ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
20-09-2019, 02:38
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ประณาม มติชั่ว หักหลังประชาชน อุ้มระบอบทักษิณ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ประณาม มติชั่ว หักหลังประชาชน อุ้มระบอบทักษิณ  (อ่าน 1460 ครั้ง)
อนัตตา (ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้ฝ่าย)
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 620



« เมื่อ: 24-09-2008, 12:41 »

มติชนเลือกข้างมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อน 19 กย. เสียอีก

มติชน ไม่สนใจว่า นักการเมืองจะโกงชาติ ขายชาติ จนจะสิ้นชาติ

ขอเพียงแต่ให่มีการเลือกตั้ง เลือกยังไงก็ได้ ไม่เคยประณามนักการเมืองซื้อเสียงเลย

นี่หรือ หนังสือพิมพ์คุณภาพ

อ้วก
บันทึกการเข้า

Nai_puan
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 231


« ตอบ #1 เมื่อ: 24-09-2008, 12:51 »

แค่คิดเห็นต่างกัน ยืนคนละจุด... มติชนก็กลายเป็นสื่อชั่ว ที่ต้องโดนประนามไปซะแล้ว...

นี่แหละ การเมืองใหม่ ประชาภิวัฒน์ ที่คิดจะนำเสนอให้สังคมไทย... น่าทึ่งจริงๆ
บันทึกการเข้า
andre2008
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4



« ตอบ #2 เมื่อ: 24-09-2008, 12:52 »

เค้าแค่ด่าคนที่เป็น ปัญหาของประเทศมั้งครับ
ใครเป็นปัญหาก็ด่าคนนั้น

เค้าคงเอียงน้อยลงรึเปล่า พันธมิตรก็เลยไม่ชอบ
พันธมิตรชอบของเอียงๆ
บันทึกการเข้า
sootyod
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 74



« ตอบ #3 เมื่อ: 24-09-2008, 14:59 »


ตัดแปะของตัวเองครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ASTV กับเวทีพันธมิตร  นั้นเค้ามีจุดยืนชัดเจนว่า เลือกข้างแล้ว เป็นคู่กรณีครับ
จะบอกว่า อคติได้อย่างไร  ASTV กับเวทีพันธมิตร  ชัดเจนครับเลือกข้างครับ สีเหลืองครับ


NBT กับ นปก./นปช.  ก็ชัดเจนครับ เลือกข้างแล้ว สีแดงครับ



ส่วนมติชน ถือเป็นสื่อมวลชน ที่ผ่านมา แสดงออกว่าเป็นกลาง 
และต้องการให้เข้าใจว่าเป็นกลาง เปิดรับฟังความเห็นที่ต่างก็จริง
แต่คราวหลังนี่เริ่มมีแปลกๆไปครับ
เดิมเคยวิจารณ์อยู่บนรากฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง
นี่อะไรกัน 70/30 เอามาวิจารณ์ซ้ำไปซ้ำมา ทั้งที่ แกนนำบอกแล้วบอกอีก แค่ตัวอย่างความเห็น
ถ้าคุณไปบอกใครว่าต้องการการเมืองใหม่ แล้วไม่มีอะไรมาเสนอก็ไม่มีใครเข้าใจ
การเมืองใหม่ที่ว่านั้น ยังต้องช่วยกันคิดอีกหลายแนวทาง ยังไม่ได้สรุปแน่นอน
และไม่ใช่แค่ตามที่แกนนำเสนอมา เค้าบอกหลายครั้งแล้วครับ
ไม่ได้ฟังเค้าเลย อย่างนี้ อคติ มั้ยครับ


ถ้าบอกว่ากลาง แล้วทำเช่นนี้ มันต่างกับ ดูข่าวค่ำ NBT ตรงไหนกันครับ?


ประเด็นคือ ถ้าอยากจะกลาง ก็อย่าทำแบบนี้ครับ เสียเครดิต
ติเพื่อก่อนะครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------


ต้องดูว่าอยู่พื้นที่ข่าว หรือ คอลัมน์

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรือ ความคิดเห็น

ส่วนในความเห็นนั้น ในฐานะสื่อมวลชน ที่บอกว่าตัวเป็นกลาง
ควรวิเคราะห์วิจารณ์อยู่บนรากฐานข้อมูล ข้อเท็จจริงครับ
ถ้าไม่ได้ฟัง แล้ววิจารณ์ อย่าง อคติ
ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด
ก็ไม่ควรอ้างว่า "เป็นกลาง"
อย่างนี้แหละ จึงถูกเค้าต่อว่าเอา



ไม่ใช่เนื้อหา โจมตีพันธมิตร จึงโดนต่อว่า



บันทึกการเข้า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
Sweet Chin Music
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,613



« ตอบ #4 เมื่อ: 24-09-2008, 15:12 »

ตอนนี้ ฝ่าย นปก. เอาแต่เล่นข่าวเก่าๆครับ โดยเฉพาะเรื่อง 70/30 นี่ละ ทั้งๆที่ประเด็นนี้จบไปตั้งนานแล้ว

แต่ มติชน กลับมาเล่นประเด็นนี้ด้วย ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นคนเขียน ผมก็ยังไม่อยากปักใจเชื่อหรอกนะครับ ว่า มติชน นะเอียงไปทางฝั่งนู้น

เพราะยังเสียดายคำว่า สือคุณภาพทางการเมืองอยู่ .... อุตสาห์สร้างมาหลายปี แต่กลับต้องมาเสียเพราะเรื่องนี้

เข้าใจว่า มติชน อาจจะเหมือนไทยรัฐ ที่มีฝ่ายทั้งเชียร์และไม่เชียร์พันธมิตร อยู่ในไทยรัฐเอง ให้คนอ่านเลือกอ่านเอา...
บันทึกการเข้า


You'll Never Walk Alone
เข้าไปกันได้ค๊าป- - - >http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweetchinmusic&group=1
เอกราช
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 826


กับคนที่ไร้ซึ่งจริยธรรม ยังจะสามารถสมาคมด้วยหรือ


« ตอบ #5 เมื่อ: 24-09-2008, 15:35 »

มติชนก็คือ พ่อค้าขายข่าว ที่หลงตัวเองว่าคือสื่อ
ซึ่งว่าจ้างพวก กุลีข่าว จับกังข่าว กรรมกรข่าว กระบอกเสียงรัฐบาล
รวมทั้งพนักงานที่เป็นสื่อจริง
นำสินค้าข่าว มาเสนอขายสู่ประชาชน

ในกลุ่มพ่อค้าข่าวที่หลงตัวเองว่าเป็นสือ
มันก็มีสื่อที่เป็นสื่อมวลชนที่แท้จริง
กล้ายืนอยู่ตรงข้ามกับอำนาจรัฐ
กล้าตรวจสอบรัฐบาล

ต้องดูการนำเสนอในภาพองค์กรโดยรวม 
ซึ่งส่วนมากเป็นพ่อค้าขายข่าว
ที่เป็นสื่อแท้จริงนั้นน้อยมาก

ส่วนตัวบุคคลต้องว่าเป็นรายๆไป
อันนี้ยังมีสื่อที่เป็นสื่อแท้อยู่ไม่น้อย
 
ส่วนพวกกุลีข่าว จับกังข่าว กรรมกรข่าว
รวมทั้งพวกกระบอกเสียงรัฐบาล
น่าจะมีจำนวนที่มากกว่าน่ะ  หรือว่าไง?
บันทึกการเข้า

สภาพดินฟ้าอากาศที่ได้เปรียบมิสู้มีชัยภูมิที่มั่นคง
ชัยภูมิที่เป็นเลิศมิอาจเทียบได้กับความมีน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้คน
天时不如地利,地利不如人和
ฅนไทยไม่ขายชาติ
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 42



« ตอบ #6 เมื่อ: 24-09-2008, 21:23 »

อย่าไปสนใจเลยครับ  กับไอ้มติเฮงซวย
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติต้องมาพร้อมกับประชาชน นักการเมือวควรจะปรับตัวเข้ากับประเทศชาติไม่ใช่ให้ประเทศชาติปรับตัวเข้าหาตน  เพียงเท่านี้ประเทศก็เจริญ
อิรวันชาห์ IrWanSyah
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 870



« ตอบ #7 เมื่อ: 24-09-2008, 21:29 »

เขาสะท้อนให้เห็นความจริงต่างหาก  

สูตรการเมืองใหม่ 70:30 ถูกจุดพลุขึ้น ท่ามกลางความแข็งแกร่งของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต้องการเสนอทางเดินของสังคมเพื่อนำพาไปสู่ "สังคมยูโธเปีย" ผ่านความเข้าใจเฉพาะระดับ "แกนนำ" โดยไม่ยึดโยงกับ "มวลชน"

ทำให้สูตรประชาธิปไตยแบบ "โควต้าอ้อย" ถูกวิจารณ์จากสังคมจนไม่มีชิ้นดี

กลายเป็นว่าการเสนอสูตรการเมืองใหม่ขึ้นมา เป็นไปเพื่อโดดเดี่ยวตัวเอง

เพราะท้ายสุดสูตรนี้ ก็ถูกตีตกและพับเก็บเข้าลิ้นชัก

จนถึงคราวต้องประกาศท้ารบในวาระ "สงครามครั้งสุดท้าย" พันธมิตรจึงงัดกลยุทธ์ที่ถูกตีตกกลับมารีมิกซ์ใหม่ในภาพ "ประชาภิวัฒน์" เพื่อเปิดฉากปฏิรูปการเมือง

ทว่า การกลับมาใหม่ของสูตรการเมือง กลับยังคงเส้นคงวาในรูปแบบ "เดินเกมเชิงเดี่ยว" ด้วยการละทิ้งมวลชนและปิดประตูรับความคิดเห็น

ภาพที่ปรากฏบนหน้าฉากการต่อสู้ จึงตกอยู่ในห้วงของการบีบบังคับให้ประชาชน "สมยอม" ในสูตรการเมือง ทั้งที่มวลชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ

การก่อชนวนประชาภิวัฒน์จึงส่อต่อการ "หักดิบประชาธิปไตย" ที่ไร้กระบวนการมีส่วนร่วม

กอปรกับบทบาทของแกนนำพันธมิตร ในห้วงที่ผ่านมามีลักษณะคล้าย "เผด็จการ" ที่ร้องหาการยอมรับจากสังคม แต่กลับปิดหู ปิดตา ไม่ฟังเสียงจากสังคม

ตรงกันข้ามแกนนำยังได้สร้างภาพลักษณ์ให้ดูเหมือนกับว่า เป็นบุคคลที่ใครก็แตะต้องไม่ได้ การจะให้สังคมยอมรับในสูตรการเมืองที่จุดพลุออกมาจึงเป็นไปได้ยาก

ยิ่งเมื่อ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ขึ้นนั่งกุมบังเหียนในรัฐบาลใหม่ และมีทีท่าแห่ง "ความสมานฉันท์" ต่อการชุมนุม การแข็งข้อของแกนนำพันธมิตรจึงถูกตีกลับ

ภาพพจน์ของพันธมิตรจึงไม่ต่างจากข้อกล่าวหาของ "สมัคร สุนทรเวช" ที่เคยตั้งข้อหาว่าพันธมิตรเป็นอันธพาลครองเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งดันทุรังมากเท่าใด "ต้นทุน" ความชอบธรรมของพันธมิตรที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนานก็ยิ่งร่อยหรอลงทุกวัน

ไม่แปลกที่กระแสสังคมส่วนใหญ่วันนี้ จึงส่งเสียงวอนให้พันธมิตรหาทางลงหรือถอยเพื่อชาติ!!!

แม้พันธมิตรจะแปลงสูตรการเมืองจาก 70:30 เป็น 50:50 หรือเปลี่ยนสูตรการเมืองไปเป็นแบบใดก็ตาม หากยังใช้แนวทาง "หักดิบ" และคิดว่า แนวคิดตัวเอง "ถูกต้องแต่ฝ่ายเดียว" โดยไม่เปิดทางให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วม แม้จะมีเจตนารมณ์การเมืองใหม่ ที่ต้องการล้างบางนักการเมืองโกงและยกเครื่องสังคมใหม่ ย่อม "จบเห่" เสียตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่

คงไม่ต้องพูดถึงสูตรการแยกขั้ว ส.ส.ออกเป็นคนที่มาจากการเลือกตั้งและคนที่มาจากการแต่งตั้งว่า ควรมีจำนวนเท่าใด ใครควรจะเป็นผู้ถูกแต่งตั้ง ใครควรจะเป็นคนถูกเลือกตั้งหรือใครจะเป็นผู้มาแต่งตั้ง

ที่มาของรายละเอียดเหล่านี้ ใช่ว่าพันธมิตรจะสามารถคิดเองได้ทั้งหมด และไม่ใช่ว่าหากพันธมิตรเสนอแนวคิดออกมา สังคมโดยรวมจะเห็นพ้องต้องตามความเห็นของพันธมิตรโดยไม่โต้แย้ง เพราะต้องยอมรับว่า สังคมมีความหลากหลาย

ซึ่งครั้งหนึ่งพันธมิตรก็เคยเปิดประตูให้สังคมที่มีความหลากหลายได้แสดงความคิดเห็น

แต่วันนี้ความฮึกเหิมที่เกิดขึ้นจากการมีมวลชนหนุนหลังมากมาย ทำให้แกนนำพันธมิตรรู้สึกว่า "ตัวเองยิ่งใหญ่" โดยความยิ่งใหญ่นี้เปรียบประดุจการได้รับสิ่งประทานจากสวรรค์ ความยิ่งใหญ่นี้ จึงกระเด็นเข้าตาและมาบดบังกระบวนการประชาธิปไตย

ทั้งที่ความจริงแล้วพันธมิตรก่อเกิดมาเพื่อทวงคืนประชาธิปไตยที่ถูกครอบงำจาก "ระบอบทักษิณ"

แต่ท้ายสุด ทำไม..พันธมิตรกลับปิดประตูสร้างกระบวนการประชาธิปไตยแบบการมีส่วนร่วมเสียเอง

หากพันธมิตรมุ่งหวังปฏิรูปการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจริง ควรสร้างบรรยากาศให้ควรค่าแก่การแลกเปลี่ยน แล้วเปิดโต๊ะดึงทุกภาคส่วนของสังคม เข้ามาเสนอแนวคิดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่กินรวบอย่างที่เป็นอยู่

เมื่อนั้นบรรยากาศ "ชูธงเขียว" เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540 จะกลับมาอีกครั้ง!!!!

แต่ถ้าพันธมิตรยังเดินเกมแบบไม่ยอมหักและไม่ยอมงอเช่นนี้ อาจทำให้การเมืองใหม่แบบ "ประชาภิวัฒน์" ไม่เกิด ตรงกันข้ามมวลชนที่เคยภักดีอาจตีตัวออกห่างไปมากกว่านี้

ความดีความงามของพันธมิตรที่สั่งสมมาในอดีตก็จะจบลงอย่างไม่สวยงาม ดังที่แกนนำต้องการให้เป็น

ท้ายสุด...การชุมนุมที่ต่อเนื่องยาวนานและแลกมาด้วยความเหนื่อยยากจะจบลงอย่างไม่ได้อะไรกลับมา

(ที่มา มติชนรายวัน , 23 ก.ย. 2551)
บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 24-09-2008, 22:39 »

เข้าไปราชดำเนิน ก็พบข้อความคล้ายๆกันแบบนี้ ประมาณว่า ต่อต้านสื่อชั่ว

ไทยรัฐ มติชน เนชั่น ฯลฯ

ตกลง สื่อพวกนี้ไม่เป็นพวกใครเลยใช่มั๊ย อิ อิ
บันทึกการเข้า

tigerfireback
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57


« ตอบ #9 เมื่อ: 24-09-2008, 22:58 »

"สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ถ้าแน่จริง ดีจริง ซื่อจริง สมานฉ้นท์จริง

ยกเลิก พาสปอร์ตแดง ทักษิน วันพรุ่งนี้ที่ 25 กย 2551

คาดว่า ทำไม่ได้ กลัวเมีย กลัวพีเมีย ไปสมานฉันท์กีบเมียได้อย่างเดียว

ส่วนสื่อ อย่าไปสนมาก มันผวนไปผวนมา เอาแน่นอนไม่ได้
พวกสื่อมันปุถุชน โลภ โกรธ หลง  คนมันเปลี่ยนกันได้ เอาว่า ใครเขียนผิด เลิกซื้อ เลิกอ่าน
บันทึกการเข้า
Red Baron
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68



« ตอบ #10 เมื่อ: 24-09-2008, 23:48 »

สื่อต้องเลือกข้างครับ สักวันพันธมิตรก็จะไม่มีไปตามกาลเวลา รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่สื่อที่ดีต้องอยู่ข้างผลประโยชน์ของประชาชน

อีกร้อยปีถ้าสื่อยืนข้างประชาชนก็อยู่ได้ แต่ถ้าไม่ยืนข้างประชาชนก็เป็นได้เพียงกระดาษชำระ

ใครเกิดทันดาวสยามก็จะเห็นสัจจะธรรมอันนี้ สมัยก่อนสยามรัฐเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย พอถึงวันนี้ที่สิ้นเงาของท่านเสาหลักสยามรัฐก็เปลี่ยนไปยอดขายก็สะท้อนความจริงอันนี้

Manager เกิดมานานจะชนยี่สิบปีแล้วมั้งถ้าเป็นกระดาษชำระคงเจ๊งไปนานแล้วคงไม่มีใครบ้าเอาเงินอัดฉีดมัมมีให้มีชีวิตนานขนาดนี้ ต้องยอมรับว่ามีประชาชนชั้นกลางส่วนหนึ่งอ่าน Manager มาตลอดเกือบครึ่งชีวิต

ในทำนองเดียวกัน ASTV ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงานตรงเวลามาสองปีแล้ว ทุกวันนี้จ่ายเงินเดือนตรงเวลาด้วยเงินบริจาค เป็นกระจกเงาของการตัดสินใจของมวลชนในช่วงเวลาปัจจุบันได้ดี

ตอนนี้สมมุติว่า PTV ยังมีชีวิตอยู่แล้วร้องขอเงินแบบ ASTV บ้างจะมีคนให้ไหม คงจะได้ผลไม่ต่างกับผลตอบรับของเว็บประชาไทยที่ร้องขอเงินอุดหนุนแล้วเป็นอย่างไรก็เห็นกันอยู่

ผมรับหนังสือพิมพ์หลายเล่มอย่างมติชนผมรับมาไม่น้อยกว่าอายุการเกิดของ Manager แต่เพิ่งมีเมื่อสองวันก่อนที่ภริยาผมเปรยลอยๆขึ้นมาว่าจะไม่รับมติชนแล้วเพราะอ่านแล้วทำให้เวลาเช้าไม่สดใส ผมก็เปรยลอยๆสวนไปว่าให้โอกาสปรับทิศทางสักระยะ ถ้ายังรู้สึกว่าอ่านแล้วไม่สดใสไม่เปลี่ยนทิศทางก็เลิกไปก็ได้

ผมว่าระดับ "บาปของสื่อ" มันน่าจะเรียงลำดับอย่างนี้นะครับ

สื่อที่เสนอข่าวเท็จ หรือกึ่งเท็จ หรือบอกความจริงไม่หมด

อันดับสองคือเสนอข่าวแกล้งโง่ ตัวอย่างเช่นข่าว 70-30 ถึงวันนี้แบบนี้ถือว่าแกล้งโง่ ถ้าเป็นเมื่อสองสัปดาห์ก่อนยังพอให้อภัยว่าโง่จริง


พูดถึงระดับของบาปแล้วต้องพูดถึงระดับของบุญบ้าง

สื่อที่ดีต้องยอมรับคำวิจารณ์กลับได้ ถ้ารับการวิจารณ์กลับไม่ได้ถือว่าไม่ใช่สื่อที่ดี การที่สื่อวิจารณ์หรือวิเคราะห์อะไรสักอย่างจะมีคนรับรู้เป็นวงกว้าง แต่ผู้ถูกวิจารณ์ใช้สื่ออื่นตอบโต้ข้อมูลที่ผิดพลาดในการเสนอข่าวต้องยอมรับในสิ่งถูกและต้องตอบโต้กลับถ้าสิ่งนั้นยังไม่ถูกต้อง แต่ต้องอยู่ในพื้นฐานที่ไม่แกล้งโง่เอาสีข้างเข้าสีด้วยครับ

การทำหน้าที่ของกระจกเงาที่ไม่บิดเบี้ยวต่อผลประโยชน์ประชาชนคือการทำบุญต่อมวลชนทุกวันของสื่อ นักหนังสือพิมพ์ส่วนมากจะเข้าใจว่าเป็นกลางสะท้อนทุกสิ่งคือกระจกเงาที่ดี
แต่สิ่งที่มองข้ามไปเพราะเป็นการถ่ายทอดจากรุ่นถึงอีกรุ่นคือกระจกเงาที่ไม่บิดเบี้ยวบานนั้นเลือกที่จะสะท้อนภาพกองขยะหรือสวนดอกไม้ ผมเข้าใจว่าเป็นคำพูดของคุณอิศราหรือไม่ก็ครูอบ

ผมคิดว่าตอนที่คุณอิศราหรือครูอบพูดคำนี้ ท่านได้เลือกข้างแล้วว่าสื่อที่ดีต้องเลือกข้างที่จะยืนกับผลประโยชน์ประชาชน
บันทึกการเข้า

อย่าถามหาความเป็นกลางจากผม



"ศิล" แปลว่า "ปกติ" วิญญูชนผู้ไม่หวั่นไหวต่ออบายไม่จำเป็นต้องทำให้ชีวิตผิดปกติจากที่เป็นเพื่อรักษา "ศิล"

From the Templar's moral
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 25-09-2008, 00:07 »

เออ ไม่รู้สิ ผมยังไม่เห็นแถลงการณ์ หรือคำสัมภาษณ์จากพวกอาจารย์นิเทศศาสตร์ หรือ สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนต่อว่า เนชั่น ไทยรัฐ มติชน

เห็นแต่ต่อว่า คลื่นผู้จัดการ กับ NBT

มันก็แปลกดีเหมือนกันนะครับ
บันทึกการเข้า

Cookie
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 42


« ตอบ #12 เมื่อ: 25-09-2008, 01:21 »

สื่อ นสพ. เดี๋ยวนี้มันแปลกๆ ครับ ผมว่าในกอง บก. เองก็มีแบ่งแยกกันสุดโต่งเหมือนกัน อ่านของเดลินิวส์จากร้านอาหารที่กินประจำน่ะ เห็นหน้าการเมืองหน้า 3 นี่บทความไปทำนองเดียวกันเลยคือติติงรัฐบาลหรือสิ่งที่พันธมิตรทำผิดตรงๆ แต่พอหน้าการเมืองด้านในสักหน้า 6 มั้ง เขียนบทความบิดเบือนโจมตีได้ตลอดทั้งหน้าเหมือนกัน เชียร์รัฐบาลออกหน้าออกตา ก่นด่าองค์กรอิสระทุกองค์กร แม้กระทั่ง สตง. ก็ยังด่าเสียๆ หายๆ สว.เรืองไกรก็โดนด่าว่าพวกชอบหาเรื่อง อยากจะบอกว่าไอ้เวร เขาหาเรื่องคนทำผิดยังมาด่า แบบนี้มันควรเป็นสื่อได้มั้ยเนี่ย

ไม่รู้ทำไมเดลินิวส์มันเป็นแบบนี้ กะจับคน 2 กลุ่มหรือไง หรือแอบเลี้ยงพวกเสี้ยมไว้ใช้งาน
บันทึกการเข้า
คาคาชิ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 521


ที่นี่เหมือนโลกที่โดนมนุษย์ต่างดาวบุกหาตรรกะไม่เจอ


« ตอบ #13 เมื่อ: 25-09-2008, 01:38 »

หนังสือพิมพ์ที่ดี ต้องเล่นเรื่อง "พาสปอร์ตแดง ของทักษิณ"

หนังสือพิมพ์เล่มไหน ไม่มีเรื่องผม สำหรับผม คือ "เฮี้ยหมด"
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 25-09-2008, 01:53 »

สื่อ นสพ. เดี๋ยวนี้มันแปลกๆ ครับ ผมว่าในกอง บก. เองก็มีแบ่งแยกกันสุดโต่งเหมือนกัน อ่านของเดลินิวส์จากร้านอาหารที่กินประจำน่ะ เห็นหน้าการเมืองหน้า 3 นี่บทความไปทำนองเดียวกันเลยคือติติงรัฐบาลหรือสิ่งที่พันธมิตรทำผิดตรงๆ แต่พอหน้าการเมืองด้านในสักหน้า 6 มั้ง เขียนบทความบิดเบือนโจมตีได้ตลอดทั้งหน้าเหมือนกัน เชียร์รัฐบาลออกหน้าออกตา ก่นด่าองค์กรอิสระทุกองค์กร แม้กระทั่ง สตง. ก็ยังด่าเสียๆ หายๆ สว.เรืองไกรก็โดนด่าว่าพวกชอบหาเรื่อง อยากจะบอกว่าไอ้เวร เขาหาเรื่องคนทำผิดยังมาด่า แบบนี้มันควรเป็นสื่อได้มั้ยเนี่ย

ไม่รู้ทำไมเดลินิวส์มันเป็นแบบนี้ กะจับคน 2 กลุ่มหรือไง หรือแอบเลี้ยงพวกเสี้ยมไว้ใช้งาน

ความเห็นสองด้าน สามด้าน ถือเป็นเรื่องปกติในสื่อกระแสหลัก

เพราะสื่อเชื่อว่า ในสังคมประชาธิปไตยมีความหลากหลาย ไม่มีใครถูกทั้งหมด หรือผิดทั้งหมด

หนังสือแต่ละฉบับก็จะมีผู้คนหลากหลาย เพราะมีหลายเซ็คชั่น ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ฯลฯ

คอลัมนิสต์แต่ละคนก็มีแฟนประจำของเค้า ที่ติดตามอ่านเป็นประจำ บางคนเขียนมา 30-40 ปี

การถ่วงความเห็นให้หลากหลาย ก็เสมือนถ่วงดุลกันเองในสังคมไทยนั่นแหละครับ แตกต่างแต่ไม่แตกแยก

ส่วนเรื่อง "ข่าว" ก็ว่ากันไปอีกแบบ ความเห็นก็ว่ากันไป แล้วแต่คอลัมนิสต์จะคิดจะเขียน นั่นคือ อิสระของสื่อ

แม้ในสื่อของรัฐ ก็ยังมีบทรับรองเสรีภาพสื่อเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ให้ถูกรังแก

แต่สื่อของรัฐ ยอมค้อมหัวให้นักการเมือง

ไม่คิดที่จะใช้สิทธิเสรีภาพของตนเองที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้แล้ว เพื่อปกป้องตนเอง
บันทึกการเข้า

i-spirit
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #15 เมื่อ: 25-09-2008, 08:40 »

ทุกวันนี้ไม่เคยซื้อหนังสือพิมพ์ ใช้การอ่านผ่านอินเตอร์เน็ตและก็อ่านหลายๆค่ายเพราะมีนักเขียนที่น่าอ่านวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผล ส่วนประเภทนักวิชาการสีข้างอ่านได้ย่อหน้าเดียวก็ปิดได้เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะอ่านจนจบ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: