ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
27-11-2020, 10:19
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  30% ของนักเรียนที่เคยกู้เงินและเรียนจบแล้ว ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
30% ของนักเรียนที่เคยกู้เงินและเรียนจบแล้ว ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้  (อ่าน 1973 ครั้ง)
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« เมื่อ: 02-07-2006, 22:34 »

คลิกที่หัวข้อ เพื่อติดตามรายละเอียด
Jobless graduates default on student loans

About 30 per cent of student-loan recipients in the previous student-loan programme have defaulted mainly because they cannot find jobs or earn less than Bt4,700 a month after graduation, student-loan fund manager Prempracha Supasamout disclosed Sunday.

He said the student-loan programme, which was open to students from low-income families until last year, had approved loans to 2.5 million students to the tune of Bt216billion. Many of the recipients have not yet reached their repayment time.

However, of those who were required to start repaying, only 70 per cent did so.

ประมาณร้อยละ ๓๐ ของผู้กู้เงินไปเรียน ได้เบี้ยวหนี้ไปแล้วเพราะว่าไม่สามารถหางานทำได้ หรือไม่ก็มีรายได้น้อยกว่า ๔,๗๐๐ บาทต่อเดือนหลังจากจบแล้ว

ปริมาณเงินกู้ที่ปล่อยไปแล้วทั้งหมด ๒๑๖,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่นักเรียนทั้งหมด ๒,๕๐๐,๐๐๐ คน

เมื่อวิเคราะห์แล้วสาเหตุหลักๆคือ แห่ไปเรียนในสาขาที่ตลาดไม่ต้องการแล้ว หรือล้นตลาดไปแล้ว หรือไม่ก็เด็กเหล่านั้นมีครอบครัวทันที

ปัจจุบัน สาขาที่ล้นคือ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ รัฐศาสตร์

ไปเพิ่มจำนวนมหาลัย เปลี่ยนชื่อสถาบันราชภัฏเป็นมหาลัยราชภัฏ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จำนวนปริญญาบัตรเป็นแสนๆล้านๆใบ แต่คุณภาพคนที่สามารถจ้างมาใช้ประโยชน์กับธุรกิจจริงๆ กับมีน้อย น้อยจริงๆครับจะบอกให้ สมัยนี้จบป.ตรี มาเป็นเสมียน แต่ความคิดอ่านกลับไม่แตกต่างจากคนจบมัธยมปลายสมัยก่อนเลย ไม่น่าเชื่อว่าก็บ้าหวย ๒-๓ ตัว จมปรักอยู่กับการกู้หนี้ยืมสิน

เท่ากับสูญทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ ทุ่มไป ๔ ปีแล้วก็เสียเวลาเปล่า และธุรกิจก็ยังเจอปัญหาหาคนมีคุณภาพไม่ได้เหมือนเดิม ค่าครองชีพก็กระูฉูดขึ้นทุกวันๆ แปลว่า นี่คือความล้มเหลวของระบบการศึกษา ฝีมือรัฐบาลเลวนี่อีกแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-07-2006, 22:40 โดย ThaiTruth » บันทึกการเข้า

AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 02-07-2006, 22:50 »

คำถามที่ต้องถาม นอกเหนือจากความสามารถในการชำระหนี้แล้ว มันน่่าจะเกี่ยวโยงกับ "คุณภาพ" ของคนที่จบมาด้วย ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันเกี่ยวกัน เนื่องจากว่า ถ้าเก่งจริง ก็น่าจะได้งาน และรายได้ดี แต่ปัจจุบันนี้ ถ้าพูดไปคุณก็จะงงว่าเป็นไปได้หรือ

มีคนจบป.ตรีจากมหาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง สาขาภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษห่วยแตก

หรือบางคนมีปริญญามาใบหนึ่ง แต่แค่ให้ทำโจทย์เลขบัญญัติไตรยางค์ (เลขระคน) ก็งง คิดดอกเบี้ยไม่เป็น เหลือเชื่อว่า คนเหล่านี้คำนวณไม่เป็นเลย

บางคน ผมถามมันบอก ชี้แผนที่เด๊ะ ประเทศสิงคโปร์อยู่ไหน มันต้องเพ่งแผนที่มานั่งอ่านคำว่าสิงคโปร์อยู่ไหน ทวีปแอฟริกามีสันฐาณเป็นไง ไม่รู้

นี่ฟังดูเหลือเชื่อ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆขณะนี้นะครับ
บันทึกการเข้า

so what?
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,729


« ตอบ #2 เมื่อ: 02-07-2006, 23:44 »

เห็นหัวข้อกระทู้แล้วอดไม่ได้ต้องเข้ามาแจมครับ  Mr. Green

ผมไม่ค่อยติดใจเรื่องเงินกู้แล้วไม่มีปัญญาใช้ครับ เพราะคิดว่าถ้ารัฐบาลตั้งใจ
เข้มงวดจริงๆ คงรีดคืนมาได้บ้าง แล้วก็แก้ไขระเบียบในการกู้ยืมให้รัดกุมขึ้น
ปัญหานี้คงเบาบางลงไประดับนึง อีกอย่างถ้าจะว่าไปจริงๆแล้ว
ไอ้เหลี่ยมกับสมุนชั่วๆของมันเอาเงินไปถลุงเรื่องอื่นมากกว่านี้เยอะแล้วครับ  Mr. Green

แต่ชอบประเด็นเรื่องคุณภาพของคนที่จบมาครับ เพราะการที่รัฐให้เงินกู้ยืมเรียนได้
ข้อดีคือทำให้คนมีโอกาสได้เรียนง่ายขึ้น ดังนั้นฐานตลาดของเล่าสถานศึกษาต่างๆ
จึงกว้างขึ้นตามไปด้วย แต่ผลที่ตามมาคือสถานศึกษาส่วนใหญ่จะหันไปเน้น
การบริหารจัดการในเชิงพานิชย์มากขึ้นคือผลิตบัณฑิตแข่งกันในเชิงปริมาณ
แต่ไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณภาพ เพราะคิดว่าให้มันจบๆไปทำงานไม่ได้ก็ไม่มีใครจ้าง
เดี๋ยวมันก็ไปหาอย่างอื่นทำเอง

ก็จะมีส่วนหนึ่งแหละครับที่จบมาแล้วมีคุณภาพแบบที่ จขกท.บอก อันนี้เรื่องจริงครับ
แต่ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่คือเราดันไปส่งเสริมให้คนที่เรียนไปแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย
จบออกมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร คนพวกนี้ถ้าเอาเวลาสี่ปีที่เค้าเสียไปตรงนี้
ไปทำอย่างอื่น เขาอาจจะค้นพบตัวเอง และสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับตัวเอง
และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติได้ดีกว่าการที่จะไปจมปลักเรียน
เพื่อเอากระดาษใบเดียวมาแปะข้างฝาแล้วจุดธูปบูชาก็ได้ครับ
บันทึกการเข้า
HILTON (ปาล์มาลี)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,310



« ตอบ #3 เมื่อ: 03-07-2006, 12:23 »

ถูกต้องที่สุด  อนาคตเราแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

        กลุ่มเด็กมีเงิน  ถูกสปอย
       
        กลุ่มคนชั้นกลาง มอมเมาด้วยวัตถุ ฟุ้มเฟือย

        กลุ่มคนชั้นล่าง  สิ่งเสพติด  การพนัน

ทุกกลุ่มชี้นำไปสู่ความเหลวแหลก ... และตกต่ำ

ถามที่เถอะ  รัฐมนตรีวัฒนธรรมยังมีอยู่ไหม  ....ฮ้วย
                                               
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #4 เมื่อ: 03-07-2006, 13:28 »

คำนวณ 30% ของเงิน 216,000 ล้านบาท = 64,800 ล้านบาทไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลยครับ
และจากที่ผมทราบมาว่า จะมีการฟ้องดำเนินคดีกับเด็กๆ ที่กู้เงินเรียนแล้วไม่มีจ่ายคืนเป็นจำนวน
หลายหมื่นคน (ตัวเลขนี้เฉพาะรายที่หากไม่ฟ้องในตอนนี้จะมีปัญหาเรื่องอายุความ)

กลายเป็นว่าเราสูญเงินไปจำนวนมาก นอกจากไม่ได้แรงงานระดับปริญญาตรีที่มีคุณภาพแล้ว
ยังได้คนรุ่นใหม่ที่มีหนี้สินรุงรังเป็นคดีความในเบื้องต้นแล้วหลายหมื่นคน ซึ่งอาจก่อปัญหา-
สังคมอีกต่างหาก แล้วลองคิดดูว่าทั้งหมด 30% ของคน 2,500,000 คน เป็นจำนวนเท่าไหร่..

โดยที่คนรุ่นใหม่เหล่านี้และครอบครัวอาจคิดว่ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีบุญคุณจากนโยบาย
กู้เงินเรียน และในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งครอบครัวก็จะยังเลือกพรรคไทยรักไทยซ้ำอีก
เป็นตัวอย่างที่ดีอีกรายการถึงนโยบายประชานิยมที่ล้มเหลวก่อปัญหาแต่ได้ผลดีด้านคะแนนเสียง

---

ผมอยากให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งปลูกฝังแนวคิดกับนักศึกษาทุกคนว่า เป้าหมายทางการศึกษา
ที่แท้จริงก็คือผลิตคนที่สามารถเรียนรู้สำเร็จในวิทยาการใดๆ ก็ได้ และจะทำได้อีกด้วยตัวเอง
เมื่อสำเร็จการศึกษาในเรื่องหนึ่งๆ ไปแล้ว ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเรียนจบอะไรมาก็จบการศึกษา
ของตัวเองกับสาขานั้นเช่น นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ รัฐศาสตร์ ดังที่ จขกท. ยกตัวอย่าง
จะไปทำมาหากินเรื่องอื่นก็ไม่ได้ ทั้งที่ความจริงปริญญาเป็นเพียงหลักฐานยืนยันความสามารถ
ของบัณฑิตว่าสามารถเรียนรู้ศึกษาจนสำเร็จในสาขาหนึ่งๆ ได้ (และสามารถจะเรียนรู้สาขาอื่นๆ
ได้อีกต่อไปด้วยตนเอง)

ดังพุทธภาษิตที่ว่า "อัตตานัง ทมะยันติ ปัณฑิตา" หรือ "บัณฑิตย่อมฝึกฝนพัฒนาตนเอง"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-07-2006, 13:35 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
batman
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 158


« ตอบ #5 เมื่อ: 03-07-2006, 13:46 »

ผมว่าทุกท่านก็เห็นไปในทางเดียวกัน ว่า

เรื่องของนักเรียนที่ไม่มีปัญหาจ่ายหนี้นั้น โดยปัญหามาจากการไม่สามารถแปรสภาพความรู้ไปเป็นทุนที่เหมาะสมกลับมาได้

เรื่องนี้เป็นปัญหาของบ้านเรามานานแสนนาน

จากประสบการณ์การทำงาน ได้สัมผัสและเห็นว่าศักยภาพทางด้านความคิดของเด็กไทยเราลดน้อยถอยลงทุกทีจริง

ก็หวังว่าแผนพัฒนาฯ จะเน้นเรื่องคนเป็นสำคัญ



บันทึกการเข้า
Suraphan07
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #6 เมื่อ: 03-07-2006, 14:28 »

อะไร ที่ได้มาง่ายๆ ผู้ที่ได้รับมักจะไม่เห็นคุณค่า...

ถ้าสังเกตุสภาพแรงงานในตลาด จะพบว่าเด็กๆที่จบออกมาทำงาน
โดยใช้วุฒิ ม.3,ม.6,ปวช.,ปวส. มีจำนวนน้อยลงอย่างมาก จนถึงขั้นขาดแคลน...

ด้วยเหตุที่ ต่างคนต่างกู้เงินเรียนเพื่อให้ได้วุฒิที่สูงขึ้น
ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้ตั้งใจใฝ่เรียนมากมายหรือจริงจัง นัก...

สาเหตุของการที่ไม่มีปัญญาใช้หนี้ ส่วนหนึ่งมาจาก การทำงานที่ไม่ได้ใช้วุฒิ
หรือได้งานที่ตนเองใช้วุฒิต่ำกว่าไปสมัคร...

พูดง่ายๆก็คือกลายเป็นแรงงานขั้นต่ำที่มีวุฒิปริญญาตรี แถมมีหนี้สินติดตัวตั้งแต่ยังไม่จบ...

บันทึกการเข้า
ใบไม้ทะเล
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,321


In politics stupidity is not a handicap


« ตอบ #7 เมื่อ: 03-07-2006, 14:36 »

มันก็เห็นใจคนกู้นะค่ะ

ทำอย่างไรล่ะค่ะทุกคนก็อยากจะถีปตัวเองให้มีชีวิตความเป้นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ดิฉันมองว่าดีเสียอีกชาติบ้านเมืองเริ่มมีคนที่มีการศึกษามากขึ้น แต่นั่นแระค่ะคุณภาพการศึกษา รวมถึงเศรษกิจ ก็ไม่ได้พัฒนาตามไปด้วย 

บางคนอาจจะสักแต่เรียนเพื่อวุฒิการศึกษา แต่องค์การณ์ก็สามารถพัฒนาบุคคลได้ระดับหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้นไม่ว่าเขาจะเป้นหนี้ มากน้อยแตค่ไหน หากรัฐไม่สามารถหามาตราการรองรับคนที่จบการศึกษาแล้วมีงานทำ ดิฉันว่าปัญหามันก็คงอยุ๋แค่นี้  Mr. Green
บันทึกการเข้า

立てばしゃくやく、座ればぼたん、歩く姿はゆりの花
MonkeyBone
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 99



« ตอบ #8 เมื่อ: 03-07-2006, 21:43 »

ตอนเรียนก็มีเพื่อนที่กูเงินเรียนเหมือนกัน  ทำเรื่องกู้ก็เหมือนว่าจะยากๆ
ต้องยื่นเรื่อง ต้องมีคณะกรรมการไปดูความเป็นอยู่ สัมภาษณ์ผู้ปกครอง ฯลฯ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือ  เพื่อนคนที่บ้านมีอันจะกินกู้ผ่าน แต่เพื่อนที่จนจริงๆ
กู้ไม่ผ่านและบางคนที่จนมาก จะไม่กล้ากู  พวกมีเงินแล้วกู้ผ่าน ก็เห็นมันกู
มาซื้อเวสป้าขับ กู้เป็นทุนไว้กินเหล้า  กู้ไปเลี้ยงหญิง พอเรียนจบ ไอ้พวกนี้
มันก็ยังไม่คิดจะคืนทุนกันเลย ทั้งๆที่เงินเดือนคืนแบบสบายๆไม่สะดุ้งสะเทือน
ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่ากู้ผ่านกันได้ยังไง คณะกรรมการเค้าดูกันตรงไหน
เพื่อนที่จนซะจนไม่มีค่าเทอมจนต้องหยุดเรียนกันไป ไม่ได้เรียนในที่สุด
จำได้ว่ามีเพื่อนสองคนที่ต้องหยุดเรียนเพราะไม่มีค่าเทอมจะจ่าย จะยืมเพื่อนก็
ไม่ได้ เพราะยืมมาหมดแล้วหนี้เก่าก็ยังไม่ได้คืน สุดท้ายก็หายไป ท่ามกลางความสลดใจ
ของเพื่อนๆ  เศร้าจริงๆนะ
บันทึกการเข้า
จ้าวผิงกว่อ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 387



« ตอบ #9 เมื่อ: 03-07-2006, 22:08 »

่าจะมาตอบกระทู้นี้หลายวันแล้ว...แต่คิดไม่ออก วันนี้ฤกษ์งามยามดี  Very Happy

ดิฉันเป็นคนนึงที่กู้เงินทุนรัฐบาลเรียน  ตอนนั้นเป็นรุ่นแรกๆ ที่กู้ เงื่อนไขและข้อตกลงสูงมาก

เรียนหนังสือ+ทุนที่กู้ยืม+ทำงาน

ก็เลยพอได้มีความรู้กับเขามั่ง

ดิฉันคิดว่า..เงินที่กู้นั้น มันอยู่ที่ตัวเด็กมากกว่า ว่าเอาเงินไปใช้ทางไหน เพื่อนดิฉันคนนึง กู้เงิน+ทำงาน +ส่งเสียทางบ้าน จนจบปริญาตรี

เด็กจะเอาเงินไปใช้ทางไหน มันขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางจิตใจของเด็ก ซึ่งหน้าที่ปลูกฝัง เป็นของครอบครัว และของสังคม.........ถ้าสังคมเหลวแหลก จะคาดหวังคนดี เด็กดี จากความเหลวแหลกนั้นได้อย่างไร

เด็กเรียนง่าย  จบง่าย  จบแล้วไร้คุณภาพ....ถ้าจะโทษที่ตัวเด็ก มันก็ไม่ถูกต้องทั้งหมดหรอกค่ะ

ประเทศไทย สังคมไทย ระบอบการศึกษาไทย....เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ คุณลองสังเกตตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน รับนักศึกษาปี 1 ปีละเท่าไหร่ บางมหาลัยรับเด็กเข้ามาก่อน ค่อยประกาศรับอาจารย์ผู้สอนก็มี.....บางสาขาวิชาไม่มีอาจารย์สอน เด็กก็ดูวิดีโอเอา......บางคณะ วิชาไหนยากๆ อาจารย์เขี้ยว ให้เด็กตกหลายคน...คุณเชื่อไหมว่าอาจารย์ท่านนั้นถูกคณะเรียกไปชี้แจง

จากปี 1 ไป ปี 2 ปี 3 จนปี 4...เปอร์เซ็นต์คนจบบางคณะแค่ 30 เปอร์ เท่านั้นเอง

แต่บางมหาลัย ยอมอลุ้มอล่วยทุกอย่างเพื่อที่จะผลิตนักศึกษาได้มากๆ

บางมหาลัยรับนักศึกษาไม่อั้น เพียงเพื่อต้องการแค่งบประมาณ....ต้องการแค่เงินสนับสนุน ต้องการแค่ตัวเลขการเติบโต.......ลองสังเกตดู สถาบันที่เพิ่งประกาศเป็นมหาลัยนั่นล่ะ ตัวดีเลย.......ที่วิจารณ์มาตรงนี้ไม่ได้มีเจตนาดิสเครดิต มหาลัยไหนนะคะ  แค่ชี้ให้เห็นความผิดพลาด ของระบบการศึกษา และค่านิยมทางการเรียนของคนไทย ซึ่งนำไปสู่นโยบายและการปฏิบัติห่วยๆจากรัฐ.....เน้นปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ

จบมาเด็กทำงานไม่เป็น ทำงานไม่ได้ ใบปริญญา เป็นได้แค่เครื่องประดับฝาบ้าน

นโยบายเงินกู้เพื่อการศึกษานี่ไม่ได้มีตอนสมัยหน้าเหลี่ยมนะคะ โครงการนี้มีมา 11 ปีแล้ว.........ความล้มเหลว ของเด็กจบใหม่มันไม่ได้อยู่ที่ โครงการเงินกู้นี้หรอกค่ะ....มันอยู่ที่นโยบายของรัฐ

ยิ่งในยุคของทักกี้แล้ว จะถามหาคุณภาพจากที่ไหน...ขนาดลูกมัน ที่จบมาได้ ยังโกงเค้ามาเลย
บันทึกการเข้า

เราประกาศ ณ ที่นี้ว่าเรามีจุดยืนสนับสนุนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้จัดการกับความผิดชั่วของระบอบทักษิณ เอาทรัพย์สมบัติชาติกลับคืน และถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณให้ถึงที่สุด!...
Tony
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 48



« ตอบ #10 เมื่อ: 03-07-2006, 22:30 »

เห็นด้วยกับคุณThaiTruth ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาไทย เพื่อนผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ในสถาบันที่ผลิตบัณฑิตโหล ๆ ออกมา เขาบอกว่านักศึกษาพวกนี้เป็นนักเรียนภาคค่ำ หากเอาข้อสอบที่เคยสอบที่ธรรมศาสตร์มาให้เขาทำ ก็คงจะตกกันเกือบหมดห้อง ฉะนั้น อย่าไปหวังอะไรมากกับเด็กพวกนี้ เขามุ่งหวังจะเอาวุฒิปริญญาตรีกันอย่างเดียว คงเป็นเพราะค่านิยมงมงายว่าจะต้องหาปริญญามาเป็นเกียรติวงศ์ตระกูล แต่จบมาแล้วจะมาตกงานก็ไม่เป็นไร
บางที่มีคนบอกว่า สังคมไทยยึดติดกับสถาบัน ใครจบมาจากมหา'ลัยดีก็จะหางานง่าย ในความเป็นจริงแล้วก็คุณภาพมันก็ผิดกันจริง ๆ ถึงเวลาที่สถาบันการศึกษาต่าง ๆ จะหันมามองตัวเองได้แล้วว่าผลิตบัณฑิตออกไปแล้วทำไมไม่มีคนต้องการ จบเอกอังกฤษ ทำไมพูดอังกฤษไม่ได้ จบปริญญาแล้ว  เลขง่ายๆ ทำไมทำไม่เป็น กระทรวงศึกษาฯ เองก็ต้องตรวจสอบคุณภาพการศึกษาให้เข้มงวด หากตรวจพบว่าคณะไหนผลิตบัณฑิตออกมาแล้วไม่มีคุณภาพก็ปิดคณะนั้นไปเลย
บันทึกการเข้า

Freedom and power bring responsibility.
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 03-07-2006, 22:33 »

ความจริงแล้ว  บัณฑิตที่จบมาและว่างงานเหล่านั้น ไม่ใช่คนโง่นะครับ แต่ละคนก็มีสติปัญญาไหวพริบทั้งนั้น สังเกตจากเวลาที่เราสอนน้องเขา (ต้องสอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมจริงๆนะ) เขาก็ get เร็ว หรือเราสอนเคล็ดไวยากรณ์ ศัพท์ เหมือนปูพื้นให้ใหม่เลย ให้เขามีหลักที่ถูกต้อง ก็ไปของเขาได้ ถ้าเขาไปต่อได้ เราก็สบายไปด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าระบบการจัดการศึกษามันสอนมาไงไม่รู้ แทนที่จะปลูกฝังทัศนคติให้เป็นคนขวนขวาย กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เงินกู้ที่เสียไปยังไม่เท่ากับเวลา 4 ปี กลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ น่าจะเปล่งรัศมี แต่ไปโดนระบบไม่เอาไหนดองซะ

นอกจากนั้น ไม่รู้ว่า ตอนจะจบม.ปลาย แนะแนวการศึกษาต่อกันยังไง แห่ไปเรียนสาขาเดียวกันหมด จนจบออกมาล้นเกิน

กลายเป็นว่าบางครั้งคุณรับเขาเข้ามาแล้ว ต้องมาเสียเวลา(เวลา=เงิน)มาบอกกล่าว มาสอนกันใหม่ เด็กก็เสียเวลา คนจ้างก็เสียเวลา  ก็แปลว่า "ประสิทธิภาพ" ในการใช้ทรัพยากรของประเทศไทย มีต่ำมาก ความสูญเปล่าเยอะมาก คล้ายๆกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของคนไทย ที่เอาไปเพื่อบริโภคมากกว่าการสร้างผลผลิตเพิ่มเวลานี้เป๊ะเลย

ปัญหาการเบี้ยวหนี้นี่เป็น "อาการ" ของความล้มเหลวอย่างหนึ่งนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-07-2006, 22:42 โดย ThaiTruth » บันทึกการเข้า

mini
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407


« ตอบ #12 เมื่อ: 04-07-2006, 23:29 »

อยากให้ลองอ่านในนี้ดูครับ
http://bangkokbiznews.com/2006/07/04/w006_116773.php?news_id=116773
ผมว่ามันเกี่ยวกับการกู้ยืมเหมือนกัน
แล้วก็เกี่ยวกับ ค่าเล่าเรียนของไทยด้วย
ผมคิดว่า อยู่กับความสามารถ ในการจัดการระบบการศึกษาด้วยน่ะครับ
เพราะจริงๆแล้ว เงินที่ให้กู้ยืม สำหรับคนกู้ ก็อาจไม่พอด้วยซ้ำ
ส่วนงบประมาณทางการศึกษา ไม่ใช่ว่ามันน้อยมาก
แต่ผมคิดว่า ใช้ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า
เพราะเราไปสร้างอะไรๆมากเกินไป จนมีงบทางด้านอื่นๆน้อยลง
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #13 เมื่อ: 05-07-2006, 02:18 »

อยากให้ลองอ่านในนี้ดูครับ
http://bangkokbiznews.com/2006/07/04/w006_116773.php?news_id=116773
ผมว่ามันเกี่ยวกับการกู้ยืมเหมือนกัน
แล้วก็เกี่ยวกับ ค่าเล่าเรียนของไทยด้วย
ผมคิดว่า อยู่กับความสามารถ ในการจัดการระบบการศึกษาด้วยน่ะครับ
เพราะจริงๆแล้ว เงินที่ให้กู้ยืม สำหรับคนกู้ ก็อาจไม่พอด้วยซ้ำ
ส่วนงบประมาณทางการศึกษา ไม่ใช่ว่ามันน้อยมาก
แต่ผมคิดว่า ใช้ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า
เพราะเราไปสร้างอะไรๆมากเกินไป จนมีงบทางด้านอื่นๆน้อยลง

เป็นบทความที่ดีครับ เปรียบเทียบไทยกับอินเดียที่มีระบบกู้เงินเรียน
แต่ของอินเดีย ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาถูกมากเมื่อเทียบกับไทย
และค่าจ้างที่ได้รับเมื่อเรียนจบก็มากพอใช้หนี้เงินกู้ ต่างกับไทยเรา
ที่ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงกว่ามาก แถมจบมายังได้ค่าจ้างไม่พอ
สำหรับใช้หนี้เงินกู้อีกต่างหาก ขอบคุณสำหรับบทความครับ..
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
so what?
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,729


« ตอบ #14 เมื่อ: 05-07-2006, 02:26 »

ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของอินเดียถูกมากจริงๆ
พ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยหลายคนส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติที่อินเดีย
ค่าใช้จ่ายปีละประมาณแสนบาท รวม room & board
ขณะที่เมืองไทยค่าเทอมอย่างเดียวปีละสามถึงห้าแสน
จบมาแล้วคุณภาพนักเรียนไม่ต่างกัน

ส่วนเรื่องจบมาแล้วมีงานทำคุ้มค่าใช้จ่ายตอนเรียนนี่
คงเป็นเพราะอินเดียตอนนี้เป็นเศรษฐกิจขาขึ้นมากๆครับ
บันทึกการเข้า
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #15 เมื่อ: 05-07-2006, 08:27 »


... เด็กจะเอาเงินไปใช้ทางไหน มันขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางจิตใจของเด็ก ซึ่งหน้าที่ปลูกฝัง เป็นของครอบครัว และของสังคม.........ถ้าสังคมเหลวแหลก จะคาดหวังคนดี เด็กดี จากความเหลวแหลกนั้นได้อย่างไร...

... ประเทศไทย สังคมไทย ระบอบการศึกษาไทย....เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ คุณลองสังเกตตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน รับนักศึกษาปี 1 ปีละเท่าไหร่ บางมหาลัยรับเด็กเข้ามาก่อน ค่อยประกาศรับอาจารย์ผู้สอนก็มี.....บางสาขาวิชาไม่มีอาจารย์สอน เด็กก็ดูวิดีโอเอา......บางคณะ วิชาไหนยากๆ อาจารย์เขี้ยว ให้เด็กตกหลายคน...คุณเชื่อไหมว่าอาจารย์ท่านนั้นถูกคณะเรียกไปชี้แจง


ผมชอบใจที่ คุณJaoPing พูดถึงอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องที่ 1 เงินทุนที่กู้จากรัฐบาล
เรื่องนี้หลักการดีครับ เพราะจะได้ให้โอกาสเด็กที่มีปัญหาด้านการเงิน
แต่ในทางปฏิบัติล้มเหลวครับ เพราะว่า
- เด็กยากจนจริงบางคนไม่ได้กู้ยืม เนื่องจากกระบวนการที่มีปัจจัยมนุษย์มาเกี่ยวข้อง
- เด็กบางคนไม่ได้นำเงินไปใช้เพื่อการศึกษาอย่างแจริง
- ผู้เกี่ยวข้องไม่เข้าใจแนวคิดที่ว่า จะเอาปลาไปให้เขา หรือจะไปสอนเขาให้รู้จักวิธีหาปลา

เรื่องที่ 2 คุณภาพการศึกษาไทย
ขอให้คิดง่ายๆว่าผลผลิตที่ออกมาจะเก่ง ดี มีสุข ได้อย่างไร
ในเมื่อในตัวแม่พิมพ์เองก็หาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
แถมแนวคิดและการจัดการของสถาบันก็ไม่ได้มุ่งที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้และวัฒนธรรมอย่างจริงจัง

 Wink
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
หน้า: [1]
    กระโดดไป: