ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
30-10-2020, 17:32
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  [เอามาให้ลองอ่าน] คลื่นวิทยุ แนวรบใหม่ของฝ่ายเชียร์ทักษิณ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
[เอามาให้ลองอ่าน] คลื่นวิทยุ แนวรบใหม่ของฝ่ายเชียร์ทักษิณ  (อ่าน 1846 ครั้ง)
Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« เมื่อ: 02-07-2006, 11:44 »



• ทักษิณฯ เปิดพื้นที่รายการวิทยุ หวังเรียกศรัทธา-รับการเลือกตั้ง
• ช่องโหว่ของวิทยุชุมชน ที่ฝ่ายหยุดระบอบทักษิณฯ ยากจะฝ่ากำแพง
• จับตาฝ่ายหนุนฯ เปลี่ยนแนวรบใหม่ เน้นสื่อวิทยุชุมชนกระตุ้นรากหญ้า
• เฝ้าระวัง! ซ้ำรอยเหตุนองเลือด จากรายการวิทยุเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว


หมายเหตุ : รายงานชิ้นนี้เป็นเพียงการทดลองค้นหาข้อมูลต่างๆ นำมเป็นบทสรุปของรายงานชิ้นนี้ ซึ่งอาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง อย่างไรก็ตามสมาชิกท่านใดที่มีข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถเสนอแนะ หรือวิพากษ์วิจารณ์ ติติง เพื่อให้การทำรายงานชิ้นต่อไปเป็นไปด้วยความเข้มข้นมากขึ้น - ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 02-07-2006, 11:49 »

เสียงตามสาย ‘ทักษิณ’ กลับมาแล้ว!!!

เป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาแก่บรรดาสาวกฝ่ายเชียร์รัฐบาล เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจกระทันหัน ที่กลับมาจัดรายการ “นายกทักษิณฯ คุยกับประชาชน” อีกครั้งหนึ่ง ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM. 92.5 MHz. ในวันเสาร์แรกของกลางปี 1 กรกฎาคมนี้

ทำเอาวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ ทั้งวิทยุเครือข่ายร่วมๆ 145 สถานี และโทรทัศน์ช่อง 11 ต้องสับหลีกให้กับเวลา 1 ชั่วโมง หลังเคารพธงชาติทุกเช้าวันเสาร์ เป็นเวทีพ่นน้ำลายหน้าไมค์ของท่านผู้นำ (ที่แม้จะตีตราว่าเป็นเพียงแค่รักษาการณ์ก็ตามที...)

ไม่นับวิทยุชุมชน และเสียงตามสายประจำหมู่บ้าน ที่นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะต้องตื่นขยี้ตา ฟังเสียงบ่นคนเดียว (ที่ไม่สมกับชื่อรายการ) หลังจากช่วงเว้นวรรคของท่านผู้นำที่ผ่านมา วันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกอาทิตย์ ชาวบ้านชาวช่องต่างหลับสบาย ท่ามกลางความเงียบสงบของการแย่งชิงอำนาจ และความร้อนระอุทางการเมือง

จะน่าดีใจก็ตรงที่ แฟนคลับที่ไม่ได้ยินเสียงการโชว์วิชั่นเว่อร์ๆ อย่างถึงพริกถึงขิงมาตั้งนาน คงจะดีอกดีใจที่ได้ฟังเสียงของท่านผู้นำที่ตนเองชื่นชอบกันแบบเต็มๆ พร้อมๆ ไปกับอาการเคลิ้มตามผู้นำ ด้วยภาพที่วาดไว้จากเสียงภายในลำคออย่างสวยหรู ส่วนสำนักข่าวหลายแห่งก็มีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ พอเก็บตกไปได้สักสองสามประโยค

หลายคนตั้งข้อสังเกต ถึงการกลับมาจัดรายการของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ เริ่มกันที่นับตั้งแต่หลังจากยุบสภา ก็ไม่มีเวทีให้แสดงวิสัยทัศน์ อยากจะระบายอะไรให้ประชาชนฟังผ่านสื่อก็ทำได้แค่สัมภาษณ์แบบ “ปากไว” ไปวันๆ เรื่อยไปจนกระทั่งสาเหตุที่แท้จริง เพื่อเรียกคะแนนสงสาร จากวิกฤตศรัทธาที่บั่นทอนความเชื่อของนายกฯ ทักษิณนี่เอง ที่กลายเป็นว่าทำให้วลียอดฮิต “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ถึงกับเสื่อมจนคะแนนนิยมจนแน่นิ่ง

จะต่างกันก็ตรงที่ ประชาชนระดับบนจนถึงรากหญ้าที่ยังคิดไปว่า “ทักษิณฯ ทำดี” อย่างไม่ลืมหูลืมตาเท่านั้น!!!

ในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ การชิงพื้นที่สื่อระหว่างรัฐบาล ที่จะต้องต่อกรกับฝ่ายพันธมิตร เป็นไปด้วยความลำบาก ในเมื่อสถานการณ์ทางการเมือง ที่ศรัทธาในตัวผู้นำเกิดอาการ “เดี้ยงไม่เป็นท่า”

สื่อโทรทัศน์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล และบิดเบือนข้อเท็จจริงในการชุมนุม นับตั้งแต่การชุมนุมกู้ชาติ 4 กุมภาพันธ์ จนปัจจุบันหลายสำนักต้องรักษาระยะห่างกับการเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่ให้เสียสมดุลลงไป และโดยเฉพาะพื้นที่สื่อหนังสือพิมพ์ มีเพียงน้อยฉบับเท่านั้นที่ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง นอกเหนือจากการรายงานข่าวแบบปิงปอง (คนนั้นพูดอย่างนี้ คนนี้พูดอย่างนั้น) ทุกๆ วัน

ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2 เมษายนที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทยถึงกับต้องลงทุน ซื้อพื้นที่โฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ (ยกเว้นผู้จัดการเพียงฉบับเดียว) เต็มหน้าขาวดำ โดยใช้ชื่อว่า “สารไทยรักไทย” ความยาวประมาณ 4 ตอน เพื่ออธิบายถึงการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยอ้างว่าสื่อไม่ให้ความใส่ใจกับการรณรงค์เลือกตั้ง แต่หันมาให้ความสนใจกับการชุมนุมประท้วงแทน

นับตั้งแต่ประกาศยุบสภาเป็นต้นมา พ.ต.ท.ทักษิณ มีพื้นที่เปิดใจแบบเต็มๆ เพียงแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น ทั้งการออกรายการถึงลูกถึงคน ช่วงเวลาเดียวกับที่สนธิ ลิ้มทองกุล จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ กลางท้องสนามหลวง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง และหลังจากการเลือกตั้งจึงได้ออกรายการกรองสถานการณ์ ภายใต้ชื่อตอนว่า “เปิดใจทักษิณ” ก่อนประกาศเว้นวรรคทางการเมืองเพียงไม่กี่วันถัดมา

การที่ว่างเว้นจากการชิงพื้นที่สื่อของรัฐบาลนี่เอง ในช่วงที่สถานการณ์ของรัฐบาล (รักษาการ) และพรรคไทยรักไทยเริ่มมีรอยร้าวเป็นเสี่ยงๆ พ.ต.ท.ทักษิณคงอดที่จะนิ่งเฉยไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับมาเปิดพื้นที่เพื่อสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้อีกทาง

และด้วยสายสัมพันธ์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่ขึ้นตรงอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในขณะนี้ผลงานรับใช้รัฐบาลในฐานะเป็นกระบอกเสียงหลัก (จนหลายคนลืมภาพของฉายา “กรมกร๊วก” ไม่ได้) ยังทำหน้าที่ได้ดีเสมอต้นเสมอปลาย จึงเปิดไฟเขียวให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเวทีให้ได้ลับฝีปากกันอีกรอบ นั่นก็คือการกลับมาจัดรายการ “นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน”

ผลที่คาดหวังครั้งนี้ นอกเหนือจากจะเรียกวิกฤตศรัทธาจากประชาชนที่ตอนนี้เริ่มกู่ไม่กลับ กับภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรีแล้ว ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งวันที่ 15 ตุลาคมที่จะถึงนี้ มองไปไกลได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถือโอกาสหาเสียงกันทางอ้อม ด้วยความได้เปรียบที่ตนเองยังรักษาการนายกรัฐมนตรี จนโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ “องอาจ คล้ามไพบูลย์” ถึงกับบอกว่าเป็นการเอาเปรียบกันอย่างเห็นๆ

ไม่ว่าจะจัดรายการอย่างไร จะพูดแบบไหน จะมีประเด็นอะไรให้ได้ติดตาม แต่สุดท้ายแล้ว ก็คงหนีไม่พ้น “ความน่าเชื่อถือ” ของประชาชน จะทำให้ศรัทธาที่มีต่อผู้นำเกิดขึ้น จนต้องหลับหูหลับตา กลับมาใช้วลี “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” กันอีกหรือเปล่า

เพราะอย่างกรณีล่าสุด หลังจากที่นายกฯ สั่งปิดปากข้าราชการโดยใช้คำว่า “ผู้มีบารมี” ดูเหมือนฝ่ายพันธมิตร ที่มีเวทีทุกเย็นวันศุกร์ ได้ใจกันไปเต็มๆ ชนิดที่ว่าไม่ต้องขุดเรื่องของเมืองนอกเมืองนาอย่างฟินแลนด์กันอีกแล้ว!!!
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 02-07-2006, 11:51 »

วิทยุชุมชน ดาบสองคมของความได้เปรียบ

อุปสรรคที่สำคัญของการต่อต้านระบอบทักษิณฯ คือการสื่อสารให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจถึงความเลวร้ายในตัวผู้นำ ที่ประพฤติตนดำรงตำแหน่งไปในทางมิชอบ ซึ่งสื่อก็นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ก็ตาม

ในปัจจุบัน การปฎิรูปสื่อยังไม่มีความชัดเจนนัก เพราะฉะนั้นการเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล บนพื้นฐานของการทำหน้าที่สื่อสารมวลชน จึงจำกัดอยู่ในวงแคบๆ เพียงแค่สื่อที่ทำหน้าที่ “เฉพาะกลุ่ม” เท่านั้น

เมื่อพูดถึงสื่อวิทยุในปัจจุบัน แม้จะมีความหลากหลายในตัวปริมาณ แต่เมื่อลงลึกถึงคุณภาพ กลับหาได้เพียงแค่ “คลื่นเพลง” ที่เปรียบเสมือนเครื่องมือโปรโมตของค่าเทปเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น จะหาคลื่นที่เป็นคลื่นแห่งสังคมข่าวสาร คงหาได้ยาก และน้อยลงเต็มที

และเท่าที่สำรวจ คลื่นข่าวก็ยังทำหน้าที่ได้แค่นำเสนอแบบอ้อมๆ โดยขาดซึ่งการเจาะลงลึกในประเด็นต่างๆ ด้วยความเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐ หรือต้องสงวนท่าทีในการนำเสนอไม่ให้กระทบกระเทือนต่อฝ่ายรัฐบาลมากเกินไป เพราะนั่นคือสถานะเป็นเพียง “ผู้เช่าช่วงเวลา” ตามสัญญาสัมปทาน ที่จะกระทำการใดๆ ไม่ให้กระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์เจ้าของคลื่น อันมีผู้ที่มีอำนาจควบคุมกลไกต่างๆ อยู่

ไม่นับรวมค่าโฆษณา ที่เปรียบเสมือนเม็ดเงินที่จะทำให้สถานีอยู่รอด เมื่อผู้ซื้อโฆษณาประเภท “บิ๊กล็อต” ส่วนหนึ่งเป็นถึงบริษัทรายใหญ่ ที่มีสายสัมพันธ์กับผู้ที่มีอำนาจ แต่นั่นก็ต้องแลกเพื่อหล่อเลี้ยงต้นทุนสถานี ที่สูงขึ้นเกือบนับสิบล้านบาทต่อเดือน

ส่วนวิทยุต้นทุนต่ำที่มีชื่อเป็นทางการว่า “วิทยุชุมชน” นั้น แม้จะมีผู้จัดมากรายเปิดกันมาก แต่นั่นก็เป็นเพียงผู้จัด ที่มีวัตถุประสงค์เพียงแค่ ต้องการศึกชิงพื้นที่สื่อเป็นของตนเอง เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำ เพียงแค่เครื่องส่งสัญญาณมูลค่าเพียงหลักแสนต้นๆ ก็สามารถทำกำไรจากการต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาสินค้า หรือการโปรโมตเพลง

แม้วิทยุชุมชนจะมีช่องโหว่ทางกฎหมายมากมาย ทั้งการส่งสัญญาณกระจายเสียงที่ถึงจะใช้สูตร 30-30-15 เป็นหลัก (กำลังส่ง 30 วัตต์ - เสาส่งสัญญาณสูงจากพื้นดิน 30 เมตร - รัศมีการออกอากาศ 15 กิโลเมตร)  เพื่อควบคุมไม่ให้สัญญาณออกนอกลู่นอกทาง จนรบกวนวิทยุการบินและวิทยุหลัก แต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เลี่ยงบาลีด้วยกันทั้งนั้น แถมบางคลื่นยังมีการส่งสัญญาณเชื่อมเครือข่ายอย่างน้อย 2-3 สถานีให้ครอบคลุมฐานผู้ฟังทุกพื้นที่

หรือจะเป็นการจัดตั้งวิทยุชุมชน แม้จะเป็นไปตามสิทธิ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 40 และมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 และมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 ระบุถึงการผ่อนผันให้สามารถออกอากาศในนามจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน โดยไม่ถือว่าเป็นการจัดสรรคลื่นความถี่

แต่ก็มีสิ่งที่เสมือนเป็นก้างขวางคอ กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสช.) ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ โดยสมบูรณ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข จึงมีอำนาจรักษาการตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 และ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ มาตรา 80 ไม่เปิดช่องให้มีการจัดสรรคลื่นและออกใบอนุญาตประกอบการ และมติ ครม.เรื่องการผ่อนผันวิทยุชุมชนไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงให้อำนาจนายกรัฐมนตรีที่จะออกคำสั่ง หรือกระทำการใดๆ เมื่อนายกฯ เห็นสมควรเท่านั้น แต่การจะให้มติ ครม. มีผลบังคับใช้ได้ต้องมีกฎหมายรองรับด้วย กรณีนี้เมื่อไม่มีกฎหมายรองรับ การจับกุมผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายก็ยังดำเนินการต่อไป
และด้วยกฎหมายที่มีช่องโหว่อยู่นั่นเอง สภาพวิทยุชุมชนทั้ง 4,000 แห่งทั่วประเทศ ทุกแห่งจึงตกอยู่ในสภาพเดียวกัน เมื่อวิทยุชุมชนคลื่นไหนออกนอกลู่นอกทาง ไม่สนับสนุนเป็นกระบอกเสียง ป่าวประกาศผลงานของฝ่ายรัฐบาล หรือปันใจให้ฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป ก็อาจจะต้องถูกเพ่งเล็งจนถึงขั้นถูกดำเนินดคี ยัดเยียดข้อหาอย่างไม่เป็นธรรม

ตัวอย่างคดีประวัติศาสตร์ที่จังหวัดอ่างทอง เมื่อคลื่นวิทยุชุมชนเขตไชโยถูกศาลจังหวัดอ่างทองตัดสินให้จำคุก 4 เดือน ปรับ 40,000 บาท ในข้อหานำเข้าเครื่องส่งวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งๆ ที่วิทยุชุมชนทั้งหมดก็เข้าข่ายผิดกฎหมายแบบเดียวกัน แต่ไม่ถูกจับกุม จะมีบางแห่งที่ถูกจับกุมเพราะทำผิดเงื่อนไขในเรื่องของสูตร 30-30-15 อยู่บ้าง

ยังมีความจริงอีกอย่างหนึ่งตรงที่ อำนาจรัฐพยายามแทรกแซงวิทยุชุมชนมาโดยตลอด ตั้งแต่แอบสั่งการไปยังผู้ว่าฯ บังคับให้ถ่ายทอดรายการนายกทักษิณฯ คุยกับประชาชน และจับกุมวิทยุชุมชนที่กระจายเสียงรายการที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล อย่างรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร และการชุมนุมกู้ชาติ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่วิทยุชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงรายถูกจับกุมหลังถ่ายทอดรายการ

ซึ่งปรากฏว่ามีนายตำรวจระดับผู้การในพื้นที่มาเจรจากับเจ้าของสถานี แจ้งว่ามีหนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำเนินการปิดสถานีวิทยุชุมชนที่ทางตำรวจเกี่ยวข้อง แต่ตำรวจในพื้นที่หลายจังหวัดไม่อยากดำเนินการเพราะโจทก์ที่แท้จริงคือกรมประชาสัมพันธ์ และกรมไปรษณีย์โทรเลข แถมทางตำรวจไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะตรวจสอบว่าคลื่นวิทยุมีการรบกวนหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการใช้วิธีเจรจากับทางตำรวจ โดยสรุปว่าจะระงับการถ่ายทอดการชุมนุมประท้วง หรือรายการที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลแทน ทั้งการถ่ายทอดเสียงจากโทรทัศน์ ASTV ทางอินเตอร์เน็ต แพร่ข่าว หรือกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการต่อรอให้สามารถดำเนินการต่อไปได้

และนี่คือความระส่ำระส่าย ที่ถือเป็นการได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ เพื่อปิดหูปิดตาประชาชน ซึ่งกลายเป็นช่องในการเลือกปฏิบัติ และการแทรกแซงเสรีภาพของสื่อในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยอ้างเรื่องกฎหมายมากีดกัน ซึ่งทำให้วิทยุชุมชนที่จากเดิมเปรียบเสมือนสื่อของชุมชน อาจจะกลายเป็นเพียงกระบอกเสียงของรัฐบาลโดยไม่เต็มใจ แต่ต้องทำอย่างสงบเสงี่ยมไปหมด

จนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะไปที่ไหน เมื่อหมุนหน้าปัดวิทยุแล้ว มีเพียงน้อยคลื่นเท่านั้นที่จะพบเจอรายการที่เราต้องการ แต่ถูกเบียดบังด้วยสิ่งที่เราไม่ต้องการฟัง แต่เหมือนถูกยัดเยียดให้ฟังยังไงยังงั้น
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 02-07-2006, 11:52 »

Case Study : จับตา 94.25 กับการต่อยอดทางการ ‘ปกป้องทักษิณ’

สร้างปรากฏการณ์ขนาดย่อมๆ ได้พอสมควรสำหรับคลื่นวิทยุชุมชนเขตบึงกุ่ม 94.25 ที่ใช้ชื่อว่า “คลื่นคนรักชาติ” ขึ้นชื่อว่าเสมือนเป็นสื่อที่ปักธงว่า เป็นตัวแทนกลุ่มคนรักทักษิณอย่างชัดเจน

จากเดิมที่เป็นเพียงแค่เน้นเปิดเพลงลูกทุ่ง สลับกับพูดคุยร่วมกับนักการศึกษา พัฒนามาเป็นรายการนำข่าวรายวันมาพูด แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรง คลื่นคนรักชาติจึงถือโอกาสเปลี่ยนวิธีนำเสนอ โดยเปิดสายหน้าไมค์ให้ผู้ฟังโทร. มาระบายความในใจเกี่ยวกับประเด็นทั้งหลายอย่างเต็มที่

รายงานพิเศษจากสำนักข่าวฉบับหนึ่ง ได้สัมภาษณ์ “ประยูร ครองยศ” ชายวัย 46 ปี นักจัดรายการคลื่นคนรักชาติ ซึ่งเขาเปิดเผยถึงที่มาของคลื่นนี้ว่า นับตั้งแต่สถานการณ์ทางการเมืองไทยร้อนระอุตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ถือเป็นอานิสงส์ในการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและทางสังคมอย่างเต็มที่

แม้ผู้จัดจะอ้างว่าคลื่นคนรักชาติมีความเป็นกลางที่สุด นับตั้งแต่จัดรายการเป็นต้นมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ในสายตาผู้ฟังว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่โทร.แสดงความคิดเห็นหน้าไมค์เข้ามา ล้วนเชียร์รัฐบาล และเชียร์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

“แต่ก่อนคนที่โทรเข้ามาตอนท้ายรายการมีไม่กี่คน แต่ช่วง 2-3 วันก่อนที่คุณสมัคร สุนทรเวช ประกาศจะเลิกจัดรายการในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลับมีโทรเข้ามา 7 สาย พอหลังจากคุณสมัคร ประกาศเลิกจัดรายการ มีคนโทรเข้ามา 30 สาย ซึ่งเห็นว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติในสังคมแน่ๆ”

และนี่จึงกลายมาเป็น "เมืองไทยรายวัน" รายการไพร์มไทม์ความยาว 2 ชั่วโมงในช่วงเย็นวันธรรมดา และพิเศษ 3 ชั่วโมงในวันหยุดสุดสัปดาห์ สร้างเรตติ้งให้กับผู้ฟังที่ส่วนใหญ่จะเป็นโชเฟอร์แท็กซี่ และผู้ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยโดยตรง

ประเด็นที่ประยูรบอกว่าถูกพูดถึงในรายการบ่อยครั้ง คือปัญหาทั้งหลายเกิดจากผู้คนในสังคมเห็นแก่ตัว และสื่อมวลชนที่ไม่เป็นกลาง ที่ประยูรจะต้องมีอารมณ์ร่วมกับผู้ฟังทางบ้าน ในทำนองว่าเห็นด้วยอยู่บ่อยๆ นอกเหนือจากประเด็นที่เป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนายกฯ พระราชทาน ประเด็นมาตรา 7 หรือเรื่อง กกต.

ประยูรยืนยันว่า สายที่โทรเข้ามาส่วนใหญ่ไม่มีการเซ็นเซอร์ คนที่โทร.ไปแสดงความคิดเห็นออกอากาศ เมื่อโทร.เข้ามาแล้ว เจ้าหน้าที่จะมีการถามชื่อ และให้รอคิว ก่อนที่จะปล่อยให้พูดออกอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่หากเป็นแฟนรายการขาประจำ ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันอยู่แล้ว

แต่หากคนที่มีความคิดแตกต่าง ต้องไปโต้เถียง หรือชี้แจงแสดงเหตุผลสนับสนุนความคิดเห็นกันเองกลางอากาศกับผู้จัดรายการกันเอง ซึ่งมีสิ่งที่ห้ามพูดออกอากาศคือ “คำหยาบคาย” ที่ประยูรอ้างว่าคลื่นประชาธิปไตย  (92.25) ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณฯ นิยมใช้อยู่บ่อยครั้ง!

จะว่าไปแล้ว คลื่นคนรักชาตินี้ รัศมีการรับฟังอยู่ในระดับชัดแจ๋ว หากไม่มีตึกสูงบังให้เป็นจุดอับสัญญาณ นับตั้งแต่ตอนเหนือแถบๆ สายไหมไปยังฝั่งตะวันออก ไล่ลงมาจนกระทั่งแถบๆ บางนา-เทพารักษ์ ซึ่งโชเฟอร์แท็กซี่ที่รับฟังคลื่นนี้อย่างเด่นชัดที่สุดส่วนใหญ่จะกระจายตัวอยู่ย่านศรีนครินทร์ ลาดพร้าว สุขาภิบาล 2 เรื่อยไปจนกระทั่งมีนบุรี  จากคำบอกเล่าของประยูร หากคนขับแท็กซี่ขับไปไกลแล้วรับคลื่นนี้ไม่ได้ ก็จะขับวนหากินอยู่แต่ในบริเวณที่รับได้

จากเดิมกลุ่มผู้ฟังซึ่งส่วนมากเป็นคนขับแท็กซี่ ที่ขับขี่หากินอยู่ในย่านนั้นเป็นหลัก กระแสแบบปากต่อปาก และต่อยอดมาจนกลายเป็น “ชมรมคนรักชาติ” ที่ตั้งขึ้นมาโดยอ้างว่าเพื่อสนับสนุนให้คนหันมามีส่วนร่วมทางการเมือง  ปัจจุบันมีสมาชิกชมรมนี้อยู่ในหลักพันคน

กลยุทธ์ชมรมคนรักชาติ ที่ใช้วิธีไล่แจกใบสมัครสมาชิกตามรถแท็กซี่ต่างๆ ทุกวันนี้ คลื่นคนรักชาติขยายกิจกรรมนอกหน้าปัดวิทยุ เป็นเวทีเสวนากลางฮอลล์ของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง มีประชาชนร่วมรับฟังหลายร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเคยแสดงการสนับสนุน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย

และยิ่งสายสัมพันธ์ของกลุ่มหนุนรัฐบาล ไล่ตั้งแต่สมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ ที่มีแกนนำอย่าง “ชินวัฒน์ หาบุญพาด” เคยสร้างผลงานจัดตั้งเวทีสวนจตุจักร และการปิดล้อมอาคารเนชั่นทาวเวอร์มาแล้ว จนกระทั่งชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ภายใต้การนำอย่าง “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” ที่เป็นหนึ่งในแนวร่วมขบวนการสนับสนุนรัฐบาลบนเว็บไซต์พันทิปราชดำเนิน ก็ยิ่งเป็นการเสริมจุดแข็งให้กับชมรมคนรักชาติ ในการขยายฐานสมาชิก และการปลุกระดมกำลังมวลชนอีกด้วย

และนี่คือกลยุทธ์ ที่ดูเหมือนจะตามรอยการสร้างฐานมวลชน จงใจที่จะคล้ายเวที “เมืองไทยรายสัปดาห์” ของสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างเห็นได้ชัด และมวลชนที่รวมตัวกันเหล่านี้ จะต่อยอดความเคลื่อนไหว จะจัดการชุมนุมเพื่อปกป้องในสิ่งที่ตนเองปรารถนาอย่างไร

สำหรับสงครามชิงความเป็นผู้นำมวลชน ในการต่อรองอำนาจของแต่ละฝ่าย เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง!!
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 02-07-2006, 11:55 »

สายลมที่หวนคืน...บนหน้าปัดวิทยุ

คนที่ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับ ‘ประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำ’ คงจะไม่รู้ถึงเหตุนองเลือด

ที่คนผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเดือนตุลาฯ ต้องน้ำตานองหน้ามาแล้ว

ทราบหรือไม่ว่า 6 ตุลาคม 2519 เป็นอีกเหตุการณ์นองเลือด ที่เกิดจากเสียงที่กระจายผ่านทางคลื่นวิทยุ

“วิทยุยานเกราะ” ในยุคนั้น สร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนด้วยกันเอง

โดยมีบุคคลที่เสมือนกระบอกเสียงรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ปัจจุบันทั้งคู่ถึงกับเป็นถึงเพื่อนสนิท

และทั้งคู่นี้ ยังเพ่นพ่านตามสื่อต่างๆ ทำหน้าที่ “ใบบอก” แบบเดิมๆ อย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนจนถึงปัจจุบัน

...

คนแรก ... เป็นถึงรัฐมนตรีในรั้วกระทรวงหนึ่ง ที่มีอำนาจทางทหาร คุมกำลังในฐานของฝ่ายทหารอย่างเต็มเหนี่ยว

อีกคนหนึ่ง ... เขาเป็นเพียงแค่โฆษกรัฐบาล ที่พร้อมจะรับใช้บรรดาคนใหญ่คนโตได้ตลอดเวลา

ข้อกล่าวหาที่ว่า นักศึกษาที่มาชุมนุมในรั้วธรรมศาสตร์ มีพวก “คอมมิวนิสต์” แฝงอยู่ในกลุ่มด้วย

เป็นเสียงที่ออกมาจากปาก ของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ บนหน้าปัดวิทยุยานเกราะ

และในเวลาต่อมา คู่หูของเขาอีกคน ก็ออกมายืนยันถึงคนที่เป็นฝ่าย “คอมมิวนิสต์” แฝงในกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าว

นี่จึงเป็น “น้ำผึ่งหยดเดียว” ที่ใครฟังแล้ว เป็นต้องโกธรจนเลือดพล่าน ไม่พอใจที่ตนเองถูกเหมารวมแบบนั้น

นำมาซึ่งการนองเลือด สร้างความสูญเสียจนคนที่ผ่านเหตุการณ์ ยากที่จะลืมเลือนภาพเหล่านั้น

...

ปี 2549 ... 30 ปีผ่านไป จากคำบอกเล่าของอดีตคนเดือนตุลาฯ ที่เราพอจับใจความได้แค่นั้น

สิ่งที่เป็นชนวน “ความแตกแยก” ในสังคม หวนคืนกลับมาอีกครั้ง ด้วยผู้นำที่ขาดจริยธรรม และผิดชอบชั่วดี

การต่อสู้ระหว่างประชาชนฝ่ายหนุน กับประชาชนฝ่ายต้าน โดยผู้มีอำนาจรู้เห็นเป็นใจ และบงการอยู่เบื้องหลัง

...

สื่อวิทยุ กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ในการสื่อสาร ปลุกระดมความเชื่อด้านเดียวให้เกิดความสับสน

เราไม่รู้ว่า หากประชาชนที่ได้รับฟังสิ่งเหล่านี้ แล้วถูกสั่งสมในเวลานาน ความเชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อจะเป็นอย่างไร

และความเชื่อเหล่านั้น ในวันใดวันหนึ่ง หากถูกอาการ “ใบสั่ง” ขึ้นมาต่อสู้กับประชาชนที่มองอีกด้านด้วยกันเอง

เราไม่รู้เลยว่า เขาจะต้องใช้ความป่าเถื่อนทางอารมณ์ ... ต่อกรโจมตีกับฝ่ายที่เคลื่อนไหวอย่างมีระบบอย่างไร

และผลความสูญเสียที่เกิดขึ้น จะมหาศาลจนยากจะเยียวยาขนาดไหน ยากเกินกว่าจะคาดเดา

เป็นสิ่งที่ผู้นำ “พูดอย่างทำอีกอย่าง” ไม่พบเห็น และปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ กับการจัดตั้งฐานมวลชนเท่าไหร่นัก

หากคนที่แบกภาระ และเตรียมที่จะรับกรรมกับการเผชิญหน้า กลายเป็นประชาชนคนไร้อำนาจใดๆ ด้วยกันเอง
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 02-07-2006, 11:56 »

เลือกคลื่น... เลือกฟัง... เลือกตัดสินใจ
   
คลื่นวิทยุมีมากมาย แต่ถ้าจะต้องให้เลือกฟังคลื่นที่จัดไว้ให้สำหรับคนที่มีระดับความคิดอย่างเราๆ  รายงานพิเศษฉบับนี้มีคลื่นวิทยุ ที่แนะนำให้ผู้อ่านทุกท่านได้ฟัง มานำเสนอดังต่อไปนี้ ส่วนผู้อ่านท่านใดอยู่นอกพื้นที่ ไม่สามารถติดตามรับฟังได้ บางคลื่นสามารถรับฟังทางอินเตอร์เน็ตได้

เริ่มต้นด้วยคลื่นวิทยุหลัก มาที่ FM 90.5 วิทยุเนชั่น แม้เจ้าของเวลาตัวจริงจะเป็นของกรมการพลังงานทหาร ที่มีบริษัทสมาร์ทบอมบ์รับช่วงต่อ แต่รายการส่วนใหญ่ที่ทางเนชั่นผลิตจะอยู่ในวันธรรมดา บางรายการอย่าง “เก็บตกจากเนชั่น” ก็ถ่ายทอดเสียงจากทางโทรทัศน์ เนชั่นชันนัล ไททีวี 1 ส่วนรายการอื่นๆ จะเป็นรายการปกิณกะเฉพาะ เช่น คนรักบ้าน รู้เรื่องรถกับพัฒนเดช หรือเงินทองต้องรู้ กับวีระ ธีรภัทร
 
ส่วน FM 101 ไอเอ็นเอ็น นิวส์ ชันนัล แม้จะต้องเจียดเวลาให้กับทางแฟมิลี่ โนว์ ฮาว บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อถ่ายทอดเสียงจาก มันนี่ ชันนัล ยูบีซีช่อง 97 แต่รายการข่าวก็ยังมีอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวยามเช้า ที่มีเติมศักดิ์ จารุปราณ ที่ยอมเจียดเวลาก่อนจัดรายการที่บ้านเจ้าพระยา และอวัสดา ปกมนตรี หรือจะเป็นรายการ 101 องศาข่าว ที่มีพิสิทธิ์ กีรติการกุล และนิธินาถ ราษฎร์นิยม

ลืมบอกไป ทั้งสองคลื่นนี้ผลิตรายการข่าวต้นชั่วโมงเป็นของตนเอง หากใครที่ฟังคลื่นอื่นๆ แล้วต้องมาเจอข่าวต้นชั่วโมงของวิทยุกองทัพบก (ที่จับประเด็นอะไรไม่รู้มาให้ฟัง) ก็หันมาหมุนทั้งสองคลื่นนี้ได้

ส่วนวิทยุชุมชน ในกรุงเทพฯ มีอยู่สองคลื่นหลักๆ ที่ถือเป็นการปักธงรบกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น คลื่นสามัญประจำบ้าน วิทยุชุมชนเจ้าฟ้า FM 97.75 ที่เจ้าของคลื่นก็คือทางค่ายผู้จัดการ คลื่นนี้แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการถ่ายทอดเสียงจากโทรทัศน์เอเอสทีวี ช่องนิวส์วันเป็นหลัก แต่ก็มีรายการในช่วงไพร์มไทม์ให้ได้ติดตาม

ทั้งรายการสถานการณ์ประจำวัน โดยสำราญ รอดเพชร และรายการ Metro Life โดยต่อพงษ์ เศวตามร์ และอำนาจ เกิดเทพ แต่หากวันใดมีการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร และการชุมนุมประท้วงต่างๆ ก็จะมีการถ่ายทอดเสียงทั้งทางวิทยุและอินเตอร์เน็ตอีกด้วย

คลื่นนี้หากอยู่บริเวณย่านพระนคร บางลำภู สนามหลวง ป้อมปราบศัตรูพ่ายและสัมพันธวงศ์จะได้ยินชัดเจน แต่เมื่อห่างออกไปแล้ว จะมีคลื่นอื่นแทรกโดยใช้คลื่นความถี่ใกล้เคียงกัน หรือกระจายเสียงแรงกว่ารบกวน เคยทดสอบด้วยการเปิดคลื่น 97.75 ย่านบางพลัด ปรากฏว่ามีคลื่นอื่นแทรก เท่าที่จำได้ก็เป็น บัส เอฟเอ็ม ของเอไทม์มีเดีย เมื่อขับออกไปยังถนนเพชรบุรีตัดใหม่ จะมีอยู่คลื่นหนึ่งที่ออกมาด่าพันธมิตรโผล่ขึ้นมาแทรกอย่างน่าตกใจ!

ส่วนอีกคลื่นหนึ่งที่มีข่าวเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ FM 92.25 คลื่นประชาธิปไตย แม้คลื่นนี้ผู้จัดตั้งปณิธานเอาไว้ว่าเป็นคลื่นข่าวที่มีการวิเคราะห์ข่าวสารการเมืองอย่างตรงไปตรงมา จนทำให้มีผู้ฟังติดตามกันมาก แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ฟัง ทั้งการที่เสี่ยประชัย (เลี่ยวไพรัตน์) เจ้าของทีพีไอให้การสนับสนุนอยู่ รวมไปถึงผู้จัดบางคนใช้คำไม่สุภาพในการออกอากาศ และเรื่องราวบางเรื่องยังเกินความเป็นไปได้จริง จนรายการขาดความน่าเชื่อถือ เช่น เรื่องของสถาบันเบื้องสูง

คลื่นนี้สามารถรับฟังได้ชัดเจนในย่านสาทร นราธิวาสฯ ยานนาวา ส่วนย่านสีลมอาจจะมีอุปสรรคตรงที่อาคารสูงบดบังสัญญาณ ย่านที่ฟังไม่ได้เลยจะเป็นย่านบางขุนเทียน เนื่องจากมีคลื่นวิทยุในจังหวัดปริมณฑลใกล้เคียงใช้คลื่นความถี่เดียวกัน

อีกหนึ่งคลื่นแม้จะเป็นคลื่นธรรมะ แต่เป็นธรรมะตามแบบฉบับของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปัณโณ FM 103.25 ที่กระจายเสียง ณ สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย 3 ในช่วงที่หลวงตามหาบัวฯ ถวายฎีกาแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยถ่ายทอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ปัจจุบันนี้ยังถ่ายทอดอยู่หรือไม่ ไม่เป็นที่ยืนยัน ถ้าต้องการฟังธรรมะตามแบบฉบับหลวงตามหาบัว คลื่นนี้ก็เป็นอีกแห่งที่ควรพิจารณา

สำหรับต่างจังหวัด แม้จะมีหลายคลื่นที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลเป็นส่วนมาก อย่างที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือคลื่นวิทยุชุมชนคนรักอุดร แต่ทางภาคใต้ เมื่อประชาชนที่นั่นเกิดการตื่นตัวทางการเมือง ก็มีคลื่นวิทยุที่ตอบสนองความต้องการ อย่างคลื่นวิทยุชุมชนคนรักสงขลาของ อ.ชาลี ณพวงษ์ ก็เป็นอีกหนึ่งคลื่น ที่นำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์บ้านเมืองให้รับทราบกัน อ.ชาลีเคยสร้างวีรกรรมนอกหน้าปัดวิทยุ เป็นถึงแกนนำฉีกบัตรเลือกตั้ง เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณฯ เมื่อคราวเลือกตั้งซ่อมอีกด้วย

(จบรายงาน)
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

มีคณา
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 463



« ตอบ #6 เมื่อ: 02-07-2006, 17:58 »

น่าสนใจและน่ากลัวค่ะคุณอโลฮ่า007

เกิดวันนึงนึกอยากระดมมวลชนไปอัดใคร .....ทำได้ทันทีเลยนะคะ

เป็นนายกแท้ๆทำไมไม่สร้างความปรองดอง สมานสามัคคีให้คนในชาติก็ไม่รู้
บันทึกการเข้า
น้องแบ๊งค์เองครับ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 800


« ตอบ #7 เมื่อ: 02-07-2006, 22:23 »

อ่านแล้วบอกตรงๆเลยครับว่ามันน่ากลัวมากๆเลยครับ จริงๆเราเองก้ต้องเฝ้าระวังด้วย แต่ในความเป้นจริง ถ้าเค้าจะรดมมวลชนแบบนั้นมันเหมือนจะต้องยุแยงหใมอบชนม็อบ แล้วคนไทยจะฆ่ากันเองเสวยอำนาจให้นายกคนนี้น่ะสิ เฮ้อ คนคนนี้ขยันก่อเวรจริงๆ
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #8 เมื่อ: 03-07-2006, 13:24 »

แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างก็เริ่มสอดคล้องกับการ "ปฏิวัติ" ที่ได้มีแว้วออกมาก่อนหน้านี้

จะเป็นจริงหรือไม่ / อย่างไรต้องตามกันต่อไป...
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
มีคณา
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 463



« ตอบ #9 เมื่อ: 03-07-2006, 13:37 »

อีกอย่างสังเกตว่าวิทยุปลุกระดมพวกนี้ (ขอยืมคำลุงหมักมาใช้หน่อย) ขนาดเป็นวิทย์ชุมชนยังรับฟังได้ชัดเจนมากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับวิทยุฟากพันธมิตร
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #10 เมื่อ: 03-07-2006, 23:24 »

ถ้าให้คนรักทักษิณ สาวกฯ หวอรูม เข้ามาอ่าน ก็จะ"แผ่นเสียงตกร่อง"อีกครั้งว่า
รัฐบาลรักษาการฯ นี้ให้สิทธิเสรีภาพในการรับฟังและการแสดงออกของประชาชนอย่างที่สุด
ส่วนสื่อฯต่างๆ รักทักษิณ เพราะทักษิณเป็นคนดีของพวกสื่อฯ จึงต้องปกป้องเหมือนพวกเขา.....


บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ThailandReport
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,415


« ตอบ #11 เมื่อ: 04-07-2006, 12:41 »

พูดถึง หมัก แล้ว ขออ๊วก ที


อ๊วก
บันทึกการเข้า

The only thing necessary for the triump of evil is for good men to do nothing !!
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย !
หน้า: [1]
    กระโดดไป: