ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
27-11-2020, 11:07
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ผลสำรวจการอ่านหนังสือของวัยรุ่นไทย, ความจริง vs ที่เห็นมาจากบ้านเมืองอื่น 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ผลสำรวจการอ่านหนังสือของวัยรุ่นไทย, ความจริง vs ที่เห็นมาจากบ้านเมืองอื่น  (อ่าน 4226 ครั้ง)
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« เมื่อ: 06-07-2006, 23:18 »

Young Thais read only an hour a day
http://www.nationmultimedia.com/2006/07/06/headlines/headlines_30008160.php

คนหนุ่มสาวในกทม.และหัวเมืองขณะนี้ใช้เวลาอ่านหนังสือเพียงไม่ถึง ๑ ช.ม. ต่อวันเท่านั้น นอกนั้นหมดเวลาไปกับการคุยโทรศัพท์และเล่นเน็ต แม้ตัวเลขจะโดดเพิ่มขึ้นกว่าปี ๒๕๔๔ ซึ่งสมัยนั้นแค่ ๓ นาทีเท่านั้น

การสำรวจนี้ไปถามคนหนุ่มสาว ๔,๙๒๐ คน อายุระหว่าง ๑๒-๒๓ ปีในกทม. เชียงใหม่ ชลบุรี ขอนแก่น สงขลา

ส่วนใหญ่อ้างว่าอ่านหนังสือ มีเพียง 18.5% บอกว่า ไม่ชอบอ่าน เพราะขี้เกียจ เบื่อ และไม่มีเวลา

43% กล่าวว่า ชอบคุยโทรศัพท์มากกว่าอ่านหนังสือ

การสำรวจพบอีกว่า ห้องสมุดสาธารณะเป็นสถานที่สุดท้ายที่คนหนุ่มสาวจะไป ท่านองคมนตรี น.พ.เกษม วัฒนชัย กล่าวว่า เราขาดเงินทุนสำหรับปรับปรุงห้องสมุด และถึงเวลาแล้วที่ทุกๆเมืองจะต้องมีห้องสมุดแห่งหนึ่งให้คนเข้าถึงหนังสือ


อยากตั้งข้อสังเกตดังนี้ว่า...

๑. ไม่เฉพาะเด็กไทย เอาคนไทยรวมๆ ผู้ใหญ่ เอาบนรถไฟฟ้าใต้ดินหรือลอยฟ้า รถเมล์ จะนิยมคุยมือถือ หัวเราะ ไม่รู้คุยอะไรของมันไม่หยุดซะที ไม่ก็นั่งกดเกม ส่ง SMS แต่ที่ผมไปเห็นในเมืองฝรั่งมา เวลามันไปทำงาน ก็จะเอาหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ตอนขากลับจากทำงาน ก็จะอ่านนิยายบ้าง นิตยสารข่าว ทุกคนจะพกหนังสือกันและอ่านเป็นปกติ ไม่ค่อยเห็นฝรั่งคุยมือถือมากเท่าคนไทย

๒. เมืองฝรั่งใหญ่ๆ มักจะมีห้องสมุดสาธารณะไว้บริการ ที่เคยไปเห็นมาคือ นครโตรอนโต คือมีห้องสมุดสาธารณะ ๔๐ กว่าแห่ง ลักษณะเด่นๆเขาและคนที่นั่นคือ
- มีระบบจอง ยืมและคืนหนังสือทันสมัย เชื่อมภายในห้องสมุดเมืองเขา และเชื่อมไปหาเมืองอื่นๆทั่วประเทศด้วย
- สมมติว่าไปสาขา ก. แล้วหนังสือไม่มี ก็ทำเรื่องจองผ่านคอม (หรือเข้าเว็บห้องสมุดจองหนังสือจากบ้านก็ได้) มันก็จะไปยืมมาจากห้องสมุดสาขาอื่น (เขาร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์แห่งชาติ ในด้าน logistics การส่งหนังสือ) เมื่อหนังสือมาถึง คอมพิวเตอร์จะโทรไปยังมือถือหรือโทรศัพท์บ้านของสมาชิก ให้รีบไปเอาไปภายใน ๗ วัน พ้นจากนี้จะสละสิทธิ์ให้ผู้จองคิวต่อไป
- ห้องสมุดสาขาที่มีพื้นที่มาก จะมีห้องทำการบ้าน ให้เด็กๆเลิกเรียน มาจับกลุ่มทำการบ้าน มีห้องซ้อมเปียโนไว้บริการ ห้องซ้อมกีต้าร์
- มีบริการให้ยืมซีดีเพลงทุกอย่างทั้ง ป๊อป ร็อก คลาสสิก หรือดีวีดีที่เป็นความรู้ ความบันเิทิง เช่นเดียวกับหนังสือ
- มีผู้ใช้บริการแน่นขนัดมากจริงๆ ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก คนวัยทำงาน นักศึกษา คนแก่ คนจีน เกาหลี ฝรั่ง แขก ผิวดำ โดยเฉพาะหลังเลิกงาน น่าทึ่งมาก
- ห้องสมุดแต่ละแห่ง สามารถเดินทางไปสะดวกด้วยรถไฟใต้ดิน รถราง รถเมล์ เนื่องจากระบบขนส่งมวลชนดีมาก ไม่ต้องขับรถเลย ทำให้มีแรงจูงใจไปห้องสมุดบ่อยๆ
- หนังสือมีหลากหลาย และมีการเพิ่มหนังสือใหม่ๆเสมอ ทั้ง ศิลปะ กีฬา วิทยาศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ ประดามี เตรียมสอบโทเฟลก็มี หนังสือภาษาต่างประเทศ เช่น จีน เบงกอลี ญี่ปุ่น รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน เกาหลี ก็มีให้บริการบ้าง


ต่างจาก "กอ ทอ มอ" ราวสวรรค์กับนรก เพราะแค่คุณเลิกงาน ก็ต้องผจญกับรถติด รถเมล์ก็เป็นปลากระป๋อง ต้องโหน ไม่สะดวกจะอ่านหนังสือ รถไฟฟ้าก็ไปถึงไม่มากนัก ต้องต่อมอไซค์ (เนื่องจากผังเมืองเฮงซวย) ถึงบ้านก็จะขาดใจตายอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะไปอ่านหนังสือ เล่นกีฬา


จะเห็นได้ว่า ต้นทุนในการหาความรู้ของฝรั่งถูกมาก เพราะมีห้องสมุด หนังสือ ซีดีอะไร ก็แชร์กันได้ แต่ของเราอยากอ่านก็ต้องไปซื้อ เล่มหนึ่งก็หลักร้อย ลำพังคนกินเงินเดือนสมัยนี้ แค่ค่าเช่าบ้าน ค่ากิน ค่าเดินทาง ก็แทบตายแล้ว แล้วยังมีภาระหนี้สินพะรุงพะรังจากไอ้รัฐบาล o[_]o ชั่วนี่อีก

อันนี้นอกเหนือจากสถานที่ทำกิจกรรมอื่่นๆ เขาจะมี community centre ในแต่ละหย่อมหมู่บ้าน (กม.บัญญัติไว้ว่าต้องมี) มีสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ สนามบาสแบบง่ายๆ เอาไว้เล่นกีฬา  ห้องอเนกประสงค์ ใกล้กับโรงเรียนด้วย

จะเห็นได้ว่า เงินภาษีของเขา เขาเก็บสุงกว่าเรา แต่เอามาทุ่มให้กับการพัฒนาคนจริงๆ

คงไม่ต้องสงสัยนะว่า ทำไมประเทศไทยมันพัฒนาลง จบมหาลัยก็มีแต่ปริญญาแปะข้างฝา ทุกอย่าง ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม สังคม การเมือง มันไม่เอื้ออำนวยเลย แต่ของประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว ทุกอย่างมีการวางแผนกันมาอย่างดี เอื้ออำนวยไปหมด และไม่มีการมากำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วอ้างว่าจะทำเป็นเมืองตัวอย่างให้วุ่นวาย

ดังนั้นใครที่มองเห็นอนาคตไทยเรืองรองหลัง o[_]o หนีไปแล้วหรือตายไปแล้ว เลิกฝันเหอะ ไอ้ที่บอกว่าจะเป็น knowledge-based society นั่นก็ต้มคนสิ้นคิดไปวันๆ


(เพิ่มเติม)
จริงๆ ประเทศไทยก็น่าจะมีสังคมอุดมปัญญาแบบเขาได้ และสามารถสร้างด้วยต้นทุนต่ำ ต่อเมื่อ "คอรับชั่น" "ความหน้าด้าน" หมดไปแล้วเท่านั้น ไม่งั้นเงินภาษีก็จะหมดไปกับการโกงกิน ไปอยู่กับกระเป๋านักการเมือง คนรวยๆ ข้าราชการเลวๆกันหมด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-07-2006, 23:35 โดย ThaiTruth » บันทึกการเข้า

narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 06-07-2006, 23:35 »

เห็นด้วยครับ เพราะที่ทำงานผมก็เป็นขนาดทำงานยังคุยมือถือไปด้วยทำงานไปด้วย
แล้วก็คุยจีบกันแค่นั้นเอง พอสอนให้เล่นแชทเพื่อให้ทันคนก็ติดแชทนัดเจอกันซะงั้น
เฮ้อ! เหนือยใจคนไทย เหมือนกับไก่ได้พลอยแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นอย่างเดียว
แต่สร้างเองไม่เป็นแล้วคิดว่าฉลาดทันสมัยสุดๆ
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #2 เมื่อ: 07-07-2006, 02:59 »

โอ้โห "ติเพื่อก่อ" กันใหญ่
รักชาติมากมายจนต้องด่าทุกวันหรือไงคะ
ชักสงสารทายาทพวกท่าน ที่คงต้องโตมาด้วยคำบ่นว่า และนึกน้อยใจว่าพ่อไม่รัก  Cry

เห็นอะไรไม่ดีก็ช่วยกันปรับปรุงสิคะ หรือตอนนี้ทำแค่ขั้น ชี้ปัญหา
ไม่ได้อยากมาหาเรื่องขัดคอ... เออ อยากเล็กๆ ก็ได้  Laughing
คิดว่าน่าจะดีกว่ามาเขียนว่า เห็นด้วยนะคะ จขกท. เขียนเก่งมากค่ะ

จะบอกว่าข้อดีของการศึกษาไทยก็มี
เด็กไทย (เอเชีย) เก่งคณิตศาสตร์กว่าฝรั่งมาก
ข้อสอบ GRE ตอน math ง่ายยิ่งกว่ากล้วยปิ้ง
ไม่ต้องดูหนังสือมากมาย ก็สอบได้ 90th percentile กันสบายๆ
ไม่ต้องเก่งระดับหัวกะทิที่หนึ่งของห้องอะไร
เด็กฝรังอยู่มหาลัยคำนวณเลขง่ายๆ อย่างอัตราส่วน หรือเทียบบัญญัติไตรยางศ์ไม่เป็น
ภูมิศาสตร์เป็นอีกวิชาที่พวกฝรั่งอ่อนมาก
หรือความที่คิดว่าประเทศตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลมั้ง
(อืม โลกก็พอ เดี๋ยวจะอัตตาใหญ่เกินไป)
ขนาดเมืองที่อาศัยอยู่ ยังชี้ตำแหน่งในแผนที่ไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงประเทศอื่นว่าอยู่ตรงไหนกันบ้าง

ที่ฝรั่งทำสิ่งต่างๆ ได้มาก เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่ารวย
อย่างเปิดห้องสมุดให้บริการตลอด 24 ชม. เปิดไฟสว่างไสวทั้งตึก
หรือเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ตลอดไม่ shut-down
ซึ่งเหตุผลมาจากการทำวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่าการเปิด Windows ใหม่แต่ละครั้งนั้น
ทำให้เครื่อง (CPU) เหนื่อย (เสื่อมโทรม) และแก่เร็ว
จึงเลือกประหยัดเครื่องมากกว่าประหยัดไฟ

หมายเหตุ ฝรั่งในที่นี้คือ อเมริกัน คนยุโรปจะประหยัดมัธยัสถ์กว่า
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #3 เมื่อ: 07-07-2006, 03:07 »

เห็นด้วยกับ จขกท. ครับ
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
koo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 550



« ตอบ #4 เมื่อ: 07-07-2006, 05:24 »

ผมยังไม่ได้พิมพ์เลย ทำไมโดน "กันใหญ่" ก่อนแล้ว

ถ้าจะจับเรื่อง โพล เด็กอ่านหนังสือน้อยลง ไปโยงกับเรื่องห้องสมุด มันมองแคบไปหน่อย (มั้ง)

แต่โพลอันนี้ก็ว่าด้วยเรื่องเด็กในเมือง เพราะงั้นมันก็น่าเกี่ยว (เอาไงแน่ฟ่ะ Tongue out )

ขอผ่านละกันปวดหัว  Embarassed

ปล. เข้ามารับข้อหา "ติเพื่อก่อ" เป็นคนที่ 3   Mr. Green
บันทึกการเข้า
นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #5 เมื่อ: 07-07-2006, 09:01 »

ชอบคนเวียตนาม ตรงที่คนของเค้าเป็นคนที่อ่านหนังสือมาก

เวลามีปัญหาแจ้งความไปโรงพัก เค้าจะให้ทั้งสองฝ่ายเขียนเรื่องเป็นตัวหนังสือ
แล้วส่งให้ตำรวจอ่าน แล้วค่อยสอบสวน

คนของเค้าทุกคนจึงต้อง อ่าน เขียนเก่ง
 
พหุสูตร คือ ทั้งอ่าน ทั้งเขียน ทั้งฟัง ให้มาก
แต่ บ้านเรา เดี๋ยวนี้ ฟังมากอ่านมา ยิ่งเขียนมาก ถ้าไม่เห็นด้วยกับผู้นำแบบแม้ว
ขนาดรัฐบุรุษ ราชบัณฑิต ปรมาจารย์ของประเทศ ยังโดนเด็กเมื่อวานซืน ด่า

ไม่มีสัมมาคารวะ แล้วยัง ไม่มีสมอง

เพราะอะไร ... ??? 
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #6 เมื่อ: 07-07-2006, 14:28 »

โอ้โห "ติเพื่อก่อ" กันใหญ่
รักชาติมากมายจนต้องด่าทุกวันหรือไงคะ
ชักสงสารทายาทพวกท่าน ที่คงต้องโตมาด้วยคำบ่นว่า และนึกน้อยใจว่าพ่อไม่รัก  Cry

เห็นอะไรไม่ดีก็ช่วยกันปรับปรุงสิคะ หรือตอนนี้ทำแค่ขั้น ชี้ปัญหา
ไม่ได้อยากมาหาเรื่องขัดคอ... เออ อยากเล็กๆ ก็ได้  Laughing
คิดว่าน่าจะดีกว่ามาเขียนว่า เห็นด้วยนะคะ จขกท. เขียนเก่งมากค่ะ

จะบอกว่าข้อดีของการศึกษาไทยก็มี
เด็กไทย (เอเชีย) เก่งคณิตศาสตร์กว่าฝรั่งมาก
ข้อสอบ GRE ตอน math ง่ายยิ่งกว่ากล้วยปิ้ง
ไม่ต้องดูหนังสือมากมาย ก็สอบได้ 90th percentile กันสบายๆ
ไม่ต้องเก่งระดับหัวกะทิที่หนึ่งของห้องอะไร
เด็กฝรังอยู่มหาลัยคำนวณเลขง่ายๆ อย่างอัตราส่วน หรือเทียบบัญญัติไตรยางศ์ไม่เป็น
ภูมิศาสตร์เป็นอีกวิชาที่พวกฝรั่งอ่อนมาก
หรือความที่คิดว่าประเทศตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลมั้ง
(อืม โลกก็พอ เดี๋ยวจะอัตตาใหญ่เกินไป)
ขนาดเมืองที่อาศัยอยู่ ยังชี้ตำแหน่งในแผนที่ไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงประเทศอื่นว่าอยู่ตรงไหนกันบ้าง

ที่ฝรั่งทำสิ่งต่างๆ ได้มาก เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่ารวย
อย่างเปิดห้องสมุดให้บริการตลอด 24 ชม. เปิดไฟสว่างไสวทั้งตึก
หรือเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ตลอดไม่ shut-down
ซึ่งเหตุผลมาจากการทำวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่าการเปิด Windows ใหม่แต่ละครั้งนั้น
ทำให้เครื่อง (CPU) เหนื่อย (เสื่อมโทรม) และแก่เร็ว
จึงเลือกประหยัดเครื่องมากกว่าประหยัดไฟ

หมายเหตุ ฝรั่งในที่นี้คือ อเมริกัน คนยุโรปจะประหยัดมัธยัสถ์กว่า

คุณ snowflake
ผมว่าการ "ชี้ปัญหา" เนี่ยก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ
อย่างน้อยก็เพื่อให้ "ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง" ได้รับทราบปัญหา
ก็คล้าย ๆ กับการ "ร้องทุกข์" น่ะครับ คนที่มี "ทุกข์" หรือ "ปัญหา" เขาไม่สามารถแก้ปัญหาเองได้จึงต้อง "ร้อง" ออกมา
พวกเราก็เป็นเพียง "ประชาชนตาดำ ๆ" ก็คงทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ คงต้องรอให้ "ผู้มีอำนาจ" (ไม่ใช่ "ผู้มีบารมี" นะ) เข้ามาแก้ไข

ขอ "มองต่างมุม" นิดนึง คงไม่ว่าอะไรนะครับ
- ข้อสอบ GRE เป็นข้อสอบที่เป็น general คือใช้กว้าง ๆ กับคนทั่วไป ไม่ใช่สำหรับคนที่จะเรียนต่อทางด้านคณิตศาสตร์ ปกติแล้วฝรั่งเขาไม่เรียนคณิตศาสตร์อย่างลึกซึ้งถ้าไม่ใช่คนที่เรียน science หรือ math เพราะว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้นำคณิตศาสตร์ขั้นสูงมาใช้ในชีวิตประจำวันเลย
- ภูมิศาสตร์ของเราก็ไม่เก่งไปกว่าเขาซักเท่าไหร่ครับ ดีว่าประเทศของเราเล็กกว่าประเทศเขา (อเมริกา) มาก และภูมิศาสตร์ของประเทศเราก็ไม่มีลักษณะหลากหลายเท่าเขา แต่เรื่องเกี่ยวกับประเทศอื่นเนี่ย ลองให้เด็กเราไปชี้ในแผนที่โลกดูซิครับ เอาว่าประเทศที่มาแข่งบอลโลกอย่าง "ตรินิแดต" หรือ "โตโก" รับรองว่าหาไม่เจอ

ปล. ลูกผมไม่เข้าข่าย เพราะอ่านหนังสือวันละหลายชั่วโมง (แต่เป็นหนังสือการ์ตูนน่ะ)
บันทึกการเข้า
mini
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407


« ตอบ #7 เมื่อ: 07-07-2006, 15:30 »

ห้องสมุดในกรุงเทพ นอกจากของตลาดหลักทรัพย์ กับหอสมุดแห่งชาติ
ไม่รวมในมหาวิทยาลัย ผมยังนึกไม่ออกเลย ว่ามีที่ไหนอีก

ถ้ามีงบสร้างห้องสมุด ก็คงได้สร้างอาคารกันใหญ่โต จนไม่มีงบซื้อหนังสือดีๆ

อีกอย่าง จนบัดนี้ หอสมุดแห่งชาติ ยังต้องใส่ชุดเนี๊ยบๆเข้ารึป่าวก็ไม่รู้
แค่จะไปอ่านหนังสือ ยังจะเรื่องมากอีก
คนทั่วๆไป ใส่เสื้อผ้าธรรมดา เสื้อยืด การเกงขาสั้น รองเท้าแตะ
ไม่มีสิทธิหยิบจับหนังสือ ก้าวขาล่วงล้ำเข้าไป ก็โดนไล่ออกมาแล้ว

ถ้าคนที่หลุดออกมาจากระบบการศึกษา พ้นชีิวิตมหาวิทยาลัยแล้ว
แทบไม่เหลือ ห้องสมุดให้ได้ใช้อีกแล้วครับ
ชีวิตนี้ อยากอ่าน ก็ซื้อ หรือยืมเพื่อนเอาเอง
บันทึกการเข้า
Wadoiji
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 801


รักษ์ประชาธิปัตย์


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 07-07-2006, 16:19 »

ก็โปรโมชั่นมือถือมันโคตรถูกซะขนาดนั้นงายยยยยย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า

AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 07-07-2006, 16:58 »

ขอขอบคุณคุณ watson ที่กรุณาชี้แจงให้ครับ

ผมอยากจะอธิบายความเห็นของผมดังนี้นะครับ ผมคิดว่า การส่งเสริมให้รักการอ่าน ค้นคว้า เพิ่มเติม รวมทั้งมีห้องสมุด (คงไม่ต้องเลิศเลอเหมือนนครโตรอนโต) ให้แพร่หลาย เป็นปัจจัยต้นๆ ไม่แพ้ที่ต้องมี ไฟฟ้า ประปา โรงเรียนคุณภาพ(เน้นความโอ่อ่าน้อยๆหน่อย) โรงพยาบาล ฯลฯ

ดังนั้นท่านองคมนตรี น.พ.เกษม วัฒนชัย จึงกล่าวว่า เราขาดเงินทุนสำหรับปรับปรุงห้องสมุด และถึงเวลาแล้วที่ทุกๆเมืองจะต้องมีห้องสมุดแห่งหนึ่งให้คนเข้าถึงหนังสือ แปลว่า ท่านเห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือ ในระดับต้นๆเลย

ดังนั้นจะรอให้รวยก่อนแล้วค่อยมาส่งเสริมและสร้าง คงไม่มีวันได้รวยกับเขาครับ ผมคิดว่าต้องกลับกัน คนต้องมีคุณภาพก่อน เขามีเสรีภาพที่จะคิดใฝ่ฝัน(ในทางสร้างสรรค์)ได้ คุณจุดประกายความใฝ่ฝันของหนุ่มสาวได้  ก็ต้องมีปัจจัยสนับสนุนความฝันเขาด้วย แล้วความมั่งคั่งมันจึงตามมา

คุณ mini กล่าวว่า
1) ห้องสมุดในกรุงเทพ นอกจากของตลาดหลักทรัพย์ กับหอสมุดแห่งชาติ
ไม่รวมในมหาวิทยาลัย ผมยังนึกไม่ออกเลย ว่ามีที่ไหนอีก

2) ถ้ามีงบสร้างห้องสมุด ก็คงได้สร้างอาคารกันใหญ่โต จนไม่มีงบซื้อหนังสือดีๆ

3) ถ้าคนที่หลุดออกมาจากระบบการศึกษา พ้นชีิวิตมหาวิทยาลัยแล้ว
แทบไม่เหลือ ห้องสมุดให้ได้ใช้อีกแล้วครับ
ชีวิตนี้ อยากอ่าน ก็ซื้อ หรือยืมเพื่อนเอาเอง

นี่โดนใจมาก ผมนึกคำพูดกะทัดรัดแบบนี้ไม่ได้

ทุกวันนี้มีการส่งซิมฟรีจากมือถือเจ้าหนึ่ง มาให้เติมเงินแล้วก็เสียเงินโหวตๆๆๆๆ นักล่าฝันเรียลลิตี้โชว์ที่ตัวเองชื่นชอบ แบบที่คุณ wadoiji ว่า
บันทึกการเข้า

snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #10 เมื่อ: 07-07-2006, 20:20 »

เฮ้อ ตอบกระทู้ทีไร เป็นเรื่องทุกที ยังไม่เข็ดอีก
ต่อไปเขียนแค่ “เห็นด้วยนะคะ” ท่าจะดี
ย้ำอีกทีว่า “เห็นด้วย”

เห็นด้วยนะคะ จขกท. เขียนเก่งมากค่ะ

แต่ที่เพิ่มเติมนั้น จะบอกว่าเราไม่ได้แย่กว่าฝรั่ง
ทั้งๆ ที่ฐานะยากจนกว่า และไม่มีห้องสมุดมากมายอย่างนี้แหละ
และไม่ได้บอกว่ารอให้รวยแล้วค่อยมาพัฒนาด้วย
แต่บอกว่าที่ฝรั่งมันทำได้ขนาดนั้นก็เพราะว่ามันรวย
มีเงินเหลือเฟือ เหลือจากการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน แล้วถึงมาทำ
ขณะที่ชาวบ้านตาดำๆ ของเราบางท้องถิ่นยังไม่มีไฟฟ้าประปาใช้
หรือบางที่ไม่มีจะกิน เป็นโรคขาดอาหาร ขาดน้ำดื่มที่ปลอดภัย
ขาดถนนหนทางที่จะไปโรงพยาบาลที่ใกล้สุดได้
การศึกษาเลยโดนจัดไปเป็นความจำเป็นลำดับท้ายๆ
ความอยู่รอด ปัจจัยพื้นฐาน หรือปัจจัย 4 มาก่อน
ดังนั้นชาวบ้านจึงเห็นคนที่เอาเงินมาแจกเป็นผู้มีพระคุณ
และยินดีสนับสนุนอย่างเต็มใจ
ใครที่คิดจะไล่ “คนดี” ของเขาไป
โดยไม่มีคำอธิบายที่ยอมรับได้ ก็ย่อมขัดใจเขาเป็นธรรมดา

ถ้าเก็บภาษีเศรษฐีได้มากๆ ก็จะดี รอให้บริจาคเองท่าจะยาก
เก่งแต่เอาภาษีที่ได้จากชนชั้นกลางไปแจกอีลุ่ยฉุยแฉก (สะกดถูกเปล่า?)
ทั้งๆ ที่โม้ว่า “ผมเสียภาษีมากกว่าพวกมันรวมกันทั้งประเทศ”

สำหรับข้อสังเกตของคุณwatson
พอดีนักเรียนฝรั่งที่ดิฉันเจอ เขาไม่เก่งคณิตศาสตร์และภูมิศาสตร์กันจริงๆ จังๆ
ก็เลยยกมาเป็นตัวอย่างเล่าให้ฟัง
มิบังอาจกล่าวสรุป (generalize) ไปเป็นประชากรอเมริกันทั้งประเทศหรอกค่ะ

ส่วนเรื่องข้อสอบ GRE (Graduate Record Examinations)
คิดว่ายังขอยืนยันคำเดิมว่าน่าจะใช้บอกได้ว่าเราเก่งเลขกว่าฝรั่ง
เพราะถึงแม้จะชื่อ general test แต่คนสอบเป็นคนที่จบป.ตรี
และสอบเพื่อจะเข้าเรียนต่อ ป.โท/เอก (graduate school/degree) สายวิทย์
แต่ความง่ายนั้นระดับ ... เอาเป็นว่าง่ายกว่าข้อสอบ ent  เข้าป.ตรี ของเราเยอะ

ประเทศเราสอนมากเกินไปหรือเปล่า? คงไม่ใช่มังคะ
เพราะเห็นนักเรียนเอเชีย เช่น เกาหลี จีน ก็เก่งๆ กัน
อาจเป็นที่พันธุกรรมด้วยก็เป็นได้

ปฏิรูปการศึกษา ทำช้าไปกี่ศตวรรษแล้วก็ไม่รู้
กระทรวงศึกษาธิการถูกเห็นเป็นแค่กระทรวงเกรด C เสมอมา
เพราะมีผลประโยชน์ให้งาบน้อย?

เอาเป็นว่าเลือกตั้งครั้งหน้า
ถ้ามีพรรคไหนมาบอกว่าจะสนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจัง
ก็ช่วยกันไปลงคะแนนให้ดีไหมคะ?
น่าจะดีกว่า no vote ประชดใคร
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
koo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 550



« ตอบ #11 เมื่อ: 07-07-2006, 20:40 »

อ้างถึง
ปฏิรูปการศึกษา ทำช้าไปกี่ศตวรรษแล้วก็ไม่รู้
กระทรวงศึกษาธิการถูกเห็นเป็นแค่กระทรวงเกรด C เสมอมา
เพราะมีผลประโยชน์ให้งาบน้อย?

เอาเป็นว่าเลือกตั้งครั้งหน้า
ถ้ามีพรรคไหนมาบอกว่าจะสนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจัง
ก็ช่วยกันไปลงคะแนนให้ดีไหมคะ?
น่าจะดีกว่า no vote ประชดใคร

อะอะ อย่าพิมพ์ประเด็นนี้ พรรคแม้วมีแผลแหวะหวะเลยนะเรื่องนี้

เคยเปลื่ยน รมต.ศึกษามากี่คนแล้วจำไม่ได้ - - แม้แต่แม้วก็เคยเป็น  Very Happy

ที่ผม เกลียดมาก คือเปิดข้อสอบเอ๊นท์ทรานท์แล้วได้ดีเนี่ยละ
บันทึกการเข้า
แทน
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20



« ตอบ #12 เมื่อ: 07-07-2006, 20:51 »

ผมเห็นว่า  เรามีแหล่ง ทีเอื้อต่อการอ่านน้อยก็จริงครับ
ทำให้เด็กที่ห่างไกล ไม่ค่อยจะมีโอกาสอยู่จำนวนมาก
แต่คนที่ขวนขวายนั้นก็มี (บ้าง)

แต่ด้านเล็กๆ อีกด้านหนึ่งก็คือ พวกมีโอกาส หรืออยู่ใกล้แหล่งแล้ว
แต่ก็ยังไม่อ่าน

ทำให้.....ส่วนตัวผมมองว่ามันเป็นปัญหามาจากภายใน
เป็นลักษณะเฉพาะบุคคล ที่จะรักการอ่าน
ของพวกนี้สร้างกันได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา
ซึ่งน่าจะสร้างมาจากครอบครัว  และไม่ใช่ว่า ไม่เคยผ่านการพยายามกัน
หลายครอบครัว อยากจะให้ลูกรักการอ่าน....แต่ทำไม่ได้  เค้าไม่รู้วิธี

เค้าอยากจะช่วย อยากทำ  แต่เค้าต้องการตัวช่วย ( ช่วยเค้าอีกที )
ประมาณว่า......อบรมการเลี้ยงบุตรหลาน ให้มีลักษณะ รักการอ่าน
น่าจะเป็นที่น่าสนใจในหมู่ผู้ปกครองนะครับ
บันทึกการเข้า
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #13 เมื่อ: 07-07-2006, 21:49 »


อะอะ อย่าพิมพ์ประเด็นนี้ พรรคแม้วมีแผลแหวะหวะเลยนะเรื่องนี้

เคยเปลื่ยน รมต.ศึกษามากี่คนแล้วจำไม่ได้ - - แม้แต่แม้วก็เคยเป็น  Very Happy

ที่ผม เกลียดมาก คือเปิดข้อสอบเอ๊นท์ทรานท์แล้วได้ดีเนี่ยละ


ไม่เข้าใจค่ะ ทำไมถึงจะว่าไม่ได้ล่ะคะ?  Rolling Eyes

กระทู้ ถามเรื่อง A-net O-net หน่อยครับ 
กรรมของเด็กๆ http://forum.serithai.net/index.php?topic=583.msg5597#msg5597
เรื่องนี้ไม่อยากเขียนถึงเลย เพราะว่ารู้สึกโกรธมาก
ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ขอให้ได้รับคำตำหนิไปโดยทั่วถึงกัน
ตั้งแต่ระดับปฏิบัติงานไปจนถึงนายกรัฐมนตรี รักษาการฯ/ชักใย
ที่หนีไปแล้ว (ไปแล้ว ขอให้ไปลับ อย่าได้กลับมา)
แต่ตอนอยู่ก็มัวแต่ตีกอล์ฟ กินหูฉลาม
วางแผนแต่งตั้งทายาทอสูร
ไม่สนใจ "อนาคตของชาติ" สักนิด
อย่างมากคงบอก ไม่เกี่ยวเล้ยยย
เขาทำกันเอง ผมไม่รู้เรื่อง
ตามนิสัยคนไม่รับผิด รับแต่ชอบ

อ้าว ว่าเรื่องการสอบเข้า ไพล่ไปถึงคนไกล
แหม ทั่นช่างอยู่กลางใจเรา มีอะไรเป็นโยงถึงหมด
อย่างกะ Kevin Bacon

กลับมาเรื่องเคราะห์กรรมของเด็กๆ
เห็นว่าผู้ใหญ่ไม่รอบคอบ ไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งทำ
น่าจะต้องทดสอบระบบให้ดีก่อน หรือทำควบคู่
จนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดค่อยใช้จริง

ตอน TOEFL จะเปลี่ยนจากใช้ดินสอระบาย (paper & pencil) เป็นใช้ com
ก็ยังทดสอบตั้งนาน เพื่อให้มั่นใจ ก่อนประกาศใช้จริง
ของเรากลับให้เด็กเป็นหนูทดลอง กับของจริง
ช่างน่าอนาถ

สรุป
งานด้านการศึกษา รัฐบาลนี้ห่วยสุดๆ
ถือว่า สอบตก

กระทู้ ปรากฏการณ์ ที่ร้านหนังสือ 
อุดหนุนวงการหนังสือ http://forum.serithai.net/index.php?topic=695.msg6833#msg6833
Yeah ครบ 100 ได้เลื่อนขั้นเป็นสมาชิกขั้นที่ 3 แล้ว
ขอบคุณ คุณ นทร์ ที่ช่วยปั่นกระทู้
อุ๊บส์ อย่าเอ็ดไป เดี๋ยว web master ใจร้าย มาเห็นเข้า
จะโดนพิพากษา โดยไม่มีการสอบสวน ตามกติกู

อ้าว เกือบลืมตอบ มัวแต่ฉลอง
ซื้อเยอะๆ ดีแล้วค่ะ อุดหนุนวงการหนังสือไทย ที่ไม่ค่อยจะโต
อ่านแล้วไม่ถูกใจ ไม่อยากเก็บให้รกบ้าน ก็เอาไปบริจาคต่อได้
ประเทศเราสถิติการอ่านหนังสือเฉลี่ยรายบุคคลน้อยมาก
จำตัวเลขไม่ได้ แต่แย่กว่าประเทศด้อย/กำลังพัฒนา ที่ยากจนกว่าเราอีก

นโยบายการศึกษาไม่ได้เรื่อง สักที
คงเพราะไม่อยากให้บรรดา "เทียนไข" กลายเป็น "หลอดไฟ" มารู้ทัน
(อ้างอิง กระทู้ คุณ นายชด - ถ้าลืมเว้นวรรค เป็น Mrs. Chod คงโดนค้อน)
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 07-07-2006, 23:31 »

คุณ snowflake ผมจะบอกให้อย่าง การที่เด็กเอเชีย เช่น ไทยเรา จีน เกาหลี เก่งๆกันมาก ไปได้เหรียญโอลิมปิก นั่นไม่ได้เป็นเครื่องชี้ว่า ประเทศจะเจริญไปด้วย มันเพียงแค่บอกว่า มีเด็กอยู่กลุ่มหนึ่งที่เก่งของมันเอง และสติปัญญาคนเอเชียไม่ได้ด้อยกว่าฝรั่ง

แต่ถ้าถามว่า ความรู้เอาไปประยุกต์ใช้ได้ไหม หรือมีที่ทางให้ประยุกต์ใช้ได้ไหมเป็นอีกเรื่อง

คุณรู้ไหมว่า เวลานี้จีนมีประชากรเยอะแยะ มีเด็กไปชนะเลิศเหรียญวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์โอลิมปิกเป็นกุรุส แต่กลับกำลังประสบปัญหาขาดแคลนคนมีคุณภาพ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างๆ อย่างรุนแรงมาก เขาจึงจำเป็นต้องประกาศเปิดรับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจีนโพ้นทะเล โดยแจกวีซ่าถาวรให้ เรียกว่า ลี่ว์ข่า 绿卡 แปลตรงตัวเลยว่า green card ให้เงินเดือนระดับ $40,000 แม้จะน้อยกว่าในอเมริกาที่เขารับกันเป็นแสน แต่รายได้ระดับนี้อยู่ในจีนอย่างหรู กระนั้นก็ยังขาดแคลนอย่างรุนแรงอยู่ ก็แปลว่า มีเด็กไปชิงเหรียญโอลิมปิกมาได้มันไม่ได้บอกอะไรเลย

ขณะนี้จีนก็พยายามส่งเสริมประชากรตัวเองอยู่ทุกด้าน ห้องสมุดเป็นหนึ่งในนั้น การให้ใบเขียวจีนโพ้นทะเลไปถ่ายทอดวิชาการก็หนึ่งในนั้น   การสร้างโครงการวิจัยผลิตเครื่องบินแบบ short haul เขาก็ทำ ตอนนี้อยู่ในขั้นทดลองผลิตภัณฑ์ แคนาดาและบราซิลซึ่งเป็นเจ้าตลาดอยู่ต่างหนาวๆร้อนๆ ปล่อยจรวดสู่อวกาศก็ทำ เวลานี้เจาะอุโมงค์ลอดเขาเป็นกิโลเขาก็ทำเอง สร้างทางรถไฟยกพื้นลอยเหนือทุ่งหญ้าเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมคล้ายสะพานมิเลาที่ฝรั่งเศสเขาก็ทำแล้ว ไปเชิญมหาลัยจากเมืองฝรั่งมาร่วมทุนเปิดหลักสูตร มีการส่งเสริมให้คนจีนนิยมการประดิษฐ์คิดค้น คิดอะไรขึ้นมาก็ได้ ขอให้คิด แม้ประชากรพันๆล้านคน กว่า 70% ของประชากรจีนยากจน ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากกว่าคนไทยอีก แต่เขาก็ทำ  ไม่จำเป็นต้องรอให้ต้องรวยก่อน เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่เรียนรู้ด้วยการปฏิับัติจริงก็ไม่เก่ง ไม่เก่งก็ไม่รวยซะที

ในกระทู้ก่อนผมระบุว่า "เด็กจบป.ตรีจากสถาบันเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่ง" ดังนั้นที่คุณอ้าง ฝรั่งที่คุณไปเจอต้องถามว่าฝรั่งกลุ่มไหน? ถ้าคุณไปเปรียบกับพวกรับเชิญมารายการตลก Jaywalker Quiz Show นั่นก็แหง แค่อลัน กรีนสแปน มันก็ไม่รู้จัก มันนึกว่าเป็น แลรี่ คิง หรือว่าพวกวิทยาลัยห้องแถว

ฝรั่งมันเก่งมันก็เก่งเลย แล้วมันจะรักและฝักใฝ่ตั้งใจในสิ่งที่ตัวเองรักและสนใจ แล้วสังคมเขาก็มีปัจจัยต่างๆให้พร้อมพรั่ง และเชื่อมต่อกับโลกความเป็นจริงได้มากกว่า ฝรั่งโหลยโท่ยปฎิเสธไม่ได้ว่ามีเยอะ แต่ประชากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเขามีเป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่าเรา

ผมคิดว่า ปฏิรูปการศึกษา ต้องกินความมากกว่าการไปเปลี่ยนหลักสูตร มีชายลด์เซ็นต้งเซ็นเตอร์เรียกซะโก้หรูก็แค่นั้น กับสร้างตึกสวยๆ มันแค่เปลือก แต่ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยด้วย ตราบใดที่เรียนเสร็จออกนอกโรงเรียนก็มีแต่สิ่งยั่วยุ ไร้สาระ ผับเธคมีทั่วไปหมด รายการทีวีมีแต่ส่ง SMS ก็เท่านั้น
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
    กระโดดไป: