ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
30-10-2020, 16:19
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ดร. สุมธ ตันติเวชกุล ...ยังสง่างาม ท่ามกลาง ภาวะไร้สติทางการเมือง 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ดร. สุมธ ตันติเวชกุล ...ยังสง่างาม ท่ามกลาง ภาวะไร้สติทางการเมือง  (อ่าน 886 ครั้ง)
ประกายดาว
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,266


" ดาว " ดวงน้อยประกาย นั่นยังพร่างพราย.....


« เมื่อ: 03-07-2006, 13:14 »

ภาวะไร้สติ ทางการเมือง ยังดำเนินต่อไปอย่างไม่เว้นวรรค
เหมือนกับ  ผู้นำ พรรคไทยรักไทย คนนี้จะพยายาม หายใจเฮือกสุดท้าย
ประกายดาว งง
ไม่ว่า บนจอทีวี ในบทสัมภาษณ์ การดิ้นให้พ้นบ่วงกรรม ที่ บ่มเพาะ จวนเจียนถึง ทางตัน
บุรุษ ผู้นี้ ยังไม่หยุดอหังการ์ ..

สงสัย ที่ต้องอัด ไว้ เพราะกลัวคำว่า อายัด นั่นแหล่ะค่ะ

แค่หนู งง ...และ งง มากๆ ...ตอนนี้ ทำไมกระบวนการออกมา สร้างความหมองมัว
ให้กับผู้ใหญ่ที่หนูรักและเคารพ ในบ้านเมือง มีให้เห็นมากมาย
ราวกับ ไม่กลัว บาป กลัว กรรม ...

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4500866/P4500866.html

เป็นการ ตั้งกระทู้แบบ พยายามโยงใย ชนิดมั่วซั่ว น่าละอาย
มี Hidden agenda แสดงไว้ แบบ เหลี่ยมๆ นั่นแหล่ะค่ะ ในทุก ขีดเส้นตาย และ อื่นๆ

ทำไม ประกายดาวพูด ถึง ดร สุเมธ ..หนู รักท่าน และ เคารพท่าน นี่คะ
ท่านเป็น หนึ่งสุภาพบุรุษ ต้นแบบ ของประเทศ สำหรับหนู
ในราชดำเนิน พันทิป มีคนไร้สติ บังอาจ เอาเรื่องราวของท่าน มาตัดแปะ แบบตัดต่อ
เป็นการกระทำที่ น่ารังเกียจ และ สมควรถูกประนาม ...
แต่ หนูอดคิดถึง ท่านดร สุเมธ จริงๆ ไม่ได้ ท่านสงบนิ่งสง่างาม
ไม่มีภาวะ แสดงอัตตา ตัวตน แบบ ซุปเปอร์อีโก้ แบบ เห็น บุรุษหน้าเหลี่ยมทำ

การต่อสู้ ของ ชนในประเทศ ที่ ถือ หาง ทักษิณ คงต้องทำ ด้วยวิธีการเดียวกัน
อย่างนั้นใช่ไหม? Evil or Very Mad
บันทึกการเข้า



วันที่ดาว ทวงฟ้า นภากระจ่าง
ดาวล้านดวง ทวงทาง ระหว่างฝัน
ผุดขึ้นมา  คราเดียว พร้อมพร้อมกัน
ประกาศมั่น.... วันนี้... เสรีไทย



http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=twinkling-stars&group=1
นทร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,441



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 03-07-2006, 13:29 »



ขบวนการดิสเครดิตบุคคลอันเป็นที่เคารพ ของคนในสังคม

จริงๆแล้วเขาทำมา ตั้งแต่ก่อนทักษิณพูด

ปูพรมโดยใช้คำว่าไอ้โม่งมาโดยตลอด

แต่พอทักษิณพูดเปิดประเด็น ก็ได้จังหวะ รับไม้ต่อ เอามาทำลายกัน....

ผมเข้าใจว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกเตรียมไว้อย่างดี

ก่อนที่ทักษิณจะออกมาพูดกดปุ่มให้สัญญาณเสียอีก

ถึงแม้จะโดนประนามจากทั่วสารทิศ แต่คนที่ตั้งใจจะทำตามสัญญาณที่ทักษิณให้

ยังคงทำหน้าที่ ดิสเครดิตตามแผนต่อไป อย่างไม่สนหน้าอินหน้าพรมทั้งสิ้น



ลักษณะเช่นนี้แหละครับ ผมถึงไม่รู้ว่าจะเรียก หลงทักษิณ หรือ war room ของทักษิณ ดี
บันทึกการเข้า

"ประชาชน อย่าทิ้งประเทศชาติ"
ประกายดาว
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,266


" ดาว " ดวงน้อยประกาย นั่นยังพร่างพราย.....


« ตอบ #2 เมื่อ: 03-07-2006, 13:31 »

ประกายดาวขออนุญาต เอา บทความของ ท่าน มาแปะ ให้อ่านกัน ...

ความเป็นไทยในภาษาและหนังสือ
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล



          "ครับ ไม่รู้ผมต้องเริ่มอย่างนี้ทำไม เพราะรู้สึกเป็นแฟชั่นแล้ว จะพูดอะไรที่ต้อง คะหรือครับก่อน
 วันนี้ผมทุกข์ระทมที่สุด เพราะว่าผมได้รับเชิญให้มาพูดในสิ่งที่ผมคิด ว่าผมไม่รู้เรื่องเลย
 เพราะแค่พูดสื่อกันรู้และเข้าใจก็รู้สึกว่าเป็นบุญแล้ว เนื่องจากใน ความเป็นจริง ผมไม่ค่อยรู้เรื่องภาษาไทยเลย


          ขอกรุณาอย่าใช้คำว่าปาฐกถาได้ไหมครับ เพราะผมไม่เข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร
ผมรู้สึกว่ามันเป็นคำที่สูงเหลือเกิน เกินฐานะที่ผมจะรับได้ เอาเป็นว่าวันนี้เป็นการเล่า
ความรู้สึกของตัวผม ในแง่ที่เกียวกับภาษาหรืออะไรหลายๆ อย่างก็แล้วกัน


          ผมอาจจะโชคไม่ดีสักนิดหนึ่ง หรืออาจจะโชคดีก็ได้ผมไม่ทราบ คือพอจบมัธยม ต้น
ผมก็ออกจากบ้านไปไม่ได้กลับบ้านเลยจนกระทั้งอายุ 30 ระเหเร่ร่อนตามบ้านเมือง ต่างๆ
ได้รับทราบภาษาและวัฒนธรรมประเพณีอื่นๆ การศึกษาของผมนั้นเกือบจะเรียก ได้ว่า
เศษสามส่วนสี่ได้รับจากต่างประเทศ


          ผมเรียนด้านรัฐศาสตร์การทูต คือเรียนมาฝึกมาเตรียมตัวจะเป็นทูต แต่วิถีชีวิต
ก็เปลี่ยนอย่างกะทันหัน ได้ไปอยู่ที่สภาพัฒน์ (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
แต่ความที่ไม่รู้ภาษา ผมสงสัยตั้งแต่แรกแล้ว ว่า เอ๊..ไอ้นี่มันไปเกี่ยวข้องกับสภาผู้แทน
ราษฎรเขายังไงทำไมถึงเรียนสภา แต่ว่าความที่ไม่อยากไปต่างประเทศเพราะอยู่ตั้งแต่ 10 กว่าขวบ
จนกระทั้ง 30 ปี เบื่อหน่าย ใครเขาชอบอยู่ แต่ผมเบื่อ ยิ่งอยู่ยิ่งเบื่อ เลยไป อยู่ที่สภาพัมน์
ตอนนั้นเขาเรียกสภาพัฒน์สองคำ พวกเราชอบใช้ย่อๆ จนเวลานี้คิดว่า
จะทำดิกชันนารีอักษรย่อของเมืองไทยกัน เพราะมันเยอะแยะไปหมดเลยจำไม่ถ้วนแปล ไม่ออก


          จำได้ว่าครั้งแรกเจ้านายสั่งว่าลองศึกษาเอกสารนี้สิ ก็ไปเจอประโยคหนึ่งคือ "เผื่อยกระดับ"
ถามเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครรู้ เพราะพวกนั้นจบเศรษฐศาสตร์ อุตส่าห์ข้ามฝั่ง ไปยังกรมนิเทศก์
เพราะที่นั่นจบอักษรศาสตร์เยอะ ก็ไปยื่นให้ดูว่า "เผื่อยกระดับ" แปลว่า อะไร นักอักษรศาสตร์ทั้งหลาย
ส่ายหัวกันเป็นแถว ไม่รู้มันแปลว่าอะไรก็ไม่รู้ที่แท้เป็นการ พิมพ์ผิด "เพื่อ..ยกระดับ" เขาพิมพ์ติดกัน แต่ความที่เราไม่ชินตามันเก็เลย "เผื่อย.. กระดับ" และเวลาไปถามใครผมก็พูดนำก่อนว่า "เผื่อย..กระดับ" ทุกคนก็จะอ่าน
 "เผื่อย.. กระดับ" ตามผม


          ความที่อยู่ต่างประเทศนาน ผมสังเกตว่ามีสิ่งที่สวนทางกลับประการหนึ่ง คือ ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่
 ยิ่งรู้สึกรักประเทศมากเท่านั้น พอกลับมา ยิ่งรู้สึกลึกซึ้งเข้าไปใหญ่คิด ว่า 20 กว่าปีที่อยู่ตางประเทศนั้น
ได้ซื้อเอาองค์ความรู้ทำไมเดี๋ยวนี้บวชไปแล้วนะครับ เรื่ององค์ความรู้นี่เป็นองค์ไปแล้ว เดี๋ยวนี้
เราบวชหลายอย่าง เช่น องค์ความรู้ ผมก็เลย พูดบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าเชย


          มีคำๆ หนึ่งซึ่งกระทบจิตใจผมมาก "องค์รวม" เช่น การพัฒนานี้ต้องใช้แบบองค์ รวม
 ผมเคยไปบรรยายที่อีสานและบอกชาวบ้านว่าการพัฒนานี้พัฒนาแบบองค์รวมเด้อ ชาวบ้านยกมือขึ้นถามว่า
ต้องนิมนต์พระทั้งวัดมั้ย องค์รวมนี้คือรวมทุกองค์หรือเปล่า (หัวเราะ) อันนี้สำคัญมาก เพราะบางทีสิ่งที่เราสื่อไป เราเข้าใจความหมาย หรือย่างน้อย ที่สุดก็รู้สึกว่ามันหมายความว่าอะไร แต่ว่าเวลาที่เราสื่อออกไป
เครื่องรับเข้ารับยังไง


          ทุกวันที่ 4 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเดือนเป็นระยะๆ ว่าการที่
 สื่อออกไป อย่าว่าแต่ฝรั่งคำไทยคำอย่างที่นิยมพูดกันนี้ ยิ่งเป็นผู้หลักผูใหญ่มากๆ รู้สึกว่า
มันโก้หรือยังไงไม่ทราบพูดไทยคำหนึ่งฝรั่งคำหนึ่งยิ่งไม่รู้เรื่องกันไปใหญ่เลย แล้วภาษา ไทยแท้ๆ
 ไม่รู้แท้ๆ หรือเปล่าผมไม่มั่นใจที่พูดๆ กันอยู่นี่ถ้าสื่อออกไปแล้วคนเขาจะเข้าใจ กันหรือเปล่า
ยิ่งครูบาอาจารย์ชอบใช้คำที่คนฟังไม่รู้เรื่อง ใช้คำสูงๆ เพราะใช้คำสูงๆ แล้ว มันแสดงถึงภูมิปัญญา
แต่ผมว่าด้อยปัญญามากกว่า


          ความเรียบง่ายนั้นมีค่าสูงส่ง แต่เวลานี้ ผมเห็นว่าเราตกเป็นทาสของฝรั่งโดยสิ้น เชิง
 ที่นี้เวลาจะใช้ภาษาฝรั่งก็เหนียมไม่กล้าใช้ ก็พยายามแปล ผมไม่เจอคำหนึ่งว่า
การ พัฒนาต้องพัฒนาแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดบูรณาการความคิด แล้วก็ให้สันดาป อะไรก็ไม่ รู้ มีทั้งดาบทั้งหอก สันดาปความคิดอันเป็น..ในบริบทสังคม..บริบทอะไร..โอ๊ยยย.. ฟังแล้วเหนื่อยสมองที่สุดเลย
 ผมด้อยปัญญามาก ต้องสารภาพว่าสติปัญญาของผมไม่ ถึงจริงๆ มีสันดาป ศักยภาพ ดุลยภาพ
อะไรต่างๆ วุ่นวายกันไปหมด

        คนไทยเราคุยกันว่าเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครเลยมีอิสรเสรีภาพเต็มที่
 แต่ ความจริงผมว่าจิตวิญญาณเป็นเมืองขึ้นไปหมดแล้ว ไม่เหลือหลออะไรแล้ว
ถ้าดู พฤติกรรมการแต่งกายหรืออะไรต่อมิอะไรนี่เป็นตะวันตกไปหมดแล้ว ผมไปประชุมอาเซียน
 หรือไปเมืองนอกก็โอเค..เอ้า หลุดคำฝรั่งไปคำหนึ่งแล้วคำว่าโอเค คงไม่ถือสากันนะครับ

ช่างมันเถอะโอเคสามล้อก็พูดได้เพราะฉะนั้นทุกคนรับทราบกันหมดแล้วว่ามันแปลว่าอะไร
 ซึ่งจะแปลว่าอะไรก็ไม่รู้นะครับ เวลาตอนเย็นหลักเลิกประชุมสมาชิกกลุ่มอาเซียนแล้วจะ
มีการผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ผมช้ำใจทุกครั้งเลยนะครับ ประเทศที่เราด่าว่าเขาเป็นเมืองขึ้น
 นั้นเขาแต่งชุดประจำชาติกันหมด แต่คนที่คุยว่าไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครนั้น แต่งชุด
 ขี้ข้าฝรั่งลงมาเป็นเจ้าภาพอย่างหน้าตาเฉย


          เพราะฉะนั้น เมื่อมันไม่เหลือหลออะไรแล้ว ผมก็คิดว่ามันเหลือยู่สิ่งเดียวที่สะท้อน
 ตอบความเป็นไทยก็คือภาษา คำพูดถึงแม้มันจะเป็นส่วนผสมหรือได้รับอิทธิพลมาจาก
แขกบ้างจีนบ้าง แต่อย่างน้อย ภาษาถิ่นของเรายังเป็นภาษาไทย ฉะนั้นภาษาไทยนี้จึงเป็น
สิ่งที่เหลืออยู่เพียงสิ่งเดียว แล้วมันจะเหลืออีกนานเท่าไหร่ ผมไม่ทราบ


          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนเสมอว่า ทำสิ่งที่ยากๆ ให้เป็นสิ่งที่ง่าย
 พระราชดำรัสในปี 2502 ได้ทรงรับสั่งว่า

"เมื่อมาคำนึงถึงวิธีที่จะนำเอาวิชาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ จะต้องอาศัยสิ่งใดบ้างแล้ว
ก็เห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือภาษาการได้ มาซึ่งวิชาความรู้ต้องอาศัยภาษา
 การนำความรู้ไปใช้ก็ย่อมต้องอาศัยภาษาอีก ในปัจจับัน นี้ปรากฎว่า ได้มีการใช้ภาษาออกจะ
ฟุ่มเฟือยและไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งการออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขระวิธี
 ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะ ทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เอง
เป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่า ตกทอดมาถึงเราทุกคน จึงมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาไว้
 ฉะนั้นจึงขอให้ช่วยกันรักษาภาษาและ ส่งเสริมภาษา

 ซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกันเพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศชาติ"

          สังเกตดูพวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนระดับไหนก็ตามชอบเห็นพระเจ้าอยู่หัวเฉยๆ
 เห็นแล้วชื่นใจ เห็นทุกวันก็ได้ แต่ไม่เคยมองพระเจ้าอยู่หัวเลย ผมเคยไม่ได้บัญญัติศัพท์ นะครับ
ว่าการเห็นกับการมองนั้นต่างกันยังไง ระดับไหนก็เถอะ ไม่เคยมองพระเจ้าอยู่หัว
ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พระองค์ท่านสื่อ ชอบเห็นเฉยๆ แต่ไม่ชอบมอง ชอบได้ยินเฉยๆ แต่ไม่ เคยฟังเลย


          แต่ละท่านไม่ว่าระดับไหนทั้งสิ้น ออกมาจากดุสิตดาลัยทันทีที่จบพระราชกระแส
 ถามว่าเป็นยังไงบ้างเมื่อกี้ "มันดี" นี่ถามข้าราชการชั้นสูงระดับปลัดกระทรวงนะครับ

เพื่อนๆ ที่ออกมาพร้อมกันนี้ถามว่า เมื่อกี่รับสั่งว่ายังไงบ้าง "ปีนี้เบาหน่อย ไม่ทรงดุใครมาก ไม่งั้น
โดยดุกันหลายคน" ถามว่าเป็นไงบ้าง "มันดี" แล้วเป็นไงอีกละ "โอ..ชื่นใจมาก" แล้วไงอีก ล่ะ
ผมพยายามไล่ต้อน "ประทับใจเหลือเกิน" แล้วท่านรับสั่งอะไรบ้าง "ไม่รู้สิ" (หัวเราะ) นี่ระดับผู้ใหญ่นะครับ
 ที่เข้าไปนั่งฟังสลอนหัวเราะกันครืนๆ พอออกมา ประทับใจเฉยๆ งัด มาไม่ออกประทับอยู่ในใจอย่างนั้น
น่าเสียดายนะครับ ถ้าเรามองชะหน่อยฟังชะนิดหนึ่ง ผมคิดว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นอย่างมากมาย


          อีกอย่าง เราชอบบัญญัติศัพท์แผลงๆ ที่คนไม่ค่อยเข้าใจพระองค์ท่านทรงรับสั่ง ว่า

"ภาษาไทยของเราจะต้องหวงแหนเพราะเวลานี้รู้สึกว่ามันวิวัฒนาการไม่เป็นไรนะครับ
่ภาษาต้องมีวิวัฒนาการไป แต่ว่าจะวิวัฒนาการไปในลักษณะที่ถูกต้องหรือดี หรือทำให้
สมบูรณ์ขึ้นหรือไม่นั้นผมไม่ทราบเป็นภาษาของเราเองแต่โปราณกาล เราต้องรักษาเอาไว้ บริสุทธิ์ด้วยการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน ในวิธีใช้คำประกอบประโยคความร่ำรวยของ ภาษาไทยเรามีอยู่มาก แต่นึกกันไปเองว่าไม่รวย ในเนื้อแท้เรารวยแต่นึกว่าไม่รวยเลยต้อง บัญญัติศัพท์กันขึ้นมาใหม่ๆ การบัญญัติศัพท์นั้นจำเป็นแต่ก็อันตราย คำใหม่ๆ จำเป็นทาง วิชาการแต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรใช้คำเก่าๆ ของเราที่มีอยู่แล้ว ไม่ควรใช้คำบัญญัติใหม่ แต่คงจะเห็นไม่โก้พอ คำใหม่ต้องมีหลักต้องรู้ภาษาอื่นลึกซึ้งต้องรู้ที่มา รู้ความนึกคิดของ คำภาษาเดิมที่เราจะเอามาบัญญัติขึ้นใช้ไม่ใช่ว่าแปลงตรงๆ ไปอย่างนั้นความจริง ความ หมายแต่ละคำนั้นมาจากวัฒนธรรม"

          ต้องสะท้อนตอบถึงความรู้สึกออกมา ไม่ใช่แปลอย่างนี้องค์รวมเอย ผู้ว่าฯ ซีอีโอ หรือบูรณาการเอย
 หรือผู้ว่าฯ เซี้ยว ผู้ว่าฯ บางคนยังไม่รู้เลยว่าผู้ว่าฯ เซี้ยวมันแปลว่าอะไร และย่อมาจากอะไร เขาว่าซีอีโอ เราก็ว่าตามมันถึงได้อยู่แค่นี้ไงครับ

          พระองค์ท่านรับสั่งอีกว่า

 "ภาษามีชีวิตประชาชนใช้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงความ หมายไปตามกาลเวลาจำเป็นจะเปี่ยนก็ต้องเปลี่ยน
 ถ้าบัญญัติศัพท์ขึ้นให้ประชาชนทั้งชาติ ใช้ ก็ต้องดูว่าเขาเข้าใจหรือเปล่า ผลิตปืนไม้มาให้เด็กยิงกันเล่น
 เป็นความผิดบัญญัติศัพท์ มาใช้กันเลอะเทอะก็ผิดเท่าๆ กัน

รักชาติขออย่าทำลายภาษาที่มีอยู่ บัญญัติศัพท์มีเหตุผล ก็ทำได้ แต่อย่าให้เขว
อย่าให้เป็นการเมือง อย่าให้เป็นการรักตัวเอง คือเป็นการแสดงว่า ตนเองรู้ เก่งเกินไป
 บัญญัติขึ้นมาแล้วให้คนเข้าใจ ภาษามีไว้สำหรับแสดงความคิดถ้าคน อื่นไม่เข้าใจ
 คิดคนเดียวก็เหงา ต้องแสดงให้คนอื่นรู้เพื่อรู้ของคนอื่นบ้าง ปราศจากภาษา
 พูดกันรู้เรื่องก็กลายเป็นลิง คำต้องมีความหมายชัดเจน ตกลงกันว่าคำนั้นแปลว่าอะไร"


          อย่างเมื่อก่อนเราเคยเรียกขาวไรชาวนาว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ พอมายุคนี้
กลายเป็นรากหญ้า ไม่รู้นะ ใครจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกยังไงก็ช่าง

แต่ผมรู้สึกมาก เพราะหญ้า มันอาหารวัวควาย สนามหญ้าเป็นที่ย้ำที่เดิน
 แต่เอาไปเรียกชาวนาเฉยเลย โครงการราก หญ้า โก้มาก เพราะอะไร เราแปลมาจาก Grass Root
 ลืมนึกไปว่าคำอย่างนี้เขาไม่ใช่ เรียกคนผมก็เลยไปยุชาวไร่ชาวน่าว่าใครก็ตามใหญ่แค่ไหนก็ตามมาเรียกรากหญ้า ให้ลาก ไม้หน้าสามตีกบาลไปเลย

ตั้งแต่ระดับสูงก็เรียกรากหญ้า ไม่มีความรู้สึกสำเหนียกในความ เป็นไทยสักนิดเดียวว่า
เราเรียกเขาว่าอะไร ผมบอกว่าถ้านิยมภาษาอังกฤษ ขอเปลี่ยนตัว R เป็นตัว L ได้มั้ย เป็น Glass Root
 ตอนนี้เลยเอาไปหาเสียงกันใหญ่ จากรากหญ้าเป็น รากแก้ว"


          ที่สุดแล้ว ในทัศนะของผมนั้น ผมคิดว่าภาษาเป็นความภาคภูมิใจชิ้นสุดท้ายของ

 เราในความเป็นไทย เรามีภาษาเขียนผมเคยเรียนอยู่ในเมืองขึ้นอย่างเวียดนาม
เขาใช้ อักษร A B C D มาสะกดเป็นคำเขียน แน่นอน มันเข้าใจ มันเขียนได้ แต่ความภาคภูมิหรือ
 ศักดิ์ศรีอะไรต่างๆ ผมว่ามันไม่มี แต่ไปลาวไปเขมรเขามีตัวเขียน ยังมีศักดิ์ศรีมีความรู้สึก

"เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าภาษานั้นเป็นเรื่องสำคัญ และถ้าให้เรียบง่ายที่สุด ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
 คือพูดออกมาแล้วตั้งแต่ชาวนาไปจนถึงทุกระดับต่างเข้าใจ ผมคิดว่าอันนั้นเป็นสิ่งที่ประเสิรฐเลิศที่สุด"

          รายงานชิ้นนี้ คัดทอนมาจากปาฐกถาเรื่อง ความเป็นไทยในภาษาและหนังสือ ในทัศนะของ ดร.สุเมธตันติเวชกุล" ซึ่งแสดงในวันรับมอบรางวัลเรื่องสั้นและบทกวีดีเด่น ประจำปี 2546 ของสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์


 Very Happy

_ยาวไปหน่อยค่ะ แต่ อยากให้ ทุกๆ อ่านตามช้าๆ ช้าๆ ..
แล้วคิด ตามไป กับ ท่านดร . สุเมธ ด้วย ...

แล้วคิดถึง พระเจ้าอยู่หัว ของพวกเรา
ท่าน ไม่เคย เรียกใช้ คน ผิด ค่ะ
บันทึกการเข้า



วันที่ดาว ทวงฟ้า นภากระจ่าง
ดาวล้านดวง ทวงทาง ระหว่างฝัน
ผุดขึ้นมา  คราเดียว พร้อมพร้อมกัน
ประกาศมั่น.... วันนี้... เสรีไทย



http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=twinkling-stars&group=1
THE THIRD WAY
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,821


Love looks not with eyes, but with the mind.


« ตอบ #3 เมื่อ: 03-07-2006, 14:07 »

1.  ชื่อ ดร.สุเมธ   ตันติเวชกุล
     ตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัย
     สถานที่ติดต่อราชการปัจจุบัน อาคารสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ถนนอู่ทอง
เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทร. 02-282-3328, 02-282-3344
   
2.  ประวัติการศึกษา  ปริญญาตรีทางรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกรอนอบ ประเทศฝรั่งเศส
 ปริญญาโททางรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมองเปลิเอ ประเทศฝรั่งเศส
 ปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมองเปลิเอ ประเทศฝรั่งเศส
 
3.  ตำแหน่งในปัจจุบัน กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา
4.  ตำแหน่งหน้าที่สำคัญในอดีต เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. 2536 - 2542
เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ  พ.ศ. 2537 – 2539
 
5.  เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ได้รับ ปฐมจุลจอมเกล้า
 
 

--------------------------------------------------------------------------------
 บางคำพูดของท่านสุเมธซึ่งกล่าวถึงในหลวง

 
  “พระองค์ท่านตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย ความมีเหตุมีผล ต้องยึดความพอประมาณ รู้ศักยภาพของเรา และก็มีภูมิคุ้มกัน แต่ทรงเน้นว่าทั้งหลายทั้งปวงนี้ต้องตั้งอยู่บนฐานจริยธรรมคุณธรรม คือคนเราต้องมีคุณธรรมต้องมีจริยธรรม ถ้าปราศจากข้อนี้แล้วไม่มีประโยชน์”
*************
“พระองค์ท่านรับสั่งว่า จะทำการใด ๆ ก็ตาม ให้ยึดหลักภูมิสังคมเป็นที่ตั้ง หมายความว่าต้องให้ความเคารพต่อภูมิประเทศในเบื้องต้น...และทรงสอนให้เคารพเรื่องคนด้วย เพราะนอกจากภูมิประเทศจะหลากหลายไม่เหมือนกันสักภาคแล้ว คนก็ยังไม่เหมือนกันด้วย แม้กระทั่งคนในภูมิภาคเดียวกันก็ยังหลากหลาย”
*************
“พระองค์ไม่ทรงเคร่งเครียดเลย มีพระอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา พระองค์ท่านเคยรับสั่งครั้งหนึ่งว่า ทำงานนี่ต้องร่าเริงรื่นเริงคึกคักครึกครื้นนะ ทำงานถึงมีประสิทธิภาพ คือใจต้องรักน่ะ พอเรารักอะไรเราก็สนุกสิ”
********************
“วันหนึ่งหลายปีมาแล้ว พระองค์ท่านรับสั่งเป็นปริศนากับพวกเราที่ถวายงาน โดยรับสั่งลอย ๆ ขึ้นมาว่า ‘ทำไมพระเจ้าอยู่หัวต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่อย่างนี้ ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยก็เพราะประชาชนยังยากจนอยู่ และเมื่อเขายากจน เขาจึงไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ และเมื่อเขาไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ เขาจึงเป็นประชาธิปไตยไม่ได้’ ฉะนั้นการปูพื้นฐานของประชาธิปไตย มิใช่เรื่องกฎหมาย ระเบียบ กติกา เพียงอย่างเดียว หากพื้นฐานจริง ๆ คือต้องพัฒนาประชาชนให้หลุดพ้นจากความยากจนก่อน จึงจะเป็นประชาธิปไตยได้”
*************************
บทสัมภาษณ์
นักข่าว--พระองค์ท่านเคยรับสั่งถึงความโปร่งใสไหมครับ

ดร.สุเมธ--ทรงเคยมีรับสั่ง จำไม่ได้เหรอ ทรงแช่งแล้ว ใครทุจริตแม้นิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป ก็แสดงว่าทรงให้ความสำคัญ รับสั่งมาหลายครั้งหลายหนนะ ต้องมีจริยธรรมคุณธรรม บ้านเมืองไหนผู้คนไม่มีจริยธรรมคุณธรรม ประชาชนก็เดือดร้อน เพราะฉะนั้นทรงดำรงอยู่ในคุณธรรมจริยธรรมอย่างเข้มงวดเลย และมาถึงเราด้วย อย่างพวกเราที่ตามเสด็จฯ จะแสวงหาผลประโยชน์ทำโดยง่าย เพราะไปที่ไหนรู้ก่อนเลยว่าตรงไหนจะมีอะไรเกิดขึ้น ถนนจะตัดตรงไหน เพียงแต่เราไปกว้านซื้อที่ดินเราก็รวยตายแล้ว แต่ในชีวิตพวกเราไม่มีสักกระเบียดเดียวเลย ไม่ได้โกง ไม่ได้ไปบังคับซื้อเลย มีหลายแห่งชาวบ้านมาประเคนขาย ไร่ละสองสามพัน แต่มีไม่ได้ แม้กระทั่งฉวยโอกาสก็ไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงห้ามไว้แล้ว อย่าว่าแต่โกงเลย ฉวยโอกาสก็รับรองไม่ได้ถวายงานหรอก ทั่วประเทศเหนือจรดใต้ไม่มีสักชิ้นเดียว บางแห่งที่มันสวย อยากได้ กิเลสก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี แต่มันทำไม่ได้ ถ้าอยากจะทำก็ไม่ต้องทำงาน ถ้าจะทำงานกับพระองค์แล้วต้องละให้หมด ก็เท่านั้น เอาไปทำไม กินอยู่พอเพียงอย่างที่พระองค์รับสั่ง แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว จริง ๆ นะ มีมากก็เป็นทุกข์ ยิ่งมีสมบัติมากก็ยิ่งทุกข์ มีพอดี ๆ มีน้อยไปก็ทุกข์ ขาดแคลนก็ทุกข์ มีเกินไปก็ทุกข์ ทรงสอนให้มีพอดีๆ มีเท่าไหนก็ใช้แค่นั้น มีมากก็ใช้มากก็ได้ไม่เป็นไร บางครั้งบางคราวก็ใช้ของแพง ๆ บ้าง ไปกินอะไรแพง ๆ บ้าง ก็ทำเถอะ แต่ไม่ใช่แบบเป็นเรื่องที่จะต้องอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ปล่อยชีวิตให้มันเป็นธรรมดา ๆ เรียบง่าย แต่ก็มีความสุข ไม่ผูกพันกับอะไรเราก็ไม่ทุกข์ ความอยากมันหยุดเมื่อไหร่ ความทุกข์มันหมดไปเลย ทุกวันนี้คนมันทุกข์เพราะมันอยาก อยากไม่รู้จบ พระองค์ท่านเคยรับสั่งว่าพวกที่มีกิเลสตัณหาเหมือนคนอ้าปากถมไม่เต็ม โยนอะไรใส่ไปก็ไม่เต็ม กลืนหายหมด แล้วความหิวโหยมันก็มีอยู่ตลอดเวลา

นักข่าว--พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดูแลพระพลานามัยอย่างไรบ้าง
ดร.สุเมธ--พระองค์เสวยอาหารธรรมดาสามัญ อาทิ ข้าว ผัก ผลไม้ อย่างเรียบง่าย เสวยพอประมาณ พออิ่ม เลือกเสวยเท่าที่จำเป็นเหมือนพระฉันอาหาร แต่ทรงระมัดระวังในเรื่องคุณภาพของสิ่งที่เสวย ทรงมีวินัยในการรักษาพระสุขภาพและพระโรคพระหทัย ได้เวลาก็ทรงออกกำลังกายทุกวัน ทรงมีวินัยและควบคุมพระองค์เองได้ดีมาก พระองค์ตรัสเสมอว่า การทรงงานคือชีวิตของพระองค์ไปแล้ว ขอแค่ทำด้วยจิตใจที่แจ่มใส วิถีชีวิตราบรื่น แค่นี้ก็มีความสุขตามอัตภาพแล้ว 
***************************************
จากคำแถลงเรื่องผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญของ"หมอนั่น"
ชวนให้มองว่า บ้านเมืองกำลังเกิดอะไรขึ้น
ความหมิ่นเหม่หลายครั้งหลายคราวที่"หมอนั่นได้กระทำ
ผู้ภักดีในทศพิธราชธรรมต้องจับตา
   



 


* K00495.jpg (46.46 KB, 449x359 - ดู 146 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ความรักนั้นหวาน ไม่ว่าจะรับหรือให้
************************
การขับไล่ทรราช เป็นภารกิจของเจ้าของประเทศ
THE THIRD WAY
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,821


Love looks not with eyes, but with the mind.


« ตอบ #4 เมื่อ: 03-07-2006, 14:10 »

หลังๆมานี่
ผู้ถวายงานใกล้ชิด
ตั้งแต่ท่านเปรม ท่านสุเมธ
แล้วคงมีอีกที่ลิ่วล้อของหมอนั่นจะลงมือ
ข่าวลือที่ว่าทหารกำลังเครียดจึงมิใช่สิ่งที่ต้องมองข้าม
บันทึกการเข้า

ความรักนั้นหวาน ไม่ว่าจะรับหรือให้
************************
การขับไล่ทรราช เป็นภารกิจของเจ้าของประเทศ
หน้า: [1]
    กระโดดไป: