ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
20-08-2017, 20:40
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  ห้องสาธารณะ  |  จรัญ ภักดีธนากุล แจ้งการงดเป็นแขกรับเชิญทางคลื่นความคิด96.5แล้ว 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
จรัญ ภักดีธนากุล แจ้งการงดเป็นแขกรับเชิญทางคลื่นความคิด96.5แล้ว  (อ่าน 2544 ครั้ง)
คนภูเก็ต
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 15-09-2008, 01:28 »

วันนี้ฟังรายการเวทีความคิด ที่ออกอากาศเมื่อ วันที่ 13 กันยา ทางคลื่นความคิด96.5 ทางผู้จัดรายการ วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ แจ้งว่า จรัญ ภักดีธนากุล  ของดเข้าร่วมรายการซึ่งปกติจะเข้าร่วมจัดรายการทุกวันศุกร์ ของดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ทางผู้จัดได้แจ้งให้ผู้ฟังทางรายการทราบว่า ไม่ได้มีการจ่ายค่าจ้างในการทำรายการให้แก่คุณจรัล จรัลมาทำด้วยใจ

-----------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อไม่ได้รับค่าจ้าง แล้วทำไมไม่จัดต่อละครับ

ถ้ามั่นใจว่าไม่ผิด  จะถอยทำไม

ถ้าบริสุทธิ์  ทำไมไม่รีบชี้แจงแถลงไข

เสือเดิน มีรอยเท้าเสือ  ช้างเดิน มีรอยเท้าช้าง

หวังจะกลบรอบเท้าตัวเองหรือ  ท่านจรัญ !


คำว่าหอกทมิฬ แทงทมิฬ กระจ่างแจ้ง ก็วันนี้แหละ
แสบ ๆ คัน ๆ ดีมั๊ยล่ะ


 
บันทึกการเข้า
คนยะลา
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 15-09-2008, 14:23 »

ลื่นเหลือล้น ทนเหลือหลาย

ต้อง จรัญพันบาท
บันทึกการเข้า
BrettAnderson
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 180



« ตอบ #2 เมื่อ: 15-09-2008, 14:49 »

เอ้าๆ เหลือชื่อคนประจวบบ คนชุมพร คนระนอง คนพังงา คนสุราษฎร์ คนนครศรีฯ คนพัทลุง คนสงขลา คนสตูล  คนนราธิวาส คนตรัง คนกระบี่ คนปัตตานี ยังไม่ได้ใช้ รีบเอามาโพสต์ให้หมดเร้ววว
บันทึกการเข้า

OMEGA
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 233



« ตอบ #3 เมื่อ: 15-09-2008, 15:37 »



ก็ในเมื่อมีประเด็นปัญหา ข้อครหา ข้อสงสัย ท่านก็ยกเลิกการจัดรายการเพื่อไม่ให้ลำบากใจ...ไม่ดีรึ?

คงไม่ใช่เลิกทำเพราะกลัวความผิด ใครอยากจะหาเรื่องการกระทำที่ผ่านมาก็ให้เอาเรื่องได้นี่ถ้าผิดก็สำเร็จแล้ว



อาจารย์แกยังดีกว่าไอ้พวกหน้าดานหน้าทน ทำผิดจริงโต้งๆยังแถกทำชั่วต่อไม่มีสะทกสะท้าน... ถุยส์

 
บันทึกการเข้า

tongtt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 15-09-2008, 22:34 »

http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=490547
จรัญ ภักดีธนากุล" ยุติธรรมหรือขี้โกง

จรัญ ภักดีธนากุล มีสถานะตุลาการชั้นผู้ใหญ่ ที่มีสัญญลักษณ์ตราชั่งอันแสดงถึงความสถิตย์ ยุติธรรม แต่ใครจะรู้ว่า หลังบ้านนั้นกลับมีพฤติกรรม ขี้โกง เป็นกมลสันดาน ทั้งโกงเงิน โกงที่ดิน คนใกล้ชิดที่นับหน้าถือตากันมานาน

นายจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งคลุกคลีอยู่ในแวดวงกระบวนการศาลสถิตยุติธรรม รับราชการตุลาการ เกินครึ่งชีวิต ก่อนจะก็ได้รับการขอโอนย้ายจากข้าราชการตุลาการ ในตำแหน่งสุดท้ายคือ เลขาธิการประธานศาลฎีกา สำนักงานประธานศาลฎีกา ไปเป็นข้าราชการพลเรือนในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549

การคลุกคลีในตำแหน่งข้าราชการตุลาการเกินครึ่งชีวิต ย่อมจะเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี ในการผดุงความยุติธรรม

ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ เคยพระราชทานพระราชดำรัส แก่ผู้พิพากษา ประจำสำนักงานศาลยุติธรรม เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ท้องพระโรง ศาลาเริง วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 (ฉบับไม่เป็นทางการ)

มีใจความตอนหนึ่งว่า "........ ความยุติธรรมนี้คือ การปฏิบัติอะไรที่ถูกต้องตามธรรม คือยุติธรรม ถ้าฟังดูก็ยุติในธรรม ยุติในความดีความชอบ ท่านก็รักษาความยุติธรรม ท่านต้องรักษาความดีความชอบ ผู้พิพากษาจะต้องรักษาความยุติธรรมด้วยความดี ความถูกต้อง ถ้าท่านรักษาความยุติธรรม ตามที่ได้ปฏิญาณตน เชื่อว่าความสุขความสงบก็จะเกิดขึ้น ถ้าผู้พิพากษาไม่รักษาความยุติธรรมเมื่อใด ประเทศชาติคงวุ่นวาย........"

แต่นายจรัญ ภักดีธนากุล คงจะไม่เคยถ่ายทอดแนวทางตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ได้รับ ไปถึงคนในครอบครัว โดยเฉพาะภรรยาที่ชื่อนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล และแม่ยายที่ชื่อ นางจินดา สุนทรพันธ์

เพราะหาก นายจรัญ ภักดีธนากุล ถ่ายทอดแนวทางตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้กับภรรยาและแม่ยาย เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับคดี โกงที่ดิน คนใกล้ชิดที่นับหน้าถือตากันมานานคงไม่เกิดขึ้น และคงไม่คิดเบียดบังทรัพย์สินคนอื่นมาเป็นของตน

และในกรณีโกงที่ดิน ทำให้สาธารณะชนได้รับรู้อีกว่า พฤติกรรมขี้โกงของนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรณีนี้กรณีเดียว เพราะในคำฟ้องคดีดังกล่าว ยังได้แฉพฤติกรรมให้สาธารณะชนได้รับรู้ ถึงความเป็นคนขี้โกงของนางทีปสุรางค์ โดยข้อความในคำฟ้องระบุตอนหนึ่งว่า

"......นางทีปสุรางค์ มีพฤติกรรมที่น่าสงสัย เนื่องจากเคยยืมเงินพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช จำนวน 2 ล้านบาท แล้วไม่ยอมชดใช้........"

เรื่องอื้อฉาวคดีฟ้องร้องโกงที่ดิน สืบเนื่องจาก นางทีปสุรางค์ และมารดาร่วมกันคมคบคิด โกงที่ดินของพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 20550 และโฉนดที่ดินเลขที่ 23716 -23765 รวม 51 แปลง ที่ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีเนื้อรวมกันที่ประมาณ 22 ไร่เศษ

ทำให้พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ตัดสินใจร่วมกันเป็นโจทย์ ยื่นฟ้องแพ่งนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล เป็นจำเลยที่ 1 และนางจินดา สุนทรพันธ์ ซึ่งเป็นมารดาของนางทีปสุรางค์ เป็นจำเลยที่ 2 ในปี 2540 ที่ศาลจังหวัดสงขลา โดยเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2715/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 993/2547 เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน เพิกถอนนิติกรรม เรียกทรัพย์คืน

ในคำฟ้องของ พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ระบุว่า ได้ทำหนังสือมอบอำนาจ ด้วยการลงลายมือชื่อในช่องมอบอำนาจ แต่ไม่ได้กรอกข้อความ จำนวน 15 ฉบับ เพื่อให้นางทีปสุรางค์ ไปดำเนินการที่สำนักงานที่ดิน จังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ เพื่อรวมโฉนดที่ดินทั้ง 51 แปลง เป็นแปลงเดียว แล้วแบ่งเป็นแปลงย่อย ไม่เกินแปลงละ 50 ตารางวา เพื่อนำออกขายแก่บุคคลทั่วไป

แต่ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม 2540 ทราบว่านางทีปสุรางค์ ไม่ได้รวม และแบ่งแยกโฉนดตามที่ได้มอบหมายให้ไปดำเนินการ แต่กลับสบคบกับนางจินดา สุนทรพันธ์ ซึ่งเป็นมารดาของนางทีปสุรางค์ นำหนังสือมอบอำนาจที่ได้ลงลายมือไว้ให้ ไปกรอกข้อความจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของนางทีปสุรางค์และมารดาเสียเอง

หลังจากนั้น นางทีปสุรางค์และมารดา ได้นำที่ดินไป และได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินบางส่วนให้กับบุคคลภายนอก

พฤติกรรมเยี่ยงนี้ ถือเป็นการโกงซึ่งหน้า เพราะพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา มอบหมายให้นางทีปสุรางค์ เป็นตัวแทนในการดำเนินการรวมโฉนดที่ดินแล้วแบ่งแยกใหม่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อขายที่ดินที่แบ่งแยกแล้วให้บุคคลอื่น ไม่เคยให้นางทีปสุรางค์ นำที่ดินออกขาย และไม่เคยให้ดำเนินการพัฒนาที่ดินแต่อย่างใด

ที่สำคัญ ในคำฟ้อง ระบุว่า พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ไม่ได้ขายที่ดินให้กับนางทีปสุรางค์และมารดา ตามที่ทั้งสองให้การต่อศาลว่าซื้อมาในราคา 4 ล้านบาท และไม่เคยได้รับเงินค่าที่ดินจากนางทีปสุรางค์และมารดาแม้แต่บาทเดียว

พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้ดำเนินคดีกับนางทีปสุรางค์และมารดา ในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม และได้แจ้งอายัด ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่

เพราะการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ซึ่งถือเป็นการร่วมกันปลอมแปลงเอกสารหนังสือมอบอำนาจ จึงถือเป็นเอกสารปลอม จะนำไปใช้จดทะเบียนทำนิติกรรมใดๆ ไม่ได้

ดังนั้นการที่ นางทีปสุรางค์และมารดา นำที่ดินไปจดทะเบียนโอนขาย จึงถือเป็นโมฆะ

ในคำฟ้อง ระบุให้นางทีปสุรางค์และมารดา เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดิน ตามหนังสือมอบอำนาจที่กรอกข้อความจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของนางทีปสุรางค์ และมารดา และให้จดทะเบียนโอนที่ดินคืนกลับมา

หากไม่สามาถโอนคืน นางทีปสุรางค์และมารดาร่วมกันชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 45 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จากเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง

ในคำฟ้องยังระบุถึงสำหรับสาเหตุที่พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา มอบหมายให้นางทีปสุรางค์ ไปดำเนินการรวมโฉนดที่ดินแล้วแบ่งเป็นแปลงย่อย เนื่องจากนางสาวสุภา วงศ์เสนา เป็นเพื่อนสนิทของนายยิ่งยง สุนทรพันธ์ ซึ่งเป็นสามีของนางจินดา สุนทรพันธ์ และไปมาหาสู่กับครอบครัวของนายยิ่งพันธ์มาโดยตลอด ทำให้สนิทสนมกับนางทีปสุรางค์ โดยรักและเอ็นดูเหมือนบุตรหลาน

ระหว่างปี 2537 พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช ล้มป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน มือเท้าสั่นและอ่อนแรง ส่วนนางสาวสุภา วงศ์เสนา เส้นเลือดฝอยในสมองแตกร่างกายเป็นอัมพฤกษ์ ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล นายยิ่งยง จึงให้นางทีปสุรางค์ ซึ่งเป็นลูกสาวมาเยี่ยมและดูแลไข้

และด้วยสถานะของนางทีปสุรางค์ ซึ่งเป็นลูกของเพื่อน และที่สำคัญเป็นภริยาของตุลาการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งก็คือนายจรัล ภักดีธนากุล ขณะนั้นมีตำแหน่ง เลขาธิการประธานศาลฎีกา สำนักงานประธานศาลฎีกา ทำให้พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา เชื่อมั่นและไว้วางใจ มากยิ่งขึ้น ในการมอบหมายไว้วาน ให้ดำเนินการในเรื่องอื่นๆ รวมถึงรวมโฉนดที่ดินแล้วแบ่งเป็นแปลงย่อยจนนำไปสู่การฟ้องร้อง

ซึ่งหากพิจารณาจากพฤติการณ์เป็นการใช้กลฉ้อฉล โดยอาศัยความสับสน ซึ่งสติสัมปชัญญะพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ในยามที่เจ็บป่วยให้ลงชื่อไว้

อย่างไรก็ตามในการฟ้องร้องดังกล่าว นางทีปสุรางค์และมารดา ได้ฟ้องแย้ง โดยระบุว่า การโอนกรรมสิทธิ์ทั้ง 51 แปลง เป็นการโอนโดยถูกต้องตามเจตนาของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจปลอม ที่ดินทั้งหมดจึงเป็นของนางทีปสุรางค์และมารดา หลังจากซื้อที่ดินจากพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ในราคา 4 ล้านบาท ก็ได้ลงทุนพัฒนาที่ดิน จนทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น มีมูลค่าในการซื้อขายประมาณ 85 ล้านบาท

ซึ่งหากขายที่ดินได้ทั้งหมด จะได้เงินไม่น้อยกว่า 120 ล้านบาท หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายแล้ว นางทีปสุรางค์และมารดา จะมีกำไรไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท

นอกจากนี้ พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2538 แต่มาฟ้องคดีเมื่อปี 2540 เกิน 3 ปี ดังนั้นคำฟ้องจึงขาดอายุความ

ดังนั้นการที่พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา อายัดที่ดินที่สำนักงานที่ดิน ทำให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากมีผู้ซื้อที่ดินและได้รำระราคาให้บางส่วนแล้ว แต่เมื่อไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทำให้นางทีปสุรางค์และมารดา ขาดประโยชน์อันพึงได้รับจากการขายที่ดิน กล่าวคือ ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินบางส่วนให้กับบุคคลภายนอกแล้ว คิดเป็นราคาที่ดินทั้งสิ้น 34.8 ล้านบาท

ในคำฟ้องแย้ง ของนางทีปสุรางค์และมารดา ได้ขอเรียกค่าเสียหาย ให้พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์อันพึงได้เป็นเงิน 30 ล้านบาท และเรียกค่าเสียหาย จากการอายัดที่ดินทำให้เสียชื่อเสียงและเสียความน่าเชื่อถือ 20 ล้านบาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งเป็นเงิน 94.39 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ได้เสียชีวิตลงในระหว่างการฟ้องร้อง นางกัลยาณี รุทระกาญจน์ จึงเป็นผู้เข้ารับมรดกแทนพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และมูลนิธิสินเสริมธรรม เข้ารับมรดกแทนนางสาวสุภา วงศ์เสนา

ทั้งนี้ ในการพิจารณาคำฟ้องดังกล่าว ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาท ไว้ 6 ประเด็น ประกอบด้วย

1.คำฟ้องแย้งเคลือบคลุมหรือไม่
2.การกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ใบมอบอำนาจฝ่าฝืนต่อเจตนาหรือไม่
3.พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ได้รับความเสียหายเพียงไร
4.คำฟ้องขาดอายุความหรือไม่
5.การอายัดที่ดินที่พิพาทเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่
6.นางทีปสุรางค์และมารดาได้รับความเสียหายเพียงใด

ทั้งนี้ภายหลังการนำสืบพยาน โดยศาลจังหวัดสงขลา ได้มีการพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 ได้วินิจฉัยว่า นางทีปสุรางค์ กรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ใบมอบอำนาจฝ่าฝืนเจตนาของพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา จริง ดังนั้นนิติกรรมการโอนที่ดินมาเป็นของนางทีปสุรางค์ จึงเกิดขึ้นจากการฉ้อฉล โดยเจตนาทุจริตและ พันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย นิติกรรมการโอนดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ และต้องถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้น

ศาลจึงพิพากษา ให้นางทีปสุรางค์และมารดา จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมโอนขายที่ดินตามคำร้องของพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา

แต่ที่ไม่น่าเชื่อ คือ ประเด็นข้อพิพาทในข้อที่ 6 ที่นางทีปสุรางค์และมารดา ได้ดำเนินการถมดินเพื่อพัฒนา ซึ่งเท่ากับได้ดัดแปลงหรือต่อเติมทรัพย์สิน อันเป็นกรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 418 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า

"ถ้าบุคคลรับทรัพย์สินอันมิควรได้ไว้โดยสุจริต และได้ทำการดัดแปลงหรือต่อเติมขึ้นในทรัพย์สินนั้น ท่านว่าบุคคลเช่ชชนั้นต้องจัดทำทรัพย์สินนั้นให้คืนคงสภาพเดิม ด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง แล้วจึงส่งคืน เว้นแต่เจ้าของทรัพย์สินจะเลือกให้ส่งคืนตามสภาพที่เป็นอยู่ ในกรณีเช่นนี้เจ้าของจะใช้ราคาค่าทำดัดแปลงหรือต่อเติม หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นราคาทรัพย์สินเท่าที่เพิ่มขึ้นนั้นก็ได้ แล้วแต่จะเลือก"

ซึ่งพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา เลือกที่จะให้นางทีปสุรางค์และมารดา ส่งคืนที่ดินตามสภาพที่เป็นอยู่

ศาลจึงวินิจฉัย กรณีที่นางทีปสุรางค์และมารดา ได้มีการเข้าไปลงทุนพัฒนาที่ดินแล้ว ทำให้ค่าของที่ดินที่พิพาทสูงขึ้น ซึ่งการชดใช้เงินตามราคาทรัพย์สินเท่าที่เพิ่มขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในประมูล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 418 วรรคแรกนี้ ให้ดูมูลค่าของที่ดินดูดีขึ้น

จึงพิพากษาให้ผู้เข้ารับมรดกแทนพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้แก่ นางทีปสุรางค์และมารดา เป็นเงิน 10 ล้านบาท

การพิพากษาให้นางทีปสุรางค์และมารดา จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมโอนขายที่ดิน และโอนคืนที่ดินให้กับพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวนิช และนางสาวสุภา วงศ์เสนา

ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอย่างเที่ยงธรรม และน่ายกย่องอย่างยิ่งสมกับ พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้แก่ผู้พิพากษา ประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ตามที่ระบุไว้ข้างต้น

แต่ประเด็นที่ยังเป็นข้อครหา คือ ทั้งที่นางทีปสุรางค์และมารดา โกงที่ดิน และนำไปพัฒนาโดยพละการ เหตุใดจึงพิพากษาให้ต้องชดใช้เป็นเงิน 10 ล้านบาท

โกงแล้วยังได้เงินตั้ง 10 ล้านบาท

ประเด็นคำถามที่มีการตั้งข้อสังเกต มิไม่มีเจตนาที่จะหมิ่นศาล แต่เป็นคำถามของผู้คนในสังคมที่ยังครางแคลงใจในประเด็นดังกล่าวว่า

เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการพิจารณาของศาลสถิตยุติธรรม

เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมอันเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนของบ้านนี้เมืองนี้

หรือว่ามี ผู้มีบารมีในตุลาการชั้นผู้ใหญ่ เข้ามาก้าวก่ายการพิจารณาคดี

กรณีการฟ้องร้องนางทีปสุรางค์และมารดา ซึ่งเป็นภรรยาและแม่ยายของ ตุลาการชั้นผู้ใหญ่ หากพิจารณาตามหลักการทำนิติกรรม

ตาม ประมวลกฏหมายแพ่ง หมวด 3 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา

มาตรา 1461 สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและ ฐานะของตน

ดังนั้น ความเดือดร้อนขนาดคดีขึ้นโรงขึ้นศาลของนางทีปสุรางค์ ซึ่งเป็นภริยา มีหรือที่ นายจรัล ภักดีธนากุล จะไม่รับรู้

ตาม ประมวลกฏหมายแพ่ง หมวด 4 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

มาตรา 1479 การใดที่สามีหรือภริยากระทำ ซึ่งต้องรับความยินยอม ร่วมกัน และถ้าการนั้นมีกฎหมายบัญญัติ ให้ทำเป็นหนังสือหรือ ให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ความยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือ

ดังนั้น การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดิน มีหรือที่ นายจรัล ภักดีธนากุล จะไม่รับรู้

และหากพิจารณาพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 หมวด 5 ว่าด้วยเรื่อง วินัย การรักษาวินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ส่วนที่ 1

มาตรา ๕๗ ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม

มาตรา ๖๐ ข้าราชการตุลาการต้องรักษาชื่อเสียง มิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว

ห้ามมิให้ประพฤติตนเป็นคนเสเพล มีหนี้สินรุงรัง เสพของมึนเมาจนไม่สามารถครองสติได้ เล่นการพนันเป็นอาจิณ กระทำความผิดอาญา หรือกระทำการอื่นใดซึ่งความประพฤติหรือการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เสียเกียรติ ศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา ๖๖ ข้าราชการตุลาการต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของ ข้าราชการตุลาการอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้การพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นขาดความเป็น อิสระหรือความยุติธรรม

นายจรัล ภักดีธนากุล จะตอบคำถามกับสังคมอย่างไร เกี่ยวกับข้อสังเกตเรื่อง ผู้มีบารมีในตุลาการชั้นผู้ใหญ่

นายจรัล ภักดีธนากุล จะตอบคำถามกับสังคมอย่างไร เกี่ยวกับกับพฤติกรรม"ขี้โกง"ของคนในครอบครัว

ในขณะที่นายจรัล ภักดีธนากุล มีสถานะและบทบาทในสังคม คือ ผู้ผดุงความยุติธรรม
....................

อ่านแล้วเป็นไงมั่ง
บันทึกการเข้า
almondflavor
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 320



« ตอบ #5 เมื่อ: 15-09-2008, 22:56 »

เหรออออออออ......แล้วไง.....

ถ้าพ่อเมิงโกงแปลว่าเมิงก็ขี้โกงด้วยใช่ไหม

ถ้าพี่น้องเมิงโกงแปลว่าเมิงก็ขี้โกงด้วยใช่ไหม

ถ้าโคตรเง้าตั้งแต่ไหนๆๆของเมิงโกงแปลว่าเมิงต้องขี้โกงด้วยใช่ไหม

อืม ตรรกะ นี้ใช้ได้ ดังนั้นเหลี่ยมโกง = พ่อแม่เหลี่ยมโกง = พี่น้องเหลี่ยมโกง = ลูกเหลี่ยมโกง = โกงทั้งโคตร = โคตรโกง

 
บันทึกการเข้า
นายดอกเข็ม
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 423



« ตอบ #6 เมื่อ: 15-09-2008, 23:18 »

วันนี้ฟังรายการเวทีความคิด ที่ออกอากาศเมื่อ วันที่ 13 กันยา ทางคลื่นความคิด96.5 ทางผู้จัดรายการ วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ แจ้งว่า จรัญ ภักดีธนากุล  ของดเข้าร่วมรายการซึ่งปกติจะเข้าร่วมจัดรายการทุกวันศุกร์ ของดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ทางผู้จัดได้แจ้งให้ผู้ฟังทางรายการทราบว่า ไม่ได้มีการจ่ายค่าจ้างในการทำรายการให้แก่คุณจรัล จรัลมาทำด้วยใจ

-----------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อไม่ได้รับค่าจ้าง แล้วทำไมไม่จัดต่อละครับ

ถ้ามั่นใจว่าไม่ผิด  จะถอยทำไม

ถ้าบริสุทธิ์  ทำไมไม่รีบชี้แจงแถลงไข

เสือเดิน มีรอยเท้าเสือ  ช้างเดิน มีรอยเท้าช้าง

หวังจะกลบรอบเท้าตัวเองหรือ  ท่านจรัญ !


คำว่าหอกทมิฬ แทงทมิฬ กระจ่างแจ้ง ก็วันนี้แหละ
แสบ ๆ คัน ๆ ดีมั๊ยล่ะ


 

คงรำคาญพวกเก่งแต่ปากไง
ไม่มีปัญญาทำอย่างเขา
เอาแต่เห่า ๆๆๆๆๆๆๆ

ว่าเขาผิด แต่ไม่กล้าไปยื่นขอวินิจฉัยคุณสมบัติ
ตัวตนจริง ๆ ทำมาหากินสุจริตป่าวเนี่ย
หรือต้องรอเติมเงินอย่างเดียว ฮิ ๆ 
บันทึกการเข้า

...ความชอบธรรมต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม...
ooo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 670


« ตอบ #7 เมื่อ: 15-09-2008, 23:48 »


ขออภัยครับ แก้ไขข้อความแล้ว เนื่องจากเข้าใจคลาดเคลื่อน

เพราะผมเชื่อ ถ้อยคำกฎหมายที่มีการยกขึ้นมาอ้าง แต่เมื่อไปตรวจ

สอบกับต้นฉบับ กฎหมายแล้วเห็นว่า หลักกฎหมายที่อ้างมาในกระทู้

ไม่ตรงกับต้นฉบับครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-09-2008, 09:25 โดย ooo » บันทึกการเข้า
อิรวันชาห์ IrWanSyah
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 870



« ตอบ #8 เมื่อ: 16-09-2008, 01:03 »

ขำกับข้อแก้ตัวที่ว่า  "เป็นค่าเสรีภาพตาม รธน.เท่านั้น เงินที่ได้ไม่ใช่ค่าจ้าง"
 
บันทึกการเข้า

mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #9 เมื่อ: 16-09-2008, 01:39 »

อ่านแล้วรู้สึกว่าคนโพสเรื่องนี้ยังไม่เข้าใจกฎหมายโดยแท้จริง

และเอารายละเอียดของคำพิพากษามากล่าวไม่หมด...

ผมตั้งข้อสังเกตุว่า การที่ศาลพิพากษาให้ฝ่ายโจทก์ชำระเงินให้จำเลย 10 ล้านนั้น

ก็มีสาเหตุมาจาก ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้โกง ไม่ได้มีเจตนาเป็นโจร หากแต่เป็นเรื่อง

ที่จำเลยกระทำการโดยสุจริต ศาลจึงใช้อำนาจ

ตาม ม.418 สั่งให้โจทก์ใช้เงินแก่จำเลยได้ หากศาลเห็นว่าจำเลยขี้โกง หรือ ไม่สุจริต

ศาลก็ไม่อาจสั่งให้โจทก์ใช้เงิน 10 ล้านให้จำเลยได้



ต้องทำความเข้าใจคำว่า สุจริตใหม่ นะครับ เพราะ คำว่า

สุจริต นี่หมายถึง ไม่รู้ ไม่โกง  ไม่เหมือนกับ บกพร่องโดยสุจริต นะครับ เพราะ มันคือ โกงล้าน%




อ่านยังไง  ไม่โกง

ศาลท่านก็บอกโต้งๆ ว่าฉ้อฉล
- พิสูจน์ไม่ได้ ว่า ใบมอบอำนาจถูกต้อง ( เมีย ท่านจรัญ ใช้ใบมอบอำนาจเปล่าๆไปกรอกเอง  อายมั๊ยเนี่ย )
- พิสูจน์ไม่ได้  ว่าจ่ายค่าที่ 4 ล้าน
- ลองบอกผมซิว่า มีเหตุผลอะไร ที่จะโอนที่ทั้งแปลงให้ฟรีๆ


 เอาแค่ 2ประเด็น  1 ใช้ใบมอบอำนาจเปล่า   2  เปลี่ยนชื่่อเจ้าของที่ เป็นของตัวเองโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม     

ถือว่า "ถ้าบุคคลรับทรัพย์สินอันมิควรได้ไว้โดยสุจริต" ใหม        มันจะไม่โกงไปได้อย่างไร


ผมเชื่อว่าเป็นคุณ คุณไม่ทำหรอก   
บันทึกการเข้า
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #10 เมื่อ: 16-09-2008, 01:47 »

ไอ้เวร mebeam ก็เอาเรื่องอื่นมาขยาย

เก่งจริงทำไมไม่ไปฟ้อง ศาลไหนกก็ได้

เอากันจริงๆ ซะที เลิกทำตัวเป็นตัวเมียซะที

อย่าเอาแต่เห่าเป็นหมาตัวเมียหวงลูกอย่างนี้

พ่อมรึงจะได้กลับมาไง เอาซี่ฟ้องเลย
บันทึกการเข้า
นายดอกเข็ม
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 423



« ตอบ #11 เมื่อ: 16-09-2008, 02:11 »



อ่านยังไง  ไม่โกง

ศาลท่านก็บอกโต้งๆ ว่าฉ้อฉล
- พิสูจน์ไม่ได้ ว่า ใบมอบอำนาจถูกต้อง ( เมีย ท่านจรัญ ใช้ใบมอบอำนาจเปล่าๆไปกรอกเอง  อายมั๊ยเนี่ย )
- พิสูจน์ไม่ได้  ว่าจ่ายค่าที่ 4 ล้าน
- ลองบอกผมซิว่า มีเหตุผลอะไร ที่จะโอนที่ทั้งแปลงให้ฟรีๆ


 เอาแค่ 2ประเด็น  1 ใช้ใบมอบอำนาจเปล่า   2  เปลี่ยนชื่่อเจ้าของที่ เป็นของตัวเองโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม     

ถือว่า "ถ้าบุคคลรับทรัพย์สินอันมิควรได้ไว้โดยสุจริต" ใหม        มันจะไม่โกงไปได้อย่างไร


ผมเชื่อว่าเป็นคุณ คุณไม่ทำหรอก   

ไปฟ้องดิ มาปาว ๆ อยู่แถวนี้ทำปฏักอะไร
มีตัวตนจริงปะเนี่ย ทำมาหากินอย่างอื่น นอกจากเติมเงินป่าว
ดูคดีที่ผัวเมียจะโดนวันที่ 17 นี้เป็นตัวอย่างไปก่อนก็แล้วกัน
ว่าโกงจริง ๆ ทั้งผัวทั้งเมียน่ะ เป็นไง ป่านนี้ยังหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้เลย
บันทึกการเข้า

...ความชอบธรรมต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม...
ooo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 670


« ตอบ #12 เมื่อ: 16-09-2008, 09:27 »



อ่านยังไง  ไม่โกง

ศาลท่านก็บอกโต้งๆ ว่าฉ้อฉล
- พิสูจน์ไม่ได้ ว่า ใบมอบอำนาจถูกต้อง ( เมีย ท่านจรัญ ใช้ใบมอบอำนาจเปล่าๆไปกรอกเอง  อายมั๊ยเนี่ย )
- พิสูจน์ไม่ได้  ว่าจ่ายค่าที่ 4 ล้าน
- ลองบอกผมซิว่า มีเหตุผลอะไร ที่จะโอนที่ทั้งแปลงให้ฟรีๆ


 เอาแค่ 2ประเด็น  1 ใช้ใบมอบอำนาจเปล่า   2  เปลี่ยนชื่่อเจ้าของที่ เป็นของตัวเองโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม     

ถือว่า "ถ้าบุคคลรับทรัพย์สินอันมิควรได้ไว้โดยสุจริต" ใหม        มันจะไม่โกงไปได้อย่างไร


ผมเชื่อว่าเป็นคุณ คุณไม่ทำหรอก   

ขออภัยครับ  เข้าใจข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน

ผมได้ยกเลิกการโพสแล้วครับ
บันทึกการเข้า
ประวีณมัย คนปัตตานี
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: 16-09-2008, 09:36 »

ก็เขาอยากเลิกมันสิทธิส่วนตัวของเขา  สวนเรื่องผิดก็เอาไปฟ้องศาลได้เลย  ยังไงอีกเเปดเสียง  ไอ้หมักมันก็ไม่รอดหรอก   ยังรอๆว่าไอ้พวกลูกทักษิณมันจะัเอาอะไรมาเล่นอีกเเปดคน  ฝากไปเร่งรัดงานหน่อย  คอยดูอยู่     
บันทึกการเข้า
exzcute
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 221


« ตอบ #14 เมื่อ: 16-09-2008, 09:45 »

ไปฟ้องดิ มาปาว ๆ อยู่แถวนี้ทำปฏักอะไร
มีตัวตนจริงปะเนี่ย ทำมาหากินอย่างอื่น นอกจากเติมเงินป่าว
ดูคดีที่ผัวเมียจะโดนวันที่ 17 นี้เป็นตัวอย่างไปก่อนก็แล้วกัน
ว่าโกงจริง ๆ ทั้งผัวทั้งเมียน่ะ เป็นไง ป่านนี้ยังหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้เลย


เห็นเจ้าตัวบอกเหมือนจะไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนวัตถุพยานครับ หาหลักฐานเก่งขนาดนี้รอดูนะครับว่าจะได้หลักฐานอะไรบ้าง อ่อไปหาวัตถุพยานที่ 3 จังหวัดชายแดนบ้างเปล่าครับ
บันทึกการเข้า
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 16-09-2008, 13:06 »

งั้นที่นายสมัครเลิกจัดรายการ ก็เพราะรู้อยู่แก่ใจสินะ ว่าตัวเองไม่บริสุทธิ์ 
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
Solidus
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,381



« ตอบ #16 เมื่อ: 17-09-2008, 20:38 »

ไปฟ้องดิ มาปาว ๆ อยู่แถวนี้ทำปฏักอะไร
มีตัวตนจริงปะเนี่ย ทำมาหากินอย่างอื่น นอกจากเติมเงินป่าว
ดูคดีที่ผัวเมียจะโดนวันที่ 17 นี้เป็นตัวอย่างไปก่อนก็แล้วกัน
ว่าโกงจริง ๆ ทั้งผัวทั้งเมียน่ะ เป็นไง ป่านนี้ยังหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้เลย

ผัวยังมีสภาพเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับ ส่วนเมียนั้นเป็นนักโทษหนีหมายจับไปซะแล้ว
บันทึกการเข้า
Matahari
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 228



« ตอบ #17 เมื่อ: 18-09-2008, 09:29 »

มารนปก เอย ก่อนหอนลองถาม นายสมชัย และนายพงษ์เทพทำไม ถึงเป็นอาจารย์สอนหนังสือได้ ก่อนหอน ใช้สมองส่วนที่เป็นมนุษย์คิดนะ ศาลไม่ว่าศาลอะไร มีกม ห้ามประกอบอาชีพเว้นแต่เป็นอาจารย์ที่ได้ ลองไปถามพวกแกกอนแล้วค่อยหอน ถ้าหมักไปเป็นอาจารย์ก็ไม่โดน เขาเว้นการให้ความรุ้ทางวิชาการเขาไม่ปิดกั้น สสร ก็บอกว่าไม่ผิด อ.จรัญไม่ต้องออกมาโต้หรอก ถ้าพวกมารนปก คิดจะตะแบง มันก็จะตะแบง ตามสันดาน
บันทึกการเข้า
samepong(ยุ่งแฮะ)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,402



« ตอบ #18 เมื่อ: 21-09-2008, 05:49 »

คดีความที่ยกมา ในชั้นอุธรณ์ ศาลตัดสินให้ เมียคุณจรัล ชนะคดีครับ เอาให้จบคดีซิครับ เอาซาลชั้นตนมาพูดแล้วอุธรณ์หายไปไหน ทำอะไรครึ่งเดียวน่าเกลียดไหมเอามาให้ครบซิ

แล้วตามม.207

ข้อ1ไม่เป้นข้าราชการ ไม่เป้นอยู่แล้ว
ข้อ2.ไม่เป็นพนักงาน รัฐวิสาฯ ก็ไม่เป้นอยู่แล้ว
ข้อ3.ไม่เป้นพนักงานหรือคณะกรรมการหรือลูกจ้างบ.ที่มุ่งแสวงหาผลกำไร ------- มหาวิทยลัยเป้นองค์กรสาธรณะไม่ได้เป้นองค์กรแสวงหาผลกำไร สังเกตุจาก โรงเรียน สถาณศ฿กษา มหาวิทยลัยไม่ต้องเสียภาษีครับ ดังนั้นจึงไม่ได้เป้ฯพนักงาน บ.มุ่งแสวงหาผลกำไร
ข้อ4.ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระ การเป้นอาจารย์ ไม่ได้เป้นวิชาชีพอิสระนะครับ มันเข้าข่ายวิทยากร แต่ถ้าสอนพิเศษตามสถาณที่ศึกาษาพิเศษ(ติวเตอร์)แบบนั้นและครับเป้นวิชาชีพอิสระ
บันทึกการเข้า

เวลาจะพิสูจน์ความเชื่อ สักวัน ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะถูกหรือผิด ผมขอรับไว้ด้วยตัวเอง คิเสียว่าทำแล้วเสียใจดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ
เอ
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: 25-09-2008, 17:21 »

ผมว่าคนที่มีความเห็นแย้งเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า  พวกท่านรู้อยู่แก่ใจว่าอาจารย์จรัลนั้นได้มีการกระทำที่เข้าข่าย ม.207 ของรัฐธรรมนูญ  แต่พวกท่านก็จะแสดงความคิดเห็นแบบประชดประชัน โดยจะเอาคนอื่นมาโต้แย้ง  ผมว่าใครผิดก็ต้องว่าตามผิดซิครับ  ทักษิณผิดก็ว่าตามผิด  สมัครผิดก็ว่าตามไป  ถ้าอาจารย์จรัญผิดก็ต้องว่าตามผิดซิครับ  ไม่ใช่มาปกป้อง  ถ้าอย่างนั้นฎหมายก็ไม่มีความหมายซิครับ  ถ้าอาจารย์จรัญไม่ผิดก็ของให้อารย์ออกมาตอบคำถามที่สังคมรออยู่  ผมก้เป็นคนหนึ่งที่รออาจารย์ตอบปัญหาข้อนี้ครับ  สุดท้ายนี้ขอให้กฎหมายยังศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป  ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
PK
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 65



« ตอบ #20 เมื่อ: 26-09-2008, 00:21 »

ภริยา "จรัญ" ฟ้องหมิ่น 3 พิธีกรความจริงวันนี้
http://forum.serithai.net/index.php?topic=35356.0


บันทึกการเข้า
gabiNo
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172


« ตอบ #21 เมื่อ: 27-09-2008, 14:15 »

ผมว่าคนที่มีความเห็นแย้งเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า  พวกท่านรู้อยู่แก่ใจว่าอาจารย์จรัลนั้นได้มีการกระทำที่เข้าข่าย ม.207 ของรัฐธรรมนูญ  แต่พวกท่านก็จะแสดงความคิดเห็นแบบประชดประชัน โดยจะเอาคนอื่นมาโต้แย้ง  ผมว่าใครผิดก็ต้องว่าตามผิดซิครับ  ทักษิณผิดก็ว่าตามผิด  สมัครผิดก็ว่าตามไป  ถ้าอาจารย์จรัญผิดก็ต้องว่าตามผิดซิครับ  ไม่ใช่มาปกป้อง  ถ้าอย่างนั้นฎหมายก็ไม่มีความหมายซิครับ  ถ้าอาจารย์จรัญไม่ผิดก็ของให้อารย์ออกมาตอบคำถามที่สังคมรออยู่  ผมก้เป็นคนหนึ่งที่รออาจารย์ตอบปัญหาข้อนี้ครับ  สุดท้ายนี้ขอให้กฎหมายยังศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป  ขอบคุณครับ

เอ น่าจะเป็นคุณนะที่หลงประเด็น เพราะที่พวกเราเถียงๆ กันอยู่เนี่ย เป็นเพราะเรา "รู้จริง" ว่า อ. ไม่ผิดก็เลยต้องพยายามอธิบายให้พวกคุณบัวใต้โคลนตมพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง แต่เปล่าเลย ไม่ได้ดีขึ้นเลย.... ขอโทษนะ ก็อยากที่คนข้างบนบอกไว้ ถ้าอยากรู้ว่าเราคิดถูกหรือไม่ ก็ไปยื่นตีความเลย หรือไปยื่นฟ้องเลยก็ได้ พวกคุณต่างหาก ที่เค้าก็บอกแล้วว่ามันไม่ผิดๆ ก็จะตะแบงให้ผิดให้ได้ เฮ้อ
อ้อ ถามคำดิ  คุณคิดว่าศาลที่ตัดสินคดีคุณแม้วกะเมียให้ติดคุกหน่ะ คุณว่ามีความยุติธรรมไหม หรือว่าศาลไปรับเงินใครมา....ดิฉันว่า คนในห้องนี้คงจะสามารถเข้าใจอะไรๆ ได้เคลียร์ทีเดียว เพียงแค่คำตอบที่คุณจะตอบมา
 
บันทึกการเข้า
Matahari
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 228



« ตอบ #22 เมื่อ: 27-09-2008, 17:38 »

อ้างถึง
เมื่อไม่ได้รับค่าจ้าง แล้วทำไมไม่จัดต่อละครับ

ถ้ามั่นใจว่าไม่ผิด  จะถอยทำไม

ถ้าบริสุทธิ์  ทำไมไม่รีบชี้แจงแถลงไข

เสือเดิน มีรอยเท้าเสือ  ช้างเดิน มีรอยเท้าช้าง

หวังจะกลบรอบเท้าตัวเองหรือ  ท่านจรัญ !

คำว่าหอกทมิฬ แทงทมิฬ กระจ่างแจ้ง ก็วันนี้แหละ
แสบ ๆ คัน ๆ ดีมั๊ยล่ะ

  มารควาย นปก หน้าโง่ ที่อาจารย์ออกวิทยุ ผู้จัดบอกว่าไม่มีการจ่ายเงิน ไม่มีค่าจ้าง แล้วไหงไม่จัดมีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องชี้แจงนะ ควรชี้แจงที่เป็นคนมีสมอง และมีวุฒิภาวะคน ไม่ใช่หมารับใช้ 3 เกลอ  แล้ว 3 สสร ก็ออกมายืนยันว่าไม่ผิด สัตว์ชั้นตำไร้สมองตัวนี้เคยเห็นมะภรรยา คุณจรัลเคยออกมาโต้มะก็เปล่า แต่เมือถึงเวลาฟ้องก็คือฟ้อง
  ด้วยมารเป็นสัตว์คิดไม่เป็น โง่  มีแต่หน้าทีคอยรับคำสั่ง ลองไปคิดเรื่องของ คุณหญิงจารุวรรณ เรื่องสร้างบ้าน ก็ตอแหล ก็พวก 3 เกลอใช่มะที่ออกมากล่าวหาคุณหญิง ว่ามันถามสถาปนิกว่าบ้านนี้ราคา 50 ล้านไม่รวมที่ดินและตบแต่ง แล้วไหงเมืออ้างก็เอาชื่อคนอ้างมาเปิดเผยแสดงตัว ว่าราคาบ้านเท่าไร เหมือน 3 เกลอล่าสุดตอแหลว่า ข้าราชการในนนทบุรี ที่เป็นวิศวกร ทำเรื่องราคาบ้านให้ตำเหรอ แล้วไหง  อย่างพวกมันกล้ามะ เอาพวกวิศวกรก่อสร้างมาออกทีวีแจงเรื่องบ้านทำไมพวกมันไม่กล้าทำ เพื่อเพิ่มน้ำหนักความเชือถือ ว่า 3 เกลอมันไม่ตอแหล กล้ามะก็ไม่กล้า
  ส่วนเรื่องที่ดิน ก็ตอแหลเอาแต่หอนตอแหล เพื่อขอด่าให้เขาเสียหาย ทั้งที่มันก็สามารถหาหลักฐานมายันยันได้ ก็ไปคัดโฉนดได้ทำไมไม่ทำ ก็เรื่องอะไรจะทำ ขอด่าเพื่อให้เขาเสียหาย หลอกได้ก็แต่พวกควายตัวนี้ ควายตัวอื่นที่ไม่มีสมอง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: