ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
16-12-2019, 09:41
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ดัชนีชี้วัดความยั่งยืน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ดัชนีชี้วัดความยั่งยืน  (อ่าน 3051 ครั้ง)
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« เมื่อ: 04-07-2006, 11:19 »

 Very Happy

ตั้งแต่อ่านข่าว และ ดูข่างเกี่ยวกับเรื่องของ GDP มาก็เคยคิดเหมือนกันนะครับ ว่าเราจะมีอะไรเป็นตัววัด ที่ดีกว่า GDP วันนี้ได้มีโอกาศอ่านข่าวจากที่ http://www.manager.co.th/lite/ViewNews.aspx?NewsID=9490000085706

เนื้อข่าวมีว่า


ดัชนีชี้วัดความยั่งยืน
 
โดย ภคภาส ศิริสุข 3 กรกฎาคม 2549 16:03 น.
 
 
              เวทีนโยบายสาธารณะ
       
       อันเนื่องมาจากงานเฉลิมฉลองสริราชสมบัติ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในฐานะพระราชอาคันตุกะ กลายเป็นที่รู้จักและเป็นขวัญใจของประชาชนไทยไปในเวลาอันรวดเร็ว
       
       ความเป็นขวัญใจและความนิยมที่พุ่งขึ้นสูงจากปากต่อปาก ต่อไปถึงสื่อสารมวลชน ยังได้เปิดตาของคนไทยให้ยลไปได้ไกลถึงภูฏาน แผ่นดินมังกรของเจ้าชายแห่งเทือกเขาหิมาลัย และเปิดหูของคนไทยให้ได้ยินถึงปรัชญาการพัฒนาของราชอาณาจักรภูฏาน ที่เน้นความยั่งยืน พอเพียง มีเป้าหมายที่เรียกด้วยคำพื้นๆ ว่า ‘ความสุข’ ซึ่งเริ่มต้นเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาของภูฏาน นับตั้งแต่ พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระราชบิดาของเจ้าชายเคเซอร์ มีกระแสพระราชดำรัสในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 2515 ว่า
       
       “ดัชนีชี้วัดความสุข Gross National Happiness (GNH) สำคัญกว่าดัชนีวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ Gross National Product (GNP)”
       
       เป็นการรู้จักดัชนีที่ใช้วัดการเติบโตของสังคมไทยใหม่ๆ ของคนไทยในจังหวะเดียวกับที่ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กำลังจะประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาของรัฐไทยที่จะเริ่มต้นเดือนตุลาคม 2549 ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน’ ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 5 ด้าน คือ
       
       1. การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ เพื่อให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมฐานความรู้ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ
       
       2. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมเป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ การใช้งบประมาณ การใช้ทรัพยากร ผ่านการทำแผนชุมชน
       
       3. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน กระจายความเสี่ยงการผลิตจากการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมอย่างเดียวลงสู่ภาคบริการ และเน้นจุดแข็งด้านการเกษตร เข้าสู่อุตสาหกรรมเกษตร เน้นการออมเพื่อเป็นฐานในการลงทุน เน้นยุทธศาสตร์เรื่องพลังงานที่จะสามารถพึ่งพาตนเองได้
       
       4. การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
       
       5. การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ความยั่งยืน การปรับระบบบริหารจัดการภาครัฐให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล
       
       อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่ GNH จะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะเจ้าชายแห่งภูฏานไม่นานนัก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยเปิดประเด็นเรื่อง GNH กับสังคมไทยมาครั้งหนึ่ง และล่าสุดออกมาเน้นย้ำอีกครั้งว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย จะต้องมีดัชนีใหม่ๆ มาชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา มุ่งชี้วัดอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยจีดีพี (Gross Domestic Product) ได้สร้างปัญหาสั่งสมไว้มากมาย ต้องหันมายึดทั้งกระแสหลักและกระแสการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดการพึ่งพาน้ำมันที่ต้องนำเข้ามา
       
       แล้วผู้ว่าแบงก์ชาติก็เสนอว่า ควรใช้ดัชนีวัดที่เรียกว่า Well Beings Index ซึ่งมีดัชนีชี้วัดทั้งหมด 7 ด้านประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ดัชนีชี้วัดด้านรายได้และการกระจายรายได้ ชีวิตและครอบครัว สภาพแวดล้อม การบริหารจัดการที่ดีสุขภาพอนามัย ความรู้ และวิธีการทำงาน โดยบอกด้วยว่าเตรียมจะเสนอต่อที่ประชุมสภาพัฒน์
       
       ที่ผ่านมา การวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยดัชนีที่