้าที่ต้องติดตามคือ การสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ก.ย.2549 และสืบพยานจำเลยในวันที่ 26 – 27 ก.ย.2549
       
       นอกเหนือจากนี้ ทางฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน กกต.เคยทำรายงานสรุปคดีอาญาต่างๆ ที่อดีต กกต.เหล่านี้ตกเป็นจำเลยอยู่เกือบ 40 คดี บางคดีศาลชั้นต้นยกฟ้องไปแล้ว ในขณะที่บางคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งถึงแม้จะไม่โด่งดังเหมือนคดีถาวร แต่ก็มีสิทธิทำให้โทษจำคุกทบทวีขึ้นจาก 4 ปีได้
       
       …………….
       
       ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างการแถลงกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการกำหนดประชุมใหญ่ศาลฎีกาในอีก 2 วันต่อมา นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขานุการศาลฎีกา มีคำกล่าวที่บ่งบอกนัยสำคัญยิ่งว่า
       
       “ผลของการประชุมครั้งนี้ น่าจะเป็นบทบาทที่เราต้องการให้ กกต.ทบทวนตัวเองอีกครั้ง ขอให้ กกต.ทั้งสามท่านคิดว่าจะทำสิ่งอันใด ขอให้ยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก ผมขอเปิดใจ ว่า ศาลฎีกาและศาลยุติธรรมไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เคยทะเลาะกับ กกต.เป็นการส่วนตัว และไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ไม่เคยทำตัวสนับสนุนกลุ่มการเมือง เรายืนหยัดข้างประชาชน เชื่อว่า สถานการณ์ขณะนี้ประชาชนอาจจะอึดอัดที่ปัญหายืดเยื้อ แต่ขอให้เข้าใจว่าศาลต้องทำงานในกรอบของกฎหมาย ไม่อาจทำอะไรให้เร็วดั่งใจได้ เพราะกฎหมายเป็นกติกาของบ้านเมืองศาลเป็นผู้รักษากฎหมาย สุดท้ายผมขอให้ประชาชนจับตาการไต่สวนคดี กกต.เป็นจำเลยของศาลอาญาอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีกรณีที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง”

-----------------------

จากที่นี่ครับ http://www.manager.co.th/lite/ViewNews.aspx?NewsID=9490000095242


ท่าทางหลังจากนี้จะโดนเช็คบิลอีกยาวววววววววว เลยนะเนี่ย เหอๆๆ
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
หน้า: [1]
    กระโดดไป: