ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
27-11-2020, 09:44
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ข้อหาที่พันธมิตรแจ้งความกับตำรวจนั้น "สุดยอด" และ "เหนือความคาดหมาย" จริงๆ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ข้อหาที่พันธมิตรแจ้งความกับตำรวจนั้น "สุดยอด" และ "เหนือความคาดหมาย" จริงๆ  (อ่าน 1690 ครั้ง)
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« เมื่อ: 05-07-2006, 00:35 »

จาก http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000085648

คือตอนแรกที่ได้ยินว่าสนธิจะแจ้งความเรื่อง "ผู้มีบารมีสูง" ผมก็คิดอยู่ว่าพันธมิตรจะแจ้งความอะไรแปลกๆ หรือเปล่า
เช่น แจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แจ้งข้อหาหมิ่นประมาท อะไรเทือกนั้น ซึ่งคงดูไม่จืด
แต่พอรู้ข่าวว่าพันธมิตรแจ้งข้อหา "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะคิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นข้อหานี้
แต่ก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ว่ามันเข้ารูปเข้ารอยดี และเป็นการเคลื่อนไหวที่ผมเห็นด้วยมากที่สุดในบรรดาการเคลื่อนไหวทั้งหมดของพันธมิตรที่ผ่านมา
คือแทนที่จะแจ้งความเพื่อหยุดไม่ให้ตกเหว คราวนี้ช่วยผลักมันตกเหวไปเลยดีกว่า  Laughing

ในทางคดีความผมคิดว่าทักษิณก็ต้องลำบากไม่น้อยไปกว่าปัญหาทางการเมืองแน่นอนครับกับข้อหานี้

บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #1 เมื่อ: 05-07-2006, 00:46 »

ผมเห็นแต่แรกแล้วครับ ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ไม่งไม่มีจริง

แต่คิดว่าทำอะไรแม้วไม่ได้หรอก ตำรวจกลัวแม้วจะตาย มันจะกล้าไปจับเหรอ
บันทึกการเข้า

นทร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,441



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 05-07-2006, 01:05 »

แม้ว กลายเป็นมวยวัด ในวันเดียว

พันธมิตรไม่พลาดเดินเข้าทางเขาครับ
 Smile
บันทึกการเข้า

"ประชาชน อย่าทิ้งประเทศชาติ"
คนเดินดิน
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 388


« ตอบ #3 เมื่อ: 05-07-2006, 03:38 »

แจ้งข้อหานี้ ทำให้ทักษิณ ต้อง พูดและกระทำอะไรสักอย่าง ให้หลุดข้อหาละเว้น (หากตำรวจไทยยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์)

ลองตามดูคำตอบซิ พี่แกจะแถไปทางไหน
บันทึกการเข้า
apichan
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 225



« ตอบ #4 เมื่อ: 05-07-2006, 09:27 »

จะไปหวังอะไรกับตำรวจยุคทักษิณครองเมืองล่ะครับ คดีอื่นๆก่อนหน้านี่ไม่เห็นมีความคืบหน้าอะไรเลย
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #5 เมื่อ: 05-07-2006, 09:35 »

ฮ่าๆๆๆ

คนแบบสนธินั่นสามารถกระทำทุกอย่างเพื่อโค่นทักษิณลงให้ได้ อย่าว่าแต่เรื่อง 'ผู้มีบารมี' เลย  ถ้ามีหมาสักตัวตายข้างถนนซึ่งเอามาเป็นประเด็นเล่นงานทักษิณได้ คนแบบสนธิมันไม่รีรอเอามาเล่นงานทักษิณแน่นอน

อ่ะ...'อะไรจ๊ะ' เอาข้อมูลเก่าของสนธิ มาให้อ่านแก้เลี่ยนกันอีกครั้ง เผื่อสาวกสนธิจะได้เห็นสัจจะธรรมในตัวของพ่อท่านสนธิให้กระจ่างกว่านี้ดีมั้ยอ่ะ?  Rolling Eyes

ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย

            ท่ามกลางความเลวร้ายอันเป็นผลพวงของวิกฤตที่เศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ได้ก่อคุณูปการอย่างใหญ่หลวงประการหนึ่งขึ้นในวงการธุรกิจไทย นั่นคือ ทำให้ได้รู้เห็นว่าวิธีการปล้นของโจรเสื้อนอก หรือ อาชญากรเศรษฐกิจ ทำกันอย่างไร และได้นำมาสู่การสร้างมาตรการป้องกันการปล้นของโจรเสื้อนอก ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้

วันที่ 11 มีนาคม 2543 หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ บ้างพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง บ้างพาดหัวข่าวหน้าธุรกิจ เหมือนกับราวกับนัดกันไว้

“ศาลสั่ง สนธิ ล้มละลาย”

เป็นข่าวที่ดังเกรียวกราวที่สุดของวงการหนังสือพิมพ์ ในห้วงปีนั้น เนื่องจากความเป็นคนดังที่มีทั้งคนรัก และคนชัง ของสนธิ และความที่สนธิ เป็นกรณีตัวอย่างทั้งด้านบวก และด้านลบ หลายต่อหลายเรื่องให้กับคนในวงการหนังสือพิมพ์ ทำให้ข่าวชิ้นนี้ได้รับความสนใจหยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อประชาชน จากเพื่องพ้องน้องพี่ในวงการเดียวกัน มากเป็นพิเศษ

นัยว่าข่าวนี้ถูกเพื่อนๆ ในวงการนำเสนอทั้งด้วยความรัก ความชัง และความหมั่นไส้ ที่มีต่อสนธิ ลิ้มทองกุล

เนื้อหาของข่าวดังกล่าว มีอยู่ว่า .....

 “ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษากรณีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โดยขอให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องว่า ลูกหนี้ที่ 1 ออกหุ้นกู้ประเภทมีหลักประกันทีเอ็มจี และขายหุ้นกู้ตามใบหุ้นลงวันที่ 20 เมษายน 2538 จำนวน 150,000 หุ้น เป็นเงิน 150,000,000 บาท ให้กับบริษัทเงินทุนหลัก ทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำกัด ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 19 เมษายน 2540 โดยลูกหนี้ที่ 1 ยอมจ่ายดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์บวกหนึ่ง  ต่อมาโจทก์ซื้อหุ้นกู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำ กัด โดยสลักหลังโอนหุ้นกู้ของลูกหนี้ที่ 1 ให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ต่างๆ และเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระของลูกหนี้ที่ 1 โดยยินยอมรับผิดชอบร่วมกัน

ภายหลังหุ้นกู้ดังกล่าวครบกำหนดไถ่ถอน ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ไถ่ถอน แม้ทวงถามก็เพิกเฉย โจทก์จึงไปทวงถามลูกหนี้ที่ 2 ก็ยังเพิกเฉย ลูกหนี้ทั้งสองจึงเป็นหนี้โจทก์อยู่ 151,063,013.69 บาท การกระทำของลูกหนี้ทั้งสองเป็นการแสดงพฤติการณ์ให้เห็นชัดเจนว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้   ต้องสันนิษฐานตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย

ศาลเห็นว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้ที่ 1 กล่าวคือ เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ในทางจำนำตามมาตรา 6 เมื่อปรากฏว่า  เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย โดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 10 (2) คือมิได้กล่าวมาในฟ้องว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยินยอมสละหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ที่เป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักทรัพย์ประกันดังกล่าวมาในฟ้อง คำฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎ หมาย แม้ลูกหนี้ที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นมาพิจารณาได้เอง

ส่วนลูกหนี้ที่ 2 ต้องข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และตามลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ลูกหนี้ที่ 2 แสดงให้เห็นว่าได้พยา ยามขวนขวายชำระหนี้ให้โจทก์แต่ประการใด กรณีนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่า ลูกหนี้ที่ 2 ไม่สม ควรเป็นบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด

ศาลจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ให้ลูกหนี้ที่ 2 ชดใช้ค่า ธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ สำหรับค่าทนายความ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดให้ตามที่เห็นสมควรพิพากษายกฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เฉพาะบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 ให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 2 พันบาท”

คำพิพากษานี้ หากพิจารณาเพียงชั้นเดียว ก็จะเชื่อโดยสุจริตใจว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เจ็บปวดกับการต้องเป็นบุคคลล้มละลาย แต่หากมองมากกว่าหนึ่งชั้น ก็จะต้องถือว่าสนธิ โชคดีมาก ที่เขาล้มละลายด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ที่ก่อหนี้มากมายนับหมื่นล้านบาท กับการลงทุนสร้างอาณาจักรเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

หาคนเชื่อได้น้อยมากว่าสนธิ เจ็บปวดจริงๆ กับการถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายในวันนั้น เหมือนๆ กับที่สนธิ ก็ไม่เชื่อว่า พร สิทธิอำนวย เจ้านายเก่าของเขา เจ็บปวดจริงๆ กับการล่มสลายของอาณาจักร PSA ในอดีตเมื่อครั้งที่เขายังฟูเฟื่องในฐานะขุนพลคนหนึ่งของตึกดำ

หากแต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าสนธิ ยินดีอย่างยิ่งกับการเป็นบุคคลล้มละลาย ด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ในขณะที่เขาก่อหนี้ไว้มากกว่ามูลหนี้จำนวนนี้นับร้อยเท่า และไม่มีใครบอกได้ว่าสนธิ นำเงินได้จากการก่อหนี้ไปลงทุนในธุรกิจจริงๆ หรือนำไปใช้เพื่อความสุขสบายในชีวิตของตนเอง

คำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของสนธิ ทั้งด้านชีวิตส่วนตัว และการดำเนินธุรกิจสนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์ 4 หลังงาม ในรั้ว “พีเควิลล่า” บนถนนสุโขทัย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่จัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา และเป็นสวรรค์ชั้นเจ็ดสำหรับเขากับสาวงาม ที่หาซื้อได้ด้วยเงินตรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

นอกเหนือจากคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล ยังมีคดีติดตัว และเป็นคดีเศรษฐกิจที่เข้าข่ายการฉ้อโกงบริษัทมหาชน หรือ ฉ้อโกงประชาชน ที่เรียกกันว่าเป็นอาชญากรเศรษฐ กิจ จากกรณีที่ถูกกลต. กล่าวโทษว่ากระทำการทุจริต ปลอมมติผู้ถือหุ้นบริษัทแมเนเจอร์มีเดียกุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ไปค้ำประกันเงินกู้ให้แก่เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)    ซึ่งข่าวนี้ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่รายงานว่า ...

ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ได้เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ(สศก.)สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อกล่าวโทษให้ดำเนินคดี 4 อดีตกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป(MGR)ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และน.ส.ยุพิน จันทนา กรณีร่วมกันปลอมเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาท ให้กับบริษัทเดอะ เอ็ม กรุ๊ป(TMG) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา

ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากกรณีมีผู้ร้องเรียนก.ล.ต.เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 ว่า บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง(IEC)ไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันการกู้ยืมเงินให้แก่ TMG ซึ่งก.ล.ต.ได้ตรวจ สอบพบเป็นจริงและกล่าวโทษอดีตผู้บริหาร IEC ไปแล้ว แต่ระหว่างการตรวจสอบกรณี IEC นั่นเองก็พบหลักฐานที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่ TMG ว่า มี MGR ร่วมค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาทนี้ด้วยเช่นกัน และต่อมา TMG ได้ผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ MGR ต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้แทนถึง 259 ล้านบาท

จากการตรวจสอบสัญญาที่ MGR ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวรวม 6 ฉบับ ระหว่าง 30 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 พบมีการลงนามโดยบุคคลทั้ง 4 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ MGR โดยคณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบด้วย และไม่ได้เปิดเผยให้ถูกต้องในงบการเงินของ MGR จึงเป็นการกระทำผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตราด้วยกัน ด้วยเป็นการกระทำโดยทุจริต ใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น จนเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR รวมทั้งการปลอมสำเนารายงานประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้กรุงไทยหลงเชื่อ และการไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ผู้ลงทุนได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนตามความจริงจนเสียหายต่อการตัดสินใจลงทุน

หนังสือพิมพ์กระแสหุ้น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวนี้ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 307 และ 311 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลอาญากฎหมายอาญา กรณีการกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง

ทั้งนี้ กรณีความผิดทั้ง 3 ข้อดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 -1,000,000 บาท

พฤติกรรมของสนธิ ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยกลต. นั้น หากกล่าวภาษาชาวบ้าน กล่าวกันง่ายๆ ก็คือ การปล้นบริษัทตัวเอง นั่นเอง เพราะสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR แต่กลับเอา MGE ไปค้ำประกันเงินก็ให้กับเอ็มกรุ๊ป จนเป็นเหตุให้ MGR ต้องรับผิดชอบภาระหนี้ที่เอ็มกรุ๊ป ก่อไว้มากกว่า 1,000 ล้านบาท และเป็นเหตุให้ MGR และผู้ถือหุ้นรายย่อยของ MGR ต้องเสียหาย ขาดทุนย่อยยับจากการกระทำของสนธิ ในครั้งกระนั้น

ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลล้มละลาย และเป็นผู้ต้องหาคดีเศรษฐกิจ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญของ กลต. แต่ สนธิ ไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนกับชะตาชีวิตของเขา และไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเองอีก

สนธิยังทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว และมีความสุขสบายในการทำธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย กับการที่ไม่ต้องรับภาระและความรับผิดชอบใดๆ ในทางกฎหมาย เนื่องจากสถานะบุคคลล้มละลายของเขานั่นเอง

ช่วงแรกของการทำธุรกิจในนามของบุคคลล้มละลาย สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ตัวแทนหรือโนมินีหลายคน ซึ่งในจำนวนนั้น มี จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายของเขา และ พชร สมุทวนิช ลูกชายของ ชัยอนันต์ สมุทวนิช ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธ ไปเปิดบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ แต่ยังคงทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เช่นเดิม เช่น บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด     ทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์ รายการก่อนจะถึงจันทร์ รายการเมืองไทยรายวัน เมืองไทยรายสัปดาห์ และรายการวิทยุ คลื่นเอฟเอ็ม 97.5   เวปไซต์ manager.co.th

สื่อใหม่ๆ เหล่านี้ เป็นกลไกลทางธุรกิจที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล ในการทำรายได้จากการเวลาและพื้นที่โฆษณาให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ที่ถูกจัดให้มาเป็นผู้สนับ สนุนรายใหญ่ของสนธิ และผูกปีเป็นขาประจำกันชนิดที่สื่ออื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ

การทำธุรกิจภายใต้ชื่อบุคคลอื่นของสนธิ เป็นที่สนใจใคร่รู้ของเพื่อนๆ ในวงการว่าการกลับมารอบนี้ เขาจะไปได้สักกี่น้ำ และจากความสนใจก็กลายมาเป็นการจ้องมองเพื่อตรวจสอบว่าสนธิ กำไต๋ อะไรไว้ในมือ จึงกล้าลงทุนมากมาย ขยายกิจการไปทุกด้าน เปิดแนวรบทุกทิศ ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เวปไซต์ และดาวเทียม ซึ่งคาดการณ์กันว่าสนธิ ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่น้อยกว่าหลักพันล้านบาท กับการบุกเบิกกิจการใหม่ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับบุคคลที่อยู่ในภาวะล้มละลาย

แต่สนธิ ในวันนั้นไม่ได้มีสภาพเหมือนบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด เขาสามารถหาเงินมาลงทุนได้ หาเงินไปล่าซื้อตัวคนเก่ง คนดีๆ จากทุกค่าย ทุกสำนักข่าวมารวมตัวกันอยู่ในอาณาจักรของเขา อย่างที่ทุกคนได้แต่ยืนมองด้วยความประหลาดใจ

ไม่มีใครรู้ว่าสนธิ มีอยู่ในมือ หรือ ซ่อนไว้ในบัญชีของใครเท่าไร และทำไมทางการจึงตรวจไม่พบทรัพย์สินเหล่านี้

เดอะเนชั่น เป็นสื่อมวลชนรายแรกที่ตรวจสอบสนธิ อย่างเข้มข้น ด้วยการทำสกู๊ป 4 ตอนรวดเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของการลดหนี้กว่า 6 พันล้าน ให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสถาบันการเงินของรัฐ โดยบรรณาธิการเนชั่นยืนยันเป็นการเสนอข่าวตามปกติ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้อหลัง

หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ในหน้าเศรษฐกิจ ฉบับวันอังคารที่ 9 เมษายน 2544 รายงานว่า เจ้าหนี้ของบริษัท เอ็ม กรุ๊ป อาจยอมตัดยอดหนี้ 70% จากทั้งหมด 6,070 ล้านบาท ตามแผนปรับโครงสร้างของบริษัทในไตรมาส 3 ของปีนี้บริษัทเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540

          เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวในกลุ่มเจ้าหนี้ เปิดเผยว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทเอ็ม กรุ๊ป เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ลงความเห็นร่วมกันว่า บริษัทดังกล่าวไม่สามารถหารายได้เพียงพอชำระหนี้ที่มีอยู่ และจะเชิญผู้ลงทุนภายนอกจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอ็ม กรุ๊ปและซื้ออาคารสำนักงานของบริษัท

"เราเชื่อว่าการปรับลดยอดหนี้จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้ การขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้จะสามารถชำระหนี้ได้เพียง 5-10% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยให้เจ้าหนี้ได้รับเงินคืน 20-30%"

นอกจากนี้บรรดาเจ้าหนี้เตรียมจะให้หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ที่รับประกันเงินกู้ของบริษัท ชำระหนี้บางส่วน แต่แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือจำนวนเงินกู้ที่ต้องชำระคืน

ทั้งนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งถือหุ้น 44.82% ยังคงถูกจัดเป็นบุคคลล้มละลายภายใต้กฎหมายล้มละลาย และจะพ้นสถานะดังกล่าวในวันที่ 18 มีนาคม 2546

เอ็ม กรุ๊ป เป็นบริษัทแม่ที่มีบริษัทในเครือจำนวนมาก รวมทั้ง ผู้จัดการ มีเดีย กรุ๊ป(เอ็มจีอาร์)ที่พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เดิมมีหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์สและเอเชีย อิงค์ รวมทั้งบริการออนไลน์ และการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และการสื่อสารดาวเทียม

เอ็มจีอาร์ และบริษัทในเครือส่วนใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งรวมถึง อีสเทิร์น พรินต์ติง(เอ็ปโค) ปรับโครงสร้างหนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2543-2544

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างหนี้เอ็ม กรุ๊ป ดำเนินการล่าช้ากว่าบริษัทในเครืออื่นๆหนึ่งในบรรดาเจ้าหนี้รายใหญ่   กล่าวว่า   สถานะทางการเงินที่มีปัญหาของบริษัททำให้ประกอบธุรกรรมได้น้อยไม่เพียงพอสร้างรายได้ ส่วนรายได้ที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียวของเอ็ม กรุ๊ปคือ เงินที่ได้จากบริษัทในเครือ

เดอะเนชั่น อ้างนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทิสโก ให้ความเห็นว่า รายงานแสดงสถานะทางการเงินของเอ็มจีอาร์และเอ็ปโค ยังคงมียอดขาดทุนสุทธิและยอดขาดทุนสะสมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทสำนักพิมพ์อื่นๆ เอ็มจีอาร์ รายงานว่ายอดรายได้เพิ่มขึ้น 12.5% และมีกำไรในปี 2544 แต่ยังไม่สามารถตัดยอดหนี้และยอดขาดทุนสะสมได้

เมื่อปลายปี 2543 เอ็ม กรุ๊ปรายงานยอดขาดทุนสุทธิ 329.9 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากยอดขาดทุนปี 2542 เป็นจำนวน 162 ล้านบาท

และในปี 2544 เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ ฐานะการเงินของเอ็มจีอาร์ ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากได้รับสัญญาทำรายการโทรทัศน์ ได้แก่ รายการ"ก่อนจะถึงวันจันทร์"และรายการข่าวและสัมภาษณ์"เมืองไทยรายวัน"

ทั้งสองรายการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ของภาครัฐและได้รับสปอนเซอร์จากกิจการของรัฐหรือบริษัทที่เคยเป็นกิจการของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ปตท. และ การบินไทย ฯลฯ

เอ็มจีอาร์ยังได้รับสิทธิจัดรายการวิทยุทางคลื่นเอฟเอ็ม 99.5 ซึ่งมีรายได้จากโฆษณาของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง

ในตอนท้าย เดอะเนชั่น ยังได้บอกว่า นี่คือ 1 ใน 4 ตอน ที่จะตีพิมพ์เกี่ยวข้องกับเครือเอ็มกรุ๊ป ในยุครัฐบาลภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายพนา จันทรวิโรจน์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น บอกว่า การนำเสนอรายงานดัง กล่าว เป็นการนำเสนอข่าวปรับโครงสร้างตามปกติธรรมดา เหมือนกับการเขียนรายงานทั่วไป ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นพิเศษ และก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็เคยเสนอเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ดังนั้น ทางเดอะเนชั่นจึงได้ติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติมมานำเสนอ ซึ่งได้ข้อมูลที่คืบหน้าพอสมควร โดยแบ่งเนื้อหานำเสนอทั้งหมด 4 ตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คอลัมน์ "ป้อมพระสุเมรุ" ในเว็บไซต์ www.manager.co.th ที่เขียนโดย รุ่งอรุณ สุริยามณี ได้เขียนถึงความขัดแย้งในกลุ่มเนชั่น ทำให้ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น นำเรื่องการปรับโครงสร้างของเอ็ม กรุ๊ป มานำเสนอบ้าง

สกู๊ปตอนที่ 2 ของ เดอะเนชั่น หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น   ระบุว่า อาณาจักรทางธุรกิจของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้โอกาสต่อลมหายใจอีกครั้ง โดยเบนเข็มจากสิ่งพิมพ์เป็นวงการโทรทัศน์ ความ สัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย ทำให้นายสนธิ ได้สัญญาผลิตรายการสถานการณ์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ได้แก่ รายการ ก่อนจะถึงวันจันทร์ และเมืองไทยรายวัน

รายการก่อนจะถึงวันจันทร์ได้รับสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย การบินไทย และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นต้น และรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังให้สปอนเซอร์รายการเมืองไทยรายวันด้วย รายการนี้ผลิตโดยบริษัท ไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นอีกบริษัทหนึ่งของนายสนธิ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป เป็นเจ้าของ

เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ให้กับไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ทั้งสองรายการจำนวน 40 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ยังได้สัญญาจัดรายการวิทยุนาน 3 ชั่วโมง ทางสถานีวิทยุคลื่น 99.5 โดยมีธนาคารกรุงไทย การบินไทย และปตท. เป็นสปอนเซอร์

การลงทุนผลิตรายการทางโทรทัศน์มีขึ้น แม้ว่าสองปีที่แล้วเอ็ม กรุ๊ป ปลดพนักงานเกือบ 1,000 คน ในบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

ในปี 2540 เอ็ม กรุ๊ปเผชิญ วิกฤติเศรษฐกิจ มีหนี้สินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเอ็ม กรุ๊ป มีหนี้ 6,000 ล้านบาท, แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป 4,700 ล้านบาท และโรงพิมพ์ตะวันออก 2,300 ล้านบาท ขณะที่หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ขาดทุน 24 ล้านเหรียญสหรัฐ และเอ็ม กรุ๊ป ต้องรับประกันหนี้เงินกู้ 1,200 ล้านบาท ที่ธนาคารกรุงไทย อนุมัติให้บริษัท อินเตอร์แนชั่นแนล เอ็นจิเนียริงพีแอลซี(ไออีซี) ซึ่งนายสนธิ ซื้อกิจการไว้

เมื่อมองถึงภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลและโอกาสสร้างกำไรยากมาก การอนุมัติสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอ็ม กรุ๊ป กับรัฐบาล รวมทั้งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มตรวจสอบความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายสนธิ กับนักการเมืองและนักธุรกิจชั้นนำบางคน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพทางธุรกิจของนายสนธิหรือไม่

ปรากฎการณ์แมลงวันตอมแมลงวัน สื่อตรวจสอบสื่อที่เดอะเนชั่น เปิดเกมขึ้นนั้นได้รับการตอบรับอย่างชื่นชมจากนางอรุณีประภา หอมเศรษฐี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม   ว่า เป็นเรื่องปกติที่สื่อจะนำเสนอเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องทางธุรกิจและข้อมูลที่สามารถเสนอเป็นข่าวได้ แต่ไม่ทราบว่า การเสนอข่าวดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่า การตัดสิน ใจของรัฐที่จะดำเนินการอะไรสักอย่าง จะมีทั้งกลุ่มที่ได้และเสียประโยชน์ เพียงแต่การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสื่อ

"การที่สื่อตรวจสอบกันเองเป็นเรื่องดี เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือ ประชาชน ประชาชนก็อยาก จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อ สื่อมีความโปร่งใสแค่ไหน เพราะคนที่จะรู้เบื้องหลังเบื้องลึกก็จะมีเพียงคนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนเท่านั้น แมลงวันตอมแมลงวันบ้างก็ดี หากไม่ตอมกันเลยก็คงไม่ต้องตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ฯขึ้นมา กลายเป็นสภามาเฟียไป"

สกู๊ปตอนสุดท้ายของ เดอะเนชั่น เป็นตอนที่สำคัญและมีทีเด็ดที่ทุกคนในวงการต้องตกตะลึง เมื่อเดอะเนชั่น เปิดเผยถึงวิธีการที่นายสนธิ ขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และเป็นเจ้าของผ่านการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งล้วนจดทะเบียนในเกาะบริติช เวอร์จิน

เดอะเนชั่น ระบุว่านายสนธิ เริ่มขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยเริ่มจากซื้อกิจการนิตยสารเอเชีย อิงค์ในฮ่องกงนิตยสารบัซในแคลิฟอร์เนีย และเปิดตัวหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังขยายการลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น กิจการดาวเทียมในลาว โรงแรมในมณฑลยูนานของจีน และโรงงาน ผลิตปูนซีเมนต์ในเวียดนาม เป็นต้น

การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วทำให้หลายคนสงสัยว่า เขาหาเงินทุนจำนวนมากได้อย่างไร นายสนธิ เริ่มจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในฮ่องกงเมื่อปี 2533 หลังจากนั้นกิจการก็เริ่มขยายขอบเขตกว้างขวาง สามารถตั้งบริษัทใหม่ 4 แห่งภายในไม่กี่ปี และจนถึงปี 2538 นายสนธิ มีบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกงนับสิบแห่ง

นายสนธิ แผ่ขยายกิจการที่มีเครือข่ายซับซ้อนเพื่อทำให้มีอำนาจควบคุมทางอ้อมมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยใช้วิธีการถือหุ้นไขว้ นายสนธิ จะถือหุ้นโดยตรงในแต่ละบริษัทเพียงเล็กน้อย แต่จะมีอำนาจควบคุมจากการเป็นเจ้าของบริษัทโฮลดิ้ง ที่ซื้อหุ้นในบริษัทอื่นในเครือ และบริษัทโฮลดิ้งเหล่านี้รวมทั้งเอ็ม กรุ๊ป จดทะเบียนก่อตั้งที่เกาะบริติช เวอร์จิน

การดำเนินกิจการของหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นายสนธิและผู้บริหารเอ็ม กรุ๊ป หลายคนถือหุ้นในหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส จำนวนเล็กน้อย แต่บริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นใหญ่ในเอเชีย ไทม์ส และเอ็ม กรุ๊ป ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล

โครงสร้างดังกล่าวทำให้เสียภาษีน้อยลงและป้องกันการเกิดปัญหาทางการเงินได้มากขึ้น เจ้าหนี้และพนักงานของเอเชีย ไทม์ส ทราบภายหลังว่า โครงสร้างนี้เอื้อประโยชน์ให้นายสนธิ ไม่ต้องรับผิด ชอบเมื่อหนังสือพิมพ์ประสบปัญหาและต้องปิดตัวลง

และในปี 2539 นายสนธิ เริ่มประสบปัญหาทางการเงิน ธุรกิจในต่างประเทศก็ล้มพับแต่ไม่รุนแรงนัก กิจการดาวเทียมในลาวก็ล้มเลิกไป ขายนิตยสารเอเชีย อิงค์ให้พนักงานและผู้ร่วมลงทุนต่างชาติซื้อบริษัทเอเชียน แอดเวอร์ไทซิงและมาร์เก็ตติงไว้

นายสนธิ แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเกี่ยวกับหนี้ต่างประเทศ และโน้มน้าวให้ลูกหนี้คนไทยทั้งหลายหยุดชำระหนี้ต่างประเทศ และขณะที่เจ้าหนี้ในหลายประเทศยื่นฟ้องเพื่อเรียกเงินคืน ทรัพย์สินในต่างประเทศบางส่วนของนายสนธิ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการล่มสลายของอาณาจักรธุรกิจของเขา

บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงบางแห่งที่นายสนธิ เป็นผู้อำนวยการยังคงดำเนินกิจการและแม้หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ปิดไปแล้ว เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ยังคงเผยแพร่ข่าวสารตามปกติ

ทั้งนี้ สำหรับเกาะ บริติช เวอร์จิน ได้ถูกกล่าวขานกันไปทั่วโลกว่าเป็นแหล่งใหญ่ของการฟอกเงิน

สกู๊ปตอนที่ 4 ของเดอะเนชั่น จบลงด้วยการไม่ปรักปรำ ใส่ร้ายสนธิ ลิ้มทองกุล หากแต่ให้ประชาชนผู้อ่าน พิจารณากันเองว่าสนธิ เป็นนักธุรกิจประเภทใด และมีกระบวนการภายใต้อำนาจรัฐ โอบอุ้มช่วยเหลือเขาอยู่จริงหรือไม่

ผู้อ่านสกู๊ปทั้ง 4 ตอนของเดอะเนชั่น ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การเกิดขึ้นของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็นเหมือนการปลุกผีที่ตายไปแล้ว ให้กลับคืนชีพ เป็นผีดิบ มาสูบเลือดสูบเนื้อสูบทรัพย์สินของประเทศ อีกครั้งหนึ่ง

จากการตรวจสอบเอกสารการซื้อขายเวลาและพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ หน่วยงานของรัฐ ที่ทำสัญญากับกิจการใหม่ๆ ของสนธิ พบว่ามีรายการจัดซื้อรายการหนึ่งที่น่าสนใจ และคงไม่เกินเลยไปนัก หากจะบอกว่าสัญญาฉบับนี้ มี สนธิ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ และกล้าทำ เช่นเดียวกับสัญญาซื้อโฆษณาของ ปตท. ที่ทำกับ 11 News 1 ด้วยงบประมาณ 60 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า 11 News 1 จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และสัญญาการรับชำระหนี้ของธนาคารกรุงไทย ที่ให้สิทธิพิเศษแก่สนธิ ด้วยการรับชำระหนี้ด้วยหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แทนการใช้เงิน ที่ได้เปิดเผยไปแล้ว ในอีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1

สัญญาที่ตรวจสอบพบฉบับนี้ ก็เป็นของธนาคารกรุงไทย เช่นเดียวกัน เป็นสัญญาที่ธนาคารกรุงไทย ทำกับบริษัทเวิลด์ไวด์มีเดีย จำกัด ให้มีการปรับเปลี่ยนสัญญาการซื้อสื่อโฆษณา ในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2547 เป็นการโฆษณาบนเวปไซต์ mana ger.co.th แทน  รวมมูลค่า 3,465,000.00 บาท ซึ่งหมายความว่า เฉพาะเวปไซต์ manager.co.th มีรายได้จากการขายแบนเนอร์โฆษณาให้แก่ธนาคากรุงไทย เดือนละ 1,155,000 บาท ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นเวปไซต์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะในโลกด้วยซ้ำ และธนาคารกรุงไทย ก็น่าจะเป็นลูกค้าแบนเนอร์ รายใหญ่ที่สุดเท่าที่เวปไซต์ manager.co.th เปิดมาจนถึงทุกวันนี้

สัญญาฉบับดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด กับ บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด ซึ่ง ข้อ 2 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่า

2. ชดเชยโฆษณาที่ไม่ได้ออกอากาศในรายการ “สภาท่าพระอาทิตย์” เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2547 ดังนี้

2.1 โฆษณาบน WEBSITE : manager.co.th ในลักษณะ Banner 3 ขนาด คือ  ขนาด A1 = 468x60 pixels , A2 = 173x350 pixels และ A3 = 173x95 pixels ดังนี้

- หน้าแรก (Homepage ) ลง Banner ขนาด A1 , A2 และ A3 เฉลี่ยเดือนละ 1,500,000 IMP รวมเป็น 4,500,000 IMP มูลค่ารวม 2,700,000 บาท

- หน้าหมวด (ธุรกิจ) ลง Banner ขนาด A1 เดือนละ 310,000 IMP รวมเป็น 930,000 IMP มูลค่ารวม 465,000 บาท

- หน้าข่าว ลง Banner ขนาด A2 เดือนละ 250,000 IMP รวมเป็น 750,000 IMP มูลค่ารวม 300,000 บาท

- ไม่คิดค่าใช้จ่ายในการออกแบบและสร้าง Banner ขนาดละ 1 แบบ มูลค่ารวม 75,000 บาท

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจที่ได้รับการโอบอุ้มด้วยดีจากอำนาจรัฐ ในวันที่ความ สัมพันธ์ระหว่างสนธิ กับรัฐบาล ยังดีเยี่ยม

ไม่เพียงแต่ ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ความมีน้ำใจไมตรีแบบนี้ ยังมีจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปสนับสนุนเวปไซต์ manager.co.th เป็นเงินถึง 1,100,000 บาท โดยได้รับสิทธิประโยชน์เป็น Banner ขนาด A1 และ A2 ที่หน้าแรก และขนาด A1 ที่หน้าหุ้น เป็นเวลา 9 สัปดาห์ หรือประมาณ วันละ 17,460 บาท ซึ่งเป็นราคาที่หอมหวนยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจเวปไซต์ทุกคน แต่มีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้

การกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ด้วยสถานภาพบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ยากลำบากเหมือนบุคคลล้มละลายทั่วไป เขาได้รับการตอบรับอย่างดีจากรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่ไปเยือน และไม่เคยผิดหวังกับการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ยื่นไป ไม่ว่าจะเป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ได้รับการสนับ สนุนจากธนาคารกรุงไทย รายเดียว ถึงปีละ 38,000,000 บาท

แม้จะเป็นบุคคลล้มละลาย สนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างมีสีสันไม่เปลี่ยนแปลงจากยุคสมัยที่เป็นเศรษฐีมีทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท ไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์คันหรู มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง กินดื่มในโรงแรมชั้นหนึ่ง และซื้อหาความสุขบนเตียง ด้วยเงินทองส่วนที่เก็บไว้ หรือพูดให้ชัดก็คือ ที่ได้ถ่ายไว้ (ถ่ายออกจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย)

สภาพที่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นอยู่ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ “ล้มละลาย” หากแต่น่าจะเป็น “ล้มระรื่น” มากกว่า

เพราะล้มแล้วก็ระรื่นได้ ดังเดิม บางทีอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
บันทึกการเข้า
มีคณา
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 463



« ตอบ #6 เมื่อ: 05-07-2006, 09:53 »

อย่างคุณนนทร์ว่า แม้ว กลายเป็นมวยวัด ในวันเดียว พันธมิตรไม่พลาดเดินเข้าทางเขา

คุณอะไรจ๊ะคะ เรื่องนี้จะ โปร่งใส จบลงด้วยความเรียบร้อยถ้านายกทักษิณ ผู้เริ่มเรื่องที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ แบ่งฝ่าย โต้แย้งกัยอย่างรุนแรงจากคำพูดตัวเอง ออกมาระบุให้ชัดเจนว่า

- พูดถึง ใ ค ร
- เพราะเขาไป ทำอะไร
- กับใคร
- ที่ไหน
- อย่างไร
โดยแจกแจงให้ชัดเจน 1-2-3-4ฯ มีพยานหลักฐาน ครบถ้วน และส่งดำเนินคดี

ตามที่พันธมิตรไปยื่นแจ้งความไว้ดีกว่า   Wink

บันทึกการเข้า
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 05-07-2006, 10:12 »

พูดถึงสนธิไปก็ป่วยการเปล่าครับคุณอะไรจ๊ะ เพราะผมไม่ได้ชมสนธิ แต่ชอบการกระทำของเขาที่ถูกใจยิ่งกว่าเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง
และ "สมน้ำสมเนื้อ" กับคนที่ชื่อ "ทักษิณ" เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ส่วนสนธิจะเคยทำอะไรไว้ จะล้มบนฟูกหรืออะไร ผมไม่ทราบเหมือนกัน

ว่าแต่นายคุณก็เคยโกงเช็คเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ ทำไมยังชื่นชมอยู่ได้ละ?
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #8 เมื่อ: 05-07-2006, 10:33 »

พูดถึงสนธิไปก็ป่วยการเปล่าครับคุณอะไรจ๊ะ เพราะผมไม่ได้ชมสนธิ แต่ชอบการกระทำของเขาที่ถูกใจยิ่งกว่าเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง
และ "สมน้ำสมเนื้อ" กับคนที่ชื่อ "ทักษิณ" เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ส่วนสนธิจะเคยทำอะไรไว้ จะล้มบนฟูกหรืออะไร ผมไม่ทราบเหมือนกัน

ว่าแต่นายคุณก็เคยโกงเช็คเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ ทำไมยังชื่นชมอยู่ได้ละ?

ด้วยความเคารพจริงๆครับคุณ Ridkun ผมไม่ทราบว่านายผมคือใคร? แต่อยากให้คุณช่วยตรวจสอบพฤติกรรมและปูมหลังของคุณสนธิคนที่คุณชื่นชอบด้วยว่ามีความจริงใจต่อประชาชน หรือ แค่ผูกใจเจ็บส่วนตัวกับทักษิณ?  เพราะทั้งสองอย่างจะมีผลลัพธ์ต่างกัน คือ ถ้าจริงใจต่อปชช.อย่างที่สนธิเคยกล่าวอ้างว่าสำนึกบาปเพียงเพราะจม.จากหมอคนหนึ่งที่เขียน การเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ  แต่หากเป็นเพราะผูกใจเจ็บแค้นทักษิณเพราะไม่ช่วยเรื่องตั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง 11/2 ที่ทำให้สนิหมดเงินไปจำนวนมหาศาล.....การดำเนินการเพื่อโค่นทักษิณจึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยในเรื่องข้อเท็จจริงเป็นอย่างยิ่ง และด้วยสไตรล์การพูดชวนเชื่อของสนธิด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้หลายคนหลงเชื่อข้อมูลโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างง่ายดาย

ลองอ่านข้อมูลข้างล่างเพิ่มเติมดูน๊ะครับว่า ปมหลังของคนชื่อ 'สนธิ' เค้ามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อนจะประกาศรบกับทักษิณ




สนธิ On Air… แมเนเจอร์ ON LIE ?

          การเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ เป็นความฝันอันสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะนักสื่อสารมวลชน และในฐานะนักธุรกิจ การเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ และการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งในการจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับตนเอง ทั้งเพื่อล้างหนี้เก่า และสร้างรายได้ใหม่

          สนธิ สนใจที่จะทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์มานานแล้ว และเคยได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมประมูลสถานีโทรทัศน์ไอทีวีมาแล้ว แต่เนื่องจากความไม่ลงตัวบางประการ ทำให้เขาไม่มีส่วนในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไอทีวี แต่ก็เกือบจะได้เป็นผู้บริหารไอทีวี หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำเร็จ

          มีข่าวคราวมากมายที่ร่ำลือกันในวงการสื่อว่า สนธิ จะยกทีมงานผู้จัดการ เข้าไปบริหารไอทีวี เพื่อให้ไอทีวี เป็นเกราะป้องกันภัยแก่รัฐบาล และนายกฯ ทักษิณ  แต่จนแล้วจนรอด ข่าวก็คือข่าว ไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจาก สนธิ ไม่พร้อมที่จะเป็นลูกน้องใคร จึงได้ตัดสินใจสร้างอาณาจักรของตัวเอง ด้วยการตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ผลิตข่าวให้กับบริษัท RNT ซึ่งได้รับสัญญาสัมปทาน โทรทัศน์ผ่าวดาวเทียม ของกรมประชาสัมพันธ์ ในนาม 11/1 และเผยแพร่ภาพทาง UBC 9 ด้วย

          ในขณะที่ สนธิ เริ่มฟอร์มทีมทำข่าวโทรทัศน์ นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เนชั่น แชนแนล ภายใต้การนำของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งปักหลักอยู่ที่ UBC 8 กำลังประสบปัญหาถูกกดดันอย่างหนักจาก UBC เนื่องจากนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหากระทบการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่ง UBC ในฐานะเคเบิลทีวี ที่ได้รับสัมปทานจาก อ.ส.ม.ท. หน่วยงานของรัฐ ไม่สบายใจกับท่าทีและข่าวของเนชั่น ที่นับวันจะแรงขึ้นทุกวัน สุดท้ายจึงมีการเชิญเนชั่นแชนแนล ออกจาก UBC 8

          ขณะที่ เนชั่น แชนแนล ต้องระหกระเหินไปหาบ้านใหม่อยู่ที่ ITV ก็มีข่าวปรากฏอยู่เนืองๆ ว่า สนธิ กับทีมงานผู้จัดการ จะได้รับเชิญเข้ามาทำข่าวแทน เนชั่น ซึ่งข่าวนี้มีการตอบรับจากการโยกย้ายเปลี่ยนที่ทำงานของขุนพลข่าวมือดีจากทุกค่าย ทุกช่อง เข้าไปรวมตัวกันที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ สำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ภายใต้การกุมบังเหียนของสนธิ ลิ้มทองกุล

          หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวลือที่แพร่สะพัดออกมาในวงการก็เป็นความจริง เมื่อสนธิพร้อมกับทีมงาน ได้เข้าไปปักหลักที่ UBC 9 ในนามของ 11 News 1 ซึ่งทำให้ภาพของสนธิกับรัฐบาลมีความแนบแน่นกันมากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก เนื่องจาก 11 News 1 ก็คือระบบโทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 ที่เรียกกันว่า 11/1 นั่นเอง หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากกรมประชาสัมพันธ์ และรัฐบาลย่อมไม่มีทางที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้

          การเกิด 11 News 1 ส่งผลให้ เนชั่นแชนแนล ของสุทธิชัย หยุ่น ต้องซวนเซไปพักใหญ่ เนื่องจากถูกพลังดูดของสนธิ ที่ดูดคนเก่ง คนมีฝีมือเข้าไปเกือบหมด

          ผู้คร่ำหวอดในวงการข่าวโทรทัศน์ ประมาณว่าการลงทุนของสินธิ ในการสร้าง 11 News 1 ขึ้นมานั้น น่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เนื่องจากสนธิ ทุ่มเต็มที่สำหรับการกลับมาเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องคนที่มีความสามารถ มีการเสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิม 2-3 เท่า เพื่อให้ได้ตัวมา ตามสไตล์นักลงทุนใจใหญ่

          ก่อนที่จะเกิด 11 News 1 นั้น สนธิ ได้อุ่นเครื่องและทดสอบตัวเองกับรายการโทรทัศน์ ด้วยการทำรายการ ก่อนจะถึงจันทร์ เป็นรายการสด ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยมีแขกรับเชิญร่วมรายการ คนแรก คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเนื้อหารายการในวันนั้น เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีของเพื่อนรัก 2 คน ที่มานั่งจับเข่าสนทนากัน ด้วยท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัย และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เมื่อมีการรำลึกถึงความหลังของทั้งผู้ดำเนินรายการและผู้รับเชิญร่วมรายการ

          นอกจากรายการก่อนจะถึงจันทร์แล้ว รายการเมืองไทยรายวัน ที่ดำเนินรายการโดยสนธิ ซึ่งได้เวลาจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เป็นกรณีพิเศษ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็เป็นรายการข่าวที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นเดียวกับหน่วยงานโฆษณาการผลงานของรัฐบาล และหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่าสนธิ ทำได้ดีกว่ากรมประชาสัมพันธ์ ที่มีหน้าที่โดยตรงเสียอีก

 

          ไม่ใช่เพียงแค่รายการโทรทัศน์ สนธิ ยังมีคลื่นวิทยุ 97.5 MHz ในมืออีก 1 คลื่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อ ที่มีเครื่อข่ายพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ทั้ง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเวบไซต์ และจัดได้ว่าสื่อในเครือผู้จัดการ เป็นสื่อที่มีพลังมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หลังจากกลุ่มเนชั่นต้องพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาของตัวเอง

          อาจจะกล่าวได้ว่า ทิศทางการเติบโตของกลุ่มเนชั่น กลับกลุ่มผู้จัดการ ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งทางตรงในธุรกิจสื่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ในวันที่เนชั่น อยู่ในภาวะขาลง ทอแสงเรื่อเรืองด้วยความอ่อนล้า กลุ่มผู้จัดการกลับเป็นอาการขาขึ้น ลำแสงจากป้อมค่ายบ้านพระอาทิตย์ เปล่งประกายจนยากที่ใครๆ จะประชันขันแข่ง

          มีการล่ำลือกันในวงการสื่อแบบผูกติดกับจินตนาการที่น่าฟังอีกประการหนึ่งคือ กลุ่มผู้จัดการ คือผู้อยู่เบื้องหลังการกำจัดกลุ่มเนชั่น ออกไปจากจอโทรทัศน์ ในขณะที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ทาง UBC 8 โดยมีข้อสันนิษฐานว่า สนธิ ได้ร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนในรัฐบาล วางแผนกดดันกลุ่มเนชั่น ด้วยการ”เล่น” หรือเสนอข่าว UBC ปล่อยให้เนชั่นชาแนล มีโฆษณาแฝงอยู่เกือบทุกรายการ และหลายรายการของ UBC ก็มีโฆษณาแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการดำเนินรายการที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ได้รับจาก อ.ส.ม.ท.

          ในระยะนั้น หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นำเสนอข่าวโจมตี UBC อย่างเป็นระยะ จนกระทั่ง UBC เอง เริ่มแน่ชัดในสัญญาณบางอย่างที่ถูกส่งผ่านหน้าหนังหสือพิมพ์ผ็จัดการ และต้องตัดสินใจที่จะรักษาตัวรอด ด้วยการตัดเนชั่นแชนแนล ออกไป และปิดช่อง UBC 8 จนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่การเข้ามาของ เนชั่นแชนแนล เป็นแม่เหล็กที่ดึงลูกค้ามาให้กับ UBC จำนวนมาก

          ผู้สันทัดกรณีบางคนวิเคราะห์ไปถึงขั้นที่ว่า มีการสมคบคิดกันว่าหากกำจัดสุทธิชัย หยุ่น และเนชั่น ออกไป จากการรับรู้ของประชาชนได้ จะมีรางวัลใหญ่ เป็นสิ่งตอบแทน นั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่า อยู่ดีๆ ทำไม สนธิ จึงได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของ 11 News 1 โทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 และได้ไปอยู่ใน UBC 9 เคเบิลทีวีสังกัด อ.ส.ม.ท.

          การได้เข้าไปอยู่ในสององค์กรสื่อสารของประเทศ พร้อมๆ กันเช่นนี้ มิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่ว่าบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป จะมีโอกาสเช่นนี้

          แต่ทว่า...... วันเวลาแห่งความสุข ไม่ยืนยาวนัก

          ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินเดินหน้าไปได้ด้วยดี ทั้งรายการเมืองไทยรายวัน และสถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ก็ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตของสนธิ และคณะ อีกครั้ง เมื่อช่อง 9 ปรับผังรายการ ขอลดเวลาเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ จากที่ออกอากาศสัปดาห์ละ 5 วัน เหลือเพียง 1 วัน เนื่องจากต้องสร้าง เรตติ้งให้แก่ช่อง 9 และเห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนรายการสาระบันเทิงอื่นๆ มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าช่อง 9 จำเป็นต้องปรับตัวเอง เพื่อเตรียมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

          ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้นเอง การดำเนรายการข่าวของสถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ที่ออกอากาศอยู่ทาง UBC 9 ก็ประสบปัญหาขึ้นมา เนื่องจากมีการจับได้ไล่ทันว่า สถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ใช้วิธีการอันแสนแยบยลในการทำธุรกิจสถานีข่าว โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายหาโฆษณาเข้าสู่สถานีได้จำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ UBC ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดสัญญาณ และเรียกร้องที่จะขอให้มีโฆษณามานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีโฆษณาได้

          วิธีการอันแสนแยบยลในการหารายได้จากโฆษณาของ 11 News 1 ที่กุมบังเหียนโดย สนธิ ก็คือ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ไม่ได้ห้ามโทรทัศน์ดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ โฆษณา สนธิ จึงใช้วิธีการสร้างสถานีข่าว 11 News 1 บนโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งสามารถหาโฆษณาสนับสนุนการดำเนินงานได้ จากนั้นก็เจรจาให้ UBC ถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 ซึ่งเท่ากับลูกค้าของ UBC ที่มีอยู่ประมาณ 400,000 ราย ในกรุงเทพ จะสามารถรับชมรายการของ11 News 1 ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้เอง ที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจการขายโฆษณาในรายการของ11 News 1

          จากการตรวจสอบรายการซื้อสื่อโฆษณาของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) พบว่า ได้มีการทำสัญญาลงโฆษณาใน 11 News 1 เป็นเงินถึง 60 ล้านบาท ในเวลาพียง 1 ปี ซึ่งอาจจะดูไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาโดยรวมของปตท. แต่สำหรับสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ 1 ช่อง ที่ยังไม่รู้ว่าจะดูได้อย่างไร ดูได้สักกี่วัน ปตท. ถึงกับทำสัญญาทุ่มงบประมาณไปสนับสนุนมากถึง 60 ล้านบาท ย่อมพิสูจน์ได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ใช่”ธรรมดา” ในวงการนี้

          แต่วิธีการอันแสนแยบยล ที่สนธินำมาใช้กับ 11 News 1 นั้น ทำได้ไม่นานนัก ก็ถูก UBC ถอดสัญญาณ ไม่ให้ใช้ UBC 9 เป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมกับ UBC อีกต่อไป

          การถูก UBC ตัดสัญญาณภาพ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจของ UBC ในฐานะเจ้าของช่องสัญญาณ เป็นเหตุให้ช่องทางการหารายได้จากการโฆษณาของสถานีข่าว 11 News 1 ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากเมื่อไม่ได้เผยแพร่หรือออกอากาศทาง UBC  เท่ากับว่า ลูกค้าในตลาดกรุงเทพฯ หดหายไปทันที ถึงแม้จะยังออกอากาศได้ในต่างจังหวัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก เช่น ปตท. ซึ่งทำสัญญาสนับสนุนงบโฆษณาไว้ 60 ล้านบาท ก็บอกเลิกสัญญาเช่นกัน หลังจากที่จ่ายเงินไปประมาณ 10 ล้านบาท

          สนธิ พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ 11 News 1 ได้กลับคืนไปอยู่บน UBC และเฝ้าอดทนรอให้ความฝันของเขากลับมาเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดฝันของสนธิ ก็ไม่อาจบรรลุเป็นความจริงได้ เนื่องจาก UBC ไม่เชื่อมสัญญาณ 11 News 1 ไม่ว่าจะโดยกรณีใดก็ตาม

          ว่ากันว่ามีการเจรจากันหลายครั้งทั้งบนโต๊ะ และใต้โต๊ะ ระหว่างสนธิ กับบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจ ใน UBC และ อ.ส.ม.ท. เจ้าของสัมปทาน แต่การเจรจาทุกครั้ง ก็มีคำตอบเพียงแค่ ”รอ” ซึ่งไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่สนธิได้

          เมื่อมั่นใจว่าหมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว 11 News 1 ไม่มีโอกาสกลับขึ้นไปอยู่บน UBC 9 ได้อีก การบันทึกบัญชีเพื่อรอวันชำระในวันข้างหน้าจึงบังเกิดขึ้น และผู้ถูกบันทึกลงไปในบัญชี อันดับหนึ่ง ก็คือ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล กรมประชาสัมพันธ์ และอ.ส.ม.ท. มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. และแน่นอนว่า ย่อมปรากฏชื่อ นายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่ในนั้น ในฐานะผู้ไม่ให้ความช่วยเหลือ

          ถึงแม้ในเวลาต่อมา รองนายกฯวิษณุ จะชี้แจงด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมาย และด้วยข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของ UBC ทาง  UBC จึงต้องยกเลิกการถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 ตลอดไป แต่เหตุผลนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีเหตุผลสำหรับสนธิและเครือข่ายผู้จัดการ แต่สนธิ ก็ยังคง”รอ” อยู่ด้วยความอดทนต่อไป เพียงแต่ว่าการ”รอ” ในครั้งหลังนี้ เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการ”รอ” เพื่อชำระบัญชีแค้น

          เนื่องจากสนธิ เข้าใจ และเชื่อมั่นย่างมีอคติว่า เภทภัยทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับเขามีที่มาจากการที่นายกรัฐมนตรี ไม่สนับสนุน ไม่ช่วยเหลือ มิหนำซ้ำยังคิดไปเองอีกว่านายกฯทักษิณ เป็นคนสั่งให้กระทำต่อเขา เพราะเชื่อข้อมูลของบริวารคนใกล้ชิด ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกฯทักษิณเลย แต่เป็นเรื่องของ UBC ว่าเขาจะถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 หรือไม่ ในฐานะเอกชนด้วยกัน และอาจจะเกี่ยวไปถึง อ.ส.ม.ท. ในฐานะเจ้าของสัมปทาน หรือหากจะสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอคำสั่ง ก็คงจะหยุดเพียง ผู้อำนวยการอ.ส.ม.ท. และรองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลอ.ส.ม.ท. เท่านั้นเอง

          แต่สนธิ ไม่เชื่อเช่นนั้น กลับมั่นใจว่า การกระทำของคนระดับตนเอง เพียงแค่ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. หรือรองนายกรัฐมนตรี อย่างวิษณุ เครืองาม ไม่กล้าลงมือแน่นอน หากไม่ได้รับไฟเขียวจากนายกฯทักษิณ

          ต้นรักที่เคยปลูกร่วมกัน ได้กลายเป็นต้นพันธุ์ความแค้นในวันนั้นเอง

          จริงเท็จอย่างไร ไม่มีใครยืนยันได้ว่า สนธิ คิดถูกหรือผิด แต่สำหรับสนธิ เขามั่นใจว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกกลั่นแกล้ง

          เมื่อทางที่เคยเปิด ถูกปิดลง โอกาสที่จะหวนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะสื่อมวลชนมืออาชีพ และนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ก็ดับวูบลงทันที แต่กระนั้นก็ตาม สนธิ ไม่ได้ลดละความพยายามที่จะปั้นฝันของตัวเองต่อไป โดยเลือกแนวทางที่จะสร้างสถานีข่าวโทรทัศน์ดาวเทียม ขึ้นมาใหม่ ในนาม ASTV และได้เข้าไปเจรจาให้เครือข่ายเคเบิลทีวีต่างจังหวัด ถ่ายทอดสัญญาณ ให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งเป็นการสู้แบบไม่มีทางเลือกของสนธิ

          อย่างไรก็ตาม อ.ส.ม.ท. ยังเปิดช่องให้สนธิ ได้หายใจด้วยการให้สนธิได้ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทุกคืนวันศุกร์ อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ความอดทนอย่างสูงต่อการทำรายการในระยะหลังของสนธิ ซึ่งมักจะพาดพิงไปถึงบุคคลที่สาม ให้เป็นที่น่าหวาดเสียวจะถูกฟ้องของผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เป็นประจำ และแน่นอนว่าการพูดชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ และปกป้องรัฐบาล ตลอดจนบริษัท บริวาร ของนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีอย่างต่อเนื่องในช่วงแรกของการดำเนินรายการ ก็เริ่มจางหายไป และแปรเปลี่ยนมาเป็น การโจมตี อภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคน ในบางเรื่อง อีกด้วย

           จุดแตกหักระหว่างสนธิ กับช่อง 9 ก็คือ การออกมาตำหนินายกรัฐมนตรีว่ากระทำการอันไม่บังควร มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และบริหารประเทศชาติ โดยไม่เคารพเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เคยมีผู้ดำเนินรายการคนใดเคยพูดเช่นนี้มาก่อนทางสถานีโทรทัศน์ เนื่องจากเป็นข้อความที่ล่อแหลม และทำให้เกิดการแตกแยกในแผ่นดินได้ หากว่ามีการนำไปขยายผล อ.ส.ม.ท. จึงสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการชองช่อง 9 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 อันเป็นการยุติการดำเนินธุรกิจของสนธิ บนสื่อของรัฐอย่างบริบูรณ์ ทั้งโทรทัศน์ และวิทยุ ซึ่งถูกอ.ส.ม.ท. เรียกคลื่นคืนไปตามนโยบายการบริหารงานของอ.ส.ม.ท. ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548

          มีการตั้งคำถามกันค่อนข้างมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับสนธิ ทำไมวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่รอบนี้ ช่างสั้นนัก ทั้งๆ ที่มีเพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้คนที่เคยอยู่ใต้อาณัติบัญชา ดำรงตำแหน่งบุคคลสำคัญในรัฐบาลมากมาย

          คำเฉลยที่ไม่อาจหาใครยืนยันได้ว่าเท็จจริงมีอยู่กี่ส่วน ก็คือ เพราะความต้องการอันไม่จำกัด และความทะยานอยากที่จะกลับมา ในอัตราเร่งจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเสี่ยงต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจ และกลายเป็นความบาดหมาง พัฒนาเป็นความโกรธ และความแค้น ที่มีต่อกันในที่สุด

          เมื่อสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางลบเช่นนี้ แนวทางที่อีกฝ่ายหนึ่งจำต้องเลือกเดินและกระทำก็ คือ การไม่ปล่อยให้ใครใช้สื่อของรัฐ จัดรายการด่ารัฐบาล เพราะเป็นการละเมิดกติกาที่ยากจะยอมรับได้ และทุกยุคทุกสมัย ก็จะดำเนินการเช่นนี้

          หากสนธิ จะลองมองย้อนกลับไป จะพบว่าการเข้ามาแผ่อิทธิพลบานมีของตนเองในช่อง 9 นั้น มีเสียงร้องโอดครวญจาก เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของรายการหลายรายการในช่อง 9 ในนามบริษัท ว๊อชด็อก ว่าต้องถูกยกออกจากผังรายการช่อง 9 เพราะการเข้ามาของสนธิ ซึ่งในวันนั้นสนธิ ได้ฝากไปยังเจิมศักดิ์ ว่า มีแต่หมา เท่านั้น ที่ร้อง เสือไม่เคยร้อง

          การถูกถอดออกจากผังรายการช่อง 9 ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจแก่เจิมศักดิ์เพียงใด สำหรับสนธิ ต้อง๕ณด้วยร้อยเข้าไป เพราะสนธิ ลงทุนไปกับธุรกิจนี้แบบมืออาชีพ ในขณะที่เจิมศักดิ์ ยังจัดอยู่ในชั้นมือสมัครเล่น จึงเทียบกันไม่ได้

          ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ เมืองไทยรายสัปดาห์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับ 11 News 1 จึงเป็นรายการบ่มเพาะความแค้นในหัวใจของสนธิ ที่รอวันชำระ แต่คราวนี้เข้าไม่สามารถรอได้นาน เพราะแหล่งเงินทุนที่เคยส่งปัจจัยมาให้ เริ่มทยอยปิดเก๊ะ ไม่สามารถให้เขาไปหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบอีกแล้ว และนำมาสู่การสะสาง”แค้นสั่งฟ้า”ภาคสอง ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไป หลังจากภาคแรกเกิดขึ้นกับ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ มาแล้ว
บันทึกการเข้า
koo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 550



« ตอบ #9 เมื่อ: 05-07-2006, 10:57 »

อ้างแม่น้ำทั้งห้าจริงๆ  Sad   สั้นๆง่ายๆอย่างนี้ซิ

โดนฟ้องเช็ดเด้งอ้างปลอมลายเซ็นสุดท้ายแพ้คดี  Mr. Green  Mr. Green
บันทึกการเข้า
saopao
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 199



« ตอบ #10 เมื่อ: 05-07-2006, 11:08 »

ถ้าศาลรับฟ้อง ทักษินก็ต้องเปิดเผยชื่อผู้มีบารมีสิเนี่ย  

จะดิ้นไปยังไง ทีนี้ หรือจะกลายเป็นว่าผู้มีบารมีก็นอนเตียงเดียวกันทุกวันนี้แหละ



อะไรจ๊ะข้อมูลแน่นจริงๆครับ แต่  มีบทสัมภาษณ์ สนธิ ที่พูดในกรณี่ที่โดนกล่าวหานี้มั๊ย ครับ
เอามาลงหน่อย น่าจะมีนะ  ผมเคยอ่านอยู่ ที่เวปนึงแต่ไม่ได้เซฟไว้  อะไรจ๊ะข้อมูลเยอะน่ามีเซฟไว้ในเครื่องนะครับ

บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #11 เมื่อ: 05-07-2006, 11:25 »

ถ้าศาลรับฟ้อง ทักษินก็ต้องเปิดเผยชื่อผู้มีบารมีสิเนี่ย  

จะดิ้นไปยังไง ทีนี้ หรือจะกลายเป็นว่าผู้มีบารมีก็นอนเตียงเดียวกันทุกวันนี้แหละ



อะไรจ๊ะข้อมูลแน่นจริงๆครับ แต่  มีบทสัมภาษณ์ สนธิ ที่พูดในกรณี่ที่โดนกล่าวหานี้มั๊ย ครับ
เอามาลงหน่อย น่าจะมีนะ  ผมเคยอ่านอยู่ ที่เวปนึงแต่ไม่ได้เซฟไว้  อะไรจ๊ะข้อมูลเยอะน่ามีเซฟไว้ในเครื่องนะครับ



ผมคาดว่าศาลไม่น่าจะรับฟ้องกรณีสนธิฟ้องทักษิณเรื่อง 'ผู้มีบารมี'  เพราะสนธิและพวกไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือ มีส่วนได้เสียในการให้สัมภาษณ์ของนายกฯทักษิณ ไม่งั้นต่อไปนายกฯพูดอะไรก็มีคนไปฟ้องศาลกันมหาศาล....ศาลคงไม่บ้าจี้หรอกครับ

บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 05-07-2006, 11:29 »

แจ้งหมิ่นก็เข้าทาง "ยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว" ของไอ้หน้าเหลี่ยมสิครับ

คุณริดกุน วิเคราะห์ได้เฉียบขวดจริงครับ Mr. Green
บันทึกการเข้า

ThailandReport
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,415


« ตอบ #13 เมื่อ: 05-07-2006, 15:17 »


อ้างถึง
ข้อความโดย: A-Rai-Ja
ผมคาดว่าศาลไม่น่าจะรับฟ้องกรณีสนธิฟ้องทักษิณเรื่อง 'ผู้มีบารมี'  เพราะสนธิและพวกไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือ มีส่วนได้เสียในการให้สัมภาษณ์ของนายกฯทักษิณ


"ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่"

ผู้นำรัฐ ไม่ปฏิบัติหน้าที่อันพึงกระทำ
ชนในรัฐ ไม่เดือดร้อนหรือไง

คุณ ริดกุน ...นี่จะไม่ให้เราเอาเขา สวมหัวให้ A-rai-ja มันอีกเหรอ
ดูมันละกัน Show Fry (ฟรายนะ เขียนงี้ได้มะ ท่าน)

เซ็งมันโคตรรรรรรร
บันทึกการเข้า

The only thing necessary for the triump of evil is for good men to do nothing !!
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย !
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 05-07-2006, 15:20 »

ต่อความยาวสาวความยืดกับ stupid copy and paste
บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
Doss
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 155


เมื่อ ยาม ทำตัวเป็นโจร สิบปีเจอกันที


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 05-07-2006, 15:28 »

ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

อันนี้ไม่เกิดประโยชน์ อันใด

ถ้ากลับไปฟังที่ แม้วพูด มันไม่ได้หมายความว่าจะมีใครมาล้มล้างรัฐธรรมนูญ

ยิ่งคำร้องที่แจ้งความไว้ บอกว่า "สรุปได้ว่า"

*************************

กะทิ  หนอ กะทิ ตัวเองแท้ๆ ที่ใส่ร้ายป้ายสี ว่า ป๋าเป็นบุคคลมากบารมี ตามที่ แม้วว่า

กะทิ มาแผนเดิมอีกแล้ว .5 5 5 5
บันทึกการเข้า

mini
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407


« ตอบ #16 เมื่อ: 05-07-2006, 19:11 »

ข้อหานี้ ต้องยอมรับว่า แจ้งได้ดีจริงๆครับ ผมเห็นด้วยเลย
ดีกว่าข้อหาที่เกี่ยวกับสถาบันเยอะเลย

-------------------------------------------------------

A-Rai-Ja ---- ด้วยความเคารพนะครับ
ผมอยากจะขอความกรุณา
ถ้าคุณนำบทความ หรือข้อความจากเวปอื่นๆมา ที่ไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็น
แต่เป็นการอ้างอิง
ช่วยทำเป็น link แทนได้ไหมครับ
เพราะมันทำให้กระทู้ยาวมากน่ะครับ
ผมพร้อมที่จะกด link เข้าไปอ่านครับ
แต่ผมรำคาญที่จะต้องมานั่งโหลดกระทู้ยาวๆ ที่เป็นข้อความตัดแปะครับ

-------------------------------------------------------

ส่วนคุณ Doss ลอง อ่านที่ทักษิณพูดออกมาอีกที จากในนี้ก็ได้ครับ
http://www.meechaithailand.com/ver1/?module=3&action=view&mcid=56&type=9
มีให้เห็นชัดๆ ว่าทักษิณ รู้ว่าใครเป็นคนทำเรื่องต่างๆ เช่น “บางองค์กรหัวหน้าองค์กรถึงขนาดยอมทำให้ระบบขององค์กรตัวเองเสีย เพื่อที่จะทำตามนโยบายผู้ที่ร้องขอบางราย” แล้วทักษิณยอมให้ใครมาทำแบบนี้ได้ยังไงครับ
ต้องบอกชื่อมาเลย แล้วจัดการเลยนะครับ ถึงจะถูกต้อง ทำตามหน้าที่
บันทึกการเข้า
kobkla
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 97


« ตอบ #17 เมื่อ: 05-07-2006, 20:27 »

อุ่นใจมาก ที่สนธิฟ้องข้อหานี้ นี่แสดงว่าที่คุณ Thaitruth พูด ถูกนะเนี่ย อย่างไรก็แล้วแต่ ช่วยกันเตือนไว้ สนธิแกใจร้อนมาก เผลอเป็นลุย เผลอเป็นลุย ลุยมากไปเดี๋ยวจะไปเข้าทางทักษิณ
บันทึกการเข้า
สี่หามสามแห่
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,460



« ตอบ #18 เมื่อ: 05-07-2006, 23:25 »

อะไรจ๊ะได้อ่านที่ตัวเอง ตัดแปะ บ้างหรือเปล่า น้อ


อย่าลืมพูดถึงไอ้หน้าด้านที่ปฏิเสธสามศาลด้วยนะ คดีเช็ค

อ่้อ ล่าสุด เจอฝรั่งฟ้องอีกเรื่องแล้วนี่

555+
บันทึกการเข้า
HILTON (ปาล์มาลี)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,310



« ตอบ #19 เมื่อ: 05-07-2006, 23:50 »

คำพิพากษา

ในพระประมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ที่ 149/2532 ศาลฎีกา

วันที่ 20 มกราคม 2532

ความ แพ่ง

ระหว่าง                 นางชม้อย เชื้อประเสริฐ โจทก์

                             นายสันต์ สมิตเวช จำเลยที่ 1
                            พันตำรวจตรีทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 2

เรื่อง ตั๋วเงิน

จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2529

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด สาขาเชียงใหม่ เลขที่ 1076909 ลงวันที่ 29 กันยายน 2525 จำนวนเงิน 1,300,000 บาท (หนึ่งล้านสามแสนบาทถ้วน) เป็นเช็คออกให้แก่ผู้ถือ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเพื่อรับรองเป็นประกัน สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อถึงกำหนดวันที่ลงเช็ค โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาสยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค ปรากฏว่า ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2525 โดยให้เหตุผลในใบคืนเช็คว่า “โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย” โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็คหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยเสีย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2525 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 1 ปี รวมเป็นดอกเบี้ย 97,500 บาท ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอีก 97,500 บาท และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 1,300,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ไม่ถึงจำนวนเงินตามเช็คตามฟ้อง โดยเป็นหนี้เพียง 750,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไปแล้วบางส่วน โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละห้าถึงเจ็ดต่อเดือน และนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาทบรวมเป็นเงินต้นเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามฟ้องทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มิใช่ผู้ทรงเช็คตามฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมายและได้เช็คมาโดยไม่สุจริต ลายมือชื่อด้านหลังเช็คที่โจทก์อ้างว่าเป็นลายมือชื่อผู้ค้ำประกันการจ่ายเงินตามเช็ค มิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้ชัดเจนว่า โจทก์ได้เช็คพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ชนิดใด ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจะให้การต่อสู้อย่างไรและเกี่ยวข้องกับเช็คตามฟ้องในทางใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลัง พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 1,300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไป นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2525 จนกว่าชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์ก็นำสืบว่า เมื่อเดือนกันยายน 2523 จำเลยที่ 2 ได้ซื้อโรงภาพยนตร์พร้อมที่ดินจากนายธรรมนนท์ สมิตเวช บิดาจำเลยที่ 1 ในราคา 8,500,000 บาท แต่ระบุในสัญญาไม่ถึง 8,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ให้นางพจมาน ชินวัตร ภริยาลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้ความยินยอม ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาขายที่ดิน ลงวันที่ 28 กันยายน 2523 เอกสารหมาย จ.3 ได้ชำระราคาเป็นเงินสดบางส่วน ที่เหลือชำระเป็นเช็คหลายฉบับ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่าย ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คที่จำเลยที่ 2 ออกให้เพื่อชำระค่าโรงภาพยนตร์และที่ดินมาชำระหนี้โจทก์ 3 ฉบับคือ เช็คธนาคารกสิกรไทย สาขาสะพานกรุงธน ลงวันออกเช็ควันที่ 29 กันยายน 2524 จำนวนเงิน 1,800,000 บาท และเช็คธนาคารเดียวกัน ลงวันออกเช็ควันที่ 29 กันยายน 2525 จำนวนเงิน 1,300,000 บาท ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ส่วนเช็คอีกฉบับหนึ่ง ลงวันออกเช็ควันที่ 29 กันยายน 2526 จำนวนเงิน 1,800,000 บาท ไม่ได้ถ่ายสำเนาไว้ เมื่อเช็คตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมายเลข จ.4 ถึงวันออกเช็ค โจทก์ได้เรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.4

โจทก์จึงติดต่อให้จำเลยที่ 2 มาชำระเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยที่ 2 นัดให้โจทก์ไปพบที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กรมตำรวจในวันที่ 16 เมษายน 2525 ครั้นถึงวันนัดโจทก์ นายนภศูล สวัสติเวทิน ทนายโจทก์ และจำเลยที่ 1 ไปพบจำเลยที่ 2 ที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 ได้มีการเจรจากัน ในที่สุดจำเลยที่ 2 บอกว่า จะออกเช็คให้ใหม่และขอเช็คเก่าคืน แต่ในขณะนั้นจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้เปิดบัญชีใหม่ ขอให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คไปก่อน โดยจำเลยที่ 2 สลักหลังเป็นประกันให้ โจทก์ยอมตกลงในวันนั้น จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คให้โจทก์ 3 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังต่อหน้าโจทก์และนายนภศูล

คือ เช็คธนาคารเอเชีย จำกัด สาขาเชียงใหม่ ลงวันออกเช็ควันที่ 29 กันยายน 2525 จำนวนเงิน 1,300,000 บาท ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเป็นเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้ เช็คธนาคารเอเชียทรัสต์ จำกัด สาขาเชียงใหม่ ลงวันออกเช็ควันที่ 1 ตุลาคม 2526 จำนวนเงิน 1,800,000 บาท และเช็คธนาคารเอเชียทรัสต์ จำกัด สาขาเชียงใหม่ ลงวันออกเช็ควันที่ 1 ตุลาคม 2527 จำนวนเงิน 1,800,000 บาท ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ตามลำดับ (โจทก์ขออนุญาตส่งสำเนาภาพถ่ายแทน เพราะต้นฉบับจะนำไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่) ครั้นเช็คตามฟ้องถึงวันออกเช็คแล้ว โจทก์เรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2525 โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็คตามฟ้องแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉยเสีย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้จักโจทก์ แต่ไม่เคยมีหนี้สินผูกพันกับโจทก์ และไม่เคยออกเช็คตามฟ้องให้โจทก์ เมื่อพุทธศักราช 2523 จำเลยที่ 2 ซื้อโรงภาพยนตร์และที่ดินจากบิดาจำเลยที่ 1 ในราคา 8,500,000 บาท ได้ชำระราคาเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขาสะพานกรุงธน รวม 5 ฉบับ จำนวนเงิน 1,300,000 บาท 1 ฉบับ, จำนวนเงิน 1,800,000 บาท 4 ฉบับ ลงวันออกเช็คห่างกันฉบับละ 1 ปี จำเลยที่ 2 ตกลงกับจำเลยที่ 1 ว่าไม่ให้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ได้มีการนำเช็คมาแลกเงินสดไปจากจำเลยที่ 2 แล้วทุกฉบับ วันที่ 26 เมษายน 2525 จำเลยที่ 2 ลาป่วยไม่ไปทำงาน

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คตามฟ้องแล้วมอบให้โจทก์ เมื่อถึงวันออกเช็คแล้ว โจทก์นำเช็คตามฟ้องไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายถึงมูลหนี้ตามเช็คจึงขาดสาระสำคัญไปนั้น เห็นว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คออกให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ และตามกฎหมายถือว่าผู้ถือเป็นผู้ทรงและบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลัง เมื่อถึงวันออกเช็คแล้ว โจทก์นำเช็คตามฟ้องเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ แม้มิได้บรรยายถึงมูลหนี้ก็ถือได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว จึงไม่เคลือบคลุมดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้สั่งลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คตามฟ้อง และโจทก์เบิกความเท็จไม่น่าเชื่อถือ จะเห็นได้จากการที่โจทก์เบิกความในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คตามฟ้องและเช็คอื่นอีก 2 ฉบับ ที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กรมตำรวจ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2525 แต่ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 52/2527 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลย ในข้อหากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค โจทก์ฟ้องและเบิกความว่า จำเลย (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) สั่งจ่ายเช็คตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.7 ในคดีนี้ (ซึ่งโจทก์นำสืบในคดีนี้ว่า ออกพร้อมกับเช็คตามฟ้องคดีนี้) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2525 และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 24358/2527 ของศาลอาญาที่จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในข้อหาเบิกความเท็จ นายนภศูล ทนายโจทก์ก็ได้เบิกความว่า โจทก์กับนายนภศูลไปพบจำเลยที่ 2 ที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2525 จำเลยที่ 2 มิได้ไปทำงานเพราะลาป่วย มีใบลาเป็นหลักฐาน คดีจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 ไม่เคยสั่งจ่ายเช็คให้จำเลยที่ 1 เพราะผู้ซื้อโรงภาพยนตร์และที่ดินคือ นางพจมาน ภริยาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยนั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนายนภศูลทนายโจทก์คนเดิมมาเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คตามฟ้อง และเช็คตามสำเนาภาพถ่ายหมาย จ.7 และ จ.8 ที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2525 ปรากฏรายละเอียดตามที่ศาลฎีกายกขึ้นกล่าวในข้อนำสืบของโจทก์

ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 อ้างใบลาหยุดราชการในวันที่ 26 เมษายน 2525 เป็นพยาน เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่า โจทก์เบิกความเท็จ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและเชื่อไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คตามฟ้อง จำเลยที่ 2 อ้างอิงข้อเท็จจริงในฎีกาว่า เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 52/2527 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2525 ตามสำเนาภาพถ่ายคำฟ้องและคำให้การพยานโจทก์ท้ายฎีกา เอกสารหมายเลข 1 และหมายเลข 2 และนายนภศูล ทนายโจทก์คนเดิมเบิกความเป็นพยานโจทก์ (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) ในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 24358/2527 ของศาลอาญาว่า โจทก์และนายนภศูลไปพบจำเลยที่ 2 ที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กรมตำรวจเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2525 มิใช่วันที่ 16 เมษายน 2525 ตามสำเนาภาพถ่ายคำให้การพยานเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 3

พิจารณาแล้วเห็นว่า เดิมนายนภศูลเป็นทนายโจทก์ในคดีนี้ และเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นโจทก์และเรียงฟ้องในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 52/2527 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่า ในคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาแล้ว นายนภศูลในฐานะทนายโจทก์ยื่นคำร้อง ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2530 ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงกันแล้ว จำเลยที่ 2 รับสำนำคำร้องแล้วไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมเพื่อสอบถามเรื่องโจทก์ขอถอนฟ้อง ถึงวันนัด โจทก์และทนายคนใหม่มาศาลแถลงว่า โจทก์ไม่เคยตกลงหรือยินยอมให้นายนภศูลถอนฟ้องดังที่นายนภศูล ยื่นคำร้องไว้และยืนยันขอดำเนินคดีในขั้นฎีกาต่อไป

ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว เห็นว่า คำฟ้องในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 52/2527 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ และคำเบิกความของนายนภศูลในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 24358/2527 ของศาลอาญา หาทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและฟังไม่ได้ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาหรือไม่ ที่โจทก์เบิกความในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2525 อาจเกิดจากความหลงถือหรือต้องเบิกความไปตามคำฟ้องก็ได้ อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 จะลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 จะลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังในเช็คตามฟ้องในวันที่ 16 หรือวันที่ 26 เมษายน 2525 ก็หาใช่สาระสำคัญไม่

ในปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังหรือไม่นั้น จำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบปฏิเสธว่า ลายมือชื่อผู้สลักหลังในเช็คตามฟ้องมิใช่ลายมือชื่อของตน ในเรื่องของมูลหนี้นั้น จำเลยที่ 2 ก็ได้นำสืบว่า เมื่อพุทธศักราช 2523 จำเลยที่ 2 ซื้อโรงภาพยนตร์และที่ดินจากบิดาจำเลยที่ 1 ในราคา 8,500,000 บาท ชำระราคาเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขาสะพานกรุงธน 5 ฉบับ จำนวนเงิน 1,300,000 บาท 1 ฉบับ จำนวน 1,800,000 บาท 4 ฉบับ เป็นเช็คส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ข้อนำสืบดังกล่าว....กับพยานหลักฐานของโจทก์ แต่ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 นำเช็คดังกล่าวมาแลกเงินสดไปจากจำเลยที่ 2 ทุกฉบับแล้วนั้น ข้อนำสืบข้อนี้มีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ลอยๆ เท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คตามฟ้อง และเหตุที่จำเลยที่ 1 จะออกเช็คตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังก็เกิดจากมูลหนี้ดังที่โจทก์นำสืบ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คตามฟ้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรง ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาตั้งผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้สลักหลังในเช็คตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาได้มีคำสั่งในเรื่องนี้ไว้แล้ว จึงไม่สั่งซ้ำอีก

พิพากษายืนให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาทแทนโจทก์

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา
นายบุญส่ง คล้ายแก้ว
นายประมาณ ชันซื่อ
นายนิเวศน์ คำผอง

------------------------------------------


บันทึกการเข้า
z e a z
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 12



« ตอบ #20 เมื่อ: 06-07-2006, 01:35 »

คุณ อะไรเจ๊ ... การฟื้นฝอยเรื่องเก่าเก่าของทั้งคู่ที่พวกเราก็รู้กันอยู่แล้ว มันได้ประโยชน์อะไรครับ?  อาการปากพาจนของทักษิณ ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยบ่อย ถามว่าในฐานะนายก (แม้จะรักษาการณ์) สมควรที่จะพูดส่งเสริมให้มีการแตกแยก ในสถานการณ์เช่นนี้หรือ? ปากก็อ้างสมานฉันท์ แต่การกระทำนั้นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง.  เก่งแต่เรื่องขี้ขลาด และเห็นแก่อำนาจของตนและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของชาตืบ้านเมือง... ดูอย่างความรับผิดชอบของผู้นำเวียดนาม และ เกาหลีใต้ แล้ว ... ช่างน่าสมเพชผู้นำหน้าเหลี่ยมของไทยจริงจริง...
บันทึกการเข้า

ตัวอะไรเอ่ย หน้าคล้ายหมู พูดจาประสาหมา ชิมไปบ่นไป ?
ตลก
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 686


ไปมาไร้ร่องรอย


« ตอบ #21 เมื่อ: 06-07-2006, 02:20 »

สุดยอดเลยยยยยยยยยยย คุณ อะไรจ๊ะ ข้อมูลเพียบ



ว่าแต่เป็นข้อมูลที่ทาง ม.ชินวัตร ป้อนให้รึเปล่าครับนั่น  Mr. Green Mr. Green Mr. Green Mr. Green
บันทึกการเข้า

ผ่านฟ้าแล้วเลยไปนรกเลยรึเปล่าครับ.........
กิ๊กบนเรือ บนเครื่องบิน กิ๊กบนรถ ทุกอาชีพกิ๊กกันหมดอนาคตจะเป็นไง?
the_architect
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16


« ตอบ #22 เมื่อ: 07-07-2006, 01:12 »

ฝากถึงคุณ อะไรจ๊ะหน่อย
สนธิจะเจ๊งหรือหายไปไม่เดือดร้อนผมหรอก เพราะไม่มีผลอะไรกับผมอยู่แล้ว


แต่อยากถามว่า ถ้ารู้ว่า ใครเป็นตัวการวุ่นวาย แล้ว ไม่ดำเนินการ ถือว่าละเว้นหน้าที่หรือไม่ เพราะเรื่องนี้ทำให้เศรษฐกิจแย่ ?


ปล. อย่าบอกว่าโม่ง คือ สนธิ นะ เพราะกุ๊ยข้างถนนคงเป็นไม่ได้หรอก ตัวบงการเบื้องหลังหนะ ดิสเครดิตไปก็เปลี่ยนสิ่งที่เคยพูดไม่ได้หรอก
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #23 เมื่อ: 07-07-2006, 01:51 »

ฮ่าๆๆๆ

คนแบบสนธินั่นสามารถกระทำทุกอย่างเพื่อโค่นทักษิณลงให้ได้ อย่าว่าแต่เรื่อง 'ผู้มีบารมี' เลย  ถ้ามีหมาสักตัวตายข้างถนนซึ่งเอามาเป็นประเด็นเล่นงานทักษิณได้ คนแบบสนธิมันไม่รีรอเอามาเล่นงานทักษิณแน่นอน



ใครอยากอ่านข้อกล่าวหาของคุณ"อะไรจ๊ะ" กล่าวหาคุณสนธิซ้ำซาก ด้วยข้อมูลเดิม ย้อนขึ้นไปอ่านข้างบนได้ ผมไม่อยากจะเปลืองเนื้อที่....

  อ่านคุณอะไรฯ ดีสเครดิทคุณสนธิ ก็เหมือนอ่าน"นาย"ของคุณอะไรฯ กล่าวหาคุณสนธิเหมือนกัน เพราะข้อความเดียวกัน ไม่รู้ว่า "โน๊ต"ของใคร เป็นต้นฉบับ กันแน่..........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

คุณอะไรจ๊ะ ไม่มีปัญญาแก้ตัวให้"นาย" แบบคนมีปัญญาและวุฒิภาวะ เขาแก้ตัวกันบ้างหรือ ........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
 
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
มารร้ายพ่ายแพ้รัก
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 292



« ตอบ #24 เมื่อ: 07-07-2006, 11:55 »

ผมก็เห็นด้วยกับพันธมิตรที่ฟ้องข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าตำรวจไม่กล้าทำอะไรนายตุ๊ดตู่หรอกครับ
บันทึกการเข้า
ทองเปลว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 541



« ตอบ #25 เมื่อ: 07-07-2006, 19:49 »

สุดยอดเลยยยยยยยยยยย คุณ อะไรจ๊ะ ข้อมูลเพียบ



ว่าแต่เป็นข้อมูลที่ทาง ม.ชินวัตร ป้อนให้รึเปล่าครับนั่น  Mr. Green Mr. Green Mr. Green Mr. Green

ตายห่าข้อมูล(ขี้)ของสนธิ ที่ อะไรจ๊ะเอามาให้ดู แน่นและคุณภาพจริงๆไม่หยิบโหย่งตาสว่างเลย

แต่ของคุณ HILTON (ปาล์มาลี) แน่นกว่าแน่น จนจุกอก....เลย 55555+ พูดไม่ออก

บันทึกการเข้า

เพื่อนหมัก หักเหลี่ยมหด
หน้า: [1]
    กระโดดไป: