ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
04-12-2020, 12:19
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  "การศึกษาไทย" หรือ "วัฒนธรรมไทย" หรืออะไรกันแน่ที่มีปัญหา (ขออภัยหากไม่สบอารมณ์) 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
"การศึกษาไทย" หรือ "วัฒนธรรมไทย" หรืออะไรกันแน่ที่มีปัญหา (ขออภัยหากไม่สบอารมณ์)  (อ่าน 1818 ครั้ง)
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« เมื่อ: 13-07-2006, 20:23 »

เมื่อเช้าผมไปเข้าเช็คที่ธนาคาร รปภ.ของทางธนาคารทำหน้าที่ดีเยี่ยมในการช่วยพนักงานธนาคาร อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ก็ไปใช้บริการจนคุ้นหน้ากัน พอจะกลับก็ร่ำลากัน คราวนี้ยืนคุยกันยาวหน่อย พี่แกก็เล่าเรื่องไปเรื่อย

คุยไปคุยมา พี่แกเล่าว่า ไปผ่อนคอนโดแถวๆฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตโน่น แต่มาทำงานถึงย่านตะวันออก แกก็อายุ 36 ได้แล้ว มีลูก 2 ผมไม่ได้ถามเงินเดือนพี่เขา คิดว่าคงจะอยู่ประมาณ หมื่นต้นๆถึงกลางๆ การศึกษาสมัยนี้อย่างต่ำๆก็ ม.3 แล้วแน่นอน

ผมถามพี่เขาว่า "แล้วคอนโดใหญ่ขนาดไหนครับ"
พี่รปภ. "30 ตารางเมตร ครับ" แล้วเขาก็บอกว่า "ก็ประมาณ 15 ตารางวาน่ะครับ"
ผมบอก "เฮ้ย พี่ครับ 30 ตร.ม. ไม่ใช่ 15 ตร.ว. นะพี่ครับ"
พี่รปภ. ทำหน้างง
ผมบอก "พี่ครับ 1 วา = 2 เมตร ดังนั้น 1 ตร.ว. ก็ต้อง 2 x 2 = 4 ตร.ม. นะครับ ก็แปลว่าพื้นที่คอนโดพี่มี 7 ตร.ม. กว่าๆเท่านั้นเองนะครับ ไม่ใช่ 15 ตร.ว. พี่ต้องหารด้วย 4 นะครับ"
พี่รปภ. ทำหน้าประหลาดใจ
ผมพูดต่อ "แล้วคอนโดราคาเท่าไร พี่ผ่อนกี่ปีครับ"
พี่รปภ. "3 แสน ผ่อน 30 ปี"
ผมบอก "แล้วพี่เริ่มผ่อนมานานเท่าไรแล้ว"
พี่รปภ. "ก็ 5 ปีมานี้เอง"
ผมตอบ "แปลว่าพี่เหลืออีก 25 ปีใช่ไหม ตอนนี้ปี 36 + 25 ไปแปลว่าพี่กว่าจะผ่อนเสร็จก็อายุ 60 แล้วนะพี่นะ"
พี่รปภ. ทำหน้างงต่อ
ผมแบบสงสารเลยอะ เลยถามพี่เขา "แต่ถ้าพี่อายุย่าง 40 ปลายๆเข้า 50 แล้วหลังจากนั้นพี่จะไปทำอะไร"
พี่รปภ. "ก็คงต้องไปหาอะไรทำน่ะ ยังไม่รู้เลย"

นี่เคสแรกนะครับ คือ พี่เขาคำนวณไม่เป็นว่า 1 ตร.ว. เท่ากับกี่ ตร.ม. เท่ากับโดนเจ้าของโครงการฟันเหวอะหวะ เงิน 3 แสนบาทกับพื้นที่ 7.5 ตร.ว. ก็เท่ากับตร.ว.ละ 40,000 แถมที่ดินก็ไม่ใช่ของตัวเองอีก

ทำให้ผมนึกไปถึงเคสที่ 2 นานประมาณ 5 ปีแล้วครับ ขณะที่ผมนั่งเครื่องบินกลับจากไทเป โดยการบินไทย ก็มีคนงานไทยนั่งมาเยอะแยะละครับ เมื่อเครื่องใกล้จะร่อนลง ทางพนักงานต้อนรับบนเครื่องก็แจกใบต.ม.ขาเข้า ซึ่งต้องกรอกเป็นภาษาอังกฤษ พี่ข้างๆเขาก็เก้ๆกังๆ กรอกรายละเอียดไม่ถนัด ก็เลยให้ผมช่วยกรอก ก็เลยคุยกัน ผมมันพวกสอดรู้สอดเห็น เลยถามพี่แกว่า

ผม "เออ แล้วพี่มาทำงานไต้หวันได้ไงกัน"
พีตอบด้วยสำเนียงที่ราบสูง "ก็ผ่านพวกบริษัทจัดหานั่นแหละ"
ผม "อ้าวแล้วเขาคิดค่าใช้จ่ายพี่หรือเปล่า"
พี่ "ก็ค่าหัว 60,000"
ผมงง "60,000? อืย ทำไมแพงเงียะ แล้วพี่หาเงินจากไหนมาจ่ายอะครับ"
พี่ "ก็กู้เขามาน่ะ"
ผม "แล้วเขาคิดดอกเบี้ยอะไรไงเท่าไรครับ"
พี่ "5%"
ผม "5% ต่อปีหรือเปล่าครับ"
พี่ "ต่อเดือน"
ผมตกใจมาก เฮ้ยนี่มันผิดกฎหมายนี่หว่า "5% ต่อเดือน แล้วพี่รู้ไหมว่าปีหนึ่งๆ พี่ต้องจ่ายเท่าไร"
พี่ "ไม่รู้เหมือนกัน"
ผมจึงหยิบถุงกระดาษจากกระเป๋าหน้าที่นั่งมา มาขีดคำนวณให้เขาดู "พี่คิดดูนะ 5% ต่อเดือน ปีนึงพี่ต้องจ่าย 12 x 5 = 60% นะ เท่ากับว่า พี่กู้ 60,000 ดอกเบี้ยปีเดียวก็ (60000 x 60) / 100 = 36,000 แล้วนะพี่"
พี่ แสดงความประหลาดใจนิดๆ
ผม "ก็เท่ากับพี่กู้ 60,000 แต่พี่ต้องจ่าย 96,000 แล้วถ้าพี่จ่ายไม่หมด มันก็เป็นแสนนะพี่นา"
พี่ "ก็ใช่ แล้วมีค่าตั๋วเครื่องบินต่างหาก"
ผมก็ไม่ถามอะไรต่อแล้วว่าเงินเดือนเขาที่ไต้หวันจะเท่าไรกันเชียว แล้วที่บ้านเขาก็ต้องมีลูกเมียต้องกินต้องใช้อีก


น่าสงสารคนเหล่านี้มากครับ คือเขาตกเป็นเหยื่อแห่งการเอาเปรียบง่ายมาก จึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะตกเป็นเหยื่อนักธุรกิจการเมืองชั่วในบ้านนี้เมืองนี้

ผมมานั่งคิดว่า มันเป็นเพราะเขาการศึกษาน้อยหรือ? แต่มาเทียบกับพวกหางาน (ที่จบป.ตรีแล้ว แต่ชี้ประเทศสิงคโปร์ในแผนที่โลกไม่ถูก)

ก็ประเมินว่า ไม่น่าใช่ การศึกษา

เอ ... หรือว่าการศึกษาไม่มีคุณภาพ?

ถ้าหากว่าการศึกษาไม่มีคุณภาพ อ้าว แล้วทำไมพวกอาบังมาขายโรตี ทำไมมันเก็บเงินเป็นกอบเป็นกำได้วะ?

แล้วถ้ามาเทียบกับพวกแขกซิกข์ ที่เข้ามาทำมาหากินเมืองไทย มันก็เสื่อผืนหมอนใบกันมาทั้งนั้น พวกแขกขายโรตีก็มีเงินเก็บกันหมด ผมเคยทำงานกับแขกมา พวกนี้ฉลาดมากเลยครับ คำนวณเก่งจริงๆ

หรือปู่ย่าตายายเรา (อากงอาม่า) ก็มาจากเมืองจีน ไม่ได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำ พ่อผมก็จบแค่ ป.6 แต่ท่านคำนวณการลงทุนยากๆเป็น ที่พวกมีความรู้เขาเรียกว่า future value, present value เพียงแต่ว่าท่านไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร แต่ท่านก็คำนวณเป็น ไม่ต้ัองมีใบปริญญาด้วย ดูอย่าง เจริญ สิริวัฒนภักดี ไม่ได้เรียนหนังสือเลย

หรือมานึกถึงพวกคนจีนรุ่นหลัง ที่หลบหนีมาจากแผ่นดินใหญ่ ที่มาขายซาละเปา ห่อยจ้อ ลูกชิ้น อะไรพวกนี้ มันก็อยู่รอดได้ของมัน บางคนก็เก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากเมืองไทย

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ดีคือ คนจีน(โพ้นทะเล สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง แผ่นดินใหญ่) คนแขก (น่าจะรวม ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม) น่าจะมีการปลูกฝังในเรื่องความมัธยัสถ์ และการรู้จักวิเคราะห์สืบต่อๆกันมา หรือคนไทยเอง ถ้าเป็นพวกที่เป็นตระกูลที่ทำการค้าแต่โบร่ำโบราณ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มาจากการร่ำเรียน แต่มาจากการปลูกฝังต่อๆกันมา

แต่คนไทยอีกระดับหนึ่ง (รัฐบาลนี้เรียกว่า รากหญ้า แต่ผมขอเรียกว่า กระดูกสันหลังของชาติ) ก็เรียนหนังสือจบกัน ม.3 ม.6 กันทั้งนั้น หรือบางคนก็มีปริญญาด้วยซ้ำ แต่ทำไมเหมือนการศึกษาในระบบโรงเรียนไม่ได้ช่วยอะไรเพื่อพัฒนาความคิดเลย แล้วก็วนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ ถูกหลอกลวง หลอกใช้ โดยนักการเมืองชั่ว น่าสงสารมาก

ผมเชื่อว่า ถ้าจะช่วยให้กระดูกสันหลังของชาติ ลืมตาอ้าปาก พ้นจากความยากจนได้ และจะช่วยพัฒนาการเมือง สังคม ของประเทศนี้ได้อะ และเชื่อว่าต้องเริ่มที่ การปลูกฝังวัฒนธรรม คือ ต้องปฏิวัติวัฒนธรรมไทยกันใหม่เลย ได้แก่เศรษฐกิจพอเพียง การรู้จักคิดคำนวณ อยากขวนขวาย ให้มันฝังในสายเลือดไปเลย ไม่ใช่การเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และไม่ใช่เพียง 1 อำเภอ 1 โรงเรียน หรือมีปริญญาเยอะๆแน่นอน

ผมมองปัญหาถูกหรือไม่ Question แต่จะทำยังไง  Question

หรือผมตีโจทย์ผิดไปหรือเปล่า Question


ถ้าจะคิดแบบเห็นแก่ตัว ก็แบบไอ้ o[_]o ก็คือ "กดให้พวกมันโง่ไว้อะดี กูหากินสะดวก"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-07-2006, 20:25 โดย ThaiTruth » บันทึกการเข้า

Killer
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,576


ช๊อบบ ชอบบ...ปฏิวัติ ปลื้ม ค่ะ


« ตอบ #1 เมื่อ: 13-07-2006, 20:27 »

แน่ใจหรือว่า 30 ตรม. ไม่เท่ากับ 15 ตรว.
บันทึกการเข้า
koo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 550



« ตอบ #2 เมื่อ: 13-07-2006, 20:31 »

แน่ใจหรือว่า 30 ตรม. ไม่เท่ากับ 15 ตรว.

เวร คนจะพิมพ์ รมณ์เสียเลย

1 ตารางวา = 4ตารางเมตร ไม่ต้องคำนวนแล้ว
บันทึกการเข้า
soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #3 เมื่อ: 13-07-2006, 20:34 »

พี่ครับ 1 วา = 2 เมตร ดังนั้น 1 ตร.ว. ก็ต้อง 2 x 2 = 4 ตร.ม. นะครับ


คิลเบ่ออ่านยังครับ
บันทึกการเข้า
soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #4 เมื่อ: 13-07-2006, 20:36 »

เหอ ๆ ผมก็ชักเป็นห่วงซ่ะแล้วเหมือนกัน แฮ่ะ ๆ

อ่านหนังสือก็ไม่ค่อยออกกันแล้ว บักหำน้อยเอ๋ย
บันทึกการเข้า
Killer
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,576


ช๊อบบ ชอบบ...ปฏิวัติ ปลื้ม ค่ะ


« ตอบ #5 เมื่อ: 13-07-2006, 20:36 »

อ่านแล้วครับ รับทราบครับ ตกคณิตศาสตร์ครับ
บันทึกการเข้า
soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #6 เมื่อ: 13-07-2006, 20:41 »

อย่างงี้ซิว่ะ ลูกผู้ชายอกคืบครึ่ง ฮ่าฮ่า


ใครอกสามศอก มาวัดกันหน่อยจิ
บันทึกการเข้า
mini
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407


« ตอบ #7 เมื่อ: 13-07-2006, 20:52 »

มันเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมแน่นอนครับ สำหรับปัญหานี้
แก้ไม่ได้ในระยะสั้นๆ แต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวครับ
บันทึกการเข้า
ใบไม้ทะเล
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,321


In politics stupidity is not a handicap


« ตอบ #8 เมื่อ: 13-07-2006, 20:55 »

ของที่มันไม่ใช่บ่อย มันยังลืมๆๆกันได้ค่ะ ดิฉันบางทียังเอ็มถามเพื่อนๆๆในเสรีไทย บางคนเลยค่ะว่า คำนี้ในภาษาไทยสะกดยังไง

แต่บางเรื่องมัน คอมมอนเซน ถ้าพลาดก็อย่าถือสากันเลยค่ะ  Very Happy Laughing(เพราะดิฉันพลาดบ่อย)

ดิฉันชอบกระทู้นี้ค่ะ มันออกไปทางสังคมดี งั้นงานนี้ดิฉันก็จะทำเพื่อสังคม ตามกระแสอิอิ

ดิฉันมองว่า รากฐานของการศึกษาส่วนหนึ่งก็มาจากวัฒธรรมด้วย ระบบการศึกษายังไงก็ต้องปรับไห้เข้ากับวัฒนธรรมแน่นอนค่ะ สองอย่างนี้มันแยกกันไม่ค่อยออกหรอกค่ะ

แต่ในสังคมที่จะเจริญ หรือสังคมที่มีปัญหาน้อยสุด ดิฉันว่าเราน่าจะมองไปที่หน่วยเล็กๆๆของสังคมเรา นั้นคือครอบครัว เพราะดิฉันมองว่าหากสังคมหน่วยนี้มั่นคงที่สุด สังคมหน่วยไหญ่ของประเทศย่อมเกิดปัญหาน้อยสุดสุดค่ะ

เพียงแต่ว่าตอนนี้เราคงต้องรอเวลา อย่างที่เจ้าของกระทู้ว่า รอการปลูกฝั่งให้มีจิตสำนึก วางรากฐานให้มั่นคง ปรับการดำรงชีวิต ความคิด สุดท้ายคงเป็นการศึกษา ที่ทั้งผู้ให้และผู้รับ น่าจะมีประสิทธิภาพพอๆๆกัน  

อาจารย์ของดิฉันที่นี้ ท่านกล่าวเสมอว่า คนไทย เมืองไทยจะดีกว่านี้ ถ้าความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยมันไม่มากนัก............ ซึ่งดิฉันมองว่ามันก็จริง

มันต่างกับสังคมของดิฉันที่นี้มาก คนที่นี้มีเงิน แล้วก็ประหยัดกันสุดๆ แล้วทำให้เห็นความแตกต่างของการดำเนินชีวิตของคนที่นี้ กับบ้านเรามาก คนชนบทที่นี้ไม่ฟุ่งเฟื้อ อยุ่แบบพอเพียง ต่างกับบ้านเราค่ะ ดิฉันยอมรับ ต่างมาก........
บันทึกการเข้า

立てばしゃくやく、座ればぼたん、歩く姿はゆりの花
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #9 เมื่อ: 13-07-2006, 20:56 »

ความไม่รู้ คือปัญหาค่ะ

การศึกษาไม่ได้ช่วยให้คนรู้ นะคะ  การศึกษาช่วยให้คนมีกระดาษบอกระดับชั้นการศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรู้

จบปริญญา ก็หลงเป็นเหยื่อพวกหลอกลวงต้มตุ๋นกันมากมายค่ะ เรียนแล้ว แต่ไม่รู้ค่ะ

วัฒนธรรมเองไม่ได้ช่วยให้คนรู้ค่ะ  แล้วอีกอย่างเราเข้าใจคำว่าวัฒนธรรมกันแปลกๆ   เราชื่นชมกับการใหว้ เราบอกเป็นวัฒนธรรมอันดีงาม  แต่มือที่ใหว้กันนั้น เป็นมือที่ทิ้งขยะจนเกลื่อนเมือง  เราชื่นชมกับการพูดจาอันไพเราะ แต่ภายใต้คำพูดอันไพเราะนั้น ปากปราศรัย นำใจเชือดคอ  กันเยอะค่ะ

หนูว่า สิ่งที่เราขาดจริงๆในสังคมไทย  คือสิ่งที่เราคุยโอ้อวดกันนักหนานั่นแหละค่ะ ว่าเรามี เราดี เราเยี่ยม

พุทธศาสนาค่ะ  ศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี ไม่ทำร้ายกัน เอื้อเฟื้อกัน มีเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา  ศาสนาที่เราหยิ่งกันนักหนาว่า เรามี มีดี มีถูกต้องกว่าสายอื่น  แต่เอาเข้าจริงๆ  พวกเรามีกันน้อยค่ะ
บันทึกการเข้า
so what?
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,729


« ตอบ #10 เมื่อ: 13-07-2006, 20:57 »

ไอ้เหลี่ยมมันก็ขายฝันให้คนที่รู้ไม่เท่าทันไปเรื่อยๆแหละครับ

ส่วนที่ว่าการศึกษาหรือวัฒนธรรมนั้น การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ทั้งหมด


แต่ที่สำคัญคือวิธีคิดครับ คนไทยชอบคิดง่าย ไม่ชอบหาเหตุผลมารองรับเขาบอกอะไรมาก็เชื่อหมด
ไม่งั้นคนอย่างหมอเสม หมอประเวศ อาจารย์สุรักษ์ หรือแม้แต่ปราชญ์ด้านกฎหมายคุณมีชัย
จะเคยหลงเชื่อเหรอครับว่าไอ้เหลี่ยมมันจะมาเป็นอัศวินนำชาติไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้
   Mr. Green  Mr. Green
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 13-07-2006, 20:59 »

(ขอเพิ่ม ป.ล. ไม่เกี่ยวกับหัวข้อ)
ผมคิดจะตั้งกระทู้แบบนี้มานานแล้ว แต่กลัวจะเป็นการสร้างความแตกแยกระหว่างเชื้อชาติ  เพราะผมมองจากความเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ก็อยากจะนำเสนอออกมา ก็ดีใจที่สื่อเจตนาไปตรงตามที่คาด
บันทึกการเข้า

AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 13-07-2006, 21:07 »

แล้วเราจะทำยังไงเพื่อ พัฒนา และ ปรับปรุง "วิธีคิด" ดังกล่าวล่ะครับ

ก. ในเมื่อการศึกษาในระบบโรงเรียน ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวช่วยให้คนรู้
ข. การเมือง ในเมื่อประเทศนี้ยังอยู่วงจรอุบาทว์ มีแต่นักการเมืองที่หวังร้ายต่อประชาชน เพื่อตักตวงให้ตัวเอง
ค. การรณรงค์ NGO อาสาสมัคร อะไรพวกนี้เหรอ

ผมเชื่อว่า ถ้าเปลี่ยนตรงนี้ได้ จะทำให้การเมืองดีขึ้น เมื่อการเมืองดีขึ้น ก็จะทำให้สังคม เศรษฐกิจ มันยั่งยืนกว่านี้

แล้วจะทำไง เริ่มที่ไหนก่อน มันมีแต่กุญแจล็อกไว้ทุกด้าน
บันทึกการเข้า

จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #13 เมื่อ: 13-07-2006, 21:10 »

คนไทยจำนวนมาก ขาดการวางแผนการใช้เงิน ชอบเอาเงินอนาคตมาใช้

แทนที่จะเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน

ผมเห็นบางคนปล่อยกู้กับพวกข้าราชการจนรวยไปเลย

ดอกเบี้ยสุดโหด ร้อยละสิบ ร้อยละยี่สิบ ต่อเดือน ยังกล้ากู้กันอีก
บันทึกการเข้า

ใบไม้ทะเล
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,321


In politics stupidity is not a handicap


« ตอบ #14 เมื่อ: 13-07-2006, 21:34 »

ใช่ค่ะ มันพูดยากจริงๆๆ

หากองค์กรบริหารหลักของประเทศเพี้ยนไปทุกระบบก็รวนหมด ไม่แต่แต่ระบบการศึกษา

ถ้าสามอย่างที่ จขกท บอกว่ามาแล้ทำไห้เราไม่สามรถขับเคลื่อนสิ่งเหล่านั้นไปได้

ดิฉันมองว่ายังมีหนทางหนึ่ง คือปรับชีวิตความเป็นอยุ่ของชาวชนบทไห้ดีขึ้น

ซึงแนวทางนั้นคงหนี้ไม่พ้น การดำรงชีวิตแบบพอเพียง

จะบอกว่าเศรฐษกิจพอเพียงก็คงได้แต่เวลานี้ไม่รู้ รบ ยังทำอยู่ไหม เราหันมาสร้างคนก่อน ก่อนสร้างเศรษบกิจนะค่ะ

หากชีวติความเป้นอยู่เขาดีขึ้น ดิฉันว่า อะไรๆๆคงดีขึ้นตามมาแน่นอนค่ะ ตั้งแต่ปัญหาครอบครัวเอย การศึษกาเอย

ระบบความคิดเราปลูปฝั่งได้หลายทาง

หากครอบครัวนั้นพ่อแม่การศึกษาน้อยหน่อย ระบบความคิดอาจจะไม่กว้างมาก โรงเรียนก็อาจจะไฃให้เขาในส่วนหนึ่ง ถ้าเปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่ก็ดีค่ะ ดิฉันเห้นด้วย สำคัญสุดคือ เราควรปลุกฝั่งเยาวชนให้เพิ่งตัวเอง รักการศึกษา รักบ้ามเมือง แต่ก็คงวกกลับมาอีก แล้วปลูกฝั่งยังๆไง ก็คงตอบอีก ครอบครัว โรงเรียน ฮา วนกันไปแบบนี้ล่ะค่ะ 

ฉะนั้นอย่างน้อย การรื้อความคิด คงไปเริ่มที่ความเป็นอยู่ของพวกเขา เพราะแนวทางการดำเนินชีวติแบบพอเพียงมันจะสอนอะไรพวกเขาหลายๆอย่าแน่นอนดิฉันคิดเช่นนั้น แล้วค่อยๆๆๆปรับเรื่อยๆๆจะดีกว่าค่ะ

เราควรจะเริ่มที่ สร้างคนให้เป็นคนมีคุณภาพ" รู้จักตัวเอง-ขยัน-อดทน-มีระเบียบ-วินัย ก่อนที่เราจะไปสรั้งความมั่นคงของชาติ

ส่วนปัญหาของ รบ มันก็เป้นตัวทำให้ส่วนบริหารชะล้าไป แต่พวกเราที่มีบทบาทของสังคมยังดำเนินไปได้นี้ค่ะ หากเรามั่นคงตั้วงแต่ตัวเราเอง ไม่มีอะไรมาบั่นทอนเราไปมากหรอกค่ะ


ดิฉันพูดแบบบริหารไม่เป้นนะค่ะ คงเสนอได้เท่านี้ค่ะ  Mr. Green  Mr. Green
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-07-2006, 21:43 โดย ใบไม้ทะเล » บันทึกการเข้า

立てばしゃくやく、座ればぼたん、歩く姿はゆりの花
koo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 550



« ตอบ #15 เมื่อ: 13-07-2006, 21:53 »

อ้างถึง
กลับมาสู่ประเด็น  Evil or Very Mad

เรื่องซื้อคอนโดได้ที่น้อยกว่าที่คิดเอาไว้  Confused  จริงๆตอนซื้อแกก็คงต้องเห็นห้องแล้วละครับ(ไม่ว่าจะของจริงหรือตัวอย่าง)

เรื่องตารางวาแกคงคำนวนผิดไปเอง แบบขี้เลอะเนี่ยและ
เรื่องการผ่อนนจะเป็น (เงินต้น + ดอกเบี้ย30ปี)= 300,000บาท หารด้วย 360(30ปี) =เดือนละประมาณ 850 บาท ถ้าเป็นแบบนี้ก็ถือว่าไม่ได้ซื้อบื้ออะไรนะ คิดว่าค่าผ่อนเป็นเหมือนค่าเช่าไปละกันแต่คงไม่ใช่
คงไม่ใช่ 300,000 + ดอกเบี้ยคิดให้ลุงแกถูกๆ 6% x 30 = 840,000 หาร 360เดือน = เดือนละ 2,350 Crying or Very sad แบบที่พวกสินค้าเงินเชื่อชอบใช้กัน

หรือเป็นแบบการกู้เงินธนาคาร (แต่ผ่อนนานตั้ง30ปีไม่รู้ดิไม่เคยกู้)
จ่ายเดือนละ 2,500
300,000 x 7.5%/12 - 2,500 =
299,375 x 7.5%/12 - 2,500 =
298,746 x 7.5%/12 - 2,500 =
298,112 x 7.5%/12 - 2,500 =
297,475 x 7.5%/12 - 2,500 =
296,834 x 7.5%/12 - 2,500 = หมดแรงละ กี่ปี่หมดไม่รู้  

คอนแรกพิมพ์มาแนวนี้เลย  Embarassed จะว่าลุงแกเรื่องผ่อนซื้อคอนโดคงไม่ได้ แกไม่มีบ้านนี่ ส่วนเรื่องโดนหลอกเรื่องพื้นที่ ฮ่าๆๆ ดูขี้เลอะเป็นตัวอย่าง
แกอาจจะไม่โดนหลอกแต่คิดผิดไปเอง เรื่องนี้ผมไม่เห็นว่า ลุงแกน่าสงสารหรอก แกก็ทำตามฐานะของแกอยู่แล้ว ส่วนเรื่อง อายุ  50ปลายๆจะทำอะไร มาถามผม ผมก็ตอบไม่ได้ ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไปครับ

ส่วนเรื่องแรงงานไปไต้หวัน กู้เงินดอกโหด เพื่อไปทำงาน
มองจริงๆ

๐ เขารู้เรื่องดอกเบี้ยที่ต้องเสีย แต่เชื่อมั่นในรายได้ที่จะได้รับว่าสามารถหักลบกลบหนี้ กลับมาสร้างเนื้อสร้างตัวได้  < โอกาสน้อยมาก
๐ เขาไม่รู้เรื่องดอกเบี้ยที่จะต้องเสีย ไปเพราะเชื่อมั่นในรายได้ที่จะได้รับว่า กลับมาสร้างเนื้อสร้างตัวได้ <  ออกแนวนี้ซะมากละมั้ง

คำว่าเชื่อมั่นที่ผมเขียน = เห็นแล้วเชื่อมั่น , ฟังแล้วเชื่อมั่น
เรื่องนี้เข้ามาใกล้การศึกษาหน่อย

แต่.. ผมมองว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของการโอกาสมากกว่า
ตะแกต้องกู้เงินดอกโหดไปไต้หวัน ถ้าแกมีโอกาสไปไต้หวันแบบเสียเงินนิดเดียวแกต้องกู้ไหม  Question
คนบางคนรู้ทั้งรู้ว่าถูกเอาเปรียบแต่ไม่มีทางเลือกเสียมากกว่า

คนไทยจำนวนมาก ขาดการวางแผนการใช้เงิน ชอบเอาเงินอนาคตมาใช้

แทนที่จะเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน

ผมเห็นบางคนปล่อยกู้กับพวกข้าราชการจนรวยไปเลย

ดอกเบี้ยสุดโหด ร้อยละสิบ ร้อยละยี่สิบ ต่อเดือน ยังกล้ากู้กันอีก
อันนี้ซิถึงเกี่ยวกับการศึกษาและวัฒธรรมไทย ตามหัวข้อ
บันทึกการเข้า
คนในวงการ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,393


FLY WITH NO FEAR !!


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 14-07-2006, 06:56 »

อ่า ... เป็นกระทู้ที่ดีมาก เห็นด้วยทุกประการ  Mr. Green
บันทึกการเข้า

"Be without fear in the face of your enemies. Be brave and upright that God may love thee.
Speak the truth, always, even if it leads to your death. Safeguard the helpless, and do no wrong. That is your oath."
- Balian of Ibelin -
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #17 เมื่อ: 14-07-2006, 07:48 »


แล้วที่...
นักกฏหมายใช้ความรู้ทางกฏหมายเลี่ยงกฏหมาย
นักบัญชีใช้ความรู้ทางบัญชีเลี่ยงกฏหมาย
นายกรัฐมนตรีใช้เล่ห์เหลี่ยมเลี่ยงกฏหมาย
              ฯลฯ
มันเนื่องมาจาก"การศึกษาไทย" หรือ "วัฒนธรรมไทย" ครับ

 Yell
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
coffee cake
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41



« ตอบ #18 เมื่อ: 14-07-2006, 09:44 »

รากของปัญหา ก็คือ ความไม่รู้ ของคนนั่นแหละ …
แล้วก็มีคนที่อาศัย ความไม่รู้ ของคน มาหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ

ผู้ไม่รู้ ก็จะถูก ล่อลวงโดย ผู้รู้ และ จ้องจะหาประโยชน์ ไม่รู้จักจบ เป็นวงจรอุบาทว์

โง่ – จน – เจ็บ ...  โง่ – จน – เจ็บ ... แล้วก็ โง่ – จน – เจ็บ ไปอีกเรื่อยๆ
(ไม่ได้เจตนาหยาบคายนะคะ แต่ยกคำพูดที่เคยมีผู้กล่าวไว้)

หากเราแก้ปัญหาความไม่รู้ (การศึกษา) ให้กับคน  ก็น่าจะแก้ไข วงจรอุบาทว์ไปได้
ว่าแต่ว่า คงต้องสอนจริยธรรม ควบคู่กันไป อย่างเข้มข้นด้วย

ไม่อย่างนั้นพอเปลี่ยนจากผู้ไม่รู้ เป็น ผู้รู้ แล้ว ก็จะอาศัยความรู้ไปเอาเปรียบผู้อื่นต่อไปอีก ... ดังนี้แล...  Wink
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #19 เมื่อ: 14-07-2006, 13:24 »

กลับมาที่จุดเริ่มต้น

เชื่อหรือไม่? น้องผม (ป.4) แบกกระเป๋านักเรียไปโรงเรียนทุกวัน

น้ำหนักของกระเป๋า โดยประมาณการแล้วอยู่ที่ 5-7 กิโล..

ไม่แปลกใจเลยที่เด็กสมัยนี้เป็นแบบนี้ เรียนก็เรียนเลย เหลวก็เหลวเลย

เบื่อจริงๆการศึกษาแบบนี้เนี้ย...
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
Sweet Chin Music
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,613



« ตอบ #20 เมื่อ: 14-07-2006, 14:00 »

กลับมาที่จุดเริ่มต้น

เชื่อหรือไม่? น้องผม (ป.4) แบกกระเป๋านักเรียไปโรงเรียนทุกวัน

น้ำหนักของกระเป๋า โดยประมาณการแล้วอยู่ที่ 5-7 กิโล..

ไม่แปลกใจเลยที่เด็กสมัยนี้เป็นแบบนี้ เรียนก็เรียนเลย เหลวก็เหลวเลย

เบื่อจริงๆการศึกษาแบบนี้เนี้ย...


ผมเห็นด้วยในประเด็นนี้อย่างยิ่งเลยครับ น้องผมก็เป็นเหมือนกัน เป็นผู้หญิงด้วย อยู่ประมาณ ประถม 3

-------

ส่วนเรื่องของการกู้นั้น อันนี้เพื่อนผมมีประสบการณ์ตรงๆเลยครับ

ซึ่งเพื่อนผมก็รูว่าดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด คือไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี

แต่เพื่อนผมมันไม่มีทางเลือกครับ เพราะทางบ้านพึ่งจะจ่ายค่าเทอมไปหยกๆ(มหาลัยฯเอกชนครับ เทอมละเกือบๆสามหมึ่น)

แล้ว... ไหนจะค่าหอ ค่าอาหารอีก เพื่อนผมคนนี้รับรองได้ครับ ขนาดมันเป็นคน เที่ยวนานๆครั้ง บุหรี่ไม่สูบ

เงินยังไม่พอเลย มันก็เลยจำเป็นต้องกู้ ทั้งๆที่รู้ว่า ดอกเบี้ยมันสูงถึง ร้อยละ 20 ต่อเดือน...

จริงๆแล้ว เรารู้กฎหมายแล้วทำอะไรได้ ? เพราะเรื่องพวกนี้มันต้องสู้กันทางศาล... ไหนจะตังค์ค่าจ้างทนายอีก

หรือจะฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ก็ค่อยข้างที่จะยุ่งยากหน่อย

ที่สำคัญเลยคือ พวกปล่อยกู้เนี่ย มันมีอิทธิพลมากๆ ถึงจะฟ้องคดีชนะได้จริง แต่ใครละครับ ที่จะรับรองความปลอดภัยในชีวิต ?
บันทึกการเข้า


You'll Never Walk Alone
เข้าไปกันได้ค๊าป- - - >http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweetchinmusic&group=1
so what?
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,729


« ตอบ #21 เมื่อ: 14-07-2006, 14:01 »

แล้วเราจะทำยังไงเพื่อ พัฒนา และ ปรับปรุง "วิธีคิด" ดังกล่าวล่ะครับ

ก. ในเมื่อการศึกษาในระบบโรงเรียน ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวช่วยให้คนรู้
ข. การเมือง ในเมื่อประเทศนี้ยังอยู่วงจรอุบาทว์ มีแต่นักการเมืองที่หวังร้ายต่อประชาชน เพื่อตักตวงให้ตัวเอง
ค. การรณรงค์ NGO อาสาสมัคร อะไรพวกนี้เหรอ

ผมเชื่อว่า ถ้าเปลี่ยนตรงนี้ได้ จะทำให้การเมืองดีขึ้น เมื่อการเมืองดีขึ้น ก็จะทำให้สังคม เศรษฐกิจ มันยั่งยืนกว่านี้

แล้วจะทำไง เริ่มที่ไหนก่อน มันมีแต่กุญแจล็อกไว้ทุกด้าน


เริ่มที่ตัวเราทุกๆคนครับ สังคมเราตัวใครตัวมันมานานแล้ว
เราเลยมีปัญหาสังคมมากมายทั้ง โสเภณี เด็กเร่ร่อน ขอทาน ยาเสพติด
การพนัน อาชญากรรมสารพัดประเภท มารศาสนาในคราบผู้สืบทอดศาสนา
ข้าราชการก็ใช้อำนาจหน้าที่คอรัปชั่นไปทั่ว ปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มาจาก
ความอยากได้อยากดีอยากเหนือกว่าคนอื่นจนเกินพอดีทั้งนั้น

เรามีค่านิยมที่พ่อแม่ชอบสั่งสอนลูกให้ขยันเรียนเพื่อจะได้เติบโตมาเป็นเจ้าคนนายคน
แต่มีพ่อแม่กี่คนที่สอนลูกว่าการเป็นเจ้าคนนายคนนั้นนอกจากการเสวยสุขกับอำนาจแล้ว
จะต้องรู้จักมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย
สังคมที่มีแต่ความอยากได้อยากดี เอาตัวเองและญาติพี่น้องพวกพ้องก่อน
ใครเดือดร้อนช่างหัวมัน วันนี้เราถึงมีผู้นำแบบทักษิณ ชินวัตรไงครับ
บันทึกการเข้า
เพนกวินน้อยนักอ่าน
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 866



« ตอบ #22 เมื่อ: 14-07-2006, 14:41 »

ความจริงแล้ว ต้นเหตุมันคือ การเอารัดเอาเปรียบกัน นั่นล่ะครับ
หนทางที่รวยเร็วและเหนื่อยน้อย คือทำนาบนหลังหลายๆคนครับ

หรือเอาเปรียบให้ได้มากที่สุด นั่นเอง
แล้วเผอิญคนไทย ส่วนมากที่ไม่รู้ความ
เนื่องจากโดนหลอก ซ้ำซาก เป็นปกติ
และมักน้อย ไม่ได้หวังรวบยล้ำ
เชื่อว่าความรวยเป็นวาสนา มากกว่าความพยายาม

ก็เลยไม่ได้มีการขวนขวาย เท่าไหร่
ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดี ในลักษณะนิสัยแบบนี้น่ะครับ

ในกรณี ที่คุณว่ามา ผมโทษ คนเอารัดเอาเปรียบมากกว่า
แต่วิธีแก้นี่ เชื่อว่า ไม่ว่าแก้ที่ฝั่งไหน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ
บันทึกการเข้า
ThailandReport
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,415


« ตอบ #23 เมื่อ: 14-07-2006, 14:44 »

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-09-2006, 14:42 โดย ThailandReport » บันทึกการเข้า

The only thing necessary for the triump of evil is for good men to do nothing !!
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย !
หน้า: [1]
    กระโดดไป: