ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
10-07-2020, 07:02
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ‘อะไรจ๊ะ’ไม่เกรงใจแล้วน๊ะ! สารภาพตรงๆเลยว่าคุณทักษิณไม่สมควรเป็นนายกฯตั้งแต่แรก 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
‘อะไรจ๊ะ’ไม่เกรงใจแล้วน๊ะ! สารภาพตรงๆเลยว่าคุณทักษิณไม่สมควรเป็นนายกฯตั้งแต่แรก  (อ่าน 3932 ครั้ง)
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« เมื่อ: 18-07-2006, 10:36 »

เพราะตั้งแต่ปี2540 – 2543 เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะเป็ดง่อยอันเนื่องมาจากการโจมตีค่าเงินบาทอย่างที่คนในสังคมรับทราบมาตลอด โดยพอสรุปสาระสำคัญๆได้ดังนี้

-   เศรษฐกิจในปี 2540 และ ปี 2541 หดตัวลงร้อยละ 1.4% และ 10.5% ตามลำดับ โดยมีอัตราเงินเฟ้อที่ 5.6% และ 8.1% ในช่วงเวลาดังกล่าว
-   การลงทุนในประเทศหดตัวร้อยละ 3.2% ในปี 2542 ภาคการก่อสร้างและการเงินหดตัวร้อยละ 9.2  และ 7.9% ในปี 2543
-   ประชากรไทยอยู่ใต้เส้นความยากจน (รายได้ต่ำกว่าเดือนละ 1,135 บาท) อยู่ถึง 12.8 ล้านคนในปี 2543

อยู่ๆก็มีนายทักษิณ ชินวัตรและพลพรรคไทยรักไทยอาสาและได้รับฉันทามติจากคนไทยกว่า 19 ล้านเสียงให้เข้ามาช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ โดยมีผลงานห่วยแตกดังนี้

-   GDP ของประเทศในปี 2541 ติดลบ 10.5% เพิ่มขึ้นเป็น 7.0% ในปี 2546
-   รายได้ต่อหัวประชากรในปี 2541 อยู่ที่ 7.6 หมื่นบาท  เพิ่มขึ้นเป็น 9.3 หมื่นบาท ในปี 2546 และทะยานขึ้นมาที่ 1.01 แสนบาท ในปี 2547
-   ส่วนรายได้ภาคเกษตรกรเพิ่มจาก 32,120 บาทต่อปีในปี 2543  พุ่งขึ้นเป็น 52,320 บาทต่อปีในปี 2548
-   หนี้สาธารณะต่อ GDP ลดจากร้อยละ 57 ในปี 2543 เหลือเพียงร้อยละ 45.9 ในปี 2548 ซึ่งเป็นไปตามแผนการของกระทรวงการคลังในแง่เสถียรภาพของเศรษฐกิจมวลรวม
-   หนี้ต่างประเทศลดจาก 79,715 ล้านUSD เหลือเพียง 51,588 ล้านUSD ในปี 2548
-   อัตราการว่างงานร้อยละ 3.2 ในปี 2543 เหลือเพียงร้อยละ 1.9 ในปี 2548
-   ฯลฯ

‘อะไรจ๊ะ’ ขอประณามคุณทักษิณ ชินวัตร ที่บังอาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวมาตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน การทำงานอย่างถึงลูกถึงคนที่กล้าได้กล้าเสียทำให้คนไทยบางคนในสังคมนี้มึนงงและหมั่นไส้มั่กๆ ‘อะไรจ๊ะ’ คนนึงแหล่ะครับที่ไม่ชอบผู้นำประเทศที่ชอบมีนโยบายช่วยเหลือคนจนแบบนี้ เพราะพวกรากหญ้ามันต้องมีคุณภาพชีวิตห่วยๆซิ เรื่องอะไรที่จะมาตีตนเสมอคนกรุงเทพ......ใช่ป่ะ!?!


ยาบ้าที่นายทักษิณปราบซะตอนนี้คนค้าขายยาเค้าเดือดร้อนกันไปทั่วระแหงเพราะปรกติใครใคร่ค้าค้า ใครใคร่ขายขายกันซึ่งอดีตลูกค้าอายุ10-13ปีตามโรงเรียนต่างๆตอนนี้เค้าบอกว่าเซ็งอ่ะยาเม็ดละตั้ง 200 – 300 บาทหาซื้อก็ยาก หรือ เพื่อนรักของ ‘อะไรจ๊ะ’ ที่เคยรีดไถสั่งยิงคนเป็นผักเป็นปลาโดยกฎหมายทำอะไรไม่ได้สักนิดเมื่อสมัย5-6ปีก่อนก็ต้อง low profile ลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรือ บรรดาท่านๆข้าราชการต่างๆที่เคยยิ่งใหญ่ขนาดที่ว่าถ้ายังไม่ส่งเรื่องไปให้นายกฯบางคน ท่านนายกฯแสนดีก็จะบอกว่า ‘ยังไม่ได้รับรายงาน’ มาสมัยนี้บรรดา technocrats ก็เลยหมดความหมายไปซะนี่   เจ็บใจจริงๆซิเอ้า!! ชนชั้นกลางที่อาศัยในเมืองหลวงแบบ‘อะไรจ๊ะ’ ที่ยังฝังใจกับการเดินขบวน การเปลี่ยนแปลง การหักดิบ นั้นรู้สึกว่าประเทศชาติของเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพราะตอนนี้ประเทศชาติกำลังล่มจม การกู้ชาติ(จากการนำของคุณพ่อสนธิ ลิ้มทองกุล)จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในขณะนี้ ‘อะไรจ๊ะ’ ไม่สนใจอ่ะว่าท่านพ่อสนธิจะมีปัญหากะนายทักษิณเรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัวขนาดไหน แต่ ‘อะไรจ๊ะ’ รู้เพียงว่าเมื่อท่านพ่อสั่ง.....ลูกๆในลัทธิพันธมิตรฯต้องเชื่อฟัง (ดูซิ...ขนาดมหา 5 ขันยังเดินตามท่านพ่อสนธิต้อยๆเชียวน๊า.....ฮืมมม!!)


ดังนั้น คนแบบนายทักษิณ ชินวัตร จึงไม่สมควรเป็นนายกฯตั้งแต่แรกเพราะคนแบบ ‘อะไรจ๊ะ’ เห็นว่าขณะนี้ประเทศชาติเราต้องการความสะใจและเอามันส์ไว้ก่อน เรื่องการเฟ้นหาผู้นำประเทศเป็นเรื่องรองเพราะกรุงศรีฯไม่สิ้นคนดี......จำไว้  Rolling Eyes Rolling Eyes Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #1 เมื่อ: 18-07-2006, 10:38 »

นิดนึงว่า....พี่ๆน้องๆที่ส่งแรงใจหั้ยหลังไมค์ กรุณางดครับเพราะเข้าใจว่าระบบของเว๊บบอร์ดนี้คงรองรับไม่ไหว เดี๋ยว server เค้าล่มขึ้นมา.....'อะไรจ๊ะ' ไม่อยากเป็นแพะอ่ะน๊ะ


น๊ะครับๆ........pleaseeeeeeeeeeeeeeeeeee Innocent
บันทึกการเข้า
Yodyood
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 528



« ตอบ #2 เมื่อ: 18-07-2006, 11:03 »

ณ ปี42
 - หนี้นอกประเทศ  959,685.00 ล้านบาท
 - หนี้ในประเทศ  832,777.20  ล้านบาท
ณ เดือนกันยาปี 48
 - หนี้นอกประเทศ  250,826.21 ล้านบาท
 - หนี้ในประเทศ  1,576,168.18  ล้านบาท
สรุปว่าหนี้ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่เลยครับขอโทษ

อันแน่อุตส่าห์เลี่ยงบาลี เอา่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มาโชว์ว่า หนี้สาธารณธต่อ GDP มันลดลงเลยดูดีใช่มั๊ยล่า
คุณลืมไปหรือเปล่าว่าหนี้ภาคประชาชนไม่ได้คิดรวมกับหนี้สาธารณะน่ะ แถมหนี้ตัวนี้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 เท่าในช่วง 4 ปี
คือ จาก 60000 บาทต่อครัวเรือน เป็น 130000 บาืทต่อครัวเรือน

อัตราการว่างงานลดลง แต่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการกระจายรายได้นะครับ

ผลงานดีหมาเลยครับรัฐบาลชุดนี้  Twisted Evil
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-07-2006, 11:05 โดย Yodyood » บันทึกการเข้า

~ You will never know the truth if you dare not to face it. ~
ปีกซ้ายตัวจี๊ด(ล่ำจัง)
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 140



« ตอบ #3 เมื่อ: 18-07-2006, 11:10 »



ไม่ต้องตอบกระทู้    นายคนนี้จะดีกว่านะคับ


ตกๆไปนะดีแล้ว   


เอาเป็นว่า ผมเสนอแล้วกันนะครับ   ถ้าเห็นด้วยก็ ตามนั้นครับ  ปล่อยตกไป   
บันทึกการเข้า
ThailandReport
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,415


« ตอบ #4 เมื่อ: 18-07-2006, 11:11 »

เห่ย เฟ่ย ....
ข้อมูลเก่ากว่า พระเจ้าเหา***นเต้
เรื่องเดิมๆ

พอเหอะ
หมดเวลาปั่นกะทู้หากินละ

เราสละสิทธิ์ เขียนตอบกระทู้ของอะไรจ้ะ นี้ ขอโง่แค่หนนี้ หนเดียว
เพราะ
1.ไร้สาระ
2.ไร้สาระ
และ 3. ไร้สาระโคตรๆ



หมดเวลา ทำมาหากินแล้ว !!
วาสนาจะมาเกย หยุดทำงาน กุลีได้แล้ว!!



รีบไปเฝ้านายแกเหอะ เห็นภาพมันพะงาบๆอยู่แถวนี้อะ...
รีบไปชเลียร์ กอดขา เผื่อจะได้ พลอยฟ้าพลอยฝน พิจารณาแทนที่ 5-6-7 รมต.ที่มีแววจะไขก้อกเร็วๆนี้ดีก่ามั้ง
บันทึกการเข้า

The only thing necessary for the triump of evil is for good men to do nothing !!
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย !
Yodyood
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 528



« ตอบ #5 เมื่อ: 18-07-2006, 11:16 »



ไม่ต้องตอบกระทู้    นายคนนี้จะดีกว่านะคับ


ตกๆไปนะดีแล้ว   


เอาเป็นว่า ผมเสนอแล้วกันนะครับ   ถ้าเห็นด้วยก็ ตามนั้นครับ  ปล่อยตกไป   


รับทราบขอรับ  Very Happy
บันทึกการเข้า

~ You will never know the truth if you dare not to face it. ~
จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #6 เมื่อ: 18-07-2006, 11:18 »

ผมไม่รู้อะไรจ๊ะไปเอาตัวเลขมาจากไหนบ้าง ถ้าริจะให้ข้อมูลแบบนี้ น่าจะทำลิ้งค์ที่มาด้วย อย่าเต้าข่าวเอง

เท่าที่ดูรู้สึกคุณบิดเบือนข้อมูลอย่างหน้าด้านๆในหลายจุด

อย่างแรก ปี 2540 มันสมัยชวลิต และ ทักษินเป็นรัฐบาล ปชป มาได้เป็นเพราะการลาออกของจิ๋วก็ปลายปีแล้ว

คุณกลับเอาตัวเลขปี 2540 มาลงด้วยทำแป๊ะไรไม่ทราบ เพราะมันผลงานของจิ๋วกับทักษิน

อย่างสอง ตัวเลข GDP แน่นอนปี 2541 ได้รับผลกระทบจาก 2540 เต็มๆ

แล้วรู้สึกคุณจะบิดเบือนด้วย ติดลบ 10.5 น่าจะเป็นปี 2540 มากกว่า แล้วคุณก็ข้ามเลขปีอื่นๆหมดเลย มาโยงปี 2546

ผมจำได้ว่า ปชป ก็ได้ทำให้ GDP เพิ่มขึ้นมาทุกปี ในขณะที่พอทักษินเป็นรัฐบาล GDP ก็ได้ลดลงไป 1-2 ปี ส่วนหนึ่งเพราะเอาเงินไปอัดฉีดโครงการ

อีกอย่างเศรษกิจที่รับช่วงต่อจากบิ้กจิ๋ว ที่เงินในคลังหมด ธุรกิจล้มละลายมากมาย กับเศรษฐกิจรับช่วงต่อ จาก ปชป ความยากง่ายมันต่างกันเยอะ
บันทึกการเข้า

see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #7 เมื่อ: 18-07-2006, 11:35 »

เห็นด้วย กะ คุณปีกซ้ายคะ...

ปล่อยให้ อะไรจ๊ะ...พล่ามไปเรื่อยๆ เหอะ  Mr. Green

ว่าแต่... ขอ แหวะ กระทู้...นี้หน่อยละกัน..........  ยี้ !!!
บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #8 เมื่อ: 18-07-2006, 11:49 »


อะไรจ๊ะ’ไม่เกรงใจแล้วน๊ะ!  สารภาพตรงๆเลยว่าคุณทักษิณไม่สมควรเป็นนายกฯตั้งแต่แรก

อ่านเนื้อหาของกระทู้ของคุณ"อะไรจ๊ะ"ทั้งหมด มีความจริง 100 % เพียงบันทัดเดียวที่ยกมา 
นอกนั้นมีความจริงเจือปนในความเท็จเสียส่วนใหญ่ เป็นการพูดบิดเบือน เอาแต่ได้ให้"นาย" ในภาวะขาลงอย่างน่าสะอิดสะเอียน....
Exclamation
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #9 เมื่อ: 18-07-2006, 11:59 »

'อะไรจ๊ะ' จะไม่เกรงใจแล้วน๊ะ...บอกหั้ย


เดี๋ยวไปทานข้าวอ่งดีกั่วววววว Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
เหลี่ยมแซ่ลี้ (ภัย)
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 344


ไม่มีเพื่อน อย่าไปไหนไกล - ไม่มีน้ำใจ อย่าไปไหนเลย


« ตอบ #10 เมื่อ: 18-07-2006, 12:06 »

ว้า.........จืด จังหวะ.....


คิ้ก คิ้ก คิ้ก คิ้ก
บันทึกการเข้า

อนิจจา อันสุราหมาไม่แดรก คนก็แปลกเสือกแดรกได้ไม่อายหมา กรูก็แปลกเสือกแดรกด้วยซวยละวา  หมาก็หมากรูจะแดรกจะทำไม ...........
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #11 เมื่อ: 18-07-2006, 13:28 »

ณ ปี42
 - หนี้นอกประเทศ  959,685.00 ล้านบาท
 - หนี้ในประเทศ  832,777.20  ล้านบาท
ณ เดือนกันยาปี 48
 - หนี้นอกประเทศ  250,826.21 ล้านบาท
 - หนี้ในประเทศ  1,576,168.18  ล้านบาท
สรุปว่าหนี้ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่เลยครับขอโทษ

หนี้ตปท.ลดลง กว่า 700,000 ล้านบาท คุณบอกว่าลดลงไม่เท่าไหร่!?! 




อันแน่อุตส่าห์เลี่ยงบาลี เอา่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มาโชว์ว่า หนี้สาธารณธต่อ GDP มันลดลงเลยดูดีใช่มั๊ยล่า
คุณลืมไปหรือเปล่าว่าหนี้ภาคประชาชนไม่ได้คิดรวมกับหนี้สาธารณะน่ะ แถมหนี้ตัวนี้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 เท่าในช่วง 4 ปี
คือ จาก 60000 บาทต่อครัวเรือน เป็น 130000 บาืทต่อครัวเรือน

ส่วนหนี้ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นก็เพราะการซื้อจักรยานยนต์กับมือถือของประชาชนครับ โดยเฉพาะการโอนหนี้จาก 'หนี้นอกระบบ' มาสู่ 'หนี้ในระบบ' แต่ก็ยังไม่ถึง 50% ของ GDP ประเทศอยู่ดีซึ่งถือว่าปลอดภัยและมีเสถียรภาพ



อัตราการว่างงานลดลง แต่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

อัตราเงินเฟ้อของรัฐบาลทักษิณช่วงปี2544 - 2548 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.57% ในขณะที่อัตราคนว่างงานในช่วงเวลาดังกล่าวอย่ที่ 2% กว่าต้นๆเองครับ


นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการกระจายรายได้นะครับ
การกระจายรายได้แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

                             2544        2545       2546       2547
พวกคนรวย                56.5%      57.8%    55.2%     48.4%
ชนชั้นกลาง               39.3%      38.3%    40.6%     45.2%
รากหญ้า                    4.2%        3.9%      4.2%       6.4%


จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มคนรวยมีรายได้มวลรวมลดน้อยลง ในขณะที่ชนชั้นกลางและรากหญ้ากลับมีสัดส่วนรายได้สูงขึ้น.....คุณมีปัญหาตรงนี้มั้ยเอ่ย!?! 


ผลงานดีหมาเลยครับรัฐบาลชุดนี้  Twisted Evil

ฮ่าๆๆๆ  ชอบน๊ะครับที่มาโต้กันด้วยข้อมูลล้วนๆ Wink
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #12 เมื่อ: 18-07-2006, 13:31 »

Oh God! อาการคันมืออยากบี้มดบี้ปลวกของ 'อะไรจ๊ะ' กลับเข้าสิงร่างแว้วววววอ่ะ



อ่ะจิงดิ๊  Shocked Shocked Shocked
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #13 เมื่อ: 18-07-2006, 13:41 »

เพื่อพ่อสนธิแล้ว พวกลูกๆกระเป๋งอยากบอกว่า 'รักพ่อสนธิจัง' เลยเอาประวัติที่แสนทราม เอ๊ย...เลิศหรูอรังการณ์งานสร้างมาให้ลูกๆท่านอื่นได้อ่านกันเพื่อพวกลูกๆจะได้รักพ่อสนธิมั่กๆไง....อ่ะจิงดิ๊  Rolling Eyes


เงินพนักงาน กฟผ. ถูกสนธิ ชักดาบ 53.68 ล้าน
บางกรวย - พนักงาน กฟผ. อึ้ง เพิ่งรู้ข่าวกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ถูกสนธิ ลิ้มทองกุล เบี้ยวหนี้เงินกู้ 53.68 ล้านบาท ที่เอาไปให้เดอะเอ็ม กรุ๊ปกู้ แล้วไม่ชดใช้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ อาศัยข้ออ้างทางกฎหมายเป็นบุคคลล้มละลายไม่ต้องรับผิดชอบ เรียกร้องให้แสดงความจริงใจที่จะช่วยกฟผ.ด้วยการคืนเงินกู้ เสียก่อน 
    แหล่งข่าวระดับบริหารของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานการ ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าหลังจากที่หนังสือพิมพ์กู้ชาติ ได้นำเสนอข้อมูลภาระหนี้สินของบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนมากกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายการหนี้สินที่กองทุนสำรองเลี้ยง ชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นเจ้าหนี้อยู่ด้วย เป็นเงินจำนวนมากถึง 53.68 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายในหมู่พนักงาน และได้สอบถามมาที่ฝ่ายบริหารกองทุนฯ ว่าหนี้จำนวน 53.68 ล้านบาทนั้น เป็นหนี้สูญแล้วหรือยัง และมีโอกาสที่จะได้คืนหรือไม่ เนื่องจากเป็นเงินจำนวนมาก และเป็นเงินของพนักงานทุกคน 
 
“ที่จริง เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2543 แต่พนักงานส่วนใหญ่เพิ่งมารู้เมื่อได้เห็นข้อมูลหนี้สินของบริษัทเดอะเอ็มกร ุ๊ป ตอนนี้มีถามกันเข้ามามากว่ากองทุนฯจะทำอย่างไรกับเงินจำนวนนี้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนพนักงาน กฟผ. และเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่ทุกคนเก็บออมไว้ใช้ในยามที่ปลดเกษียณไปแล้ว” 
     
หนี้ สินของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 6,000 ล้านบาท ที่เปิดเผยออกไปนั้น เป็นหนี้ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ต่อมานายสนธิถูกฟ้องล้มละลาย จึงเป็นการเปิดช่องให้นายสนธิไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ที่ค้ำประกันไว้ ทำให้หนี้ของเดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทั้งหมดกลายเป็นหนี้เสียที่เจ้าหนี้ทุกรายต้องไปติดตามเรียกรับชำระหนี้กันเ อง ซึ่งในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ต้องถือว่าได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก
 
การสูญเงินจำนวน 53.68 ล้านบาท ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงาน กฟผ. เกิดขึ้นเนื่องจาก บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ทิสโก้ ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินกองทุน สำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ได้นำเงินสะสมของกองทุนฯ ไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนายสนธิได้เร่งระดมทุนจำนวนมากไปลงทุนทำกิจการ ต่างๆ มากมายทั้งธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และธุรกิจสัมปทานดาวเทียมในประเทศลาว ซึ่งธุรกิจทั้งหมดของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนทั้งหมด เนื่องจากความไม่เชี่ยวชาญในธุรกิจที่ลงทุน และความผิดพลาดในการบริหารงานของนายสนธิทำให้บริษัทมีหนี้สินจำนวนมหาศาล 
 
อีก ทั้งผู้บริหารคือนายสนธิ ยังถูก ก.ล.ต. ฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และฉ้อโกงประชาชนด้วย การปลอมมติผู้ถือหุ้นบริษัท เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไออีซี มาค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
    ด้วยเหตุที่มีหนี้สินจำนวนมาก และผลประกอบการขาดทุนโดยตลอด ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ ตลาดหลักทรัพย์จึงถอดถอนหุ้นเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ออกจากกระดานหลัก ไม่ให้มีการซื้อขาย และจัดให้อยู่ในหมวดธุรกิจที่ต้องฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้เงินของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ที่บริษัททิสโก้นำไปลงทุน ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องสูญไปด้วย 
     
อย่าง ไรก็ตาม มีการตรวจสอบในภายหลังพบว่านายสนธิ ได้นำเงินที่ได้จากการระดมทุนของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ นำไปใช้หาประโยชน์ส่วนตัว และไปลงทุนส่วนตัว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนเป็นเหตุให้บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องขาดทุนในที่สุด 
     
อย่างไรก็ตาม หนี้จำนวน 53.68 ล้านบาท ในขณะนี้ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ เนื่องจากบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ชั้นต้น ไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ ในขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ค้ำประกัน และนำเงินไปใช้ทั้งทำธุรกิจและส่วนตัว ก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายไปแล้ว ก็ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้จำนวนนี้อีก สภาวการณ์เช่นนี้จึงทำให้เงินจำนวน 53.68 ล้านบาท ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. มีความเสี่ยงสูงมากที่จะสูญ
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #14 เมื่อ: 18-07-2006, 13:44 »

อ่านจบแย้วเหยอ!?!  ติดใจหล่ะซี้...ม่ะ 'อะไรจ๊ะ' จัดแบบ long version หั้ยลูกๆได้ซาบซึ้งกะท่านพ่อสนธิอีกน๊า


อ่ะ....จัดหั้ยด่วนเลยก๊าบบบบ Rolling Eyes


ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย

            ท่ามกลางความเลวร้ายอันเป็นผลพวงของวิกฤตที่เศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ได้ก่อคุณูปการอย่างใหญ่หลวงประการหนึ่งขึ้นในวงการธุรกิจไทย นั่นคือ ทำให้ได้รู้เห็นว่าวิธีการปล้นของโจรเสื้อนอก หรือ อาชญากรเศรษฐกิจ ทำกันอย่างไร และได้นำมาสู่การสร้างมาตรการป้องกันการปล้นของโจรเสื้อนอก ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้

วันที่ 11 มีนาคม 2543 หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ บ้างพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง บ้างพาดหัวข่าวหน้าธุรกิจ เหมือนกับราวกับนัดกันไว้

“ศาลสั่ง สนธิ ล้มละลาย”

เป็นข่าวที่ดังเกรียวกราวที่สุดของวงการหนังสือพิมพ์ ในห้วงปีนั้น เนื่องจากความเป็นคนดังที่มีทั้งคนรัก และคนชัง ของสนธิ และความที่สนธิ เป็นกรณีตัวอย่างทั้งด้านบวก และด้านลบ หลายต่อหลายเรื่องให้กับคนในวงการหนังสือพิมพ์ ทำให้ข่าวชิ้นนี้ได้รับความสนใจหยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อประชาชน จากเพื่องพ้องน้องพี่ในวงการเดียวกัน มากเป็นพิเศษ

นัยว่าข่าวนี้ถูกเพื่อนๆ ในวงการนำเสนอทั้งด้วยความรัก ความชัง และความหมั่นไส้ ที่มีต่อสนธิ ลิ้มทองกุล

เนื้อหาของข่าวดังกล่าว มีอยู่ว่า .....

 “ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษากรณีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โดยขอให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องว่า ลูกหนี้ที่ 1 ออกหุ้นกู้ประเภทมีหลักประกันทีเอ็มจี และขายหุ้นกู้ตามใบหุ้นลงวันที่ 20 เมษายน 2538 จำนวน 150,000 หุ้น เป็นเงิน 150,000,000 บาท ให้กับบริษัทเงินทุนหลัก ทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำกัด ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 19 เมษายน 2540 โดยลูกหนี้ที่ 1 ยอมจ่ายดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์บวกหนึ่ง  ต่อมาโจทก์ซื้อหุ้นกู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำ กัด โดยสลักหลังโอนหุ้นกู้ของลูกหนี้ที่ 1 ให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ต่างๆ และเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระของลูกหนี้ที่ 1 โดยยินยอมรับผิดชอบร่วมกัน

ภายหลังหุ้นกู้ดังกล่าวครบกำหนดไถ่ถอน ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ไถ่ถอน แม้ทวงถามก็เพิกเฉย โจทก์จึงไปทวงถามลูกหนี้ที่ 2 ก็ยังเพิกเฉย ลูกหนี้ทั้งสองจึงเป็นหนี้โจทก์อยู่ 151,063,013.69 บาท การกระทำของลูกหนี้ทั้งสองเป็นการแสดงพฤติการณ์ให้เห็นชัดเจนว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้   ต้องสันนิษฐานตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย

ศาลเห็นว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้ที่ 1 กล่าวคือ เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ในทางจำนำตามมาตรา 6 เมื่อปรากฏว่า  เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย โดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 10 (2) คือมิได้กล่าวมาในฟ้องว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยินยอมสละหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ที่เป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักทรัพย์ประกันดังกล่าวมาในฟ้อง คำฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎ หมาย แม้ลูกหนี้ที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นมาพิจารณาได้เอง

ส่วนลูกหนี้ที่ 2 ต้องข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และตามลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ลูกหนี้ที่ 2 แสดงให้เห็นว่าได้พยา ยามขวนขวายชำระหนี้ให้โจทก์แต่ประการใด กรณีนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่า ลูกหนี้ที่ 2 ไม่สม ควรเป็นบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด

ศาลจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ให้ลูกหนี้ที่ 2 ชดใช้ค่า ธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ สำหรับค่าทนายความ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดให้ตามที่เห็นสมควรพิพากษายกฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เฉพาะบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 ให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 2 พันบาท”

คำพิพากษานี้ หากพิจารณาเพียงชั้นเดียว ก็จะเชื่อโดยสุจริตใจว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เจ็บปวดกับการต้องเป็นบุคคลล้มละลาย แต่หากมองมากกว่าหนึ่งชั้น ก็จะต้องถือว่าสนธิ โชคดีมาก ที่เขาล้มละลายด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ที่ก่อหนี้มากมายนับหมื่นล้านบาท กับการลงทุนสร้างอาณาจักรเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

หาคนเชื่อได้น้อยมากว่าสนธิ เจ็บปวดจริงๆ กับการถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายในวันนั้น เหมือนๆ กับที่สนธิ ก็ไม่เชื่อว่า พร สิทธิอำนวย เจ้านายเก่าของเขา เจ็บปวดจริงๆ กับการล่มสลายของอาณาจักร PSA ในอดีตเมื่อครั้งที่เขายังฟูเฟื่องในฐานะขุนพลคนหนึ่งของตึกดำ

หากแต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าสนธิ ยินดีอย่างยิ่งกับการเป็นบุคคลล้มละลาย ด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ในขณะที่เขาก่อหนี้ไว้มากกว่ามูลหนี้จำนวนนี้นับร้อยเท่า และไม่มีใครบอกได้ว่าสนธิ นำเงินได้จากการก่อหนี้ไปลงทุนในธุรกิจจริงๆ หรือนำไปใช้เพื่อความสุขสบายในชีวิตของตนเอง

คำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของสนธิ ทั้งด้านชีวิตส่วนตัว และการดำเนินธุรกิจสนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์ 4 หลังงาม ในรั้ว “พีเควิลล่า” บนถนนสุโขทัย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่จัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา และเป็นสวรรค์ชั้นเจ็ดสำหรับเขากับสาวงาม ที่หาซื้อได้ด้วยเงินตรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

นอกเหนือจากคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล ยังมีคดีติดตัว และเป็นคดีเศรษฐกิจที่เข้าข่ายการฉ้อโกงบริษัทมหาชน หรือ ฉ้อโกงประชาชน ที่เรียกกันว่าเป็นอาชญากรเศรษฐ กิจ จากกรณีที่ถูกกลต. กล่าวโทษว่ากระทำการทุจริต ปลอมมติผู้ถือหุ้นบริษัทแมเนเจอร์มีเดียกุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ไปค้ำประกันเงินกู้ให้แก่เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)    ซึ่งข่าวนี้ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่รายงานว่า ...

ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ได้เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ(สศก.)สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อกล่าวโทษให้ดำเนินคดี 4 อดีตกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป(MGR)ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และน.ส.ยุพิน จันทนา กรณีร่วมกันปลอมเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาท ให้กับบริษัทเดอะ เอ็ม กรุ๊ป(TMG) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา

ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากกรณีมีผู้ร้องเรียนก.ล.ต.เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 ว่า บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง(IEC)ไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันการกู้ยืมเงินให้แก่ TMG ซึ่งก.ล.ต.ได้ตรวจ สอบพบเป็นจริงและกล่าวโทษอดีตผู้บริหาร IEC ไปแล้ว แต่ระหว่างการตรวจสอบกรณี IEC นั่นเองก็พบหลักฐานที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่ TMG ว่า มี MGR ร่วมค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาทนี้ด้วยเช่นกัน และต่อมา TMG ได้ผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ MGR ต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้แทนถึง 259 ล้านบาท

จากการตรวจสอบสัญญาที่ MGR ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวรวม 6 ฉบับ ระหว่าง 30 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 พบมีการลงนามโดยบุคคลทั้ง 4 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ MGR โดยคณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบด้วย และไม่ได้เปิดเผยให้ถูกต้องในงบการเงินของ MGR จึงเป็นการกระทำผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตราด้วยกัน ด้วยเป็นการกระทำโดยทุจริต ใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น จนเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR รวมทั้งการปลอมสำเนารายงานประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้กรุงไทยหลงเชื่อ และการไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ผู้ลงทุนได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนตามความจริงจนเสียหายต่อการตัดสินใจลงทุน

หนังสือพิมพ์กระแสหุ้น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวนี้ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 307 และ 311 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลอาญากฎหมายอาญา กรณีการกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง

ทั้งนี้ กรณีความผิดทั้ง 3 ข้อดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 -1,000,000 บาท

พฤติกรรมของสนธิ ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยกลต. นั้น หากกล่าวภาษาชาวบ้าน กล่าวกันง่ายๆ ก็คือ การปล้นบริษัทตัวเอง นั่นเอง เพราะสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR แต่กลับเอา MGE ไปค้ำประกันเงินก็ให้กับเอ็มกรุ๊ป จนเป็นเหตุให้ MGR ต้องรับผิดชอบภาระหนี้ที่เอ็มกรุ๊ป ก่อไว้มากกว่า 1,000 ล้านบาท และเป็นเหตุให้ MGR และผู้ถือหุ้นรายย่อยของ MGR ต้องเสียหาย ขาดทุนย่อยยับจากการกระทำของสนธิ ในครั้งกระนั้น

ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลล้มละลาย และเป็นผู้ต้องหาคดีเศรษฐกิจ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญของ กลต. แต่ สนธิ ไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนกับชะตาชีวิตของเขา และไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเองอีก

สนธิยังทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว และมีความสุขสบายในการทำธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย กับการที่ไม่ต้องรับภาระและความรับผิดชอบใดๆ ในทางกฎหมาย เนื่องจากสถานะบุคคลล้มละลายของเขานั่นเอง

ช่วงแรกของการทำธุรกิจในนามของบุคคลล้มละลาย สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ตัวแทนหรือโนมินีหลายคน ซึ่งในจำนวนนั้น มี จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายของเขา และ พชร สมุทวนิช ลูกชายของ ชัยอนันต์ สมุทวนิช ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธ ไปเปิดบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ แต่ยังคงทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เช่นเดิม เช่น บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด     ทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์ รายการก่อนจะถึงจันทร์ รายการเมืองไทยรายวัน เมืองไทยรายสัปดาห์ และรายการวิทยุ คลื่นเอฟเอ็ม 97.5   เวปไซต์ manager.co.th

สื่อใหม่ๆ เหล่านี้ เป็นกลไกลทางธุรกิจที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล ในการทำรายได้จากการเวลาและพื้นที่โฆษณาให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ที่ถูกจัดให้มาเป็นผู้สนับ สนุนรายใหญ่ของสนธิ และผูกปีเป็นขาประจำกันชนิดที่สื่ออื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ

การทำธุรกิจภายใต้ชื่อบุคคลอื่นของสนธิ เป็นที่สนใจใคร่รู้ของเพื่อนๆ ในวงการว่าการกลับมารอบนี้ เขาจะไปได้สักกี่น้ำ และจากความสนใจก็กลายมาเป็นการจ้องมองเพื่อตรวจสอบว่าสนธิ กำไต๋ อะไรไว้ในมือ จึงกล้าลงทุนมากมาย ขยายกิจการไปทุกด้าน เปิดแนวรบทุกทิศ ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เวปไซต์ และดาวเทียม ซึ่งคาดการณ์กันว่าสนธิ ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่น้อยกว่าหลักพันล้านบาท กับการบุกเบิกกิจการใหม่ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับบุคคลที่อยู่ในภาวะล้มละลาย

แต่สนธิ ในวันนั้นไม่ได้มีสภาพเหมือนบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด เขาสามารถหาเงินมาลงทุนได้ หาเงินไปล่าซื้อตัวคนเก่ง คนดีๆ จากทุกค่าย ทุกสำนักข่าวมารวมตัวกันอยู่ในอาณาจักรของเขา อย่างที่ทุกคนได้แต่ยืนมองด้วยความประหลาดใจ

ไม่มีใครรู้ว่าสนธิ มีอยู่ในมือ หรือ ซ่อนไว้ในบัญชีของใครเท่าไร และทำไมทางการจึงตรวจไม่พบทรัพย์สินเหล่านี้

เดอะเนชั่น เป็นสื่อมวลชนรายแรกที่ตรวจสอบสนธิ อย่างเข้มข้น ด้วยการทำสกู๊ป 4 ตอนรวดเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของการลดหนี้กว่า 6 พันล้าน ให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสถาบันการเงินของรัฐ โดยบรรณาธิการเนชั่นยืนยันเป็นการเสนอข่าวตามปกติ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้อหลัง

หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ในหน้าเศรษฐกิจ ฉบับวันอังคารที่ 9 เมษายน 2544 รายงานว่า เจ้าหนี้ของบริษัท เอ็ม กรุ๊ป อาจยอมตัดยอดหนี้ 70% จากทั้งหมด 6,070 ล้านบาท ตามแผนปรับโครงสร้างของบริษัทในไตรมาส 3 ของปีนี้บริษัทเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540

          เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวในกลุ่มเจ้าหนี้ เปิดเผยว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทเอ็ม กรุ๊ป เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ลงความเห็นร่วมกันว่า บริษัทดังกล่าวไม่สามารถหารายได้เพียงพอชำระหนี้ที่มีอยู่ และจะเชิญผู้ลงทุนภายนอกจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอ็ม กรุ๊ปและซื้ออาคารสำนักงานของบริษัท

"เราเชื่อว่าการปรับลดยอดหนี้จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้ การขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้จะสามารถชำระหนี้ได้เพียง 5-10% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยให้เจ้าหนี้ได้รับเงินคืน 20-30%"

นอกจากนี้บรรดาเจ้าหนี้เตรียมจะให้หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ที่รับประกันเงินกู้ของบริษัท ชำระหนี้บางส่วน แต่แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือจำนวนเงินกู้ที่ต้องชำระคืน

ทั้งนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งถือหุ้น 44.82% ยังคงถูกจัดเป็นบุคคลล้มละลายภายใต้กฎหมายล้มละลาย และจะพ้นสถานะดังกล่าวในวันที่ 18 มีนาคม 2546

เอ็ม กรุ๊ป เป็นบริษัทแม่ที่มีบริษัทในเครือจำนวนมาก รวมทั้ง ผู้จัดการ มีเดีย กรุ๊ป(เอ็มจีอาร์)ที่พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เดิมมีหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์สและเอเชีย อิงค์ รวมทั้งบริการออนไลน์ และการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และการสื่อสารดาวเทียม

เอ็มจีอาร์ และบริษัทในเครือส่วนใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งรวมถึง อีสเทิร์น พรินต์ติง(เอ็ปโค) ปรับโครงสร้างหนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2543-2544

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างหนี้เอ็ม กรุ๊ป ดำเนินการล่าช้ากว่าบริษัทในเครืออื่นๆหนึ่งในบรรดาเจ้าหนี้รายใหญ่   กล่าวว่า   สถานะทางการเงินที่มีปัญหาของบริษัททำให้ประกอบธุรกรรมได้น้อยไม่เพียงพอสร้างรายได้ ส่วนรายได้ที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียวของเอ็ม กรุ๊ปคือ เงินที่ได้จากบริษัทในเครือ

เดอะเนชั่น อ้างนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทิสโก ให้ความเห็นว่า รายงานแสดงสถานะทางการเงินของเอ็มจีอาร์และเอ็ปโค ยังคงมียอดขาดทุนสุทธิและยอดขาดทุนสะสมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทสำนักพิมพ์อื่นๆ เอ็มจีอาร์ รายงานว่ายอดรายได้เพิ่มขึ้น 12.5% และมีกำไรในปี 2544 แต่ยังไม่สามารถตัดยอดหนี้และยอดขาดทุนสะสมได้

เมื่อปลายปี 2543 เอ็ม กรุ๊ปรายงานยอดขาดทุนสุทธิ 329.9 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากยอดขาดทุนปี 2542 เป็นจำนวน 162 ล้านบาท

และในปี 2544 เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ ฐานะการเงินของเอ็มจีอาร์ ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากได้รับสัญญาทำรายการโทรทัศน์ ได้แก่ รายการ"ก่อนจะถึงวันจันทร์"และรายการข่าวและสัมภาษณ์"เมืองไทยรายวัน"

ทั้งสองรายการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ของภาครัฐและได้รับสปอนเซอร์จากกิจการของรัฐหรือบริษัทที่เคยเป็นกิจการของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ปตท. และ การบินไทย ฯลฯ

เอ็มจีอาร์ยังได้รับสิทธิจัดรายการวิทยุทางคลื่นเอฟเอ็ม 99.5 ซึ่งมีรายได้จากโฆษณาของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง

ในตอนท้าย เดอะเนชั่น ยังได้บอกว่า นี่คือ 1 ใน 4 ตอน ที่จะตีพิมพ์เกี่ยวข้องกับเครือเอ็มกรุ๊ป ในยุครัฐบาลภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายพนา จันทรวิโรจน์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น บอกว่า การนำเสนอรายงานดัง กล่าว เป็นการนำเสนอข่าวปรับโครงสร้างตามปกติธรรมดา เหมือนกับการเขียนรายงานทั่วไป ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นพิเศษ และก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็เคยเสนอเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ดังนั้น ทางเดอะเนชั่นจึงได้ติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติมมานำเสนอ ซึ่งได้ข้อมูลที่คืบหน้าพอสมควร โดยแบ่งเนื้อหานำเสนอทั้งหมด 4 ตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คอลัมน์ "ป้อมพระสุเมรุ" ในเว็บไซต์ www.manager.co.th ที่เขียนโดย รุ่งอรุณ สุริยามณี ได้เขียนถึงความขัดแย้งในกลุ่มเนชั่น ทำให้ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น นำเรื่องการปรับโครงสร้างของเอ็ม กรุ๊ป มานำเสนอบ้าง

สกู๊ปตอนที่ 2 ของ เดอะเนชั่น หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น   ระบุว่า อาณาจักรทางธุรกิจของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้โอกาสต่อลมหายใจอีกครั้ง โดยเบนเข็มจากสิ่งพิมพ์เป็นวงการโทรทัศน์ ความ สัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย ทำให้นายสนธิ ได้สัญญาผลิตรายการสถานการณ์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ได้แก่ รายการ ก่อนจะถึงวันจันทร์ และเมืองไทยรายวัน

รายการก่อนจะถึงวันจันทร์ได้รับสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย การบินไทย และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นต้น และรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังให้สปอนเซอร์รายการเมืองไทยรายวันด้วย รายการนี้ผลิตโดยบริษัท ไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นอีกบริษัทหนึ่งของนายสนธิ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป เป็นเจ้าของ

เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ให้กับไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ทั้งสองรายการจำนวน 40 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ยังได้สัญญาจัดรายการวิทยุนาน 3 ชั่วโมง ทางสถานีวิทยุคลื่น 99.5 โดยมีธนาคารกรุงไทย การบินไทย และปตท. เป็นสปอนเซอร์

การลงทุนผลิตรายการทางโทรทัศน์มีขึ้น แม้ว่าสองปีที่แล้วเอ็ม กรุ๊ป ปลดพนักงานเกือบ 1,000 คน ในบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

ในปี 2540 เอ็ม กรุ๊ปเผชิญ วิกฤติเศรษฐกิจ มีหนี้สินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเอ็ม กรุ๊ป มีหนี้ 6,000 ล้านบาท, แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป 4,700 ล้านบาท และโรงพิมพ์ตะวันออก 2,300 ล้านบาท ขณะที่หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ขาดทุน 24 ล้านเหรียญสหรัฐ และเอ็ม กรุ๊ป ต้องรับประกันหนี้เงินกู้ 1,200 ล้านบาท ที่ธนาคารกรุงไทย อนุมัติให้บริษัท อินเตอร์แนชั่นแนล เอ็นจิเนียริงพีแอลซี(ไออีซี) ซึ่งนายสนธิ ซื้อกิจการไว้

เมื่อมองถึงภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลและโอกาสสร้างกำไรยากมาก การอนุมัติสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอ็ม กรุ๊ป กับรัฐบาล รวมทั้งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มตรวจสอบความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายสนธิ กับนักการเมืองและนักธุรกิจชั้นนำบางคน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพทางธุรกิจของนายสนธิหรือไม่

ปรากฎการณ์แมลงวันตอมแมลงวัน สื่อตรวจสอบสื่อที่เดอะเนชั่น เปิดเกมขึ้นนั้นได้รับการตอบรับอย่างชื่นชมจากนางอรุณีประภา หอมเศรษฐี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม   ว่า เป็นเรื่องปกติที่สื่อจะนำเสนอเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องทางธุรกิจและข้อมูลที่สามารถเสนอเป็นข่าวได้ แต่ไม่ทราบว่า การเสนอข่าวดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่า การตัดสิน ใจของรัฐที่จะดำเนินการอะไรสักอย่าง จะมีทั้งกลุ่มที่ได้และเสียประโยชน์ เพียงแต่การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสื่อ

"การที่สื่อตรวจสอบกันเองเป็นเรื่องดี เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือ ประชาชน ประชาชนก็อยาก จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อ สื่อมีความโปร่งใสแค่ไหน เพราะคนที่จะรู้เบื้องหลังเบื้องลึกก็จะมีเพียงคนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนเท่านั้น แมลงวันตอมแมลงวันบ้างก็ดี หากไม่ตอมกันเลยก็คงไม่ต้องตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ฯขึ้นมา กลายเป็นสภามาเฟียไป"

สกู๊ปตอนสุดท้ายของ เดอะเนชั่น เป็นตอนที่สำคัญและมีทีเด็ดที่ทุกคนในวงการต้องตกตะลึง เมื่อเดอะเนชั่น เปิดเผยถึงวิธีการที่นายสนธิ ขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และเป็นเจ้าของผ่านการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งล้วนจดทะเบียนในเกาะบริติช เวอร์จิน

เดอะเนชั่น ระบุว่านายสนธิ เริ่มขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยเริ่มจากซื้อกิจการนิตยสารเอเชีย อิงค์ในฮ่องกงนิตยสารบัซในแคลิฟอร์เนีย และเปิดตัวหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังขยายการลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น กิจการดาวเทียมในลาว โรงแรมในมณฑลยูนานของจีน และโรงงาน ผลิตปูนซีเมนต์ในเวียดนาม เป็นต้น

การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วทำให้หลายคนสงสัยว่า เขาหาเงินทุนจำนวนมากได้อย่างไร นายสนธิ เริ่มจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในฮ่องกงเมื่อปี 2533 หลังจากนั้นกิจการก็เริ่มขยายขอบเขตกว้างขวาง สามารถตั้งบริษัทใหม่ 4 แห่งภายในไม่กี่ปี และจนถึงปี 2538 นายสนธิ มีบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกงนับสิบแห่ง

นายสนธิ แผ่ขยายกิจการที่มีเครือข่ายซับซ้อนเพื่อทำให้มีอำนาจควบคุมทางอ้อมมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยใช้วิธีการถือหุ้นไขว้ นายสนธิ จะถือหุ้นโดยตรงในแต่ละบริษัทเพียงเล็กน้อย แต่จะมีอำนาจควบคุมจากการเป็นเจ้าของบริษัทโฮลดิ้ง ที่ซื้อหุ้นในบริษัทอื่นในเครือ และบริษัทโฮลดิ้งเหล่านี้รวมทั้งเอ็ม กรุ๊ป จดทะเบียนก่อตั้งที่เกาะบริติช เวอร์จิน

การดำเนินกิจการของหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นายสนธิและผู้บริหารเอ็ม กรุ๊ป หลายคนถือหุ้นในหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส จำนวนเล็กน้อย แต่บริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นใหญ่ในเอเชีย ไทม์ส และเอ็ม กรุ๊ป ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล

โครงสร้างดังกล่าวทำให้เสียภาษีน้อยลงและป้องกันการเกิดปัญหาทางการเงินได้มากขึ้น เจ้าหนี้และพนักงานของเอเชีย ไทม์ส ทราบภายหลังว่า โครงสร้างนี้เอื้อประโยชน์ให้นายสนธิ ไม่ต้องรับผิด ชอบเมื่อหนังสือพิมพ์ประสบปัญหาและต้องปิดตัวลง

และในปี 2539 นายสนธิ เริ่มประสบปัญหาทางการเงิน ธุรกิจในต่างประเทศก็ล้มพับแต่ไม่รุนแรงนัก กิจการดาวเทียมในลาวก็ล้มเลิกไป ขายนิตยสารเอเชีย อิงค์ให้พนักงานและผู้ร่วมลงทุนต่างชาติซื้อบริษัทเอเชียน แอดเวอร์ไทซิงและมาร์เก็ตติงไว้

นายสนธิ แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเกี่ยวกับหนี้ต่างประเทศ และโน้มน้าวให้ลูกหนี้คนไทยทั้งหลายหยุดชำระหนี้ต่างประเทศ และขณะที่เจ้าหนี้ในหลายประเทศยื่นฟ้องเพื่อเรียกเงินคืน ทรัพย์สินในต่างประเทศบางส่วนของนายสนธิ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการล่มสลายของอาณาจักรธุรกิจของเขา

บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงบางแห่งที่นายสนธิ เป็นผู้อำนวยการยังคงดำเนินกิจการและแม้หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ปิดไปแล้ว เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ยังคงเผยแพร่ข่าวสารตามปกติ

ทั้งนี้ สำหรับเกาะ บริติช เวอร์จิน ได้ถูกกล่าวขานกันไปทั่วโลกว่าเป็นแหล่งใหญ่ของการฟอกเงิน

สกู๊ปตอนที่ 4 ของเดอะเนชั่น จบลงด้วยการไม่ปรักปรำ ใส่ร้ายสนธิ ลิ้มทองกุล หากแต่ให้ประชาชนผู้อ่าน พิจารณากันเองว่าสนธิ เป็นนักธุรกิจประเภทใด และมีกระบวนการภายใต้อำนาจรัฐ โอบอุ้มช่วยเหลือเขาอยู่จริงหรือไม่

ผู้อ่านสกู๊ปทั้ง 4 ตอนของเดอะเนชั่น ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การเกิดขึ้นของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็นเหมือนการปลุกผีที่ตายไปแล้ว ให้กลับคืนชีพ เป็นผีดิบ มาสูบเลือดสูบเนื้อสูบทรัพย์สินของประเทศ อีกครั้งหนึ่ง

จากการตรวจสอบเอกสารการซื้อขายเวลาและพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ หน่วยงานของรัฐ ที่ทำสัญญากับกิจการใหม่ๆ ของสนธิ พบว่ามีรายการจัดซื้อรายการหนึ่งที่น่าสนใจ และคงไม่เกินเลยไปนัก หากจะบอกว่าสัญญาฉบับนี้ มี สนธิ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ และกล้าทำ เช่นเดียวกับสัญญาซื้อโฆษณาของ ปตท. ที่ทำกับ 11 News 1 ด้วยงบประมาณ 60 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า 11 News 1 จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และสัญญาการรับชำระหนี้ของธนาคารกรุงไทย ที่ให้สิทธิพิเศษแก่สนธิ ด้วยการรับชำระหนี้ด้วยหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แทนการใช้เงิน ที่ได้เปิดเผยไปแล้ว ในอีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1

สัญญาที่ตรวจสอบพบฉบับนี้ ก็เป็นของธนาคารกรุงไทย เช่นเดียวกัน เป็นสัญญาที่ธนาคารกรุงไทย ทำกับบริษัทเวิลด์ไวด์มีเดีย จำกัด ให้มีการปรับเปลี่ยนสัญญาการซื้อสื่อโฆษณา ในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2547 เป็นการโฆษณาบนเวปไซต์ mana ger.co.th แทน  รวมมูลค่า 3,465,000.00 บาท ซึ่งหมายความว่า เฉพาะเวปไซต์ manager.co.th มีรายได้จากการขายแบนเนอร์โฆษณาให้แก่ธนาคากรุงไทย เดือนละ 1,155,000 บาท ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นเวปไซต์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะในโลกด้วยซ้ำ และธนาคารกรุงไทย ก็น่าจะเป็นลูกค้าแบนเนอร์ รายใหญ่ที่สุดเท่าที่เวปไซต์ manager.co.th เปิดมาจนถึงทุกวันนี้

สัญญาฉบับดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด กับ บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด ซึ่ง ข้อ 2 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่า

2. ชดเชยโฆษณาที่ไม่ได้ออกอากาศในรายการ “สภาท่าพระอาทิตย์” เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2547 ดังนี้

2.1 โฆษณาบน WEBSITE : manager.co.th ในลักษณะ Banner 3 ขนาด คือ  ขนาด A1 = 468x60 pixels , A2 = 173x350 pixels และ A3 = 173x95 pixels ดังนี้

- หน้าแรก (Homepage ) ลง Banner ขนาด A1 , A2 และ A3 เฉลี่ยเดือนละ 1,500,000 IMP รวมเป็น 4,500,000 IMP มูลค่ารวม 2,700,000 บาท

- หน้าหมวด (ธุรกิจ) ลง Banner ขนาด A1 เดือนละ 310,000 IMP รวมเป็น 930,000 IMP มูลค่ารวม 465,000 บาท

- หน้าข่าว ลง Banner ขนาด A2 เดือนละ 250,000 IMP รวมเป็น 750,000 IMP มูลค่ารวม 300,000 บาท

- ไม่คิดค่าใช้จ่ายในการออกแบบและสร้าง Banner ขนาดละ 1 แบบ มูลค่ารวม 75,000 บาท

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจที่ได้รับการโอบอุ้มด้วยดีจากอำนาจรัฐ ในวันที่ความ สัมพันธ์ระหว่างสนธิ กับรัฐบาล ยังดีเยี่ยม

ไม่เพียงแต่ ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ความมีน้ำใจไมตรีแบบนี้ ยังมีจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปสนับสนุนเวปไซต์ manager.co.th เป็นเงินถึง 1,100,000 บาท โดยได้รับสิทธิประโยชน์เป็น Banner ขนาด A1 และ A2 ที่หน้าแรก และขนาด A1 ที่หน้าหุ้น เป็นเวลา 9 สัปดาห์ หรือประมาณ วันละ 17,460 บาท ซึ่งเป็นราคาที่หอมหวนยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจเวปไซต์ทุกคน แต่มีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้

การกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ด้วยสถานภาพบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ยากลำบากเหมือนบุคคลล้มละลายทั่วไป เขาได้รับการตอบรับอย่างดีจากรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่ไปเยือน และไม่เคยผิดหวังกับการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ยื่นไป ไม่ว่าจะเป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ได้รับการสนับ สนุนจากธนาคารกรุงไทย รายเดียว ถึงปีละ 38,000,000 บาท

แม้จะเป็นบุคคลล้มละลาย สนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างมีสีสันไม่เปลี่ยนแปลงจากยุคสมัยที่เป็นเศรษฐีมีทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท ไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์คันหรู มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง กินดื่มในโรงแรมชั้นหนึ่ง และซื้อหาความสุขบนเตียง ด้วยเงินทองส่วนที่เก็บไว้ หรือพูดให้ชัดก็คือ ที่ได้ถ่ายไว้ (ถ่ายออกจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย)

สภาพที่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นอยู่ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ “ล้มละลาย” หากแต่น่าจะเป็น “ล้มระรื่น” มากกว่า

เพราะล้มแล้วก็ระรื่นได้ ดังเดิม บางทีอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #15 เมื่อ: 18-07-2006, 13:52 »

หงับๆๆๆ  Rolling Eyes


มีบางท่านหลังประตู...เอ๊ย  หลังไมค์มาบอกว่าอ่านของท่านพ่อสนธิเบื่อแร๊ะ เลยท้าทายให้ 'อะไรจ๊ะ' ถ้าแน่จริงก็เอาคนอื่นในลัทธิพันธมิตรฯมาให้ดูหน่อย


อ่ะ...จัดหั้ยด่วนแบบไม่ได้บอกผ่านเลยน๊าตัว


อ่ะจิงดิ๊  Rolling Eyes


เชิญลูกๆท่านพ่อสนธิคลิ๊กด่วนจี๋ที่นี่เลยฮับ แล้วพิมพ์คำว่า 'สุริยะใส กตะศิลา' ลงไปในชื่อ-สกุลหน่อยดิ๊

http://www.dopa.go.th/Election/Intranet/enqls/desc.php 
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #16 เมื่อ: 18-07-2006, 13:59 »

ขำๆอ่ะน๊ะ อ่านแล้ว...ลูกๆอย่าเครียดเป็นไมเกรนข้างเดียวหล่ะกัน เพราะเดี๋ยว 'อะไรจ๊ะ' จะรู้สึกผิดพาลจะหาข้อมูลมา copy & paste มันส์มือเชียวน๊า  กร๊ากกกกกกกกกก Laughing Laughing Laughing


อ่ะ...ทีนี้มาลองอ่านความรู้สึกของท่านอื่นบ้างดีกั่ว.....



ผมต่อต้านเพื่อนธิกับพี่ลอง

ไม่ใช่ด้วยความคิดของทั้งสองที่จะไล่ทักษิณ
แต่ต่อต้านด้วยวิธีการที่ทั้งสองคนเรียกว่า "วิธีกู้ชาติ"
วันนี้ สถานการณ์ไม่ได้สร้างวีรบุรุษ
แต่คนที่พยายามจะเป็นวีรบุรุษ .. กำลังสร้างสถานการณ์

วันนี้ผมจะใช้คำพูดแรงหน่อย
เพราะดูทั้งสองคนนั้นจะไม่นิยมความสุภาพนุ่มนวล

ผมคงต้องถามทั้งสองคน ทั้งเพื่อนธิและพี่ลอง ว่า"แกล้งโง่หรือตั้งใจโง่"
ทั้งสองคนกำลังแก้ปัญหาเล็บตีนขบด้วยการตัดตีนทิ้ง
กำลังแก้ปัญหาเหาบนหนังหัวด้วยการบั่นคอ .. เอาเหาทิ้งไป
ถ้าเป็นไอ้หน้าโง่ที่ไหนซักคนสองคนทำในลักษณะเดียวกันนี้
ผมว่ามันก็พอทำความเข้าใจได้ เพราะมันเป็นวิธีการของคนงี่โง่ที่ไม่มีปัญญา
แต่ทั้งเพื่อนธิและพี่ลอง หาใช่คนหน้าโง่ไม่ .. แต่จงใจแกล้งโง่

ผมอยากถามว่า การที่ทักษิณทำความผิด จำเป็นด้วยหรือไง
ที่ทั้งสองจะต้องทำร้ายคนร่วมชาติไปด้วย นี่ไม่ใช่สงครามนะเฟ้ย
คนไทยไม่จำเป็นต้องชิบหาx ไปพร้อม ๆ กับทักษิณซักหน่อย

ทำไมไม่ใช้วิธีเบรคชั่วแบบยืดเยื้อ แทนการหักหาญแบบยั้วเยี้ย
ทำไมไม่ใช้วิธีการแฉประเด็นไปเรื่อย ๆ ล้มล้างความเชื่อถือในตัวทักษิณ
แล้วตลบหลังในการเลือกตั้งอีก 3 ปีข้างหน้า ให้ทักษิณลงแบบมีกติกา
แถมเอาข้อหาอาญา และข้อมูลที่สะสมมาหลายปี เอามาเล่นงานแบบถาวร

ลองมองไปรอบ ๆ นะเพื่อนธิกับไอ้พี่ลอง
เศรษฐกิจมันกำลังดี ๆ หลังจากซมซานทุลักทุเลมานาน
โรงงานทั้งหลายนี่ ก็เพิ่งปรับตัวรับราคาน้ำมันกับดอกเบี้ยได้หยก ๆ
.. แม่ม .. มาเพิ่มโจทย์ใหม่ให้อีกแล้ว

พรรคพวกผมแถวสวรรคโลกกำลังจะฟื้น กำลังจะทำไซโลชุมชน
ตอนนี้เป็นไง .. ชะงักแป้กสะดุดโป๊ก ชาวบ้านได้แต่มองหน้ากัน
แล้วถามว่า "กรูไปทำอะไรผิดฟะ"

เงินนอกตั้งกี่แสนล้าน ทั้งจากฝรั่งเศส จากแคนนาดา จากเดนมาร์ค จากเยอรมัน
ทุกคนขอเพนดิ้งกันหมด
ก้อฝรั่งหน้าไหนมันจะโง่เสี่ยงล่ะห๊ะ เพื่อนธิ .. พี่ลอง

เงินเท่าไหร่ในวงจรที่ต้องหยุดไป
เงินเท่าไหร่ที่เอามาจ้างพวกเรา
พวกเราที่เป็นคนไทยเหมือนเพื่อนธิกับพี่ลองนี่แหละ
คนไทยทำผิดอะไร ถึงต้องมานั่งรอดูชะตากรรมตัวเอง
จากผลของการกู้ชาติของทั้งเพื่อนธิและพี่ลอง
เอ็งสองคนทำไมทำยังงี้ฟะ ทำเหมือนไม่เห็นหัวคนไทยด้วยกัน

ตอนบ้านเมืองเดือดร้อน
คนไทยมีแต่หนี้สินท่วมตัว
และก็คนไทยเหมือนเพื่อนธิกับพี่ลองนี่แหละ
ที่ต้องหมดบ้าน หมดตัว ลูกต้องออกจากโรงเรียน
พ่อไปตักไอศครีมขาย แม่ต้องไปรับดอกไม่จันทน์มาพับส่งเค้า
หาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแก้อดแก้อยาก

.. ไอ้เพื่อนธิกับไอ้พี่ลองไปมุดหัวอยู่ไหน เอ็งสองคนเคยช่วยอะไรคนไทยด้วยกันมั่ง ..

มาวันนี้ วันที่เราพอจะลืมตาอ้าปากได้มั่ง
มั๊นก็เสือกทะลึ่งกวนน้ำให้ขุ่นแม่มซะงั้น
รักจะปราบคนพาลอภิบาลคนดี แต่ทะลึ่งอวดเก่งแบบโง่ ๆ
ยกพวกปิดทำเนียบให้เสียฮวงจุ้ยซะงั้น

ผมเคยถามแล้วว่า

.. การที่ทักษิณต้องไปในวันนี้ กับไปในอีก 3 ปีข้างหน้า
อย่างไหน คนไทยชิบหาxมากกว่ากัน ..หืมม
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #17 เมื่อ: 18-07-2006, 14:04 »

ฮ่าๆๆๆๆๆ ชอบจังที่ 'อะไรจ๊ะ' เป็นฝ่ายบุกตะลุยยิงอยู่ฝ่ายเดียว ลูกๆลัทธิพันธมิตรฯเลยเกิดอาการ แหยงหลบลงรูลงไหนกันสลอนเชียว  เอิ๊กกๆๆๆๆ  ขำๆ

เดี๋ยวจะหาว่า 'อะไรจ๊ะ' ใจร้ายทำบาปผิดศีลข้อ 1 แบบไม่เกรงใจใคร 'อะไรจ๊ะ' เลยอยากแนะนำหนังสือดีๆให้ลูกๆเหล่าสาวกคนรักท่านพ่อสนธิไปอ่านเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพด้านจริยธรรมกันดีมั้ยอ่ะ?  ฮืมมม!?!


http://dungtrin.com/whatapity/00.htm
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #18 เมื่อ: 18-07-2006, 14:08 »

 Rolling Eyes Rolling Eyes Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #19 เมื่อ: 18-07-2006, 14:26 »

โหลๆๆ  หนึ่ง  สอง.......

พอดีมีสมาชิกท่านหนึ่งได้กรุณาฝากข้อความเป็นความรู้เพิ่มเติมแตกยอดเกี่ยวกับพ่อท่านสนธิ ก็เลยเอามาโพสต์ให้เหล่าสาวกฯอ่านเพื่อจะได้ศรัทธาในตัวท่านพ่อมากยิ่งขึ้นอ่ะครับ  Rolling Eyes


สนธิ...คนสำคัญหรือเพียงตัวละครตัวหนึ่ง...
สนธิ...ที่เราเห็น..สนธิที่เรารู้จัก...  หากเรามองให้ลึก เค้าอาจเป็นเพียงสุนัขจนตรอกที่ล่าเนื้อ... รับจ้างมาจากนายพรานที่นั่งนิ่ง...อยู่ด้านหลังฉากเท่านั้น
ก้าวแรกสนธิ...

นายสนธิที่เรารู้จักในช่วงแรก  คือนักหนังสือพิมพ์ฝีปากเอก กล้าออกมาวิจารณ์..สวนทาง..ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ซึ่งในขณะนั้นมีแต่หนังสือพิมพ์วิจารณ์รัฐบาลในลักษณะ "บัวไม่ช้ำ..น้ำไม่ขุ่น" หรือในลักษณะ "ตัดพ้อ" กับการทำงานของรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งอารมณ์เช่นนี้ ใครที่อ่านหนังสือพิมพ์วันละอย่างน้อยสองฉบับจะรู้สึกได้ดี ซึ่งขณะนั้น... ไม่มีสื่อไหนขุดคุ้ยเรื่องราวที่ควรจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง ปรส. และอีกหลายๆเรื่อง แต่อย่างใด สนธิออกรายการโทรทัศน์และสื่อทางวิทยุเป็นบางครั้งคราว จนเริ่มเป็นที่รู้จักขยายตัวขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่กำลังเบื่อหน่ายรัฐบาลในสมัยนั้น รู้สึกชอบ...สนุกเมื่อได้ฟังนายสนธิ

ก้าวต่อมา...

ต่อมารัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ช่วงแรก นายสนธิจึงยังคงยืนอยู่ฝั่งเดียวกับรัฐบาล เพราะกระแสสังคมในช่วงนั้นยังเทมาทางพ.ต.ท ทักษิณอยู่มาก สนธิตั้งตนเป็นสื่อที่อยู่ฝั่งรัฐบาลเพื่อเกาะกระแส   โดยสนธิเลือกพูดในสิ่งที่โดนใจคนที่ติดตามข่าวอย่างละเอียด ตั้งแต่รัฐบาลสมัยอดีต ไม่ว่าจะเป็น "สมัยนายปรีดี พนมยงค์" "การปฏิวัติสมัยพลโทผิน ชุณหะวัณ พลเอกเผ่า ศรีญานนท์" และเรื่องราว "ไปบางเขน ของพ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ" นายกตำรวจคู่กายพลเอกเผ่า "สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัฐ" "สงครามสั่งสอนของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ" และ"หยีสุหรง" ฯลฯ ทำให้คนที่ติดตามข่าว ศึกษาประวัติการเมืองไทย และคนที่อยู่ในยุคนั้น หันมาสนใจในตัวนายสนธิ ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องราวเหล่านี้เป็นที่รู้ดีในกลุ่มคนตามข่าวรุ่นใหญ่ทั้งนั้น โดยหากจะศึกษาจริงๆ ใช้หนังสือเพียงหายากเก่าๆไม่กี่เล่มในตู้หนังสือที่บ้าน ก็สามารถเล่าเรื่องได้ทั้งหมด โดยนายสนธิเล่าราวกับว่าเรื่องเหล่านี้เขานั้นรู้ดี สนธิชอบพูดเสมอว่า "ประวัติศาสตร์สามารถบอกอะไรในปัจจุบันได้" เขาจึงเลือกประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องมือและใช้การอย่างแยบยล  คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้มาก่อนขณะนั้น ยิ่งชื่นชอบในตัวนายสนธิขึ้นไปอีก เนื่องจากนำเรื่องประวัติการเมืองเดิมที่ไม่เคยรู้มาก่อน  โดยนายสนธิเลือกเล่าแบบมีจังหวะจะโคน ทำให้น่าติดตาม ซึ่งจริงๆแล้วไม่ต่างอะไรกับฟังเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นธรรมดาๆที่เกิดขึ้นในอดีตแต่การเล่าของเขาทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า .."ตนนั้น....ได้มีความรู้เหนือคนอื่นและรู้เชิงลึกกว่าคนอื่นไปแล้ว"  ด้วยทักษะนี้เอง ..นายสนธิเองรู้ดี จึงเลือกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในเวลาที่ต้องการ

ก้าวที่ไกลกว่าเดิม...

ต่อมานายสนธิ ได้เวลาในโทรทัศน์ โดยนายสนธิเล่าเรื่องเก่า ผสมเรื่องใหม่ได้อย่างแนบเนียน ชวนติดตาม และนายสนธิ กล่าวในรายการโทรทัศน์ของตนเองว่า "ได้ไปรัปประทานอาหารกับนายกฯ" ทำให้ผู้ฟังรายการที่ชื่นชมและไม่ชื่นชมการทำงานของรัฐบาล รู้สึกว่าจะมีสื่อที่พูดถึงการทำงานของรัฐบาลจากภายใน  มิใช่วิจารณาจากภายนอกเช่นสื่ออื่นๆที่ผ่านมา ก้าวนี้ นายสนธิได้สร้างเครดิตให้ตนเองเหนื่อกว่าสื่ออื่น ซึ่งผู้ฟังถือว่า"นายสนธิ...เป็นผู้รู้ดี รู้เบื้องหลังทั้งหมด ...ของรัฐบาลนี้" โดยไม่กลัวคำครหาว่าเป็นสื่อที่ถูกครอบงำแต่อย่างใด เพราะสื่อย่อมไม่วิจารณ์สื่อด้วยกัน อย่างที่เราเห็น...

ก้าวขาหลอก...

นายสนธิเริ่มมีปัญหาในข้อต่อรองของตนเอง  เพราะความต้องการทั้งหมดที่ทำมาต้องการซื้อใจ...ต่อฝ่ายรัฐบาล แต่สิ่งที่ต่อรองนั้นไม่อาจสนองได้ นายสนธิเริ่มกล่าวสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงในรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ โดยเลือกเล่าเก่าๆเช่นเรื่องหยีสุหรง ซึ่งถือว่าเป็นการสะกิดแผลเป็นเก่าๆ ให้พี่น้องภาคใต้เนื่องจากผู้ผ่านทางรายการโทรทัศน์  ซึ่งส่งผลร้ายต่อแผนสมานฉันท์ของรัฐบาลและฝ่านกลาโหม  ซึ่งนายสนธิทำเพื่อการต่อรองกับทางรัฐบาล...แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง  และซ้ำร้ายนายสนธิได้รับแจ้งว่าเตือนให้ระวังคำพูดเหล่านี้ในรายการเพราะกระทบความมั่นคง นายสนธิจึงดำเนินแผนต่อคือต้องการให้รายการของตนถูกถอดออก เพื่อการดำเนินแผนการต่อไป จึงหยิบยกเบื้องสูงมากล่าวในรายการโดยไม่อ้างที่มา...เป็นเหตุให้รายการถูกถอดออก ซึ่งตรงตามแผน โดยนายสนธิได้อ้างความชอบธรรมว่าที่ตนทำไปทั้งหมดเพื่อเบื้องสูง  ขณะนั้นสนธิใช้แผนปล่อยทิ้งให้ผู้ชมทางบ้านใคร่รู้ว่า ...คำว่า.."เพื่อเบื้องสูง" ของสนธิคือสิ่งใดกันแน่ ...

ก้าวการใหญ่...

นายสนธิ ยังเดินหมากของตนต่อ โดยเล่าเรื่อง แบบชวนให้สงสัย ติดตาม อ้างอิงแหล่งข่าวว่าลับ และอ้างว่าแฉเพราะผู้ฟังก่อนนั้นถือว่านายสนธิ...เป็นผู้รู้ดี รู้เบื้องหลังทั้งหมด ...ของรัฐบาลนี้  จึงมีคนจำนวนหนึ่งตามไปฟังและคล้อยตามทักษะอันเยี่ยมยอดของนายสนธิ ซึ่งหากใครศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองมาหรือศึกษาวิชาทหารมาจะรู้ว่าว่า...สนธิ...ใช้บทเรียนเรื่อง "การข่าว" ได้อย่าง "สัมฤทธิ์ผลสมประสงค์"  ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้นายกสนธิใช้การอ้างอิงสถาบันฯมาตลอด ซึ่งทางฝ่ายกลาโหมอ่านหมากทั้งหมดออกเช่นกัน จึงใช้วิธี"ตักเตือนเบื้องต้น"  แต่ถึงกับสะดุดเมื่อรับโทรศัพท์สายตรงจากท่านผู้ยิ่งใหญ่สายหนึ่งว่า "จะทำอะไรกันลูก ให้ ... รู้บ้าง" จึงจำต้องปล่อยเรื่องทั้งหมดให้ฝ่ายการเมืองแทน ซึ่งนายสนธิมีไม้ใหญ่คอยค้ำหลังนี่เองจึงทำให้สนธิรวบรวมกลุ่มกำลังคนมาจากหลายกลุ่มได้มากขึ้น  ซึ่งอาศัยทุนรอนจากนายทุนผู้ซึ่งท่าน...หามาให้  โดยนายสนธิเองได้ออกลูกรับ ลูกสอดเข้ากับท่าน... นี้เป็นอย่างดีอย่างแนบเนี่ยน โดยฝ่ายเต้นคื่อนายสนธิ การสนับสนุนนี้เอง  จึงทำให้กลุ่มคนที่จะเข้ากับกลุ่มสนธิใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  โดยประชาชนที่ไม่เห็นด้วยมองเห็นเป้าแต่นายสนธิ จึงละเลยจุดใหญ่ไม้ค้ำนี้ไป  "ราวกับว่ารบในสงครามแห่งความเชื่อแต่ไม่เห็นศัตรูที่แท้จริงๆ"  และกลุ่มต่างๆขยายวงกว้างออกไป  แม้แต่คนที่รู้ทั้งรู้ยังเลือกที่จะเงียบและไม่เสี่ยงที่จะตอบโต้  ...

บทความนี้อยากให้ท่านทั้งหลายอ่านหมากนี้ในเชิงกว้าง  ว่าหากนายสนธิจบ ... อย่างอื่นจะจบตามหรือไม่ และจริงหรือว่า...นายสนธิเป็นตัวจักรสำคัญ  หรือนายสนธิจะเป็น

บทความนี้อยากให้ท่านทั้งหลายอ่านหมากนี้ในเชิงกว้าง  ว่าหากนายสนธิจบ ... อย่างอื่นจะจบตามหรือไม่ และจริงหรือว่า...นายสนธิเป็นตัวจักรสำคัญ  หรือนายสนธิจะเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งของแผนการทั้งหมดเท่านั้น...
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #20 เมื่อ: 18-07-2006, 14:44 »

ฮ่าๆๆๆ  อ่านแล้วอึ้งและไร้ข้อโต้แย้งใดๆใช่ไหมครับ?  รู้ๆกันอยู่ว่าพวกท่านเป็นกลุ่มบุคคลที่หลงผิดที่ชอบเสพข่าวแต่ไม่สามารถใช้สมองกรั่นกรองได้...จึงเป็นสาวกลัทธิพันธมิตรฯเค้าไงครับ


ดังนั้น 'อะไรจ๊ะ' ขอชี้ชัดๆว่าท่านใดหากไม่มีข้อมูลเด็ดมาโต้ กรุณาอ่านเฉยๆและไม่ต้องcommentแบบนี้น๊ะดีแล้วครับ



อ่านอย่างเดียวก็พอ!!


อาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โต้พันธ์มารและ นักวิชาเกินรัฐศาสตร์การเมืองบางกลุ่มหยุดหลอกประชาชน

โดย:   รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้ นอกจากจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาล ที่ต้องการปฏิรูปสังคมไทย ตามแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ กับกลุ่มแนวร่วมต่อต้านโลกาภิวัตน์แล้ว ยังมีมิติทางชนชั้นอันแหลมคมคือ เป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างชนชั้นล่างในเมืองและชนบทที่สนับสนุนผู้นำรัฐบาล และระบอบประชาธิปไตยกับชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมือง ที่ต้องการขับไล่ผู้นำรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ

ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทประกอบด้วย ประชาชนระดับรากหญ้าที่ตั้งแต่เกิดจนตายมีชีวิตยากจน ลำบากยากแค้น ไม่แน่นอน ไม่มีการศึกษา ขาดเงินทุน มีแต่หนี้สินและโรคภัยไข้เจ็บ ยาเสพติดในละแวกบ้าน อิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ การข่มเหงรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้ใด ไม่มีปากมีเสียง ถูกละเลยผ่านพ้นรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย

พวกเขามีข้อได้เปรียบเพียงประการเดียวคือ มีจำนวนคนมากนับสิบล้านคนทั่วประเทศ และระบบการเมืองที่พอจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีปากมีเสียงบ้างก็คือ ระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นระบอบที่ทุกคนมี "หนึ่งเสียงเท่ากัน" ไม่ว่ายากดีมีจน การศึกษาสูงหรือต่ำ และยังเป็นระบบเดียวที่ทำให้พวกเขา พอจะส่งอิทธิพลไปยังนักการเมืองได้บ้าง

พวกเขาสนับสนุนผู้นำรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง ก็เพราะนี่เป็นรัฐบาลแรกที่หยิบยื่นผลประโยชน์รูปธรรมเฉพาะหน้า ให้กับพวกเขาได้จริง ผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ พักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หมู่บ้านเอสเอ็มแอล ขจัดปัญหายาเสพติด ลดอิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ แปลงหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ ฯลฯ

ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดที่ชนชั้นล่าง ต้องประสบตลอดชีวิต ชนชั้นกลางมีเงิน การศึกษา ตำแหน่งงาน บ้าน รถยนต์ มีช่องทางเข้าถึงเงินทุนและเงินกู้ในระบบ เจ็บป่วยก็มีเงินรักษา ไม่มีปัญหายาเสพติดในละแวกบ้าน ไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐและอำนาจเถื่อนรังแก ไม่ต้องพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองท้องถิ่น พวกเขาจึงมองชนชั้นล่างอย่างดูถูกดูแคลน ว่า "ถูกซื้อ" โดยรัฐบาล

พวกเขาต้องการโค่นล้มผู้นำรัฐบาลและเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งก็เพราะในระยะ 5 ปีมานี้ พวกเขาได้สูญเสีย "สวรรค์ของอภิสิทธิ์ชน" ของตนไปเรื่อยๆ

กลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาดระบบเศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปี กำลังสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไปอย่างรวดเร็ว เพราะการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนของรัฐบาล พวกเขาจึงต้องโค่นล้มรัฐบาล เพื่อยุตินโยบายดังกล่าว และฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปสู่ระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ดังเดิม

ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจต้องการขับไล่รัฐบาล เพราะสูญเสียประโยชน์และสถานภาพ จากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นบริษัทมหาชน องค์กรพัฒนาเอกชนที่ต่อต้านทุนนิยมต้องการโค่นล้มรัฐบาล เพราะปฏิเสธการพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัย ปฏิเสธการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องการฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปเป็นสังคมเกษตรกรรม หมู่บ้านบุพกาลตามลัทธิชุมชนอนาธิปไตยของพวกตน

ข้าราชการเทคโนแครตไม่ต้องการรัฐบาลและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจ เกียรติภูมิและสถานภาพ จากเดิมที่เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริงและมีอิทธิพลเหนือรัฐมนตรีนักการเมือง แต่วันนี้ พวกเขาเป็นเพียงคนรับคำสั่งของนักการเมือง

กลุ่มก๊วนการเมืองต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะทำให้พวกตนไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องผูกติดกับระบบพรรค ไม่สามารถข่มขู่รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีให้แบ่งปันผลประโยชน์แก่พวกตนได้เหมือนในอดีต

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม ไม่ต้องการโลกาภิวัตน์ แล้วยังสูญเสียสถานภาพและความน่าเชื่อถือตลอด 5 ปีมานี้ เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจนักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้คุณค่าความสำคัญแก่ราษฎรอาวุโส อีกทั้งยังคอยกล่าวตอบโต้รุนแรงอยู่เสมอ

นักวิชาการและราษฎรอาวุโสเหล่านี้ปากพูดว่า "ต้องการประชาธิปไตย" แต่วันนี้ กำลังเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ เอาระบบจารีตนิยมเข้ามากุมอำนาจรัฐ บางคนเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ฝ่ายทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เอาเผด็จการทหารกลับคืนมา ทั้งหมดนี้ เพื่อโค่นล้มผู้นำรัฐบาลเพียงคนเดียว ที่น่าสังเวชคือ นักวิชาการเหล่านี้บางคนปากอ้างมาตลอดชีวิต ว่า เป็นทายาททางคุณธรรมของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์

แม้แต่อดีตฝ่ายซ้ายและนักต่อสู้กับเผด็จการทหารในอดีต มาวันนี้กลับขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อชีวิต วิงวอนร้องขอ "รัฐบาลพระราชทาน" ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ ฟื้นระบอบจารีตนิยม

แม้เฉพาะหน้าจะเป็นประเด็นความไม่โปร่งใสของผู้นำรัฐบาล แต่พื้นฐานความขัดแย้งคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผู้นำรัฐบาลทำให้ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองสูญเสียประโยชน์และสถานภาพอภิสิทธิ์ ทำให้ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทัดเทียมกัน

แม้คำขวัญเบื้องหน้าคือ "กู้ชาติ" "ปฏิรูปการเมือง" และชื่อกลุ่มลงท้ายด้วยคำว่า "เพื่อประชาธิปไตย" แต่เนื้อแท้คือ ต้องการฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่แบ่งอำนาจให้กับชนชั้นล่างมากเกินไป และเปิดช่องให้มีการปฏิรูปทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น วาระของพวกเขาจึงเป็นปฏิกิริยาและถอยหลังเข้าคลอง

สิ่งที่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่ "หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน" แต่เป็นระบอบคณาธิปไตยที่ชนชั้นนำ และชนชั้นกลางในเมืองมีอำนาจอภิสิทธิ์ และมีเสียงเหนือชนชั้นล่าง เป็นระบอบที่คนส่วนน้อยในเมืองจำนวนหนึ่งมีเสียงเหนือกว่า สามารถ "สั่ง" และขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียงข้างมากของประชาชนชั้นล่างนับสิบล้านคนได้

ประชาธิปไตยไทย จึงไม่มีวันเป็น "ประชาธิปไตย" ไปได้ เป็นได้แค่คณาธิปไตยจารีตนิยม


หากเปรียบประวัติศาสตร์เป็นเหมือนละครโรงใหญ่ ก็เป็นละครที่มีความสลับซับซ้อน แยกถูกผิดไม่ชัด เต็มไปด้วยตัวละครที่มีบุคลิกก้ำกึ่งดีเลว ดูไม่ออกว่า ใครเป็นพระเอกนางเอก ใครเป็นผู้ร้าย บางครั้งประวัติศาสตร์ก็เลือกตัวละครที่ดูเหมือนเป็นผู้ร้าย หรือคนชั่วมาเป็นผู้ผลักดันจุดประสงค์หลักของเรื่อง ให้สำเร็จได้ในตอนจบ พร้อมด้วยผู้คนที่ล้มตายคณานับ

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ละครไทยน้ำเน่าในทีวีตอนหัวค่ำ ซึ่งแยกถูกผิดขาวดำชัดเจน มีฝ่ายความดีของพระเอกนางเอกที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง กับฝ่ายความชั่วของผู้ร้ายนางอิจฉาที่เลวทรามสุดขั้ว คนดูละครรู้ได้ทันทีตั้งแต่ต้นว่า ใครดีใครชั่ว และมั่นใจได้ว่า ความดีจะชนะความชั่ว

แต่ผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะเอาจินตนาการละครไทยไปยัดใส่ประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเรื่องสองขั้ว ขาวสู้กับดำ ความดีสู้กับความชั่ว ธรรมะสู้กับอธรรม

ความขัดแย้งทางการเมืองในหลายเดือนมานี้ ได้ถูกนักเคลื่อนไหวมวลชน นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน สมาชิกวุฒิสภา กระพือให้เข้าใจว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้นำรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ ทุจริตคอร์รัปชัน ขายชาติ กับขบวนการมวลชนที่รักเอกราช รักชาติ รักประชาธิปไตย กระทั่งเอาเหตุการณ์ในวันนี้ไปเทียบกับกรณี 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535

แต่การเมืองไทยไม่ใช่ละครน้ำเน่าที่ความดีสู้กับความชั่ว หากเป็นการต่อสู้สองแนวทางที่ชี้ขาดว่า สังคมไทยจะเดินไปทางไหน ไปสู่แนวทางทุนนิยมพัฒนาแล้วภายใต้ระบอบโลกาภิวัตน์ หรือจะถอยหลังไปเป็นทุนนิยมล้าหลัง ด้อยพัฒนาทางการผลิต เทคโนโลยี และคุณภาพมนุษย์เหมือนเดิม เป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านโลกาภิวัตน์

แม้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะชูประเด็นเฉพาะหน้าเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและ "จริยธรรม" ของผู้นำรัฐบาล แต่เบื้องหลังคือ การต่อต้านนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในแนวทางทุนนิยมทั้งชุดของผู้นำรัฐบาล ได้แก่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนผ่านองค์การการค้าโลกและเอฟทีเอ การปฏิรูปกฎหมายให้มีการแข่งขันทางธุรกิจทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ การปฏิรูปการศึกษา นโยบายประชานิยมที่หว่านเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทลงสู่ระดับรากหญ้า กระตุ้นทั้งการบริโภค การลงทุน และการประกอบธุรกิจในระดับล่าง

ผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบันเป็นตัวอย่างของขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์ เพราะแม้ว่าผู้นำจะมีวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างชัดเจน และเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันสังคมไทยไปในแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แต่ผู้นำก็เติบโตมาด้วยธุรกิจผูกขาดและไม่โปร่งใส เข้าสู่อำนาจด้วยธนกิจการเมือง ยึดติดระบบเครือญาติคนใกล้ชิด และจำต้องร่วมมือกับกลุ่มการเมืองในพรรคที่ทุจริต

เนื้อแท้ที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ของกลุ่มพันธมิตรเห็นได้จาก "วาทกรรม" ของพวกเขาที่ผูกโยงนิยามของ "ทุจริตคอร์รัปชัน" เข้ากับ "การขายชาติ" ซึ่งหมายถึง การเปิดเสรีการค้าการลงทุน การทำเอฟทีเอ และการแก้กฎหมายเปิดประตูให้ทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทแข่งขันในเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

แม้แต่องค์ประกอบของพันธมิตรก็เป็นแนวร่วมของกลุ่มทุนเก่าที่สูญเสียประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มครูบางส่วน นักการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรพัฒนาเอกชนที่ต่อต้านทุนนิยม นักวิชาการบางกลุ่ม ทั้งหมดร้องตะโกนแสดงความ "รักชาติ" คัดค้าน "การขายชาติ" กันอย่างสุดเสียง

กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยเคลื่อนไหวกรณีพฤษภาคม 2535 และปัจจุบันก็ยังคงจมอยู่ใน "วาทกรรม" ดั้งเดิม สร้างจินตนาการรวมหมู่ว่า พวกตนเป็นขบวนการรักชาติประชาธิปไตยที่กำลังเคลื่อนไหวโค่นล้ม "เผด็จการทุนขายชาติ" เช่นเดียวกับเมื่อ 14 ปีก่อน ที่เคลื่อนไหวโค่นล้ม "เผด็จการ รสช."

แต่เงื่อนไขประวัติศาสตร์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเคลื่อนไหวในวันนี้เป็นได้เพียง "ละครลอกเลียนแบบ" ของเหตุการณ์พฤษภาคมเท่านั้น

ประการแรก รัฐบาลนี้และผู้นำเป็นผลพวงโดยตรงของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง คือมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เกิดจากอำนาจนอกสภาที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสืบทอดอำนาจในกลุ่มตน

ประการที่สอง ผู้นำรัฐบาลยังคงได้รับความนิยมอย่างเข้มแข็งจากประชาชนในหัวเมืองและชนบท โดยเฉพาะระดับรากหญ้าที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

ประการที่สาม ความขัดแย้งใหญ่ในอดีตอยู่ที่คำถามว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย หรือจะถอยหลังไปเป็นประเทศกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยต่อไป แต่ความขัดแย้งใหญ่ในปัจจุบันคือ ประเทศไทยจะก้าวเดินไปบนหนทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์หรือจะถอยหลังไปสู่เศรษฐกิจทุนนิยมด้อยพัฒนาในอดีต

ประการที่สี่ การเคลื่อนไหวในวันนี้ ไม่ใช่พลังมวลชนประชาธิปไตยเป็นกำลังหลัก แต่เป็นการผสมผเสของกลุ่มมวลชน เข้ากับนายทุนหนังสือพิมพ์ที่ทุจริตและไม่ได้ประโยชน์จากรัฐบาล รวมกับบรรดากลุ่มการเมืองและธุรกิจนอกสภาที่เสียประโยชน์ ใช้วิธีการทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญเพื่อ "แก้แค้น" ด้วยการโค่นล้มรัฐบาล

ประการสุดท้าย ฝ่ายต่อต้านมีจุดร่วมประการเดียวคือ โค่นล้มผู้นำรัฐบาลด้วยวิธีการนอกสภาและนอกรัฐธรรมนูญ ไม่มีวิสัยทัศน์ถึงอนาคตของเศรษฐกิจการเมืองไทย บางส่วนชูคำขวัญ "ปฏิรูปการเมืองรอบสอง" ที่คลุมเครือและส่อแววย้อนยุคไปสู่การเมืองที่รัฐบาลอ่อนแอ แต่กลุ่มก๊วนการเมืองเข้มแข็งในอดีต

ส่วนในด้านเศรษฐกิจ ก็มีเพียงอารมณ์คลั่งชาติที่เกลียดกลัวทุนต่างชาติและต่อต้านเปลี่ยนแปลง ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมไทยให้พัฒนาก้าวหน้าและมีความเป็นธรรม ในแง่นี้ ฝ่ายต่อต้านจึงมีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง
บันทึกการเข้า
เหลี่ยมแซ่ลี้ (ภัย)
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 344


ไม่มีเพื่อน อย่าไปไหนไกล - ไม่มีน้ำใจ อย่าไปไหนเลย


« ตอบ #21 เมื่อ: 18-07-2006, 14:51 »

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก พร่านเลย......ดิ้นคนเดียว
บันทึกการเข้า

อนิจจา อันสุราหมาไม่แดรก คนก็แปลกเสือกแดรกได้ไม่อายหมา กรูก็แปลกเสือกแดรกด้วยซวยละวา  หมาก็หมากรูจะแดรกจะทำไม ...........
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #22 เมื่อ: 18-07-2006, 14:59 »

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก พร่านเลย......ดิ้นคนเดียว


น้องเนอะครับ....วันนี้พี่จ๊ะไม่มีรมณ์จะเล่นด้วย ไปวิ่งเล่นที่อื่นก่อนน๊ะครับ

พี่จ๊ะเมื่อสวมวิญญาณเพชรฆาตแล้ว...ก็น่าจะทราบดีน๊ะครับว่า***มขนาดไหน นู๋เห็นไหมครับว่าเวลาพี่จ๊ะเอาเรื่องจริงมาแฉในนี้ น้อยคนนักที่จะกล้าตอแยด้วยถ้าข้อมูลมันไม่แน่นพอ...พี่จ๊ะยิงร่วงมาหลายรายแล้ว


อ่ะจิงดิ๊  Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #23 เมื่อ: 18-07-2006, 15:30 »

อ่ะจิงดิ๊....'อะไรจ๊ะ' ได้รับการข่มขู่หลังไมค์ให้รีบหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับท่านพ่อสนธิ ไม่งั้น 'เค้าคนนั้น' จะงอน

ดังนั้น จึงรีบจัดหั้ยด่วนเลยอ่ะคร้าบบบบบ



อ่านซะ!!

4 คำถามวิกฤตการเงินของผู้จัดการ (MGR) ที่อยากเห็นสื่อไทยถามคุณสนธิ

ผมไม่ใช่คนของพรรคการเมืองใดๆ และผมก็ไม่ชอบนายกทักษิณ ในหลายๆเรื่อง แต่ผมไม่ชอบคุณสนธิที่ออกมาปลุกปั่นให้ประเทศไทยของเราทุกๆคน แตกเป็นฝ่ายๆ มากกว่า

นายกทักษิณมีประเด็นที่ไม่เคลียร์อยู่หลายข้อ แต่การที่คุณสนธิ นำประเด็นเหล่านั้น มาพูดขยายจนเกินความจริง เพื่อสร้างอารมณ์ร่วม ให้ฝูงชนที่ไม่รู้ข้อมูลทั้งหมดบ้าคลั่ง และใช้กลุ่มคนและองค์กรที่หลงเชื่อคำพูดของคุณสนธิเหล่านี้ มากดดันทำให้ประเทศของเราทุกคนแตกแยกนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนที่มีใจเป็นกลาง รับไม่ได้

อะไรที่ทำให้คุณสนธิ รอพระราชวินิจฉัยของในหลวง หรือรอการตรวจสอบนายกตามกระบวนการระบบประชาธิปไตยไม่ได้

คำถาม 4 ประเด็นใหญ่ ซึ่งมีคำถามย่อยนับสิบข้อ ที่อยากให้คุณสนธิตอบเหล่านี้ จะค่อยๆปูพื้นให้ทุกคนที่มีใจเป็นกลาง เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ดีขึ้น

(1) คุณสนธิและผู้บริหารของกลุ่มผู้จัดการ บริหารบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย ซึ่งเป็นของมหาชน ด้วยความโปร่งใสหรือไม่ มีการยักยอกเงินเข้ากระเป๋าส่วนตัวของใครหรือเปล่า

กรณีที่ 1 หมู่เกาะ The British Virgin Island ที่คุณสนธิออกมาด่านายกทักษิณปาวๆ คุณสนธิยังจำได้ไหมว่า ใครไปจดทะเบียนบริษัท Manager International Holding Company Limited ที่หมู่เกาะนี้ ด้วยเงินเพียงแค่ 1,000 เหรียญสหรัฐ แต่กลับนำมาขายให้ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ซึ่งเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน ด้วยเงินถึง 7,228,000 เหรียญสหรัฐ เงินกำไรร่วม 200 ล้านบาทนี้ หายไปอยู่กระเป๋าใคร นอกจากนั้นเงินที่ บริษัทเมเนเจอร์ให้บริษัทนี้ยืมไปอีก 700 ล้านบาท หายไปไหน (ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการ ทำรายงานเองและส่งให้ตลาดหลักทรัพย์เอง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ตลาดหลักทรัพย์)

กรณีที่ 2 เงินโฆษณากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งควรเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน หายไปไหน เมื่อไหร่จะได้คืน ทำไมมีการเปิดบริษํทส่วนตัว ที่ชื่อ เวิลด์ไวด์ มีเดีย ซึ่งก็ตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ เพื่อรับเงินค่าโฆษณาแทนบริษัทมหาชน และทำไมบริษํทนี้ถึงอมเงินเอาไว้ และไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้บริษัทซึ่งเป็นของมหาชนสักที ทั้งที่รับเงินมา 2-3 ปีแล้ว

ที่น่าสงสัยยิ่งกว่านั้น ทำไมบริษํท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ถึงยังให้บริษัทนี้ หาโฆษณาและรับเงินแทนอยู่ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าบริษัทนี้เบี้ยวเงินมาเป็นปีแล้ว นอกจากนั้น ทำไมบริษัทเมเนเจอร์ มีเดียถึงนับยอดรายได้โฆษณาที่น่าจะได้จากบริษํทเวิลด์ไวด์ มีเดียนี้เป็นหนี้สงสัยจะสูญในทันที จนมีผลทำให้ผลประกอบรวมของบริษัทเมเนเจอร์ มีเดียเองซึ่งควรจะเป็นกำไร กลายเป็นขาดทุน นี่เป็นสาเหตุหรือเปล่า ที่ทำให้ผู้ตรวจสอบบัญชีที่บริษํท เมเนเจอร์ มีเดียจ้างเอง ไม่ยอมเซ็นไว้วางใจบริษัทเมเนเจอร์ มีเดียหลายไตรมาสติดต่อกันแล้ว

(จากข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการ ทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์เอง ระหว่างปี 2547 - 2549)

(2) คุณสนธิและกลุ่มผู้จัดการ ใช้ความเป็นสื่อ บังคับและเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ เข้าตัวหรือเปล่า

หลังจากที่คุณเจิมศักดิ์ และกลุ่มเนชั่นออกมาปูดข่าวว่า รัฐบาลทักษิณช่วยลดหนี้ของกลุ่มผู้จัดการ จาก 20,000 ล้านบาท เหลือแค่ 6,000 ล้านบาท ในปี 2545แล้ว คุณสนธิและกลุ่มผู้จัดการได้รับการลดหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐ อีกกี่ครั้ง (เพื่อความเป็นธรรมในการรับรู้ข้อมูล คุณสนธิ ออกมาปฏิเสธว่ากลุ่มผู้จัดการ มีหนี้อยู่ ในขณะนั้น 8,000 กว่าล้านบาท ไม่ใช่ 20,000 ล้านบาทตามที่คุณเจิมศักดิ์กล่าวหา)

ทำไมขณะที่คุณวิโรจน์ นวลแขทำงานที่แบงก์กรุงไทย คุณสนธิถึงได้รับการลดหนี้ที่เคยลดมาแล้วอีก จาก 1,421.73 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ 259 ล้านบาท แล้วยิ่งกว่านั้น ทำไมธนาคารกรุงไทย ถึงขนาดยอมให้คุณสนธิไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินสด โดยยอมกระทั่งให้ใช้คืนเป็นค่าโฆษณาราคาแพง จนเราได้เห็นโฆษณาชุดผู้ใหญ่ลี ที่มีค่าแอร์ไทม์ครั้งละหลายแสนบาท อย่างถี่ยิบ คุณสนธิคิดว่า ธนาคารของรัฐอย่างกรุงไทยมีความจำเป็นต้องโฆษณาตัวเองกับสื่อของคุณสนธิแค่ที่เดียว เป็นร้อยๆล้านบาทเลยหรือ

(จากข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการ ทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์เอง ในปี 2547 ดูข้อมูลได้ที่ตลาดหลักทรัพย์)

นอกจากนั้นแล้ว คุณสนธิใช้วิธีไหน ถึงทำให้รัฐวิสาหกิจอื่นของรัฐอย่างเช่น การบินไทย ปตท และบริษัทเอกชนในเครือชินวัตรลงโฆษณาจำนวนมากกับสื่อของผู้จัดการ จนยอดรายได้โฆษณาของกลุ่มพุ่งขึ้นถึงกว่า 40% หลังจากที่นายกทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศ

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ จากกรณีศึกษาของกลุ่มผู้จัดการ ในรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในรอบปี 2546 ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดย ผศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

(3) การที่คุณสนธิออกมาปลุกระดมมวลชนตอนนี้ แบบถอยหลังไม่ได้ เป็นเพราะกลุ่มผู้จัดการกำลังเกิดวิกฤติทางการเงิน ซึ่งถ้าไม่ได้อำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนเข้าช่วยเหลือ อาจถึงขั้นปิดตัวเองเลยใช่หรือเปล่า อะไรที่ทำให้คุณสนธิ อุทานว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

ประเด็นนี้ต้องศึกษาเงื่อนเวลาอยู่ 2 จุด

ก) ก.ล.ต. ได้ออกกฏมานานแล้วว่า จะถอดถอนบริษัทซึ่งอยู่ในหมวดฟื้นฟูของตลาดหลักทรัพย์ และมี***ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ภายในเดือนมีนาคม 2549

ข) ศาลล้มละลายกลาง ได้ยินยอมขยายเวลาแผนฟื้นฟูของบริษัทเมเนเจอร์มีเดียออกไปจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 26 กรกฏาคม 2548 กลายเป็นสิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2549 เพื่อให้บริษํทเมเนเจอร์มีเดีย หาผู้ร่วมทุนใหม่มูลค่า 350 ล้านบาทให้ได้ทันตามกำหนด

ซึ่งถ้านำมาเรียงดู จะอ่านได้ง่ายๆดังนี้

ถ้ากลุ่มผู้จัดการหาเงินเพิ่มทุน 350 ล้านบาทไม่ได้ภายในเดือนมีนาคม หรือไม่มีอำนาจจากไหนมาบีบ กลต ให้เปลี่ยนแปลงหรือผ่อนผันกฏ บริษํทเมเนเจอร์มีเดีย มีสิทธิจะโดนถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์เดือนหน้า!

และถ้ายังไม่ได้เงินก่อนเดือนสิงหาคม และศาลไม่ยินยอมให้ขยายเวลาแผนฟื้นฟูบริษัทอีก บริษัทเมเนเจอร์ก็อาจจะต้องปิดตัวเองลง ภายในปีนี้!

คำถามก็คือ ถ้าสมมติว่า เมื่อต้นปีที่แล้ว มีกัลยาณมิตรยอมช่วยคุณสนธิ ตอนนี้คุณสนธิจะวาดภาพให้ประชาชนมองนายกทักษิณเป็นคนชั่วร้ายที่สุด หรือเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของประเทศไทย

คุณสนธิจะหานักลงทุนปกติที่ไหน มาช่วยลงทุนเงิน 350 ล้านบาท กับบริษัทที่มีหนี้มากกว่าสินทรัพย์ 200 กว่าล้านบาท แถมยังขาดทุนสะสมเพิ่มตลอด และผู้ตรวจสอบบัญชียังไม่รับรองความโปร่งใสอีก

ทำไมเงินกว่าร้อยล้านบาท ที่อยู่ในบริษัทเวิลด์ไวด์มีเดีย ไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ หรือจ่ายคืนให้บริษํทเมเนเจอร์มีเดีย ซึ่งจะทำให้ฐานะการเงินของบริษัทเมเนเจอร์ดีขึ้นเยอะ และต้องการเงินเพิ่มทุนอีกเพียงแค่ร้อยกว่าล้าน ก็จะมี***ส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวกแล้ว

ตลอดปีที่ผ่านมา คุณสนธิได้ขอร้องให้ใครมาช่วยบ้าง มีใครยอมช่วย และไม่ยอมช่วยบ้าง และคุณสนธิคิดยังไงกับคนที่ไม่ยอมช่วย

ถ้านายกทักษิณไม่ช่วย คุณสนธิก็ต้องหาใครคนอื่น ที่ช่วยคุณสนธิได้ใช่หรือเปล่า

(4) ถ้ากลุ่มผู้จัดการถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ และไม่ผ่านเกณท์การฟื้นฟูบริษัทในกลางปีนี้ จนอาจถูกเจ้าหนี้บังคับให้ปิดตัวเองลง คุณสนธิ จะปลุกระดมคนว่า รัฐบาลคุกคามสื่อหรือเปล่า

เมื่อไหร่คุณสนธิถึงจะหยุด หรือประเทศจะแตกแยกกันอีกเท่าไหร่คุณสนธิก็ไม่สนใจ ขอเพียงธุรกิจของคุณสนธิยังอยู่ได้ แค่นั้นเองหรือ

ถ้าคุณสนธิตอบได้ทุกประเด็น และทุกคำถามย่อย คุณสนธิถึงจะเคลียร์ตัวเองได้ว่า การปลุกระดมคนครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อตัวคุณสนธิเอง โดยหลอกใช้ประชาชนนับแสนเป็นเครื่องมือ
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #24 เมื่อ: 18-07-2006, 15:33 »

สนธิ On Air… แมเนเจอร์ ON LIE ?

          การเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ เป็นความฝันอันสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะนักสื่อสารมวลชน และในฐานะนักธุรกิจ การเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ และการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งในการจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับตนเอง ทั้งเพื่อล้างหนี้เก่า และสร้างรายได้ใหม่

          สนธิ สนใจที่จะทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์มานานแล้ว และเคยได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมประมูลสถานีโทรทัศน์ไอทีวีมาแล้ว แต่เนื่องจากความไม่ลงตัวบางประการ ทำให้เขาไม่มีส่วนในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไอทีวี แต่ก็เกือบจะได้เป็นผู้บริหารไอทีวี หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำเร็จ

          มีข่าวคราวมากมายที่ร่ำลือกันในวงการสื่อว่า สนธิ จะยกทีมงานผู้จัดการ เข้าไปบริหารไอทีวี เพื่อให้ไอทีวี เป็นเกราะป้องกันภัยแก่รัฐบาล และนายกฯ ทักษิณ  แต่จนแล้วจนรอด ข่าวก็คือข่าว ไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจาก สนธิ ไม่พร้อมที่จะเป็นลูกน้องใคร จึงได้ตัดสินใจสร้างอาณาจักรของตัวเอง ด้วยการตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ผลิตข่าวให้กับบริษัท RNT ซึ่งได้รับสัญญาสัมปทาน โทรทัศน์ผ่าวดาวเทียม ของกรมประชาสัมพันธ์ ในนาม 11/1 และเผยแพร่ภาพทาง UBC 9 ด้วย

          ในขณะที่ สนธิ เริ่มฟอร์มทีมทำข่าวโทรทัศน์ นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เนชั่น แชนแนล ภายใต้การนำของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งปักหลักอยู่ที่ UBC 8 กำลังประสบปัญหาถูกกดดันอย่างหนักจาก UBC เนื่องจากนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหากระทบการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่ง UBC ในฐานะเคเบิลทีวี ที่ได้รับสัมปทานจาก อ.ส.ม.ท. หน่วยงานของรัฐ ไม่สบายใจกับท่าทีและข่าวของเนชั่น ที่นับวันจะแรงขึ้นทุกวัน สุดท้ายจึงมีการเชิญเนชั่นแชนแนล ออกจาก UBC 8

          ขณะที่ เนชั่น แชนแนล ต้องระหกระเหินไปหาบ้านใหม่อยู่ที่ ITV ก็มีข่าวปรากฏอยู่เนืองๆ ว่า สนธิ กับทีมงานผู้จัดการ จะได้รับเชิญเข้ามาทำข่าวแทน เนชั่น ซึ่งข่าวนี้มีการตอบรับจากการโยกย้ายเปลี่ยนที่ทำงานของขุนพลข่าวมือดีจากทุกค่าย ทุกช่อง เข้าไปรวมตัวกันที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ สำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ภายใต้การกุมบังเหียนของสนธิ ลิ้มทองกุล

          หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวลือที่แพร่สะพัดออกมาในวงการก็เป็นความจริง เมื่อสนธิพร้อมกับทีมงาน ได้เข้าไปปักหลักที่ UBC 9 ในนามของ 11 News 1 ซึ่งทำให้ภาพของสนธิกับรัฐบาลมีความแนบแน่นกันมากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก เนื่องจาก 11 News 1 ก็คือระบบโทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 ที่เรียกกันว่า 11/1 นั่นเอง หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากกรมประชาสัมพันธ์ และรัฐบาลย่อมไม่มีทางที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้

          การเกิด 11 News 1 ส่งผลให้ เนชั่นแชนแนล ของสุทธิชัย หยุ่น ต้องซวนเซไปพักใหญ่ เนื่องจากถูกพลังดูดของสนธิ ที่ดูดคนเก่ง คนมีฝีมือเข้าไปเกือบหมด

          ผู้คร่ำหวอดในวงการข่าวโทรทัศน์ ประมาณว่าการลงทุนของสินธิ ในการสร้าง 11 News 1 ขึ้นมานั้น น่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เนื่องจากสนธิ ทุ่มเต็มที่สำหรับการกลับมาเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องคนที่มีความสามารถ มีการเสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิม 2-3 เท่า เพื่อให้ได้ตัวมา ตามสไตล์นักลงทุนใจใหญ่

          ก่อนที่จะเกิด 11 News 1 นั้น สนธิ ได้อุ่นเครื่องและทดสอบตัวเองกับรายการโทรทัศน์ ด้วยการทำรายการ ก่อนจะถึงจันทร์ เป็นรายการสด ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยมีแขกรับเชิญร่วมรายการ คนแรก คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเนื้อหารายการในวันนั้น เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีของเพื่อนรัก 2 คน ที่มานั่งจับเข่าสนทนากัน ด้วยท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัย และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เมื่อมีการรำลึกถึงความหลังของทั้งผู้ดำเนินรายการและผู้รับเชิญร่วมรายการ

          นอกจากรายการก่อนจะถึงจันทร์แล้ว รายการเมืองไทยรายวัน ที่ดำเนินรายการโดยสนธิ ซึ่งได้เวลาจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เป็นกรณีพิเศษ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็เป็นรายการข่าวที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นเดียวกับหน่วยงานโฆษณาการผลงานของรัฐบาล และหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่าสนธิ ทำได้ดีกว่ากรมประชาสัมพันธ์ ที่มีหน้าที่โดยตรงเสียอีก

 

          ไม่ใช่เพียงแค่รายการโทรทัศน์ สนธิ ยังมีคลื่นวิทยุ 97.5 MHz ในมืออีก 1 คลื่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อ ที่มีเครื่อข่ายพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ทั้ง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเวบไซต์ และจัดได้ว่าสื่อในเครือผู้จัดการ เป็นสื่อที่มีพลังมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หลังจากกลุ่มเนชั่นต้องพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาของตัวเอง

          อาจจะกล่าวได้ว่า ทิศทางการเติบโตของกลุ่มเนชั่น กลับกลุ่มผู้จัดการ ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งทางตรงในธุรกิจสื่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ในวันที่เนชั่น อยู่ในภาวะขาลง ทอแสงเรื่อเรืองด้วยความอ่อนล้า กลุ่มผู้จัดการกลับเป็นอาการขาขึ้น ลำแสงจากป้อมค่ายบ้านพระอาทิตย์ เปล่งประกายจนยากที่ใครๆ จะประชันขันแข่ง

          มีการล่ำลือกันในวงการสื่อแบบผูกติดกับจินตนาการที่น่าฟังอีกประการหนึ่งคือ กลุ่มผู้จัดการ คือผู้อยู่เบื้องหลังการกำจัดกลุ่มเนชั่น ออกไปจากจอโทรทัศน์ ในขณะที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ทาง UBC 8 โดยมีข้อสันนิษฐานว่า สนธิ ได้ร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนในรัฐบาล วางแผนกดดันกลุ่มเนชั่น ด้วยการ”เล่น” หรือเสนอข่าว UBC ปล่อยให้เนชั่นชาแนล มีโฆษณาแฝงอยู่เกือบทุกรายการ และหลายรายการของ UBC ก็มีโฆษณาแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการดำเนินรายการที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ได้รับจาก อ.ส.ม.ท.

          ในระยะนั้น หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นำเสนอข่าวโจมตี UBC อย่างเป็นระยะ จนกระทั่ง UBC เอง เริ่มแน่ชัดในสัญญาณบางอย่างที่ถูกส่งผ่านหน้าหนังหสือพิมพ์ผ็จัดการ และต้องตัดสินใจที่จะรักษาตัวรอด ด้วยการตัดเนชั่นแชนแนล ออกไป และปิดช่อง UBC 8 จนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่การเข้ามาของ เนชั่นแชนแนล เป็นแม่เหล็กที่ดึงลูกค้ามาให้กับ UBC จำนวนมาก

          ผู้สันทัดกรณีบางคนวิเคราะห์ไปถึงขั้นที่ว่า มีการสมคบคิดกันว่าหากกำจัดสุทธิชัย หยุ่น และเนชั่น ออกไป จากการรับรู้ของประชาชนได้ จะมีรางวัลใหญ่ เป็นสิ่งตอบแทน นั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่า อยู่ดีๆ ทำไม สนธิ จึงได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของ 11 News 1 โทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 และได้ไปอยู่ใน UBC 9 เคเบิลทีวีสังกัด อ.ส.ม.ท.

          การได้เข้าไปอยู่ในสององค์กรสื่อสารของประเทศ พร้อมๆ กันเช่นนี้ มิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่ว่าบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป จะมีโอกาสเช่นนี้

          แต่ทว่า...... วันเวลาแห่งความสุข ไม่ยืนยาวนัก

          ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินเดินหน้าไปได้ด้วยดี ทั้งรายการเมืองไทยรายวัน และสถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ก็ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตของสนธิ และคณะ อีกครั้ง เมื่อช่อง 9 ปรับผังรายการ ขอลดเวลาเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ จากที่ออกอากาศสัปดาห์ละ 5 วัน เหลือเพียง 1 วัน เนื่องจากต้องสร้าง เรตติ้งให้แก่ช่อง 9 และเห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนรายการสาระบันเทิงอื่นๆ มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าช่อง 9 จำเป็นต้องปรับตัวเอง เพื่อเตรียมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

          ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้นเอง การดำเนรายการข่าวของสถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ที่ออกอากาศอยู่ทาง UBC 9 ก็ประสบปัญหาขึ้นมา เนื่องจากมีการจับได้ไล่ทันว่า สถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ใช้วิธีการอันแสนแยบยลในการทำธุรกิจสถานีข่าว โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายหาโฆษณาเข้าสู่สถานีได้จำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ UBC ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดสัญญาณ และเรียกร้องที่จะขอให้มีโฆษณามานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีโฆษณาได้

          วิธีการอันแสนแยบยลในการหารายได้จากโฆษณาของ 11 News 1 ที่กุมบังเหียนโดย สนธิ ก็คือ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ไม่ได้ห้ามโทรทัศน์ดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ โฆษณา สนธิ จึงใช้วิธีการสร้างสถานีข่าว 11 News 1 บนโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งสามารถหาโฆษณาสนับสนุนการดำเนินงานได้ จากนั้นก็เจรจาให้ UBC ถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 ซึ่งเท่ากับลูกค้าของ UBC ที่มีอยู่ประมาณ 400,000 ราย ในกรุงเทพ จะสามารถรับชมรายการของ11 News 1 ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้เอง ที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจการขายโฆษณาในรายการของ11 News 1

          จากการตรวจสอบรายการซื้อสื่อโฆษณาของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) พบว่า ได้มีการทำสัญญาลงโฆษณาใน 11 News 1 เป็นเงินถึง 60 ล้านบาท ในเวลาพียง 1 ปี ซึ่งอาจจะดูไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาโดยรวมของปตท. แต่สำหรับสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ 1 ช่อง ที่ยังไม่รู้ว่าจะดูได้อย่างไร ดูได้สักกี่วัน ปตท. ถึงกับทำสัญญาทุ่มงบประมาณไปสนับสนุนมากถึง 60 ล้านบาท ย่อมพิสูจน์ได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ใช่”ธรรมดา” ในวงการนี้

          แต่วิธีการอันแสนแยบยล ที่สนธินำมาใช้กับ 11 News 1 นั้น ทำได้ไม่นานนัก ก็ถูก UBC ถอดสัญญาณ ไม่ให้ใช้ UBC 9 เป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมกับ UBC อีกต่อไป

          การถูก UBC ตัดสัญญาณภาพ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจของ UBC ในฐานะเจ้าของช่องสัญญาณ เป็นเหตุให้ช่องทางการหารายได้จากการโฆษณาของสถานีข่าว 11 News 1 ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากเมื่อไม่ได้เผยแพร่หรือออกอากาศทาง UBC  เท่ากับว่า ลูกค้าในตลาดกรุงเทพฯ หดหายไปทันที ถึงแม้จะยังออกอากาศได้ในต่างจังหวัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก เช่น ปตท. ซึ่งทำสัญญาสนับสนุนงบโฆษณาไว้ 60 ล้านบาท ก็บอกเลิกสัญญาเช่นกัน หลังจากที่จ่ายเงินไปประมาณ 10 ล้านบาท

          สนธิ พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ 11 News 1 ได้กลับคืนไปอยู่บน UBC และเฝ้าอดทนรอให้ความฝันของเขากลับมาเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดฝันของสนธิ ก็ไม่อาจบรรลุเป็นความจริงได้ เนื่องจาก UBC ไม่เชื่อมสัญญาณ 11 News 1 ไม่ว่าจะโดยกรณีใดก็ตาม

          ว่ากันว่ามีการเจรจากันหลายครั้งทั้งบนโต๊ะ และใต้โต๊ะ ระหว่างสนธิ กับบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจ ใน UBC และ อ.ส.ม.ท. เจ้าของสัมปทาน แต่การเจรจาทุกครั้ง ก็มีคำตอบเพียงแค่ ”รอ” ซึ่งไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่สนธิได้

          เมื่อมั่นใจว่าหมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว 11 News 1 ไม่มีโอกาสกลับขึ้นไปอยู่บน UBC 9 ได้อีก การบันทึกบัญชีเพื่อรอวันชำระในวันข้างหน้าจึงบังเกิดขึ้น และผู้ถูกบันทึกลงไปในบัญชี อันดับหนึ่ง ก็คือ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล กรมประชาสัมพันธ์ และอ.ส.ม.ท. มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. และแน่นอนว่า ย่อมปรากฏชื่อ นายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่ในนั้น ในฐานะผู้ไม่ให้ความช่วยเหลือ

          ถึงแม้ในเวลาต่อมา รองนายกฯวิษณุ จะชี้แจงด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมาย และด้วยข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของ UBC ทาง  UBC จึงต้องยกเลิกการถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 ตลอดไป แต่เหตุผลนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีเหตุผลสำหรับสนธิและเครือข่ายผู้จัดการ แต่สนธิ ก็ยังคง”รอ” อยู่ด้วยความอดทนต่อไป เพียงแต่ว่าการ”รอ” ในครั้งหลังนี้ เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการ”รอ” เพื่อชำระบัญชีแค้น

          เนื่องจากสนธิ เข้าใจ และเชื่อมั่นย่างมีอคติว่า เภทภัยทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับเขามีที่มาจากการที่นายกรัฐมนตรี ไม่สนับสนุน ไม่ช่วยเหลือ มิหนำซ้ำยังคิดไปเองอีกว่านายกฯทักษิณ เป็นคนสั่งให้กระทำต่อเขา เพราะเชื่อข้อมูลของบริวารคนใกล้ชิด ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกฯทักษิณเลย แต่เป็นเรื่องของ UBC ว่าเขาจะถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 หรือไม่ ในฐานะเอกชนด้วยกัน และอาจจะเกี่ยวไปถึง อ.ส.ม.ท. ในฐานะเจ้าของสัมปทาน หรือหากจะสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอคำสั่ง ก็คงจะหยุดเพียง ผู้อำนวยการอ.ส.ม.ท. และรองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลอ.ส.ม.ท. เท่านั้นเอง

          แต่สนธิ ไม่เชื่อเช่นนั้น กลับมั่นใจว่า การกระทำของคนระดับตนเอง เพียงแค่ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. หรือรองนายกรัฐมนตรี อย่างวิษณุ เครืองาม ไม่กล้าลงมือแน่นอน หากไม่ได้รับไฟเขียวจากนายกฯทักษิณ

          ต้นรักที่เคยปลูกร่วมกัน ได้กลายเป็นต้นพันธุ์ความแค้นในวันนั้นเอง

          จริงเท็จอย่างไร ไม่มีใครยืนยันได้ว่า สนธิ คิดถูกหรือผิด แต่สำหรับสนธิ เขามั่นใจว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกกลั่นแกล้ง

          เมื่อทางที่เคยเปิด ถูกปิดลง โอกาสที่จะหวนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะสื่อมวลชนมืออาชีพ และนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ก็ดับวูบลงทันที แต่กระนั้นก็ตาม สนธิ ไม่ได้ลดละความพยายามที่จะปั้นฝันของตัวเองต่อไป โดยเลือกแนวทางที่จะสร้างสถานีข่าวโทรทัศน์ดาวเทียม ขึ้นมาใหม่ ในนาม ASTV และได้เข้าไปเจรจาให้เครือข่ายเคเบิลทีวีต่างจังหวัด ถ่ายทอดสัญญาณ ให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งเป็นการสู้แบบไม่มีทางเลือกของสนธิ

          อย่างไรก็ตาม อ.ส.ม.ท. ยังเปิดช่องให้สนธิ ได้หายใจด้วยการให้สนธิได้ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทุกคืนวันศุกร์ อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ความอดทนอย่างสูงต่อการทำรายการในระยะหลังของสนธิ ซึ่งมักจะพาดพิงไปถึงบุคคลที่สาม ให้เป็นที่น่าหวาดเสียวจะถูกฟ้องของผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เป็นประจำ และแน่นอนว่าการพูดชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ และปกป้องรัฐบาล ตลอดจนบริษัท บริวาร ของนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีอย่างต่อเนื่องในช่วงแรกของการดำเนินรายการ ก็เริ่มจางหายไป และแปรเปลี่ยนมาเป็น การโจมตี อภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคน ในบางเรื่อง อีกด้วย

           จุดแตกหักระหว่างสนธิ กับช่อง 9 ก็คือ การออกมาตำหนินายกรัฐมนตรีว่ากระทำการอันไม่บังควร มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และบริหารประเทศชาติ โดยไม่เคารพเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เคยมีผู้ดำเนินรายการคนใดเคยพูดเช่นนี้มาก่อนทางสถานีโทรทัศน์ เนื่องจากเป็นข้อความที่ล่อแหลม และทำให้เกิดการแตกแยกในแผ่นดินได้ หากว่ามีการนำไปขยายผล อ.ส.ม.ท. จึงสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการชองช่อง 9 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 อันเป็นการยุติการดำเนินธุรกิจของสนธิ บนสื่อของรัฐอย่างบริบูรณ์ ทั้งโทรทัศน์ และวิทยุ ซึ่งถูกอ.ส.ม.ท. เรียกคลื่นคืนไปตามนโยบายการบริหารงานของอ.ส.ม.ท. ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548

          มีการตั้งคำถามกันค่อนข้างมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับสนธิ ทำไมวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่รอบนี้ ช่างสั้นนัก ทั้งๆ ที่มีเพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้คนที่เคยอยู่ใต้อาณัติบัญชา ดำรงตำแหน่งบุคคลสำคัญในรัฐบาลมากมาย

          คำเฉลยที่ไม่อาจหาใครยืนยันได้ว่าเท็จจริงมีอยู่กี่ส่วน ก็คือ เพราะความต้องการอันไม่จำกัด และความทะยานอยากที่จะกลับมา ในอัตราเร่งจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเสี่ยงต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจ และกลายเป็นความบาดหมาง พัฒนาเป็นความโกรธ และความแค้น ที่มีต่อกันในที่สุด

          เมื่อสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางลบเช่นนี้ แนวทางที่อีกฝ่ายหนึ่งจำต้องเลือกเดินและกระทำก็ คือ การไม่ปล่อยให้ใครใช้สื่อของรัฐ จัดรายการด่ารัฐบาล เพราะเป็นการละเมิดกติกาที่ยากจะยอมรับได้ และทุกยุคทุกสมัย ก็จะดำเนินการเช่นนี้

          หากสนธิ จะลองมองย้อนกลับไป จะพบว่าการเข้ามาแผ่อิทธิพลบานมีของตนเองในช่อง 9 นั้น มีเสียงร้องโอดครวญจาก เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของรายการหลายรายการในช่อง 9 ในนามบริษัท ว๊อชด็อก ว่าต้องถูกยกออกจากผังรายการช่อง 9 เพราะการเข้ามาของสนธิ ซึ่งในวันนั้นสนธิ ได้ฝากไปยังเจิมศักดิ์ ว่า มีแต่หมา เท่านั้น ที่ร้อง เสือไม่เคยร้อง

          การถูกถอดออกจากผังรายการช่อง 9 ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจแก่เจิมศักดิ์เพียงใด สำหรับสนธิ ต้อง๕ณด้วยร้อยเข้าไป เพราะสนธิ ลงทุนไปกับธุรกิจนี้แบบมืออาชีพ ในขณะที่เจิมศักดิ์ ยังจัดอยู่ในชั้นมือสมัครเล่น จึงเทียบกันไม่ได้

          ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ เมืองไทยรายสัปดาห์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับ 11 News 1 จึงเป็นรายการบ่มเพาะความแค้นในหัวใจของสนธิ ที่รอวันชำระ แต่คราวนี้เข้าไม่สามารถรอได้นาน เพราะแหล่งเงินทุนที่เคยส่งปัจจัยมาให้ เริ่มทยอยปิดเก๊ะ ไม่สามารถให้เขาไปหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบอีกแล้ว และนำมาสู่การสะสาง”แค้นสั่งฟ้า”ภาคสอง ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไป หลังจากภาคแรกเกิดขึ้นกับ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ มาแล้ว
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #25 เมื่อ: 18-07-2006, 16:10 »

อ่ะ....รู้น๊ะว่าชอบอ่านเรื่องลึกๆแบบนี้อ่ะ  ฮ่าๆๆๆๆๆ


นี่คือสงครามสื่อ "ของจริง" จาก เจ้าพ่อที่ชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล

 

เราคงยังจำกันได้ว่าในต่างประเทศ คราวที่ อเมริกัน ใช้สงครามสื่อกับรัฐเซีย
ผลที่ออกมาได้ดีเกินคาด นั่นคือ ผู้นำรัฐเซียที่แข็งแกร่ง
ถูกล้มลงในพริบตาเนื่องจากการใช้สงครามสื่อ จาก ทางรัฐบาลอเมริกา

นี่คือบทพิสูจน์ให้เห็นว่า "สื่อ" มีอิธิพลครอบงำคนทุกชนชั้น
คนรวย คนจน คนรู้เยอะ คนรู้น้อย
ทุกคนต่างบริโภคสื่อ

และสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของการบริโภคสื่อของคนเหล่านั้นคือ
"พวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าเรื่องที่เขียนในสื่อเป็นเรื่องจริง แท้ทุกประการ!!"
ทุกคนคงเคยเจอมาแล้ว ที่ว่า เรื่องเดียวกันหัวข้อเดียวกัน
แต่รายละเอียดของเรื่องราวเหล่านั้น ที่ลงในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับกลับไม่เหมือนกันเลย

ผมจึงย้อนกลับมาคิดว่า
"เฮ่ยแล้วที่กรูอ่านข่าวไปทั้งหมดนั้น กรูจะรู้ได้ไงว่าอันไหนเรื่องจริงวะ"
แต่คนก็ยังเชื่อ ข่าวเหล่านั้นเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่อย่างงั้นจะไปเชื่อใครละ(วะ?)

และเช่นกัน นี่คือจุดอ่อนของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ที่นายทักษิณ มองข้ามไป หรือ จงใจที่จะมองข้ามไป
ยังจำกันได้ใช่ไหมครับ เมื่อก่อนมีดาราคนนึงเคยมีเรื่องมีราวกับนักข่าว
โยนนักข่าวออกไปจากบ้าน ด้วยความสะใจ
สุดท้ายเจอ นักข่าว ทุกสำนัก บอยคอต ร่วมหัวกันไม่ลงข่าวของดาราคนนี้

ผ่านไปเกือบปี ดาราคนนั้น ไม่มีชื่อได้ลงในหนังสือพิมพ์อีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว...ส่งผลให้ดาราคนนั้น แทบจะเครียดยิ่งกว่าเดิมอีก
สุดท้ายดาราต้องออกมาขอโทษนักข่าวแล้วบอกว่า
"ผมขอโทษครับ ผมรู้แล้วว่า สื่อสำคัญแค่ไหน"

รัฐบาล ทักษิณ ก็เช่นกัน
เราน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลมักจะเป็นศัตรูกับสื่ออยู่ตลอด โดยเฉพาะรัฐบาลนี้
รัฐบาลทักษิณ ไม่เคยก้มหัวให้สื่อเลยแม้กระทั่งสักครั้งเดียว

และแล้วเรื่องราววุ่นวายมันก็เกิดขึ้น จากจุดนี้
เมื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล นักพูดชื่อดัง และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ
ประกาศสงครามกับรัฐบาลอย่างเป็นทางการและออกหน้าออกตา
ส่งผลให้ เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลไปทั่วทุกแห่งหน อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นี่คือความจริงที่เราไม่สามารถปฎิเสธได้

ไม่ว่าคุณจะบอกว่า
"ผมไม่ได้ชอบสนธิ..แต่สนธิเอาความจริง รัฐบาลมาแฉ ผมเชื่อเขา"
"สนธิเป็นแค่คนๆหนึ่ง เขาจะเลวยังไงผมไม่รู้แต่เขาออกมาแฉความจริงของบ้านเมือง ผมเชื่อเขา"
สุดท้าย ไม่ว่าใครจะพูดยังไงทุกคนต้องลงท้ายด้วยคำว่า"ผมเชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล"
คุณเคยลองย้อนกลับไปคิดหรือไม่ว่า
สนธิ ลิ้มทองกุลเป็นใคร? ทำไมคุณจึงเชื่อเขา
"ถ้ามีคนออกมาพูดเรื่องเดียวกัน ด้วยวาจาที่น่าเบื่อ ไม่น่าฟัง คุณจะเชื่อเขาไหม?"

แน่นอน ใครจะไปเชื่อ
ถ้ามีคนออกมาพูดติดๆขัดๆ เลิกๆลักๆ แต่ใช้คำพูดคำเดียวกันกับสนธิลิ้มทองกุล
แน่นอน ว่าไม่มีใครเชื่อ
แต่ทุกคนเชื่อ เพราะ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นนักพูดตัวฉกาจ ที่สามารถโน้มน้าวใจคนได้ทุกแห่งหน

ทำไมเมื่อตอนที่สนธิ ยังไม่มีปัญหากับรัฐบาล
เมื่อเขาพูดชมรัฐบาล คุณเชื่อ!
เมื่อเขาด่ารัฐบาล คุณเชื่อ!..
เขาออกมาบอกว่า ผมกลับใจได้เมื่อก่อนผมเลวแต่ตอนนี้กลับใจแล้ว คุณก็เชื่อ!

ผมเชื่อว่าถ้า สนธิ กลับมาพูดชมนายกแล้วบอกว่า "ที่ผ่านมาผมเข้าใจผิดไป"พร้อมกับพูดจาโน้มน้าวตามประสา นักพูด
พวกคุณก็จะเชื่อ และ ม๊อบก็จะสลายตัวหายไปกว่า เกือบครึ่ง
คำถามของผมคือพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย จะเกิดกระแสรุนแรงขนาดนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีสนธิ ลิ้มทองกุล?

สื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ เว็บไซ้ด์ หรือตัวเขาเอง
ต่างเขียนข่าวโจมตีรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอ่ะไร
สนธิ ลิ้มทองกุลรู้ดีว่า คนไทยอ่อนไหว กับสีของธงชาติ
"ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"
หากคุณสังเกตคุณจะพบว่า เรื่องที่สนธิโจมตีรัฐบาลในช่วงต้น ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริยั ทั้งหมด
โดยเฉพาะ สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพยิ่งของคนไทย
สนธิ รู้จุดนี้ดี
จึงออกมาใช้สโลแกนว่า
"เราจะสู้เพื่อในหลวง!"
"เราจะกู้ชาติ"
"ทำไมต้องมีพระสังฆราช สอง องค์"
"นายก จาบจ้วงเบื้องสูง"

คุณไม่สังเกตหรือว่า ข่าวที่สนธิ นำมาประโคมให้ดัง นำมาจุดให้ไฟติดล้วนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ทั้งสิ้น
นอกจากนั้น สนธิยังพยายาม จุดกระแสแห่ง "คนหมู่มาก"ให้เกิดขึ้น
เพราะสนธิรู้นิสัยคนไทยดี ที่ชอบทำอ่ะไร "ที่ใครๆเขาก็ทำกัน "
สนธิพยายาม ปั่นกระแสตัวเลขที่เยอะแยะมากมาย เข้ามาในสื่ออาทิเช่น

"ม้อบวันนี้ มีคนมากว่า ครึ่งล้านแล้ว!!!"
"นักวิชาการนักพูด นักธุรกิจมากมาย ร่วมกันขับไล่นายก"
"นักวิชาการ ผู้มีชื่อเสียงหลายท่านออกมาขับไล่นายก"
"ตอนนี้ คนไทยทั้งประเทศ เค้าไม่ต้องการนายกแล้ววววว!!"

สนธิใช้วาจา ที่แสนจะปลุกใจ พูดให้คนไทยคิดว่า คนส่วนใหญ่คิดแบบเขาแน่นอน!!!
และนั่นก็ได้ผลในระดับที่ดีเกินคาด กลายเป็น วงจร อุบาทว์ ที่กำลังกลืนกินความจริง
เมื่อคนๆหนึ่งเชื่อว่ามีคนทั้งประเทศที่ไม่ได้คิดเหมือนเขานะ
จิตใจเขาก็จะเริ่มสับสนและเอนเอียงไปอย่างไม่รู้ตัวว่า "เฮ่ย นี่กูกำลังคิดอ่ะไรผิดรึเปล่าวะ?"

คนฉลาด คนโง่ คนเก่ง คนห่วย
ทุกๆคน หาก "ขาดสติ ที่มั่นคง" เมื่อฟังวาจา ของสนธิ ลิ้มทองกุลย่อมต้องคล้อยตาม
และการครอบงำทางความคิดก็ยิ่งมากขึ้น
"วงจร ของ สนธิลิ้มทองกุลจึงเกิดขึ้น"
เมื่อ "คนฉลาด แต่ขาดสติ โดนสนธิ ปั่นหัวจนติด"
เมื่อคนฉลาด ที่เต็มไปด้วยความรู้เหล่านั้น ออกมาโจมตีรัฐบาล ด้วยความคิดที่ถูกปลูกฝังจาก วงจร สนธิ
คน ปกติ ก็จะเริ่มเชื่อ และเอนเอียงขึ้นเรือยๆ เพราะพวกเขาเชื่อ คนฉลาดเหล่านั้น
คนฉลาด เมื่อขาดสติ เมื่อโดนสื่อครอบงำ ก็ไม่ต่างอ่ะไรกับ นักรบที่เต็มไปด้วยอาวุธ แต่กำลังเมาเหล้า สามารถฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้โดยไม่รู้ตัว

และทั้งหมดนี้ก็คือที่มาของกระแสต่อต้านนายกในทุกวันนี้

Website manager กลายเป็น Website ติดอันดับ 1 ใน 2 ที่มีคนเข้าชมมากที่สุด
แต่Website นี้กลับลบความคิดเห็น ที่ไม่ตรงกับตนทั้งหมดทิ้ง (เรื่องนี้ ไม่มีหลักฐาน แต่คุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง เลยครับ)

ทำให้ผู้คนที่เกลียดชังนายกอยู่แล้ว ยิ่งปักใจเชื่อเข้าไปอีกว่า คนส่วนใหญ่ ไม่มีใครชอบนายกอีกต่อไปแล้ว เพราะมีแต่ความคิดเห็นที่เกลียดชังนายก อยู่เต็ม Website ไปหมด
ก่อให้เกิดกระแสแห่งความเกลียดชังที่ หลงงมงาย คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ถูกต้องเพราะเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม


ถามตัวเองดูคุณเป็น เหยื่อ ของนายสนธิ หรือเปล่า
คุณกำลังเชื่อ สิ่งที่คุณเห็นจริง
หรือคุณกำลังเชื่อกระแส แห่ง สื่อ กระแสแห่งนักวิาการผู้น่าเชื่อถือ ที่มันกำลังพาคุณไป
คุณอาจจะบอกว่า "เพราะตัวผมเองนี่แหละ ผมเห็นแล้วว่าทักษิณ มันเลว มันโกงชาติ มัน..."

ผมอยากให้คุณลองหลับตา
แล้วนึกภาพดูว่า
ถ้าไม่มีหนังสือพิมพ์ ในเครือผู้จัดการ
ถ้าไม่มี นักวิชาการ นักพูด(ที่ก็ บริโภคแต่ตำรา +หนังสือพิมพ์)
ถ้าไม่มี สนธิ ลิ้มทองกุล

พวกคุณ จะเกลียดนายกคนนี้หรือไม่

หากคำตอบในใจของคุณคือ "ผมเกลียดนายก ทักษิณ ครับ ผมเห็นว่านายกทักษิณไม่ดีจริง ผมไม่ชอบนโยบายของเขา..."
ผมขอแสดงความยินดี คุณคือผู้มีความคิดเป็นของตัวเอง

แต่หากคำตอบคือ "..ผมไม่แน่ใจ...แต่ผมก็อ่านข่าว ผมก็ฟังนักวิชาการ..ผมเห็นคนส่วนใหญ่ ก็ออกมด่านายกทั้งนั้นนี่..มันจะไม่จริงได้ไงละ"
คุณกำลังตกเป็นเครื่องมือของเขาไปแล้วเรียบร้อย


ผมไม่ได้บอกว่า สิ่งที่สนธิ พูดหาความจริงไม่ได้
แต่ผมเชื่อว่า เรื่องกว่าครึ่ง จากสื่อของสนธิลิ้มทองกุล เกิดจากการ ปั่นกระแสแห่งความเกลียดชังด้วยวาจาที่เฉียบคบมาแล้วทั้งนั้น

เรื่องเดียวกัน หากใช้คำพูดที่ต่างกัน อาจกลับจากถูกเป็นผิด และ ผิดเป็นถูกได้ทันที

หากผมลงพาดหัวข่าวว่า
"สยาม พารากอน ปิด ห้างหนีม้อบ เป็นเวลา2 วัน "
แน่นอน จะมีกระแสที่บอกว่า "เห็นไหม ห้างเขายังปิดหนีม้อบเลย"

แต่ สื่อผู้จัดการกลับเลือกที่จะลงข่าวว่า
"สยามพารากอน เปิดทาง พันธมิตร ปิดห้าง2 วัน"
กระแสก็จะกลายเป็น "เห็นมั้ย เค้าปิดห้างเพื่อม้อบเลย"

บทความที่ผมเขียนนี้
ผมแค่อยากจะมาบอกทุกๆคนว่า

การเล่นสงครามสื่อโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

เป็นเรื่องที่ เลวทราม ต่ำช้าที่สุด ของมนุษยชาติ
ยิ่งกว่าระบอบเผด็จการ มากมายนัก

การทำให้ คนๆหนึ่งถูกเกลียดชัง
โดน วาจา ที่โน้มน้าว ปลุกระดมคนหมู่มาก เพื่อเข้าร่วมอุดมการณ์ ของตน โดยไม่สนว่า สิ่งที่ตนพูดจะเป็นเรื่องโกหก
เพื่อทำลายคนอีกคนหนึ่ง

คุณคิดหรือว่า คนๆนี้คุณสมควรที่จะมอบหน้าที่ให้เขาเป็นผู้ "สื่อสารความจริง" ให้กับคุณ
คนที่ชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล คือผู้มีอิธิพ
จอมบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
จอมปลุกระดม ความเกลียดชัง

คุณไว้ใจคนๆนี้หรือว่าเค้าจะนำสิ่งที่ดีกว่า มาให้ประเทศชาติของคุณ?

การเกลียดชังคนหนึ่งคนแล้วมาตะโกนด่าเขาได้อย่างสะใจ
ถ้า เขาคนนั้นไม่ได้มาทำร้ายร่างกายคุณหรือเคยทำให้ คุณได้รับความเสียหายโดยตรงละก็
ยากครับ

แต่หากคุณสามารถเกลียดเขาเข้าใส้ขนาดนั้นได้ แปลว่า
"คุณกำลังเชื่อว่าเขาคนนั้นเลวทรามสุดๆ..ด้วยอิธิพลของบางสิ่งบางอย่าง..และกำลังเชื่ออย่างสนิทใจ"

ตัวอย่างของประเทศ รัฐเซียที่ถูก อเมริกาเล่น สงครามสื่อคงเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเรื่องๆนี้
ลองไปศึกษาอ่านดูนะครับ

คุณมีสิทธิ์ ที่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง
เพราะมันคือ "ประชาธิปไตย"
แต่คุณ "ห้าม" ตกเป็นเครื่องมือของ คนชั่ว ที่ใช้ประชาธิปไตยเครื่องมือเด็ดขาด
เพราะนั่นหมายความว่าคุณกำลังเป็น ส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมคนชั่วเหล่านั้นโดยบริสุทธิ์ใจ

อเมริกา เจริญ มาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะเขาคนขอเขา "เลือกที่จะเชื่อ และ ไม่เชื่อ " ได้โดยไม่มีใครชักจูงเขาได้
"คนชั่วไม่มีวันหมดไปจากโลกใบนี้ แต่สิ่งที่เราทำได้คืออย่าให้คนชั่วเหล่านั้นมีอำนาจเหนือคนดี"
อำนาจ ที่ว่านี้ไม่ใช่อำนาจนายกรัฐมนตรี
แต่อำนาจ ของจริงในยุคนี้ คืออำนาจสื่อที่คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่าตกอยู่ในมือคนดี หรือ คนชั่วช้าสามาญ ขนาดไหน

บริโภคสื่อด้วยสติ คุณจะกลายเป็นคนทันโลก
บริโภคสื่อโดยขาดสติ คุณจะกลายเป็น ไอ่โง่ทันที

ฝากกลับไปคิดนะครับ
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #26 เมื่อ: 18-07-2006, 16:14 »

ธุจ้าให้ท่านพ่อสนธิซิครับเหล่าบรรดาสาวกลัทธิพันธมิตรฯทั้งหลาย.....กร๊ากกกกกกกกก
บันทึกการเข้า
~ GARFIELD ~
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 158


แม่ไม่ปลื้ม .. จบ!!


เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 18-07-2006, 16:16 »

ก๊อบมาลงตั้งเยอะ ไม่รู้ว่าคนก๊อบจะอ่านบ้างรึเปล่า

หรือว่า สักแต่ก๊อบให้เป็นอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
  Laughing
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #28 เมื่อ: 18-07-2006, 16:30 »

ก๊อบมาลงตั้งเยอะ ไม่รู้ว่าคนก๊อบจะอ่านบ้างรึเปล่า

หรือว่า สักแต่ก๊อบให้เป็นอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
  Laughing


คุณแมวติงต๊องไม่ต้องมาใช้กลยุทธ์หั้ย 'อะไรจ๊ะ' เสียสมาธิหรอกครับ


ว่าแล้ว.....ก็ลุยต่อ ณ บัดดล!!





ประวัติของสนธิ ก่อนทีจะมาเกลียดทักษิณ
นายสนธิ เป็นคนฉลาดเกมโกง พูดเก่ง ความรู้สูง เป็นลูกน้องเก่าของนาย พอล สิทธิอำนวย ซึ่งโกงเงินธนาคาร ๒๐๐๐ พันล้านบาท ก่อนที่จะหลบหนีมาอยู่อเมริกาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วนายสนธิเลยได้ผลประโยชน์โดยรับกิจการมีเดียต่อจากนายพอลโดยไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียวเพราะนายพอลโอนชื่อกิจการทั้งหมดมาให้แก่นายสนธิก่อนจะหลบหนีมาเสบสุขในอเมริกาพร้อมกับเงินที่ปล้นมาได้หลังจากนั้นนายสนธิก้ได้สถาปนาตัวเองเป็นเจ้าแห่งมีเดียของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็ว่าได้
(King of Media of Southeast Asia)กิจการมีเดียของนายสนธิก็เจริญขึ้นเรี่อยๆ มีทั้งหนังสือพิมพ์ แมกกาซีนรายการวิทยุและโทรทัศน์ท้งในและนอกประเทศจนเป็นที่ประทับใจของนักธุรกิจที่อยู่ในวงการมีเดียเป็นอย่างมากเมื่อขอเงินกู้จากธนาคารก็มักจะไม่มีปัญหานายสนธิเลยซื้อกิจการทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่ามีเดีย
มีกำไรหรือขาดทุนขอให้มีชี่อเป็นเจ้าของหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Publisher นายสนธิซื้อหมดตัวอย่างที่ดังที่สุด ครั้งสุดท้าย คือการซื้อแมกกาซีนอเมริกันที่มีฐานในนิวยอรค์และลอส แอนเจลสีส ชื่อ Buzz Magazineซี่งเป็นแมกกาซีนที่จะเจ้งอยู่แล้วแต่ความกะสันของนายสนธิที่อยากจะเห็นชื่อของตัวเองว่า Publisher: Sondhi Limthongkul
เป็นเจ้าของแมกกาซีนฝร้งซึ่งลอบล้อมไปด้วยนักเขียนที่มีชื่อฝรั่งทั้งนั้นและการที่อยากโก้อวดฉลาดเลยซื้อด้วยราคาที่สูงลิ่ว ในราคา ๑๖๐๐ ล้านบาทหรือ ๔๐ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคนขายก็ไม่เชื่อกับตาเพราะโฆษณาขายแมกกาซีนนี้แต่ไม่มีหน้าไหนกล้ามาซื้อแม้แต่คนเดียวยังจำได้ว่าตอนเปิดตัวเจ้าของใหม่มีการกินเลี้ยงกันที่โรงแรมหรูใน Beverly Hills นายสนธิเดินชนแก้วนบันรีไวน์กับนักหนังสือพิมพ์ไทยในแอลแอด้วยความโก้หรูนายสนธิโก้อยู่ได้แค่ หนี่งปีสองเดือน Buzz ก้ต้องปิดกิจการเพราะไม่มีเงินจ่ายให้กับพนักงานฝร้งทั้งหลายนายสนธิพยายามจะขายต่อให้คนอื่นแต่ไม่มีใครอยากซื้อ เงิน ๑๖๐๐ล้านบาท ก็คือเงินกู้จากแบ๊งไทยนั่นเอง
นายสนธิมักจะกล่าวว่าเป็นคนสนับสนุนและช่วยให้คุณทักษินเป็นนายกเพราะฉะนั้นเขาก็คิดว่านายกทักษิณคงจะตอบแทนบุญคุณด้วยการแต่งตั้งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวของซึ่งบุคคลนี้เป็นคนสนิทของนายสนธิและคงจะมีสิทธิ์ปรุงแต่งให้เป็นหนี้ลดลงจาก๖๐๐๐ล้านบาทให้เหลือแค่๓๐๐ล้านบาท นายกตอบปฎิเสธทันทีและบอกว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายถ้าเป็นนายกบางคนในอดีตที่อยากได้เงินก็ไม่แน่อาจจะมีการต่อลองกับนายสนธิก็ได้หลังจากนั้นมานายสนธิก็สัญญากับตัวเองว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้นายกทักษิณออกจากตำแหน่งให้ได้โดยหวังว่าผู้นำคนใหม่อาจจะมีส่วนช่วยให้หนี้ก้อนโตนี้ออกจากอกของนายสนธิปัญหาของนายสนธิเป็นปัญหาที่เขาสร้างขั้นมาทั้งสิ้นไม่เกี่ยวกับการกู้ชาติที่เขาเอามาอ้างกับประชาชน แลเขารู้อยู่แก่ใจว่าถ้านายกทักษิณได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งนายสนธิจะไม่มีแผ่นดินอยู่ในประเทศไทยอย่างแน่นอน และอาจจะต้องเผ่นหนีมาอยู่อเมริกา เฉกเช่นเจ้านายเก่าของเขา เมี่อ ๓๐ ปีที่แล้ว


ด้วยปรัชญาการทำธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำหนดบทบาทและหน้าที่อันชัดเจนของสื่อ ว่า”ต้องรับใช้ทุน” และสื่อต้องทำหน้าที่แสวงหารายได้มาให้คุ้มค่ากับการลงทุน สื่อจึงยืนอยู่ได้ สื่อในทัศนะของสนธิ จึงเสมอเพียงสินค้าทั่วๆ ไปเท่านั้น มิได้มีตู๊ดดามหมายพิเศษดังเช่นสื่อในมุมมองของนักวิชาการ และนักวิชาชีพคนอื่นๆ
แน่นอนว่า ทุนที่กำลังอ้างถึงอยู่ในขณะนี้ ก็คือ “ผู้ลงทุน” นั่นเอง ซึ่งโดยนิตินัยแล้ว สื่อในเครือผู้จัดการ ก็ย่อมต้องนับใช้บริษัท ไทยเดย์ดอทคอม และ เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด แต่ในทางพฤตินัยแล้ว พูดกันให้ชัดถ้อยชัดคำและชัดเจนในเจตนารมณ์ ก็ต้องบอกว่าสื่อในเครือผู้จัดการ ก็ต้องมีหน้าที่รับใช้ สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะผู้ลงทุน ในฐานะผู้ที่ไปกู้เงินมาหลายร้อยหลายพันล้านบาท เพื่อประกอบธุนกิจชนิดนี้
ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรอีกเช่นกัน หากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
ที่เราจะได้เห็นการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของข่าวสารที่ปรากฏอยู่บนสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกคลื่น และทุกรายการ ที่นำเสนอต่อสาธารณะ
อีกทั้งไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้ยุ่งยากว่าการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของสื่อ เครือผู้จัดการ เป็นข้อมูลด้านใด และมีเจตนารมณ์ชนิดใด จึงต้องทำเช่นนี้
ก็แม้แต่ คำเตือนที่ทรงคุณค่ายิ่งของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยขององคมนตรี ซึ่งก็คือผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปลุกปั่นกระแสของสนธิ ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ ตามสำนวนของเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ที่สะบัดปากกาใส่ว่า” กำลังโหนกำแพงสู่เป้าหมายของตัวเอง” ซึ่งได้รับการนำเสนอเผยแพร่ ทางสื่อสารมวลชนทุกประเภท ทุกรายการ และทุกสังกัด กลับไม่ได้รับการนำเสนอให้ประชาชนรับทราบจาก สนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ แม้แต่คำเดียว
“คงไม่ใช่กองทัพอย่างเดียว ในส่วนที่เป็นองคมนตรีเห็นว่า มีการอ้างอิงสถาบันจากหลายๆ ฝ่าย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควร เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุด ที่ไม่ควรอ้างอิง และเกี่ยวข้องกับการเมือง เมื่อเป็นสถาบันที่เรายกย่อง ศรัทธา เป็นสถาบันที่เราเคารพนับถือ ก็ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง การเมืองก็ควรจะแก้ด้วยการเมือง”
ข้อความที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจและความห่วงใยจากองคมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เช่นนี้ ไม่มรสาระที่สื่ออย่างสนธิ สื่อเครือผู้จัดการ จะนำเสนอหรืออย่างไร คงอาจเป็นเพราะว่า ขณะนี้ สื่อในเครือผู้จัดการ สื่อในสังกัดสนธิ ลิ้มทองกุล มิได้ทำหน้าที่ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงใดๆ หากแต่มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน รับใช้เงินที่สนธินำมาฟาดหัว และแจกจ่าย รับใช้สนธิ ที่กำลังมีความพยาบาท อาฆาตมาดร้าย ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ทำงานตามที่สนธิต้องการ
ถามว่าระหว่างพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พูด กับสนธิ ลิ้มทองกุล พูด
ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะรายงานคำพูดของใครก่อน ด้วยเหตุใด และคำพูดของมีคุณค่าสำหรับประชาชนมากกว่ากัน
ถามว่าระหว่างคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยบ้านเมือง และสถาบันกษัตริย์ขององคมนตรี กับคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์แค้น กราดเกรี๊ยว การปลุกระดม เพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของตนเอง โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติบังหน้า ของนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่มุ่งแสวงหากำไรจากการลงทุนเป็นลำดับแรกของความคิด
ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะนำเสนอคำพูดของใครให้ประชาชนได้รับทราบก่อน และคำพูดของใครมีน้ำหนัก มีสาระมากกว่ากัน และคำพูดของใครมีคุณค่าแก่ประเทศชาติ และภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพียงเพราะว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่ทุน ที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้ สนธิต่างหากเล่า คือ ทุน ที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้
หรือ สนธิ ลิ้มทองกุล จะถาม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อีกสักคนไหมว่า”ใครจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน”
เพราะสื่อในเครือผู้จัดการไม่ได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของสื่อมวลชนแล้ว หาแต่ทำหน้าที่สื่อที่ต้องรับใช้สนธิ เพียงผู้เดียว เพราะ สนธิ คือ “ทุน”ของเครือผู้จัดการ
เมื่อสนธิ คือ ”ทุน”ของเครือผู้จัดการแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใดเลย ที่สื่อเครือผู้จัดการ ต้องขวนขวายทำหน้าที่รับใช้ และเสาะแสวงหากำไรให้กับสนธิ ไม่ว่าจะเป็นกำไรทางตรง กำไรทางอ้อม กำไรทางธุรกิจ กำไรทางสังคม และที่น่ากลัวยิ่งก็คือ เป็นการเสาะแสวงหากำไรมาตอบแทนการลงทุน โดยไม่เลือกวิธีการ บิดเบือน ปกปิด ปลุกระดม ฉวยโอกาสขายเสื้อ”เราจะสู้เพื่อในหลวง” ทำได้ทั้งนั้น เพื่อตอบแทนและรับใช้”ทุน”
แรงจูงใจที่ทำให้นักสื่อสารมวลชนมืออาชีพ ต้องฉีกทฤษฎี ฉีกตำราสื่อสารมวลชนขั้นพื้นฐาน ที่ว่าด้วยการนำเสนอข้อมูลสองด้าน การนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน การนำเสนอข้อมูลที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม เป็นสิ่งที่พึงกระทำก่อนการนำเสนอข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน และไม่ควรนำเสนอข้อมูลด้านเดียว แน่นอนว่าต้องยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ หากไม่เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ ก็คงเป็นเพราะผิดหวังอย่างยิ่งใหญ่
ก่อนหน้าที่จะเกิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร การทำหน้าที่ของสนธิ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์หลายครั้งหลายตอน ที่นำมาเสนอให้อ่านกันในบางช่วงบางตอน แสดงให้เห็นแล้วว่าในห้วงเวลานั้น สื่อแบบสนธิ ก็เคยรับใช้พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลมาก่อน เพราะเห็นว่ารัฐบาลเป็นแหล่งทุนที่จะเสาะแสวงหาเงินไปใส่ให้กับเครือผู้จัดการ เป็นทั้งทุนที่ให้โอกาสในการทำมาหากิน เป็นทั้งทุนที่ให้เงินสนับสนุนโดยตรง เป็นทั้งทุนที่ทำให้สื่อแบบสนธิ มีเครดิตมากขึ้นอีกครั้งในการชุบชีวิตเครือผู้จัดการ
จวบจนกระทั่งรัฐบาล หยุดการสนับสนุนสื่อเครือผู้จัดการนั่นเอง สื่อแบบสนธิ จึงเห็นว่าหมดหน้าที่ต้องรับใช้ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ โจมตี แว้งกัดอย่างรุนแรงและหนักหน่วง อันเนื่องจากเพราะผิดหวังรุนแรงกับรัฐบาล นั่นเอง
และความผิดหวังที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ทำให้สนธิ ต้องเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เพื่อชำระ”แค้นสั่งฟ้า” ที่อยู่ในใจของตัวเองเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ชำระแค้นครั้งแรก โดยมีธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นคู่แค้นที่ถูกชำระไปเรียบร้อยแล้ว
ย้อนรอยเส้นทางการเดินกลับคืนสู่ประเทศไทยของสนธิรอบนี้ จะพบว่าการรับใช้ทุนของสื่อเครือผู้จัดการยุคใหม่ หลังสงครามเศรษฐกิจ ปี 2540 สงบลงนั้น ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งว่ามีการเลือกข้างมาตั้งแต่ต้น ในการรับใช้ทุนการเมืองกลุ่มหนึ่งโจมตีใส่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นจนเสียศูนย์ และกำลังสนับสนุนที่สำคัญของกลุ่มทุนการเมืองในพรรคไทยรักไทย ซึ่งฉายภาพชัดแจ้งเป็นอย่างยิ่งภายหลังการเลือกตั้งปี 2544 สิ้นสุดลง ด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคไทยรักไทย ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และทุกพรรคการเมือง
หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ หลุดวงโคจรของอำนาจ และพรรคไทยรักไทย ได้เข้ามาสวมต่อการใช้อำนาจรัฐแทน สถานการณ์ในขณะนั้น พรรคไทยรักไทยยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างมากในแวดวงการเมือง ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เตรียมตัวที่จะกลับสู่ยุคความยิ่งใหญ่ในแวดวงธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารคนสำคัญของรัฐบาล ล้วนแต่ผูกพันกับสนธิมาช้านาน ทั้งแบบเพื่อนฝูง พรรคพวก และลูกจ้าง
“น้ำขึ้นให้รีบตัก” เป็นภาษิตที่นำมาใช้ได้ดีกับสนธิ ในห้วงเวลาที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ครองอำนาจรัฐใน 4 ปีแรก สื่อในเครือผู้จัดการ และไทยเดย์ดอทคอม เร่งทยอยเปิดตัวสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน นิตยสาร สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และสถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 11 ซึ่งสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกรายการ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากหน่วยงานรัฐ ทั้งรัฐวิสาหกิจ และราชการ ชนิดที่สื่อสำนักอื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ พร้อมกับทำปากขมุบขมิบด้วยความอิจฉา
การอุดหนุนสื่อในเครือผู้จัดการของหน่วยงานรัฐ จนแทบจะไม่มีพื้นที่และเวลาให้ออกโฆษณา ส่งผลให้สนธิตกเป็นเป้าของสมาชิกวุฒิสภา เจิมศักดิ์ ปิ่นทองและนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่าการสนับสนุนอย่างมากมายและคับคั่งเช่นนี้ ไม่ใช่ภาวะปกติ หากแต่ต้องมี”คำสั่ง” ให้หน่วยงานต่างๆ สนับสนุนและอุดหนุนเป็นพิเศษแก่สื่อเครือผู้จัดการ ที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของสนธิ ลิ้มทองกุล
แน่นอนว่า หลักฐาน”คำสั่ง” ย่อมหาไม่ได้ และจะมี”คำสั่ง” จริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครทราบได้ หากแต่สิ่งที่มีแน่นอน และปรากฏขึ้นในภายหลังก็คือ คำบอกเล่าของผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่ตกเป็นจำเลยของ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็คือ”คำแอบอ้าง” ที่มีไปถึงรัฐวิสาหกิจเกือบทุกแห่ง
รัฐวิสาหกิจเกือบทั้งหมดในกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โรงงานยาสูบ การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทยฯลฯ ต่างทยอยเข้าคิวทำสัญญาซื้อพื้นที่และเวลาโฆษณา กับเครือผู้จัดการ เป็นเงินรวมกันหลายร้อยล้านบาท และแน่นอนว่าความพร้อมใจกันซื้อโฆษณาแบบมิได้นัดหมายในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้
จากการตรวจสอบห้วงเวลา”น้ำขึ้น” นั้น สนธิ ได้ตักเข้าไปใส่ในเครือผู้จัดการแบบไม่หยุดหย่อน และไม่แบ่งให้ใครตักบ้างเลย พบว่ามีรายงานการซื้อขายที่น่าสนใจอยู่ 2 รายการ (เท่าที่ตรวจสอบพบ) คือ
1.บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ ตั้งแต่ปี 2548-2548 รวมทั้งสิ้น 54,637,987 บาท
นอกจากนี้ปตท. ยังได้ทำสัญญาซื้อโฆษณากับ 11 News 1 อีก 60,000,000 บาท แต่เนื่องจาก 11 News 1 ต้องมีอันเป็นไป ถูกระงับการออกอากาศเสียก่อน ส่งผลให้สัญญาการซื้อเวลาโฆษณาระหว่างปตท. กับ 11 News 1 ต้องสิ้นสุดลงไปด้วย ในขณะที่เพิ่งใช้จ่ายเงินไปเพียง 10 ล้านบาท
การซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสงสัย เพราะเป็นสื่อที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายกันมานานแล้ว และปตท.ก็เคยซื้อสื่ออยู่เป็นประจำ แต่กับการทำสัญญาซื้อโฆษณาใน 11 News 1 ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ และสนธิ ก็เป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าว ให้กับบริษัท RNT เจ้าของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม 11 /1 ตัวจริง(ตามคำบอกเล่าของสนธิ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร)นั้นเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ และต้องสงสัย
การทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาจำนวน 60,000,000 บาท ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยนิดสำหรับบริษัทที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 70% เหตุใดจึงมีการใช้วิจารณญาณหรือใช้การพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลใด ว่าสมควรจะใช้จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ระบบดาวเทียม 11/1 มากถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า 11/1 ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และ 11 News 1 ของสนธิจะได้ออกอากาศนานเพียงใด เพราะสนธิ เป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวเท่านั้น และเมื่อสนธิไม่ใช่เจ้าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ทำไมปตท.จึงไปทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณากับสนธิ หรือในนามไทยเดย์ดอทคอม
คำถามเหล่านี้มีการซักไซ้ไล่เลียงกันในปตท. ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ชัดเจน ทุกคนทราบแต่ว่า การจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ ต้องมี”ผู้ใหญ่” สั่งมา แต่เป็น”ผู้ใหญ่”คนใด ไม่มีใครทราบ และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า”ผู้ใหญ่”คนนั้นคือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะ”ผู้ใหญ่”นั้นสั่งมาในรู)คำบอกเล่า คำอ้าง ไม่ได้มาด้วยตัวเอง ไม่มีแม้กระทั่ง”เสียง” แต่ความน่าเชื่อถือของผู้อ้างมีสูงมาก จนทำให้มีการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณา 60,000,000 บาท เกิดขึ้น
การทำสัญญาครั้งนั้น มีมูลค่า 60,000,000 บาท แต่สนธิ ในนามของไทยเดย์ดอทคอม หรือ 11 News 1 ประสบปัญหาสะดุดขาตัวเอง จนต้องปิดตัวลง
แม้จะเคยให้การสนับสนุมากมายขนาดนี้ แต่ปตท.ก็ไม่เคยได้สิทธิพิเศษใดๆ จากสนธิ และเครือผู้จัดการแม้แต่ครั้งเดียว หากจะมีก็แต่ได้รับเชิญขึ้นเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ค่อนข้างบ่อยครั้ง ในฐานะจำเลยของสังคม ในฐานะบริษัทมหาชนที่หลอกต้มคนไทย ให้ซื้อน้ำมันแพง หลอกต้มคนไทยผู้ถือหุ้นรายย่อย ให้เสียประโยชน์ หลอกต้มคนไทยให้เชื่อมั่นการบริหารงานเป็นธรรมาภิบาล และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การกล่าวประณามปตท. ว่าเป็นบริษัทที่เห็นแก่การทำกำไร ไม่สนใจความเดือนร้อนของประชาชน และเห็นว่ากำไรที่เกิดขึ้นจากการบริหารของปตท. เป็นสิ่งที่ผิดพลาด และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ปตท. เอาเปรียบประชาชน รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่จริงใจต่อประชาชน
กล่าวโดยสรุป ก็คือ การมีกำไรจากการบริหารงานของปตท. คือ ความผิดพลาดของปตท. ในทัศนะของนักธุรกิจแบบสนธิ
ความผิดพลาดของปตท.ในสายตาของสนธิ และสื่อเครือผู้จัดการ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปตท. ซื้อสื่อโฆษณาในเครือผู้จัดการ น้อยลงกว่าเดิมเมื่อไม่นานมานี้เอง
เหตุที่ปตท.ลดพื้นที่โฆษณาในเครือผู้จัดการลง ก็เพราะรับไม่ได้ จากการที่ถูกนั่งด่าอยู่ทุกวัน ยิ่งซื้อน้อย ก็ยิ่งถูกด่ามาก เพราะไปทำให้สนธิผิดหวังมากขึ้นๆ
เหตุที่ปตท.ถูกด่า ถูกประณามบนเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ก็มีเหตุมาจาก เรื่องการตัดงบโฆษณาซื้อสื่อโฆษณาเครือผู้จัดการเท่านั้นเอง
เป็นเหตุเดียวกับที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนายกฯที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาของสนธิ ถูกชี้หน้าประณามว่าเป็นนายกฯที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพียงเพราะไม่ช่วยเหลือ ไม่ใช้อำนาจ”สั่งการ” ให้ 11News 1 กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC 9 อีกครั้งหนึ่ง
ตัวอย่างรายที่ 2 ของการสนับสนุนสนธิ และเครือผู้จัดการ ก็คือ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ เฉพาะรายการโทรทัศน์ 2 รายการ คือ เมืองไทยรายสัปดาห์ กับพบคนพบธรรม ซึ่งออกอากาศทางช่อง 9 ทั้ง 2 รายการ ตั้งแต่ปี 2544-2548 ธนาคารกรุงไทย ใช้เงินซื้อสื่อในเครือผู้จัดการ มากถึง 276,000,000 บาท ปีละ 77,000,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 6,420,000 บาท
ยังไม่นับถึงพื้นที่โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน รวมไปถึงเวบไซต์ manager.co.th ที่ลงกันอย่างถี่ยิบ ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ ที่กำหนดให้เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด ชำระหนี้ด้วยการใช้หน้าหนังสือพิมพ์แทนเงินสด ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิพิเศษของลูกหนี้ที่ไม่ธรราดา อย่างสนธิ และเดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด ที่วิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีความสนิทสนมแนบแน่น และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดกับสนธิ เอื้อเฟื้อจัดให้ชนิดที่ลูกหนี้รายอื่น ได้แต่มอง แต่ไม่มีความสามารถจะทำตามได้
ความเป็น”ลูกหนี้รายพิเศษ” ที่ได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้”พิเศษ” แบบนี้เป็นเหตุที่ทำให้ สนธิ กับวิโรจน์ มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นลึกซึ้งยิ่งนัก จนถึงขนาดที่ว่า เมื่อวันที่วิโรจน์ ไม่ได้รับการต่ออายุให้นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย วาระที่ 2 คนที่เจ็บแค้นยิ่งกว่าวิโรจน์ เสียอีก ก็คือ สนธิลิ้มทองกุล
นับแต่นั้นมา ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ถูกขึ้นบัญชีแค้นรอชำระของสนธิ เพิ่มขึ้นอีก 1 ชื่อ ด้วยเหตุที่สนธิ แน่ใจว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร คือ คีย์แมนสำคัญในการขวางทางการนั่งเก้าอี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคากรุงไทย วาระที่ 2 ของวิโรจน์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ความพิเศษที่สนธิเคยได้รับ ย่อมไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป ทั้งในฐานะลูกหนี้ และในฐานะคู่ค้า
ในฐานะลูกหนี้ ที่ไม่ต้องชดใช้หนี้ด้วยเงินสด แต่สามารถชดใช้ด้วยกระดาษหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งตีราคากันไว้ที่หน้าละ 286,600 บาท เดือนละ 12 หน้า สำหรับผู้จัดการรายเดือน ก็คิดเป็นเงิน 3,432,000 บาท หากคิดเป็นปี ก็เท่ากับ 41,184,000 บาท 10 ปีผ่านไป ก็เท่ากับ 410,184,000 บาท
หากใช้วิธีการกันแบบนี้ ไม่นานนัก หนี้จำนวนมหาศาลของผู้จัดการ ก็จะหมดลงได้ ยังพอเห็นแสงเทียนที่ปลายอุโมงค์
นี่ยังไม่นับสื่ออื่นๆ อีก เช่น ผู้จัดการรายสัปดาห์ ผู้จัดการรายเดือน และเวบไซต์ ที่ก็มีเงื่อนไขการชดใช้หนี้ด้วยหน้ากระดาษ เช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากจะมีใครสักคนที่เสกกระดาษเป็นเงิน ได้จริงๆ คนคนนั้น ย่อมชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล
ด้วยเงื่อนไขที่พิเศษนี้เอง ที่ทำให้สนธิ เป็นเดือดเป็นร้อนแทน วิโรจน์ นวลแข และโกรธแค้นผู้ว่าแบงก์ชาติ โกรธแค้นนายกรัฐมนตรี ที่ไม่สนับสนุนคนที่สนธิ สนับสนุน
การหวนคืนสู่วงการธุรกิจสื่อในประเทศ ของสนธิ ในรอบนี้ สนธิ ในฐานะผู้ประกอบการที่มี”หนี้เน่า” จำนวนมากที่สุดในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ แกละลูกหนี้รายอื่นๆ ด้วยแต้มต่อที่เรียกว่า แฮร์คัทหนี้ หรือการลดหนี้ที่ตัวเองก่อไว้มากกว่า 6,000 ล้านบาท
หนี้จำนวน 6,000 ล้านบาท ที่สนธิ ได้รับประโยชน์ไปนี้ เป็นเงินที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีจากของประชาชนมาชดใช้แทน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่วมก่อหนี้แม้แต่สลึงเดียว การแฮร์คัทหนี้ หรือลดหนี้ในครั้งนั้น เป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่าสนธิ ได้รับการปฏิบัติจากธนาคารเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นธนาคารรัฐบาล ในมาตรฐานที่พิเศษกว่าลูกหนี้ทุกราย
และ.....ธนาคารรัฐบาลที่เป็นผู้นำในการแฮร์คัทหนี้จำนวนนี้ให้แก่สนธิ ก็ไม่ใช่ธนาคารใดไหนเลย ก็คือ ธนาคารกรุงไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับของวิโรจน์ นวลแข นั่นเอง
การได้รับแต้มต่อจำนวนนี้ ทำให้สนธิ มีพลังใจอย่างยิ่งที่ทำให้เขากลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความเป็นคนพิเศษของเขาที่ยังหาประโยชน์ได้ในประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถหาได้จากสนามธุรกิจใดๆ ในโลกนี้ นอกจากนี้ ผู้คนบริวารล้อมของเขาในอดีต ยังได้ดิบได้ดี ไปกุมอำนาจด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลไว้เกือบหมด จึงเป็นแต้มต่ออีกชั้นหนึ่งที่ได้เปรียบทุกๆ คน บนเวทีการแข่งขันรอบใหม่นี้
การกลับมารอบใหม่ครั้งนี้ สนธิพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโทรทัศน์เป็นสำคัญ เขาวางยุทธศาสตร์ให้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อ เพื่อชดใช้หนี้ และสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อเพื่อการหารายได้ เนื่องจากเวลาโฆษณาบนสถานีโทรทัศน์ มีราคาสูงกว่าราคาหน้ากระดาษมาก
เห็นได้จากการที่ ธนาคารกรุงไทย ซื้อเวลาโฆษณารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ด้วยงบประมาณ ปีละ 38,520,000 บาท หากทอนออกมาเป็น 52 สัปดาห์ ก็เท่ากับว่ารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ มีรายได้จากธนาคารกรุงไทย เพียงรายเดียวมากถึง 740,769 บาทต่อการจัดรายการ 1 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่มีเวลาจัดรายการเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
นี่ยังไม่นับรวมถึงรายได้จากผู้สนับสนุนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ รายอื่นๆ อีก
ไม่แปลกใจเลย หากสนธิ จะคิดต่อยอดในฐานะนักธุรกิจผู้มากวิสัยทัศน์ว่า การมีเวลาเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขายังทำรายได้มากยายขนาดนี้ หากเขาเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์เสียเอง จะมีรายได้มากมายก่ายกองขนาดไหน แต่ในเมื่อยังยังไม่ได้เป็นเจ้าของสถานี ก็ขอให้ตัวเองมีโอกาสออก”จอ”ไว้ก่อน เพื่อรักษาเรตติ้งของตัวเอง จนวันที่พร้อมตั้งสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับสนธิ ในสถานการณ์ยามนี้
หากมองย้อนกลับไปในวันที่ยังมีรายการเมืองไทยรายวัน ซึ่งจัดสัปดาห์ละ 5 วัน แล้วก็จะยิ่งเห็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ที่ออกจากกระเป๋ารัฐวิสาหกิจอย่างธนาคารกรุงไทย และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่มีน้ำใจให้กับสนธิในยามนั้น หลั่งไหลเข้าไปในกระเป๋าของสนธิ ว่ามากน้อยเพียงใด คิดกันง่ายๆ ก็ต้องคูณ 5 เข้าไปของรายได้ที่ได้จากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
การปรับผังรายการของช่อง 9 และเปลี่ยนจากเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ เป็นการหย่อนเมล็ดพันธ์ความแค้นไว้ในใจของสนธิ โดยที่คนในอ.ส.ม.ท. ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เพราะเป็นการทำงานตามหน้าที่ และทำเพื่อเรตติ้ง เพื่อที่จะปรับแต่งตัวเองสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่สำหรับสนธิเขาเก็บคิดเรื่อยมาว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และตัดรายได้ แต่ไม่ได้แสดงออกมาให้ใครเห็น จนถึงวันที่เมืองไทยรายสัปดาห์ถูกถอดออกจากผังรายการของช่อง 9 เพราะความไม่เหมาะสมของเนื้อหาที่สนธิ นำเสนอนั่นเอง จึงทำให้ทุกคนได้เห็นอาการโกรธแค้นของสนธิ ที่ต้องสิ้นสุด หมดหนทางทำมาหารายได้ ในช่วง 9 อีกต่อไป
11 News 1 ก็เดินหน้าต่อไม่ได้ เมืองไทยรายสัปดาห์ก็ถูกถอดออกจากช่อง 9 ธุรกิจโทรทัศน์ที่ตั้งใจหวังไว้ ต้องล่มสลายลงทันที เส้นทางการหารายได้เพื่อความมั่งคั่งให้กับตนเอง ที่เคยเปิดโล่ง กลายเป็นตีบตันจนถึงอุดตันในที่สุด ทำให้เก็บอาการไว้ไม่อยู่
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สนธิ จึงต้องเดือดร้อน ต้องดิ้นรน ต้องโกรธแค้น เมื่อถูกตัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เพราะรายได้สัปดาห์ละกว่า 1,000,000 บาท(ประมาณการ จากการขายโฆษณา 10 นาที ต่อการจัดรายการ 1 ครั้ง)ต้องมลายหายไปในพริบตา และตัดสินใจเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรขึ้น โดยอาศัยเสื้อ”เราจะสู้เพื่อในหลวง” มาเป็นเครื่องหมายการค้าของตนเอง และหารายได้จากการขายเสื้อ ขาย ซีดี ขายหนังสือเมืองไทยรายสัปดาห์แทน
2 ตัวอย่างที่นำเสนอมานี้ คงพอที่จะทำให้เห็นภาพแล้วว่า สนธิ ได้รับสิทธิพิเศษเพียงใด จากการทำธุรกิจโทรทัศน์ และในวันที่เขาได้รับสิทธิพิเศษ เขาปกป้องรัฐบาลอย่างไร แต่ในวันที่สิทธิพิเศษที่เคยได้ถูกตัด เขามีอาการเช่นไร และแสดงอาคารอย่างไร ต่อ”ทุน”ที่เขาเคยรับใช้ และแสวงหาประโยชน์จากการเป็น”ผู้รับใช้” ในอดีต เมื่อ”ทุน” เหล่านั้นไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

(1) คุณสนธิและผู้บริหารของกลุ่มผู้จัดการ บริหารบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย ซึ่งเป็นของมหาชน ด้วยความโปร่งใสหรือไม่ มีการยักยอกเงินเข้ากระเป๋าส่วนตัวของใครหรือเปล่า

กรณีที่ 1 หมู่เกาะ The British Virgin Island ที่คุณสนธิออกมาด่านายกทักษิณปาวๆ คุณสนธิยังจำได้ไหมว่า ใครไปจดทะเบียนบริษัท Manager International Holding Company Limited ที่หมู่เกาะนี้ ด้วยเงินเพียงแค่ 1,000 เหรียญสหรัฐ แต่กลับนำมาขายให้ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ซึ่งเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน ด้วยเงินถึง 7,228,000 เหรียญสหรัฐ เงินกำไรร่วม 200 ล้านบาทนี้ หายไปอยู่กระเป๋าใคร นอกจากนั้นเงินที่ บริษัทเมเนเจอร์ให้บริษัทนี้ยืมไปอีก 700 ล้านบาท หายไปไหน (ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการ ทำรายงานเองและส่งให้ตลาดหลักทรัพย์เอง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ตลาดหลักทรัพย์)

กรณีที่ 2 เงินโฆษณากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งควรเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน หายไปไหน เมื่อไหร่จะได้คืน ทำไมมีการเปิดบริษัทส่วนตัว ที่ชื่อ เวิลด์ไวด์ มีเดีย ซึ่งก็ตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ เพื่อรับเงินค่าโฆษณาแทนบริษัทมหาชน และทำไมบริษัทนี้ถึงอมเงินเอาไว้ และไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้บริษัทซึ่งเป็นของมหาชนสักที ทั้งที่รับเงินมา 2-3 ปีแล้ว ที่น่าสงสัยยิ่งกว่านั้น ทำไมบริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ถึงยังให้บริษัทนี้ หาโฆษณาและรับเงินแทนอยู่ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าบริษัทนี้เบี้ยวเงินมาเป็นปีแล้ว นอกจากนั้น ทำไมบริษัทเมเนเจอร์ มีเดียถึงนับยอดรายได้โฆษณาที่น่าจะได้จากบริษัทเวิลด์ไวด์ มีเดียนี้เป็นหนี้สงสัยจะสูญในทันที จนมีผลทำให้ผลประกอบรวมของบริษัทเมเนเจอร์ มีเดียเองซึ่งควรจะเป็นกำไร กลายเป็นขาดทุน นี่เป็นสาเหตุหรือเปล่า ที่ทำให้ผู้ตรวจสอบบัญชีที่บริษัท เมเนเจอร์ มีเดียจ้างเอง ไม่ยอมเซ็นไว้วางใจบริษัทเมเนเจอร์ มีเดียหลายไตรมาสติดต่อกันแล้ว (จากข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการ ทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์เอง ระหว่างปี 2547 - 2549)

***(2) คุณสนธิและกลุ่มผู้จัดการ ใช้ความเป็นสื่อ บังคับและเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ เข้าตัวหรือเปล่า หลังจากที่คุณเจิมศักดิ์ และกลุ่มเนชั่นออกมาปูดข่าวว่า รัฐบาลทักษิณช่วยลดหนี้ของกลุ่มผู้จัดการ จาก 20,000 ล้านบาท เหลือแค่ 6,000 ล้านบาท ในปี 2545แล้ว คุณสนธิและกลุ่มผู้จัดการได้รับการลดหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐ อีกกี่ครั้ง (เพื่อความเป็นธรรมในการรับรู้ข้อมูล คุณสนธิ ออกมาปฏิเสธว่ากลุ่มผู้จัดการ มีหนี้อยู่ ในขณะนั้น 8,000 กว่าล้านบาท ไม่ใช่ 20,000 ล้านบาทตามที่คุณเจิมศักดิ์กล่าวหา) ทำไมขณะที่คุณวิโรจน์ นวลแขทำงานที่แบงก์xxx คุณสนธิถึงได้รับการลดหนี้ที่เคยลดมาแล้วอีก จาก 1,421.73 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ 259 ล้านบาท แล้วยิ่งกว่านั้น ทำไมธนาคารxxx ถึงขนาดยอมให้คุณสนธิไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินสด โดยยอมกระทั่งให้ใช้คืนเป็นค่าโฆษณาราคาแพง จนเราได้เห็นโฆษณาชุดผู้ใหญ่ลี ที่มีค่าแอร์ไทม์ครั้งละหลายแสนบาท อย่างถี่ยิบ คุณสนธิคิดว่า ธนาคารของรัฐอย่างxxxมีความจำเป็นต้องโฆษณาตัวเองกับสื่อของคุณสนธิแค่ที่เดียว เป็นร้อยๆล้านบาทเลยหรือ (จากข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการ ทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์เอง ในปี 2547 ดูข้อมูลได้ที่ตลาดหลักทรัพย์) นอกจากนั้นแล้ว คุณสนธิใช้วิธีไหน ถึงทำให้รัฐวิสาหกิจอื่นของรัฐอย่างเช่น การบินไทย ปตท และบริษัทเอกชนในเครือชินวัตรลงโฆษณาจำนวนมากกับสื่อของผู้จัดการ จนยอดรายได้โฆษณาของกลุ่มพุ่งขึ้นถึงกว่า 40% หลังจากที่นายกทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ จากกรณีศึกษาของกลุ่มผู้จัดการ ในรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในรอบปี 2546 ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดย ผศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

***(3) การที่คุณสนธิออกมาปลุกระดมมวลชนตอนนี้ แบบถอยหลังไม่ได้ เป็นเพราะกลุ่มผู้จัดการกำลังเกิดวิกฤติทางการเงิน ซึ่งถ้าไม่ได้อำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนเข้าช่วยเหลือ อาจถึงขั้นปิดตัวเองเลยใช่หรือเปล่า อะไรที่ทำให้คุณสนธิ อุทานว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ประเด็นนี้ต้องศึกษาเงื่อนเวลาอยู่ 2 จุด

ก) ก.ล.ต. ได้ออกกฏมานานแล้วว่า จะถอดถอนบริษัทซึ่งอยู่ในหมวดฟื้นฟูของตลาดหลักทรัพย์ และมีตู๊ดส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ภายในเดือนมีนาคม 2549

ข) ศาลล้มละลายกลาง ได้ยินยอมขยายเวลาแผนฟื้นฟูของบริษัทเมเนเจอร์มีเดียออกไปจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 26 กรกฏาคม 2548 กลายเป็นสิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2549 เพื่อให้บริษํทเมเนเจอร์มีเดีย หาผู้ร่วมทุนใหม่มูลค่า 350 ล้านบาทให้ได้ทันตามกำหนด ซึ่งถ้านำมาเรียงดู จะอ่านได้ง่ายๆดังนี้ ถ้ากลุ่มผู้จัดการหาเงินเพิ่มทุน 350 ล้านบาทไม่ได้ภายในเดือนมีนาคม หรือไม่มีอำนาจจากไหนมาบีบ กลต ให้เปลี่ยนแปลงหรือผ่อนผันกฏ บริษํทเมเนเจอร์มีเดีย มีสิทธิจะโดนถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์เดือนหน้า! และถ้ายังไม่ได้เงินก่อนเดือนสิงหาคม และศาลไม่ยินยอมให้ขยายเวลาแผนฟื้นฟูบริษัทอีก บริษัทเมเนเจอร์ก็อาจจะต้องปิดตัวเองลง ภายในปีนี้! คำถามก็คือ ถ้าสมมติว่า เมื่อต้นปีที่แล้ว มีกัลยาณมิตรยอมช่วยคุณสนธิ ตอนนี้คุณสนธิจะวาดภาพให้ประชาชนมองนายกทักษิณเป็นคนชั่วร้ายที่สุด หรือเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของประเทศไทย คุณสนธิจะหานักลงทุนปกติที่ไหน มาช่วยลงทุนเงิน 350 ล้านบาท กับบริษัทที่มีหนี้มากกว่าสินทรัพย์ 200 กว่าล้านบาท แถมยังขาดทุนสะสมเพิ่มตลอด และผู้ตรวจสอบบัญชียังไม่รับรองความโปร่งใสอีก ทำไมเงินกว่าร้อยล้านบาท ที่อยู่ในบริษัทเวิลด์ไวด์มีเดีย ไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ หรือจ่ายคืนให้บริษํทเมเนเจอร์มีเดีย ซึ่งจะทำให้ฐานะการเงินของบริษัทเมเนเจอร์ดีขึ้นเยอะ และต้องการเงินเพิ่มทุนอีกเพียงแค่ร้อยกว่าล้าน ก็จะมีตู๊ดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวกแล้ว ตลอดปีที่ผ่านมา คุณสนธิได้ขอร้องให้ใครมาช่วยบ้าง มีใครยอมช่วย และไม่ยอมช่วยบ้าง และคุณสนธิคิดยังไงกับคนที่ไม่ยอมช่วย ถ้านายกทักษิณไม่ช่วย คุณสนธิก็ต้องหาใครคนอื่น ที่ช่วยคุณสนธิได้ใช่หรือเปล่า

***(4) ถ้ากลุ่มผู้จัดการถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ และไม่ผ่านเกณท์การฟื้นฟูบริษัทในกลางปีนี้ จนอาจถูกเจ้าหนี้บังคับให้ปิดตัวเองลง คุณสนธิ จะปลุกระดมคนว่า รัฐบาลคุกคามสื่อหรือเปล่า เมื่อไหร่คุณสนธิถึงจะหยุด หรือประเทศจะแตกแยกกันอีกเท่าไหร่คุณสนธิก็ไม่สนใจ ขอเพียงธุรกิจของคุณสนธิยังอยู่ได้ แค่นั้นเองหรือ ถ้าคุณสนธิตอบได้ทุกประเด็น และทุกคำถามย่อย คุณสนธิถึงจะเคลียร์ตัวเองได้ว่า การปลุกระดมคนครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อตัวคุณสนธิเอง โดยหลอกใช้ประชาชนนับแสนเป็นเครื่องมือ

 

หนังสือชี้แจงจากอสมท. กรณีการระงับการออกอากาศรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์"

"ตามที่บริษัท ไทยเดย์ด็อทคอม จำกัด ได้เช่าเวลาจากบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ออกอากาศเป็นประจำทุกวันศุกร์ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ (ช่อง 9) ระหว่างเวลาประมาณ 22.00-23.00 น. โดยมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล และนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการนั้น

ตลอดเวลาที่ผ่านมาสองปี รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกอากาศเป็นรายการสด ไม่มีการบันทึกรายการไว้ล่วงหน้า หลายครั้งที่นายสนธิฯ ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านรายการนี้พาดพิงถึงบุคคลภายนอกในลักษณะที่เป็นการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบได้กล่าวหรือชี้แจงแต่อย่างใด ทำให้เกิดข้อโต้แย้ง รวมทั้งเป็นข้อพิพาท เป็นคดีความในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลยุติธรรมมาแล้วหลายคดี ทั้งนี้ บมจ.อสมท. ได้เคยตักเตือนและได้ขอร้องทั้งด้วยวาจาและด้วยหนังสือหลายครั้ง เพื่อให้นายสนธิฯมีความระมัดระวังในการดำเนินรายการ และไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นอันเป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของสื่อมวลชนโดยทั่วไป

ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นายสนธิฯ ได้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์โดยกล่าวอ้างถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ครั้งล่าสุด เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2548 ตลอดเวลาของรายการยาวนานเกือบหนึ่งชั่วโมง นายสนธิฯ ได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นการละเมิดหรือขัดพระราชอำนาจ ทั้งยังนำบทความซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนเรื่อง พ่อของแผ่นดิน มาอ่านในรายการ มีเนื้อความบางช่วงพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนได้
โดยที่ตระหนักและคำนึงว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับกรณีข้างต้นนี้ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และมีผลกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสูงสุดของประชาชนชาวไทย บมจ.อสมท. ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ต่อไป ประธานกรรมการ (นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม) และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ) จึงได้ขออนุญาตเข้าพบ ราชเลขาธิการ (นายอาสา สารสิน) ในวันอังคารที่ 13 กันยายน 2548 ที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 09.00 - 10.15 น. โดยมีรองราชเลขาธิการ (นายสนอง บูรณะ) และเลขาธิการคณะองคมนตรี (นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์) ร่วมอยู่ด้วย จากการเข้าพบดังกล่าวได้รับการยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสำนักราชเลขาธิการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมอบหมายให้นายสนธิฯ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไปกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยายแต่ประการใดทั้งสิ้น
บมจ.อสมท. ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวงการสื่อมวลชน ตระหนักดีและเห็นความสำคัญของสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นว่า สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องอยู่เคียงคู่กับความรับผิดชอบ ในความถูกต้อง และความเหมาะควรของข่าวสารที่นำเสนอต่อประชาชนด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะและเทิดทูนของประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า การกล่าวอ้างพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พึงกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงหรือตอบโต้ความเข้าใจผิดได้ในทุกกรณี บมจ.อสมท. ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนและในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนชาวไทยจึงสำนึกว่าเป็นหน้าที่ของ บมจ.อสมท.ที่จะต้องตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ดังนั้นด้วยการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบในทุกแง่มุม บมจ.อสมท. จึงขอระงับสัญญาเช่าเวลาเพื่อจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์กับ บริษัท ไทยเดย์ดอทคอม จำกัด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขอแถลงข่าวนี้มาเพื่อกรุณาทราบโดยทั่วกัน หากมีความจำเป็น บมจ.อสมท. จะได้ชี้แจงให้สาธารณชนทราบข้อมูลข่าวสารต่อไปตามที่เป็นการสมควร"

 

 สนธิบังอาจหมิ่นเบื้องสูง

ถ้าสนธิและจำลองรักชาติจริง ขอเรียกร้องให้มาช่วยกู้ชาติที่นราธิวาสด่วน

ถ้าสนธิไม่มีธุรกิจ หรือเป็นบุคคลธรรมดา และต่อต้านจากหลักความคิดอันเป็นเนื้อแท้ของรัฐศาสตร์ ผมจะเชื่อมากกว่านี้ แต่จุดเริ่มต้นของสนธิมาจากธุรกิจของสนธิเอง และเป็นธุรกิจสื่อเสียด้วย เป็นอะไรที่มีอิทธิพลมากสำหรับการเรียกร้องและหาเสียงสนับสนุน แต่เมื่อมีเสียงห้ามปรามจากรัฐ ก็จะอ้างว่าถูกคุกคามทั้งที่อิสระมากจนเกินขอบเขตของสื่อจนขาดแม้จรรยาบรรณ เอาจุดตรงนี้แหละมาเป็นเครื่องมืออย่างดีของสนธิ จับประเด็นตั้งแต่แรกหลายอย่างที่สนธิพยายามพูดเกินจริงเห็นได้ชัด

ได้ดูและได้ฟังคำพูดของอ้ายสนธิแล้ว อุบาทร์มากๆ พูดมาได้อย่างไรว่าจะให้ พ่อหลวงลาออก นี่มันเลวจริงๆ จาบจ้วงแม้กระทั่งสิ่งที่ประชาชนเคารพเทิดทูล

นายสนธิ ก็ไม่ใช่คนดี คนดีเขาไม่ทำให้ประเทศเดือดร้อน ขนาดเอาเรื่องของไทยไปให้สัมภาษณ์ที่ประเทศจีน ก็ถือว่าไม่เหลือความเป็นไทยแล้ว ลูกๆเขาก็เหมือนกัน เห็นดำเนินตามรอยเท้านายสนธิ ในประเทศไทย กฏหมาย ศาล ตำรวจ ทหาร นายสนธิเขาไม่กลัวทั้งนั้น คนนี้โอหังมากไปแล้ว

นายสนธิ ไม่กลัวใครหรอก ไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาได้ เพราะเขาสามารถไล่ทักษิณได้ ขนาดทักษิณป็นถึงนายก เขายังไล่ออกได้ ทั้งแผ่นดินไทย นายสนธิไม่กลัวใคร เบื้องบนนายสนธิก็ด่าได้ ดูหมิ่นได้ จาบจ้วงได้ เยาะเย้ย ถากถางได้ ใครอย่าบังอาจไปสู้กับนายสนธิ คนนี้เขาเก่งที่สุดในแผ่นดินไทย   สนธิ จะบังอาจใช้ถ้อยคำอย่างนั้น และไม่คิดว่าจะมีประชาชนคนไทยคนไหนในประเทศนี้ จะมีความคิดดังคำพูดของคุณสนธิ อยากให้ภาพและเสียงดังกล่าวเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์เพื่อจะได้ทราบถึงพฤติกรรมของคุณสนธิ ผมไม่ชอบคุณสนธิ และไม่ชอบตลอดไป เพราะคุณทำร้ายจิตใจคนไทยทุกๆคนครับ

สนธิใหญ่โตเหลือเกิน หมิ่นเบื้องสูงแล้วยังพูดจาใหญ่โตไม่เกรงคุกตะรางอีก

ต้องพิจารณาดูก่อนว่าเจตนรมย์ของ รธน.มาตรา 44 ที่ว่าเป็นการชุมนุนโดยสงบคืออะไร คงมิใช่ออกไปสร้างความวุ่นวายแก่การจราจร หรือไปปิดกั้นเสรีภาพ ทางเข้าออกของบุคคลอื่น เพราะ รธน.เป็นกฎหมายสูงสุดก็จริง แต่ไม่มีบทกำหนดโทษเอาไว้ จึงต้องพิจารณากฎหมายเฉพาะเรื่อง เช่น ป.อาญา พรบ.จราจรเป็นต้น
หากเปรียบเทียบการชุมนุมระหว่างพันธมิตร กับคนจน จะเห็นว่าทั้งสองกลุมมีสิทธิในเนื่อหา แต่ต่างกันในสาระสำคัญ กล่างคือพันธมิตร มีวัถตุประสงค์เพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้ง กดดันให้นายยกรัฐมนตรีลาออกเพื่อจะได่มี รบ.พระราชทาน การกดดันจึงต้องไปปิดห้างซึ่งเป็นกิจการของเอกชน ไปปิด กกต.เพื่อให้ประกาศยกเลิกการเลือกตั้ง หรือให้ กกต. ลาออกไปเลย 
เมื่อ ปอ.มาตรา 116 กำหนดว่าผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา(ออกไป ด่า โฮ ฮาป่า เขียนแผ่นผ้า ด่าระบบ ระบอบ ) อันมิใช่เป็นการตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อ(อันนี้คือเจตนาพิเศษประกอบการกระทำ) ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล ซึ่งตอนแรกพันธมิตรก็อ้างว่าถวายคืนพระราชอำนาจ โดยบังอะไรบ้างอย่างไว้ คงทราบกฎหมายข้อนี้ดี เมื่อมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น จึงมีการกำหนดรูปแบบสุ้เพื่อกลุ่มผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่ฟังเสียงที่แท้จริงของ ประชาชน ดังนี้การออกไปปิดถนน โดยเจตนาทราบว่าห้างจะเดือดร้อน โดยจะส่งผลให้รัฐบาลต้องเดือดร้อน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง ตามที่กลุ่มตนเรียกร้อง จึงเข้าองค์ประกอบมาตรา 116 แล้ว ส่วนรัฐจะดำเนินคดีหรือไม่ ก็แล้วแต่ นโยบายแห่งรัฐ เพราะแค่เดือนร้อนกันนิดหน่อย ต่างจากกรณีแทนทาลั่มที่มีการเผาจวนผู้ว่า ซึ่งถูกดำเนินคดีข้อหาเดียวกัน ส่วนกรณีท่านสนธิกล่าวพาดพิงเบื้องสูง ตอนนี้ประชาชนทั่วไปได้ทราบ ได้ฟังคำพูดแล้ว เห็นว่าตรงกันที่ นสพ.ลงข่าว ไม่มีการตัดต่อใดๆ ส่วนนี้เป็นความผิดโดยไม่ต้องอาศัยเจตนาพิเศษ ท่านสนธิอย่างดื้อเลย ลูกผู้ชายกล้าทำต้องกล้ารับ ดูท่านวีระเป็นตัวอย่าง เป็นคดีปี 2531 คำพูดยังไม่ชัดเท่าท่านสนธิเลย

 หนี้เน่าสนธิไม่ยอมจ่าย

นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหนี้ 6,687 ล้านบาท
หนี้เน่าที่ สนธิสร้างและจะไม่ยอมจ่าย

กู้เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกว่า 300 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทย 495,080,556.13 ล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทย 30,791,780.82 ล้านบาท

ธนาคารเอเซีย 741,728,446.00 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทย 900,978,279.31 ล้านบาท

 ธนาคารไทยธนาคาร 431,419,178.07 ล้านบาท

ธนาคารดีเอสบี (ไทยทนุ) 64,621,463.90 ล้านบาท

กฟผ.                              63    ล้านบาท

และอีกหลาย ๆ ธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ อีกมากมาย

ให้ไปอ่านที่ นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ จะได้ทราบว่ามันโกงทั้งประเทศไทย และทั้งโลกด้วย

นายสนธิ มาขอต่อรองลดหนี้ เมื่อไม่ได้จึงไม่ชอบรัฐบาล   

ถ้ามันไล่ทักษินออกได้หนี้มันจะได้ลด
สถาบันการเงินหรือธนาคารใด ไม่ให้สนธิกู้ สนธิก็จะใส่ความว่า เป็นธนาคารในเครือ
ของสิงคโปร  แล้วก็จะเอาม๊อบอันธพาลไปก่อกวน

 กลุ่มก้วนโดดเข้ามาร่วมกับสนธิ

 นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กู้เงิน 150,000 ล้านบาททำบริษัทปิโตรเคมีและขาดทุน จึงขอลดหนี้ให้เหลือราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งอดีตเคยส่งเสริมพรรคประชาธิปัตย์ แต่ต่อมาเมื่อมาส่งเสริมพรรคไทยรักไทย แต่นายกรัฐมนตรีไม่ช่วย เพราะคิดว่าจะเอาเงินชาวบ้านมาช่วยคนคนเดียวกว่าแสนล้านบาท จึงไม่ช่วย จนทำให้นายประชัยโกรธ อีกคน

 นายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ซึ่งทำแชร์ล้มแล้วหนีไปลอนดอนกว่า 20 ปี โดยถูก พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ พ่อตาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะนั้นจับกุม เมื่อคดีหมดอายุความ นายเอกยุทธจึงกลับมาแก้แค้น อีกคน

นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ซึ่งอดีตมหาจำลองเคยเสนอ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้มาเป็น รมว.ต่างประเทศแทนแต่ไม่สำเร็จ คนเหล่านี้จึงมารวมกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

ไชโย ประเทศไทยกำลังจะล่มแล้ว สนธิคงอยากให้เป็นเหมือนประเทศเนปาล แสดงความดีใจด้วยนะ คุณทำใกล้จะสำเร็จแล้ว ต่อไปเราก็จะไม่มีประเทศอยู่อีกแล้ว

บันทึกการเข้า
~ GARFIELD ~
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 158


แม่ไม่ปลื้ม .. จบ!!


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 18-07-2006, 16:33 »

ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ  ...


ข้อมูลคุณ น่าเชื่อถือแค่ไหน ?

น่าจะบอกแหล่งที่มาสักหน่อย เพื่อจะได้ดูน่าเชื่อถือขึ้น
  Mr. Green


บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #30 เมื่อ: 18-07-2006, 16:40 »

ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ  ...


ข้อมูลคุณ น่าเชื่อถือแค่ไหน ?

น่าจะบอกแหล่งที่มาสักหน่อย เพื่อจะได้ดูน่าเชื่อถือขึ้น
  Mr. Green



ต้องเรียน คุณแมวฯด้วยความจริงใจอ่ะครับว่า 'อะไรจ๊ะ' ไม่ได้หวังสักนิดให้กลุ่มสาวกลัทธิพันธมิตรฯเค้าเชื่อ แค่เอามาโพสต์ให้รู้ว่าคุณพ่อสนธิตัวเป็นๆมีพฤติกรรมอย่างไรและอย่านึกว่าคนอื่นเค้าไม่รู้

เอามาโพสต์ให้สะดุ้งเล่นอ่ะครับ  Rolling Eyes


อ่ะ....โพสต์แต่เรื่องของท่านพ่อสนธิ สาวกฯอาจอ่านเพลินจนลืมพี่ยะไป ดังนั้น 'อะไรจ๊ะ' จึงใคร่ขอนำเสนอประวัติพี่ยะดังนี้



ประวัติสุริยใส  กตะศิลา

สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.)  ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน มีบทบาทที่โดดเด่นในการชุมนุมประท้วงขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  หากย้อนดูประวัติของสุริยะใส กตะศิลา เด็กชายขอบ รูปอาจจะไม่ชั่วแต่ตัวดำ วัย 30 ต้นๆ คนนี้ ถือว่า เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนตัวยงพอสมควร   สุริยะใส เป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ เกิดที่ตำบล เมืองแคน อำเภอ ราษีไศล หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่ศรีสะเกษ ได้เดินทางเข้ากรุงเทพ ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ สาขาสาธารณสุข เป็นนิสิตรุ่น KU 51


ปัจจุบัน ศึกษาในระดับปริญญาโท เคยสอบเข้าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต แต่สอบไม่ผ่าน จึงหันไป เข้าศึกษาระดับปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทน แต่ก็เรียนไม่จบ เนื่องจากไม่ยอมทำวิทยานิพนธ์
 ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก เห็นวิถีชีวิตความยากลำบากของชาวต่างจังหวัด และเห็นชาวบ้านถูกข้าราชการรังแก โดยเฉพาะกรณีเขื่อนราษีไศย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของตัวเอง ทำให้สุริยะใส เป็นคนที่มีมุมมองค่อนข้างแปลกแยกจากนิสิตทั่วไป และค่อนข้างแหลมคมในเรื่องของความยุติธรรม
 สมัยเป็นนิสิต สุริยะใส เป็นนักกิจกรรมตัวยง เข้าชมรมสาธารณสุข คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเข้าคลุกคลีกับรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขาสหพันธ์นิสิตนักนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งสุริยะใสทำหน้าที่คอยติดสอยห้อยตามช่วยหยิบโน่นหยิบนี่ แล้วแต่ใครจะใช้ไหว้วาน และด้วยความที่คลุกคลีใน สนนท.อย่างต่อเนื่อง จึงได้รับการสืบทอดตำแหน่งหลังจากรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยจบการศึกษา โดยเข้ารับช่วงเป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) สมัยเป็นนักศึกษาปี 2537/2538 ด้วยความเป็นนักกิจกรรม ทำให้แฟนสาวร่วมสถาบันทนสภาพไม่ไหว ต้องบอกเลิกไปในที่สุด


ในสมัยเรียนหนังสือ สุริยะใส ยังมีบทบาทสำคัญในการคัดค้านการก่อสร้างสะพานกลับรถหน้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมีบทบาทในการเคลื่อนไหว กรณี สปก.4-01 และการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี 2540 สุริยะใสค่อนข้างจะได้รับการยอมรับจากทีมงาน โดยเฉพาะการเข้าร่วมกลุ่มกับสมัชชาคนจนในการเรียกร้องเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ทำให้เข้าได้รับการชักชวนเข้ามาทำงานในตำแหน่งรองเลขาธิการ ครป. ก่อนจะขยับขึ้นมาเลขาธิการ ครป.  ความเป็นนักเคลื่อนไหวของสุริยะใส ทำให้เขาเคยต้องคดี ตกเป็นจำเลยที่ 9 กรณีพล.ต.ท.เสรี เตมียะเวช ยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์ข่าวสด และพวกจำนวน 9 คน ซึ่งมีนายคนิน บุญสุวรรณ เป็นจำเลยที่ 8 และนายสุริยะใส กตะศิลา รองเลขาธิการ ในข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาเสนอข่าว แต่แล้วบทบาทการเป็นนักเคลื่อนไหวของสุริยะใส เริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นนักต่อต้านและล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เมื่อเข้าร่วมเป็นหนึ่งในแกนนำ "พันธมิตรกู้ชาติ" กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เพื่อขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง


เพราะสุริยะใส อาจจะลืมไปว่า การออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แท้จริงแล้ว สุริยะใส มีสิทธิ์ มีเสียง และมีความเหมาะชอบธรรม ตามระบอบประชาธิปไตยสมมากน้อยแค่ไหน ในการเคลื่อนไหวประท้วงนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเพราะหากตรวจสอบการตรวจสอบรายชื่อผู้เสียสิทธิ ตามมาตรา 68 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จะพบว่า สุริยะใส เป็นบุคคลเป็นผู้เสียสิทธิ ไม่ได้ไปใช้สิทธิการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นสุริยะใส กตะศิลา เลขประจำตัวประชาชน : 3-3309-00541-05-1 เลขรหัสประจำบ้าน : 33090050480 เขต : 9 หน่วย : 11 สำนักทะเบียน : อำเภอราษีไศล ที่อยู่ : ตำบล เมืองแคน อำเภอ ราษีไศล จังหวัด ศรีสะเกษ ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า เป็นบุคคลเป็นผู้เสียสิทธิ  เป็นสุริยะใส กตะศิลา ที่มีตำแหน่งเลขาธิการครป. ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นสุริยะใส กตะศิลา ที่เข้าไปเป็นหนึ่งในแกนนำ"พันธมิตรกู้ชาติ" ร่วมกับองค์กรต่างๆ อีก 11 แห่ง ซึ่งเป็นการรับไม้ต่อจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการมาอีกที เพื่อขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเป็นสุริยะใส กตะศิลา คนเดียวกับที่ถูกตั้งกระทู้ในเวบไซต์ www.manager.co.th ซึ่งเป็นเวบไซต์ของสนธิ ลิ้มทองกุล และถูกคนวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายความเห็นกรณี ในประเด็นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ถูกเวบมาสเตอร์ ซึ่งเป็นทีมงาน www.manager.co.th ลบทิ้งไปจนหมดสิ้น



การที่สุริยะใส ไม่ไปไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมิได้แจ้งเหตุผลของการไม่ไปใช้สิทธิ เท่ากับว่า สุริยะใส จะต้องเสียสิทธิ 8 ประการ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญการเลือกตั้ง คือ 1. สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น 2.สมัครรับเลือกตั้งเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3.ร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น 4.ร้องคัดค้านการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 5.เข้าชื่อให้รัฐสภาพิจารณากฎหมาย6.เข้าชื่อให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น 7.เข้าชื่อให้ ส.ว.ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง และ 8.เข้าชื่อให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พูดง่ายๆ ก็คือ สุริยะใส ไม่มีสิทธิที่จะร้องคัดค้าน หรือเข้าชื่อถอดถอน หรือขับไล่บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง เหมือนที่สุริยะใสกำลังทำอยู่ในตอนนี้  เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการเลือกตั้งของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ตามวิถีทางประชาธิปไตย สุริยะใส ซึ่งไม่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง จึงไม่อาจร้องหาความชอบธรรมใดๆ ในการขับไล่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ  การที่สุริยะใส ยังคงออกมาร้องแรกแหกกระเชอ ขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่ตัวเองไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 เท่ากับว่าสุริยะใส ไม่เดินตามกรอบรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย นอกจากจะไม่เดินตามกรอบของระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังถือว่าไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากสุริยะใส มีตำแหน่งเป็นถึงเลขาธิการ ครป. ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่กลับไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเสียเอง



การที่สุริยะใส ยังคงนั่งในตำแหน่งเป็นเลขาธิการ ครป. ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ด้านรณรงค์ประชาธิปไตย แต่กลับไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเสียเอง จึงค่อนข้างจะขัดกับหลักจริยธรรมและคุณสมบัติ ของคนที่อยู่ในตำแหน่งเป็นเลขาธิการครป. โดยสิ้นเชิง และจะว่าไปแล้วสุริยะใสจึงไม่เหมาะสม ด้วยประการทั้งปวงที่จะนั่งในตำแหน่งเลขาธิการ ครป.
บันทึกการเข้า
~ GARFIELD ~
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 158


แม่ไม่ปลื้ม .. จบ!!


เว็บไซต์
« ตอบ #31 เมื่อ: 18-07-2006, 16:43 »

จริงๆแล้ว สนธิ จะเป็นยังไง ก็ไม่แคร์เลย

ที่สนใจ เรื่องด้านมืดของคุณทักษิณมากกว่า

แต่คุณ อะไรจ๊ะ คงไม่มีข้อมูลด้านนี้หรอก เห็นบริโภคอะไรด้านเดียว
  Mr. Green
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-07-2006, 16:46 โดย ~ GARFiELD ~ » บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #32 เมื่อ: 18-07-2006, 16:53 »

จริงๆแล้ว สนธิ จะเป็นยังไง ก็ไม่แคร์เลย

ที่สนใจ เรื่องด้านมืดของคุณทักษิณมากกว่า

แต่คุณ อะไรจ๊ะ คงไม่มีข้อมูลด้านนี้หรอก เห็นบริโภคอะไรด้านเดียว
  Mr. Green

เรียนคุณแมวตรงๆอ่ะครับว่า 'อะไรจ๊ะ' อ่านข้อกล่าวหาด่านายกฯทักษิณมาตลอด แต่ใช้สามัญสำนึกบวกกับวิเคราะห์ข้อเท็จจริง...ก็เลยไม่เชื่อในข้อกล่าวหาว่าทักษิณโกงไงครับ  Laughing   ซึ่ง 'อะไรจ๊ะ' ไม่ประนามคนที่เชื่อว่าทักษิณโกงน๊ะครับ


ของแบบนี้แล้วแต่เวรแต่กรรมของแต่ละคนจริงฮ่ะ







กระบวนการโค่นล้มทักษิณ

ชนวนของเรื่องนี้เริ่มสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเสียผลประโยชน์
สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลล้มละลาย ส่วนสาเหตุการล้มละลายนั้นหาอ่านเพิ่มเติมศาลแพ่ง แผนกคดีล้มละลาย   เหตุการณ์ซื้อขายหุ้นเครือบริษัทชินวัตร ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้น ผ่านตลาดหลักทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย  ทำให้ภาพลบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แพร่กระจายไปในวงกว้าง กลุ่มคนที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างนี้กลุ่มสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ปล่อยข่าวออกมามากมาย ทั้งข่าวจริงบ้างเท็จบ้าง กุข่าวบ้าง โดยมีจุดมุ่งหมายให้นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง เมื่อเหตุการณ์ขยายวงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง กลุ่มคนต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุน เช่น

กลุ่มพลตรีจำลอง ศรีเมือง และสันติอโศกที่ต้องการแก้ พรบ. สงฆ์ ให้นักบวชสำนักสันติอโศก เป็นพระอีกนิกายหนึ่งในพระพุทธศาสนา

กลุ่มราชนุกุล เจ้าขุนมูลนาย และเจ้าของที่ดินที่ไม่ต้องการถูกเวนคืนที่ดินไปกับโครงการรถไฟฟ้า 10 เส้นทาง
 
กลุ่มข้าราชการครูที่ไม่ต้องการย้ายสังกัดไปขึ้นกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พรบ.กระจายอำนาจ

พนักงานรัฐวิสาหกิจที่สูญเสียผลประโยชน์จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

กลุ่มอาจารย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดที่ถูกบังคับให้ออกนอกระบบและไม่พอใจในคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ตอบโต้กับนักวิชาการ เวลาที่นักวิชาการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

กลุ่มแรงงานสตรีที่ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรจากกฏหมายแรงงานฉบับปัจจุบัน
 
กลุ่มเจ้ามือหวยใต้ดินทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดที่ไม่พอใจกับนโยบายหวยบนดิน ซึ่งทำให้กลุ่มนี้ต้องสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล

กลุ่มมาเฟียตลาดสดทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดที่สูญเสียอิทธิพลและรายได้จากนโยบายปราบปรามของรัฐ

กลุ่มมาเฟียวินมอเตอร์ไซค์ที่สูญเสียอิทธิพลและรายได้จากนโยบายของรัฐ

กลุ่มเจ้าของอู่รถแท็กซี่ที่สูญเสียประโยชน์และรายได้จากโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร

กลุ่มมาเฟียยาเสพติดทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดที่สูญเสียตลาด คน และรายได้ จากการปราบปรามอย่างหนักของรัฐ
 
กลุ่มสถานเริงรมย์ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดที่ถูกทำหมันและสูญเสียรายได้ จากนโยบายห้ามจำหน่ายสุราแก่คนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าไปใช้บริการสถานเริงรมย์ และให้สถานเริงรมย์เปิด-ปิดเป็นเวลา

กลุ่มผู้ประกอบการที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดที่แต่เดิมเกือบจะไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่เพราะนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันพวกเขาต้องเสียเงินค่าขึ้นทะเบียนต่างด้าว เงินค่าตรวจสุขภาพให้กับแรงงานต่างด้าว และต้องจัดสวัสดิการให้กับแรงงานต่างด้าวด้วย

กลุ่มเงินกู้นอกระบบทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดที่สูญเสียรายได้จากนโยบายกองทุนหมู่บ้าน และนโยบายธนาคารคนจน

กลุ่มนิสิตแพทย์และพยาบาล ที่มองเห็นอนาคตที่ไม่ค่อยดีในด้านรายได้และการประกอบอาชีพของตัวเอง ถ้าหากนโยบายสุขภาพถ้วนหน้า ยังไม่มีปรับปรุงให้บุคลากรสาธารณสุขมีรายได้ที่สูงกว่านี้

 
พรรคฝ่ายค้านที่ไม่สามารถเปิดสภาฯอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้(เพราะเสียงไม่ถึง) ได้มาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาฯแทน ได้ออกมาสมทบกับกลุ่มคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เดิม เมื่อการเมืองตึงเครียดจนถึงจุดหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะเปิดสภาฯให้ซักถาม ฝ่ายค้านก็ไม่รับข้อเสนอเพราะทำได้แค่ซักถามไม่สามารถอภิปรายได้ขออภิปรายนอกสภาฯต่อไป เมื่อฝ่ายค้านไม่ไปทำหน้าที่ในสภาฯ นายกรัฐมนตรีจึงตัดสินใจยุบสภาฯ คืนอำนาจให้กับประชาชน ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ท่านนายกฯใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในการยุบสภาฯหรือไม่ แล้วยุบทำไมท่านนายกฯใช้สิทธินี้ เพราะมีสภาฯไว้ใช้ แต่พรรคฝ่ายค้านไม่ยอมใช้ ใช้ข้างถนนแทน

พรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เริ่มออกมาเล่นเกมส์การเมืองเพื่อขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาฯ และการจับมือ พรรคฝ่ายค้านร่วมกันทั้ง 3 พรรคการเมืองบอยคอต
ทั้ง 3 พรรคร่วมฝ่ายค้าน และเสนาะ เทียนทอง เป็นสส.อยู่ดี ๆ ทำไมไปยุบสภาฯท่านนายกฯบอกว่า เพราะมีสภาฯไว้ใช้ แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ยอมใช้ ใช้ข้างถนนแทน เมื่อ ส.ส.ไม่ทำหน้าที่ในสภาฯ ก็ต้องยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน
การเลือกตั้งที่เกิดขึ้น โดยมีเหตุผลและข้อเรียกร้องต่างๆ นาๆ สำหรับ กลุ่มอื่นๆ เช่น นักวิชาการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย นักศึกษา ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างเผ็ดร้อน ประชาชนในประเทศเริ่มแตกแยกกันออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายสนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ต่อ และ ฝ่ายต่อต้าน เหตุการณ์ขยายวงกว้างออกไป จนบรรยากาศคล้ายๆ กับสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างก็โฆษณาชวนเชื่อ โจมตี หรือใช้จิตวิทยามวลชนสารพัดรูปแบบ เพื่อช่วงชิงจำนวนประชาชนให้เห็นด้วย กับฝ่ายตนมากที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างมียุทธศาสตร์ คือฝ่ายหนึ่งอยากอยู่และอีกฝ่ายหนึ่งอยากให้ไป
สภาพบ้านเมืองตอนนี้ค่อนข้างหดหู่ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่างฝ่ายยังไม่ยอมลงให้กัน จะเอาชนะกันให้ได้ ไม่ยอมลดราวาศอก เล่นแต่เกมส์การเมือง น่าเป็นห่วงอนาคตประเทศไทย เหตุการณ์นี้ส่งผล ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ สภาพบ้านเมืองอย่างนี้ ใครจะอยากลงทุนด้วย ตลาดหุ้นก็ดิ่งลงเรื่อยๆ ประเทศไทยเพิ่งฟื้น จากวิกฤติเศรษฐกิจไม่เท่าไหร่ เริ่มลืมตาอ้าปากได้ กำลังจะวิ่ง ก็ต้องสะดุดขาตัวเองหกล้มอีกเพราะผู้ใหญ่ในประเทศมัวแต่ต้องการเอาชนะกัน สมมุติว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ... น่าภูมิใจหรือชนะบนซากปรักหักพังของประเทศไทย
จากผลศึกษาของธนาคารโลกและของการธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยอยู่ในสภาพที่ดีในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และมีภาวการณ์น่าลงทุนอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก
ช่วงนี้การเสพข้อมูลข่าวสาร ต้องใช้วิจารณญาณให้มาก มีข่าวสารจำนวนมากถูกบิดเบือนแล้วเผยแพร่สู่สาธารณชนให้หลงเชื่อ แหล่งข่าว เช่น นสพ. เว็บต่างๆมีข้อมูลนั่งเทียนจำนวนมาก เอาง่ายๆ ตัวเลขผู้คนบนท้องสนามหลวงแต่ละครั้ง เชื่อถือไม่ได้ ได้มีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ยืนยันแหล่งที่มาได้ว่าเป็นความจริง และความคิดเห็นส่วนตัว อยากเอามาให้อ่านกันโดยพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อว่าเราจะไม่ได้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ

1.รัฐบาลปลดรายการทีวีของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ในเครือ The Nation เนื่องจากมีการจาบจ้วงเบื้องสูง และทำให้คุณสรยุทธตกงานไปในช่วงเวลาหนึ่ง 2.ท่านนายกฯไม่ตอบกระทู้ พูดคนเดียวให้คนอื่นฟังทั้งประเทศ นักข่าวถาม ท่านก็ตอบในบางคำถาม ไม่ตอบทั้งหมด ในขณะที่สื่อยังมีข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้าน ทั้งกฏหมาย และ สภาของสื่อ ตลอดจนอำนาจของรัฐ

1. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
 ยุบเพราะมีสภาฯไว้ใช้ แต่พรรคฝ่ายค้านไม่ยอมใช้ ใช้ข้างถนนแทน เมื่อ ส.ส.ไม่ทำหน้าที่ในสภาฯ ก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนก่อนยุบสภาฯท่านนายกฯเคยเสนอให้เปิดสภาฯให้ฝ่ายค้านซักถามข้อสงสัยแล้ว แต่ฝ่ายค้านไม่ยอมท่านนายกฯจึงยุบสภาฯ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ เพราะคนที่เรียกร้องให้ท่านนายกฯลาออกไม่ใช่คนทั้งประเทศ แต่เป็นแค่คนกลุ่มหนึ่ง ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ต้องการให้อยู่ต่อ และถ้าหากว่าท่านนายกฯต้องลาออกเนื่องจากโดนชนกลุ่มน้อยกดดัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็จะหมดความศักดิ์สิทธิ์ ในอนาคตไม่ว่าจะมีใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี หากมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่ชอบ และออกมาเคลื่อนไหวประท้วงให้นายกรัฐมนตรีออกอีก โดยอ้างบรรทัดฐานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร  การบริหารประเทศคงต้องสะดุดเพราะมีการเปลี่ยนผู้บริหารประเทศบ่อยๆ
 ทำไมหลังยุบสภาฯแล้ว ถึงไม่ลาออก ทำไมถึงใช้มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทำไมถึงมีรัฐบาลพระราชทานไม่ได้
ก่อนอื่นเราทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของประชาธิปไตย ประกอบด้วย

1.ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
2.ต้องมีเสียงข้างมากเป็นผู้ปกครองและเสียงข้างน้อยเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง
3.อำนาจรัฐบาลต้องถูกจำกัดโดยกฎหมาย และรัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด
4.ต้องมีสถาบันและกลไกในการจำกัดการใช้อำนาจของรัฐบาล
5.ต้องมีการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในการปกครอง
6.ต้องมีตรวจสอบและถ่วงดุล
7.ชีวิต และเสรีภาพจะต้องได้รับการปกป้องตามครรลองที่ถูกต้องของกฎหมาย
8.ผู้นำต้องสืบทอดตำแหน่งกันโดยการเลือกตั้ง

ลองคิดดู ถ้าคุณเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความตั้งใจจริงมาทำงานเพื่อบ้านเมือง ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดบ้าง ก็เป็นข้อผิดพลาดที่น่าจะอภัยให้กันได้ ให้มีลงโทษปรับตามความเหมาะสมก็พอ สร้างผลงานไว้มากมาย แต่ต้องมาโดนขับไล่อย่างนี้ โดนปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ โจมตีครอบครัว โจมตีลูกๆ จนเสียผู้เสียคน หาว่าเป็นคนขายชาติ ไม่สมควรอยู่ในประเทศไทย คุณจะท้อไหม

ถ้าคนไทยเรายังเป็นอย่างนี้ กัดกันเอง ขัดขากันเอง พอจะมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้ แทนที่จะได้วิ่งกับเค้าบ้าง กลับต้องสะดุดหกล้ม กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วที่เป็นอย่างนี้ แต่ก่อนเราเคยนำสิงคโปร์ นำมาเลเซีย แต่ทุกวันนี้เป็นไงครับ แข่งกับเวียดนาม เวียดนามเดี๋ยวนี้พัฒนาประเทศได้มากแล้วนะครับ อนาคต ว่าเราจะต้องแข่งกับพม่าหรือเปล่า ได้แต่หวังว่าจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นมากกว่านี้
ในอดีตกาลการเมืองบ้านเรามีระบอบประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานของเผด็จการทางทหารมาเป็นตัวนำ แต่ในขณะนั้น การเมืองก็ยังดูง่ายกว่าปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะคำว่าเผด็จการนั้น หมายถึงการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ เลยมีเพียงแค่ฝ่ายปกครองที่มาจากอำนาจทางทหาร กับฝ่ายที่ถูกปกครองนั้นคือประชาชน แต่ปัจจุบันนี้ แต่ละฝ่ายนั้นมีอำนาจและบารมีมากจนอยากต่อการที่จะทำความเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะคำว่าผลประโยชน์มันมีอิทธิพลอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน สุดท้ายธาตุแท้ของความโลภในลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ ทั้งการเงิน และบารมี สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเป้าหมายของแต่ฝ่ายอย่างชนิดแยกกันไม่ออกเลยที่เดียว จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ผ่านมานั้น แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดแล้วว่า อะไรอยู่เบื้องหลังของความวุ่นวายเหล่านี้ ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม ข่าวสารต่างๆที่ออกมาไม่ว่าข่าวนั้นจะเชื่อถือได้หรือไม่ หรือแหล่งข่าวนั้นๆจะมาจากไหน

สรุปแล้วก็คือ ต่างฝ่ายต่างที่จะเสริมแต่งข่าวสารจน หาความจริงได้อยากยิ่งนัก ต้องใช้การพิจารณาอย่างรอบครอบเพื่อไม่ให้ตนเองนั้นต้องตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในความคิดที่ว่าถ้าตราบใดประชาชนต้องมาอยู่ในสถานะแบบนี้ ผมว่าอนาคตการเมืองบ้านเรานั้นหน้าเป็นห่วงยิ่งกว่ายุคของเผด็จการทางทหารเสียอีก จากการที่ฝ่ายค้านได้กระการลงไปในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของคำว่า เกมส์ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ อีกฝ่ายหนึ่งย่อมที่จะไม่ยอมรับในกติกานั้นๆ ผลก็คือความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่ที่แน่ๆนั้นคือ ขอให้ฝ่ายของตนเองไม่เสียเปรียบเป็นใช้ได้ นี้แหละยุคแห่งการตกต่ำแบบสุดๆของการเมืองไทย ที่พัฒนามาจากเผด็จการทางทหารจนมาถึงการเผด็จการของสื่อ ของนักวิชาการ ของนักการเมืองทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล สรุปประชาชนซวยแต่เพียงผู้เดียว นี้แหล่งสัจจธรรมที่แท้จริง  ถอยหลังเข้าคลองไม่ออก แต่อยากจะเปลี่ยนเป็น ถอยหลังลงคลอง ที่ข้าพเจ้า คิดว่าไม่ต้องการใช้ ม.7 เพราะไม่คิดว่าประเทศไทยจะถอยหลังลงคลอง มันขัดแย้งกับการประท้วงของประชาชนเป็นแสนที่ผ่านมาเสมือนกับ ประชาธิปไตยก้าวหน้าไปไกล แต่พอใช้ม.7 ปั๊บ ทั้งหมดที่ผู้คนต่างประเทศชื่นชม หายวับไปกับตา ต้องทำการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทอีกแล้ว!!

บันทึกการเข้า
Sweet Chin Music
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,613



« ตอบ #33 เมื่อ: 18-07-2006, 17:05 »

สงสัยเรื่องหนี้ภาคครัวเรื่อนนะครับ เป็นยังไง ?
บันทึกการเข้า


You'll Never Walk Alone
เข้าไปกันได้ค๊าป- - - >http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweetchinmusic&group=1
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #34 เมื่อ: 18-07-2006, 17:09 »

อืมมม...ทีนี้ลองฟังคำเทศน์ของหลวงพ่อพยอมกันดีไหมครับ?





พระพยอม ๒๗ เมษายน ๒๕๔๙ ยึดกระแสพระราชดำรัส แก้วิกฤตบ้านเมือง ::

เชื่อกระแสพระราชดำรัสจะหยุดยั้งปัญหาทุกปัญหาของประเทศได้ ถ้าทุกฝ่ายตระหนัก ยอมหยุดที่จะเอาชนะกัน พระองค์ท่านตรัสว่าประเทศยังไม่จม ให้มาช่วยกันป้องกันประชาธิปไตยต้องไม่มั่ว หยุดมั่วกันสักทีจะได้สบายกัน จะได้โล่งจะได้เย็น จะได้สงบบ้านเมือง จะได้ก้าวหน้า จะได้เป็นประชาธิปไตย ประชาชนจะได้เป็นใหญ่
 
อาตมาเชื่อว่าหลังจากที่ทุกฝ่ายได้ฟังกระแสพระราชดำรัสของในหลวงครั้งนี้ ที่พระองค์ทรงกล่าวถึงเหตุ การณ์วิกฤตของบ้านเมือง หลายฝ่ายคงได้ตระหนัก   

ครั้งที่ผ่านมาต่างคนต่างก็บอกว่าจะต้องเร่งแก้ไข บางคนบอกต้องทำอย่างนั้นถึงถูก จะแก้ได้ต้องทำแบบนี้ จนกระทั่งมีคนพูดกันง่ายๆว่ามันถึงทางตันกันแล้ว ต้องให้พระองค์ท่านพระราชทานนายกฯเพื่อแก้ไขปัญหา

แล้วทำไมจะต้องโยนเผือกร้อนมาให้พระ-องค์ท่าน ให้พระองค์พระราชทาน “นายกฯพระราชทาน”

แต่ตอนนี้ก็คงจะได้รู้กันไปแล้วว่าเรื่องที่เคยได้พูด ที่เคยได้คิดที่เคยได้ทำกันมันมันเป็นวิธีคิดของคนที่จนกระดานจนแต้มของคนที่มีความรู้   

มันเป็นเพราะว่าทุกฝ่ายคิดแต่จะเอาชนะกัน ไม่คิดที่จะแก้ปัญหาให้บ้านเมืองด้วยความจริงใจ

อาตมาย้อนมองดูฝ่ายที่มุ่งแต่ไล่นายกฯก็ประหลาด เพราะอาตมาเคยบอกแล้วว่าถึงไล่นายกฯลงได้ นายกฯออกไปแล้ว แต่ถ้าเราไม่ได้ไล่กิเลส ไล่ความทุกข์ ไล่ความยากจน ขับไล่ความเห็นแก่ตัว ขับไล่ความอยากที่มันเกาะกินใจออกไปให้หมดจากตัวเรา ยังไงประเทศก็ไม่พัฒนา ก็ยังจะมีคนจนอยู่ต่อไปอีก

พวกที่บอกว่า “กู้ชาติ” ในหลวงท่านก็ยังทรงตรัสว่า “เอะอะอะไรก็จะกู้ชาติ กู้ชาติ ทีนี้มันยังไม่จม เรียกว่าป้อง กันไม่ให้มันจม” หมายถึงประเทศยังไม่ได้จม แต่ต้องพยายามช่วยกันไม่ให้จม   

คนที่ไปกู้ชาติบางคนวันๆแทบจะไม่ได้ทำมาหากินอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทำอะไรประสบความสำเร็จ ให้มีเงินหรือเป็นนักธุรกิจ เป็นข้าราชการ บางคนยังบอกไม่ได้ว่าตัวเองจะทำอะไรได้ ได้แต่นอนเฝ้าม็อบไปวันๆ คิดแต่ว่าจะกู้ชาติ บางคนนั่งกินเหล้าเมาแล้วก็โวยวายบอกจะกู้ชาติ   

ตอนนี้มันยังไม่ได้พัง เพียงแต่พวกเราไม่ยอมหยุดกันไม่ว่าเป็นฝ่ายใด จ้องจะถล่มกันให้มันวินาศ บางคนพอโดนม็อบล้อมก็หลุดปากออกมาว่าจะเอาม็อบมาชนม็อบ แล้วอย่างนี้มันจะมีวันสิ้นสุดหรือ และก็จะไม่มีทางพบคำว่าสันติ ไม่มีคำว่าอหิงสาแน่ และไม่มีคำว่าอริยะ   

การถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสั่งการทั้งหมด พระองค์ได้ตรัสว่าคงทำอย่างนั้นไม่ได้ จะทำให้เสียหายต่อระบอบประชาธิปไตย พระองค์จึงทรงเป็นกษัตริย์ประชาธิปไตยแท้ๆ   

รัชกาลที่ 7 ได้ทรงพระราชทานอำนาจการปกครองให้ประชาชนแล้ว พอมาตอนนี้ประชาชนรุ่นหลังบางคนกลับจนด้วยสมอง คิดถวายคืนพระราชอำนาจให้พระองค์ท่านอีก ก็เลยมั่ว คำว่าประชาธิปไตยมั่ว คำนี้เป็นคำที่เรียกได้ว่าชัดเจน จะให้พระองค์ท่านพระราชทานนายกฯ ให้ใช้มาตรา 7 คราวนี้ก็คงสะอึกกันไปหลายฝ่าย   

เห็นหรือไม่ที่ใครว่าประชาธิปไตยที่ดีสุด แต่ไปๆมาๆกลับเล่นไม่เป็น ใช้กันไม่เป็น มั่ว! อย่างไรก็อย่ามั่วต่อไปอีกเลย รีบลงแข่งขันรีบเลือกตั้งทำอะไรกันไปให้มันเรียบร้อย จะเปิดสภาได้ ไม่ได้ ก็ไม่รู้ เพราะมีคนลงสมัครอยู่พรรคเดียว พรรคอื่นไม่ยอมลง อ้างติดขัด ฝ่ายที่ลงสมัครก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองลงอยู่พรรคเดียวมันไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะไม่ต้องแข่งกับใครเลย ส่วนฝ่ายที่ไม่ลงแข่งก็ได้แต่กันท่าทำให้มันมั่วไปหมด   

คราวนี้เมื่อได้ฟังกระแสพระราชดำรัสเชื่อว่าทุกฝ่ายก็คงจะได้สำนึกแล้วหยุดมั่วกันสักที จะได้สบายกัน จะได้โล่ง จะได้เย็น จะได้สงบ บ้านเมืองจะได้ก้าวหน้า จะได้มีนายกฯ จะได้มีผู้บริหาร จะได้เป็นประชาธิปไตย ประชาชนจะได้เป็นใหญ่   

อาตมาก็ขอให้ทุกฝ่ายจงได้สำนึกในกระแสพระราชดำรัสในครั้งนี้กันให้ดี รีบแก้ไขกันให้ไวที่สุด พระองค์ท่านจะได้ไม่ต้องมาหนักพระทัยอีก

เจริญพร
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #35 เมื่อ: 18-07-2006, 17:18 »

สงสัยเรื่องหนี้ภาคครัวเรื่อนนะครับ เป็นยังไง ?


หนี้ภาคครัวเรือนมีสาเหตุหลักๆอยู่ 3 อย่างครับ คือ 1. บัตรเครดิต  2. ซื้อมือถือ  และ 3. ซื้อจักรยานยนต์ ดังนั้นแม้ว่าแต่ละครอบครัวจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ทุกครอบครัวดังกล่าวก็มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะหนี้ดังกล่าวถูกใช้จ่ายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค

ที่สำคัญก็คือ ตราบใดที่อัตราว่างงานต่ำ เงินเพ้อไม่เกิน 5%  การลงทุนจากตปท. และการส่งออกอยู่ในอัตราสูง....การมีหนี้ของภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นก็ไม่มีปัญหาครับเพราะปชช.อยู่ในฐานะที่จ่ายคืนได้
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #36 เมื่อ: 18-07-2006, 17:31 »

ใครมีไรสงสัยหรือข้องใจ...กรุณาหน้าไมค์อย่างเดียวฮับ พรุ่งนี้จะกลับมา 'ยิง'


ตอนนี้ขอตอกบัตรกลับแร๊ะ Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
Sweet Chin Music
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,613



« ตอบ #37 เมื่อ: 18-07-2006, 18:19 »

สงสัยเรื่องหนี้ภาคครัวเรื่อนนะครับ เป็นยังไง ?


หนี้ภาคครัวเรือนมีสาเหตุหลักๆอยู่ 3 อย่างครับ คือ 1. บัตรเครดิต  2. ซื้อมือถือ  และ 3. ซื้อจักรยานยนต์ ดังนั้นแม้ว่าแต่ละครอบครัวจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ทุกครอบครัวดังกล่าวก็มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะหนี้ดังกล่าวถูกใช้จ่ายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค

ที่สำคัญก็คือ ตราบใดที่อัตราว่างงานต่ำ เงินเพ้อไม่เกิน 5%  การลงทุนจากตปท. และการส่งออกอยู่ในอัตราสูง....การมีหนี้ของภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นก็ไม่มีปัญหาครับเพราะปชช.อยู่ในฐานะที่จ่ายคืนได้



ใช่ครับ มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น(ก็หนี้ค่ามือถือนั่นไง) ผมว่า รัฐบาลปล่อยกู้ให้ง่ายมากเกินไปครับ
 
ปล่อยให้กู้โดยไม่คำนึงถึงว่า จะเอาไปใช้ทำอะไร ?

ผมคิดว่า รัฐบาลสมควรที่จะ เข้าไปช่วย+สอน ในเรื่องการศึกษา หรือ สอนให้รู้จักคิดเป็นทำเป็น ดีกว่าครับ

บันทึกการเข้า


You'll Never Walk Alone
เข้าไปกันได้ค๊าป- - - >http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweetchinmusic&group=1
Yodyood
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 528



« ตอบ #38 เมื่อ: 18-07-2006, 20:15 »

ณ ปี42
 - หนี้นอกประเทศ  959,685.00 ล้านบาท
 - หนี้ในประเทศ  832,777.20  ล้านบาท
ณ เดือนกันยาปี 48
 - หนี้นอกประเทศ  250,826.21 ล้านบาท
 - หนี้ในประเทศ  1,576,168.18  ล้านบาท
สรุปว่าหนี้ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่เลยครับขอโทษ

หนี้ตปท.ลดลง กว่า 700,000 ล้านบาท คุณบอกว่าลดลงไม่เท่าไหร่!?! 
หนี้ในประเทศเพิ่มขึ้น กว่า 700,000 ล้านบาท สรุปหนี้รวมเท่าเดิม มีสมองไว้ทำไมครับเนี่ยตกลง?
http://www.pdmo.mof.go.th/Debt/th_Debt_Monthly_Year_2548.htm
http://www.pdmo.mof.go.th/Debt/th_Debt_Year_2547.htm


อันแน่อุตส่าห์เลี่ยงบาลี เอา่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มาโชว์ว่า หนี้สาธารณธต่อ GDP มันลดลงเลยดูดีใช่มั๊ยล่า
คุณลืมไปหรือเปล่าว่าหนี้ภาคประชาชนไม่ได้คิดรวมกับหนี้สาธารณะน่ะ แถมหนี้ตัวนี้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 เท่าในช่วง 4 ปี
คือ จาก 60000 บาทต่อครัวเรือน เป็น 130000 บาืทต่อครัวเรือน
ส่วนหนี้ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นก็เพราะการซื้อจักรยานยนต์กับมือถือของประชาชนครับ โดยเฉพาะการโอนหนี้จาก 'หนี้นอกระบบ' มาสู่ 'หนี้ในระบบ' แต่ก็ยังไม่ถึง 50% ของ GDP ประเทศอยู่ดีซึ่งถือว่าปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
ถ้าคิดได้ยังงั้นก็มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขดีครับ ไม่ได้คิดเลยใช่ไหมครับว่าไอ้การซื้อขายที่ทำให้ GDP โต มันทำให้เกิดหนี้กับประชาชนด้วยเนี่ย



อัตราการว่างงานลดลง แต่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
อัตราเงินเฟ้อของรัฐบาลทักษิณช่วงปี2544 - 2548 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.57% ในขณะที่อัตราคนว่างงานในช่วงเวลาดังกล่าวอย่ที่ 2% กว่าต้นๆเองครับ
ศรีธนนชินดีมากครับ คุณเล่นไม่เอาข้อมูลยุคก่อนหน้ามาเปรียบเทียบนี่หว่า
http://www.bot.or.th/BotHomepage/DataBank/EconData/EconFinance/tab77-1.asp

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการกระจายรายได้นะครับ
การกระจายรายได้แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

                             2544        2545       2546       2547
พวกคนรวย                56.5%      57.8%    55.2%     48.4%
ชนชั้นกลาง               39.3%      38.3%    40.6%     45.2%
รากหญ้า                    4.2%        3.9%      4.2%       6.4%


จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มคนรวยมีรายได้มวลรวมลดน้อยลง ในขณะที่ชนชั้นกลางและรากหญ้ากลับมีสัดส่วนรายได้สูงขึ้น.....คุณมีปัญหาตรงนี้มั้ยเอ่ย!?! 

ฮ่าๆๆๆ  ชอบน๊ะครับที่มาโต้กันด้วยข้อมูลล้วนๆ Wink
ขอที่มาของข้อมูลหน่อยเหอะครับ รู้สึกเหมือว่าคุณจะเด้าตัวเลขขึ้นมาเองนะครับ

โคตรเกลียดเลยครับคนที่ชอบปั้นน้ำเป็นตัวเนี่ยครับ  Wink
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-07-2006, 20:17 โดย Yodyood » บันทึกการเข้า

~ You will never know the truth if you dare not to face it. ~
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #39 เมื่อ: 19-07-2006, 08:43 »

สงสัยเรื่องหนี้ภาคครัวเรื่อนนะครับ เป็นยังไง ?


หนี้ภาคครัวเรือนมีสาเหตุหลักๆอยู่ 3 อย่างครับ คือ 1. บัตรเครดิต  2. ซื้อมือถือ  และ 3. ซื้อจักรยานยนต์ ดังนั้นแม้ว่าแต่ละครอบครัวจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ทุกครอบครัวดังกล่าวก็มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะหนี้ดังกล่าวถูกใช้จ่ายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค

ที่สำคัญก็คือ ตราบใดที่อัตราว่างงานต่ำ เงินเพ้อไม่เกิน 5%  การลงทุนจากตปท. และการส่งออกอยู่ในอัตราสูง....การมีหนี้ของภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นก็ไม่มีปัญหาครับเพราะปชช.อยู่ในฐานะที่จ่ายคืนได้



ใช่ครับ มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น(ก็หนี้ค่ามือถือนั่นไง) ผมว่า รัฐบาลปล่อยกู้ให้ง่ายมากเกินไปครับ
 
ปล่อยให้กู้โดยไม่คำนึงถึงว่า จะเอาไปใช้ทำอะไร ?

ผมคิดว่า รัฐบาลสมควรที่จะ เข้าไปช่วย+สอน ในเรื่องการศึกษา หรือ สอนให้รู้จักคิดเป็นทำเป็น ดีกว่าครับ




รัฐบาลไม่ได้ปล่อยกู้ครับ แบงค์เอกชนต่างหากที่ปล่อยกู้...ไม่เชื่อถามตระกูล 'ล่ำซำ' ดูซิครับ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเป็นสิทธิส่วนบุคคลครับ รัฐบาลจะไปห้ามไม่ได้...ทำได้แค่รณรงค์ให้คนไทยใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพเช่น เลิกเหล้าบุหรี่ ของ สสส. การขึ้นภาษีในสินค้าฟุ่มเฟือย  การใช้ภาษีในการกระตุ้นให้คนออมในบัญชีเงินฝาก เป็นต้น
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #40 เมื่อ: 19-07-2006, 08:59 »

ณ ปี42
 - หนี้นอกประเทศ  959,685.00 ล้านบาท
 - หนี้ในประเทศ  832,777.20  ล้านบาท
ณ เดือนกันยาปี 48
 - หนี้นอกประเทศ  250,826.21 ล้านบาท
 - หนี้ในประเทศ  1,576,168.18  ล้านบาท
สรุปว่าหนี้ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่เลยครับขอโทษ

หนี้ตปท.ลดลง กว่า 700,000 ล้านบาท คุณบอกว่าลดลงไม่เท่าไหร่!?! 
หนี้ในประเทศเพิ่มขึ้น กว่า 700,000 ล้านบาท สรุปหนี้รวมเท่าเดิม มีสมองไว้ทำไมครับเนี่ยตกลง?

ใจเย็นๆและกรุณาค่อยๆอ่านในสิ่งที่ผมโพสตครับ ผมบอกว่าหนี้ ตปท. แปลว่า ต่างประเทศ ส่วนหนี้ในประเทศที่เพิ่มขึ้นก็เนื่องมาจากมีการโอนหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ระบบ จึงทำให้ยอดหนี้ภายในประเทศสูงขึ้น แต่อย่าลืมว่าทรัพย์สินของภาคครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นเช่นกันเพราะกู้เงินมาซื้อของกินของใช้



อันแน่อุตส่าห์เลี่ยงบาลี เอา่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มาโชว์ว่า หนี้สาธารณธต่อ GDP มันลดลงเลยดูดีใช่มั๊ยล่า
คุณลืมไปหรือเปล่าว่าหนี้ภาคประชาชนไม่ได้คิดรวมกับหนี้สาธารณะน่ะ แถมหนี้ตัวนี้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 เท่าในช่วง 4 ปี
คือ จาก 60000 บาทต่อครัวเรือน เป็น 130000 บาืทต่อครัวเรือน
ส่วนหนี้ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นก็เพราะการซื้อจักรยานยนต์กับมือถือของประชาชนครับ โดยเฉพาะการโอนหนี้จาก 'หนี้นอกระบบ' มาสู่ 'หนี้ในระบบ' แต่ก็ยังไม่ถึง 50% ของ GDP ประเทศอยู่ดีซึ่งถือว่าปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
ถ้าคิดได้ยังงั้นก็มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขดีครับ ไม่ได้คิดเลยใช่ไหมครับว่าไอ้การซื้อขายที่ทำให้ GDP โต มันทำให้เกิดหนี้กับประชาชนด้วยเนี่ย หรือการที่ไม่มีหนี้ของภาคครัวเรือนจะทำให้มีความสุขเอ่ย? ตอบชัดๆซิครับ



อัตราการว่างงานลดลง แต่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
อัตราเงินเฟ้อของรัฐบาลทักษิณช่วงปี2544 - 2548 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.57% ในขณะที่อัตราคนว่างงานในช่วงเวลาดังกล่าวอย่ที่ 2% กว่าต้นๆเองครับ
ศรีธนนชินดีมากครับ คุณเล่นไม่เอาข้อมูลยุคก่อนหน้ามาเปรียบเทียบนี่หว่าผิดตรงไหนกับการอ้างตัวเลขช่วงวิกฤติการเงินมาเปรียบเทียบกับช่วงที่ทักษิณบริหารประเทศ....อย่ามาเล่นลิ้นครับ!!
http://www.bot.or.th/BotHomepage/DataBank/EconData/EconFinance/tab77-1.asp

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการกระจายรายได้นะครับ
การกระจายรายได้แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

                             2544        2545       2546       2547
พวกคนรวย                56.5%      57.8%    55.2%     48.4%
ชนชั้นกลาง               39.3%      38.3%    40.6%     45.2%
รากหญ้า                    4.2%        3.9%      4.2%       6.4%


จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มคนรวยมีรายได้มวลรวมลดน้อยลง ในขณะที่ชนชั้นกลางและรากหญ้ากลับมีสัดส่วนรายได้สูงขึ้น.....คุณมีปัญหาตรงนี้มั้ยเอ่ย!?! 

ฮ่าๆๆๆ  ชอบน๊ะครับที่มาโต้กันด้วยข้อมูลล้วนๆ Wink
ขอที่มาของข้อมูลหน่อยเหอะครับ รู้สึกเหมือว่าคุณจะเด้าตัวเลขขึ้นมาเองนะครับตารางการกระจายรายได้นั่นอยู่ในสมองผมครับ ไม่จำเป็นต้องไปอ้างแหล่งข้อมูลให้เสียเวลา ถ้าคุณมีตัวเลขที่แปลกไปกว่านี้...ขอเชิญเอามายันได้ครับ

โคตรเกลียดเลยครับคนที่ชอบปั้นน้ำเป็นตัวเนี่ยครับ  Winkฮ่าๆๆๆ โดนยิงแค่นี้ทำเป็นบ่น....เปลี่ยนเป้าดีไหมครับเพราะรู้สึกว่าพรุนแร๊ะ  Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #41 เมื่อ: 19-07-2006, 09:05 »

แหมมมมม.....ขอบ่นหน่อยเต๊อะว่า กระทู้ดักเหยื่ออันนี้....ดักเหยื่อได้น้อยจัง ยิงไม่มันส์มือเลยอ่ะ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเหล่าสาวกอ่านข้อมูลแล้วเกิดอาการ แหยง  ก็เลยอ่านอย่างเดียวไม่กล้าโต้



ฮ่าๆๆ.....'อะไรจ๊ะ' ได้ใจอีกแร๊ะ  Rolling Eyes


บันทึกการเข้า
Yodyood
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 528



« ตอบ #42 เมื่อ: 19-07-2006, 09:11 »

ถ้าคิดได้แค่นี้ก็ถือว่าผมเสียเวลาเถียงไปเปล่าๆแล้วกันครับ ปล่อยตกดีกว่าว่ะ ไร้สาระ

ถือผมว่าโง่เองที่มาเถียงกับพวกชอบยกเมฆ เอาข้อมูลมาจากไหนก็ไม่รู้
บันทึกการเข้า

~ You will never know the truth if you dare not to face it. ~
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #43 เมื่อ: 19-07-2006, 09:39 »

ถ้าคิดได้แค่นี้ก็ถือว่าผมเสียเวลาเถียงไปเปล่าๆแล้วกันครับ ปล่อยตกดีกว่าว่ะ ไร้สาระ

ถือผมว่าโง่เองที่มาเถียงกับพวกชอบยกเมฆ เอาข้อมูลมาจากไหนก็ไม่รู้



โถ....น่าฉงฉานจัง อุตส่าห์มาเป็นเป้าหั้ย'อะไรจ๊ะ'ยิงเล่นคลายเครียด ว่างๆก็มาให้ ยิงอีกน๊า


ฮ่าๆๆๆ
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #44 เมื่อ: 19-07-2006, 10:42 »

คนไทยกับประชาธิปไตย

หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันที่ 29 - 31 พ.ค. 2549

 

คอลัมน์ คนเดินตรอก

โดย วีรพงษ์ รามางกูร

 

          เพื่อนชาวอเมริกันที่เป็นอาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ที่อเมริกา หลังจากหายหน้าหายตาไปเกือบ 2 ปี เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนกลับมาพบกันอีกที่กรุงเทพฯ ได้โอกาสมารับประทานอาหารกันอีก เลยได้คุยกันเรื่องคนไทยกับการเมืองไทยอีก คราวนี้เขาก็ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุการณ์การเมืองไทยที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ต้นปี 2549 นี้อีกอย่างนี้

          ข้อแรก เขาตั้งข้อสังเกตคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่เป็นคนชั้นกลาง และคนในระดับสูง รวมทั้งปัญญาชน ครูบาอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยที่สะท้อนออกมาจากปฏิกิริยาต่อกระแสทางความคิดทางการเมือง ยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้นำทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย

          สังเกตได้จากกระแสความคิดที่ไม่เชื่อขบวนการทางการเมืองประชาธิปไตย เช่น ขบวนการทางกฎหมาย ขบวนการตัดสินข้อขัดแย้งต่างๆ โดยองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่างๆ หากการชี้ขาดขององค์กรต่างๆ ตัดสินไม่ตรงกับความคิดเห็นของตน

          ข้อที่สอง คนไทยมีอารมณ์ทางการเมืองรุนแรงไม่แพ้ประเทศทางตะวันตก แต่คนทางตะวันตกนั้นจะดำเนินการตามกรอบของระบบกฎหมายในกรอบของรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยระดับสูงและระดับกลางให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของตนน้อยมาก จะสังเกตได้จากการรายงานหรือความคิดเห็นที่ออกมาผ่านสื่อมวลชน การเรียกร้องบีบบังคับเป็นไปในทิศทางนอกกรอบรัฐธรรมนูญ นอกระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

          แท้จริงลึกๆ ในใจของคนที่มีการศึกษา แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และกฎหมาย ยังนิยมระบบอำนาจนิยม การยึดอำนาจรัฐโดยไม่ผ่านขบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำขบวนการชุมนุมกระทำการเสมือนว่าตนได้ยึดอำนาจรัฐสำเร็จแล้ว สามารถออกคำสั่งให้รัฐบาลก็ดี องค์กรอิสระต่างๆ กระทำการหรือตัดสินไปตามทิศทางที่ตนต้องการ ฟังดูเหมือนกับการออกคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว คล้ายกับเป็นการยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว เพียงแต่ไม่ใช่การยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพ

          ถ้าเป็นประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยหยั่งรากลึกแล้ว ประชาชนจะไม่ยอมรับการออกคำสั่งอย่างนี้ จะยอมรับเฉพาะการชุมนุมเรียกร้องแสดงความคิดเห็นอย่างสงบ เพื่อให้รัฐบาลหรือรัฐสภาดำเนินการให้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญและขบวนการยุติธรรม อันเป็นสถาบันที่เขายอมรับนับถือว่าเมื่อเรื่องถึงรัฐบาล ถึงรัฐสภา และสถาบันยุติธรรมแล้วก็เป็นอันยุติ แต่ของเราไม่เป็นเช่นนั้น อาจจะเป็นเพราะประวัติศาสตร์การเมืองของเรามีปฏิวัติรัฐประหารบ่อย ยกเลิกและร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อยู่เรื่อยๆ รัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการประชาธิปไตยจึงไม่มีใครสนใจให้ความสำคัญ ให้ความเคารพเหมือนกับยุโรปหรืออเมริกา

          ข้อที่สาม การเมืองและธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว ในสมัยก่อนตอนที่โลกมีสงครามเย็น ประเทศไทยก็มีรัฐบาลที่ตั้งโดยทหาร คณะรัฐมนตรีส่วนมากมาจากระบบราชการ เป็นบุคคลที่มีประวัติชื่อเสียงดี แต่ทหารก็ให้การอุปถัมภ์แก่พ่อค้านายทุนในการที่จะได้การผูกขาด เพื่อแสวงหากำไรจากการผูกขาด หรือที่ภาษาเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ เรียกว่า "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" หรือ "economic rent" ส่วนผู้นำทางทหารทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีธุรกิจของครอบครัว อย่างมากก็ไปนั่งเป็นประธานธนาคาร หรือธุรกิจใหญ่ๆ ทุกเช้าพ่อค้านายทุนก็ไปนั่งเฝ้าบันไดบ้าน สังคมรับได้ พ่อค้าตระกูลเก่าๆ ก็เริ่มมาอย่างนั้น รุ่นลูกหลานอาจไม่เคยเห็น เพราะกำลังไปเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก

          ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ระบบการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตยแบบเปิด ประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนนเรียกร้องเงินทอง เรียกร้องให้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ในรูปแบบต่างๆ นายทุนพ่อค้าแทนที่จะต้องเข้าไปซูฮก เค้าเต๋า ผู้มีอำนาจ ก็รวมตัวกันตั้งพรรคส่งลูกหลานลงสมัครรับเลือกตั้งเสียเอง ตระกูลนายทุนเก่าจึงยอมรับได้

          สมาชิกสภาผู้แทนจึงเต็มไปด้วยชนชั้นพ่อค้านายทุนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด แทบจะไม่มีลูกหลานชนชั้นอื่นเลย กว่าร้อยละ 90 เป็นคนไทยเชื้อสายพ่อค้านายทุนทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรม พฤติกรรมทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป ค่านิยมและคุณค่าทางการเมืองก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัดสินรวดเร็วมากขึ้น      ไม่ "เชื่องช้า" แบบเก่า ข้าราชการถูกจี้ให้ทำงานเร็วขึ้น มิฉะนั้นจะถูกย้าย ภาพลักษณ์ของผู้นำก็เปลี่ยนไป คนไทยไม่คุ้นเคย

          คนไทยจึงอยู่ในช่วงสับสน ในหมู่ข้าราชการย่อมไม่ชอบใจแน่ เพราะปลัดกระทรวงเป็นที่พึ่งอย่างเดิมไม่ได้แล้ว รัฐมนตรีเข้ามาตัดสินใจไล่จี้งานเอง

          ส่วนคนร่ำรวยตระกูลเก่าก็ยังรับนักการเมืองและผู้นำรุ่นใหม่ไม่ได้ เพราะยังติดกับผู้นำและรัฐบาลที่อ่อนแอ ผสมกันหลายพรรค พูดจามีมารยาท ไม่อหังการ ยังยอมรับการเป็นรัฐบาลที่มาจากชนชั้นพ่อค้าซึ่งเป็นชนชั้นเดียวกับตนไม่ได้

          เหตุการณ์ที่ผ่านมา ถ้าทหารปฏิวัติรัฐประหาร คนในกรุงเทพฯ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ขับไล่รัฐบาลออกไป ใช้อำนาจปฏิวัติยึดทรัพย์นักการเมือง คนในกรุงเทพฯจะยินดีปรีดา แล้วอีกปีหนึ่งก็ชุมนุมขับไล่รัฐบาลกันใหม่

          ข้อที่สี่ คนไทยชั้นสูงยังยึดถือที่ตัวบุคคลมากกว่าระบบ ซึ่งขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย เมื่อไม่ชอบหรือเกลียดชังเสียแล้ว ก็ไม่คำนึงถึงระบบ จะทำอย่างใดก็ได้ขอให้บุคคลผู้นั้นพ้นๆ ไป ถ้าจะอยู่ต่ออีกสักวันหนึ่งก็เหมือนบ้านเมืองจะล่มสลาย

          ข้อกล่าวหาบางอย่าง แม้จะรู้ว่าไม่ได้ผิดกฎหมายก็พร้อมจะเชื่อ และข้อกล่าวหาบางข้อที่กล่าวหาว่าฝ่ายตรงกันข้ามทำผิดกฎหมายก็ไม่สนใจที่จะติดตามให้ได้ข้อมูลลึกเพื่อที่จะสามารถเอาผิดได้ตามกฎหมาย คนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด เวลารักทุกอย่างก็ถูกไปหมด เวลาเกลียดเวลาไม่ชอบทุกอย่างก็ผิดหมด เป็นสังคมแบบไฟไหม้ฟาง

          ข้อที่ห้า สังคมชั้นสูงและชั้นกลางมีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวลือมากกว่าข่าวจริง หลายเรื่องถ้าหยุดคิดแล้วก็จะไม่เชื่อ แต่คนไทยชอบเชื่อข่าวลือที่ถูกใจตัว ข่าวจริงที่ไม่ถูกใจตัวจะไม่ยอมเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวร้ายและข่าวโจมตีกัน

          สื่อมวลชนซึ่งเข้าใจจิตวิทยาเช่นว่านี้ ก็ถือโอกาสกระพือข่าวลือเพื่อประโยชน์ทางการค้า เพิ่มยอดขายหนังสือพิมพ์ แล้วผู้จัดรายการวิทยุ ก็เอาข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่านและขยายข่าวลือต่อ

          สื่อมวลชนไทยนั้นมีอิสระเสรีภาพมากที่สุดในโลก แม้จะเทียบกับอเมริกาหรือยุโรป ไม่ถูกควบคุมโดยใครเลย ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือสมาคมวิชาชีพของตนเอง ผู้คนแม้แต่รัฐมนตรีข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุรกิจล้วนแต่เกรงกลัวและเกรงใจ นักข่าวเด็กๆ อายุ 20-30 ปี สามารถนัดพบรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี นายธนาคาร นักธุรกิจใหญ่ๆได้ เพราะไม่มีใครอยากขัดใจสื่อมวลชน

          ผู้ที่เสียหายจากการลงข่าวที่จริงและไม่จริงหรือจริงเพียงครึ่งเดียวมักจะต้องทำเฉยเสีย หากทำอะไรไปและยิ่งเป็นผู้มีอำนาจก็จะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน แม้กระทั่งการใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องร้องทางศาลถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงปิดกั้นสื่อมวลชนทันที ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่มีอภิสิทธิขนาดนี้

          การที่สื่อมวลชนไทยมีอิสระเสรีภาพและอภิสิทธิสูงมากอย่างนี้ ประเทศไทยจึงเป็นที่สื่อมวลชนต่างๆทั่วโลก ส่งนักข่าวเด็กๆ นักข่าวมือใหม่มาฝึกงานก่อนจะรับเข้าบรรจุ เพราะถ้ามาอยู่เมืองไทยแล้วยังทำข่าวไม่ได้ก็จะไม่ได้รับการบรรจุ เพราะสังคมไทยเปิดกว้างอย่างที่สุด และสื่อมวลชนมีอภิสิทธิสูงที่สุดในโลกแล้ว

          ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยและรัฐบาลทหาร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ รัฐบาล พล.อ.เปรม รัฐบาลคุณอานันท์ รัฐบาลคุณบรรหารและคุณชวน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นต้นมา ไม่มีทางเป็นรัฐบาลเผด็จการได้เลย เป็นได้แต่รูปแบบเนื้อหาเป็นไม่ได้ แต่ผลเสียก็มีเพราะหลายคนหลายครั้งก็ถูกหนังสือพิมพ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่กล้าแม้แต่การใช้สิทธิตามกฎหมายทางศาล

          ข้อที่หก เพื่อนผมค่อนข้างผิดหวังนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ รวมทั้งสมาคมทนายความ และผู้ที่มีวิชาชีพทางกฎหมายและรัฐศาสตร์ ซึ่งในประเทศอื่นจะเป็นผู้ที่เรียกร้องให้ประชาชนยืนหยัดในหลักของการปกครองในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ปัญญาชนไทยทางด้านนี้กลับชี้นำให้สังคมละทิ้งหลักการปกครองตามกฎหมาย โดยการอ้างจริยธรรมบ้าง ความชอบธรรมบ้าง

          หลักความชอบธรรมตามกฎหมายนั้นเป็นหลักที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร มีสถาบันซึ่งจะชี้ขาดเป็นที่ยุติของปัญหาความขัดแย้งได้เป็นรูปธรรม เนื้อหาของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ดี ปกติก็จะสะท้อนจริยธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณีของระบอบการปกครองอยู่แล้ว แต่การไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระบอบการปกครอง รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ก็เท่ากับเป็นการเรียกร้องบีบบังคับตามอำเภอใจ

          ส่วนหลักความชอบธรรมที่อ้าง "จริยธรรม" ที่เกินกว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประเพณีขนบธรรมเนียม การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม เลื่อนลอย ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มชน เช่น ชั้นสูง ชั้นกลาง มีมาตรฐาน จริยธรรมอย่างหนึ่ง ชั้นล่างอย่างหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไปตามภูมิภาค ภาคใต้ว่าอย่าง ภาคเหนือ ภาคอีสานว่าอย่าง และเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น ปี 2547 ว่าอย่าง ปี 2549 ว่าอย่าง ต่อไปปี 2550 อาจจะว่าอีกอย่างก็ได้ การตัดสินความชอบธรรมบนพื้นฐานของ"จริยธรรม"จึงเลื่อนลอย ไม่เหมือนความชอบธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของ "ระบบ" "หลักการ" และ "กฎหมาย" ซึ่งเป็นรูปธรรม อ้างอิงได้ ถ้าระบบและหลักการควรจะเปลี่ยนเพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป กฎหมายก็เปลี่ยนได้ตามขบวนการ แต่ระหว่างที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็ต้องใช้ความชอบธรรมบนพื้นฐานของกฎหมายที่ยังใช้บังคับอยู่

          ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่า เรามีรัฐบาลทหาร ที่มีทหารเป็นนายกรัฐมนตรีเองหรือมีนายกรัฐมนตรีที่ทหารแต่งตั้ง ซึ่งไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ หรือตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข หรือบางครั้งจะชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญที่คณะทหารตั้งขึ้นมา การต่อต้านจึงต้องต่อต้านนอกรอบของรัฐธรรมนูญ โดยอ้างความไม่ชอบธรรมของระบอบหรือระบบได้ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มคน ภูมิภาค และกาลเวลาในโลกสมัยใหม่ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเที่ยวนี้ไม่เหมือนกัน เป็นการอ้างความไม่ชอบธรรมที่ไม่ใช่ความชอบธรรมของระบอบหรือที่มาของรัฐบาล แต่การอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" ซึ่งเลื่อนลอย ถ้าทำได้สำเร็จก็จะเป็นความเสียหายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระยะยาวอย่างยิ่ง

          ข้อที่เจ็ด เพื่อนอเมริกันตัวแสบของผมยังแสดงความผิดหวังต่อพรรคการเมืองของไทย ทั้งพรรคการเมืองที่เก่าแก่ พรรคที่เก่ากลาง พรรคที่กลางเก่ากลางใหม่ พรรคการเมืองควรจะเป็นสถาบันที่เป็นผู้นำทางความคิด เผยแพร่ปรัชญา จิตสำนึก และปฏิบัติตนเป็นนักประชาธิปไตย แต่วิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้ ผู้นำพรรคการเมืองกลับไปร่วมเรียกร้องให้มีการละเมิดรัฐธรรมนูญ ละเมิดกฎหมาย ละเมิดข้อเท็จจริง รวมทั้งปฏิเสธขบวนการรัฐสภา ขบวนการให้กลับไปสู่การตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าขบวนการเลือกตั้งนั้นไม่ชอบธรรม ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ปฏิเสธกรรมการเลือกตั้ง รวมทั้งคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ที่เหลือเชื่อก็คือสื่อมวลชนซึ่งควรจะเป็นสถาบันที่ต่อต้านการปฏิเสธขบวนการประชาธิปไตย กลับไปเห็นด้วยและสนับสนุน

          ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นการสร้างประเพณี และวัฒนธรรมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา การเรียกร้องกดดันทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นการเรียกรองและกดดันให้มีการดำเนินการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเลย และที่แปลก "นักประชาธิปไตย" ทั้งหลายกลับรับได้ ไม่ตะขิดตะขวงใจเลย

          ข้อที่แปด การกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" นั้นเป็นอันตรายที่สามารถสร้างความแตกแยกในสังคม เพราะมาตรฐานของจริยธรรมของผู้คนต่างหมู่เหล่าต่างภูมิภาคจะต่างกัน ไม่เหมือนความชอบธรรมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและระบบ เพราะกฎหมายและระบบมีอันเดียว อย่างมากก็อาจจะตีความแตกต่างกันเท่านั้นและยุติได้โดยการยอมรับการตัดสินขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่

          ข้อที่เก้า เพื่อนผมเคยตั้งข้อสังเกตว่าการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบมีสองพรรคใหญ่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้พัฒนาไปเร็วมาก แต่ตอนนี้ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้ว เพราะความไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยตามระบอบรัฐสภาของพรรคการเมือง ของปัญญาชน ของครูบาอาจารย์ รวมทั้งสื่อมวลชนที่เป็นกระแสหลักของประเทศที่จะเป็นผู้นำทางความคิด

          ที่เห็นชัดก็คือยังชอบระบบการเมืองที่เละๆ มีรัฐบาลที่อ่อนแอ คอยเอาใจคนโน้นคนนี้ อ่อนน้อมถ่อมตนพูดจามีคารมคมคาย จะมีผลงานหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ชอบที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ ไม่ต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

          คุยกับเพื่อนอเมริกันเที่ยวนี้ผมรีบตัดบทแล้วรีบลากลับก่อนเขาจะพูดจบ
บันทึกการเข้า
jikko
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30


take a little give a little


« ตอบ #45 เมื่อ: 19-07-2006, 11:15 »

H I V   กำเริบหรือ  ถึงกับ  เพ้อ  เลยหรือพวก  จะบอกให้อาการขั้นสุดท้ายแล้ว  เตรียมเผาได้แล้ว   555
บันทึกการเข้า

จะเป็นขุนเขา  ไม่ต้องกลัวหมาฉี่รด
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #46 เมื่อ: 19-07-2006, 11:24 »

H I V   กำเริบหรือ  ถึงกับ  เพ้อ  เลยหรือพวก  จะบอกให้อาการขั้นสุดท้ายแล้ว  เตรียมเผาได้แล้ว   555

Oh no.....'อะไรจ๊ะ'ทำบาปอะไรนักหนากับการเอาเรื่องจริงมาแฉ ฮืมมม? ใครก็ได้ช่วยตอบที  Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #47 เมื่อ: 19-07-2006, 13:18 »

จดหมายเหตุ ถึงคนไทยที่อยากฟังข้อมูลรอบด้าน             (2 มีนาคม 2549)

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่รับไม่ได้กับการที่นายกฯ หากในฐานะผู้นำ มีปัญหาจริยธรรมและผิดกฏหมาย ด้านการปกครอง การคอรัปชั่น แต่ก็ยังไม่ถึงกับไปประท้วงด้วย เพราะต้องการความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และยังติดใจแกนนำประท้วงบางคน ว่ามีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ แต่ก็เป็นห่วงอย่างยิ่งว่า สถานการณ์ขับไล่นายกฯจะกลายเป็นวิกฤตทางการเมือง จนถึงทางตันของประเทศ แม้นายกฯประกาศยุบสภา ก็ยังมีปัญหาการประท้วงต่อว่า “ไม่ชนะไม่เลิก” (เผลอๆตั้งใจก่อความรุนแรงเพื่อให้ล้มครืน) จะเอาให้นายกฯเลิกการเมืองไปเลย พรรคต่างๆก็คว่ำบาตรการเลือกตั้งบ้าง จะให้แก้รัฐธรรมนูญก่อนบ้าง นายกฯก็ยืนยันว่า ตนไม่ผิดดังกล่าวหา จะให้ยอมได้ไง คนสนับสนุนนายกฯก็มีมาก เพียงแต่ยังไม่ออกมาเคลื่อนไหวเท่านั้น

วิกฤตนี้น่าเป็นห่วงมาก ไม่เป็นผลดีต่อใครเลย  ทำให้ผมคิดว่าตอนนี้ถึงจุดที่ทุกคนต้องตั้งสติ ทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาให้ดี แยกความจริงออกจากกระแสให้ได้ และหาทางช่วยกันแก้ เพราะตอนนี้กลายเป็นพลังมวลชนแล้ว ไม่ใช่จากพวกแกนนำ พระ หรือพรรคและนักการเมือง

ผมอยากขอเสนอแนวทางว่า วิธีหนึ่งในการวิเคราะห์หาความจริงคือ เราน่าจะลองตั้งข้อสังเกตุและคำถามในอีกทางหนึ่งว่า “เป็นไปได้หรือที่นายกฯคนนี้ เป็นคนที่ชั่วร้าย โกงและผิดทุกรูปแบบมากมายอย่างที่ถูกกล่าวหา”  รวมถึง สส. สว. รัฐมนตรี ผู้ใหญ่อื่นๆในบ้านเมือง ที่สนับสนุนหรือทำงานกับนายกฯหรือพรรค ทรท. ด้วย ก็เลวไปหมดได้ขนาดนั้น เพราะเพียงหนึ่งปีก่อนหน้า นายกฯคนนี้เป็นที่นิยมมากๆ ด้วยคะแนนเสียงกว่า 19 ล้าน และจากลักษณะการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องนี้ มีลักษณะที่เป็นเกมการเมืองแอบแฝงหรือไม่

หากเราศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดจะพบว่าสิ่งที่ถูกกล่าวหาโจมตี มีข้อเท็จจริงที่ต่างไป เป็นไปได้หรือไม่ว่า ที่เราโกรธเกลียดนายกฯ เป็นเพราะ หนึ่ง เราไม่รู้ข้อมูล ไม่ได้รับคำอธิบายหรือคำตอบ จึงเข้าใจผิด หรือ สอง ประเด็นเหล่านี้ ถูกปรุงแต่ง พูดครึ่งเดียว จนทำให้เราคิดไปในทางลบ เป็นเพียงการใส่ร้ายเพื่อผลการเมืองหรือไม่ หรือ สาม เพราะปากการ้ายกว่าปืนของนายกฯหรือไม่ รวมถึงการปราบยา มาเฟีย หวยใต้ดิน เจ้าพ่ออิทธิพล ผู้ร้ายและพรรคคู่แข่งหมดทางหากิน แล้วยังเป็นผู้นำที่แข็ง ศัตรูเยอะ มีคนช่วยกันล้มเยอะทุกแง่มุม เราถูกชักนำให้เกลียดนายกฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อล้มนายกฯหรือไม่

ข้อสังเกตุคือ

1. มีการโจมตีกล่าวหาอย่างรุนแรงเหลือเกิน ประณามอย่างหยาบคาย สร้างความเกลียดชัง โกรธแค้น จากเหล่าแกนนำทั้งหลาย สื่อต่างๆ และที่สำคัญจากประชาชนจำนวนมาก (จนดูเหมือนว่า นายกฯทักษิณคนนี้ กลายเป็นผู้นำประเทศที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาตร์ไทยไปเสียแล้ว) เหมือนใช้ความเกลียดโกรธ สะกดจิต แบบพวกคลั่งศาสนาประท้วงไหม ในขณะที่นายกฯก็เชื่อว่า เหล่าแกนนำที่ริเริ่มมีเหตุผลเบื้องหลัง เป็นเพียงเจตนาแต่ต้นที่จะโค่นล้มนายกฯ ทำให้ไม่ออกมาตอบชี้แจงหรือแก้ไขให้ดี (คนไม่เข้าใจและคาใจต่อไป ยิ่งเพิ่มและเกลียดโกรธมากขึ้นกันใหญ่)

2. ประเด็นใหญ่ ที่จุดกระแสขับไล่อย่างรุนแรง คือ การที่ครอบครัวนายกฯขายหุ้นชินคอร์ปโดยไม่เสียภาษี เรื่องลามไปถึง บริษัทฟอกเงิน การขายสมบัติของชาติ การออกกฏหมายเอื้อให้ต่างชาติถือหุ้น การใช้ตัวแทนถือหุ้นแทนต่างชาติ การซุกหุ้น และผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ซึ่งถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ นายกฯก็ยังโอเคอยู่ ไม่ได้เลวร้ายทุกเรื่อง ราวกับว่า พวกขับไล่มาได้จังหวะบอลเข้าเท้า มากกว่าการที่เรื่องที่ด่ามาทั้งหมดมีน้ำหนัก

3. วิกฤตนี้เกิดจากการปราศัยขับไล่โดยคุณสนธิ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพลสูงมากคนหนึ่งมาเล่นเอง ก่อนหน้านี้เชียร์นายกฯเต็มๆ ภายในช่วงเวลาแค่ 6 เดือน เรื่องนี้เป็นผลงานเกมการเมือง หรือ นายกฯเลวจริง เพราะเพียงหนึ่งปีก่อนหน้า นายกฯคนนี้แข็งแรงมากๆ เพราะเพิ่งเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่อยู่ครบเทอมสภา 4 ปีและได้รับเลือกตั้งใหม่ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นจนเป็นรัฐบาลพรรคเดียว มาจากรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าดีที่สุด ที่ประชาชนมีส่วนร่วมร่าง บางคนว่าเป็นนายกฯที่เก่งที่สุดด้วยซ้ำ ให้เราได้ภูมิใจความเป็นผู้นำในระดับสากล และผลงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ และถึงแม้มีการวิจารณ์นายกฯมาตลอดตลอด 5 ปี แต่ก็ไม่กระทบ (เป็นเพราะช่วงนั้นคุณสนธิยังเชียร์นายกฯอยู่มั้ง)

หากวิเคราะห์แล้วเชื่อว่านายกฯไม่ผิด หรือไม่ผิดรุนแรงขนาดที่จะเอาให้พังไปข้าง แสดงว่าเราต้องรีบมีส่วนร่วมในการแก้ไขแล้ว เพราะความเชื่อเดิมว่านายกฯผิดได้ทำให้สถานการณ์นี้บานปลายเป็นวิกฤตต่อบ้านเมืองแล้ว แต่หากวิเคราะห์แล้ว ยังสรุปว่านายกฯผิด จะประท้วงกันต่อไปก็ตามใจ แต่ต้องยอมรับอย่างนะครับว่า ไม่มีผู้ใดพร้อมสมบูรณ์แบบ หากเราจะให้ผู้นำทำงาน ก็คงต้องดูและเลือกที่จุดแข็ง และในสิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองได้ ขณะที่ความไม่ดีมีน้ำหนักน้อยกว่า มิเช่นนั้นเราก็กำลังถามหาคนที่ไม่มีอยู่จริง คาดหวังสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 



แล้วผมก็พบบทวิเคราะห์อันหนึ่ง ที่เขียนมีรายละเอียดและข้อมูลที่น่าสนใจมากครับ ที่อธิบายในอีกทางหนึ่งอย่างที่ผมตั้งคำถาม ยกตัวอย่างประเด็นหลักๆเรื่องภาษี คือ เป็นสิทธิพื้นฐานที่มีอยู่แล้วของดร.ทักษิณและครอบครัวในฐานะเจ้าของหุ้นชินที่ไม่มีภาระภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะมีการทำเรื่องแอมเพิลริชหรือไม่ ก็คือเราถูกดึงให้หลงประเด็นว่าเรื่องแอมเพิลริชควรต้องเสียภาษีอย่างไร และพอเรื่องฟังแล้วงงมาก ก็เลยทำให้คนคิดว่าต้องมีการซิกแซก ตั้งใจเลี่ยงภาษี ผิดกฏหมายและจริยธรรมแน่นอน  ผมขอเอาหน้าย่อประเด็นภาษีเป็นหนังตัวอย่าง (เพราะตัวบทวิเคราะห์นี้ยาวและรายละเอียดมาก) คือ

หากเราอยากใช้หลักการและข้อมูลแก้ปัญหา เราคงต้องเปิดใจกว้างและตั้งใจอ่าน อาจจะยาวหน่อย คนจำนวนมากไม่ยอมอ่านรายละเอียด บางทีทำให้ถูกหลอกให้ไหลไปตามประเด็นโจมตีสั้นๆที่อาจไม่จริงได้

หากกรณีหลักๆแบบนี้ตอบได้ ไม่เหมือนที่โจมตี เป็นไปได้หรือไม่ว่าข้อกล่าวหาที่เหลือก็เป็นเพียงการปรักปรำใส่ร้ายได้เหมือนกัน (ข้อกล่าวหามีมากมายหลายสิบข้อเหลือเกิน เหมือนเป็นการยิงปืนลูกซองสาดทั่วไปหมด แสดงว่าตั้งใจใส่ร้ายหรือไม่ ไม่จริงทั้งนั้นไหม)

เราต้องแยกเรื่อง “เชื่อ” “ชอบ” “ชั่ว” ไม่ปนกัน บางเรื่องเป็นเรื่องใครเชื่อ ใครชอบ โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาล ถ้าไม่เชื่อ ไม่ชอบ นายกฯ นโยบายหรือ ผลงาน สมัยหน้าอย่าไปเลือก แต่ไม่ได้แปลว่านายกฯชั่วแล้วมาขับไล่กันบนถนน ท่านที่อ่านถึงตรงนี้ โดยเฉพาะท่านที่เชื่อว่านายกฯผิด อาจบอกว่าผมเขียนเชียร์นายกฯจะเลิกอ่าน ผมขอเสนอว่า ผมไม่ต้องเขียนในทางด่านายกฯหรอก เพราะมีผู้พูดและเขียนถึงมากเกินพออยู่แล้ว ลองอ่านแง่มุมอื่นบ้าง หากเชื่อว่าตนเป็นประชาธิปไตยจริง รักชาติจริง ต้องใจกว้าง หาความจริง

ทุกวันนี้ ผมพบว่าคนที่ผมรู้จักแตกออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ ฝ่ายเชื่อว่านายกฯไม่ผิด, ฝ่ายเชื่อว่าผิด, และพวกกลางๆ เกิดการแตกแยกทะเลาะกัน พี่ น้อง ผัว เมีย เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากคือ

หนึ่ง พวกที่เชื่อว่านายกฯผิด  มีข้อมูลมาก มีอารมณ์เกลียดนายกฯมาก พูดต่างไปไม่ได้ เป็นทะเลาะกัน

สอง พวกที่เชื่อว่านายกฯไม่ผิด  มีข้อมูลน้อย หน้าแตกเวลาเถียงแพ้ และกำลังลดจำนวนลงเรื่อยๆ

ซึ่งผมเป็นพวกสอง ที่เจ็บใจว่า ทำไมนายกฯ พรรคพวก และกลไกที่มีอยู่ ทำไมไม่ออกมาตอบและให้ข้อมูลให้ดี ตั้งแต่ต้นๆและต่อเนื่อง เป็นเหตุให้หน้าแตกมาตลอด หรือเป็นเพราะนายกฯอีโก้มากไป ไม่ยอมออกมาตอบให้เคลียร์ ตอบคร่าวๆบ้าง ตอบโดย ดร.สุวรรณ ที่ในฐานะที่ปรึกษาทำให้นายกฯภาพเสียและซวย และเจ้าหน้าที่รัฐที่ตอบเป็นวิชาการที่อธิบายต่อยาก ทำให้ผลรวมออกมาแย่มาก โดยเฉพาะตั้งแต่มีเรื่องหุ้น กระแสหนักเลย พวกที่แต่เดิมเป็นกลางๆเพราะแคลงใจไม่ชอบไม่เชื่อสนธิ คราวนี้ก็เลยกลายเป็นพวกที่เชื่อว่านายกฯผิดแรงไปเลย

ผมก็เป็นคนหนึ่งใน 19 ล้านเสียงที่เคยโวตให้นายกฯ ครั้งหน้าผมชักลังเลแล้ว ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าท่านผิดหรือไม่อยากให้ทำงาน แต่เป็นเพราะนายกฯละเลยในการตอบและการแก้ปัญหา ตั้งแต่ตอนต้นจนปัจจุบัน ที่ทำให้สถานการณ์บานปลาย จบไม่ลงจนบัดนี้ เป็นเพราะนายกฯดูถูกว่าพวกม็อบไม่ดี เหมือนที่ดูถูกผู้ก่อการร้ายสามจังหวัดภาคใต้ ว่าเป็นโจรกระจอก ทำให้แก้ปัญหาผิดมาตลอด

ท้ายนี้ อยากฝากไว้นะครับว่าในที่สุด อย่างเก่งนายกฯก็ไม่เล่นการเมือง เงินก็ได้ไป รวยอยู่แล้ว ไปยึดทรัพย์ท่านหรือเล่นงานบริษัทก็ยากครับ ฟ้องศาลสู้กันตายไปข้าง แล้วความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ การลงทุนทั้งในและจากต่างชาติ เศรษฐกิจต่างๆกว่าจะฟื้นก็คงอีกนาน ขนาดไม่ทะเลาะกันอนาคตข้างหน้าก็โหดอยู่แล้ว แล้วใครมาเป็นนายกฯคนต่อไป ดีมั้ย เก่งมั้ย มีความเป็นผู้นำแกร่งพอมั้ย สู้ไหวมั้ย โดยเฉพาะหลังจากนี้มีม็อบครองเมืองแบบนี้ ไม่ง่ายนะครับ

ถ้างั้น ถ้าจะให้ท่านทำงานต่อ หรือจะให้จบสวย เราก็ต้องช่วยกันครับ ท่านอาจไม่ใช่นายกฯต่อไปก็ช่วยไม่ได้ แต่สำคัญที่เราต้องแฟร์และช่วยกันแก้ ไม่ให้บ้านเมืองเราอยู่กันต่อไปด้วยความเข้าใจผิดๆถูกๆ จากการชักนำ จากการปลุกม็อบ เราต้องพึ่งพิงตนเองด้านสื่อข้อมูล ช่วยกันส่งต่อเอกสารนี้ให้คนรู้จัก เพื่อให้ได้อ่านและใช้วิจารณญาน เชื่อไม่เชื่อ หรือจะสรุปผิดมากผิดน้อย ก็ให้คนอ่านตัดสินใจกันเอาเองครับ หวังว่ายังไม่สายไป หากบทความที่พูดถึงนี้ จะช่วยให้เราตาสว่าง ว่าที่คนเข้าใจผิด หรือถูกชักนำให้เข้าใจผิดเป็นเกมการเมืองสกปรก โดยเอาประเทศชาติ สถาบัน รับธรรมนูญและประชาชน มาเป็นเครื่องมือและเครื่องสังเวย  คราวนี้เรามีคำตอบ คำอธิบายที่ไปบอกต่อและเถียงกับพรรคพวกได้ ช่วยกันส่งต่อเรื่องนี้ให้มากๆครับ
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #48 เมื่อ: 19-07-2006, 13:39 »

ควายมาตั้งกระทู้ก็ยังงี้แหละ พวกหมาขี้เรื้อนหนังกลับทั้งหลาย อย่างอะไรจ๊ะน่ะเหรอ ก็แค่พวกงั่งๆ ข้อมูลก็ไม่ถูกต้องตีความเข้าข้างตนเอง ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเล้ย สมแล้วที่เรียนมาจากมหาลัยไร้ชื่อ อย่าง ม.ทักสิน สอนคนให้เป็นควาย
บันทึกการเข้า
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #49 เมื่อ: 19-07-2006, 13:42 »

ต้องบอก ม.ชินวัต
 สิถึงจะถูก
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: