ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
24-11-2020, 16:42
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  เรื่องจริงที่แนวรบพันธมิตรกู้ชาติไม่อยากได้ยิน ก็คือ......... 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
เรื่องจริงที่แนวรบพันธมิตรกู้ชาติไม่อยากได้ยิน ก็คือ.........  (อ่าน 4964 ครั้ง)
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« เมื่อ: 04-07-2006, 08:54 »

การได้อ่านบทความที่เขียนโดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นำเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล อันนำมาซึ่งอาการ 'ขยาด' ของกลุ่มก๊วนพันธมิตรฯที่ตอนนี้กำลังคิดการ 'แลกเลือด' เพื่อหวังโค่นระบอบทักษิณให้ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้


อนึ่ง 'อะไรจ๊ะ' มิได้หวังสักนิดเดียวที่จะให้เพื่อนสมาชิกในบอร์ดนี้เห็นคล้อยกับบทความดังกล่าว หากแต่อยากใคร่เชิญชวนให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยโปรดนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์อีกด้านมาแลกเปลี่ยนกันอย่างผู้ที่เจริญแล้ว

โปรดชี้แนะด้วยเถิด


ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้ นอกจากจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาล ที่ต้องการปฏิรูปสังคมไทย ตามแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ กับกลุ่มแนวร่วมต่อต้านโลกาภิวัตน์แล้ว ยังมีมิติทางชนชั้นอันแหลมคมคือ เป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างชนชั้นล่างในเมืองและชนบทที่สนับสนุนผู้นำรัฐบาล และระบอบประชาธิปไตยกับชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมือง ที่ต้องการขับไล่ผู้นำรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ

ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทประกอบด้วย ประชาชนระดับรากหญ้าที่ตั้งแต่เกิดจนตายมีชีวิตยากจน ลำบากยากแค้น ไม่แน่นอน ไม่มีการศึกษา ขาดเงินทุน มีแต่หนี้สินและโรคภัยไข้เจ็บ ยาเสพติดในละแวกบ้าน อิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ การข่มเหงรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้ใด ไม่มีปากมีเสียง ถูกละเลยผ่านพ้นรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย

พวกเขามีข้อได้เปรียบเพียงประการเดียวคือ มีจำนวนคนมากนับสิบล้านคนทั่วประเทศ และระบบการเมืองที่พอจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีปากมีเสียงบ้างก็คือ ระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นระบอบที่ทุกคนมี "หนึ่งเสียงเท่ากัน" ไม่ว่ายากดีมีจน การศึกษาสูงหรือต่ำ และยังเป็นระบบเดียวที่ทำให้พวกเขา พอจะส่งอิทธิพลไปยังนักการเมืองได้บ้าง

พวกเขาสนับสนุนผู้นำรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง ก็เพราะนี่เป็นรัฐบาลแรกที่หยิบยื่นผลประโยชน์รูปธรรมเฉพาะหน้า ให้กับพวกเขาได้จริง ผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ พักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หมู่บ้านเอสเอ็มแอล ขจัดปัญหายาเสพติด ลดอิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ แปลงหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ ฯลฯ

ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดที่ชนชั้นล่าง ต้องประสบตลอดชีวิต ชนชั้นกลางมีเงิน การศึกษา ตำแหน่งงาน บ้าน รถยนต์ มีช่องทางเข้าถึงเงินทุนและเงินกู้ในระบบ เจ็บป่วยก็มีเงินรักษา ไม่มีปัญหายาเสพติดในละแวกบ้าน ไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐและอำนาจเถื่อนรังแก ไม่ต้องพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองท้องถิ่น พวกเขาจึงมองชนชั้นล่างอย่างดูถูกดูแคลน ว่า "ถูกซื้อ" โดยรัฐบาล

พวกเขาต้องการโค่นล้มผู้นำรัฐบาลและเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งก็เพราะในระยะ 5 ปีมานี้ พวกเขาได้สูญเสีย "สวรรค์ของอภิสิทธิ์ชน" ของตนไปเรื่อยๆ

กลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาดระบบเศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปี กำลังสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไปอย่างรวดเร็ว เพราะการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนของรัฐบาล พวกเขาจึงต้องโค่นล้มรัฐบาล เพื่อยุตินโยบายดังกล่าว และฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปสู่ระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ดังเดิม

ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจต้องการขับไล่รัฐบาล เพราะสูญเสียประโยชน์และสถานภาพ จากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นบริษัทมหาชน องค์กรพัฒนาเอกชนที่ต่อต้านทุนนิยมต้องการโค่นล้มรัฐบาล เพราะปฏิเสธการพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัย ปฏิเสธการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องการฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปเป็นสังคมเกษตรกรรม หมู่บ้านบุพกาลตามลัทธิชุมชนอนาธิปไตยของพวกตน

ข้าราชการเทคโนแครตไม่ต้องการรัฐบาลและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจ เกียรติภูมิและสถานภาพ จากเดิมที่เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริงและมีอิทธิพลเหนือรัฐมนตรีนักการเมือง แต่วันนี้ พวกเขาเป็นเพียงคนรับคำสั่งของนักการเมือง

กลุ่มก๊วนการเมืองต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะทำให้พวกตนไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องผูกติดกับระบบพรรค ไม่สามารถข่มขู่รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีให้แบ่งปันผลประโยชน์แก่พวกตนได้เหมือนในอดีต

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม ไม่ต้องการโลกาภิวัตน์ แล้วยังสูญเสียสถานภาพและความน่าเชื่อถือตลอด 5 ปีมานี้ เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจนักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้คุณค่าความสำคัญแก่ราษฎรอาวุโส อีกทั้งยังคอยกล่าวตอบโต้รุนแรงอยู่เสมอ

นักวิชาการและราษฎรอาวุโสเหล่านี้ปากพูดว่า "ต้องการประชาธิปไตย" แต่วันนี้ กำลังเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ เอาระบบจารีตนิยมเข้ามากุมอำนาจรัฐ บางคนเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ฝ่ายทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เอาเผด็จการทหารกลับคืนมา ทั้งหมดนี้ เพื่อโค่นล้มผู้นำรัฐบาลเพียงคนเดียว ที่น่าสังเวชคือ นักวิชาการเหล่านี้บางคนปากอ้างมาตลอดชีวิต ว่า เป็นทายาททางคุณธรรมของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์

แม้แต่อดีตฝ่ายซ้ายและนักต่อสู้กับเผด็จการทหารในอดีต มาวันนี้กลับขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อชีวิต วิงวอนร้องขอ "รัฐบาลพระราชทาน" ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ ฟื้นระบอบจารีตนิยม

แม้เฉพาะหน้าจะเป็นประเด็นความไม่โปร่งใสของผู้นำรัฐบาล แต่พื้นฐานความขัดแย้งคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผู้นำรัฐบาลทำให้ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองสูญเสียประโยชน์และสถานภาพอภิสิทธิ์ ทำให้ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทัดเทียมกัน

แม้คำขวัญเบื้องหน้าคือ "กู้ชาติ" "ปฏิรูปการเมือง" และชื่อกลุ่มลงท้ายด้วยคำว่า "เพื่อประชาธิปไตย" แต่เนื้อแท้คือ ต้องการฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่แบ่งอำนาจให้กับชนชั้นล่างมากเกินไป และเปิดช่องให้มีการปฏิรูปทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น วาระของพวกเขาจึงเป็นปฏิกิริยาและถอยหลังเข้าคลอง

สิ่งที่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่ "หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน" แต่เป็นระบอบคณาธิปไตยที่ชนชั้นนำ และชนชั้นกลางในเมืองมีอำนาจอภิสิทธิ์ และมีเสียงเหนือชนชั้นล่าง เป็นระบอบที่คนส่วนน้อยในเมืองจำนวนหนึ่งมีเสียงเหนือกว่า สามารถ "สั่ง" และขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียงข้างมากของประชาชนชั้นล่างนับสิบล้านคนได้

ประชาธิปไตยไทย จึงไม่มีวันเป็น "ประชาธิปไตย" ไปได้ เป็นได้แค่คณาธิปไตยจารีตนิยม


หากเปรียบประวัติศาสตร์เป็นเหมือนละครโรงใหญ่ ก็เป็นละครที่มีความสลับซับซ้อน แยกถูกผิดไม่ชัด เต็มไปด้วยตัวละครที่มีบุคลิกก้ำกึ่งดีเลว ดูไม่ออกว่า ใครเป็นพระเอกนางเอก ใครเป็นผู้ร้าย บางครั้งประวัติศาสตร์ก็เลือกตัวละครที่ดูเหมือนเป็นผู้ร้าย หรือคนชั่วมาเป็นผู้ผลักดันจุดประสงค์หลักของเรื่อง ให้สำเร็จได้ในตอนจบ พร้อมด้วยผู้คนที่ล้มตายคณานับ

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ละครไทยน้ำเน่าในทีวีตอนหัวค่ำ ซึ่งแยกถูกผิดขาวดำชัดเจน มีฝ่ายความดีของพระเอกนางเอกที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง กับฝ่ายความชั่วของผู้ร้ายนางอิจฉาที่เลวทรามสุดขั้ว คนดูละครรู้ได้ทันทีตั้งแต่ต้นว่า ใครดีใครชั่ว และมั่นใจได้ว่า ความดีจะชนะความชั่ว

แต่ผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะเอาจินตนาการละครไทยไปยัดใส่ประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเรื่องสองขั้ว ขาวสู้กับดำ ความดีสู้กับความชั่ว ธรรมะสู้กับอธรรม

ความขัดแย้งทางการเมืองในหลายเดือนมานี้ ได้ถูกนักเคลื่อนไหวมวลชน นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน สมาชิกวุฒิสภา กระพือให้เข้าใจว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้นำรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ ทุจริตคอร์รัปชัน ขายชาติ กับขบวนการมวลชนที่รักเอกราช รักชาติ รักประชาธิปไตย กระทั่งเอาเหตุการณ์ในวันนี้ไปเทียบกับกรณี 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535

แต่การเมืองไทยไม่ใช่ละครน้ำเน่าที่ความดีสู้กับความชั่ว หากเป็นการต่อสู้สองแนวทางที่ชี้ขาดว่า สังคมไทยจะเดินไปทางไหน ไปสู่แนวทางทุนนิยมพัฒนาแล้วภายใต้ระบอบโลกาภิวัตน์ หรือจะถอยหลังไปเป็นทุนนิยมล้าหลัง ด้อยพัฒนาทางการผลิต เทคโนโลยี และคุณภาพมนุษย์เหมือนเดิม เป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านโลกาภิวัตน์

แม้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะชูประเด็นเฉพาะหน้าเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและ "จริยธรรม" ของผู้นำรัฐบาล แต่เบื้องหลังคือ การต่อต้านนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในแนวทางทุนนิยมทั้งชุดของผู้นำรัฐบาล ได้แก่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนผ่านองค์การการค้าโลกและเอฟทีเอ การปฏิรูปกฎหมายให้มีการแข่งขันทางธุรกิจทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ การปฏิรูปการศึกษา นโยบายประชานิยมที่หว่านเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทลงสู่ระดับรากหญ้า กระตุ้นทั้งการบริโภค การลงทุน และการประกอบธุรกิจในระดับล่าง

ผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบันเป็นตัวอย่างของขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์ เพราะแม้ว่าผู้นำจะมีวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างชัดเจน และเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันสังคมไทยไปในแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แต่ผู้นำก็เติบโตมาด้วยธุรกิจผูกขาดและไม่โปร่งใส เข้าสู่อำนาจด้วยธนกิจการเมือง ยึดติดระบบเครือญาติคนใกล้ชิด และจำต้องร่วมมือกับกลุ่มการเมืองในพรรคที่ทุจริต

เนื้อแท้ที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ของกลุ่มพันธมิตรเห็นได้จาก "วาทกรรม" ของพวกเขาที่ผูกโยงนิยามของ "ทุจริตคอร์รัปชัน" เข้ากับ "การขายชาติ" ซึ่งหมายถึง การเปิดเสรีการค้าการลงทุน การทำเอฟทีเอ และการแก้กฎหมายเปิดประตูให้ทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทแข่งขันในเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

แม้แต่องค์ประกอบของพันธมิตรก็เป็นแนวร่วมของกลุ่มทุนเก่าที่สูญเสียประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มครูบางส่วน นักการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรพัฒนาเอกชนที่ต่อต้านทุนนิยม นักวิชาการบางกลุ่ม ทั้งหมดร้องตะโกนแสดงความ "รักชาติ" คัดค้าน "การขายชาติ" กันอย่างสุดเสียง

กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยเคลื่อนไหวกรณีพฤษภาคม 2535 และปัจจุบันก็ยังคงจมอยู่ใน "วาทกรรม" ดั้งเดิม สร้างจินตนาการรวมหมู่ว่า พวกตนเป็นขบวนการรักชาติประชาธิปไตยที่กำลังเคลื่อนไหวโค่นล้ม "เผด็จการทุนขายชาติ" เช่นเดียวกับเมื่อ 14 ปีก่อน ที่เคลื่อนไหวโค่นล้ม "เผด็จการ รสช."

แต่เงื่อนไขประวัติศาสตร์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเคลื่อนไหวในวันนี้เป็นได้เพียง "ละครลอกเลียนแบบ" ของเหตุการณ์พฤษภาคมเท่านั้น

ประการแรก รัฐบาลนี้และผู้นำเป็นผลพวงโดยตรงของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง คือมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เกิดจากอำนาจนอกสภาที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสืบทอดอำนาจในกลุ่มตน

ประการที่สอง ผู้นำรัฐบาลยังคงได้รับความนิยมอย่างเข้มแข็งจากประชาชนในหัวเมืองและชนบท โดยเฉพาะระดับรากหญ้าที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

ประการที่สาม ความขัดแย้งใหญ่ในอดีตอยู่ที่คำถามว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย หรือจะถอยหลังไปเป็นประเทศกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยต่อไป แต่ความขัดแย้งใหญ่ในปัจจุบันคือ ประเทศไทยจะก้าวเดินไปบนหนทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์หรือจะถอยหลังไปสู่เศรษฐกิจทุนนิยมด้อยพัฒนาในอดีต

ประการที่สี่ การเคลื่อนไหวในวันนี้ ไม่ใช่พลังมวลชนประชาธิปไตยเป็นกำลังหลัก แต่เป็นการผสมผเสของกลุ่มมวลชน เข้ากับนายทุนหนังสือพิมพ์ที่ทุจริตและไม่ได้ประโยชน์จากรัฐบาล รวมกับบรรดากลุ่มการเมืองและธุรกิจนอกสภาที่เสียประโยชน์ ใช้วิธีการทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญเพื่อ "แก้แค้น" ด้วยการโค่นล้มรัฐบาล

ประการสุดท้าย ฝ่ายต่อต้านมีจุดร่วมประการเดียวคือ โค่นล้มผู้นำรัฐบาลด้วยวิธีการนอกสภาและนอกรัฐธรรมนูญ ไม่มีวิสัยทัศน์ถึงอนาคตของเศรษฐกิจการเมืองไทย บางส่วนชูคำขวัญ "ปฏิรูปการเมืองรอบสอง" ที่คลุมเครือและส่อแววย้อนยุคไปสู่การเมืองที่รัฐบาลอ่อนแอ แต่กลุ่มก๊วนการเมืองเข้มแข็งในอดีต

ส่วนในด้านเศรษฐกิจ ก็มีเพียงอารมณ์คลั่งชาติที่เกลียดกลัวทุนต่างชาติและต่อต้านเปลี่ยนแปลง ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมไทยให้พัฒนาก้าวหน้าและมีความเป็นธรรม ในแง่นี้ ฝ่ายต่อต้านจึงมีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #1 เมื่อ: 04-07-2006, 09:07 »

อุ๊ย...ข้อมูลของพระเจ้าถูกต้องเสมอ อย่าเผลอไปเถียงเขาล่ะ
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #2 เมื่อ: 04-07-2006, 09:26 »

ด้วยเหตุและผลจริงๆครับคุณINJ. หรือถ้าท่านอื่นคิดว่าการสร้างเว๊บขึ้นมาเพื่อด่าทักษิณลูกเดียวมันส์กว่าเยอะ....ก็ขอความกรุณาพูดออกมาตรงๆได้เลยครับ 'อะไรจ๊ะ' จะได้เปลี่ยนแนว.....หันมาด่าปากตลาดเรียก 'เฮีย' ก็ย่อมได้เหมือนกัน


ได้ทุกรูปแบบอ่ะคร้าบบบบบ Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
ThailandReport
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,415


« ตอบ #3 เมื่อ: 04-07-2006, 09:49 »

บทความใดๆก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเขียนด้วยคนที่มี รศ.ดร. อะไรนำหน้า ก็สามารถมีเหตุและผลได้ทั้งนั้น

ข้อเท็จจริงในสังคมคือ การเผชิญหน้า ก่อให้เกิดความเสียหายในทุกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางเศรษฐกิจ

เรื่องนี้ ใครๆก็ประจักษ์ชัดแจ้ง แก่หัวใจ

แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหว  เหล่านั้น จะ"ขยาด" อย่างที่คุณ อะไรจ้ะบอกหรือไม่ อันนี้ไม่ทราบ และดูเหมือนเป็นมุมมอง ทรรศนะของคุณคนเดียวที่ว่า ขยาดนะ เพราะข้อเท็จจริงอีกข้อ ที่เห็นล่าสุด มีคนร่วมรัฐนาวา ระดับรองนายก 2 คน ขยาด ออกไปแล้วหยกๆ

ลองมาคิดกันคร่าวๆ หาก รัฐหนึ่ง ถูกปครองโดยระบอบเด็จการแบบประชาธิปไตย คือ มีเลือกตั้งแต่ ระบบตรวจสอบทำงานไม่ได้ องค์กรอิสระถูกซื้อ หน่วยงานปราบคอรัปชั่น พิกลพิการ พยายามดองเรื่องยื้อเวลา เพื่อช่วยคนผิด สภาเป็นแหล่งรวมของการเล่นพรรคเล่นพวก ออกกฎหมายมิชอบเพื่อขายสมบัติชาติ และเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ผู้นำซุกหุ้น หาผลประโยชน์ โดยใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ และความชั่วร้ายอื่นๆมากมาย

แล้วจะปล่อยให้มันเป็น วิกฤติที่สุด ไปอย่างนั้นเรื่อยๆ จนกระทั่งประเทศกลายเป็นของต่างชาติอย่างนั้นหรือ
ควรหรือที่เราจะประนาม กลุ่มคนที่กล้าลุกขึ้นสู้ อำนาจเผด็จการที่ถือครองกฎหมายรัฐไว้เต็มรูปแบบ

หวังว่า คนที่อ้างคำว่า ด้วยเหตุและผล แต่การกระทำกลับเป็นการ พยายามแก้ต่างแทนนาย ด้วยทฤษฎีหรือบทความที่สอดคล้อง เอื้อประโยชน์ให้กับเป้าหมายปฎิญญาของตน  จะกลับใจได้สำนึก คืนเงินค่าจ้างที่รับจ้างมาเขียนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทรราชย์ เถิด



เลยก่อให้เกิดกลุ่มคนออม


บันทึกการเข้า

The only thing necessary for the triump of evil is for good men to do nothing !!
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย !
ลูกไทย หลานไทย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,196


วันนี้วันดี วันที่เป็นไท


« ตอบ #4 เมื่อ: 04-07-2006, 09:51 »

ผมอ่านได้สอง paragraph (นับจากคำว่า "ช่วยชี้แนะด้วยเถิด" ของคุณ)แล้วเริ่มงง อันดับแรกผมไม่คุ้นกับศัพท์ในสายรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์เลย (แม้ว่าคุณบอกว่าอาจารย์ท่านที่เขียนบทความท่านจบทางเศรษฐศาสตร์ แต่การใช้ภาษาไม่ใช่ภาษาของนักเศรษฐศาตร์) คำว่า "มิติทางชนชั้นอันแหลมคม" วัด ด่า เฮ้ล.... ยอมรับว่าพยายามจับคู่คำว่า dimension , level , อันแหลมคม  Rolling Eyes แต่ไม่รู้เรื่องจริงๆจนปัญญา ผมพอจะสรุปได้ว่านี่คือการพยายามแสดงคำว่า"มีความขัดแย้งและยังคุมเชิงกันอยู่ระหว่างคนรวยและคนจน" ในความเข้าใจง่ายๆของคนที่ไม่มีพื้นความรู้ด้านนี้ของผมมั้ง

หากติดตามมาตั้งแต่ต้นถึงกลุ่ม"นายทุน" ของพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็น มาลีนนท์ จึงรุ่งเรืองกิจ โพธารามิก ชินวัตร จะเห็นว่านี่ไม่ใช่กลุ่มรากหญ้าอย่างที่หลายคนอยากจะวาดภาพให้คนเข้าใจ เป็นที่เข้าใจกันง่ายๆคือพวกนี้คือนายทุนขนานแท้ที่สร้างตนจากวิถีทุนนิยมในแต่โบราณ กลุ่มพันธมิตรของนายทุนเหล่านี้ก็คือนายทุนเช่นกัน ไม่ใช่รากหญ้า

ใครๆก็รู้เรื่องนี้ครับ ไม่น่ามาสู่การวิเคราะห์อย่างนี้นะ ผมว่า

เมื่อสรุปหัวเรื่องมันไม่ใช่ เหตุผลที่ตามมาจากหัวเรื่องมันก็ไม่ใช

ขอถามเพื่อให้แน่ใจ นี่คือบทความของอาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านนี้ทั้งหมด หรือว่าเป็นคุณเขียนบทความนี้ครับ?
บันทึกการเข้า

Ŋēmŏ mē ĩmρưŋē ĺдċęşšįҐ
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #5 เมื่อ: 04-07-2006, 09:57 »

บทความใดๆก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเขียนด้วยคนที่มี รศ.ดร. อะไรนำหน้า ก็สามารถมีเหตุและผลได้ทั้งนั้น
จำเป็นต้องให้เครดิตผู้เขียนโดยการนำตำแหน่งทางวิชาการมาใส่ไว้ให้ครบ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งทางวิชาการทำให้ข้อมูลมีเหตุผลหรือไม่ ข้อเท็จจริงของผู้เขียนต่างหากเล่าที่ผู้อ่านจักต้องวิเคราะห์ให้ชัดแจ้ง อย่ามีอคติเลยครับ


ข้อเท็จจริงในสังคมคือ การเผชิญหน้า ก่อให้เกิดความเสียหายในทุกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางเศรษฐกิจ

เรื่องนี้ ใครๆก็ประจักษ์ชัดแจ้ง แก่หัวใจ

แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหว  เหล่านั้น จะ"ขยาด" อย่างที่คุณ อะไรจ้ะบอกหรือไม่ อันนี้ไม่ทราบ และดูเหมือนเป็นมุมมอง ทรรศนะของคุณคนเดียวที่ว่า ขยาดนะ เพราะข้อเท็จจริงอีกข้อ ที่เห็นล่าสุด มีคนร่วมรัฐนาวา ระดับรองนายก 2 คน ขยาด ออกไปแล้วหยกๆ

ลองมาคิดกันคร่าวๆ หาก รัฐหนึ่ง ถูกปครองโดยระบอบเด็จการแบบประชาธิปไตย คือ มีเลือกตั้งแต่ ระบบตรวจสอบทำงานไม่ได้ องค์กรอิสระถูกซื้อ หน่วยงานปราบคอรัปชั่น พิกลพิการ พยายามดองเรื่องยื้อเวลา เพื่อช่วยคนผิด สภาเป็นแหล่งรวมของการเล่นพรรคเล่นพวก ออกกฎหมายมิชอบเพื่อขายสมบัติชาติ และเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ผู้นำซุกหุ้น หาผลประโยชน์ โดยใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ และความชั่วร้ายอื่นๆมากมาย

แล้วจะปล่อยให้มันเป็น วิกฤติที่สุด ไปอย่างนั้นเรื่อยๆ จนกระทั่งประเทศกลายเป็นของต่างชาติอย่างนั้นหรือ
ควรหรือที่เราจะประนาม กลุ่มคนที่กล้าลุกขึ้นสู้ อำนาจเผด็จการที่ถือครองกฎหมายรัฐไว้เต็มรูปแบบ

หวังว่า คนที่อ้างคำว่า ด้วยเหตุและผล แต่การกระทำกลับเป็นการ พยายามแก้ต่างแทนนาย ด้วยทฤษฎีหรือบทความที่สอดคล้อง เอื้อประโยชน์ให้กับเป้าหมายปฎิญญาของตน  จะกลับใจได้สำนึก คืนเงินค่าจ้างที่รับจ้างมาเขียนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทรราชย์ เถิด



เลยก่อให้เกิดกลุ่มคนออม

ความเห็นของคุหลากหลายประเด็นจนผมตามไม่ทัน รบกวนยกขึ้นมาสัก 1 ประเด็นที่คุณคิดว่าทักษิณเลว...เราจะได้มาคุยกันแบบจะจะ...ดีไหมครับ?



บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #6 เมื่อ: 04-07-2006, 09:59 »

กำลังมันส์เลย...แต่'อะไรจ๊ะ'ต้องเข้าประชุม กรุณา 'ยิง' ข้อมูลและคคห.ที่สร้างสรรค์ได้เต็มที่แบบไม่ต้องเกรงใจทิ้งไว้ได้เลยครับ ช่วงบ่ายๆ'อะไรจ๊ะ' จะกลับมาตอบในทุกลีลาและประเด็น

 Innocent
บันทึกการเข้า
จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #7 เมื่อ: 04-07-2006, 10:17 »

จริงไม่ค่อยอยากมาตอบกระทู้ อะไรจ๊ะ เลย เพราะเบื่อความแถของอะไรจ๊ะมาก

-รศ.ดร.พิชิต บอกว่า ชนชั้นกลาง ต้องการขับไล่ผู้นำรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ
ผมไม่ได้คิดจะฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เห็นว่าหลายครั้ง ที่รัฐบาลนี้ใช้ช่องทางกฏหมายหาประโยชน์เข้ากระเป๋าพวกพ้อง
และเลือกปฎิบัติในการปราบทุจริต เช่น FTA แปรรูป ปตท.ไม่โปร่งใส แปรรูปการไฟฟ้า แก้กฏสัมปทานมือถือของAIS ไอทีวี CTX กล้ายาง ลำไย
มันมากมายหลายครั้งจนรับไม่ได้ ฝ่ายค้านก็อ่อนแอเพราะได้เสียงมาน้อยจนตรวจสอบไม่ได้
กลไกทางการเมืองก็เกิดสูญญากาศ ไม่มีปปช สว ก็ถูกล็อบบี้โดยรัฐบาล จากการบอกเล่าของ สว มาหลายคนหลายครั้ง
เรื่องเหล่านี้ทั้งหมดไม่มีความกระจ่าง และรัฐบาลก็ไม่มีคำตอบไม่ได้รับการตรวจสอบในหลายเรื่อง

-ที่บอกว่า รัฐบาลนี้ปราบยาเสพติด แต่ พิชิต ไม่บอกว่ามันปราบยังไง แสดงแต่ด้านดีของรัฐบาล ขาดความเป็นกลาง ก็แค่นักวิชาการรับตังนักการเมือง
วิธีฆ่าตัดตอนได้ผลดีระยะหนึ่ง ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาเยอะขึ้น แล้วถ้ามันเยอะกลับไปเป็นอย่างเก่าจะแก้ด้วยการฆ่าตัดตอนอีกรึเปล่า
ถ้าแบบนั้นก็ระบุลงไปเป็นในกฎหมายเลย ใครค้ายาเสพติดประหารได้เลยไม่ต้องขึ้นศาล ให้ชาวโลกได้ขำๆกัน

-เรื่องบอกอำนาจเถื่อนรังแก แล้วไอ้ข่าวที่อำนาจเถื่อนของรัฐมันไล่รังแกฝ่ายตรงข้ามไม่พูดถึง
ไปบอกหัวคะแนนฝ่ายตรงข้ามช่วงเลือกตั้งให้ไปไกลๆ ไม่งั้นจะถูกหมายหัวเป็นผู้มีอิทธิพลและถูกกำจัด

-เรื่อง พวกเขาได้สูญเสีย "สวรรค์ของอภิสิทธิ์ชน" มันคืออะไรฟะ งง เป็นนักวิชาการพูดจามั่วๆ ฟังไม่รู้เรื่อง อธิบายให้ละเอียดหน่อย

-กลุ่มทุนเก่า ไม่ได้สนใจว้อย เบื่อพวกชอบอ้าง กลุ่มทุนเก่า ตอนนี้สนใจแต่กลุ่มทุนแม้วนี่แหละ โคตรตะกละตะกลาม

-ข้าราชการเทคโนแครต เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง  แต่วันนี้ พวกเขาเป็นเพียงคนรับคำสั่งของนักการเมือง อันนี้ก็งงอีก ไม่เข้าใจ มันเปลี่ยนยังไง
ข้าราชการก็เห็นมันรับคำสั่งของนักการเมืองมาทุกยุค

-นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม
ตกลง เกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล ผิดด้วยเหรอ มันถูกต้องแล้วนิ

-นักวิชาการเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" มันไม่ใช่นักวิชาการทุกคน ท่าทางพิชิตไม่ได้ดูรายการถึงลูกถึงคน
เสียงแตกทางความคิดเห็น เพราะประเทศเรามีเสรีภาพทางความคิด

-ชนชั้นนำและชนชั้นกลาง สูญเสียประโยชน์และสถานภาพอภิสิทธิ์
สถานภาพอภิสิทธิ์ นี่มันคืออะไร ทำอะไรได้ พูดจาไม่รู้เรื่องไม่ยกตัวอย่างมาให้ฟังเลย

-"หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน" ใครไปเถียงฟะ พูดซ้ำซากเหมือนทักษินอีกละ

-การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนผ่านองค์การการค้าโลกและเอฟทีเอ
รัฐบาลนี้ไม่ได้ทำอะไรโปร่งใส สักกะอย่าง คดี กฟผ เป็นตัวอย่าง FTA ก็มุบมิบไปเจรจาหน้าด้านๆ ทั้งที่มันมีผลได้ผลเสีย กับ ประชาชนจำนวนมาก

-"ละครลอกเลียนแบบ" ของเหตุการณ์พฤษภาคม การประท้วงครั้งนี้มันก็คนละเหตุผลกับ พฤษภาทมิฬ อยู่แล้วจะเอาไปเปรียบเทียบเพื่อด่าอีกทำไม

มันเยอะมากมายเหลือเกิน ที่รู้สึกได้ว่า พิชิต คนนี้ มั่วและไร้เหตุผลในหลายๆกรณี อีกทั้งมักจะให้ภาพดีของรัฐบาลเกือบจะด้านเดียว ไม่ให้หลักความจริงทั้งสองด้าน
เป็น ดร.แล้วเอียงแบบนี้ ดูทุเรศยังไงไม่รู้ ถ้าเป็นความเห็นชาวบ้านว่าไปอย่าง ผมไม่มีความรู้สึกว่าเขาน่าเชื่อถือเลย จบ
บันทึกการเข้า

In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #8 เมื่อ: 04-07-2006, 10:22 »

คุณ "อะไรจ๊ะ" ครับ

ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเนี้ยคือใครหรอครับ...

เห็นคุณ "อะไรจ๊ะ" รอบรู้ทุกด้านอยากเรียนถามไว้ประดับขี้เลื่อยหน่อยครับ...
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 04-07-2006, 10:41 »

อ่านไปแล้ว เอามาแปะทำไมเยอะแยะหน่ะ
แล้วบทความนี้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า

คำตอบคือ เปล่าเลย เพราะเค้ามองด้านเดียว ไม่ได้มองอีกด้าน
ส่วนคุณก็บอกว่าว่า ฝ่ายเรามองด้านเดียวไม่ได้มองอีกด้าน

จริงๆ แล้วเรามองทั้งสองด้าน แต่ชั่งน้ำหนักแล้ว ผลแย่ๆ มันเยอะกว่าในระยะยาว

ในนี้ไม่เห็นมีใครบอกว่า 30 บาทไม่ดี แต่บอกว่ามันมีปัญหา
กองทุนหมู่บ้าน แนวคิดเริ่มต้นหน่ะดี แต่ทักษิณเอาไปให้เป็นเงินหว่านหน่ะมีปัญหา

ปัญหาไม่ได้เกิดจากดำริของนโยบาย แต่เกิดจากการใช้นโยบาย
บิดเบือนเจตนารมณ์เดิมของแนวคิด ที่จะให้เกิดการพัฒนาจากด้านล่างสู่ด้านบน
ไปๆ มาๆ กลายเป็นหว่านเงิน ทำให้ชาวบ้านไม่พัฒนา จะรอคอยรับแต่เงินหลวง
หรือไม่ก็เอาหนี้เก่าไปจ่ายหนี้ใหม่ พอเป็นหนี้กองทุน ก็ไปกู้นอกระบบมาใช้

เข้าใจคำว่า วัฏจักรแห่งความชั่วร้ายมั้ยคะ
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
555555555555
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 309



« ตอบ #10 เมื่อ: 04-07-2006, 10:46 »

ผมมองว่าบทความนี้มองความจริงแค่ครึ่งเดียว แต่อีกหลายส่วนล้วนแต่แต่งแต้มขึ้นด้วยความรู้สึกชอบพอทักสิน และ ด้วยความรู้สึกส่วนตัวที่ชิงชังกลุ่มต่อต้านทักสินเท่านั้น แทบจะไม่มีโครงสร้างทางด้านการวิเคราะห์ทางด้านองคืประกอบอื่นๆมาประกอบเลย โดยเฉพาะตรงที่กล่าวว่า

 "ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดที่ชนชั้นล่าง ต้องประสบตลอดชีวิต ชนชั้นกลางมีเงิน การศึกษา ตำแหน่งงาน บ้าน รถยนต์ มีช่องทางเข้าถึงเงินทุนและเงินกู้ในระบบ เจ็บป่วยก็มีเงินรักษา ไม่มีปัญหายาเสพติดในละแวกบ้าน ไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐและอำนาจเถื่อนรังแก ไม่ต้องพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองท้องถิ่น พวกเขาจึงมองชนชั้นล่างอย่างดูถูกดูแคลน ว่า "ถูกซื้อ" โดยรัฐบาล "

นี่แสดงให้เห็นว่าคิดเองเออเองไปเสียหมด ไม่ได้ทำการสำรวจความคิดเห็น หรือ ทำการวิจัยออกมาอย่างเป็นรูปธรรม แต่คาดเดา ด้วยอคติทั้งสิ้น  ชนชั้นกลางที่อยู่ทุกวันนี้ ก็มีชีวิตไม่แตกต่างจากคนไทยดดยรวมทั่วไป ก้คือ มีระดับชั้นของชีวิต บ้างก็มีเงินน้อย บ้างก็มีเงินเยอะ ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนต้องต่อสู้ฟันฝ่ามรสุมชีวิตเช่นกัน อย่าลืมว่าค่าครองชีพ ในเมืองหลวงมันสูงกว่าชนบท ชีวิตไม่ได้สวยหรูเหมือนดั่งบทความนี้ เจ็บป่วยไม่มีเงินรักษาก้มี เจ้าหน้าที่รัฐกลั่นแกล้งก็มีบ่อยไป การที่มองว่าชนชั้นล่างถูกซื้อเพราะ เราเข้าใจว่า คนชั้นล่างกำลังถูกหลอกโดยคนชั้นกลางหรือชั้นสูงอีกที เพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มนั้นๆ

ผมมองว่าถ้านี่คือ บทความของ อาจารย์ท่านนี้ ผมว่า ท่านไม่ควรมาสอนที่มหาวิทยาลัยเลย ให้ตายสิ ได้ ดีอกเตอร์มาได้ไง
ส่วนอะไรจ๊ะที่บอกว่า
 "กลุ่มก๊วนพันธมิตรฯที่ตอนนี้กำลังคิดการ 'แลกเลือด' เพื่อหวังโค่นระบอบทักษิณให้ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้"
ช่วยแหกตาดูก่อนนะว่าใครที่มันอยากจะให้ชนชั้นล่างแลกเลือดเพื่อพรรคของมัน ถ้าพรรคมันถูกยุบ สาดดดดดดดดดดดด
บันทึกการเข้า
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #11 เมื่อ: 04-07-2006, 10:50 »

"อะไรจ๊ะ" ข้อมูลเยอะก็น่าจะรู้นี่ว่า ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เนี่ยมีความสนิทชิดเชื้อกับ "คนในรัฐบาล"
เรื่องที่พวกเดียวกันมาเขียนเข้าข้างกันเองแล้วด่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองเนี่ย เอามาเป็นข้อมูลอ้างอิงได้ด้วยเหรอ อย่างนี้ไปเอาคำพูดของ "น้าหมัก" มาน่าจะดีกว่านะ
แล้วมีหลักฐานอะไรที่พิสูนจ์ได้ว่าข้อเขียนของ ดร.พิชิต เนี่ยเป็น "เรื่องจริง" หรือจ๊ะ
มันก็เป็นแค่ "สื่อ" อันนึง ที่ "อะไรจ๊ะ" ชอบด่าว่ามันไม่น่าเชื่อถือไม่ใชเหรอ?
บันทึกการเข้า
ThailandReport
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,415


« ตอบ #12 เมื่อ: 04-07-2006, 11:16 »

อ้างถึง
ข้อความโดย:A-Rai-Ja
รบกวนยกขึ้นมาสัก 1 ประเด็นที่คุณคิดว่าทักษิณเลว...เราจะได้มาคุยกันแบบจะจะ...ดีไหมครับ?

เริ่มเข้าใจแล้ว ว่าคุณ A-Rai-Ja  กำลังทำตัวเป็นเป้ากระสุนแทนนาย ติดธุระไปรับเงินค่าเขียนรายวัน เสร็จแล้วก็จะรีบกลับมาทำหน้าที่ต่อละสิ

ถ้ากระทั่งแค่ หาข้อสัก 1 ประเด็นที่คุณคิดว่าทักษิณเลว ไม่เจอ...ในเวบบอร์ดแห่งนี้เจอละก็ คุณก็ไม่สมควรเสนอหน้าเขียนอะไรอีกแล้วละมั้ง เหมือนกองขี้เละเต็มอยู่ตรงหน้าส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วคุณ ยังเดินย่ำยิ้มอย่างปลาบปลื้ม ทำเป็นมองไม่เห็นและต้องการให้คนชี้บอกนะ..สำหรับเรา..ขอผ่าน ไม่ลดตัวลงไปชี้ทางให้ละนะ ปล่อยให้คุณเหยียบย่ำขี้ ดำดิ่งสู่อเวจีหิวเงินของคุณต่อไปละกัน

ลองถามคุณ แอ่นแอ้นท์ก็ได้นะ
เธอเขียนเอาไว้ดีมากแล้ว ในคำตอบข้างบนนี้ของเธอ

คนเราไม่ใช่หมานะ ที่ต้องจงรักภักดี กะ ผู้มีบุญคุณแบบไม่ลืมหูลืมตา
เจ้าของหมาจะเตะ จะถีบ จะตี จะเอาลูกมันไปขาย จะทำอย่างไรกะมันก็ได้ เพียงแค่ มีบุญคุณให้น้ำข้าวคุณ เอ้ย! มันกิน

เลวก็คือเลว ดีก็คือดี ต้องแยกแยะ ระหว่างความดีกะความชั่ว มันไม่อาจปนเปื้อนกันได้
คนเก่ง อาจไม่ใช่คนดีเสมอไป
โครงการดี เมื่อบริหารด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ก็คือ การฉ้อฉล คอรัปชั่นเชิงนโยบาย ได้

สำหรับกับคนที่กล้าออกอากาศว่า ถ้าอยากให้ออก เพียงแค่เหนือหัวมากระซิบนะ พูดออกมาได้อย่างไร
ต้องกระซิบด้วยหรือ? บังอาจเหลือเกิน

สำหรับคนที่เป็นผู้บริหารบ้านเมืองในยุคประชาธิปไตย แต่พูดว่า ใครเลือกพรรคมัน จะพิจารณาเป็นพิเศษก่อน
ทำไม กกต.ไม่แบน เพราะอะไร คุณไม่ต้องเสียเวลาแก้ตัวแทน เนื่องจากชาวบ้านเขารู้เต็มอกแล้ว

การเริ่มขับไล่ ทรราชย์
น่าจะเริ่มจากการขับไล่ พวกที่สวมปลอกคอ เหล่านี้ออกไปจากเวบบอร์ดก่อนเป็นอันดับแรก ให้มันไปอยู่ยังที่มันควรอยู่
อย่าให้เวทีนี้ เป็นที่นำเสนอข้อแก้ตัวแทนนายของมัน เนื่องจากที่เดิม ใกล้จะไม่มีคนไปอ่านแล้ว มีแต่พวกรับจ้างอย่างพวกมันไปเขียนชเลียร์กันเอง มั่วกันเอง
ชอบเขียนแสดงออก ให้ดูเหมือนว่าตนเปี่ยมปัญญา สาระทฤษฎี
แต่บทบาทที่แสดง มันคืออนารยะชน ที่ดักดาน ดื้อด้าน ไม่ยอมรู้แจ้ง ตะแบงกันไปเรื่อยๆ
คุ้ยเขี่ยหา ข้อมูลที่เข้าข้างสร้างภาพให้ฝ่ายตนได้ มานำเสนอมันอยู่ร่ำไป

ต้องรอให้เจ้านายคุณลงโลงไปกี่ปี ถึงจะรู้สำนึกว่า ที่ทำทุกวันนี้นะ ...ผิดต่อแผ่นดิน

บันทึกการเข้า

The only thing necessary for the triump of evil is for good men to do nothing !!
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย !
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #13 เมื่อ: 04-07-2006, 11:23 »

สักวันเถอะครับคุณ "อะไรจ๊ะ" ลูกคุณ หลานคุณ หรือแม้แต่ตัวคุณเอง

จะต้องรู้สึกขอบคุณ "คนกู้ชาติ" อย่างพวกผม

หลักจากนี้อีกสัก 5 ปีเวลามีใครมาถามว่าเคยอยู่ฝ่ายไหน?

ก็อย่าลืมบอกนะครับว่าไปเชียร์ทักษิณที่ JJ ทุกทีที่มีโอกาส

อย่าลืมบอกว่า เป็นกลุ่มเรารักทักษิณ

อย่าลืมบอกว่า เคยมาต่อสู้ในเว็ปบอร์ดเพื่อทักษิณ

อย่าพลิกลิ้นบอกว่าเป็นพวกพันธมิตรนะครับ  Mr. Green  Rolling Eyes
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 04-07-2006, 11:28 »

เรื่องจริงที่แนวรบพันธมิตรกู้ชาติไม่อยากได้ยิน ก็คือ.........

คือ ..............



คือ ..........................





กุ ไม่ ออก








ปล. ขออภัยอย่างสูงถ้าไม่สุภาพ
บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
A-NOY
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 546


« ตอบ #15 เมื่อ: 04-07-2006, 11:51 »

นี่ถ้าเป็นดร.เขียนบทความว่าไอ้หน้าเหลี่ยมมันต้องบอกว่า นักวิชาเกินแหง
สุนัขรับใช้ไอ้หน้าเหลี่ยมทำงานอย่างขมักเขม่น
บันทึกการเข้า

A-NOY
Yodyood
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 528



« ตอบ #16 เมื่อ: 04-07-2006, 11:58 »

เรื่องจริงที่แนวรบพันธมิตรกู้ชาติไม่อยากได้ยิน ก็คือ.........
กุ ไม่ ออก
ถ้ามันไม่ออกผมจะออกไปอยู่เกาะเอง ไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินกะมัน

แล้วผมล่ะสงสั๊ย สงสัย
เป็นถึง รศ ด้านเศรษฐศาสตร์จะไม่เอาข้อมูลทางด้านเศรษฐศาสตร์มาชี้แจงให้ผมรู้แจ้งหน่อยเหรอ?
นอกจากท่านจะเล่นไปตีขุมด้านสังคมศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเอกของตัวเองเฉยแล้ว
ข้อมูลก็ไม่มีด้วยยังงี้ผมก็พูดได้จะเอาเป็นบทความเลยก็แต่งให้ได้ไม่ยากหรอกครับ
บันทึกการเข้า

~ You will never know the truth if you dare not to face it. ~
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 04-07-2006, 12:18 »

ส่วนอะไรจ๊ะที่บอกว่า
 "กลุ่มก๊วนพันธมิตรฯที่ตอนนี้กำลังคิดการ 'แลกเลือด' เพื่อหวังโค่นระบอบทักษิณให้ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้"
ช่วยแหกตาดูก่อนนะว่าใครที่มันอยากจะให้ชนชั้นล่างแลกเลือดเพื่อพรรคของมัน ถ้าพรรคมันถูกยุบ สาดดดดดดดดดดดด


ฝ่ายพันธมิตรมีแต่บอกว่า จะไม่ยอมให้มีเลือดของชาวบ้านตกถึงพื้นซักหยดเดียว

ส่วนไอ้พวกบ้า ที่บอกว่า ยุบพรรคแล้วนองเลือด ยุบพรรคแล้วเกิดสงครามกลางเมือง ลองไปถามไอ้ปาก***ที่อยู่ใน ทรท ซะก่อน ว่ามันเป็น สส. ประสาอะไร เอาชาวบ้านเป็นเครื่องมือ เห็นชาวบ้านเป็นผักปลา หรือไม่ก็ ลองไปถามไอ้หมอปาก***อุดรฯ นั่นดู จนป่านนี้มันยังไม่เลิกบ้า จะขนคนมากดดันศาล  Evil or Very Mad
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #18 เมื่อ: 04-07-2006, 12:59 »

อืมมมมมม   ผมอ่านบทความนี้มาหลายครั้งแล้วหล่ะ
และผมก็มีประเด็นที่อยากจะโต้แย้ง และ "อยากจะด่า" เยอะไปหมด
ประเด็นของผมส่วนมาก หลายๆท่านก็ได้ตอบมาในที่นี้เยอะแล้ว

ส่วนตัวดีใจนะครับ  ที่ผู้อ่านหลายๆท่านยังใช้"สติ" ในการอ่านบทความอยู่

เขาเหล่านั้นรู้เท่าทันว่าบทความต้องการจะสื่ออะไร อะไรคือเหตุผลสนับสนุน และอะไรคือ "การละเลงสี"
เพียงแค่จะสร้างจุดเด่น เร้าอารมณ์ ให้ผู้อ่านเคลิบเคลิ้มคล้อยตามได้โดยง่าย

สั้นๆเลย
-- อจ.วิชิตมีสิทธิ์ที่จะคิดว่าผู้ต่อต้านเป็นผู้เสียผลประโยชน์

-- แต่การโยงภาพของผู้ต่อต้าน - ผู้สนับสนุนทักษิณ เข้าไปผสมกับ เรื่องของการเอารัดเอาเปรียบระหว่างชนชั้น
ประเด็นนี้ อ.วิชิต สร้างความแตกแยกในสังคมโดยใช่เหตุ ไม่ได้คำนึงถึงผลที่ตามมาเลย
อย่างนี้ จะเรียกว่าอาจารย์เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือว่า เห็นแก่นักการเมื่องที่ท่านชอบครับ
หรือว่า ท่านดูลิเกมากเกินไปครับผม

ท้ายสุด
การต่อสู้ทางการเมืองจะใช้ยุทธวิธีใดก็แล้วแต่
แต่ไอ้วิธีสร้างความแตกแยกในสังคม อาศัยคำว่า "ราชนิกูล" "ชนชั้นสูง" รังแกชนรากหญ้า
แล้วก็สร้างภาพว่าตัวเองเป็นอัศวิน เป็นพวกเดียวกันกับชนรากหญ้า คนส่วนใหญ่ของประเทศ
หากินทางการเมืองด้วยวิธีสกปรกโสมมแบบนี้ ระวังจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่นะครับ ย้ำ สกปรก โสมม


ฟังดูเผินๆ มันเหมือนการปลุกกระแสล้มล้าง ยังไงก็ไม่รู้ (อันนี้แค่เดา อย่าซีเรียส)

อันที่จริง
การพัฒนาสังคมรากหญ้า ต้องเน้นที่การพัฒนาคุณค่าในตัวบุคคลก่อนครับ คนต้องนิยมคุณธรรมมากกว่าวัตถุ
แต่นี่ ทักษิณเล่นโยนเงินไปให้เลย ไม่สร้างความรู้สึกว่า"ตัวเราก็มีคุณค่า"ให้ชาวรากหญ้า
แถม .... แถมยังไปกรอกหูพวกเขาอีกว่า เธอรากหญ้า ชีวิตเธอด้อย เธอยากจน ฉันมาช่วยเธอ
ซึ่งก็ไม่ทราบหรอกนะ ว่าจริงใจ หรือหวังผลหาเสียง

แบบนี้ จะให้ผมเห็นด้วยเหรอครับ  ไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-07-2006, 13:01 โดย พระเอกละครหลังข่าว » บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #19 เมื่อ: 04-07-2006, 13:23 »

การได้อ่านบทความที่เขียนโดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นำเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล อันนำมาซึ่งอาการ 'ขยาด' ของกลุ่มก๊วนพันธมิตรฯที่ตอนนี้กำลังคิดการ 'แลกเลือด' เพื่อหวังโค่นระบอบทักษิณให้ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้


อนึ่ง 'อะไรจ๊ะ' มิได้หวังสักนิดเดียวที่จะให้เพื่อนสมาชิกในบอร์ดนี้เห็นคล้อยกับบทความดังกล่าว หากแต่อยากใคร่เชิญชวนให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยโปรดนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์อีกด้านมาแลกเปลี่ยนกันอย่างผู้ที่เจริญแล้ว

โปรดชี้แนะด้วยเถิด


ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้ นอกจากจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาล ที่ต้องการปฏิรูปสังคมไทย ตามแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ กับกลุ่มแนวร่วมต่อต้านโลกาภิวัตน์แล้ว ยังมีมิติทางชนชั้นอันแหลมคมคือ เป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างชนชั้นล่างในเมืองและชนบทที่สนับสนุนผู้นำรัฐบาล และระบอบประชาธิปไตยกับชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมือง ที่ต้องการขับไล่ผู้นำรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ

ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทประกอบด้วย ประชาชนระดับรากหญ้าที่ตั้งแต่เกิดจนตายมีชีวิตยากจน ลำบากยากแค้น ไม่แน่นอน ไม่มีการศึกษา ขาดเงินทุน มีแต่หนี้สินและโรคภัยไข้เจ็บ ยาเสพติดในละแวกบ้าน อิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ การข่มเหงรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้ใด ไม่มีปากมีเสียง ถูกละเลยผ่านพ้นรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย

พวกเขามีข้อได้เปรียบเพียงประการเดียวคือ มีจำนวนคนมากนับสิบล้านคนทั่วประเทศ และระบบการเมืองที่พอจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีปากมีเสียงบ้างก็คือ ระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นระบอบที่ทุกคนมี "หนึ่งเสียงเท่ากัน" ไม่ว่ายากดีมีจน การศึกษาสูงหรือต่ำ และยังเป็นระบบเดียวที่ทำให้พวกเขา พอจะส่งอิทธิพลไปยังนักการเมืองได้บ้าง

พวกเขาสนับสนุนผู้นำรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง ก็เพราะนี่เป็นรัฐบาลแรกที่หยิบยื่นผลประโยชน์รูปธรรมเฉพาะหน้า ให้กับพวกเขาได้จริง ผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ พักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หมู่บ้านเอสเอ็มแอล ขจัดปัญหายาเสพติด ลดอิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ แปลงหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ ฯลฯ

ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดที่ชนชั้นล่าง ต้องประสบตลอดชีวิต ชนชั้นกลางมีเงิน การศึกษา ตำแหน่งงาน บ้าน รถยนต์ มีช่องทางเข้าถึงเงินทุนและเงินกู้ในระบบ เจ็บป่วยก็มีเงินรักษา ไม่มีปัญหายาเสพติดในละแวกบ้าน ไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐและอำนาจเถื่อนรังแก ไม่ต้องพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองท้องถิ่น พวกเขาจึงมองชนชั้นล่างอย่างดูถูกดูแคลน ว่า "ถูกซื้อ" โดยรัฐบาล

พวกเขาต้องการโค่นล้มผู้นำรัฐบาลและเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งก็เพราะในระยะ 5 ปีมานี้ พวกเขาได้สูญเสีย "สวรรค์ของอภิสิทธิ์ชน" ของตนไปเรื่อยๆ

กลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาดระบบเศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปี กำลังสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไปอย่างรวดเร็ว เพราะการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนของรัฐบาล พวกเขาจึงต้องโค่นล้มรัฐบาล เพื่อยุตินโยบายดังกล่าว และฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปสู่ระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ดังเดิม

ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจต้องการขับไล่รัฐบาล เพราะสูญเสียประโยชน์และสถานภาพ จากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นบริษัทมหาชน องค์กรพัฒนาเอกชนที่ต่อต้านทุนนิยมต้องการโค่นล้มรัฐบาล เพราะปฏิเสธการพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัย ปฏิเสธการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องการฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปเป็นสังคมเกษตรกรรม หมู่บ้านบุพกาลตามลัทธิชุมชนอนาธิปไตยของพวกตน

ข้าราชการเทคโนแครตไม่ต้องการรัฐบาลและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจ เกียรติภูมิและสถานภาพ จากเดิมที่เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริงและมีอิทธิพลเหนือรัฐมนตรีนักการเมือง แต่วันนี้ พวกเขาเป็นเพียงคนรับคำสั่งของนักการเมือง

กลุ่มก๊วนการเมืองต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะทำให้พวกตนไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องผูกติดกับระบบพรรค ไม่สามารถข่มขู่รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีให้แบ่งปันผลประโยชน์แก่พวกตนได้เหมือนในอดีต

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม ไม่ต้องการโลกาภิวัตน์ แล้วยังสูญเสียสถานภาพและความน่าเชื่อถือตลอด 5 ปีมานี้ เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจนักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้คุณค่าความสำคัญแก่ราษฎรอาวุโส อีกทั้งยังคอยกล่าวตอบโต้รุนแรงอยู่เสมอ

นักวิชาการและราษฎรอาวุโสเหล่านี้ปากพูดว่า "ต้องการประชาธิปไตย" แต่วันนี้ กำลังเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ เอาระบบจารีตนิยมเข้ามากุมอำนาจรัฐ บางคนเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ฝ่ายทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เอาเผด็จการทหารกลับคืนมา ทั้งหมดนี้ เพื่อโค่นล้มผู้นำรัฐบาลเพียงคนเดียว ที่น่าสังเวชคือ นักวิชาการเหล่านี้บางคนปากอ้างมาตลอดชีวิต ว่า เป็นทายาททางคุณธรรมของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์

แม้แต่อดีตฝ่ายซ้ายและนักต่อสู้กับเผด็จการทหารในอดีต มาวันนี้กลับขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อชีวิต วิงวอนร้องขอ "รัฐบาลพระราชทาน" ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ ฟื้นระบอบจารีตนิยม

แม้เฉพาะหน้าจะเป็นประเด็นความไม่โปร่งใสของผู้นำรัฐบาล แต่พื้นฐานความขัดแย้งคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผู้นำรัฐบาลทำให้ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองสูญเสียประโยชน์และสถานภาพอภิสิทธิ์ ทำให้ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทัดเทียมกัน

แม้คำขวัญเบื้องหน้าคือ "กู้ชาติ" "ปฏิรูปการเมือง" และชื่อกลุ่มลงท้ายด้วยคำว่า "เพื่อประชาธิปไตย" แต่เนื้อแท้คือ ต้องการฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่แบ่งอำนาจให้กับชนชั้นล่างมากเกินไป และเปิดช่องให้มีการปฏิรูปทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น วาระของพวกเขาจึงเป็นปฏิกิริยาและถอยหลังเข้าคลอง

สิ่งที่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่ "หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน" แต่เป็นระบอบคณาธิปไตยที่ชนชั้นนำ และชนชั้นกลางในเมืองมีอำนาจอภิสิทธิ์ และมีเสียงเหนือชนชั้นล่าง เป็นระบอบที่คนส่วนน้อยในเมืองจำนวนหนึ่งมีเสียงเหนือกว่า สามารถ "สั่ง" และขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียงข้างมากของประชาชนชั้นล่างนับสิบล้านคนได้

ประชาธิปไตยไทย จึงไม่มีวันเป็น "ประชาธิปไตย" ไปได้ เป็นได้แค่คณาธิปไตยจารีตนิยม


หากเปรียบประวัติศาสตร์เป็นเหมือนละครโรงใหญ่ ก็เป็นละครที่มีความสลับซับซ้อน แยกถูกผิดไม่ชัด เต็มไปด้วยตัวละครที่มีบุคลิกก้ำกึ่งดีเลว ดูไม่ออกว่า ใครเป็นพระเอกนางเอก ใครเป็นผู้ร้าย บางครั้งประวัติศาสตร์ก็เลือกตัวละครที่ดูเหมือนเป็นผู้ร้าย หรือคนชั่วมาเป็นผู้ผลักดันจุดประสงค์หลักของเรื่อง ให้สำเร็จได้ในตอนจบ พร้อมด้วยผู้คนที่ล้มตายคณานับ

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ละครไทยน้ำเน่าในทีวีตอนหัวค่ำ ซึ่งแยกถูกผิดขาวดำชัดเจน มีฝ่ายความดีของพระเอกนางเอกที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง กับฝ่ายความชั่วของผู้ร้ายนางอิจฉาที่เลวทรามสุดขั้ว คนดูละครรู้ได้ทันทีตั้งแต่ต้นว่า ใครดีใครชั่ว และมั่นใจได้ว่า ความดีจะชนะความชั่ว

แต่ผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะเอาจินตนาการละครไทยไปยัดใส่ประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเรื่องสองขั้ว ขาวสู้กับดำ ความดีสู้กับความชั่ว ธรรมะสู้กับอธรรม

ความขัดแย้งทางการเมืองในหลายเดือนมานี้ ได้ถูกนักเคลื่อนไหวมวลชน นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน สมาชิกวุฒิสภา กระพือให้เข้าใจว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้นำรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ ทุจริตคอร์รัปชัน ขายชาติ กับขบวนการมวลชนที่รักเอกราช รักชาติ รักประชาธิปไตย กระทั่งเอาเหตุการณ์ในวันนี้ไปเทียบกับกรณี 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535

แต่การเมืองไทยไม่ใช่ละครน้ำเน่าที่ความดีสู้กับความชั่ว หากเป็นการต่อสู้สองแนวทางที่ชี้ขาดว่า สังคมไทยจะเดินไปทางไหน ไปสู่แนวทางทุนนิยมพัฒนาแล้วภายใต้ระบอบโลกาภิวัตน์ หรือจะถอยหลังไปเป็นทุนนิยมล้าหลัง ด้อยพัฒนาทางการผลิต เทคโนโลยี และคุณภาพมนุษย์เหมือนเดิม เป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านโลกาภิวัตน์

แม้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะชูประเด็นเฉพาะหน้าเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและ "จริยธรรม" ของผู้นำรัฐบาล แต่เบื้องหลังคือ การต่อต้านนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในแนวทางทุนนิยมทั้งชุดของผู้นำรัฐบาล ได้แก่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนผ่านองค์การการค้าโลกและเอฟทีเอ การปฏิรูปกฎหมายให้มีการแข่งขันทางธุรกิจทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ การปฏิรูปการศึกษา นโยบายประชานิยมที่หว่านเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทลงสู่ระดับรากหญ้า กระตุ้นทั้งการบริโภค การลงทุน และการประกอบธุรกิจในระดับล่าง

ผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบันเป็นตัวอย่างของขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์ เพราะแม้ว่าผู้นำจะมีวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างชัดเจน และเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันสังคมไทยไปในแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แต่ผู้นำก็เติบโตมาด้วยธุรกิจผูกขาดและไม่โปร่งใส เข้าสู่อำนาจด้วยธนกิจการเมือง ยึดติดระบบเครือญาติคนใกล้ชิด และจำต้องร่วมมือกับกลุ่มการเมืองในพรรคที่ทุจริต

เนื้อแท้ที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ของกลุ่มพันธมิตรเห็นได้จาก "วาทกรรม" ของพวกเขาที่ผูกโยงนิยามของ "ทุจริตคอร์รัปชัน" เข้ากับ "การขายชาติ" ซึ่งหมายถึง การเปิดเสรีการค้าการลงทุน การทำเอฟทีเอ และการแก้กฎหมายเปิดประตูให้ทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทแข่งขันในเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

แม้แต่องค์ประกอบของพันธมิตรก็เป็นแนวร่วมของกลุ่มทุนเก่าที่สูญเสียประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มครูบางส่วน นักการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรพัฒนาเอกชนที่ต่อต้านทุนนิยม นักวิชาการบางกลุ่ม ทั้งหมดร้องตะโกนแสดงความ "รักชาติ" คัดค้าน "การขายชาติ" กันอย่างสุดเสียง

กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยเคลื่อนไหวกรณีพฤษภาคม 2535 และปัจจุบันก็ยังคงจมอยู่ใน "วาทกรรม" ดั้งเดิม สร้างจินตนาการรวมหมู่ว่า พวกตนเป็นขบวนการรักชาติประชาธิปไตยที่กำลังเคลื่อนไหวโค่นล้ม "เผด็จการทุนขายชาติ" เช่นเดียวกับเมื่อ 14 ปีก่อน ที่เคลื่อนไหวโค่นล้ม "เผด็จการ รสช."

แต่เงื่อนไขประวัติศาสตร์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเคลื่อนไหวในวันนี้เป็นได้เพียง "ละครลอกเลียนแบบ" ของเหตุการณ์พฤษภาคมเท่านั้น

ประการแรก รัฐบาลนี้และผู้นำเป็นผลพวงโดยตรงของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง คือมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เกิดจากอำนาจนอกสภาที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสืบทอดอำนาจในกลุ่มตน

ประการที่สอง ผู้นำรัฐบาลยังคงได้รับความนิยมอย่างเข้มแข็งจากประชาชนในหัวเมืองและชนบท โดยเฉพาะระดับรากหญ้าที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

ประการที่สาม ความขัดแย้งใหญ่ในอดีตอยู่ที่คำถามว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย หรือจะถอยหลังไปเป็นประเทศกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยต่อไป แต่ความขัดแย้งใหญ่ในปัจจุบันคือ ประเทศไทยจะก้าวเดินไปบนหนทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์หรือจะถอยหลังไปสู่เศรษฐกิจทุนนิยมด้อยพัฒนาในอดีต

ประการที่สี่ การเคลื่อนไหวในวันนี้ ไม่ใช่พลังมวลชนประชาธิปไตยเป็นกำลังหลัก แต่เป็นการผสมผเสของกลุ่มมวลชน เข้ากับนายทุนหนังสือพิมพ์ที่ทุจริตและไม่ได้ประโยชน์จากรัฐบาล รวมกับบรรดากลุ่มการเมืองและธุรกิจนอกสภาที่เสียประโยชน์ ใช้วิธีการทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญเพื่อ "แก้แค้น" ด้วยการโค่นล้มรัฐบาล

ประการสุดท้าย ฝ่ายต่อต้านมีจุดร่วมประการเดียวคือ โค่นล้มผู้นำรัฐบาลด้วยวิธีการนอกสภาและนอกรัฐธรรมนูญ ไม่มีวิสัยทัศน์ถึงอนาคตของเศรษฐกิจการเมืองไทย บางส่วนชูคำขวัญ "ปฏิรูปการเมืองรอบสอง" ที่คลุมเครือและส่อแววย้อนยุคไปสู่การเมืองที่รัฐบาลอ่อนแอ แต่กลุ่มก๊วนการเมืองเข้มแข็งในอดีต

ส่วนในด้านเศรษฐกิจ ก็มีเพียงอารมณ์คลั่งชาติที่เกลียดกลัวทุนต่างชาติและต่อต้านเปลี่ยนแปลง ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมไทยให้พัฒนาก้าวหน้าและมีความเป็นธรรม ในแง่นี้ ฝ่ายต่อต้านจึงมีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง





คุณ"อะไรจ๊า" พูดขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวอีกแล้ว.......

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม ไม่ต้องการโลกาภิวัตน์ แล้วยังสูญเสียสถานภาพและความน่าเชื่อถือตลอด 5 ปีมานี้ เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจนักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้คุณค่าความสำคัญแก่ราษฎรอาวุโส อีกทั้งยังคอยกล่าวตอบโต้รุนแรงอยู่เสมอ

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจจะเป็นนักวิชาการคนเดียวในขณะนี้ ที่พรรคไทยรักไทย คนรักทักษิณ สาวก และหวอรูม รัก ศรัทธา เพราะพูดให้พวกเขาพอใจ


ผมเชื่อว่าประชาชนที่ไม่ได้งมงายกับระบอบทักษิณ ย่อมทราบดีว่า นักวิชาการ คณาจารย์ และผู้นำทางความคิดจากหลายสาขา เป็นผู้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัฒน์ ผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย ห่วงใยความผาสุก และ ระบอบการปกครองของประเทศโดยตลอด พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่คุณทักษิณ รักษาการนายกฯที่ขาดความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต่อไปแล้ว เกลียดชัง ชิงชัง เพราะรู้เท่าทันแนวทางระบอบทักษิณมากกว่าประชาชนระดับกระดูกสันหลังของชาติหรือรากหญ้าในคำนิยามของพรรคไทยรักไทย.........


นอกนั้นไม่ต้องพูดถึง การแสร้งบิดเบือนข้อเท็จจริงของเจ้าของกระทู้ ที่ต้องพูดตาม"ใบบอก" ปลุกเสกให้นักวิชการ คณาจารย์ ผุ้น้ำทางความคิดที่ต่อต้าน"นาย" เป็นผู้เสียผลประโยชน์ทั้งประเทศ .....!

แต่"รักษาการนายกฯที่ไร้ความชอบธรรม" เป็นผู้ได้ประโยชน์" คนเดียว.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า



บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #20 เมื่อ: 04-07-2006, 13:45 »

อ่านดูแล้วไม่เห็นมีมิติทางเศรษฐศาสตร์เลยนี่ครับ มีแต่สังคมศาสตร์กับประวัติศาสตร์

แล้วไทยรักไทยต่างจากอภิสิทธ์ชนกลุ่มเก่าตรงไหนครับ ?

ไทยรักไทยก็คืออภิสิทธิ์ชนกลุ่มใหม่จากชนชั้นนายทุนที่เน้นการตลาดกับรากหญ้าหรือไม่ ?




 



บันทึกการเข้า
คนในวงการ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,393


FLY WITH NO FEAR !!


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 04-07-2006, 14:04 »

ระยะหลัง ๆ มานี่ คุณอะไรจ๊ะ ไม่แวะไปที่กระทู้ผมบ้างเลย เสียแรงที่ผมอุตส่าห์เป็นแฟนพันธุ์แท้คุณอะไรจ๊ะ หวังว่าจะได้ชื่นชมบทวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อที่จะได้นำไป ปรับปรุงพัฒนางานเขียนของผม  จะห่างเหินกันไปก็กระไรอยู่ ในบรรดาพลพรรคคนรักทักษิน ที่มีอยู่น้อยกว่าน้อยในเสรีไทย ผมก็ชื่นชมคุณอะไรจ๊ะนี่แหละว่าเป็นบุคคลระดับขุนพล พูดจาฉะฉานดี ผมก็เลยมาตอบกระทู้คุณอะไรจ๊ะ หวังจะให้หายคิดถึง

ในตอนแรกเห็นบทความที่คุณอะไรจ๊ะได้กรุณาไปค้นมา ก็หลงดีใจว่าคุณอะไรจ๊ะมีการพัฒนาบ้างในเรื่องการตั้งกระทู้ รู้จักหาข้อมูล ไม่ได้สักเอาแต่ตะแบงไปวัน ๆ เหมือนพวกขี้คลอก ลูกขุนพลอยพยักตามเว็บพันทิบ แต่พออ่านชื่อบุคคลที่เขียนบทความ ผมก็ขำเสียจนน้ำตาเล็ด ปัดโธ่เอ๋ย ที่แท้ก็ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นักวิชาการจากธรรมศาสตร์

อันที่จริงมันก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่แต่ละฝ่ายจะยกเอาบทความ หรือความคิดเห็นของบุคคลต่าง ๆ ที่ตัวเองให้ความเคารพนับถือ หรือให้ความเชื่อถือ มาเผยแพร่ หรือนำมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในการแสดงความคิดเห็น อย่างพวกผมก็พยายามค้นคว้าโน่นค้นคว้านี่ มาโพสกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งก็คงจะทำให้คุณอะไรจ๊ะขำจนน้ำตาเล็ดเลยเหมือนกัน

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คือนักวิชาการ ที่สำเร็จปริญญาเอกมาจากประเทศอังกฤษ ชำนาญด้านเศรษฐศาสตร์ มหภาค และเศรษฐศาสตร์การเมือง มีแนวความคิดทางด้านทุนนิยมอย่างสุดโต่ง มากกว่าทักษิณด้วยซ้ำไป เพราะความสุดโต่งนี้เองทำให้ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ไม่ได้รับการยอมรับมากนักในแวดวงนักวิชาการของธรรมศาสตร์ แต่เป็นที่ต้องตาต้องใจของรัฐบาล เมื่อเริ่มมีการเจรจา FTA นักวิชาการกลุ่มหนึ่งจากธรรมศาสตร์ ซึ่งมีแนวความคิดทุนนิยมขวาจัด ถูกดึงให้เข้ามาทำงานเป็นที่ปรึกษาในการเจรจา รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ก็ได้รับเชิญกับเค้าด้วย

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ มีผลงานออกมาตอบโต้กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาอยู่บ่อยครั้งในช่วงนั้น นอกจากนั้นยังแสดงความชื่นชมกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของอาเจนตินา และสนับสนุนให้ไทยแปรรูปรัฐวิสาหกิจผ่านบทความอยู่บ่อยครั้ง ทุก ๆ ครั้งที่แสดงความคิดเห็นนักวิชาการคนนี้จะให้มุมมองกับเรื่องราว ในมิติเดียวเสมอคือเรื่องทุน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ครั้งนี้จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองผ่านมุมมองเรื่องทุน เห็นได้จากเนื้อหาในส่วนที่เป็นบทสรุป

“แต่การเมืองไทยไม่ใช่ละครน้ำเน่าที่ความดีสู้กับความชั่ว หากเป็นการต่อสู้สองแนวทางที่ชี้ขาดว่า สังคมไทยจะเดินไปทางไหน ไปสู่แนวทางทุนนิยมพัฒนาแล้วภายใต้ระบอบโลกาภิวัตน์ หรือจะถอยหลังไปเป็นทุนนิยมล้าหลัง ด้อยพัฒนาทางการผลิต เทคโนโลยี และคุณภาพมนุษย์เหมือนเดิม เป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านโลกาภิวัตน์”

“แม้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะชูประเด็นเฉพาะหน้าเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและ "จริยธรรม" ของผู้นำรัฐบาล แต่เบื้องหลังคือ การต่อต้านนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในแนวทางทุนนิยมทั้งชุดของผู้นำรัฐบาล ได้แก่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนผ่านองค์การการค้าโลกและเอฟทีเอ การปฏิรูปกฎหมายให้มีการแข่งขันทางธุรกิจทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ การปฏิรูปการศึกษา นโยบายประชานิยมที่หว่านเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทลงสู่ระดับรากหญ้า กระตุ้นทั้งการบริโภค การลงทุน และการประกอบธุรกิจในระดับล่าง

ผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบันเป็นตัวอย่างของขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์ เพราะแม้ว่าผู้นำจะมีวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างชัดเจน และเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันสังคมไทยไปในแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แต่ผู้นำก็เติบโตมาด้วยธุรกิจผูกขาดและไม่โปร่งใส เข้าสู่อำนาจด้วยธนกิจการเมือง ยึดติดระบบเครือญาติคนใกล้ชิด และจำต้องร่วมมือกับกลุ่มการเมืองในพรรคที่ทุจริต”


รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ไม่ได้ผิดที่จะมองเรื่องราวผ่านสายตาทุนนิยมที่แกเมีความชำนาญ ถ้าเราคุยเรื่องนี้กับนักสังคมศาสตร์ เราก็จะได้มุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่แตกต่างจาก รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ โดยสิ้นเชิง ดร. คนนี้ก็พูดแสดงความคิดเห็นไปตามประสา ไม่ได้แตกต่างจากพวกเราทุกคนซึ่งต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง น่าสงสาร รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ซึ่งกลายเป็นตุ๊กตาเสียกะบาล ถูกหลอกใช้ให้ออกมาชนกับมวลชน ทั้งที่แกเพียงอยากเสนอแนวคิดในมุมมองของแกเพียงเท่านั้นเอง

คนที่น่ารังเกียจคือคนที่นำมาขยายผล โดยไม่ได้นำเอาความคิดในแนวทางอื่นมาประกอบการนำเสนอ ( ผมไม่ได้ว่ากระทบกระเทียบคุณอะไรจ๊ะนะครับ) เป็นการนำเสนอความจริงครึ่งเดียว เพื่อหวังผล สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ การนำเสนอลักษณะนี้จะทำให้พวกเขาสับสน และอาจหลงเชื่อ ในแนวคิดนั้นได้ ภาษาคนยุคก่อนเค้าเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อครับ ยุทธวิธีแบบนี้พวกสหายในป่าทั้งหลายชำนาญนัก  รัฐบาลนี้มีพวกสหายเก่า ๆ มาทำงานด้วยอยู่หลายคน จึงไม่แปลกอะไรที่ยุทธวิธีนี้จะถูกนำมาใช้อีก และหวังว่าคุณอะไรจ๊ะคงจะไม่หลงเชื่อคล้อยตามนะครับ เป็นตัวของตัวเองหน่อย  จะเชียร์ทักษิน ก็ขอให้ออกมาจากมันสมองของคุณอะไรจ๊ะเอง อย่าไปเที่ยวได้เก็บขี้ปากของใครที่เค้ายัดใส่สมอง มาเชื่อเป็นตุเป็นตะ ที่พูดนี่ ก็ด้วยความเป็นห่วงนะครับ


สำหรับคุณอะไรจ๊ะ ที่โพสว่า

“การได้อ่านบทความที่เขียนโดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นำเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล อันนำมาซึ่งอาการ 'ขยาด' ของกลุ่มก๊วนพันธมิตรฯที่ตอนนี้กำลังคิดการ 'แลกเลือด' เพื่อหวังโค่นระบอบทักษิณให้ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้


อนึ่ง 'อะไรจ๊ะ' มิได้หวังสักนิดเดียวที่จะให้เพื่อนสมาชิกในบอร์ดนี้เห็นคล้อยกับบทความดังกล่าว หากแต่อยากใคร่เชิญชวนให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยโปรดนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์อีกด้านมาแลกเปลี่ยนกันอย่างผู้ที่เจริญแล้ว

โปรดชี้แนะด้วยเถิด”


ผมคิดว่าคุณอะไรจ๊ะ คงจะโพสข้อความตกหล่นไปในช่วงกลางระหว่างสองย่อหน้า เพราะจับประเด็นไม่ได้เลยว่าคุณอะไรจ๊ะ ต้องการสื่อถึงอะไร? คุณอะไรจ๊ะเห็นด้วย? คุณอะไรจ๊ะอยากจะนำมาเป็นหัวข้อเสวนา? คุณอะไรจ๊ะอยากจะให้พวกผมได้อ่านเปิดหูเปิดตา? ส่วนย่อหน้าล่างก็ชัดเจนดี

ผมไม่เห็นด้วย และไม่ปฏิเสธความคิดเห็นของ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ครับ ผมมองว่าเป็นอีกแนวความคิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ และอาจจะน่าขบขัน ซึ่งความจริงทั้งหลายแหล่ในโลกนี้ สิ่งเดียวที่จะพิสูจน์มันได้ ก็คือเวลานั่นเอง ดังคำของคนโบราณที่กล่าวเอาไว้ว่า ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ นั่นเอง คนชั่วต่อให้แสร้งทำดีเพียงใด สุดท้ายแล้ว มันก็จะต้องโผล่หางออกมาเอง และคนดี ถึงแม้นว่าจะถูกปรักปรำอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วความดีนั้นย่อมปรากฏต่อสายตาผู้คน

ในตอนนี้ผมเชื่อว่า ทักษิณ ไม่มีความสง่างาม และความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยอีกต่อไป และผมก็จะต่อสู้ต่อไปตามความเชื่อของผม ไปจนกว่าจะมีใครมาเสนอเหตุผล ให้ผมเชื่อถือได้ว่า ความเชื่อของผมนั้นผิด หรือทักษิณจะออกไปนั่นแหละ บทความที่คุณอะไรจ๊ะนำมาเสนอ ยังโยกคลอนความคิดของผมไม่ได้หรอกครับ มันอ่อนไปหน่อย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-07-2006, 14:06 โดย คนในวงการ » บันทึกการเข้า

"Be without fear in the face of your enemies. Be brave and upright that God may love thee.
Speak the truth, always, even if it leads to your death. Safeguard the helpless, and do no wrong. That is your oath."
- Balian of Ibelin -
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #22 เมื่อ: 04-07-2006, 14:39 »

คุณ "อะไรจ๊ะ" ครับ

ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเนี้ยคือใครหรอครับ...

เห็นคุณ "อะไรจ๊ะ" รอบรู้ทุกด้านอยากเรียนถามไว้ประดับขี้เลื่อยหน่อยครับ...


ฮ่าๆๆๆ


นักรบเค้ากำลังพุ่งหอกดาบใส่กัน....กระเหรี่ยงอย่าง 'อะไรจ๊ะ' มิบังอาจไปมีเอี่ยวอะไรกับ 2 ฝ่ายนั่น ประเด็นสำคัญกว่าก็คือ อย่าบงการลับหลัง!! Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #23 เมื่อ: 04-07-2006, 14:44 »

อ่านไปแล้ว เอามาแปะทำไมเยอะแยะหน่ะ
แล้วบทความนี้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า

คำตอบคือ เปล่าเลย เพราะเค้ามองด้านเดียว ไม่ได้มองอีกด้าน
ส่วนคุณก็บอกว่าว่า ฝ่ายเรามองด้านเดียวไม่ได้มองอีกด้าน

จริงๆ แล้วเรามองทั้งสองด้าน แต่ชั่งน้ำหนักแล้ว ผลแย่ๆ มันเยอะกว่าในระยะยาว

ในนี้ไม่เห็นมีใครบอกว่า 30 บาทไม่ดี แต่บอกว่ามันมีปัญหา
กองทุนหมู่บ้าน แนวคิดเริ่มต้นหน่ะดี แต่ทักษิณเอาไปให้เป็นเงินหว่านหน่ะมีปัญหา

ปัญหาไม่ได้เกิดจากดำริของนโยบาย แต่เกิดจากการใช้นโยบาย
บิดเบือนเจตนารมณ์เดิมของแนวคิด ที่จะให้เกิดการพัฒนาจากด้านล่างสู่ด้านบน
ไปๆ มาๆ กลายเป็นหว่านเงิน ทำให้ชาวบ้านไม่พัฒนา จะรอคอยรับแต่เงินหลวง
หรือไม่ก็เอาหนี้เก่าไปจ่ายหนี้ใหม่ พอเป็นหนี้กองทุน ก็ไปกู้นอกระบบมาใช้

เข้าใจคำว่า วัฏจักรแห่งความชั่วร้ายมั้ยคะ


แน่ใจรึว่ามองทั้งสองด้านและชั่งใจแล้ว!?!  ถ้าชั่งใจได้จริง...แอ่นก็ต้องทราบซิครับว่าคนจนได้รับประโยชน์จากนโยบายของทักษิณ ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆที่ได้ยินมาจนเอือม(แต่ไม่มีใครเอาผิดได้สักที)เกี่ยวกับทักษิณน๊ะ...มีแต่พวกมนุษย์เงินเดือนที่อยู่ในเมืองใหญ่เท่านั้นที่เชื่อ ทั้งๆที่เสพข้อมูลมากสุด...แต่วิเคราะห์ข้อมูลไม่ได้เรื่อง

ถ้าแอ่นคิดว่าคนจนเค้าไปกู้นอกระบบมาใช้หนี้กองทุนจริง...ไปเอาหลักฐานมาด่วนจี๋เลยดิ๊ Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #24 เมื่อ: 04-07-2006, 14:54 »

จริงไม่ค่อยอยากมาตอบกระทู้ อะไรจ๊ะ เลย เพราะเบื่อความแถของอะไรจ๊ะมาก

-รศ.ดร.พิชิต บอกว่า ชนชั้นกลาง ต้องการขับไล่ผู้นำรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ
ผมไม่ได้คิดจะฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เห็นว่าหลายครั้ง ที่รัฐบาลนี้ใช้ช่องทางกฏหมายหาประโยชน์เข้ากระเป๋าพวกพ้อง
และเลือกปฎิบัติในการปราบทุจริต เช่น FTA แปรรูป ปตท.ไม่โปร่งใส แปรรูปการไฟฟ้า แก้กฏสัมปทานมือถือของAIS ไอทีวี CTX กล้ายาง ลำไย
มันมากมายหลายครั้งจนรับไม่ได้ ฝ่ายค้านก็อ่อนแอเพราะได้เสียงมาน้อยจนตรวจสอบไม่ได้
กลไกทางการเมืองก็เกิดสูญญากาศ ไม่มีปปช สว ก็ถูกล็อบบี้โดยรัฐบาล จากการบอกเล่าของ สว มาหลายคนหลายครั้ง
เรื่องเหล่านี้ทั้งหมดไม่มีความกระจ่าง และรัฐบาลก็ไม่มีคำตอบไม่ได้รับการตรวจสอบในหลายเรื่อง

-ที่บอกว่า รัฐบาลนี้ปราบยาเสพติด แต่ พิชิต ไม่บอกว่ามันปราบยังไง แสดงแต่ด้านดีของรัฐบาล ขาดความเป็นกลาง ก็แค่นักวิชาการรับตังนักการเมือง
วิธีฆ่าตัดตอนได้ผลดีระยะหนึ่ง ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาเยอะขึ้น แล้วถ้ามันเยอะกลับไปเป็นอย่างเก่าจะแก้ด้วยการฆ่าตัดตอนอีกรึเปล่า
ถ้าแบบนั้นก็ระบุลงไปเป็นในกฎหมายเลย ใครค้ายาเสพติดประหารได้เลยไม่ต้องขึ้นศาล ให้ชาวโลกได้ขำๆกัน

-เรื่องบอกอำนาจเถื่อนรังแก แล้วไอ้ข่าวที่อำนาจเถื่อนของรัฐมันไล่รังแกฝ่ายตรงข้ามไม่พูดถึง
ไปบอกหัวคะแนนฝ่ายตรงข้ามช่วงเลือกตั้งให้ไปไกลๆ ไม่งั้นจะถูกหมายหัวเป็นผู้มีอิทธิพลและถูกกำจัด

-เรื่อง พวกเขาได้สูญเสีย "สวรรค์ของอภิสิทธิ์ชน" มันคืออะไรฟะ งง เป็นนักวิชาการพูดจามั่วๆ ฟังไม่รู้เรื่อง อธิบายให้ละเอียดหน่อย

-กลุ่มทุนเก่า ไม่ได้สนใจว้อย เบื่อพวกชอบอ้าง กลุ่มทุนเก่า ตอนนี้สนใจแต่กลุ่มทุนแม้วนี่แหละ โคตรตะกละตะกลาม

-ข้าราชการเทคโนแครต เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริง  แต่วันนี้ พวกเขาเป็นเพียงคนรับคำสั่งของนักการเมือง อันนี้ก็งงอีก ไม่เข้าใจ มันเปลี่ยนยังไง
ข้าราชการก็เห็นมันรับคำสั่งของนักการเมืองมาทุกยุค

-นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม
ตกลง เกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล ผิดด้วยเหรอ มันถูกต้องแล้วนิ

-นักวิชาการเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" มันไม่ใช่นักวิชาการทุกคน ท่าทางพิชิตไม่ได้ดูรายการถึงลูกถึงคน
เสียงแตกทางความคิดเห็น เพราะประเทศเรามีเสรีภาพทางความคิด

-ชนชั้นนำและชนชั้นกลาง สูญเสียประโยชน์และสถานภาพอภิสิทธิ์
สถานภาพอภิสิทธิ์ นี่มันคืออะไร ทำอะไรได้ พูดจาไม่รู้เรื่องไม่ยกตัวอย่างมาให้ฟังเลย

-"หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน" ใครไปเถียงฟะ พูดซ้ำซากเหมือนทักษินอีกละ

-การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนผ่านองค์การการค้าโลกและเอฟทีเอ
รัฐบาลนี้ไม่ได้ทำอะไรโปร่งใส สักกะอย่าง คดี กฟผ เป็นตัวอย่าง FTA ก็มุบมิบไปเจรจาหน้าด้านๆ ทั้งที่มันมีผลได้ผลเสีย กับ ประชาชนจำนวนมาก

-"ละครลอกเลียนแบบ" ของเหตุการณ์พฤษภาคม การประท้วงครั้งนี้มันก็คนละเหตุผลกับ พฤษภาทมิฬ อยู่แล้วจะเอาไปเปรียบเทียบเพื่อด่าอีกทำไม

มันเยอะมากมายเหลือเกิน ที่รู้สึกได้ว่า พิชิต คนนี้ มั่วและไร้เหตุผลในหลายๆกรณี อีกทั้งมักจะให้ภาพดีของรัฐบาลเกือบจะด้านเดียว ไม่ให้หลักความจริงทั้งสองด้าน
เป็น ดร.แล้วเอียงแบบนี้ ดูทุเรศยังไงไม่รู้ ถ้าเป็นความเห็นชาวบ้านว่าไปอย่าง ผมไม่มีความรู้สึกว่าเขาน่าเชื่อถือเลย จบ

ฮ่าๆๆๆ...จั๊บฉ่ายเจงๆสำหรับcommentของจูล่ง หยิบเอาเรื่องโน้นมาพูดเรื่องนี้มาบ่นไม่เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนคนแก่บ่นไงก็ไม่รู้อ่ะน๊ะ  Rolling Eyes

เพื่อความต่อเนื่องและสังคมในระนาบของพวกกู้ชาติจะได้มีมุมมองที่แตกต่างออกไป เชิญอ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์พิชิตได้เลยครับ หลายๆความคิดเห็นของอาจารย์แกก็ตอบคำถามของท่านจูล่งด้วยในตัว

เชิญครับ.....

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคนแรกๆ ที่ฟันธงว่า เบื้องลึกที่สุดของม็อบต่อต้านทักษิณ ก็คือ การไม่เลือกข้างทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ ‘ทักษิณ’ ดำเนินไปอย่างขันแข็ง แต่เขาเชื่อในทุนนิยมโลกาภิวัตน์ และเชื่อมั่นว่า ‘ทักษิณ’ ซึ่งมาตามกติกาประชาธิปไตยจะนำพาประเทศไปได้ดีบนทางสายนี้ หากแต่ขบวนการต่อต้านนี้เองที่จะทำให้การเมืองไทยถอยหลังไปถึงสมัยพล.อ.สุจินดา หรือหลัง 14 ตุลา หรือกระทั่ง 2476 นั่นเลย


 

0 0 0

 

อาจารย์เคยเขียนในบทความในที่ต่างๆ ว่า แท้ที่จริงแล้วความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ คือจุดเปลี่ยนที่สังคมไทยต้องเลือกว่าจะก้าวไปสู่ทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว หรือทุนนิยมล้าหลัง

ใช่ การต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นอยู่ เป็นการต่อสู้ของ 2 ค่ายว่า แนวทางการพัฒนาสังคมจะเป็นไปตามโลกาภิวัตน์หรือไม่ อนาคตเราจะเป็นยังไง นี่คือเบื้องหลังที่สู้กัน แต่ข้างหน้าก็ชูธง ขายชาติๆ ชูธงเรื่องไม่โปร่งใส่ คอร์รัปชั่น จริยธรรม อะไรต่างๆ แต่ทีเป็นเบื้องหลังจริงๆ ก็คือ จะเอาโลกาภิวัตน์หรือไม่

 

‘ระบอบทักษิณ’ จะนำเศรษฐกิจไทยไปสู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้จริงหรือ

งั้นถามก่อนว่า ไอ้ระบอบทักษิณที่เขาว่ากันนี่ มันคืออะไร ผมไม่เห็นใครนิยามมันได้ชัดๆ

 

คนที่ออกมาพูดก็พูดเหมือนกันเลย ไม่เอาระบอบทักษิณ โค่นล้มระบอบทักษิณ มันหมายถึงอะไร อย่างตอนนี้บอกว่าโค่นระบอบทักษิณคือแก้รัฐธรรมนูญ เอารัฐบาลฯ พระราชทานลงมา งั้นโค่นระบอบทักษิณตรงนี้ก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพราะตามรัฐธรรมนูญนี้มันทำไม่ได้

 

คือมีปัญหาใหญ่อยู่ 2-3 ประการ คือพอเป็นธุรกิจการเมืองที่เข้มแข็ง ก็เข้าไปทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองหมดเลย หรือแม้แต่การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างก้าวหน้าก็มีปัญหาความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน

เรื่องธุรกิจการเมืองมันมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยชวน บรรหาร ชาติชาย หรือกระทั่งยุค พล.อ.เปรม ด้วย แม้ว่าตอนนั้นท่านจะไม่มีผลประโยชน์อะไร ไม่ใช่เฉพาะตอนทักษิณ อันนี้ต้องยอมรับก่อนเป็นประเด็นแรก เพียงแต่จำนวนเม็ดเงินมันแตกต่างกัน วิธีการก็เหมือนกัน คือเอานักการเมืองท้องถิ่นเข้ามา เอาเงินเลี้ยง มีหัวหน้าก๊วน หัวหน้ามุ้งเล็กๆ รวมเป็นมุ้งใหญ่ รวมกันเป็นพรรคการเมือง แล้วแต่ละพรรคก็โยงใยกันขึ้นมาอยู่ในระบบสภา

 

ในกรณีพรรคไทยรักไทยมันแตกต่างตรงที่ว่า มุ้งที่ใหญ่ที่สุดเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด แล้วมันเปิดช่องให้พรรคมีขนาดใหญ่ มีปาร์ตี้ลิสต์ ถ้าเป็นพรรคเล็กไม่มีปาร์ตี้ลิสต์ เสร็จแล้วพอพรรคมันใหญ่ เม็ดเงินมันก็ใหญ่ตามไป กลุ่มของนายกฯ ทักษิณก็เป็นมุ้งหนึ่งในพรรคไทยรักไทย แต่เป็นมุ้งใหญ่ที่สุด และถ้าคุณทักษิณวางมือทางการเมืองจริงๆ ทั้งหน้าฉากหลังฉาก มันก็แตกมุ้งกันอีก แล้วก็ไปฟอร์มกันเป็นพรรคใหม่อีก อาจจะเป็นพรรค ‘ไทยรักชาติ’ อะไรขึ้นมาก็ได้ หัวหน้าพรรคก็เปลี่ยนตัวเป็นนักธุรกิจการเมืองคนใหม่

 

ยังไงก็ตาม มันสร้างปัญหาใหญ่คือแทรกแซงองค์อิสระจนทำงานไม่ได้

การแทรกแซงมันมีจริง อันนี้เรารู้อยู่แล้ว ไม่มีใครปฏิเสธหรอก เป็นเรื่องที่เราต้องวิพากษ์วิธีการ เหตุนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันต้องย้อนหลัง มีภาพรวมทั้งอดีตและปัจจุบัน และภาพรวมในปัจจุบันมันต้องมีทั้งมิติเศรษฐกิจ และการเมือง ไม่ใช่มีแต่เพียงว่า ขายหุ้นได้กำไรแล้วไม่จ่ายภาษีอย่างนี้ มันชั่ว เรื่องมันไม่ใช่แค่นั้น หรือ ขายหุ้นชินคอร์ปซึ่งมีดาวเทียมและมือถือให้สิงคโปร์ไปแล้ว อย่างนี้มันขายชาติ

 

องค์กรอิสระเกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนหน้าที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันไม่มีองค์กรตรวจสอบ  รัฐบาล ส.ส. นักการเมือง ไม่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ทำอะไรก็ได้ องค์กรที่จะตรวจสอบก็คือ ป.ป.ป. ในสมัยนั้น แต่ ป.ป.ป. ก็เป็นหน่วยงานในสำนักนายกฯ พอมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เลยตั้งองค์กรอิสระบานเลย สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมม กกต. อะไรเต็มไปหมด มีหน้าที่ต่างๆ กันไป

 

ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือ ถ้าเราไปดูในรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นว่ามันกำหนดที่มาขององค์กรอิสระไว้ค่อนข้างดีพอควร ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศในอเมริกา ยุโรป ที่เจริญแล้ว ของเราก็ค่อนข้างใกล้เคียง คือผ่านมาทางด้านสมาชิกวุฒิสภา ในกรณีของไทยก็เสนอโปรดเกล้าฯ ด้วย

 

แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซง วิธีการแทรกแซงไม่มีอะไรมาก คุณยึดกุมวุฒิสภาได้ ก็คุมได้หมดแล้ว เพราะวุฒิสภาเป็นผู้ที่ตั้งองค์กรอิสระทั้งหลาย ฉะนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่วุฒิสภา ไม่ใช่อยู่ที่องค์กรอิสระว่ามันไม่ดี

 

แต่ต้องเข้าใจก่อนนะว่า ความคิดที่จะให้วุฒิสภาปลอดจากการเมือง ปลอดจากการแทรกแซงของพรรคการเมืองเป็นไปไม่ได้ แล้วเป็นความคิดที่ผิดด้วย สมาชิกวุฒิสภาอเมริกาก็สังกัดพรรคการเมือง ชัดเจนว่ารีพลับลิกัน เดโมแครต แต่ว่าระบบการเมืองเขาพัฒนามาเป็นร้อยปีแล้ว ถึงจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาฝ่ายเดียวกับประธานาธิบดีบุช มีเรื่องมีราวอะไรก็ยังด่ากันได้ ตรวจสอบกันได้ แต่อาจมีแนวโน้มว่า ถ้าเป็นพรรคเดียวกับบุชก็จะเสียงอ่อนหน่อย ถ้าไม่ร้ายแรงจริงๆ ก็อาจไม่ออกมา

 

แล้วองค์กรอิสระของเขาเป็นยังไง

ในอเมริกาเอง การตั้งองค์กรอิสระผ่านสมาชิกวุฒิสภาก็ทะเลาะกันเละเหมือนกัน จะเอาคนของตัวเข้ามาเหมือนกัน มันไม่ได้ต่าง การเมืองมันเข้าไปแทรกตลอด

 

มีการพูดตลอดว่า กรรมการชุดนี้มีแนวโน้มเป็นรีพลับริกัน กรรมการชุดนี้มีแนวโน้มเป็นเดโมแครต แม้กระทั่งศาลสูงสุด ประธานาธิบดีก็เป็นคนเสนอชื่อต่อสภาคองเกรสให้ตั้งนะ ก็ต่อรองกันน่าดูว่า จะเอาประธานคนไหนขึ้นมานั่ง ก็จะรู้กันในวงการแล้วว่า ผู้พิพากษาคนนี้หัวอนุรักษ์นิยม คนนี้หัวเสรีนิยม

 

ในเมืองไทย ถ้าจะไปบอกว่า องค์กรอิสระ หรือสมาชิกวุฒิสภาไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงเลย มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องเกิดขึ้นแน่ เพียงแต่ว่าช่วงที่ผ่านมา การเข้าไปกุมวุฒิสภาของฝ่ายการเมืองค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ พอเบ็ดเสร็จแล้วมันเลยไม่ function

 

แต่อีกส่วนหนึ่งเราก็ต้องโทษสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่กำหนดการได้มาซึ่งวุฒิสภาว่า จะไม่ให้วุฒิสภามีสังกัด องค์กรอิสระมีการเมืองแทรกแซง ต้องอิสระอย่างแท้จริง เพื่อจะตรวจสอบฝ่ายการเมือง โดย 1.ห้ามหาเสียงเลือกตั้ง 2.ห้ามสังกัดพรรคการเมือง แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ 3.ห้ามสมัครติดต่อกัน 2 สมัย 4.สมาชิกวุฒิสภา ถ้าหมดสมัยก็หมดพร้อมกันเลยทั้งเซ็ต ทั้งที่ความจริงสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่จะมีอายุ 6 ปี แล้วค่อยๆ ทยอยออกทุกๆ 2 ปี ฉะนั้นในช่วงเวลาหนึ่งก็จะเป็น 2 ใน 3 ของวุฒิสภาที่จะเป็นสมาชิกเก่าที่มีประสบการณ์ แต่โละทั้งแผง ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่จากศูนย์

 

มันจะแก้ปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นอยู่นี้ได้ยังไง

ก็ตรงนี้ไง ให้มันชัดขึ้นมาว่า สมาชิกวุฒิสภา ใครเป็นไทยรักไทย ใครเป็นฝ่ายค้าน ให้มันเห็นๆ กันเลย แล้วเวลาโหวตก็รู้เลย ใครอยู่กับใคร หรือใครอิสระ ไม่ได้บอกให้ต้องอยู่กับพรรคการเมือง แต่อย่าไปห้ามเขาสังกัดพรรค ฉะนั้นคนปกติทั่วไปก็ลงได้ ถ้าอยากจะลง คือการเมืองมันมีแน่ แต่ทำให้การเมืองมันเห็น

 

ถ้าการเมืองในสภาชัดเจนขึ้นมันจะช่วยอะไร

มันจะได้รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน แล้วการแทรกแซงก็จะเห็นชัดขึ้น คุณก็ด่ากันง่ายขึ้น ประชาชนจะได้ตรวจสอบ เพราะวุฒิสภาใครจะไปตรวจสอบเขาได้ แต่ทุกวันนี้มันไม่รู้เลย ใครเป็นใคร ใครรับเงินรัฐบาลบ้าง หรือมันอาจพอรู้ แต่มันเอ่ยชื่อได้ไหม

 

ฉะนั้น เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระมันมีมานาน แล้วรัฐธรรมนูญก็ไม่ถูก จะบอกไม่ให้มีเลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่ทำยังไงให้มันโปร่งใส ให้มันชัด และพอการเมืองมันผ่านไปเรื่อยๆ นานๆ เข้า ความเป็นวุฒิสภา การสั่งสมประสบการณ์ มันก็จะทำให้ทำงานของมันเอง เหมือนในอเมริกา ถึงแม้จะอยู่พรรคเดียวกันก็ตรวจสอบกันได้

 

แต่การแทรกแซงที่ว่าแทรกแซงวุฒิสภามากมาย ก็ไม่ได้ 100% ที่ผ่านมากฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เข้าวุฒิสภาก็ติดขัดหลายฉบับ ถูกตีกลับหลายฉบับ

 

อย่างนั้นแล้ว อาจารย์เห็นด้วยกับวาระเร่งด่วนในการปฏิรูปการเมืองรอบ 2 หรือเปล่า

มันยังไม่เคลียร์ว่า เขาจะปฏิรูปอะไร แต่ที่เขาชูๆ กันมา มันมีแนวโน้มจะไปสู่ยุคก่อนปฏิรูปการเมืองเสียอีก มันจะถอยหลัง เช่น ถ้าคุณไปปลดล็อก 90 วันให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้ อย่างนี้คุณก็จะได้พรรคเล็ก แล้วก็ต้องเป็นรัฐบาลผสมอย่างสมัยก่อน ซึ่งนายกฯ ไม่มีอำนาจ แต่กลุ่มก๊วนการเมืองมีอำนาจ

 

ก็ดูสิว่าสมัยชวน สมัยบรรหาร การเมืองเป็นยังไง เละตุ้มเป๊ะรึป่าว ที่คุณทักษิณพูดก็ถูกว่า ถ้าจะย้อนหลังไปก็เป็นระบบ ‘เกี้ยเซียะ’ ก็คือ อยากได้อะไรก็เคาะประตูห้องนายกฯ ถ้าไม่ให้ก็ไปป่วนในสภา แล้วรัฐบาลก็จะล้ม อยู่ได้ไม่ครบ 4 ปี ก่อนปฏิรูปการเมืองมีรัฐบาลไหนอยู่ครบ 4 ปีบ้าง ไม่มี

 

แต่ล็อก 90 วันก็มีปัญหา ทำให้ส.ส.ไม่อิสระ ต้องอยู่ใต้อำนาจพรรค

ก็ไม่อิสระที่จะย้ายพรรคไง ไม่อิสระที่จะต่อรองเอาผลประโยชน์จากหัวหน้าพรรค แต่ถ้าให้ย้ายพรรคได้ มันถอยหลังชัดเจน ให้นักการเมืองใหญ่กว่าพรรค เฉพาะตรงนี้ก็แย่แล้ว

 

แล้วนักการเมืองที่มาจากก๊วนเล็กก๊วนน้อย เป็นกลุ่มผลประโยชน์ ทำงานไม่เป็น คนที่ได้ประโยชน์คือข้าราชการเทคโนแครต พวกปลัดกระทรวง อธิบดี นักการเมืองจะต้องถามข้าราชการว่า จะต้องทำอะไรบ้าง อะไรก็ตามที่ข้าราชการไม่เห็นด้วยรัฐมนตรีก็ไม่กล้าทำ เพราะไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด มันก็กลับไปสู่ระบบการเมืองที่อ่อนแล้วทุกคนก็ได้ประโยชน์

 

แล้วโดยรวมข้อเสนอก็ไม่ชัดเจน ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะถอยหลังลงคลอง แต่ถ้าการปฏิรูปการเมืองเจาะจงเฉพาะการปรับปรุงเรื่องสมาชิกวุฒิสภา และกระบวนการคัดสรรองค์กรอิสระ อันนั้นน่าจะดีขึ้น แต่ว่าถ้ามันแก้แล้วก็จะถูกผนวกไปหมดทุกเรื่องรวมมิตร จะแก้บางจุดไม่แก้บางจุดคนที่ไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ยอมอีก 

 

พูดกันแต่จะปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการเมือง ถามว่าแล้วคุณควบคุมได้ไหมว่า จะปฏิรูปเฉพาะส่วนที่จะทำให้ดีขึ้น ไอ้ที่ปฏิรูปแล้วเลวลงจะกันมันออกได้รึปล่าว มีการันตีไหม

 

แต่กระบวนการมันต้องมีส่วนร่วมจากหลายๆ ฝ่าย ช่วยกันพิจารณา

ก็หลายฝ่ายนั่นแหละ แต่คนที่ยกมือรับไม่รับคือใคร ส.ส. กับ ส.ว.

 

อาจารย์คิดว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้ถึงทางตันที่ต้องนำไปสู่นายกฯ พระราชทานแล้วหรือยัง

มันตันแล้ว ซึ่งนายกฯ พระราชทานจะลงมายังไง ถ้าคุณไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ

 

ปัญหาของนายกฯ พระราชทานคืออะไร แล้วมีทางออกอะไรหรือไม่ที่จะไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ

นายกฯ พระราชทาน มีปัญหาเพราะว่า 1. กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีช่องให้ จะตั้งนายกฯ ต้องมีสภา สภาไม่มีจะตั้งนายกฯ ได้ยังไง

 

มันมีช่องอยู่นิดเดียว คือ นายกฯ รักษาการพระราชทาน ซึ่งเป็นข้อเสนอของอธิการบดีธรรมศาสตร์ คือให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งนายกฯรักษาการด้วยตัวเอง แล้วก็ตีความทางกฎหมายว่า เกิดช่องโหว่ทางการเมือง ก็ให้ตั้งรักษาการนายกฯ พระราชทาน แต่อันนั้นก็หมิ่นเหม่ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือ ถ้านายกฯ ทักษิณลาออก รองนายกฯ คนอื่นๆ ก็ขึ้นมารักษาการแทน

 

นี่คือตามตัวหนังสือ แต่ถ้าคุณจะเล่นแบบศรีธนญชัย ใช้มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ .... ก็เอา ถ้าคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความหมาย จะเล่นยังไงก็ได้ แต่ในความเห็นของผม นายกฯ พระราชทาน หรือรักษาการนายกฯ พระราชทาน มันขัดรัฐธรรมนูญ ต่อให้อ้างมาตรา 7 ก็ไม่ได้ แล้วถ้าคุณจะเอาตรงนี้มันต้องฉีกรัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

ฉีกมันก็ฉีกได้หลายวิธี เอาทหารออกมา แล้วประกาศยกเลิกเลยก็ได้ แล้วมีธรรมนูญการปกครองแทน เหมือนสมัย พล.อ.สุจินดา (คราประยูร) มี 19-20 มาตรา โอเคจบ นายกฯ จะเป็นใครก็ได้ เป็นทหารหรือเบื้องบนจะส่งลงมาก็แล้วแต่ จากนั้นก็ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับไปเลย ใช้เวลาอีก 1-2 ปีแล้วก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ อันนี้ก็ย้อนยุคไปสมัยสุจินดา ทำมา 14 ปียังเหมือนเดิม ถ้าตอนนั้นผมมีลูก ลูกอยู่มัธยมแล้วประเทศไทยยังเหมือนเดิม ซึ่งมันก็จะเป็น Pattern เดียวกับหลัง 14 ตุลาเหมือนกัน 20-30 ปีก็ยังเหมือนเดิม ร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่นั่นแหละ รัฐธรรมนูญดีแต่ได้นายกฯ ไม่เป็นที่พอใจก็ฉีกมันทิ้งเลย

 

แล้วทางออกควรจะเป็นยังไง

ผมก็ไม่รู้ ไม่มีทางออก แต่ดูแล้วนายกฯ ทักษิณคงอยู่ยาก ถ้าท่านไม่ยอมออกเกาะเก้าอี้แน่น ยอมตายคาเก้าอี้ ก็อาจจะมีเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งมาแล้วสภามีพรรคเดียว มันก็คงถูกมองว่าเป็นสภาโจ๊ก แล้วจะถูกด่า ถูกต่อต้านไปอีกยาว ปกครองยาก ทำงานไม่ได้

 

แต่จริงๆ มันมี 2 step คือ stepแรก จะถึงวันที่ 2 เมษารึเปล่า ระหว่างนี้จะถูกยึดอำนาจ หรือนายกฯ ทักษิณถูกเรียกเข้าไปข้างในแล้วบอกให้ลาออกรึเปล่า 19 ล้านเสียงไม่มีความหมายหรอกถ้า 1 เสียงบอกให้ไปเถอะ แล้วก็มีนายกฯ รักษาการ ถ้าไม่ล้มกระดานก็อาจใช้วิธีเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก 30 วัน แล้วพรรคฝ่ายค้านกลับมาลงเลือกตั้ง มันก็จะไปได้

 

แต่ผมดูแล้วมีแนวโน้มจะล้มกระดานสูง เพราะตอนนี้ทุกคนจะเอานายกฯ พระราชทานหมดแล้วนี่ ทุกคนเรียกร้องให้ฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว แม้กระทั่งหมอเสม (พริ้งพวงแก้ว) หมอประเวศ (วะสี) ระพี สาคริก พวกที่เคยบอกว่ารักประชาธิปไตย พวกที่เคยเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ม็อบก็ใช่ สนธิก็ใช่ จำลองก็ใช่ เรียกร้องจะเอานายกฯ พระราชทาน ตอนนี้คนที่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอยู่คนเดียวคือ คุณทักษิณ

 

คงฉีกรัฐธรรมนูญแน่ ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ทหารปฏิวัติ แต่เป็นงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันนี้ก็จะย้อนหลังไปปี 2476 เลย ถ้าอ่านประวัติศาสตร์จะเห็น นายกรัฐมนตรีคนแรก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา มีปัญหากับสภา สั่งปิดสภา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและไม่บอกมาตราไหนด้วย ปกครองแบบนั้นอยู่เป็นปี จนเกิดปฏิวัติขึ้นมาโดยพระยาพหลฯ แล้วพระยามโนปกรณ์ฯ ต้องหนีไปอยู่มาเลเซีย

 

พวกนี้เกลียดทักษิณ จะเอาออกให้ได้ โดยไม่ดูว่า กติกามันมีรึเปล่า ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งก็ได้ เอานายกฯ พระราชทานก็ได้ แต่ขอโทษที ต้องรบกวนเบื้องสูงอยู่เรื่อย ไม่อายกันบ้างรึไง พัฒนาการเมืองมาตั้ง 40-50 ปี แก้ปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ทุกที ประชาชนไทยเหมือนเด็ก 3 ขวบ ทะเลาะกัน ชกกัน แล้วแก้ไม่ได้ ร้องไห้บอกพ่อลงมาช่วยห้ามมวยด้วย ร้องหาพ่อทุกที กฎกติกามีก็ไม่ทำตาม พ่อก็ต้องลงมาช่วยทุกที

 

อาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ก็พูดประเด็นนี้ว่า ถึงที่สุดแล้วในการต่อต้านทักษิณนี้มันจะทำลายระบบ และไปสู่นายกฯ พระราชาทาน ซึ่งก็มีบางส่วนของสังคม หรือแม้แต่บางส่วนของกลุ่มพันธมิตรเองก็ตามที่ไม่อยากไปสู่จุดนั้น แต่มันไม่มีทางออก ช่องทางมันปิดหมด ขณะที่สถานการณ์ก็ไปไกลเกินกว่าจะถอย

ก็คุณเล่นเกมยังไง เล่นจนจะพัง ถ้าฉีกรัฐธรรมนูญ หรืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราก็ต้องอยู่ในสภาพนี้อย่างน้อยปีหนึ่ง แล้วแก้รัฐธรรมนูญออกมาแล้วก็ไม่รู้จะเลวลงหรือเปล่า

 

มองในแง่ดีกระบวนการภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวได้สร้างความตื่นตัวทางการเมืองครั้งใหญ่ให้สังคมอีกครั้ง มันอาจจะช่วยให้การเมืองไทยพัฒนาไปอีกขั้น?

ผมว่ามันกำลังทำลายแล้วฉีกรัฐธรรมนูญอย่างนี้ จะเอารัฐบาลพระราชทาน ถึงขนาดให้มีทหารออกมา ใช่ไหม หรือคุณจะเถียงอีก ไอ้พวกนี้อยากให้ทหารปฏิวัติยึดอำนาจ แล้วเอารัฐบาลพระราชทาน

 

แต่มันมีหลายสายภายใต้กลุ่มเดียว ไม่เป็นเอกภาพ

ก็นั่นแหละ แล้วมันจะรวมกันอยู่ได้ยังไง แล้วถ้าใครจะเอาทหารออกมาปฏิวัติ เป็นเผด็จการ คุณก็ต้องไล่มันออก จะไปร่วมกับมันทำไม

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะถึงจุดนี้ ตอนที่คัดค้านกันแรกๆ ก็เพียงเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เพราะประเด็นปัญหา ‘จริยธรรม’ แต่นายกฯ ก็ไม่ออก อาจารย์มองประเด็นจริยธรรมยังไง

มันเป็นแค่เกมการเมือง ย้อนถามว่าไอ้พวกที่พูดมันมีจริยธรรมสักแค่ไหน

 

อาจารย์มองว่ามันคือเกมการเมือง

เกมการเมืองเท่านั้นเอง เล่นตรงนี้เพราะเห็นตรงนี้เป็นจุดอ่อน คุณหมายถึงพรรคฝ่ายค้านใช่ไหม หรือฝ่ายต่อต้าน

 

หมายถึงทั้งหมดทุกฝ่ายที่ชูประเด็นจริยธรรม กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดสินจริยธรรมผู้นำ ผู้นำจำเป็นต้องมีจริยธรรมไม่ใช่หรือ

ไม่มีจริยธรรมยังไง ไม่เสียภาษีใช่ไหม ก็กฎหมายมันเปิดช่อง ก็ไปแก้กฎหมายสิว่า ต่อไปนี้ซื้อขายหุ้นโดยส่วนบุคคลมีกำไรต้องเสียภาษี อันที่จริงกฎหมายนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ที่ขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี ค้านไปตั้งแต่แรกแล้ว มันดันออกมา แต่นี่เป็นกฎหมายที่ปล่อยกันมาตั้งนานแล้ว และคนอื่นเขาซื้อขายกันมาตั้งเยอะโดยที่ไม่เสียภาษีเลย มากกว่านี้ด้วยซ้ำ มือถือที่ถูกซื้อไปแล้วก็คือ ดีแทค โดยบริษัทเทเลนอร์ของนอร์เวย์ วิธีการเหมือนกันเลย ทำไมไม่เห็นต่อต้าน นั่นก็สัมปทานขององค์การสื่อสารของประเทศไทย แต่คราวนี้ทำไมต่อต้านกันจัง กลัวทุนสิงคโปร์ไม่กลัวทุนนอร์เวย์เหรอ

 

ฝ่ายต่อต้าน ม็อบลองไปดูบางคนขายหุ้นก็ไม่ได้เสียภาษี หนังสือพิมพ์มติชน บางกอกโพสต์ เดอะเนชั่น อยู่ในตลาดหุ้น คนที่ถือหุ้นพวกนี้ขายหุ้นได้กำไรก็ไม่ได้เสียภาษีเหมือนกัน นี่คือช่องโหว่ของกฎหมาย

 

แต่นายกฯ ไปใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเลี่ยงการจ่ายภาษี ซึ่งมันก็แย่ ผมรู้สึกว่ามันแย่ มันก็เป็นจุดพลาดของแก ผมว่าแกก็แย่ จริงๆ ไม่มีความจำเป็นต้องไปหลบเลี่ยงภาษีเลย ให้ตายเถอะ ถึงหักภาษีแล้วก็ยังรวยเละ แกไม่น่าทำ ไม่น่าเลี่ยงภาษีอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งด่าตรงนี้ มันโอเค

 

แล้วการแก้กฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม คนที่ตั้งเรื่องแก้ก็คือรัฐบาลชวน คนเสนอให้แก้ก็คือ บริษัทเอกชน 4-5 แห่งที่เขาต้องการเพิ่มทุน แล้วมันก็ยืดเยื้อมาจนรัฐบาลนี้

 

แก้สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติจาก 25% เป็น 49% น่ะหรือ

ใช่

 

แสดงว่าอาจารย์ไม่ได้มองเหมือนคนอื่นๆ มองว่ามันเป็นการแก้กระชั้นชิดเพื่อรองรับธุรกรรมของนายกฯ

คนที่ต่อต้านมันก็จับแพะชนแกะ แล้วก็ออกมาในรูปนี้ คุณต้องมองภาพทั้งหมด ต้องรู้ประวัติแล้วก็จะรู้เองว่าเหตุการณ์ที่ออกมาเป็นการเอาเหตุการณ์ต่างๆ มาปะติดปะต่อเป็นเรื่องขึ้นมา แต่ถ้าเอาข้อมูลมายันกันนะ มันก็ตกเกือบหมด

 

แต่ประเด็นเรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงวุฒิสภา อันนี้ต้องด่ามากๆ ต้องช่วยกันด่า เพื่ออะไร เพื่อให้มันพัฒนา ให้รู้ว่าวุฒิสภาควรเป็นอิสระจากการเมืองระดับหนึ่ง เพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตรวจสอบสภาผู้แทนราษฎรไปในตัวด้วย แต่จะบอกว่าคุณแทรกแซงแล้วต้องออกไปเลย มันไม่ได้ เหตุผลมันไม่พอ

 

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน เป็นประชาธิปัตย์ ผมก็เชื่อว่าเขาจะแทรกแซงวุฒิสภา เพราะมันเป็นการเมือง

 

ด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่เอื้อ

ด้วยธรรมชาติของนักการเมือง เพราะมันไม่อยากให้ใครเอาไฟมาส่อง เพราะส่องแล้วกินข้าวไม่สะดวก เพราะฉะนั้นต่อให้ไม่ใช่รัฐบาลทักษิณมันก็ต้องแทรกแซง

 

ถ้าอย่างนั้นขอข้ามไปประเด็นเศรษฐกิจ อาจารย์ช่วยวิเคราะห์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลทักษิณหน่อยว่าที่ผ่านมามันเป็นยังไง

รัฐบาลคุณทักษิณก็มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า จะให้ประเทศไทยเจริญไปในระดับเดียวกับสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน แล้ววิธีการที่เขาจะทำก็คือ การเปิดเสรีการค้า การลงทุน ผ่าน WTO, FTA  แล้วก็ปรับโครงสร้างต่างๆ เปิดตลาดให้การแข่งขันจากต่างประเทศเข้ามา แล้วการแข่งขันจะบีบให้ผู้ประกอบการไทยต้องถีบตัวเอง

 

ในแง่นี้พอเปลี่ยนมันก็จะค้าขายได้มากขึ้น ส่งออกได้มากขึ้น มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วคุณทักษิณก็ โฟกัสอยู่ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไทยเจริญหรือไม่

 

อย่างนี้ก็เข้ากับ concept ของอาจารย์ว่ามันคือทุนนิยมที่พัฒนาแล้วหรือเปล่า

ทุนนิยมที่เจริญแล้วมันต้องมีอย่างอื่นด้วย มันไม่ใช่มีจีดีพีเยอะๆ อย่างเดียว มันต้องมีกระบวนการเสริมอื่นๆ ด้วย ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ คือ เมกะโปรเจกต์ที่จะทำอยู่ ต้องยกเครื่องใหม่หมด ระบบรถไฟฟ้า ถนนหนทาง สนามบิน ท่าเรือ มันจะเจริญไม่ได้ถ้าไม่มีของพวกนี้ ระบบกฎหมาย ระบบภาษี ภาษีนำเข้าสูงมากก็ต้องทยอยลด การส่งออกที่มันติดกฎเกณฑ์สารพัดอย่าง การลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามา การจ่ายใต้โต๊ะต้องมีน้อยหรือไม่มี แล้วกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยกระดับขึ้น ที่มีมูลค่าต่ำก็ต้องขยายไปสู่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

 

ถ้าวิชั่นทางเศรษฐกิจชัดเจนแบบนี้ แต่ระบบการบริหาร การเมืองมีปัญหาผูกขาดอย่างที่เห็น มันจะไปกันได้ไหม มันจะผลักดันไปสู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่พัฒนาแล้วอย่างที่อาจารย์ว่าได้หรือ

การเมืองที่ยังมีปัญหาอยู่ขณะนี้ คือมีวุฒิสภาที่ยังไม่สมประกอบ องค์กรอิสระยังไม่ทำงานเต็มที่อย่างที่บอก  และที่สำคัญคือ คนยังไม่เข้าใจยุทธศาสตร์พวกนี้   

 

แต่โครงสร้างทางการเมืองกับเหตุการณ์ทางการเมืองคนละอันกันนะ โครงสร้างทางการเมืองในภาพรวมตามรัฐธรรมนูญนี้ ผมว่า 90% โอเคนะ หมายถึง โครงสร้าง วิธีการปฏิบัติ หลักกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ตั้งแต่การเลือก ขึ้นไปถึงศาล ถึงสภา ผมว่าโอเคแล้วกับการพัฒนาทุนนิยม  มันติดปัญหาอยู่ 5-10% ก็มาแก้กันที่องค์กรอิสระ ที่วุฒิสภา

 

แต่การเล่นหรือการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโลกาภิวัตน์อย่างแน่นอน

 

แสดงว่าอาจารย์มองว่า การจะไปสู่โลกาภิวัตน์หรือไม่นี้ขึ้นอยู่ที่ตัวทักษิณเลยหรือ

เอาอย่างนี้ ถ้าคุณเอาทักษิณออกจะมีใครทำอีก หรือต่อให้มีคนใหม่ขึ้นมา ใครจะกล้าทำอย่างนี้อีก ถ้าทำแล้วถูกต่อต้าน เปิดเอฟทีเอ ดับเบิลยูทีโอ เพิ่มสัดส่วนให้ต่างชาติถือหุ้นได้ ถูกด่าว่าขายชาติหมด ใครจะกล้าทำอีก

 

อาจารย์มองว่ามันเป็นไม่ได้ที่จะไม่เอาเรื่องเหล่านี้

ก็ต้องถามคนที่ต่อต้านว่า คุณเชื่อว่ามันเป็นไปได้หรือเปล่าล่ะ แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็อาจจะได้นะ คุณจะอยู่อย่างนี้ก็ได้ แต่คุณก็เป็นฟิลิปปินส์ เป็นพม่า มันไม่มีใครที่ไม่เอาโลกาภิวัตน์แล้วจะอดตาย มันไม่ถึงขนาดนั้น แต่คุณก็จะอยู่อย่างด้อยพัฒนา แล้วตอนนี้มันมีคำพูดในหมู่คนต่างชาติที่ผมรู้จักกันแล้วว่า TPI 

 

ประเทศไทย TPI ไม่ใช่ TPI ของคุณประชัย (เลี่ยวไพรัตน์) นะ แต่เวลาพูดถึงเอเชีย พูดถึงอาเซียนจะมี 3 ประเทศ TPI คือ Thailand Philippines Indonesia เขาจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้

 

นั่นคือทิศทางสังคมไทยจะเอาหรือไม่เอาโลกาภิวัตน์

 

แต่ถ้าพูดถึงพลังทางการเมืองของสังคมที่กำลังสู้กันอยู่  มันเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่าง คนในชนบทฝ่ายหนึ่ง กับพวกชนชั้นนำในเมืองทั้งหมดอีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่พวกจารีตนิยม พวกนายทุนเก่า ชนชั้นกลางที่มีการศึกษา นักศึกษา นักวิชาการ ประเด็นคือ เอาหรือไม่เอาทักษิณ

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะ 3-5 ปีก็คืออันนี้ ชนชั้นกลางในเมืองจำนวนมากสูญเสียสถานภาพ สูญเสียอำนาจมาโดยตลอด พวกจารีตนิยมก็ถูกลดความสำคัญลง กลุ่มทุนเก่าผูกขาดก็เสียผลประโยชน์จากการเปิดเสรี FTA กลุ่มนักวิชาการ เทคโนแครต ก็เสียสถานภาพ ถูกกด จากเมื่อก่อนนี้สมัยประชาธิปัตย์ รัฐบาลตัวจริงคือ เทคโนแครต นักการเมืองก็ต้องถามท่านปลัดมีเรื่องอะไรให้ทำมั่ง คนบริหารประเทศคือ ปลัดกระทรวงกับอธิบดี มาถึงสมัยนี้ พวกนี้ถูกทำลายอำนาจไปหมด ถ้าไม่ทำตามปลดออก ย้ายออก ย้ายข้ามกระทรวงยังได้ เมื่อก่อนย้ายข้ามกระทรวงต้องฆ่ากันตาย นักวิชาการก็กลายเป็นแค่คนสอนหนังสือ ไม่มีราคาเลย จากที่เคยเป็นที่ยอมรับของนักการเมือง กลุ่มมุ้งการเมืองรุ่นเก่า สมัยก่อนมีอำนาจมาก เพราะพรรคการเมืองเล็ก มีหลายพรรค ฉะนั้น ที่ทักษิณทำมาตลอด 5 ปีคนในเมืองเสียทั้งนั้น

 

กลุ่มเหล่านี้เสียประโยชน์จากการเมืองใหม่ที่เปิดช่องให้ประชาชนระดับล่างได้เลือกนายกฯ โดยตรงผ่านปาร์ตี้ลิสต์ คุณดูพรรคการเมือง ดูปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 คือใคร ก็เท่ากับเลือกนายกฯ แล้วใบเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์กับ ส.ส.เขตก็กาแยกกัน ฉะนั้น นายกฯ คนนี้จึงเป็นคนที่มาจากเสียงของคนข้างมากทั่วประเทศ แล้วนายกฯ คนนี้เขาเข้ามาก็เอาประโยชน์ไปให้คนชั้นล่าง แต่ประโยชน์จะยืนยาวหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งโครงการเอื้ออาทร กองทุนหมู่บ้าน เงินกู้ ต่างๆ คนชั้นล่างได้ประโยชน์เป็นครั้งแรก แต่เขาจะหายจนหรือเปล่า มันอีกเรื่อง

 

แล้วอาจารย์มองยังไง

คนอาจจะมองในแง่ของคนในเมืองก็ได้ เฮ้ย มันเป็นการติดสินบนซื้อใจ หลอกชาวบ้านให้มาเลือก แต่ถ้าคุณมองจากมุมชาวบ้าน พวกอยู่ในชนบท ชนชั้นล่างในเมือง ไม่เคยมีอำนาจอะไรเลย ถูกตำรวจรังแกตลอด ถูกคนรวย คนชั้นกลางกดหัวมาตลอด ไปสถานที่ราชการก็ถูกกดหัวมาตลอด พรรคการเมืองมาให้ประโยชน์ก็ตอนเลือกตั้ง แจกเงิน จะเอาลูกเข้าโรงเรียน ไม่มีเงินก็ต้องไปขอส.ส. ชีวิตแทบจะไม่มีอะไรเลย

 

ระยะเวลา 30 40 ปี 60 ปี ที่ผ่านมาชาวบ้านอยู่อย่างนี้ ไม่เคยได้อะไร แต่อยู่ๆ ปุ๊บก็มีกองทุนหมู่บ้านเข้ามาแล้ว มี 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ก่อนนี้เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลรัฐ รอตั้งแต่เช้าถึงเย็น ค่ายาทุกบาทคุณต้องออกเอง ร้อย สองร้อย ห้าร้อย คนชั้นกลางอย่างเรา มันไม่ใช้หรอก  โหย มันแย่ มันห่วย เราไม่จำเป็นต้องใช้เราก็เลยไม่เห็นความสำคัญ

 

คนในเมืองมันไม่เคยเข้าใจคนชั้นล่าง ที่ชีวิตมัน ขอโทษนะ ‘โคตรทุกข์’ ชาวบ้านข้างล่าง ไม่มีอะไรประกันเลย เจ็บป่วย การศึกษา ทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ แต่แล้วมาวันนี้ 5 ปีมานี้ ทักษิณก็ให้เขา 30 บาทรักษาทุกโรค พักชำระหนี้ ให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย บ้านเอื้ออาทร เป็นครั้งแรกที่เขาได้

 

แต่มีความกังวลไม่น้อยเลยว่า เขาบอกว่าในระยะยาวการเปิดเสรี หรือการผลักดันประเทศไปสู่โลกาภิวัตน์ สุดท้ายแล้วมันจะย้อนกลับมาทำร้ายคนรากหญ้า

นี่คือความเข้าใจผิด อันนี้เป็นสิ่งที่กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์อ้างมาตลอดว่า โลกาภิวัตน์ทำร้ายคนจน

 

จริงๆ ไม่ใช่

มันจะทำร้ายหรือไม่ทำร้าย ขึ้นอยู่กับการบริหารของรัฐบาล ไม่ใช่การค้าเสรีอย่างเดียว ตัวทุนนิยมเอง capitalism หรือโลกาภิวัตน์ มันไม่เห็นแก่หน้าคนจนหรือคนรวย นี่คือสิ่งที่คนไม่เข้าใจธาตุแท้ของทุนนิยม ไม่ได้ไปอ่านเศรษฐศาสตร์การเมืองจริงๆ

 

แต่ว่าคนรวยมีอำนาจ มีโอกาสในการเข้าถึงทุกอย่างมากกว่า

มันไม่เกี่ยวหรอก คุณกำลังพูดถึงทุนนิยมโลกาภิวัตน์สิครับ ไม่ใช่ทุนนิยมผูกขาด ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันกันนี่นะ คนที่จะอยู่ได้ คนที่จะรวยได้มันต้องเก่ง มันต้องลดต้นทุน ผลิตสินค้ามีคุณภาพ มันถึงจะครองตลาดได้ ถ้าใครมาทำได้มันก็ได้ไป ดังนั้น ต่อให้คุณเป็นทุนใหญ่ ต้นทุนคุณแพง สินค้าคุณห่วย แล้วรัฐบาลไม่คุ้มครองนะมันเจ๊ง เดี๋ยวรายใหม่ก็เข้ามา

 

ธาตุแท้ของทุนนิยมมันไม่เห็นแก่หน้าใคร เพราะเหตุนี้มันจึงมีการเพิ่มการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพสินค้า ประเทศที่มันเจริญแล้วมันจึงรวยขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันมีการแข่งขัน รายเก่าไป รายใหม่มา 20-30 ปีที่แล้วบริษัทคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ไอบีเอ็ม แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะมันมีการแข่งขัน

 

ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่า พอมีการพัฒนามีการแข่งขัน นายทุนคนชนะก็รวย คนแพ้มันก็เจ๊ง ทีนี้รวยแล้วทำยังไง รวยแล้วก็ต้องกระจายความรวยให้คนอื่น นี่คือหน้าที่ของการเมือง

 

โลกาภิวัตน์ และระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่มีหน้าที่ และมันไม่ต้องการที่จะกระจายความรวย มันมีหน้าที่สร้างความรวย แต่คนที่จะเอาความรวยนี้ไปกระจายให้คนอื่นคือรัฐบาล รัฐบาลต้องจัดเก็บภาษี ต้องจัดระบบต่างๆ ที่ทำให้คนรวยนั้นแบ่งมาให้คนอื่นอย่างถูกกฎหมาย

 

ประเทศอื่นเขาไปกับโลกาภิวัตน์แล้ว ทำไมเขาไม่เห็นต้องกลัวว่าคนจนประเทศเขาจะต้องซวย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายก็คือ เมื่อเปิดตลาดโลกาภิวัตน์ขึ้นมาแล้ว มีทุนนิยมขึ้นมาแล้ว รัฐบาลมันห่วย ถูกครอบงำด้วยคนไม่กี่ตระกูล ก็ไม่กระจายความรวย คนก็ต้องไปด่ามัน ไปด่ารัฐบาล ด่านักการเมือง ไม่ใช่ไปด่าโลกาภิวัตน์

 

ถ้าคุณไม่เอาโลกาภิวัตน์ ไม่เอาการค้า ไม่เอาต่างชาติ คุณไม่มีทรัพย์สินจะเอามาแจก คุณไม่มีความรวยไปแจก คุณต้องสร้างความรวยก่อน แล้วเอาไปแจก นี่คุณเล่นไม่ทำอะไรเลย

 

ระบบสังคมนิยมมันเจ๊งเพราะอะไรรู้ไหม มันไม่ได้ผลิตอะไร พอไม่ได้ผลิตอะไร มันไม่มีรายได้ พอไม่มีรายได้ทุกคนก็จนเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นคุณต้องสร้างมันขึ้นมาก่อน แล้วหาวิธีการที่จะกระจาย ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ทำไมไม่ออกวะประเทศไทย เราไม่กล้าออกเพราะมันกระทบคนรวย

 

....................................................................................

สัมภาษณ์ รศ.ดร. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

9,10 มีนาคม 2549
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #25 เมื่อ: 04-07-2006, 14:58 »

ผมอ่านได้สอง paragraph (นับจากคำว่า "ช่วยชี้แนะด้วยเถิด" ของคุณ)แล้วเริ่มงง อันดับแรกผมไม่คุ้นกับศัพท์ในสายรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์เลย (แม้ว่าคุณบอกว่าอาจารย์ท่านที่เขียนบทความท่านจบทางเศรษฐศาสตร์ แต่การใช้ภาษาไม่ใช่ภาษาของนักเศรษฐศาตร์) คำว่า "มิติทางชนชั้นอันแหลมคม" วัด ด่า เฮ้ล.... ยอมรับว่าพยายามจับคู่คำว่า dimension , level , อันแหลมคม  Rolling Eyes แต่ไม่รู้เรื่องจริงๆจนปัญญา ผมพอจะสรุปได้ว่านี่คือการพยายามแสดงคำว่า"มีความขัดแย้งและยังคุมเชิงกันอยู่ระหว่างคนรวยและคนจน" ในความเข้าใจง่ายๆของคนที่ไม่มีพื้นความรู้ด้านนี้ของผมมั้ง

หากติดตามมาตั้งแต่ต้นถึงกลุ่ม"นายทุน" ของพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็น มาลีนนท์ จึงรุ่งเรืองกิจ โพธารามิก ชินวัตร จะเห็นว่านี่ไม่ใช่กลุ่มรากหญ้าอย่างที่หลายคนอยากจะวาดภาพให้คนเข้าใจ เป็นที่เข้าใจกันง่ายๆคือพวกนี้คือนายทุนขนานแท้ที่สร้างตนจากวิถีทุนนิยมในแต่โบราณ กลุ่มพันธมิตรของนายทุนเหล่านี้ก็คือนายทุนเช่นกัน ไม่ใช่รากหญ้า

ใครๆก็รู้เรื่องนี้ครับ ไม่น่ามาสู่การวิเคราะห์อย่างนี้นะ ผมว่า

เมื่อสรุปหัวเรื่องมันไม่ใช่ เหตุผลที่ตามมาจากหัวเรื่องมันก็ไม่ใช

ขอถามเพื่อให้แน่ใจ นี่คือบทความของอาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านนี้ทั้งหมด หรือว่าเป็นคุณเขียนบทความนี้ครับ?

เป็นบทความของอาจารย์พิชิตครับ เข้าใจว่าบทความดังกล่าวถูกส่งทางforward mail ไปหลายพันe-mail addressesแล้วเมื่อ2-3เดือนก่อน
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #26 เมื่อ: 04-07-2006, 15:04 »

ผมมองว่าบทความนี้มองความจริงแค่ครึ่งเดียว แต่อีกหลายส่วนล้วนแต่แต่งแต้มขึ้นด้วยความรู้สึกชอบพอทักสิน และ ด้วยความรู้สึกส่วนตัวที่ชิงชังกลุ่มต่อต้านทักสินเท่านั้น แทบจะไม่มีโครงสร้างทางด้านการวิเคราะห์ทางด้านองคืประกอบอื่นๆมาประกอบเลย โดยเฉพาะตรงที่กล่าวว่า

 "ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดที่ชนชั้นล่าง ต้องประสบตลอดชีวิต ชนชั้นกลางมีเงิน การศึกษา ตำแหน่งงาน บ้าน รถยนต์ มีช่องทางเข้าถึงเงินทุนและเงินกู้ในระบบ เจ็บป่วยก็มีเงินรักษา ไม่มีปัญหายาเสพติดในละแวกบ้าน ไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐและอำนาจเถื่อนรังแก ไม่ต้องพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองท้องถิ่น พวกเขาจึงมองชนชั้นล่างอย่างดูถูกดูแคลน ว่า "ถูกซื้อ" โดยรัฐบาล "

นี่แสดงให้เห็นว่าคิดเองเออเองไปเสียหมด ไม่ได้ทำการสำรวจความคิดเห็น หรือ ทำการวิจัยออกมาอย่างเป็นรูปธรรม แต่คาดเดา ด้วยอคติทั้งสิ้น  ชนชั้นกลางที่อยู่ทุกวันนี้ ก็มีชีวิตไม่แตกต่างจากคนไทยดดยรวมทั่วไป ก้คือ มีระดับชั้นของชีวิต บ้างก็มีเงินน้อย บ้างก็มีเงินเยอะ ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนต้องต่อสู้ฟันฝ่ามรสุมชีวิตเช่นกัน อย่าลืมว่าค่าครองชีพ ในเมืองหลวงมันสูงกว่าชนบท ชีวิตไม่ได้สวยหรูเหมือนดั่งบทความนี้ เจ็บป่วยไม่มีเงินรักษาก้มี เจ้าหน้าที่รัฐกลั่นแกล้งก็มีบ่อยไป การที่มองว่าชนชั้นล่างถูกซื้อเพราะ เราเข้าใจว่า คนชั้นล่างกำลังถูกหลอกโดยคนชั้นกลางหรือชั้นสูงอีกที เพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มนั้นๆ การเขียนบทความไม่จำเปนต้องมีการอ้างแหล่งข้อมูลที่ 3 เสมอไปครับ หากข้อมูล/ความคิดเห็นของผู้เขียนมีตรรกะก็ย่อมมีน้ำหนักในทางความน่าเชื่อถือในตัวเอง

ผมมองว่าถ้านี่คือ บทความของ อาจารย์ท่านนี้ ผมว่า ท่านไม่ควรมาสอนที่มหาวิทยาลัยเลย ให้ตายสิ ได้ ดีอกเตอร์มาได้ไงอ้าว...เพิ่งไปด่าอาจารย์พิชิตแกหยกๆว่ามีอคติ แล้วนี่ไม่ใช่เรียกว่า 'โคดเอียง' เลยรึ!?!
ส่วนอะไรจ๊ะที่บอกว่า
 "กลุ่มก๊วนพันธมิตรฯที่ตอนนี้กำลังคิดการ 'แลกเลือด' เพื่อหวังโค่นระบอบทักษิณให้ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้"
ช่วยแหกตาดูก่อนนะว่าใครที่มันอยากจะให้ชนชั้นล่างแลกเลือดเพื่อพรรคของมัน ถ้าพรรคมันถูกยุบ สาดดดดดดดดดดดด

ฮ่าๆๆๆ.....สันดานเดิมออกจนได้

บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #27 เมื่อ: 04-07-2006, 15:09 »

"อะไรจ๊ะ" ข้อมูลเยอะก็น่าจะรู้นี่ว่า ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เนี่ยมีความสนิทชิดเชื้อกับ "คนในรัฐบาล"
เรื่องที่พวกเดียวกันมาเขียนเข้าข้างกันเองแล้วด่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองเนี่ย เอามาเป็นข้อมูลอ้างอิงได้ด้วยเหรอ อย่างนี้ไปเอาคำพูดของ "น้าหมัก" มาน่าจะดีกว่านะ
แล้วมีหลักฐานอะไรที่พิสูนจ์ได้ว่าข้อเขียนของ ดร.พิชิต เนี่ยเป็น "เรื่องจริง" หรือจ๊ะ
มันก็เป็นแค่ "สื่อ" อันนึง ที่ "อะไรจ๊ะ" ชอบด่าว่ามันไม่น่าเชื่อถือไม่ใชเหรอ?

ฮ่าๆๆๆ  คำว่าคนใน'รัฐบาล' ฟังๆดูมันกว้างไปป่าวเอ่ย? คนในรัฐบาลมีทั้งคณะรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ ญาติๆ รวมแล้วเป็นพันเป็นหมื่นคน ไม่แปลกสักนิดหากอาจารย์พิชิตแกเป็นญาติกับคนใดคนหนึ่งในพันในหมื่นนั่น ประเด็นก็คือ บทความของอาจารย์แกเป็นเรื่องจริงหรือไม่....ถ้าไม่จริงคุณมีข้อมูลอีกด้านมาค้านไหมเอ่ย?
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #28 เมื่อ: 04-07-2006, 15:22 »

อ้างถึง
ข้อความโดย:A-Rai-Ja
รบกวนยกขึ้นมาสัก 1 ประเด็นที่คุณคิดว่าทักษิณเลว...เราจะได้มาคุยกันแบบจะจะ...ดีไหมครับ?

เริ่มเข้าใจแล้ว ว่าคุณ A-Rai-Ja  กำลังทำตัวเป็นเป้ากระสุนแทนนาย ติดธุระไปรับเงินค่าเขียนรายวัน เสร็จแล้วก็จะรีบกลับมาทำหน้าที่ต่อละสิ
ขี้เกียจแก้ตัวเพราะไร้สาระ เอาเป็นว่าขอตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้ว่า หาก'อะไรจ๊ะ'รับเงินใครสักคนมาแสดงความคิดเห็นในเว๊บบอร์ดแห่งนี้ขอให้พ่อแม่และครอบครัว'อะไรจ๊ะ'จงฉิบหายและตายโหงภายใน 3 วัน  แต่หาก 'อะไรจ๊ะ' ไม่เคยรับตังค์โดยการจ้างวานหรือเสน่หาจากใครก็ตามเลยสักครั้ง ขอให้คนที่กล่าวหาว่า 'อะไรจ๊ะ' รับตังค์มาจงตกงาน และการค้าขายพบแต่ความฉิบหายไม่เจริญตลอดไปเถิด  เพี๊ยงงงง


ถ้ากระทั่งแค่ หาข้อสัก 1 ประเด็นที่คุณคิดว่าทักษิณเลว ไม่เจอ...ในเวบบอร์ดแห่งนี้เจอละก็ คุณก็ไม่สมควรเสนอหน้าเขียนอะไรอีกแล้วละมั้ง เหมือนกองขี้เละเต็มอยู่ตรงหน้าส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วคุณ ยังเดินย่ำยิ้มอย่างปลาบปลื้ม ทำเป็นมองไม่เห็นและต้องการให้คนชี้บอกนะ..สำหรับเรา..ขอผ่าน ไม่ลดตัวลงไปชี้ทางให้ละนะ ปล่อยให้คุณเหยียบย่ำขี้ ดำดิ่งสู่อเวจีหิวเงินของคุณต่อไปละกัน'อะไรจ๊ะ' เจอแต่ด่าลอยๆแบบไร้รากและเพื่อความสะใจตัวเองทั้งนั้นอ่ะ

ลองถามคุณ แอ่นแอ้นท์ก็ได้นะ
เธอเขียนเอาไว้ดีมากแล้ว ในคำตอบข้างบนนี้ของเธอ

คนเราไม่ใช่หมานะ ที่ต้องจงรักภักดี กะ ผู้มีบุญคุณแบบไม่ลืมหูลืมตา
เจ้าของหมาจะเตะ จะถีบ จะตี จะเอาลูกมันไปขาย จะทำอย่างไรกะมันก็ได้ เพียงแค่ มีบุญคุณให้น้ำข้าวคุณ เอ้ย! มันกินน่าจะตรึกตรองให้มากๆน๊ะครับว่าข้อมูลที่เสพแบบไม่วิเคราะห์น๊ะมันอันตรายมากกว่าพวกที่ไม่ได้เสพข้อมูลแค่ไหน...อย่าทึกทักเอาเองเลยครับ

เลวก็คือเลว ดีก็คือดี ต้องแยกแยะ ระหว่างความดีกะความชั่ว มันไม่อาจปนเปื้อนกันได้
คนเก่ง อาจไม่ใช่คนดีเสมอไป
โครงการดี เมื่อบริหารด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ก็คือ การฉ้อฉล คอรัปชั่นเชิงนโยบาย ได้แล้วทำไมไม่มีใครเอาทักษิณเข้าคุกได้หล่ะงั้น!?!

สำหรับกับคนที่กล้าออกอากาศว่า ถ้าอยากให้ออก เพียงแค่เหนือหัวมากระซิบนะ พูดออกมาได้อย่างไร
ต้องกระซิบด้วยหรือ? บังอาจเหลือเกินบังอาจตรงไหน?!? ก็นายกฯบอกว่า 'ผมจะถวายบังคมทูลลาออกจากนายกฯ' ...ผิดตรงไหนกับคำพูดดังกล่าว?

สำหรับคนที่เป็นผู้บริหารบ้านเมืองในยุคประชาธิปไตย แต่พูดว่า ใครเลือกพรรคมัน จะพิจารณาเป็นพิเศษก่อน
ทำไม กกต.ไม่แบน เพราะอะไร คุณไม่ต้องเสียเวลาแก้ตัวแทน เนื่องจากชาวบ้านเขารู้เต็มอกแล้ว เพ้อเจ้อน่า....

การเริ่มขับไล่ ทรราชย์
น่าจะเริ่มจากการขับไล่ พวกที่สวมปลอกคอ เหล่านี้ออกไปจากเวบบอร์ดก่อนเป็นอันดับแรก ให้มันไปอยู่ยังที่มันควรอยู่
อย่าให้เวทีนี้ เป็นที่นำเสนอข้อแก้ตัวแทนนายของมัน เนื่องจากที่เดิม ใกล้จะไม่มีคนไปอ่านแล้ว มีแต่พวกรับจ้างอย่างพวกมันไปเขียนชเลียร์กันเอง มั่วกันเองฮ่าๆๆๆ...ทนไม่ได้อ่ะดิ๊ที่โดนอีกฝ่ายเอาข้อเท็จจริงมาบลั๊ฟ
ชอบเขียนแสดงออก ให้ดูเหมือนว่าตนเปี่ยมปัญญา สาระทฤษฎี
แต่บทบาทที่แสดง มันคืออนารยะชน ที่ดักดาน ดื้อด้าน ไม่ยอมรู้แจ้ง ตะแบงกันไปเรื่อยๆ
คุ้ยเขี่ยหา ข้อมูลที่เข้าข้างสร้างภาพให้ฝ่ายตนได้ มานำเสนอมันอยู่ร่ำไปก็พวกคุณไม่มีข้อมูลเองนี่นา...ยอมรับแล้วซิว่าเก่งแต่กล่าวหาคนอื่นลอยๆแต่ใบ้แดกเวลาโดนถามหลักฐานมาโชว์น๊ะ

ต้องรอให้เจ้านายคุณลงโลงไปกี่ปี ถึงจะรู้สำนึกว่า ที่ทำทุกวันนี้นะ ...ผิดต่อแผ่นดินอย่างที่คำอธิฐานข้างบนสาปแช่งไว้ครับ


บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #29 เมื่อ: 04-07-2006, 15:23 »

ไม่รู้แน่ชัดครับว่าใครอยาก "แลกเลือด" แต่ว่าตอนนี้พันธมิตรเงียบๆไปแล้ว

เห็นมีอยู่แค่ฝ่ายเดียวที่โหวกเหวกออกมาซะอย่างงั้น

ว่าแต่ผู้มีบารมีเนี้ย เป็นใครกันนะ แค่ประเด็นนี้สังคมก็วุ่นวายแล้วครับ  Yell
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #30 เมื่อ: 04-07-2006, 15:32 »

สักวันเถอะครับคุณ "อะไรจ๊ะ" ลูกคุณ หลานคุณ หรือแม้แต่ตัวคุณเอง

จะต้องรู้สึกขอบคุณ "คนกู้ชาติ" อย่างพวกผม

หลักจากนี้อีกสัก 5 ปีเวลามีใครมาถามว่าเคยอยู่ฝ่ายไหน?

ก็อย่าลืมบอกนะครับว่าไปเชียร์ทักษิณที่ JJ ทุกทีที่มีโอกาส

อย่าลืมบอกว่า เป็นกลุ่มเรารักทักษิณ

อย่าลืมบอกว่า เคยมาต่อสู้ในเว็ปบอร์ดเพื่อทักษิณ

อย่าพลิกลิ้นบอกว่าเป็นพวกพันธมิตรนะครับ  Mr. Green  Rolling Eyes

คุณINJ.อย่าลืมซิครับว่าเคยมีพวกคุณพูดเอาไว้เมื่อปี2544-2545ว่า รัฐบาลทักษิณเอาเงินอนาคตมาใช้และประเทศชาติจะล่มสลายภายในไม่ช้า ตอนนี้ปี 2549 แล้วก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นนอกจากพวกกู้ชาติที่ยังไม่ยอมหยุด ให้ตายเถอะ...ผมจะไม่ทรยศกับประเทศไทยในการยอมให้ตัวเองเป็นเครื่องมือให้คนอย่างสนธิ ประยุทธ เอกยุทธ สุริยะใส จำลอง ประสงค์ เจิมศักดิ์ สมเกียรติ์ พิภพ สมศักดิ์ มันหลอกใช้เพื่อทำลายนายกฯทักษิณผู้พลิกฟื้นประเทศไทยอย่างแน่นอน

รากหญ้าที่สัมผัสกับนโยบายที่แท้จริง กับ พวกกู้ชาติที่หลงทรนงคิดว่าตัวเองเป็นอัศวินปราบมารลมๆแล้งๆนั่น.....ไงๆศักดิ์ศรีของรากหญ้าก็ดูดีกว่าเยอะครับ
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #31 เมื่อ: 04-07-2006, 15:47 »

อืมมมมมม   ผมอ่านบทความนี้มาหลายครั้งแล้วหล่ะ
และผมก็มีประเด็นที่อยากจะโต้แย้ง และ "อยากจะด่า" เยอะไปหมด
ประเด็นของผมส่วนมาก หลายๆท่านก็ได้ตอบมาในที่นี้เยอะแล้ว

ส่วนตัวดีใจนะครับ  ที่ผู้อ่านหลายๆท่านยังใช้"สติ" ในการอ่านบทความอยู่

เขาเหล่านั้นรู้เท่าทันว่าบทความต้องการจะสื่ออะไร อะไรคือเหตุผลสนับสนุน และอะไรคือ "การละเลงสี"
เพียงแค่จะสร้างจุดเด่น เร้าอารมณ์ ให้ผู้อ่านเคลิบเคลิ้มคล้อยตามได้โดยง่าย

สั้นๆเลย
-- อจ.วิชิตมีสิทธิ์ที่จะคิดว่าผู้ต่อต้านเป็นผู้เสียผลประโยชน์

-- แต่การโยงภาพของผู้ต่อต้าน - ผู้สนับสนุนทักษิณ เข้าไปผสมกับ เรื่องของการเอารัดเอาเปรียบระหว่างชนชั้น
ประเด็นนี้ อ.วิชิต สร้างความแตกแยกในสังคมโดยใช่เหตุ ไม่ได้คำนึงถึงผลที่ตามมาเลย
อย่างนี้ จะเรียกว่าอาจารย์เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือว่า เห็นแก่นักการเมื่องที่ท่านชอบครับ
หรือว่า ท่านดูลิเกมากเกินไปครับผม

ท้ายสุด
การต่อสู้ทางการเมืองจะใช้ยุทธวิธีใดก็แล้วแต่
แต่ไอ้วิธีสร้างความแตกแยกในสังคม อาศัยคำว่า "ราชนิกูล" "ชนชั้นสูง" รังแกชนรากหญ้า
แล้วก็สร้างภาพว่าตัวเองเป็นอัศวิน เป็นพวกเดียวกันกับชนรากหญ้า คนส่วนใหญ่ของประเทศ
หากินทางการเมืองด้วยวิธีสกปรกโสมมแบบนี้ ระวังจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่นะครับ ย้ำ สกปรก โสมม


ฟังดูเผินๆ มันเหมือนการปลุกกระแสล้มล้าง ยังไงก็ไม่รู้ (อันนี้แค่เดา อย่าซีเรียส)

อันที่จริง
การพัฒนาสังคมรากหญ้า ต้องเน้นที่การพัฒนาคุณค่าในตัวบุคคลก่อนครับ คนต้องนิยมคุณธรรมมากกว่าวัตถุ
แต่นี่ ทักษิณเล่นโยนเงินไปให้เลย ไม่สร้างความรู้สึกว่า"ตัวเราก็มีคุณค่า"ให้ชาวรากหญ้า
แถม .... แถมยังไปกรอกหูพวกเขาอีกว่า เธอรากหญ้า ชีวิตเธอด้อย เธอยากจน ฉันมาช่วยเธอ
ซึ่งก็ไม่ทราบหรอกนะ ว่าจริงใจ หรือหวังผลหาเสียง

แบบนี้ จะให้ผมเห็นด้วยเหรอครับ  ไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ


ผมกลับเห็นว่าอาจารย์พิชิตแกพยายามชี้ให้เห็นว่าชนชั้นรากหญ้าเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอด ยกตัวอย่าง กรณี 30 บาทรักษาทุกโรคที่สมัยก่อนคนจนไม่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาหากไม่กำเงินไปหาหมอ พอมี 30 บาทขึ้นมา...คนจนมีสิทธิ์ที่จะไม่ตาย ไม่พิการ และไม่ต้องกระเสือกกระสนไปยืมตังค์เพื่อมาจ่ายค่ารักษาอีกต่อไป นักการเมืองทุกคนย่อมต้องนำเสนอผลงานการบริหารประเทศให้กับปชช. คุณจะบอกว่าสิ่งต่างๆที่ทักษิณกระทำมาเพื่อหาเสียงล้วนๆนั้น...เกินไปป่าวครับ?  ปชช.เค้าตัดสินเองได้ว่านักการเมืองคนไหนทำเพื่อเค้า เค้าก็จะเลือกให้ไปบริหารประเทศเหมือนอย่างปี 2544  และ2548

คนที่ปฎิเสธระบอบทักษิณเท่ากับเป็นปฎิปักษ์ต่อคนจน.....ซึ่งเผอิญว่าคนจนในประเทศนี้มีกว่า 65%
บันทึกการเข้า
Coolly_Jade
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318


ฉันจะบิน บิน บิน สู่เสรีภาพอันยิ่งใหญ่


« ตอบ #32 เมื่อ: 04-07-2006, 15:52 »

เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจนักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้คุณค่าความสำคัญแก่ราษฎรอาวุโส อีกทั้งยังคอยกล่าวตอบโต้รุนแรงอยู่เสมอ
 
อืมมมม....จริงแฮะ รัฐบาลไทยรักไทยไม่เคยสนใจวิชาการ ไม่เคยมีความเคารพต่อใครๆ
คนแบบนี้เขาเรียกว่าคนแบบไหนนะ
แล้วถ้าคนแบบนี้เป็นผู้นำ  ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร
คงเห็นกันอยู่แล้วทุกวันนี้
บันทึกการเข้า

ทักษิณาธิปไตย เสรีทางความคิด เผด็จการต่อการแสดงออก ใครเห็นด้วยเป็นคนดี ใครคัดค้านเป็นกุ๊ย
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #33 เมื่อ: 04-07-2006, 15:58 »

คุณ"อะไรจ๊า" พูดขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวอีกแล้ว.......

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม ไม่ต้องการโลกาภิวัตน์ แล้วยังสูญเสียสถานภาพและความน่าเชื่อถือตลอด 5 ปีมานี้ เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจนักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้คุณค่าความสำคัญแก่ราษฎรอาวุโส อีกทั้งยังคอยกล่าวตอบโต้รุนแรงอยู่เสมอ

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจจะเป็นนักวิชาการคนเดียวในขณะนี้ ที่พรรคไทยรักไทย คนรักทักษิณ สาวก และหวอรูม รัก ศรัทธา เพราะพูดให้พวกเขาพอใจ  คุณมีหลักฐานมาแสดงไหมว่านักวิชาการ/คณาจารย์1.4แสนคนเค้าไม่คิดอย่างอาจารย์พิชิต? ผมว่าคุณแค่แสดงความเห็นเกี่ยวกับอาจารย์พิชิตก็พอ ไม่ต้องลากไปเกี่ยวข้องกับคนอื่นที่เค้าไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยเลย


ผมเชื่อว่าประชาชนที่ไม่ได้งมงายกับระบอบทักษิณ ย่อมทราบดีว่า นักวิชาการ คณาจารย์ และผู้นำทางความคิดจากหลายสาขา เป็นผู้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัฒน์ ผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย ห่วงใยความผาสุก และ ระบอบการปกครองของประเทศโดยตลอด พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่คุณทักษิณ รักษาการนายกฯที่ขาดความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต่อไปแล้ว เกลียดชัง ชิงชัง เพราะรู้เท่าทันแนวทางระบอบทักษิณมากกว่าประชาชนระดับกระดูกสันหลังของชาติหรือรากหญ้าในคำนิยามของพรรคไทยรักไทย.........คุณรู้ได้ไง...มันแค่ความรู้สึกส่วนตัวของคุณเองเท่านั้น


นอกนั้นไม่ต้องพูดถึง การแสร้งบิดเบือนข้อเท็จจริงของเจ้าของกระทู้ ที่ต้องพูดตาม"ใบบอก" ปลุกเสกให้นักวิชการ คณาจารย์ ผุ้น้ำทางความคิดที่ต่อต้าน"นาย" เป็นผู้เสียผลประโยชน์ทั้งประเทศ .....!ไม่เอาน่า...ใบบอกใบหวยอะไรนั่น กะละ450บาทมันไม่พอสำหรับค่าดริ๊งค์ผมเลยสักมื้อ  ตัวคุณเองน่าจะขยันหาข้อมูลหน่อยน๊ะ...เวลาเถียงกับใครจะได้ดูน่าเชื่อถือหน่อย Rolling Eyes

แต่"รักษาการนายกฯที่ไร้ความชอบธรรม" เป็นผู้ได้ประโยชน์" คนเดียว.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไร้ความชอบธรรมบนบรรทัดฐานของอันธพาลกู้ชาติแบบนั้น....อย่าเลยครับ




[/quote]
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #34 เมื่อ: 04-07-2006, 16:09 »

อ่านดูแล้วไม่เห็นมีมิติทางเศรษฐศาสตร์เลยนี่ครับ มีแต่สังคมศาสตร์กับประวัติศาสตร์

แล้วไทยรักไทยต่างจากอภิสิทธ์ชนกลุ่มเก่าตรงไหนครับ ?

ไทยรักไทยก็คืออภิสิทธิ์ชนกลุ่มใหม่จากชนชั้นนายทุนที่เน้นการตลาดกับรากหญ้าหรือไม่ ?

การที่พรรคการเมืองดำเนินนโยบายที่ถูกต้องและเป็นที่นิยมของปชช. ทำไมต้องถูกกล่าวหาว่าหาเสียงลูกเดียวกับรากหญ้าด้วยเอ่ย? ทุกพรรคการเมืองต่างก็นำเสนอนโยบายเพื่อให้โดนใจปชช.ด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่า ปชป. ชท. มช. หรือพรรคอื่นๆ ประเด็นก็คือ พรรคไหนที่จะโดนใจปชช.มากสุด ก็เลยเป็นที่นิยมชมชอบโดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้า


พรรค "ไทยรักไทย" พรรคการเมืองใหม่ ที่ได้รับการตั้งชื่อจากเสียงของประชาชน และเผยตัวผู้ร่วมสานอุดมการณ์ และได้ประกาศแนวความคิดหลักของพรรคชัดเจนด้วยว่า
 
          เพราะจุดอ่อนของชาติคือ : ขาดหน่วยงานหรือผู้นำที่บริหารประเทศแบบมีกลยุทธ์ จนพาประเทศหลงทางสู่วิกฤตเศรษฐกิจ พรรคไทยรักไทยจึงขอเสนอตัวมาบริหารประเทศแบบมีกลยุทธ์นำทาง
 
          เพราะจุดอ่อนของชาติคือ : การมักยึดกฏหมายนำในการแก้ปัญหา พรรคไทยรักไทยจึงขอเสนอให้ใช้หลักการบริหารนำการแก้ปัญหา โดยใช้กฏหมายเป็นเพียงส่วนประกอบและรัฐบาลจะต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกเพราะเราต้องรวมพลังคนไทยด้วยกันเพื่อคนไทยด้วยกัน
 
          เพราะจุดอ่อนของชาติคือ : ขาดการมีส่วนร่วมในการปกครอง พรรคไทยรักไทยจึงขอให้สร้างคนมีความสามารถที่คิดและมีอิสระในการทำงานสูง ทำเป็นทีมและบริหารแบบผสมผสาน ประนีประนอม แต่กล้าตัดสินใจที่เด็ดขาด โดยยึดประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก
 
 
          เพราะจุดอ่อนของชาติคือ : ความล่าช้าของระบบราชการ พรรคไทยรักไทยจึงขอเสนอให้คิดแบบนอกกรอบ ของระบบราชการ และลัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นเพื่อประสิทธิภาพและความฉับไว





 




บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #35 เมื่อ: 04-07-2006, 16:25 »

ระยะหลัง ๆ มานี่ คุณอะไรจ๊ะ ไม่แวะไปที่กระทู้ผมบ้างเลย เสียแรงที่ผมอุตส่าห์เป็นแฟนพันธุ์แท้คุณอะไรจ๊ะ หวังว่าจะได้ชื่นชมบทวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อที่จะได้นำไป ปรับปรุงพัฒนางานเขียนของผม  จะห่างเหินกันไปก็กระไรอยู่ ในบรรดาพลพรรคคนรักทักษิน ที่มีอยู่น้อยกว่าน้อยในเสรีไทย ผมก็ชื่นชมคุณอะไรจ๊ะนี่แหละว่าเป็นบุคคลระดับขุนพล พูดจาฉะฉานดี ผมก็เลยมาตอบกระทู้คุณอะไรจ๊ะ หวังจะให้หายคิดถึง
คุณคนในวงการพูดจามีเหตุมีผลอีกแร๊ะ  ฮ่าๆๆ   เอาจริงๆก็คือ ผมถูกเพื่อนๆคุณรุมอัดจนผมกระดิกตัวไปกระทู้อื่นไม่ได้เลย เห็นผมเป็นเป้านิ่งเลยรุม'ยิง'กันมันส์เลยน๊า Rolling Eyes


ในตอนแรกเห็นบทความที่คุณอะไรจ๊ะได้กรุณาไปค้นมา ก็หลงดีใจว่าคุณอะไรจ๊ะมีการพัฒนาบ้างในเรื่องการตั้งกระทู้ รู้จักหาข้อมูล ไม่ได้สักเอาแต่ตะแบงไปวัน ๆ เหมือนพวกขี้คลอก ลูกขุนพลอยพยักตามเว็บพันทิบ แต่พออ่านชื่อบุคคลที่เขียนบทความ ผมก็ขำเสียจนน้ำตาเล็ด ปัดโธ่เอ๋ย ที่แท้ก็ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นักวิชาการจากธรรมศาสตร์ฮ่าๆๆ...ปลุกของดีขึ้นมาสู้น๊ะ เข้าใจบ้างดิ๊

อันที่จริงมันก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่แต่ละฝ่ายจะยกเอาบทความ หรือความคิดเห็นของบุคคลต่าง ๆ ที่ตัวเองให้ความเคารพนับถือ หรือให้ความเชื่อถือ มาเผยแพร่ หรือนำมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในการแสดงความคิดเห็น อย่างพวกผมก็พยายามค้นคว้าโน่นค้นคว้านี่ มาโพสกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งก็คงจะทำให้คุณอะไรจ๊ะขำจนน้ำตาเล็ดเลยเหมือนกันRogers!

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คือนักวิชาการ ที่สำเร็จปริญญาเอกมาจากประเทศอังกฤษ ชำนาญด้านเศรษฐศาสตร์ มหภาค และเศรษฐศาสตร์การเมือง มีแนวความคิดทางด้านทุนนิยมอย่างสุดโต่ง มากกว่าทักษิณด้วยซ้ำไป เพราะความสุดโต่งนี้เองทำให้ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ไม่ได้รับการยอมรับมากนักในแวดวงนักวิชาการของธรรมศาสตร์ แต่เป็นที่ต้องตาต้องใจของรัฐบาล เมื่อเริ่มมีการเจรจา FTA นักวิชาการกลุ่มหนึ่งจากธรรมศาสตร์ ซึ่งมีแนวความคิดทุนนิยมขวาจัด ถูกดึงให้เข้ามาทำงานเป็นที่ปรึกษาในการเจรจา รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ก็ได้รับเชิญกับเค้าด้วยอืมมมม...น่าสนใจดีครับ

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ มีผลงานออกมาตอบโต้กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาอยู่บ่อยครั้งในช่วงนั้น นอกจากนั้นยังแสดงความชื่นชมกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของอาเจนตินา และสนับสนุนให้ไทยแปรรูปรัฐวิสาหกิจผ่านบทความอยู่บ่อยครั้ง ทุก ๆ ครั้งที่แสดงความคิดเห็นนักวิชาการคนนี้จะให้มุมมองกับเรื่องราว ในมิติเดียวเสมอคือเรื่องทุน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ครั้งนี้จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองผ่านมุมมองเรื่องทุน เห็นได้จากเนื้อหาในส่วนที่เป็นบทสรุปหง่ะ

“แต่การเมืองไทยไม่ใช่ละครน้ำเน่าที่ความดีสู้กับความชั่ว หากเป็นการต่อสู้สองแนวทางที่ชี้ขาดว่า สังคมไทยจะเดินไปทางไหน ไปสู่แนวทางทุนนิยมพัฒนาแล้วภายใต้ระบอบโลกาภิวัตน์ หรือจะถอยหลังไปเป็นทุนนิยมล้าหลัง ด้อยพัฒนาทางการผลิต เทคโนโลยี และคุณภาพมนุษย์เหมือนเดิม เป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านโลกาภิวัตน์”อ่ะ...จริงดิ๊ Rolling Eyes

“แม้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะชูประเด็นเฉพาะหน้าเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและ "จริยธรรม" ของผู้นำรัฐบาล แต่เบื้องหลังคือ การต่อต้านนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในแนวทางทุนนิยมทั้งชุดของผู้นำรัฐบาล ได้แก่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนผ่านองค์การการค้าโลกและเอฟทีเอ การปฏิรูปกฎหมายให้มีการแข่งขันทางธุรกิจทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ การปฏิรูปการศึกษา นโยบายประชานิยมที่หว่านเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทลงสู่ระดับรากหญ้า กระตุ้นทั้งการบริโภค การลงทุน และการประกอบธุรกิจในระดับล่าง

ผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบันเป็นตัวอย่างของขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์ เพราะแม้ว่าผู้นำจะมีวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างชัดเจน และเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันสังคมไทยไปในแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แต่ผู้นำก็เติบโตมาด้วยธุรกิจผูกขาดและไม่โปร่งใส เข้าสู่อำนาจด้วยธนกิจการเมือง ยึดติดระบบเครือญาติคนใกล้ชิด และจำต้องร่วมมือกับกลุ่มการเมืองในพรรคที่ทุจริต”


รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ไม่ได้ผิดที่จะมองเรื่องราวผ่านสายตาทุนนิยมที่แกเมีความชำนาญ ถ้าเราคุยเรื่องนี้กับนักสังคมศาสตร์ เราก็จะได้มุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่แตกต่างจาก รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ โดยสิ้นเชิง ดร. คนนี้ก็พูดแสดงความคิดเห็นไปตามประสา ไม่ได้แตกต่างจากพวกเราทุกคนซึ่งต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง น่าสงสาร รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ซึ่งกลายเป็นตุ๊กตาเสียกะบาล ถูกหลอกใช้ให้ออกมาชนกับมวลชน ทั้งที่แกเพียงอยากเสนอแนวคิดในมุมมองของแกเพียงเท่านั้นเองก็นั่นซิ...นักวิชาการที่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลทักษิณนี่เลวหรือไม่น่าเชื่อถือเชียวรึนี่!?!

คนที่น่ารังเกียจคือคนที่นำมาขยายผล โดยไม่ได้นำเอาความคิดในแนวทางอื่นมาประกอบการนำเสนอ ( ผมไม่ได้ว่ากระทบกระเทียบคุณอะไรจ๊ะนะครับ) เป็นการนำเสนอความจริงครึ่งเดียว เพื่อหวังผล สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ การนำเสนอลักษณะนี้จะทำให้พวกเขาสับสน และอาจหลงเชื่อ ในแนวคิดนั้นได้ ภาษาคนยุคก่อนเค้าเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อครับ ยุทธวิธีแบบนี้พวกสหายในป่าทั้งหลายชำนาญนัก  รัฐบาลนี้มีพวกสหายเก่า ๆ มาทำงานด้วยอยู่หลายคน จึงไม่แปลกอะไรที่ยุทธวิธีนี้จะถูกนำมาใช้อีก และหวังว่าคุณอะไรจ๊ะคงจะไม่หลงเชื่อคล้อยตามนะครับ เป็นตัวของตัวเองหน่อย  จะเชียร์ทักษิน ก็ขอให้ออกมาจากมันสมองของคุณอะไรจ๊ะเอง อย่าไปเที่ยวได้เก็บขี้ปากของใครที่เค้ายัดใส่สมอง มาเชื่อเป็นตุเป็นตะ ที่พูดนี่ ก็ด้วยความเป็นห่วงนะครับผมแค่เอาบทความดังกล่าวมาเพื่อให้คนในบอร์ดนี้แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ ใครเชื่อ/ไม่เชื่อก็แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ เพียงแต่เหตุผลของใครดีกว่า...ก็เท่านั้นอ่ะ


สำหรับคุณอะไรจ๊ะ ที่โพสว่า

“การได้อ่านบทความที่เขียนโดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นำเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล อันนำมาซึ่งอาการ 'ขยาด' ของกลุ่มก๊วนพันธมิตรฯที่ตอนนี้กำลังคิดการ 'แลกเลือด' เพื่อหวังโค่นระบอบทักษิณให้ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้


อนึ่ง 'อะไรจ๊ะ' มิได้หวังสักนิดเดียวที่จะให้เพื่อนสมาชิกในบอร์ดนี้เห็นคล้อยกับบทความดังกล่าว หากแต่อยากใคร่เชิญชวนให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยโปรดนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์อีกด้านมาแลกเปลี่ยนกันอย่างผู้ที่เจริญแล้ว

โปรดชี้แนะด้วยเถิด”


ผมคิดว่าคุณอะไรจ๊ะ คงจะโพสข้อความตกหล่นไปในช่วงกลางระหว่างสองย่อหน้า เพราะจับประเด็นไม่ได้เลยว่าคุณอะไรจ๊ะ ต้องการสื่อถึงอะไร? คุณอะไรจ๊ะเห็นด้วย? คุณอะไรจ๊ะอยากจะนำมาเป็นหัวข้อเสวนา? คุณอะไรจ๊ะอยากจะให้พวกผมได้อ่านเปิดหูเปิดตา? ส่วนย่อหน้าล่างก็ชัดเจนดีเอามาเป็นประเด็นให้ถกกันอ่ะคร้าบบบ

ผมไม่เห็นด้วย และไม่ปฏิเสธความคิดเห็นของ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ครับ ผมมองว่าเป็นอีกแนวความคิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ และอาจจะน่าขบขัน ซึ่งความจริงทั้งหลายแหล่ในโลกนี้ สิ่งเดียวที่จะพิสูจน์มันได้ ก็คือเวลานั่นเอง ดังคำของคนโบราณที่กล่าวเอาไว้ว่า ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ นั่นเอง คนชั่วต่อให้แสร้งทำดีเพียงใด สุดท้ายแล้ว มันก็จะต้องโผล่หางออกมาเอง และคนดี ถึงแม้นว่าจะถูกปรักปรำอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วความดีนั้นย่อมปรากฏต่อสายตาผู้คนอมิตะพุทธ

ในตอนนี้ผมเชื่อว่า ทักษิณ ไม่มีความสง่างาม และความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยอีกต่อไป และผมก็จะต่อสู้ต่อไปตามความเชื่อของผม ไปจนกว่าจะมีใครมาเสนอเหตุผล ให้ผมเชื่อถือได้ว่า ความเชื่อของผมนั้นผิด หรือทักษิณจะออกไปนั่นแหละ บทความที่คุณอะไรจ๊ะนำมาเสนอ ยังโยกคลอนความคิดของผมไม่ได้หรอกครับ มันอ่อนไปหน่อย อย่างที่เคยบอกไว้ในบอร์ดนี้หลายครับอ่ะครับว่า 'อะไรจ๊ะ' ไม่มีวัตถุประสงคจะเปลี่ยนความเชื่อของใครในบอร์ดนี้เพราะคนที่เกลียดทักษิณ....ยังไง๊ยังไงก็เปลี่ยนความคิดดังกล่าวไม่ได้หรอกครับ

บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #36 เมื่อ: 04-07-2006, 16:54 »

คุณINJ.อย่าลืมซิครับว่าเคยมีพวกคุณพูดเอาไว้เมื่อปี2544-2545ว่า รัฐบาลทักษิณเอาเงินอนาคตมาใช้และประเทศชาติจะล่มสลายภายในไม่ช้า ตอนนี้ปี 2549 แล้วก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นนอกจากพวกกู้ชาติที่ยังไม่ยอมหยุด ให้ตายเถอะ...ผมจะไม่ทรยศกับประเทศไทยในการยอมให้ตัวเองเป็นเครื่องมือให้คนอย่างสนธิ ประยุทธ เอกยุทธ สุริยะใส จำลอง ประสงค์ เจิมศักดิ์ สมเกียรติ์ พิภพ สมศักดิ์ มันหลอกใช้เพื่อทำลายนายกฯทักษิณผู้พลิกฟื้นประเทศไทยอย่างแน่นอน

รากหญ้าที่สัมผัสกับนโยบายที่แท้จริง กับ พวกกู้ชาติที่หลงทรนงคิดว่าตัวเองเป็นอัศวินปราบมารลมๆแล้งๆนั่น.....ไงๆศักดิ์ศรีของรากหญ้าก็ดูดีกว่าเยอะครับ

สรุปว่า คุณอะไรจ๊ะกำลังฝันว่าเป็นวีรบุรุษที่คอยปกป้องนายกผู้พลิกแผ่นดินอยู่หรอครับ

ชื่อเรื่องเอาไปทำหนังได้เลยนะเนี้ย

อะไรจ๊ะอัศวินพิทักษ์นายกผู้พลิกปฐพี  <<<---- เข้าโรงเมื่อไหร่บอกด้วยจะได้ไม่ไปดู

บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #37 เมื่อ: 04-07-2006, 17:10 »

ผมกลับเห็นว่าอาจารย์พิชิตแกพยายามชี้ให้เห็นว่าชนชั้นรากหญ้าเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอด ยกตัวอย่าง กรณี 30 บาทรักษาทุกโรคที่สมัยก่อนคนจนไม่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาหากไม่กำเงินไปหาหมอ พอมี 30 บาทขึ้นมา...คนจนมีสิทธิ์ที่จะไม่ตาย ไม่พิการ และไม่ต้องกระเสือกกระสนไปยืมตังค์เพื่อมาจ่ายค่ารักษาอีกต่อไป นักการเมืองทุกคนย่อมต้องนำเสนอผลงานการบริหารประเทศให้กับปชช. คุณจะบอกว่าสิ่งต่างๆที่ทักษิณกระทำมาเพื่อหาเสียงล้วนๆนั้น...เกินไปป่าวครับ?  ปชช.เค้าตัดสินเองได้ว่านักการเมืองคนไหนทำเพื่อเค้า เค้าก็จะเลือกให้ไปบริหารประเทศเหมือนอย่างปี 2544  และ2548

คนที่ปฎิเสธระบอบทักษิณเท่ากับเป็นปฎิปักษ์ต่อคนจน.....ซึ่งเผอิญว่าคนจนในประเทศนี้มีกว่า 65%


อ๊ะๆๆ  พูดมาถึงตรงนี้ ก็เป็นประเด็นใหม่ได้นะครับ

เราทุกคนทราบดีว่าโครงการประชานิยมบางอย่างก็เป็นประโยชน์กับประชาชน --- แล้วมีใครไปเถียงล่ะครับผม ไอ้ที่ดีก็ว่าดีครับ
แต่การเอาไปผสมว่า ผู้ต่อต้านเป็นปฏิปักษ์กับคนจน  มันเป็นการ discredit แบบเห็นแก่ตัวครับ
เขาต่อต้านด้านร้ายของทักษิณ  ไม่ได้ต่อต้านด้านดีครับ

ปชช.เค้าตัดสินเองได้ว่านักการเมืองคนไหนทำเพื่อเค้า เค้าก็จะเลือกให้ไปบริหารประเทศเหมือนอย่างปี 2544  และ2548

อันนี้แหละครับ เป็นประเด็น
เราต้องการผู้ปกครองประเทศที่เป็นคนดีใช่มั้ย --- ใช่
วิธีการให้ได้มา คือเลือกตั้ง --- ใช่
คนดี - ไม่ดี ดูกันอย่างไรครับ --- ถ้าเราคิดเพียงว่า คนนี้มีประโยชน์กับเราแปลว่าดี  คงไม่ต่างอะไรกับพวกรับซื้อของโจรใช่มั้ยครับ

อันนี้แหละ ที่ผมคิดว่าประชาชนทั้งต่างจังหวัด และหัวเมืองใหญ่ ควรจะได้รับข้อมูลที่กว้างและหลากหลาย
อย่างน้อยๆ ก็ให้มันกว้างกว่าคำว่า "คนนี้ทำประโยชน์ให้กับฉัน" นะครับ
ถ้าคิดถึงหลักอื่นๆไม่ได้  เอาแค่หลักจริยธรรมง่ายๆก็ได้ครับ
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #38 เมื่อ: 04-07-2006, 17:26 »

อ๊ะๆๆ  พูดมาถึงตรงนี้ ก็เป็นประเด็นใหม่ได้นะครับ ครับๆ

เราทุกคนทราบดีว่าโครงการประชานิยมบางอย่างก็เป็นประโยชน์กับประชาชน --- แล้วมีใครไปเถียงล่ะครับผม ไอ้ที่ดีก็ว่าดีครับ
แต่การเอาไปผสมว่า ผู้ต่อต้านเป็นปฏิปักษ์กับคนจน  มันเป็นการ discredit แบบเห็นแก่ตัวครับ
เขาต่อต้านด้านร้ายของทักษิณ  ไม่ได้ต่อต้านด้านดีครับ ด้านร้ายที่ไม่มีการพิสูจน์ทางกฎหมาย/ศาล...เป็นกติกาเถื่อนที่นานาไประเทศเค้าไม่ยอมรับครับ ถ้าสิ่งเลวร้ายของทักษิณเป็นจริงต้องได้รับการพิสูจน์ทางกฎหมายเท่านั้น...ไม่งั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆเท่สนั้นเองครับ

ปชช.เค้าตัดสินเองได้ว่านักการเมืองคนไหนทำเพื่อเค้า เค้าก็จะเลือกให้ไปบริหารประเทศเหมือนอย่างปี 2544  และ2548

อันนี้แหละครับ เป็นประเด็น
เราต้องการผู้ปกครองประเทศที่เป็นคนดีใช่มั้ย --- ใช่
วิธีการให้ได้มา คือเลือกตั้ง --- ใช่
คนดี - ไม่ดี ดูกันอย่างไรครับ --- ถ้าเราคิดเพียงว่า คนนี้มีประโยชน์กับเราแปลว่าดี  คงไม่ต่างอะไรกับพวกรับซื้อของโจรใช่มั้ยครับอย่างน้อยคนดีก็ไม่ถูกกฎหมายตัดสินว่าโกงครับ การที่ทักษิณมีนโยบายช่วยคนจนเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทำให้ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปมากมาย ไม่มีใครสมควรได้รับการกล่าวหาว่าเป็นโจร หรือ รับซื้อของโจร หากไม่มีการพิสูจน์ตามกระบวนการทางกฎหมาย....ยากนักหรือครับกับการพิสูจน์ดังกล่าว ถ้าทักษิณโกงจริง...เอาเลยครับ ฟ้องเลยครับ

อันนี้แหละ ที่ผมคิดว่าประชาชนทั้งต่างจังหวัด และหัวเมืองใหญ่ ควรจะได้รับข้อมูลที่กว้างและหลากหลาย
อย่างน้อยๆ ก็ให้มันกว้างกว่าคำว่า "คนนี้ทำประโยชน์ให้กับฉัน" นะครับคนจนเค้ามีความเป็นธรรมครับว่า ไม่สมควรกล่าวหาผู้อื่นลอยๆโดยไม่มีหลักฐานทางกฎหมายปรากฎชัด แต่ทำไมคนกทมฯถึงได้เชื่อฝังใจว่าทักษิณโกงทั้งๆที่ไม่มีใครเอาผิดทางกฎหมายได้สักครั้ง!?!
ถ้าคิดถึงหลักอื่นๆไม่ได้  เอาแค่หลักจริยธรรมง่ายๆก็ได้ครับ จริยธรรมที่มีอคติแอบแฝงจะมีประโยชน์อันใดล่ะครับ?
[/quote]
บันทึกการเข้า
จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #39 เมื่อ: 04-07-2006, 17:32 »

อ่านของพิชิต ที่เอามาแปะตอบผมตั้งยาว มีอยู่แค่ 3 ประเด็นใหญ่

-นายกพระราชทาน(เรื่องนี้แทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่ผมพูดเล้ยเพราะผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่)

-ขายหุ้นไม่เสียภาษี(เรื่องนี้ผมไม่เคยหยิบมาโจมตีทักษินไปเสิร์ชดูได้ในเว็บนี้)

-เรื่องแทรกแทรงองค์กรณ์อิสระ

อันนี้ค่อยดู พิชิต เป็นแมนหน่อย ดีกว่า อะไรจ๊ะจอมตะแบงไม่ยอมรับความจริงอะไรเลยสักเรื่อง
พิชิตเองก็ยอมรับว่ามีการแทรกแทรง องค์กรณ์อิสระจริง โดยเฉพาะ สว จะเป็นจุดสำคัญ
และนี่แหละคือต้นเหตุแห่งปัญหาใหญ่ ทำให้ ทักษินมันโกงได้ไม่รู้กี่เรื่อง เพราะองค์กรณ์อิสระถูกแทรกแทรง
ฉะนั้นจะไปเอาผิดมันได้ยังไง ในเมื่อองค์กรณ์อิสระถูกแทรกแทรง แม้แต่ พิชิต ก็ไม่มีคำตอบ
พิชิตได้แต่พูดว่ารัฐบาลอื่นก็แทรกแทรง

สรุปคือ พิชิต คุณเห็นว่ามันมีข้อบกพร่อง แต่เหมือนกับคุณเมินเฉยอย่างหน้าด้านๆ
โดยอ้างนโยบาย ที่ ทรท ทำประโยชน์ให้รากหญ้า กลบเกลื่อนความผิดของ ทรท ไป เออง่ายดีเนอะ
บันทึกการเข้า

ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #40 เมื่อ: 04-07-2006, 17:46 »

แหม คุณอะไรจ๊ะ

ตัดสิน ถูก - ผิด --- ใช้กฎหมาย กฎจารีตประเพณี
ตัดสิน ดี - ชั่ว --- ใช้กฎหมายอย่างเดียว ไม่พอนะครับ ยิ่งใช้หลักว่า ฉันได้ประโยชน์หรือไม่ ยิ่งไม่พอใหญ่ นี่คือสิ่งที่ผมคิดแตกต่างจากคุณ

ต่อให้คนอื่นมาเป็นรัฐบาล  ถ้ามีนโยบายชุ่ยๆ เป็นโทษแก่ส่วนรวม ถึงไม่ผิดกฎหมาย เราก็ต่อต้านได้ครับ
ต่อต้านรัฐบาล ไม่ได้แปลว่าต่อต้านประชาชนด้วยกัน

เรื่องรับซื้อของโจร ผมแค่ยกตัวอย่างนะครับ ไม่ได้เปรียบเปรยว่าเป็นทักษิณครับ
เอาเป็นว่า ประชาชนควรใช้ข้อมูลที่หลากหลาย มากกว่าดูแค่ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตนครับ

ตอบกระทู้คุณอะไรจ๊ะแล้ว  ผมนึกถึงคุณโรดักแห่งราชดำเนินขึ้นมาเลยแฮะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-07-2006, 17:48 โดย พระเอกละครหลังข่าว » บันทึกการเข้า
ThailandReport
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,415


« ตอบ #41 เมื่อ: 04-07-2006, 18:03 »


ประเด็นคือ

สำหรับกับคนที่กล้าออกอากาศว่า ถ้าอยากให้ออก เพียงแค่เหนือหัวมากระซิบนะ พูดออกมาได้อย่างไร
ต้องกระซิบด้วยหรือ? บังอาจเหลือเกิน

 

อ้างถึง
อ้างจาก: A-Rai-Ja

ก็นายกฯบอกว่า 'ผมจะถวายบังคมทูลลาออกจากนายกฯ' ...ผิดตรงไหนกับคำพูดดังกล่าว?
ป่วยการ พูดคุยกะ กากเดนพวกนี้
เราตั้งประเด็นไปในเรื่อง บังอาจ จาบจ้วง ให้พระเจ้าอยู่หัว ต้องมา "กระซิบ" บังอาจขนาดนี้
มันยังด้านถามว่า บังอาจตรงไหน?!? แล้วไปยกเอาคำพูดของนายมันอีกคำมาเป็นธงของคำตอบ

ถามคำว่ากระซิบ เหมาะสมหรือที่จะพูดอย่างนี้ ให้พระเจ้าอยู่หัวต้องมากระซิบถึงจะกราบบังคมทูลลาออกนะ
ถามเรื่องการใช้คำว่า"กระซิบ" (ชัดหรือยัง ฟายยยยยA-Rai-Ja เอ้ย )

ดันตอบแถล ..ไถล ไปอีกเรื่อง

หาข้อแก้ตัวแทนนายไม่ได้ ก็แกล้งทำเป็นอ่านหนังสือไม่แตกฉานขึ้นมาซะงั้น

ถามอย่าง เสือกตอบอีกอย่าง

นี่หละ sandan ลิ่วล้อ A-Rai-Ja

อื่นๆไม่ต้องพูดถึง  เสียเวลาอ่าน

ADMIN อยู่ไหน โปรดแบนมันเหอะ รำคาญ
หาความสร้างสรรค์จากมันไม่ได้หรอก มีแต่อาศัยเวทีนี้เป็นที่ทำมาหากินเท่านั้น
บันทึกการเข้า

The only thing necessary for the triump of evil is for good men to do nothing !!
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย !
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #42 เมื่อ: 04-07-2006, 18:14 »

อ่านดูแล้วไม่เห็นมีมิติทางเศรษฐศาสตร์เลยนี่ครับ มีแต่สังคมศาสตร์กับประวัติศาสตร์

แล้วไทยรักไทยต่างจากอภิสิทธ์ชนกลุ่มเก่าตรงไหนครับ ?

ไทยรักไทยก็คืออภิสิทธิ์ชนกลุ่มใหม่จากชนชั้นนายทุนที่เน้นการตลาดกับรากหญ้าหรือไม่ ?

การที่พรรคการเมืองดำเนินนโยบายที่ถูกต้องและเป็นที่นิยมของปชช. ทำไมต้องถูกกล่าวหาว่าหาเสียงลูกเดียวกับรากหญ้าด้วยเอ่ย? ทุกพรรคการเมืองต่างก็นำเสนอนโยบายเพื่อให้โดนใจปชช.ด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่า ปชป. ชท. มช. หรือพรรคอื่นๆ ประเด็นก็คือ พรรคไหนที่จะโดนใจปชช.มากสุด ก็เลยเป็นที่นิยมชมชอบโดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้า

นโยบายที่ดีต้องมองถึงระยะยาวด้วยนะครับ การแจกแบบซานตาคลอสเนี่ยสายป่านของประเทศมันจะยาวได้ถึงแค่ไหน ? ล่าสุดเงินคงคลังเราเหลือมากน้อยเพียงใดเพราะเตรียมออกมาตรการมารีดภาษีกันอีกแล้ว

ประชานิยมต้องวางแผนการจ่ายให้ถูกต้องด้วยว่าจะให้ได้แค่ไหน แล้วเมื่อไหร่ที่จะให้ประชาชนยืนได้เอง แจกจนเคยตัวจนตอนนี้หลาย ๆ ที่ต้องกู้นอกระบบมาใช้หนี้กองทุนหมู่บ้านแล้วครับ

อาจสามารถโมเดลไปถึงไหนแล้วครับ หรือว่าเลิกแล้วต่อกันไปแล้ว ?



พรรค "ไทยรักไทย" พรรคการเมืองใหม่ ที่ได้รับการตั้งชื่อจากเสียงของประชาชน และเผยตัวผู้ร่วมสานอุดมการณ์ และได้ประกาศแนวความคิดหลักของพรรคชัดเจนด้วยว่า
 
          เพราะจุดอ่อนของชาติคือ : ขาดหน่วยงานหรือผู้นำที่บริหารประเทศแบบมีกลยุทธ์ จนพาประเทศหลงทางสู่วิกฤตเศรษฐกิจ พรรคไทยรักไทยจึงขอเสนอตัวมาบริหารประเทศแบบมีกลยุทธ์นำทาง



กลยุทธ์การบริหารประเทศไทยทุกวันนี้คืออะไรครับ กรุณาชี้ให้ชัดเจนด้วย หรือกลยุทธการบริหารประเทศคือการปรับแผนกลยุทธทุก 15 วัน แบบที่คุณสมคิดกำลังทำอยู่จนมึนกันไปหมดแล้ว หรือกลยุทธการแก้ปัญหาชายแดนใต้ที่เปลี่ยนมาเกือบร้อยครั้งแล้ว

 
เพราะจุดอ่อนของชาติคือ : การมักยึดกฏหมายนำในการแก้ปัญหา พรรคไทยรักไทยจึงขอเสนอให้ใช้หลักการบริหารนำการแก้ปัญหา โดยใช้กฏหมายเป็นเพียงส่วนประกอบและรัฐบาลจะต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกเพราะเราต้องรวมพลังคนไทยด้วยกันเพื่อคนไทยด้วยกัน


ทุกวันนี้มันเละเทะเพราะไม่ยึดกฏหมายนี่แหละครับ ศาลก็ไม่เคารพกันแล้ว ตีความกฏหมายเข้าข้างตัวเองเพื่อสร้างความได้เปรียบจนมือกฏหมายทนอยู่ด้วยไม่ไหว ส่วนการแบ่งพรรคแบ่งนั้นพวกท่านนายกประสพความสำเร็จเป็นอย่างสูงครับ ถือเป็นนโยบายหลักได้เลย
 


เพราะจุดอ่อนของชาติคือ : ขาดการมีส่วนร่วมในการปกครอง พรรคไทยรักไทยจึงขอให้สร้างคนมีความสามารถที่คิดและมีอิสระในการทำงานสูง ทำเป็นทีมและบริหารแบบผสมผสาน ประนีประนอม แต่กล้าตัดสินใจที่เด็ดขาด โดยยึดประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก
 

สร้างคนที่มีความคิดความสามารถแบบ เนวิน สุริยะ สุริยา.... ดูดีมากครับ บริหารแบบผสมผสานผลประโยชน์ของตนเข้ากับผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่

 
เพราะจุดอ่อนของชาติคือ : ความล่าช้าของระบบราชการ พรรคไทยรักไทยจึงขอเสนอให้คิดแบบนอกกรอบ ของระบบราชการ และลัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นเพื่อประสิทธิภาพและความฉับไว

ลัดขั้นตอนจนลืมขั้นตอนการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบหรือเปล่าครับ ล่าสุดเห็นเพิ่งเรียกเข้าไปอบรมระบายความในใจจนงงกันไปทั้งประเทศ

บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #43 เมื่อ: 04-07-2006, 22:45 »

บทความของรศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้
คุณ Killer เคยนำมาโพสต์และยืดกระทู้ให้ยาวนาน.....

หลังจากนี้ คงจะมีคนอื่นๆ อีกนำมาตั้งเป็นกระทู้ เป็นระยะๆ.....

 
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
เซนเบ้
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 135



« ตอบ #44 เมื่อ: 04-07-2006, 22:52 »

แกคงอยากดังน่ะครับ เลยสวนกระแสซะงั้น
การวิเคราะห์ก็คับแคบมิติเดียว
อย่าไปสนใจแกมากเลยครับ
บันทึกการเข้า

เหลี่ยมมาตั้งแต่เกิด
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 04-07-2006, 23:26 »

บทความ "ไม่เลือกทักษิณ หรือจะเลือกทุนนิยมล้าหลัง?" นี่เป็นบทความที่แย่ตั้งแต่ชื่อบทความแล้วครับ
เป็น ดร. ซะเปล่า แต่ตั้งชื่อบทความเป็น false dilemma ซะชัดเจน ตรรกศาสตร์เบื้องต้นผมเชื่อว่าอาจารย์เคยเรียน
แต่การนำวิธีบิดเบือนทางตรรกศาสตร์มาใช้หลอกชาวบ้านแบบนี้มันสมควรแก่ "จรรยาบรรณ" แล้วหรือครับ
ขอโทษที ไม่เลือกทักษิณ ไม่มีคนชื่อทักษิณ เราก็ก้าวหน้าได้ครับ

ส่วนบทความตามที่เจ้าของกระทู้ยกมา อ่านเพลินๆ เป็นนิยายได้ครับ แต่ถามว่าความสมเหตุสมผลอยู่ตรงไหน
บางอย่างมันต้องแสดงหลักฐานครับ เช่น การที่บอกว่าเบื้องหลังกลุ่มกู้ชาติคือพวกเสียผลประโยชน์ ไปสำรวจมาอย่างไร
เพราะตรงนี้มันสามารถสำรวจได้จริงๆ เช่นไปสำรวจในกลุ่มผู้ชุมนุมกู้ชาติก็ได้ ว่าทำงานทำการอะไร มีอาชีพอะไรบ้าง
เป็นเจ้ามือหวยเถื่อนยาบ้าอย่างที่อาจารย์ป้ายสีจริงหรือ ตรงนี้มันก็เห็นชัดเจนแล้วว่าส่วนใหญ่มันไม่ใช่ ไม่จริง
การจะเชื่อมโยงอะไรบางอย่างเข้าด้วยกัน บางอย่างหลักฐานมันก็หากันได้ชัดๆ แต่ท่านเลือกที่จะไม่หา ใช้วิธีติ๊ต่างสมมติเอาดีกว่า
แล้วก็ไปยกเมฆเอาข้อมูลเลื่อนลอยอะไรมาก็ไม่รู้ ผมถามจริงท่านเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ ทำไมจึงไม่วิจารณ์ด้านเศรษฐศาสตร์
ท่านกำลังพยายามเปลี่ยนสาขาของท่าน มาเขียนบทความทางสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์เพื่อสนับสนุนใครบางคนใช่หรือไม่ครับ

บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
GN-001 Exia
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 809


Celestial Being...


« ตอบ #46 เมื่อ: 04-07-2006, 23:48 »

พยามเข้านะ...อะไรจ๊ะ

ผมหวังลึกๆว่าวันนึงคุณจะได้เป็นผู้ชายที่มีเกียรติกับเขาซักที

ตอนนี้ดูแลครอบครัวดีๆนะครับ การกราบรูปทักษิณทุกวันจะทำให้คุณเจริญและมีอนาคตที่ดีเหมือนทักษิณ...

เป็นสิ่งที่คุณควรทำที่สุดแล้ว....

จะได้ไม่ต้องอยู่อย่างทรมานอย่างนี้
บันทึกการเข้า


พวกที่เอาคำว่า "เสรีภาพ" มาบังหน้าเพื่อเบียดเบียนคนอื่นนี่มันเลวที่สุด
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #47 เมื่อ: 05-07-2006, 09:24 »

ก็เพราะบทความดังกล่าวของอาจารย์พิชิตนี่แหล่ะครับที่ทำให้แนวร่วมพันธมิตรเดือดดาลทุกครั้งที่อ่าน 'อะไรจ๊ะ' แค่ขุดขึ้นมาให้อ่านแก้เลี่ยนกันอีกรอบ เพราะอ่านกี่ครั้งๆก็ 'ตรง' มากๆกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้ ประเด็นที่น่าสนใจที่อยากให้นักวิชาการอื่นๆนำเสนอก็คือ ทำไมปัญญาชนบางคนถึงได้เชื่อหัวปักหัวปรำว่าทักษิณเลวเพียงเพราะอ่านบทความทางforward mails และ ข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต สงสัยว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นผู้มีจิตปรกติหรือไม่? หรือ เพราะสภาวะการเลี้ยงดูของบิดามารดาครั้งเยาว์วัยมีปัญหา? หรือ เป็นเพราะDNA? 


ช่วยๆกันวิเคราะห็หาสาเหตุหน่อยน๊ะครับ....'อะไรจ๊ะ' เป็นห่วงเรื่องนี้เป็น priority แรกเลยฮ่ะ Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
นายเบียร์
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 997



« ตอบ #48 เมื่อ: 05-07-2006, 09:33 »

ขุดมาเถอะครับ เพราะมันเป็นเครื่องมือหากินไม่กี่อย่างทีคนอย่างคุณจะมี เหอๆ Twisted Evil
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #49 เมื่อ: 05-07-2006, 09:44 »

ต้องรบกวนคุณเบียร์ให้ช่วยกันหาสาเหตุว่า ทำไมปัญญาชนบางคนถึงได้เชื่อหัวปักหัวปรำว่าทักษิณเลวเพียงเพราะอ่านบทความทางforward mails และ ข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต สงสัยว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นผู้มีจิตปรกติหรือไม่? หรือ เพราะสภาวะการเลี้ยงดูของบิดามารดาครั้งเยาว์วัยมีปัญหา? หรือ เป็นเพราะDNA?


รบกวนจริงๆครับ....'อะไรจ๊ะ' ไม่อยากให้บุคคลพวกนี้เป็นภาระของสังคมแบบเรื้อรังอ่ะครับ  Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: