ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
16-09-2019, 13:51
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  **ชนชั้นกลางให้เร่งแต่งงานและผลิตลูกจะส่งเสริมการปกครองในระบอบ ปชต.ได้** 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
**ชนชั้นกลางให้เร่งแต่งงานและผลิตลูกจะส่งเสริมการปกครองในระบอบ ปชต.ได้**  (อ่าน 3304 ครั้ง)
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« เมื่อ: 26-09-2008, 11:12 »

ชนชั้นรากหญ้า หรือ กลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยในสังคมถือเป็น ประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดของประเทศ คือ ประมาณ 70% จากทั้งหมด 65 ล้านคน

ทุกครั้งที่มีการหยิบยกการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย ก็มุ่งเน้นให้ ประชากรในกลุ่มคนรากหญ้าของประเทศมีการศึกษาดีขึ้น โดยรัฐบาลหันไปทุ่มงบเพื่อกระจายการศึกษาให้เท่าเทียมกันทุกภูมิภาคทั่วประเทศ วาดหวังว่า อนาคตอันใกล้นี้ เมื่อประชาชนมีการศึกษาดีขึ้น รายได้ต่อหัวก็จะดีตามไปด้วย ทำให้การซื้อสิทธิ์ขายเสียงค่อยๆ หมดไปจากสังคมไทย

ผมคิดว่า ณ วันนี้ หลายๆ คนก็ยังหวังเช่นนั้นอยู่  แม้กรรมวิธีนี้จะมีการเดินทางมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว  แต่ยังไม่มีทีท่าว่า การซื้อเสียงจะหมดไปจากสารบบการเมืองไทย และ ประชาธิปไตยของไทยก็ย่ำต็อกอยู่กับที่ตลอดมา และผมก็ไม่เชื่อว่า วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ปีถัดๆ ไป  จะมีการซื้อเสียงเข้ามาเป็นนักการเมืองน้อยลงไป

มีแต่..เมื่อก่อนจ่ายหัวละ 120 บาท ปัจจุบันต้องจ่ายหัวละ 300 - 500 บาท ในอนาคตมีแต่จะเป็น 700 - 1000 บาท

มันพัฒนาเฉพาะค่าหัว ค่ากาบัตร แต่ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีการพัฒนาด้วยเลย

ชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนสังคมทั้งภาคเศรษฐกิจและการเมืองไทยมาตลอดศกของสังคมไทย เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาดี รายได้ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของสังคมไทย  และ จ่ายภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศอยู่ในเวลานี้ มีจำนวนไม่ถึง 30%  และที่น่าตกใจ คือ แนวโน้มจะน้อยกว่ากลุ่มรากหญ้าไปเรื่อยๆ ตราบใดที่สถิติการเกิดและการตายยังเป็นเช่นนี้อยู่

ชนชั้นกลาง กินอาหารดีกว่า อยู่ดีกินดีกว่า หนี้สินมากกว่า มีเรื่องให้คิดมากกว่า แต่งงานช้ากว่า มีลูกน้อยกว่า..และ..ตายเร็วกว่า

กลุ่มชนรากหญ้าจะแต่งงานและมีครอบครัวอยู่ในเกณฑ์อายุ 20 - 30 ปี แต่ชนชั้นกลางมีแนวโน้มว่า จะมีครอบครัวก็ต่อเมื่ออายุผ่านเลย 30 ปีไปแล้ว

กลุ่มชนรากหญ้า ปั๊มลูกทันทีที่มีคู่เป็นตัวเป็นตน ไม่สนใจการวางแผนครอบครัวมากนัก มีลูกเฉลี่ยครอบครัวละ 2 - 4 คน

ในขณะที่ชนชั้นกลาง คือ ผู้ที่วางแผนครอบครัวตลอดมาตั้งแต่เริ่มมีรายได้ ช่างเลือก เมื่อแต่งงานช้า บวกกับมีความเครียดจากหน้าที่การงาน  ก็จะไม่ค่อยมีเวลาผลิตลูก  อย่างเก่งมีบุตรกันครอบครัวละ 1 - 2 คน มากกว่านี้ก็บ่นว่าเลี้ยงไม่ไหวแล้ว

จำนวนประชากรก็น้อยกว่าชาวรากหญ้าอยู่แล้วหลายขุม หากใช้ชีวิตกันอย่างนี้ต่อไปก็จะมีแต่เล็กลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่กลุ่มรากหญ้าก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางก็มีครับ  แต่มันโตไม่ทันกัน  เพราะยังมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจนตลอดชีวิตอยู่อีก  ชนชั้นรากหญ้าส่วนใหญ่อายุยืนกว่าชนชั้นกลางนะครับ น่าจะประมาณ 5 - 10 ปี

ผมจึงขอรณรงค์ให้ชนชั้นกลาง โดยเฉพาะในบอร์ดแห่งนี้ ใครยังเป็นโสดให้รีบหาแฟน มีแฟนแล้วให้รีบแต่งงาน แต่งงานแล้วให้รีบผลิตลูกครับ

พวกคุณคือ ความหวังของประชาธิปไตยในไทย

อย่าไปหวังการปฏิรูปการศึกษาใดๆ เลยครับ
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
May The Force Be With You
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 331


ขอพลังสถิตย์กับท่าน


« ตอบ #1 เมื่อ: 26-09-2008, 11:16 »

คิดได้ไง   เหนือชั้นจริงจริง
บันทึกการเข้า

"เจไดที่ฉลาดมากๆ คนหนึ่งเคยบอกข้าไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะ แต่เราต้องสู้"
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #2 เมื่อ: 26-09-2008, 11:19 »

อ้าวตายเลย แล้วผมนี่ชนชั้นไหนเนี่ย

มีลูกตอน 28 แล้วก็มี ตั้ง 3 คน
บันทึกการเข้า
Ammika
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 167


หนูไม่ใช่ลิงนะจ๊ะ


« ตอบ #3 เมื่อ: 26-09-2008, 11:19 »

เห็นด้วยกับกระทู้ค่ะ แต่ในตัวเนื้อหานี่อยากให้ส่งเสริมเรื่องเพศศุึกษามากกว่านะ

หรือไม่ก็รณรงค์มีลูกมาจะยากจนก็ไ้ด้

จะว่าไปเด็กมันไวไฟจริงๆ แต่งานตั้งแต่ 14 15 ตอนนั้นเรายังมะรู้จัีกคำว่าแฟนเรยง่ะ
บันทึกการเข้า

เบื่อไอ้ปึ้ด...จริงๆ
BrettAnderson
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 180



« ตอบ #4 เมื่อ: 26-09-2008, 11:20 »

โธ่ จะให้ปั๊มลูก แค่ตอนนี้ผมหาแม่ของลูกผมที่ดีๆ ยังหาไม่ได้เล้ย

เป็นชนชั้นกลางมันก็เรื่องมากเป็นเงาตามตัว เลือกเยอะ เรื่องแยะ ไม่เหมือนชั้นรากหญ้า ที่หลับหูหลับตาปั๋มๆๆๆเอา

อีกอย่างการเลี้ยงเด็กในสังคมเมืองมีความยากลำบากกว่ากันมากนัก เราไม่สามารถปล่อยลูกเราวิ่งเล่นเหมือนเด็กในชนบทได้ อาหารการกินก็แพง สิ่งยั่วยุมันก็เยอะ

ฟันธงว่าแผนนี้ยากกว่าการปฏิรูปการศึกษาเสียอีกครับ

ฟันเธอ เอ๊ย ฟันธง
บันทึกการเข้า

มารุจัง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,761


@^____^@


« ตอบ #5 เมื่อ: 26-09-2008, 11:21 »

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก พี่บอนนี่ เจ๋งมาก คิดได้ไงเนี่ย
ฮ่าฮ่าฮ่า....
 

แต่มารุฯ เป็นชนชั้นกลางที่สุดท้ายแล้วตัดสินใจว่า ไม่มีลูกค่ะ
เพราะ่ว่า มันมีลูกยากเย็นเหลือเกิน จนถอดใจไปเรียบร้อยแล้ว
ได้แต่ไปคอยยุให้พี่ ๆ น้อง ๆ ที่แต่งงานแล้ว มีลูกไวไวแทน...
น่าจะพอทดแทนกันได้นะคะ..
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย มิได้จบอยู่แค่การเลือกตั้ง
ปล.รูปจากเวบ ผจก.
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #6 เมื่อ: 26-09-2008, 11:25 »

 
พี่ตู้ จรัสพงษ์ ก็พูดแบบนี้เลย  Mr. Green


บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 26-09-2008, 11:26 »

บอกคำเดียวว่าอึ้ง

คิดได้ไงวะ

เห็นด้วยกับกระทู้ค่ะ แต่ในตัวเนื้อหานี่อยากให้ส่งเสริมเรื่องเพศศุึกษามากกว่านะ

หรือไม่ก็รณรงค์มีลูกมาจะยากจนก็ไ้ด้

จะว่าไปเด็กมันไวไฟจริงๆ แต่งานตั้งแต่ 14 15 ตอนนั้นเรายังมะรู้จัีกคำว่าแฟนเรยง่ะ

คนรู้จักคนนึงเล่าให้ฟังว่า แถวบ้านนอก เดี๋ยวนี้ เด็กอายุ 12-13 แมร่ง ก็เล่นผัวเล่นเมีย ไปอยู่ด้วยกันแระ (ผู้หญิงไปอยู่บ้านผู้ชาย แม่ผู้ชายก็เลี้ยงไปด้วย เหมือนลูกตัวเอง)

พอเดียน ม. ต้น หรือ ม. ปลาย จบ ก็เลิกกัน แล้วไปหา ผัวใหม่ เมียใหม่ กันอีกที ตอนเรียน มหา'ลัย (ถ้าบังเอิญมันได้มีโอกาศไปเรียนนะ)

โธ่ จะให้ปั๊มลูก แค่ตอนนี้ผมหาแม่ของลูกผมที่ดีๆ ยังหาไม่ได้เล้ย

เป็นชนชั้นกลางมันก็เรื่องมากเป็นเงาตามตัว เลือกเยอะ เรื่องแยะ ไม่เหมือนชั้นรากหญ้า ที่หลับหูหลับตาปั๋มๆๆๆเอา

อีกอย่างการเลี้ยงเด็กในสังคมเมืองมีความยากลำบากกว่ากันมากนัก เราไม่สามารถปล่อยลูกเราวิ่งเล่นเหมือนเด็กในชนบทได้ อาหารการกินก็แพง สิ่งยั่วยุมันก็เยอะ

ฟันธงว่าแผนนี้ยากกว่าการปฏิรูปการศึกษาเสียอีกครับ

ฟันเธอ เอ๊ย ฟันธง

หาแม่อุ้มบุญสิครับ เห็นในต่างประเทศฮิตกันจัง  

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก พี่บอนนี่ เจ๋งมาก คิดได้ไงเนี่ย
ฮ่าฮ่าฮ่า....
 

แต่มารุฯ เป็นชนชั้นกลางที่สุดท้ายแล้วตัดสินใจว่า ไม่มีลูกค่ะ
เพราะ่ว่า มันมีลูกยากเย็นเหลือเกิน จนถอดใจไปเรียบร้อยแล้ว
ได้แต่ไปคอยยุให้พี่ ๆ น้อง ๆ ที่แต่งงานแล้ว มีลูกไวไวแทน...
น่าจะพอทดแทนกันได้นะคะ..
 

คิดเหมือนผมเลยอ่ะ ที่สำคัญ แฟนท่าทางจะมีลูกไม่ได้ด้วย 5555
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
วาโย
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 250


ซ้ายหรือขวาก็ว่าเอียงทั้งคู่ขอสู้อยู่ตรงกลางดีกว่า


« ตอบ #8 เมื่อ: 26-09-2008, 11:40 »

 คิดได้ไงนี่ ผมว่าผมก็อยู่กลางๆนะแต่มีเจ้านายไปแล้ว3ครับ อย่างนี้จะโดนลดชั้นไหมนี่
 อีกอย่างมีให้เห็นกันมากมายครับที่พ่อแม่เป็นคนชั้นกลางเบ่งลูกออกมา2บ้าง3บ้าง ได้ดีเสมอหรือดีกว่าพ่อแม่ก็ไม่น้อย
และเสียผู้เสียคนจนเอาตัวไม่รอดก็มากเพราะเกเร อย่างนี้การผลิตที่มากแต่ขาดคุณภาพ(ผมขอโทษว่าเป็นเพราะเบ้าหลอมของสังคม)จะไม่ยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้นไปอีกหรือครับ และกรณีที่เมื่อก่อนชนชั้นล่างเขาก็มีจำนวนมากกว่าชนชั้นอื่นๆอยู่แล้ว  ทำไมไม่เกิดปัญหาแตกแยกเหมือนสมัยนี้ละครับ
บันทึกการเข้า

มาเถอะพี่น้องพ้องเพื่อนชีวิต ...ตื่นเถอะมวลมิตรผู้ยังหลับไหลจากเรา...คาราวาน (ขอยกท่อนหนึ่งของเพลงคาราวานมาแสดงระกันครับ ถึงเวลาแล้วที่คนหลับต้องตื่นสู้ คนอยู่ต้องก้าวต่อไป)
Ammika
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 167


หนูไม่ใช่ลิงนะจ๊ะ


« ตอบ #9 เมื่อ: 26-09-2008, 11:42 »

ก็จริงอะค่ะ เพราะว่า เด็กสมัยนี้ไม่ใช่ชายวิ่งมาหาหญิงดวยนะ นัยว่าชายน้อยกว่าหญิง หญิงเลยต้องรุกก่อน ป้าอย่างAmmikaเลยจะเป็นลม

ยิ่งตามบ้านนอกนี่อายุไม่เท่าไหร่ก็มีลูกแล้ว แน่นอนมันมีก่อนแต่ง แต่งงานกันได้ 3 เดือน ผู้ชายจะสนใจอะไรเล่า

ตัวก็ยังเล็กเป็นลูกห.มา  จะมาเลี้ยงอะไรเด็ก หาเลี้ยงตัวเองยังไม่ได้ ยังขอตังพ่อแม่อยู่เลย

สรุปเหมือนพ่อแม่มีลูกเพิ่มอีก เวงกรรม

แต่พูดจริงๆว่าเห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ค่ะ เพิ่งพูดกับเพื่อนไปเมื่อวานเองเรื่องนี้
บันทึกการเข้า

เบื่อไอ้ปึ้ด...จริงๆ
marrykate
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 274



« ตอบ #10 เมื่อ: 26-09-2008, 11:42 »

มีข้อเสนอให้แต่งข้ามอุดมการณ์ คือข้ามไปแต่งกับชาวรากหญ้าบ้าง แล้วก็ค่อยๆล้างสมองทั้งคู่สมรสและบุตร
อันนี้อาจได้ผลเร็วกว่าแต่งกะชนชั้นกลางด้วยกันเอง เพราะไปสลายฝั่งตรงข้ามได้ด้วย


สงสัยงานนี้ต้อง "แต่งเพื่อชาติ" ซะแล้วสิ  
บันทึกการเข้า
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #11 เมื่อ: 26-09-2008, 11:47 »

ปริมาณ ไม่ได้มาพร้อมกับคุณภาพเสมอไป

สมัยจอมพล ป. ก็มีนโยบายอย่างนี้
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 26-09-2008, 11:51 »

อ้าว แล้วกรณีคบกับหมวยๆขาวๆเมืองจีนจะทำไงอะ

แต่สมัยนี้มันเกิดเรื่องกลับตาลปัตร เพื่อนผมทั้งฝรั่งทั้งจีนมันมาเมืองไทย มันบอกเมืองจีนหาผู้หญิงยากเพราะนโยบายลูกคนเดียวทำให้คนอยากมีแต่ลูกชาย ส่วนแคนาดาผู้หญิงเยอะกว่าชายแต่ผู้หญิงฝรั่งก็หยิ่ง   พอมาเมืองไทยมันบอกผู้หญิงชวนเข้าโรงแรมได้หน้าตาเฉย ผสมกับข่าวจับแก๊งค้าประเวณีในต่างแดนแล้วมีผู้หญิงคนไทยอยู่ในข่าวด้วยยิ่งไปกันใหญ่ (ภาพลักษณ์ของผู้หญิงไทยไม่ค่อยดีในสายตาชาวต่างชาตินะครับ ต้องขออภัยที่พูดออกมา)
บันทึกการเข้า

Tropico
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 98



« ตอบ #13 เมื่อ: 26-09-2008, 11:57 »

 

หุ หุ หุ...ดูใจกันมา 10 ปีแล้ว สงสัยจะต้องแต่งเพื่อชาติซะที  


ป.ล.มุขนี้คิดได้ไงนี่  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-09-2008, 17:41 โดย Tropico » บันทึกการเข้า
katindork
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369


« ตอบ #14 เมื่อ: 26-09-2008, 12:01 »

ของผม ลูก สี่



เฉพาะเมียนี้นะ
ฮี่โธ่ เอ๊ย พูดแล้วจะหาว่าซุย  Laughing Laughing
ทู้แบบนี้ตอบกันหย่าย
บันทึกการเข้า
มารุจัง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,761


@^____^@


« ตอบ #15 เมื่อ: 26-09-2008, 12:05 »

อ้าว แล้วกรณีคบกับหมวยๆขาวๆเมืองจีนจะทำไงอะ

แต่สมัยนี้มันเกิดเรื่องกลับตาลปัตร เพื่อนผมทั้งฝรั่งทั้งจีนมันมาเมืองไทย มันบอกเมืองจีนหาผู้หญิงยากเพราะนโยบายลูกคนเดียวทำให้คนอยากมีแต่ลูกชาย ส่วนแคนาดาผู้หญิงเยอะกว่าชายแต่ผู้หญิงฝรั่งก็หยิ่ง   พอมาเมืองไทยมันบอกผู้หญิงชวนเข้าโรงแรมได้หน้าตาเฉย ผสมกับข่าวจับแก๊งค้าประเวณีในต่างแดนแล้วมีผู้หญิงคนไทยอยู่ในข่าวด้วยยิ่งไปกันใหญ่ (ภาพลักษณ์ของผู้หญิงไทยไม่ค่อยดีในสายตาชาวต่างชาตินะครับ ต้องขออภัยที่พูดออกมา)


มันก็ไม่แปลกหรอกค่ะ ว่าผู้หญิงไทยจะดูไม่ดีในสายตาต่างชาติ
ลองมาเดินแถวสุขุมวิท ดูสิคะ
ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน
เดี๋ยวนี้ จะเห็นสาวไทย เดินควงฝรั่งกันพรึบ
พอตกเย็น พวกผับ พวกร้านเบียร์ก็สว่าง สาว ๆ ก็มานั่งกันเต็มไปหมด
เรียกผู้ชายกันจ้าละหวั่้น

และเห็นเริ่มมีเปิดเพิ่มขึ้นราวกับดอกเห็ดก็มิปาน
จึงไม่แปลกใจที่สาวไทยจะถูกมองไม่ดี
เผลอ ๆ อนาคต กทม. อาจจะเป็น นครแห่งโสเภณีอย่างที่ พจนานุกรม ลองแมน เคยแปลไว้ก็ได้


บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย มิได้จบอยู่แค่การเลือกตั้ง
ปล.รูปจากเวบ ผจก.
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #16 เมื่อ: 26-09-2008, 12:15 »

ทำให้นึกถึงหนังฝรั่งเรื่อง Idiocracy (อัจฉริยะผ่าโลกเพี้ยน) ขึ้นมาทันที 

บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
saopao
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 199



« ตอบ #17 เมื่อ: 26-09-2008, 12:58 »

  เดี๋ยวจะเริ่มผลิตตั้งแต่วันนี้เลยครับ  แต่กว่าจะเห็นผลอีก 18 ปี กว่าลูก จะเลือกตั้งได้ 
บันทึกการเข้า

คนไกลเมือง
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 167


เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์


« ตอบ #18 เมื่อ: 26-09-2008, 13:00 »

คงต้องเร่งมีภริยาเพิ่มอีกสัก 2 คนครับ จะได้เข้าแก๊บ
 
บันทึกการเข้า

เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นราชพลี
แมว มหาภัย
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 66


คม แข็ง เย็น และนิ่ง เหมือนระเบิดปรมาณูลูกหนึ่ง


« ตอบ #19 เมื่อ: 26-09-2008, 13:11 »

  การไม่มีลูก  เป็นลาภอันประเสริฐ
ชอบทำลูก  แต่ไม่ชอบมีลูกอะครับ
บันทึกการเข้า
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 26-09-2008, 13:12 »

มันก็ไม่แปลกหรอกค่ะ ว่าผู้หญิงไทยจะดูไม่ดีในสายตาต่างชาติ
ลองมาเดินแถวสุขุมวิท ดูสิคะ
ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน
เดี๋ยวนี้ จะเห็นสาวไทย เดินควงฝรั่งกันพรึบ
พอตกเย็น พวกผับ พวกร้านเบียร์ก็สว่าง สาว ๆ ก็มานั่งกันเต็มไปหมด
เรียกผู้ชายกันจ้าละหวั่้น

และเห็นเริ่มมีเปิดเพิ่มขึ้นราวกับดอกเห็ดก็มิปาน
จึงไม่แปลกใจที่สาวไทยจะถูกมองไม่ดี
เผลอ ๆ อนาคต กทม. อาจจะเป็น นครแห่งโสเภณีอย่างที่ พจนานุกรม ลองแมน เคยแปลไว้ก็ได้




งั้น ญี่ปุ่นก็ต้องใช้ชื่อว่า The Land Of AV Movie ใช่ไม๊เนี่ย 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
Scorpio6
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,210


Man on Mission *เสี่ยวฯ>สันติภาพ*


« ตอบ #21 เมื่อ: 26-09-2008, 13:15 »

คงต้องเร่งมีภริยาเพิ่มอีกสัก 2 คนครับ จะได้เข้าแก๊บ
 

 
บันทึกการเข้า



คิดจะล้มระบอบทักษิณ ต้องอ่านใจเนวินและเพื่อน
บล็อกเสี่ยวไทบ้าน*แวะเยี่ยมRepublican Collage ของคุณสุธา ชันแสง*
http://www.oknation.net/blog/thaibaan/2008/03/26/entry-1
"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและในฐานะอย่างไร จงตรองหาว่า จะมีทางใช้ชีวิต
ให้เป็นประโยชน์ในทางใดบ้าง เมื่อตั้งใจคิดถึงมันแล้วก็จะพบเสมอ
ไม่ว่าอยู่ที่ใด เมื่อพบทางแล้วจงลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์"
มารุจัง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,761


@^____^@


« ตอบ #22 เมื่อ: 26-09-2008, 13:19 »

งั้น ญี่ปุ่นก็ต้องใช้ชื่อว่า The Land Of AV Movie ใช่ไม๊เนี่ย 

มารุฯ ว่า ญี่ปุ่นเค้ายอมรับเรื่องนั้นไปแล้วล่ะค่ะ
 

แต่คนไทยเรา เห็นตอนโน้นออกมาช่วยกันโวยวายต่อว่า ลองแมน ซะเละ
แล้วพอผ่านไป แทนที่เราจะช่วยกันแก้ข้อกล่าวหา
สุดท้ายเราก็ปล่อยให้ปัญหามันสุมจนเป็นอย่างที่ ลองแมน มันแปลไว้นั่นแหละค่ะ
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย มิได้จบอยู่แค่การเลือกตั้ง
ปล.รูปจากเวบ ผจก.
BrettAnderson
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 180



« ตอบ #23 เมื่อ: 26-09-2008, 13:39 »

เรื่องผู้หญิงไทยกับฝรั่งเนี่ย ไม่รู้สินะ แต่ผมอยากขอร้องให้ผู้หญิงไทยด้วยกันในบอร์ดนี้ทุกคน ได้เริ่มกระจายปลูกฝังค่านิยม เลิกบ้าผู้ชายฝรั่งกันได้แล้วล่ะครับ ตอนนี้ภาพพจน์ผู้หญิงไทยในสายตาต่างชาติก็คือ มันมองผู้หญิงไทยทุกคนเป็นโสเภณีกันไปหมดแล้ว

ผมไปทำงานเมืองนอกมาผมรู้ดีครับ มันมาคุยกับผมมันมีจุดหมายเดียว คือให้ผมหาผู้หญิงไทยให้มัน เอากะมันซี่

เถียงไม่ออกด้วยครับ เพราะผุ้หญิงไทยส่วนหนึ่งนี่แหละ ที่อยากได้สามีฝรั่ง ไม่จำเพาะแต่คนรากหญ้า แม้แต่คนที่มีการศึกษาดี เรียนโท เรียนเอก

ผมเข้าใจว่ารักไม่มีพรมแดน แต่บางทีมันก็น่าเกลียด เคยเจอมั้ยล่ะครับเวลาเจอผู้หญิงไทยอยู่เมืองนอก คุณเธอเหล่านี้แทบจะกรี๊ดใส่ฝรั่งทั้งนั้น วิ่งเข้าไปหาเลยก็ว่าได้

เป็นสาวจบ ปริญญาตรีเสียด้วย ผมเดินไปเจอเข้าพอดีอายมากๆ ไม่อยากบอกใครต่อใครเขาเลยว่าเป็นคนไทย

โอเคครับว่าผู้ชายไทยมันก็หาดีไม่ได้เอาเสียเลย แต่อย่างน้อย จะคิดจะทำอะไร คิดถึงศักดิ์ศรีของผู้หญิงไทยดีๆในประเทศชาติกันบ้างเถิด

ฝากผู้หญิงไทยทุกคนในบอร์ดนี้ เริ่มรณรงค์กันเถอะครับ ผมนึกถึงสายตาพวกฝรั่งมันมองมาแล้ว เอวังกับประเทศไทยจริงๆ

ถามนักท่องเที่ยวเถอะครับ ว่ามันมาเที่ยวเมืองไทยเพราะอะไร มากกว่าร้อยละ 80 เลยล่ะ คำตอบคงไม่ต้องให้บอก

สุดท้ายก็เพราะเราทำตัวของเรากันเองจริงๆ
บันทึกการเข้า

เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #24 เมื่อ: 26-09-2008, 13:46 »


   คุณ bonny คิดได้ยังไงครับ กว่าจะเห็นผล


อย่างน้อยๆ 19-20 ปีเชียวน่ะครับ...
บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
จูล่ง_j
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,901



« ตอบ #25 เมื่อ: 26-09-2008, 14:17 »

กระทู้นี้ ไม่เห็นด้วยครับ และเป็นไปได้ยาก

ชนชั้นกลางนั้น มีสำนึกครับ ไม่ผลิตลูก กระเรี่ยกระราดหรอกครับ

เขาต้องการให้ลูกตัวเอง ได้รับการศึกษาที่ดี กินดี มีสุข
ถ้าผลิตเยอะ จะดูแลได้ไม่ดีครับ
ฉะนั้น ตามมโนสำนึก ยังไงก็ไม่มีทางปั้มลูกแข่งกับ ชนชั้นยากจนได้อยู่แล้ว
เพราะมันฝืน จิตสำนึกของชนชั้นกลางมาก

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ที่ผ่านมา นักการเมือง มันไม่พยายามพัฒนาชนชั้นยากจน ให้กลายมาเป็น ชนชั้นกลางมากกว่าครับ
ตอนนี้ เราจะมาแก้ ตรงคนส่วนใหญ่ของประเทศมันยากครับ
เราแก้ตรงคนส่วนน้อยจะง่ายกว่า นั่นคือ นักการเมือง
ถ้าเรามีการตรวจสอบ เข้มข้นสุดๆ จนพวกนักการเมือง เลวๆ มันอยู่ไม่ได้
สุดท้ายก็ต้องมาคัดล่ะครับ ว่าเอานักการเมืองที่เป็น คนดี และ มีความสามารถ มาบริหาร ประเทศ
ก็จะแก้ปัญหาต่างๆได้เยอะ
บันทึกการเข้า

paper punch
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 672



« ตอบ #26 เมื่อ: 26-09-2008, 14:36 »

สงสัยถ้าจะทำตามที่คุณ*bonny ว่า ผมคงต้องให้น้องเมียช่วย 

ผมยังเห็นว่าการให้การศึกษาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากว่าครับ เพราะไม่เช่นนั้น ต่อให้มีชนชั้นกลาง
มากกว่า แต่ชาวรากหญ้าก็จะยังไม่ได้รับการศึกษาที่ถูกที่ควรอยู่ดี สุดท้ายก็ต้องแข่งกันปั๊มลูกกันจนตายไปข้าง

สู้ทำให้รากหญ้าเป็นชนชั้นกลางทางปัญญาดีกว่าครับ

ปล.ไม่ได้ต้องการดูถูกคนชั้นไหนทั้งนั้นนะครับ




บันทึกการเข้า

LOVE CHANGES EVERYTHING...
chaturant
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 499



« ตอบ #27 เมื่อ: 26-09-2008, 16:00 »

เห็นด้วยกับ กระทู้ครับ แต่ โหย 2 คน ก็เลี้ยงจะไม่ไหวแล้วครับบบบบบบบบ และต้องสร้างฐานะให้มั่นคงก่อน ถึงจะมีลูกด้วยอ่ะ  ไม่งั้น ออกมา ก็เป็นเด็กมีปัญหาอีก  แล้วอย่างนี้ เราก็ต้องเป็นคนกลุ่มน้อยต่อไปใช่ไหม แล้วให้ รากหญ้าเป็นผู้เลือก ผู้บริหารประเทศอีก  เราก็มองกันตา ปริบๆ ต่อไป  แล้วก็จ่ายภาษีให้มันไปถลุงต่อไปอีก
บันทึกการเข้า
เอกราช
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 826


กับคนที่ไร้ซึ่งจริยธรรม ยังจะสามารถสมาคมด้วยหรือ


« ตอบ #28 เมื่อ: 26-09-2008, 17:34 »

เรื่องผู้หญิงไทยกับฝรั่งเนี่ย ไม่รู้สินะ แต่ผมอยากขอร้องให้ผู้หญิงไทยด้วยกันในบอร์ดนี้ทุกคน ได้เริ่มกระจายปลูกฝังค่านิยม เลิกบ้าผู้ชายฝรั่งกันได้แล้วล่ะครับ ตอนนี้ภาพพจน์ผู้หญิงไทยในสายตาต่างชาติก็คือ มันมองผู้หญิงไทยทุกคนเป็นโสเภณีกันไปหมดแล้ว


อาชีพหาผัวฝรั่งนี่
จัดเป็นอาชีพที่สาวชาวรากหญ้า
แดนดินแถบสระบุรีเลี้ยวขวา
ใฝ่ฝันยอดนิยมมาเป็นอันดับต้นๆทีเดียว
อีกไม่กี่ปี เขยฝรั่งมันก็ยึด อิสานได้หมดแล้ว
ถึงเวลานั้นDNA ทางประชาธิปไตยแบบมีจริยธรรม
ไม่รู้ว่าจะซึมซับไปสู่คนรุ่นต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน
 


มันจะเกี่ยวกันไหมเนี่ย เอิ๊กกกกกก.....

บันทึกการเข้า

สภาพดินฟ้าอากาศที่ได้เปรียบมิสู้มีชัยภูมิที่มั่นคง
ชัยภูมิที่เป็นเลิศมิอาจเทียบได้กับความมีน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้คน
天时不如地利,地利不如人和
BrettAnderson
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 180



« ตอบ #29 เมื่อ: 26-09-2008, 17:41 »

อาชีพหาผัวฝรั่งนี่
จัดเป็นอาชีพที่สาวชาวรากหญ้า
แดนดินแถบสระบุรีเลี้ยวขวา
ใฝ่ฝันยอดนิยมมาเป็นอันดับต้นๆทีเดียว
อีกไม่กี่ปี เขยฝรั่งมันก็ยึด อิสานได้หมดแล้ว
ถึงเวลานั้นDNA ทางประชาธิปไตยแบบมีจริยธรรม
ไม่รู้ว่าจะซึมซับไปสู่คนรุ่นต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน
 


มันจะเกี่ยวกันไหมเนี่ย เอิ๊กกกกกก.....



ผมล่ะแปลกใจมาก เพราะเป็นค่านิยมที่ไม่ควรส่งเสริม การถูกกลืนทางเชื้อชาติเป็นสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงครับ

ผมไม่ได้อิจฉาฝรั่งและรู้สึกน้อยใจ แต่พวกคุณๆทั้งหลายจะรู้บ้างหรือไม่ว่า ในมุมกลับกันในบ้านเมืองของทั้งฝรั่งและแขก พวกเขารังเกียจพวกเรามากแค่ไหน ถ้าเราไปยุ่งกับผู้หญิงของชาติพวกมัน

บางประเทศมีกฎหมายขนาดฆ่าเราได้โดยไม่ผิดด้วยซ้ำ ถ้าเราไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงชาติของเขา

ผู้ชายไทยเราก็ควรจะตำหนิ เพราะหลายๆคนก็เป็นพวกแมงปีกแข็ง ให้เมียตัวเองไปแต่งกับฝรั่ง แล้วหลอกเอาเงินฝรั่งมาปรนเปรอกันเอง

บ้าไปแล้ว สังคมไทย เฮ้อออ

เราอาจสิ้นชาติในเร็ววันนี้ก็ได้นะครับ
บันทึกการเข้า

เอกราช
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 826


กับคนที่ไร้ซึ่งจริยธรรม ยังจะสามารถสมาคมด้วยหรือ


« ตอบ #30 เมื่อ: 26-09-2008, 18:01 »

เพราะค่านิยมที่ผิดๆ บิดเบี้ยวเช่นนี้แหละครับ
ที่ทำให้สังคมมันเป็นเช่นนี้

แล้วไอ้ค่านิยมที่ว่านี่มันมาได้ไง วุ้ย!
สงสัยจะเริ่มจาก.............
ยุคที่อยากจะเป็นเสือตัวที่5นั่นแหละ อิ อิ อิ
 


พากระทู้ออกทะเลแล้ว ฮะ ฮะ ฮ่า
บันทึกการเข้า

สภาพดินฟ้าอากาศที่ได้เปรียบมิสู้มีชัยภูมิที่มั่นคง
ชัยภูมิที่เป็นเลิศมิอาจเทียบได้กับความมีน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้คน
天时不如地利,地利不如人和
numdee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 116



« ตอบ #31 เมื่อ: 26-09-2008, 18:36 »

มีลูกคนนึงจนไปสิบปี มีสามคนก็จนไปสามสิบปี กลายเป็นว่าจากคนชั้นกลาง ก็กลายเป็นคนชั้นรากหญ้ากันหมด ตานี้ก็เท่าเทียมกันทั้งหมด 
บันทึกการเข้า
Tuba ✿゚✎..✿.。.:。ღ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 660


ทักษิณที่ดี คือทักษิณที่.......ตายแล้ว


« ตอบ #32 เมื่อ: 26-09-2008, 18:40 »

โธ่ จะให้ปั๊มลูก แค่ตอนนี้ผมหาแม่ของลูกผมที่ดีๆ ยังหาไม่ได้เล้ย



คุณ เซมเบ้ Anderson ไปกับผมมะครับ???

ผมกำลังจะไปปรึกษาคลีนิคผู้มีบุตรยากครับ

ก็ปัญหาเดียวกันนี่แหละครับ แหะ แหะ

บันทึกการเข้า

ทหาร เป็นอะไรก็ไม่ได้ดี นอกจากเป็นทหาร

ตำรวจ เป็นอะไรก็ดีไม่ได้ แม้กระทั่งเป็นตำรวจ
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #33 เมื่อ: 26-09-2008, 20:10 »


เมีย 2 ลูก 2 แต่เป็นลูกของตัวเอง 1

อันที่จริงการเลี้ยงลูกมันไม่ยากหรอกคุณ
ช่างปั้นโอ่งราชบุรีบอกว่า "หากตั้งใจปั้นมากไป" ก็มักบิดเบี้ยว เสียรูปทรง ขอบหนาไม่เสมอกัน
อย่างชาวไร่ชาวนาบอกว่า "หากประคบประหงมมันมากไป" ก็มักจะตายซะก่อนแตกกิ่งก้าน
อย่างพวกช่างบอกว่า "กวด ( น็อต - สกรู ) มากไป" ก็มักจะเกลียวตายหรือเกลียวหวาน

เด็กมันโตเองเหมือนที่เราโตกันเองมาแล้วนั่นล่ะ
ลูกคนชั้นกลางประคบประหงมขี้โรคจะตายห่า
ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่พยายามหาแต่ของดี ๆ และจัดสรรสิ่งต่าง ๆ ให้แต่ของดีเลิศ ( เท่าที่ตัวเองจะให้ได้ )
ในขณะที่ลูก "คนรากหญ้า" คลานกะพื้น - เก็บของตามพื้นยัดเข้าปาก  เนื้อตัวกระมอมกระแมม หกล้มหกลุกจนศอกแตก - หัวเข่าเยิน วันเว้นวัน
...กลับแข็งแรง + อึดดีชะมัดเจ๊ก !

จะเลี้ยงหรือสปอยล์
ขอแค่อย่างเดียว
คือ "ศรัทธา" ที่มีต่อกัน 
ทำตัวให้เขาศรัทธาเรา - ให้เขารับรู้ว่าเราห่วงใยและหวังรอที่จะได้ชื่นชมเขา
...แล้วเขาจะเข้ามาอยู่ใน "กรอบที่เขาขีดไว้ให้ตัวเอง ( เพื่อไม่ให้เราต้องเปลี่ยนจาก "ห่วงใย" เป็น "วิตกกังวล" หรือ "วีนแตก" )"
...แล้วเขาจะ "สร้างสมตัวตนขึ้นเอง ( เพื่อทำให้เรามีพอใจ ไม่ต้อง "ผิดหวัง" กับเขาซึ่งจะกลายเป็นความรู้สึกตราบาป ) ในหนทางที่เราเข้าใจได้ ( หมายถึงเขาจะไม่ "นอกคอก" เตลิดไปไกล  ด้วยทราบว่าพ่อเขาโง่ - ไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับ "โลกนอกคอก" ของพ่อมัน  Crying or Very sad )"

ในขณะเดียวกัน  เมื่อเราศรัทธาเขา
...เราก็จะปฏิบัติต่อเขาอย่าง "ผู้ใหญ่ ( ที่วันหนึ่งเขาจะต้องเป็นจริง ๆ ในอนาคต )"
ไม่เห็นเขาเป็นเด็กเล็ก ๆ ซึ่งจะทำให้เขา "ทำตัวเป็นเด็กเล็ก ๆ" ไปตลอด
ไม่เห็นเขาอ่อนแอ  ซึ่งจะทำให้เขา "ทำตัวอ่อนแอ - ออเซาะ - ขี้โรค"
ไม่เห็นเขาดื้อด้าน - ดื้อดึง  ซึ่งจะทำให้เขา "ชอบเอาชนะคะคาน - มีพฤติสันดานกร้าวร้าวหยาบคาย"
ฯลฯ

บันทึกการเข้า

Ammika
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 167


หนูไม่ใช่ลิงนะจ๊ะ


« ตอบ #34 เมื่อ: 26-09-2008, 20:58 »

ลูกปู่เย็นต้องโตมาแข็งแรง แกร่งอย่างปู่แหง
บันทึกการเข้า

เบื่อไอ้ปึ้ด...จริงๆ
นักปฏิวัติ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 330



« ตอบ #35 เมื่อ: 26-09-2008, 21:15 »

สงสัยถ้าจะทำตามที่คุณ*bonny ว่า ผมคงต้องให้น้องเมียช่วย 

ผมยังเห็นว่าการให้การศึกษาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากว่าครับ เพราะไม่เช่นนั้น ต่อให้มีชนชั้นกลาง
มากกว่า แต่ชาวรากหญ้าก็จะยังไม่ได้รับการศึกษาที่ถูกที่ควรอยู่ดี สุดท้ายก็ต้องแข่งกันปั๊มลูกกันจนตายไปข้าง

สู้ทำให้รากหญ้าเป็นชนชั้นกลางทางปัญญาดีกว่าครับ

ปล.ไม่ได้ต้องการดูถูกคนชั้นไหนทั้งนั้นนะครับ


 
ตามหลักเศรษฐกิจ พอเพียง น่าจะส่งเสริมไม่ให้มีประชากรมากเกินไปนะครับ
ตามหลักพุทธ การเกิดถือเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง
ตามหลักจิตวิทยา ถ้ามีลูกมาก การบริหาร และควบคุม (เลี้ยงดู) ให้มีคุณภาพ เป็นคนดี มีปัญญา ย่อมต้องมีภาระมากขึ้น กระทำได้ยาก

สรุปว่า ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้ และกระจายทรัพยากร อย่างทั่วถึง คือเปลี่ยนรากหญ้าเป็นชนชั้นกลาง น่าจะเป็นทางรอดในระยะยาว (sustainable development)ครับ

ปล.แต่เรื่องน้องเมีย ทำให้ผมเขวแฮะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-09-2008, 16:03 โดย นักปฏิวัติ » บันทึกการเข้า

"สุดยอดกลยุทธ์ คือชนะโดยไม่ต้องรบ" ซุนวู

"ผู้นำชั้นเลิศนั้น เพียงแต่เป็นที่รับรู้ว่ามีตัวตนอยู่
ชั้นรองลงมา เป็นที่รักและสรรเสริญ
ชั้นรองกว่านั้น เป็นที่เกรงกลัวและเกลียดชัง" เหล่าจื๊อ เต้าเต๋อจิง
ขบวนการไดโนเสาร์
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 39


« ตอบ #36 เมื่อ: 26-09-2008, 22:02 »

พ่อแม่ของ*bonnyเป็นชนชั้นไหน

พ่อแม่มจบป.4 แต่ผมจบโทกำลังต่อเอก

พ่อแม่ผมเป็นชาวนา ตอนนี้ผมเป็นพ่อค้านักธุรกิจ


อย่ากระแดะนักเลย ไอ้พวกชนชั้นกร่าง
บันทึกการเข้า
protecter
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


« ตอบ #37 เมื่อ: 26-09-2008, 22:28 »

น่าจะใช้นโยบายคุมกำเนิด ตามรายได้อครัวเรือน
เช่น ครอบครัวใดมีรายได้ต่ำกว่า 2 แสนต่อปี ให้มีลูกได้แค่ 1 คน
ต่อไปรายได้ทุกๆ 2 แสนบาทต่อ 1 คน

แบบนี้ลูกที่เกิดมา จะได้รับการดูแล และ ได้รับการศึกษาที่ดี
ผ่านไป 20-30 ปี ประเทศไทยโดยรวมจะมีคุณภาพดีขึ้น
บันทึกการเข้า
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #38 เมื่อ: 26-09-2008, 22:42 »

มีลุก 1คน จนไป 7ปี
มีลูก 2คน จนไป14ปี
มีลูก 3คน จนไป21ปี
มีลุก 4คน จนไป28ป๊
มีลูก 5คน จนไป35ปี

สมมุติว่า ลูก5คน ก้จนไปตั้งครึ่งชีวิ้ตแร้วววววววววววว

ปล.ดูถูกคนอื่นเกินไปป่าวกระทู้นี้

บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« ตอบ #39 เมื่อ: 27-09-2008, 09:20 »

สวัสดีครับทุกๆ ท่าน..

อ่านแล้วก็สมดังคาด คือ มีหลายท่านไม่คิดเรื่องแต่งงาน ไม่คิดเรื่องมีลูก  ก็เป็นค่านิยมชนชั้นกลางตามคาดของผมครับ

แต่เรื่องเอาน้องเมียมาร่วมด้วยช่วยกัน ผมไม่สนับสนุนนะครับ  เพราะผมเกรงว่า คุณอาจไม่แข็งแรงพอที่จะผลิตได้อย่างมีคุณภาพต่อเนื่อง

ให้น้องเมียหาตัวช่วยเองดีกว่านะครับ   

ขอตอบประเด็นของทุกๆ ท่านเท่าที่อยากจะตอบนะครับ

--กระทู้นี้ดูถูกคนอื่นไปหรือเปล่า??

กระทู้ไม่ได้ดูถูกใครหรอกครับ ผมเอาความจริงในสังคมมาพูด อยู่ที่ว่า คุณจะยอมรับมันหรือไม่  ในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวโน้มประชากรและพฤติกรรมการมีคู่ มีครอบครัว เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ  แต่วิธีการปั๊มลูกแข่งกัน คุณอาจไม่ต้องยอมรับก็ไม่ว่ากันครับ  แต่ข้อเท็จจริงต้องไม่ใช่การดูถูกแน่นอน

--วิธีนี้ต้องรออีก 19-20 ปี นานไปป่าว??

ทุกอย่างต้องเริ่มคิดตั้งแต่ตอนนี้ ทำกันให้เป็นนโยบาย โดยหวังผลเป็นอมตะนิรันดร์กาลครับ  เริ่มวันนี้ อีก 19 ปีเห็นผล ดีกว่า ไม่เริ่มทำอะไร อีก 19 ปีมานั่งแก้ปัญหานะครับ

สิงคโปร์และ จีนแดงเป็นตัวอย่างของการบิดเบือนพฤติกรรมการผลิตลูก ที่เริ่มต้นมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว  ทุกวันนี้สิงคโปร์นั่งเก๊กซิม  เพราะประเทศมีแต่คนแก่ (ที่ตายยากขึ้นทุกวัน) ต้องออกมาตรการลดภาษีให้คนที่มีลูก  เป็นแม่สื่อแม่ชักให้หนุ่มสาวรู้จักกัน  มีลูกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปได้โปรโมชั่นด้านภาษี ดีกว่าลูกคนเดียว หรือ โสด

ส่วนจีน  นโยบายลูกคนเดียว ทำให้มีเด็กทารกจำนวนมากตายแต่แรกเกิด  มีพวกแอ็บเพศมากขึ้น และ ตอนนี้เด็กผู้ชายมีมากกว่าเด็กผู้หญิง  อนาคตต้องนำเข้าผู้หญิงจากประเทศอื่นหรือไม่ก็ไม่รู้

อะไรจะเกิดกับสังคมใน 20 ปีข้างหน้า ก็อยู่ที่การวางแผนในวันนี้ทั้งนั้น

--มีลูกหนึ่งคน จนไป 7 ปี..ไม่มีดีกว่า?

คุณอาจลืมเรื่องความสุขที่เขาตอบแทนให้คุณในฐานะที่เป็นพ่อเป็นแม่ไปก็ได้  ตรงนี้ถ้าคิดเป็นเงิน เขาก็เรียกคืนให้คุณนานกว่า 7 ปีแน่นอน  และทบต้นทบดอกให้อีกทีตอนคุณแก่และเจ็บป่วย  ถ้าเขาเป็นลูกที่ดี เขาปรนนิบัติคุณจนกระทั่งคุณมีดินกลบหน้า  ตรงนี้ก็เรียกคืนเป็นมูลค่าที่หาไม่ได้เช่นกัน

วิกฤติชนชั้นกลางจะยังคงมีต่อไปครับ  เพราะปัญหาเศรษฐกิจ และพิษภัยของสังคมมันมีมาก  คนไม่อยากรับผิดชอบอะไรมากไปกว่าตนเองและพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูอยู่  นี่เป็นค่านิยมของชนชั้นกลาง จริงไหมครับ

ไอ้ที่แต่งๆ กันไป  สถิติหย่าร้างก็มากกว่า 15% ซะด้วย  เพราะชนชั้นกลางมีการศึกษาดีทั้งคู่ ไม่ง้อกัน หาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องง้อผัวเลี้ยงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ชนชั้นรากหญ้า  เอาชนิดรากหญ้าจริงๆ คือ เกษตรกรนะครับ
บ้านอยู่นอกเมือง  ทีวีรับได้แค่บางช่อง ตกดึกมันจะไปไหนพ้น..หึๆ คุณว่าไหม

แล้วจะให้สวมถุงยางเนี่ย  ชาวเกษตรกรจะมานึกถึงถุงยาง หรือ ยาคุมกำเนิดก็ต่อเมื่อป่องไปแล้ว 2 - 3 รอบนะครับ

เพราะอะไรจึงมีพฤติกรรมต่างจากคนเมืองหลวง?

ก็เพราะมันยากจนตลอดศกตลอดชาติน่ะสิครับ  ชนชั้นกลางแต่งแล้วรอได้ เพราะโอกาสจะสร้างครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นเสียก่อนมันมีมากกว่า จึงอยากให้รากฐานมั่นคงก่อนค่อยมีลูก

แต่รากหญ้าของแท้ ขืนให้รอจนกว่าจะมีรากฐานมั่นคง ชาตินี้อาจไม่มีโอกาสได้สัมผัส  พวกเขาจึงไม่คิดมากไปกว่า รอวันหวยออกหรอก

--แล้วลูกๆ ออกมาหลายคนทำไมเขามีปัญญาเลี้ยง ทั้งๆ ที่ยากจน?


เพื่อสสมาชิกในนี้ก็บอกแล้วไงครับว่า คนจนมันกินอยู่ง่ายๆ  ไม่มีอะไรให้กิน ยังขุดดิน ขุดหัวมันในดินมากินได้  คนชั้นกลางทำไม่ได้นี่ครับ  กินนมตั้งแต่ออกจากท้องแม่ จนเรียนจบก็ยังกินนมกันอยู่เลย  ใช่ไหมล่ะ

ปัญหาของการมีคนด้อยคุณภาพมากๆ ในสังคมไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น  แต่ยังเป็นปัญหาของสังคมด้วย  เพราะการเลี้ยงดูอย่างไร้คุณภาพของชาวรากหญ้า (หลายคนแต่ไม่ทั้งหมด) ทำไห้เด็กโตขึ้นมาใช้ชีวิตอย่างไร้ทิศทาง  กลายเป็นเด็กแว๊น สก๊อย แก๊งค์ปาหิน  ข่มขืน  ก็ล้วนมาจากการอบรมสั่งสอนที่ไม่ได้คุณภาพในระยะเริ่มต้นทั้งสิ้น


ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณprotector นะครับ..

รายได้ควรนำมาเป็นเกณฑ์กำหนดจำนวนบุตร  แต่ไม่ใช่การบังคับให้มีโทษทางกฎหมาย  แต่เป็นการนำมาประกอบเพื่อใช้ในการให้สวัสดิการที่เหมาะสม

เช่น..
รายได้ไม่เกิน 100000/ปี มีลูกได้ 1 คน ทางการมีค่าเลี้ยงดูให้จำนวนหนึ่งจนกว่าเด็กจะจบการศึกษา ถ้าจะมีคนที่สองก็ได้ แต่ต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องภาระการเลี้ยงดูจากนักสังคมสงเคราะห์ก่อน  เป็นต้น และลูกคนที่สอง ค่าเลี้ยงดูก็จะลดลงครึ่งหนึ่ง

ส่วนคนที่มีรายได้เกิน 300000/ปี มีลูกได้ไม่จำกัด  ละลูกคนที่สองเป็นต้นไปก็จะได้รับส่วนลดหย่อนทางภาษีและค่าเลี้ยงดูให้อีก

สัดส่วนและจำนวนเงิน ก็ปรับกันไปเรื่อยๆ ครับ ตามภาวการณ์ที่ควรจะเป็น  ทำเช่นนี้ติดต่อกันเป็นสิบๆ ปี ก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้

ทำไมผมจึงไม่เชื่อในการให้การศึกษากับประชากร?

เชื่อครับ  ผมต้องการให้ทำควบคู่กันไป  เพราะผ่านมากว่า 30 ปี (เท่าที่จำความได้จากการเลือกตั้งหลังการปฏิรูปสังคมการเมืองเมื่อปี 2519)  ระบบการศึกษาและให้ความรู้กับชาวรากหญ้าเติบโตไม่ทันเล่ห์ของนักการเมืองโกงกินครับ

คนรากหญ้ารุ่นเก่าอายุเลย 30 ปีไปแล้ว  ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการหาความรู้ใส่ตัวแล้วครับ  สนใจการทำมาหากินมากกว่า  และจวบจนบัดดนี้ คนรุ่นนั้นก็อายุ 50 - 60 ปีขึ้นไปแล้ว และยังมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอยู่

ผมไม่ปฏิเสธว่า มีจำนวนหนึ่งในกลุ่มชนชั้นรากหญ้ารุ่นเก่านี้ได้พัฒนาตนเองกลายเป็นคนมีความรู้ในเรื่องประบอบประชาธิปไตยแล้วจากการรณรงค์ของรัฐบาล  แต่คิดว่า ยังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ยอมพัฒนา

ไม่ต้องดูอะไรมาก  ผมดูจากครอบครัวน้องชายที่ไปตั้งรกรากที่อุดรแล้วเล่าให้ฟังก็พอเข้าใจแล้ว


--ส่วนกรณีน้องมารุจังที่หมดหวังไปแล้ว

ผมว่า ยังมีหนทางนะครับ อย่าท้อ การแพทย์สมัยใหม่ช่วยคุณได้ หากตั้งใจจริง เว้นแต่คุณตัดรังออกไปหมดแล้วและไม่มีการผลิตไข่อีก 

สู้ๆ นะครับ
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #40 เมื่อ: 27-09-2008, 10:54 »

กระทู้นี้ ไม่เห็นด้วยครับ และเป็นไปได้ยาก

ชนชั้นกลางนั้น มีสำนึกครับ ไม่ผลิตลูก กระเรี่ยกระราดหรอกครับ

เขาต้องการให้ลูกตัวเอง ได้รับการศึกษาที่ดี กินดี มีสุข
ถ้าผลิตเยอะ จะดูแลได้ไม่ดีครับ
ฉะนั้น ตามมโนสำนึก ยังไงก็ไม่มีทางปั้มลูกแข่งกับ ชนชั้นยากจนได้อยู่แล้ว
เพราะมันฝืน จิตสำนึกของชนชั้นกลางมาก

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ที่ผ่านมา นักการเมือง มันไม่พยายามพัฒนาชนชั้นยากจน ให้กลายมาเป็น ชนชั้นกลางมากกว่าครับ
ตอนนี้ เราจะมาแก้ ตรงคนส่วนใหญ่ของประเทศมันยากครับ
เราแก้ตรงคนส่วนน้อยจะง่ายกว่า นั่นคือ นักการเมือง
ถ้าเรามีการตรวจสอบ เข้มข้นสุดๆ จนพวกนักการเมือง เลวๆ มันอยู่ไม่ได้
สุดท้ายก็ต้องมาคัดล่ะครับ ว่าเอานักการเมืองที่เป็น คนดี และ มีความสามารถ มาบริหาร ประเทศ
ก็จะแก้ปัญหาต่างๆได้เยอะ


* เห็นด้วยกะคุณ จูล่ง_j ค่ะ   

   จะแก้ปัญหาการเมือง  ต้องแก้ด้วยเรื่องการเมือง ... ไม่ใช่ปั๊มลูกแข่งกันค่ะ

   ปล. เมื่อวาน คุณ ขบวนการไดโนเสาร์ เขาตั้งทู้ ด่า บุพการี  คุณ บอนนี่ เพราะกระทู้นี้นี่แหละ

         แต่ดูเหมือน ทู้ จะโดนลบไปแล้ว
         เค๊าว่ากันว่า .... คุณ บอนนี่  เลี้ยง ลูกกรอก ไว้ในเว็บเยอะ
 
บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
paper punch
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 672



« ตอบ #41 เมื่อ: 27-09-2008, 11:27 »


ตามหลักเศรษฐกิจ พอเพียง น่าจะส่งเสริมไม่ให้มีประชากรมากเกินไปนะครับ
ตามหลักพุทธ การเกิดถือเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง
ตามหลักจิตวิทยา ถ้ามีลูกมาก การบริหาร และควบคุม (เลี้ยงดู) ให้มีคุณภาพ เป็นคนดี มีปัญญา ย่อมต้องมีภาระมากขึ้น กระทำได้ยาก

สรุปว่า ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้ และกระจายทรัพยากร อย่างทั่วถึง ทำให้โครงสร้างประชากร มันเป็นรูปสามเหลี่ยมที่แบน (Flat) ลง คือเปลี่ยนรากหญ้าเป็นชนชั้นกลาง น่าจะเป็นทางรอดในระยะยาว (sustainable development)ครับ

ปล.แต่เรื่องน้องเมีย ทำให้ผมเขวแฮะ

สวัสดีครับคุณอิวาน เลนเดิล

คุณนักปฏิวัติครับ ช่วยให้ความรู้ผมเรื่องสามเหลี่ยมที่แบนหน่อยครับ อยากรู้จริงๆครับ

ปล.เรื่องน้องเมีย บ่ต้องเขวเน้อ เดี๋ยวพี่ของน้องเมียเอาตาย
บันทึกการเข้า

LOVE CHANGES EVERYTHING...
gabiNo
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172


« ตอบ #42 เมื่อ: 27-09-2008, 14:33 »

กระทู้นี้ ไม่เห็นด้วยครับ และเป็นไปได้ยาก

ชนชั้นกลางนั้น มีสำนึกครับ ไม่ผลิตลูก กระเรี่ยกระราดหรอกครับ

เขาต้องการให้ลูกตัวเอง ได้รับการศึกษาที่ดี กินดี มีสุข
ถ้าผลิตเยอะ จะดูแลได้ไม่ดีครับ
ฉะนั้น ตามมโนสำนึก ยังไงก็ไม่มีทางปั้มลูกแข่งกับ ชนชั้นยากจนได้อยู่แล้ว
เพราะมันฝืน จิตสำนึกของชนชั้นกลางมาก

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ที่ผ่านมา นักการเมือง มันไม่พยายามพัฒนาชนชั้นยากจน ให้กลายมาเป็น ชนชั้นกลางมากกว่าครับ
ตอนนี้ เราจะมาแก้ ตรงคนส่วนใหญ่ของประเทศมันยากครับ
เราแก้ตรงคนส่วนน้อยจะง่ายกว่า นั่นคือ นักการเมือง
ถ้าเรามีการตรวจสอบ เข้มข้นสุดๆ จนพวกนักการเมือง เลวๆ มันอยู่ไม่ได้
สุดท้ายก็ต้องมาคัดล่ะครับ ว่าเอานักการเมืองที่เป็น คนดี และ มีความสามารถ มาบริหาร ประเทศ
ก็จะแก้ปัญหาต่างๆได้เยอะ

เห็นด้วยค่ะ เห็นด้วยมากๆ
ที่ผ่านมาถ้ามองให้ดีจะเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่จริงใจที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการศึกษา
ไม่งั้นป่านนี้เมืองไทยคงไม่มีโรงเรียนของหนูเพียบอยู่ขนาดนี้ ในทีวีที่เห็นๆ กันอยู่อนาถาๆ นั้นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง
ลองคุณๆ ได้ไปดูแถบที่ไกลความเจริญจริงๆ ไปสร้าง รร จริงๆ จะรู้ว่ารัฐบาลขาดการเหลียวแลมากๆ
คุณคิดว่าเงินที่นำไปสร้าง mego projects ต่างๆ หรือที่ว่าจะสร้างรัฐสภาใหม่ กับ การที่รัฐบาลจะนำเงิน
ส่วนนั้นมา make sure ว่า เด็กๆ ทุกคนในประเทศได้รับการศึกษาขั้นต่ำ (ไม่ต้องพูดถึงการยกระดับการศึกษาขั้นต่ำให้สูงขึ้น)
อันไหนสำคัญและเร่งด่วนกว่ากัน  และคุณคิดว่าทำไมรัฐบาลจึงทำเช่นนั้น ถ้าไม่ใช่ กดคนส่วนหนึ่งเอาไว้ให้คิดไม่เป็น ?!!
บันทึกการเข้า
sleepless
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 525


Sleepless


« ตอบ #43 เมื่อ: 27-09-2008, 15:11 »

แซวคุณ bonny หน่อย
ระวังมันจะเหมือนโครงการ Lebensborn ของฮิตเลอร์นะครับ 
แนวคิดเริ่มต้นมันก็คงทำนองนี้แหล่ะ Very Happy

ผมว่าชนชั้นกลางซึ่งกำลังถูกแซนด์วิสจากนายทุนข้างบนและชนชั้นล่างข้างล่างย่อมรู้สึกอึดอัดกับการอยู่ในประเทศนี้เหมือนๆ กันทุกคน
ความรู้สึกเหมือนมาอาศัยเขาอยู่ และต้องจ่ายเงินค่าอยู่อาศัย แถมยังไม่มีสิทธิมีปากมีเสียงอะไร
พอออกมาพูดก็โดนด่าว่าไม่เคารพเสียงข้างมาก
พอจะไม่จ่ายภาษีก็บอกว่าไม่รักชาติ

สำหรับผม ผมไม่ปลูกฝังให้ลูกมองประเทศไทยเป็นบ้าน
ผมบอกลูกผมให้เป็น world citizen โดยมองทุกที่เป็นบ้าน
โตขึ้นมันจะไปอยู่ที่ไหน ย้ายบ้านไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหา
มองประเทศไทยเป็นเหมือนโรงแรมแห่งหนึ่งที่มาพักชั่วคราวเท่านั้น
ไม่ต้องคิดหวังอะไรกับรัฐบาล แต่ให้ยืนบนลำแข้งและความรู้ของตนเองเท่านั้น
โลกในอนาคตมันจะต้องเปลี่ยนไปในทางไร้พรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ
ชนชั้นกลางควรเตรียมลูกหลานของตนให้เป็น "ชาวโลก" มากกว่าเป็น "ชาวไทย"
นั่นคือทางออกของชนชั้นกลางอย่างผมครับ  Very Happy
บันทึกการเข้า
superager
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 152


Olivier@ขบวนการโจ๋เรนเจอร์


« ตอบ #44 เมื่อ: 27-09-2008, 15:36 »

คุณ*bonnyเข้าใจประชดนะ ฮิๆ
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 27-09-2008, 15:39 »

แซวคุณ bonny หน่อย
ระวังมันจะเหมือนโครงการ Lebensborn ของฮิตเลอร์นะครับ 
แนวคิดเริ่มต้นมันก็คงทำนองนี้แหล่ะ Very Happy

ผมว่าชนชั้นกลางซึ่งกำลังถูกแซนด์วิสจากนายทุนข้างบนและชนชั้นล่างข้างล่างย่อมรู้สึกอึดอัดกับการอยู่ในประเทศนี้เหมือนๆ กันทุกคน
ความรู้สึกเหมือนมาอาศัยเขาอยู่ และต้องจ่ายเงินค่าอยู่อาศัย แถมยังไม่มีสิทธิมีปากมีเสียงอะไร
พอออกมาพูดก็โดนด่าว่าไม่เคารพเสียงข้างมาก
พอจะไม่จ่ายภาษีก็บอกว่าไม่รักชาติ

สำหรับผม ผมไม่ปลูกฝังให้ลูกมองประเทศไทยเป็นบ้าน
ผมบอกลูกผมให้เป็น world citizen โดยมองทุกที่เป็นบ้าน
โตขึ้นมันจะไปอยู่ที่ไหน ย้ายบ้านไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหา
มองประเทศไทยเป็นเหมือนโรงแรมแห่งหนึ่งที่มาพักชั่วคราวเท่านั้น
ไม่ต้องคิดหวังอะไรกับรัฐบาล แต่ให้ยืนบนลำแข้งและความรู้ของตนเองเท่านั้น
โลกในอนาคตมันจะต้องเปลี่ยนไปในทางไร้พรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ
ชนชั้นกลางควรเตรียมลูกหลานของตนให้เป็น "ชาวโลก" มากกว่าเป็น "ชาวไทย"
นั่นคือทางออกของชนชั้นกลางอย่างผมครับ  Very Happy

ถูกต้องนะคร้าาบบบบบ (เชิญคลิก)
บันทึกการเข้า

นักปฏิวัติ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 330



« ตอบ #46 เมื่อ: 28-09-2008, 15:58 »

สวัสดีครับคุณอิวาน เลนเดิล

คุณนักปฏิวัติครับ ช่วยให้ความรู้ผมเรื่องสามเหลี่ยมที่แบนหน่อยครับ อยากรู้จริงๆครับ

ปล.เรื่องน้องเมีย บ่ต้องเขวเน้อ เดี๋ยวพี่ของน้องเมียเอาตาย

ความจริงเรื่องเดียวกันครับ คือเปลี่ยนให้เป็นชนชั้นกลางมากที่สุด

ผมอาจเปรียบเทียบได้ไม่ดี (เพราะผมไปนึกถึง โครงสร้างของคนในทฤษฎีองค์การ ที่ทำให้ระดับการบังคับบัญชาลดลง (Flat organization)ซึ่งเป็นการลดจำนวนตำแหน่งบริหารระดับสูงลง) แต่ความหมายคือ ลดจำนวนคนรายได้น้อย เปลี่ยนเป็นคนรายได้ปานกลางมากชึ้น) ดังนั้น ผมจะขอลบข้อความในกระทู้ของผมออกในประเด็นนี้

โดยหลักการ คือ
กระจายทรัพยากร (ระบบงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ)
กระจายโอกาสทางการศึกษาทั้งในระบบปกติและการให้การศึกษาที่เกี่ยวกับวิธีการหารายได้ได้มากขึ้น (เช่น เรื่องทำให้เกษตรกร เข้าใจและใช้ประโยชน์จากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า และต้องจัดหาให้เกษตรกรได้รับข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลา)
กระจายข้อมูลและโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อสนับสนุนให้ชนชั้นล่างสามารถหารายได้ได้มากขึ้น (สอดคล้องกับตัวอย่างข้างบน)
ปรับกฎหมายการเก็บภาษีอากรเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระจายรายได้ (เช่นภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีจากการเก็งกำไรและอบายมุขต่างๆ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-09-2008, 16:15 โดย นักปฏิวัติ » บันทึกการเข้า

"สุดยอดกลยุทธ์ คือชนะโดยไม่ต้องรบ" ซุนวู

"ผู้นำชั้นเลิศนั้น เพียงแต่เป็นที่รับรู้ว่ามีตัวตนอยู่
ชั้นรองลงมา เป็นที่รักและสรรเสริญ
ชั้นรองกว่านั้น เป็นที่เกรงกลัวและเกลียดชัง" เหล่าจื๊อ เต้าเต๋อจิง
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« ตอบ #47 เมื่อ: 29-09-2008, 07:52 »

ความจริงเรื่องเดียวกันครับ คือเปลี่ยนให้เป็นชนชั้นกลางมากที่สุด

ผมอาจเปรียบเทียบได้ไม่ดี (เพราะผมไปนึกถึง โครงสร้างของคนในทฤษฎีองค์การ ที่ทำให้ระดับการบังคับบัญชาลดลง (Flat organization)ซึ่งเป็นการลดจำนวนตำแหน่งบริหารระดับสูงลง) แต่ความหมายคือ ลดจำนวนคนรายได้น้อย เปลี่ยนเป็นคนรายได้ปานกลางมากชึ้น) ดังนั้น ผมจะขอลบข้อความในกระทู้ของผมออกในประเด็นนี้

โดยหลักการ คือ
กระจายทรัพยากร (ระบบงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ)
กระจายโอกาสทางการศึกษาทั้งในระบบปกติและการให้การศึกษาที่เกี่ยวกับวิธีการหารายได้ได้มากขึ้น (เช่น เรื่องทำให้เกษตรกร เข้าใจและใช้ประโยชน์จากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า และต้องจัดหาให้เกษตรกรได้รับข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลา)
กระจายข้อมูลและโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อสนับสนุนให้ชนชั้นล่างสามารถหารายได้ได้มากขึ้น (สอดคล้องกับตัวอย่างข้างบน)
ปรับกฎหมายการเก็บภาษีอากรเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระจายรายได้ (เช่นภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีจากการเก็งกำไรและอบายมุขต่างๆ)


สิ่งที่คุณคิด ก็คือ สิ่งที่ระบอบทักษิณทำอยู่นะครับ คือ ยกระดับชนชั้นรากหญ้าให้ขึ้นมาเท่าเทียมชนชั้นกลาง

แนวคิดนี้ ความจริงดีมากๆ  เพียงแต่รูปแบบการกระจายรายได้และการพยุงชนชั้นรากหญ้าของระบอบทักษิณมุ่งเน้นการหาเสียงเพื่อให้ชนชั้นรากหญ้ามาเป็นฐานอำนาจในการยึดครองประเทศในส่วนที่ระบอบทักษิณยังเอื้อมไม่ถึง

และเบื้องหลังการยกระดับชนชั้นรากหญ้าของทักษิณเต็มไปด้วย สารพัดวิธีในการทำลายฝ่ายตรงข้าม และขยายอาณาจักรทรัพย์สมบัติของตนเอง ด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ระบอบทักษิณละเลยการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันต่อชนชั้นกลางทั่วประเทศ ด้วยเห็นว่า เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีผู้ยึดครองอยู่แล้ว ไม่ประสงค์จะไปแย่งชิง  สู้กวาดต้อนรากหญ้าซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ไม่ได้  ได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า และ หากินจากความไม่รู้เท่าทันของคนกลุ่มนี้ได้ยาวนานกว่า

กว่าคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นปัญญาชน กลายเป็นผู้พอมีอันจะกินขึ้นมา  ทักษิณก็แก่ตายแล้วครับ
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
นักปฏิวัติ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 330



« ตอบ #48 เมื่อ: 29-09-2008, 12:25 »

จริงครับ คุณบอนนี่

เมื่อประมาณปี 41-42 ผมอ่านแนวคิดของ ดร.พันธ์ศักดิ์ ในวารสาร Corporate Thailand พูดถึงแนวคิด สร้าง SME (พัฒนาเป็นโครงการ OTOP) ทำ ให้รากฐานของประเทศ (ประชาชนรากหญ้า หรือ bottom of the pyramid) แข็งแกร่ง เลี้ยงชีพตนเองได้ และผมยังได้ไปงาน SME (แท้จริง คือ soft launch พรรคไทยรักไทยนั่นเอง) ที่ศูนย์สิริกิติ์ ซึ่งผมก็ประทับใจ และยังได้เข้าไปคุยกับ ดร.พันธ์ศักดิ์ เรื่องการปฏิรูประบบราชการเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ช่วงนั้นผมก็ประทับใจนโยบายของทักษิณ ซึ่งผมคิดว่าดีจริง

กระแสขณะนั้น แม้แต่ ผู้ใหญ่ เช่น นพ.เสม นพ.ประเวศ คุณอานันท์ แม้แต่ อ.เจิมศักดิ์ เป็นต้น ยังมีท่าทีเป็นบวก ต่อทักษิณ เช่นกัน เพราะนโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่ดี มีการใช้หลักการบริหารสมัยใหม่ เข้าไปปรับใช้ในงานการเมือง ล้วนดูดีไปหมด

ต่อมา ผมเริ่มได้ข้อมูลมากขึ้นๆ เริ่มเห็นว่า ทักษิณมีท่าทีเปลี่ยนไป ข้อครหาต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานเพื่อประโยชน์ตนเอง ไม่ได้ทำงานอย่างบริสุทธ์ใจ

ปี 46 ผมไปฟังคุณธีรยุทธ บุญมี บรรยายเรื่อง Roadmap ประเทศไทย (คิดว่าตั้งหัวข้อประชด ทักษิณหน่อยๆ เพราะตอนนั้น ทักษิณชอบจัด workshop เกี่ยวกับ roadmap ในเรื่องต่างๆ) สรุปได้ว่า ทักษิณจัดองคาพยพต่าง พร้อมสรรพ ที่จะทำงานการเมืองอยู่บน ทาง 2 แพร่ง

คือ จะนำพาไปในทิศทางเป็น รัฐบุรุษ หรือ ทรราช ก็ได้ (แต่คุณธีรยุทธ ให้น้ำหนักทรราชมากกว่า โดยผมเข้าไปถามคุณธีรยุทธด้วยตนเอง)

ปี 47 คุณธีรยุทธ ออกบทความใน มติชนสุดสัปดาห์ เตือนทักษิณว่า ระวังจะไม่มีแผ่นดินอยู่ ประชาชนจะมาประท้วงกลางท้องถนน และอาจเกิดความรุนแรงในชาติ

ผมกำลังจะสรุปว่า นโยบายดั้งเดิมของ ทรท.เป็นนโยบายที่ดี เรืองให้ความสำคัญกับประชากรรากฐาน แต่ ในภายหลังทักษิณกลับมองผลประโยชน์ตนเองเป็นใหญ่ หลังจากสร้างองคาพยพทุกอย่างในการนำพาประเทศ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง

อย่างไรก็ตาม ผมยังให้เครดิตทักษิณ สำหรับนโยบายเรื่องนี้ ในช่วงเริ่มก่อตั้ง ไทยรักไทยครับ

บันทึกการเข้า

"สุดยอดกลยุทธ์ คือชนะโดยไม่ต้องรบ" ซุนวู

"ผู้นำชั้นเลิศนั้น เพียงแต่เป็นที่รับรู้ว่ามีตัวตนอยู่
ชั้นรองลงมา เป็นที่รักและสรรเสริญ
ชั้นรองกว่านั้น เป็นที่เกรงกลัวและเกลียดชัง" เหล่าจื๊อ เต้าเต๋อจิง
Kabal
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 27


« ตอบ #49 เมื่อ: 29-09-2008, 13:25 »

มีลูกมาก ในสิ่งแวดล้อมที่ทรัพยากรจำกัด มันก็ได้แต่จนลงเรื่อยๆ ในรุ่นถัดๆ ไป แล้วมันจะเหลือลูกหลานเป็นคนชั้นกลางสักกี่คนละครับ

ที่สำคัญ จริงๆ แล้วการศึกษากับประชาธิปไตย มันมีความสัมพันธ์แค่เชิงแนวโน้ม ไม่ใช่ absolute association สิ่งที่จะสัมพันธ์จริงๆ คือจริยธรรมต่างหากครับ เพราะในความเป็นจริง ชนชั้นกลางนั่นแหละ ที่เป็นชนชั้นที่มีความสามารถในการปรับตัวสูง อาจเป็นชนชั้นที่ทั้งสร้างประชาธิปไตยขึ้นมาจากฝุ่นเผด็จการ แต่ในทางตรงข้าม เมื่อถึงเวลาที่อำนาจทางการเมืองกำลังจะหลุดไปจากตัว (เช่น หลุดไปหารากหญ้าที่พอทักษินมา อำนาจต่อรองก็มากขึ้น) ก็กลับคิดจะหยุดวิวัฒนาการทางประชาธิปไตยซะ ด้วยข้ออ้างที่ว่า "ก็ชาวบ้านมันโง่"

สรุปแล้ว ผมคิดว่าการให้การศึกษา เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่ความฉลาด แต่เป็นคุณธรรมครับ ถ้าจะชนะระบอบทักษินได้ มีแต่ต้องทำให้คน เห็นความสำคัญของคุณธรรม เทียบเท่าเรื่องปากท้องให้ได้ครับ มิฉะนั้น มันก็จะเป็นรูปเดิมไปเรื่อย ไม่ว่าจะมีการเมืองใหม่อีกกี่แบบ ก็จะมี "ไอ้พวกงี่เง่าที่กำลังจะอดตาย" มาทำลายมันไปทุกครั้งครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: