ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
23-11-2020, 23:55
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  พวกที่บอกว่ากู้ชาติๆนั้น ถ้ากู้ชาติจริงทำไม'ท่านเจ้าของแผ่นดิน'ถึงไม่....... 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 2 3 [4]
พวกที่บอกว่ากู้ชาติๆนั้น ถ้ากู้ชาติจริงทำไม'ท่านเจ้าของแผ่นดิน'ถึงไม่.......  (อ่าน 11917 ครั้ง)
ตลก
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 686


ไปมาไร้ร่องรอย


« ตอบ #150 เมื่อ: 22-06-2006, 16:22 »

กรุณาช่วยตอบแบบละเอียดหน่อยได้มั้ยว่าทำไมต้องเอาไทยค้ำ และปล่อยกู้ถูกกว่าที่กู้เขามาอีกที
บันทึกการเข้า

ผ่านฟ้าแล้วเลยไปนรกเลยรึเปล่าครับ.........
กิ๊กบนเรือ บนเครื่องบิน กิ๊กบนรถ ทุกอาชีพกิ๊กกันหมดอนาคตจะเป็นไง?
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #151 เมื่อ: 22-06-2006, 16:26 »

ปี 47 “ปีแห่งความผิดพลาดของ EXIM Bank”
..................................................

 


เกรียงศักดิ์แจง ปี 47 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank ได้ถูกบีบให้ทำตามนโยบายของรัฐบาลจนเกิดความผิดพลาดทั้งในด้านการจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนฯ คณะกรรมการบริหาร รองประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคฯ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง  อภิปรายเพื่อรับทราบรายงานกิจการประจำปี งบดุลบัญชีกำไรและขาดทุนของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank ในปี 2547 ที่ได้เข้าสู่การพิจารณาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันพฤหัสที่ 10 พฤศจิกายนนี้ว่า การดำเนินงานของ EXIM Bank ในปี 2547 เป็น
“ปีแห่งความผิดพลาด”

ประเด็นที่หนึ่ง ความผิดพลาดในการจัดลำดับความสำคัญ ธนาคารได้ดำเนินงานบิดเบือนไปจากวัตถุประสงค์หลัก คือ การเป็นธนาคารเฉพาะกิจ ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออก การนำเข้า และการลงทุน ซึ่งหากจัดลำดับความสำคัญต้องส่งเสริมและสนับสนุน ผู้ที่ไม่สามารถส่งออก นำเข้า และลงทุนได้เองก่อน หรือโครงการที่จำเป็น มีผลต่อการพัฒนาประเทศ และไม่สามารถหาเงินทุนได้จากแหล่งทุนปกติ

“ธนาคารได้ปฏิบัติหน้าที่บิดเบือนจากวัตถุประสงค์ โดยเห็นได้ชัดเจนว่า โครงการสำคัญในปี 2547 คือเงินกู้ 4,000 ล้านบาทที่ให้แก่รัฐบาลพม่า มีการจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด เพราะส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถส่งออกได้เองอยู่แล้วเพราะคู่สัญญาเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ สินค้าที่รัฐบาลพม่าสั่งซื้อส่วนหนึ่งเป็นสินค้าที่คนไทยผลิตเองไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่ได้ประโยชน์มากนัก รวมถึงโครงการนี้ไม่ได้มีหลักประกันว่า จะทำให้ไทยส่งออกได้ในระยะยาว” ส.ส. ปชป. กล่าว

นอกจากนี้ยังมีการปล่อยกู้ที่สร้างข้อสงสัยอีกหลายโครงการ  การกระทำเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามที่ว่า โครงการต่าง ๆ ที่ธนาคารอนุมัติไปนี้มีการจัดลำดับความสำคัญในการปล่อยกู้อย่างไร มีผลต่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างไร ช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศได้อย่างไร”

ประเด็นที่สอง ความผิดพลาดในการบริหารความเสี่ยง รายงานประจำปีของ EXIM Bank ทุกปีที่ผ่านมา จะมีข้อความที่บ่งบอกว่า ธนาคารจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลในกรณีการให้บริการทางการเงินแก่ธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง หรือได้รับความเสียหายเนื่องจากการดำเนินธุรกิจตามนโยบายของรัฐบาลหรือตามมติ ค.ร.ม. ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติเพราะธนาคารมีหน้าที่ให้สินเชื่อ รับประกันความเสี่ยง ค้ำประกัน หรือให้บริการอื่น แต่ประเด็นที่ได้ตั้งข้อสังเกต คือ EXIM Bank ได้บริหารความเสี่ยง ตามความเป็นจริงหรือไม่

“จากการพิจารณารายงาน พบว่า EXIM Bank ไม่ได้บริหารความเสี่ยงอย่างดีที่สุด  โดยในกรณีกรณีเงินกู้พม่า ทำไม EXIM Bank ไม่กำหนดเงื่อนไขการใช้เงินกู้ของรัฐบาลพม่าอย่างรัดกุมมากพอ ทั้ง ๆ ที่ประเทศพม่าถูกจัดอันดับอยู่ในระดับ E หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ผมคิดว่า ในฐานะผู้ให้กู้ย่อมกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้เงินกู้ เช่น กรณีที่ IMF ให้เงินกู้แก่ไทย ยังกำหนดเงื่อนไขที่รัดกุมมาก แต่ EXIM Bank ไม่ได้พยายามดำเนินการ เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ทำได้”

อีกกรณีหนึ่ง คือ การส่งเสริมสินเชื่อเพื่อจัดตั้งร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ตามโครงการครัวโลก ผลปรากฏว่า ต้นปี 2547 มีลูกหนี้ในโครงการนี้เป็น NPL สูงถึงร้อยละ 50 ต่อมาในปี 2548 พบว่า ลูกหนี้ 2 ใน 3 ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จอย่างเต็มที่ และยังต้องพัฒนาต่อไป

“จึงเกิดคำถามว่า EXIM Bank ปล่อยกู้ไปโดยไม่ระมัดระวังหรือไม่ เพราะรู้ว่ารัฐบาลต้องชดเชยความเสียหายให้อยู่แล้ว หรือว่า มีความจำเป็นต้องปล่อยกู้ให้ได้ตามเป้าหมาย ตามใบสั่งของรัฐบาล ทั้งนี้ EXIM Bank จะดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงในโครงการนี้อย่างไร หรือว่า ได้บริหารความเสี่ยงอย่างเต็มที่แล้ว แต่เป็นเพราะนโยบายของรัฐบาลที่ออกมาอย่างไม่รอบคอบ จึงทำให้ลดความเสี่ยงลงมาไม่ได้” ส.ส ปชป.กล่าวทิ้งท้าย 
บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #152 เมื่อ: 22-06-2006, 16:28 »

ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

เห็นโตๆกันแล้ว คิดว่าไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไช...ก็เลยใช้การขีดเส้นใต้ให้อ่านและคิด!!


ม่ะ....จะแปลให้เห็นจะจะก็ได้ว่า นายกฯพูดชัดเจนว่าบริษัทที่ตั้งบริษัทแม่ในประเทศที่ปลอดภาษีน๊ะไม่รักชาติ แต่กรณีชิน คอร์ปมีบริษัทแม่ในไทยและต้องเสียภาษีเต็มๆทุกบาททุกสตางค์ ทั้ง 2 กรณีจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง



กรุณาหัวไวหน่อยครับ pleaseeeeeeeeee Shocked

เสียภาษีจริงอ่ะ ?? แล้วทำไมต้องมีข่าวซุกหุ้นด้วยล่ะว้า อิอิ หลับหูหลับตาเลียอย่างเดียวเลย สังเกตุ กระทู้นี้น้ำลายพวกเลีย จะเลอะเป็นพิเศษ

เกาะเถื่อนนี่มัน บริทติส เวอร์จิ้นนี่หว่า แล้วนายกเราไปยุ่งกับเกาะเถื่อนนี่มันมาเฟียรึเปล่า หุ้นซุกไปซุกมา หาเรื่องไม่เสียภาษีตั้งแต่ไม่ได้เป็นนายกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมี ควาย ไม่ได้สติหลงไหลได้ปลื้มเหลี่ยมขนาดนี้

เฮ่อ .. ก็แค่สมเพช ควาย น่ะครับ ถ้าเป็น คน ก็ไม่ต้องร้อนตัวน๊า อิอิ

ปล. สมัยนี้ เป็นควายน่ะ เรื่องธรรมดาแล้วครับ ในสภางี้ เขาชนกันดังงุ๊งงิ๊งๆ   Mr. Green



ฮ่าๆๆๆ


ค่อยๆโพสต์ค่อยๆพิมพ์และตั้งสติให้ดีก็ได้ครับ อย่าใช้กลยุทธ์หลอกล่อ'อะไรจ๊ะ'ให้หลงประเด็นเลยครับ....อัดกันในนี้ให้รู้แพ้รู้ชนะไปเลย เห็นคุยนักคุยหนาว่าต้องการข้อมูล


ประเด็นของคุณคือไรครับ? ผมจะได้ตอบให้ตรงไม่ต้องอ้อมค้อม....เสียเวลาคนเชียร์ข้างสนามอ่ะ!!! Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #153 เมื่อ: 22-06-2006, 16:29 »

กรณีของดาวเทียมเนี้ย เห็นว่ารัฐลดหย่อนภาษีเรื่องค่าดาวเทียมให้ด้วยใช่ไหมครับ

แล้วการนำไปขายแล้วเอาเงินเข้ากระเป๋านั้น ก็เท่ากับเอาเงินที่รัฐช่วยเหลือองค์กร

เพื่อให้องค์กรนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศ เข้ากระเป๋าด้วยใช่ไหมครับ?
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #154 เมื่อ: 22-06-2006, 16:39 »

กรุณาช่วยตอบแบบละเอียดหน่อยได้มั้ยว่าทำไมต้องเอาไทยค้ำ และปล่อยกู้ถูกกว่าที่กู้เขามาอีกที


ไปเอาข่าวมาจากไหนครับว่าประเทศไทยเราค้ำประกันเงินกู้ให้กับพม่า? มาอ่านเรื่องจริงดีกว่าครับว่า.....


EXIM BANK ตามที่กล่าวหาว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทย (Exim Bank) ช่วยเหลือชินแซทโดยให้เงินพม่าเพื่อซื้อของจากชินแซท ข้อเท็จจริงคือ

•   พม่าซื้อบริการดาวเทียมไทยคมและอุปกรณ์ตั้งแต่ปี 2541 (ตั้งแต่ก่อนรัฐบาลนี้) ทั้งโทรคมนาคมและโทรทัศน์ เกือบทั้งหมดและใช้เทคโนโลยีไอพีสตาร์รุ่นแรกตั้งแต่ปี 2546 โดยไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย

•   ปี 2546 รัฐบาล กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนามลงนามร่วมมือกันเรียกว่า “ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แม่น้ำอิรวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง” หรือ ACMECS (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) ของกระทรวงต่างประเทศไทย โดยไทยมีการให้ความช่วยเหลือเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 3% แบบรัฐต่อรัฐ (G2G Soft Loan) แก่ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศละราว 100 ล้านเหรียญ ในการซื้อสินค้าจากไทย

•   บริษัทโทรคมนาคมของรัฐบาลพม่าได้เปิดประมูลจัดซื้อระบบไฟเบอร์ราว 6 ล้านเหรียญ และอุปกรณ์ดาวเทียมราว 9.5 ล้านเหรียญ (ในที่สุดเลือกไอพีสตาร์) โดยเลือกที่จะใช้เงินกู้นี้เพื่อชำระ (พม่าเป็นผู้ซื้อเป็นผู้เลือกวิธีจ่าย ในอดีตที่ใช้ไทยคมจ่ายจากงบประมาณของรัฐบาลเอง)

•   ลาว เขมร ซื้อไทยคมและไอพีสตาร์ ตั้งแต่ปี 2537-2538 ถึงบัดนี้ โดยไม่เคยใช้เงินกู้ของไทยเพื่อชำระ


ปกติ EXIM Bank มีภารกิจหลักในการสนับสนุนผู้ขายส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ด้วยการให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อที่มีเครดิต ถึงแม้จะเป็นเอกชน (ไม่ใช่ภารกิจเอื้อแต่ชินแซท และยิ่งต้องสนับสนุนผู้ซื้อที่เป็นรัฐ)

•   เช่นกรณีชินแซทซื้อดาวเทียมและบริการยิง ไทยคม 1, 2, 3, 4, 5 ก็มี EXIM Bank ของสหรัฐและฝรั่งเศส ให้เงินกู้รวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท

•   กรณีพม่า ในปี 2538 รัฐบาลไทยสมัยนายกบรรหาร เคยให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,000 ล้านบาท ค่าเงินสมัยนั้น เท่ากับ 4,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน) เพื่อช่วยรัฐบาลพม่าในการจ่ายเงินค่าก่อสร้างสนามบินมันดะเลให้บริษัทอิตัลไทย เป็นเรื่องปกติของการช่วยเหลือการเงินแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และส่งเสริมผู้ขายหรือบริษัทในประเทศในการค้าขายต่างประเทศ

•   ปกติ  พม่า ลาว เขมร ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลประเทศผู้ขายให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นจำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ของไทยยังน้อย ด้อยในแง่การแข่งขัน (ของไทยคมเพิ่งเคยได้ที่พม่า)

•   กรณีเงินกู้ 3 ประเทศ 12,000 ล้านบาทในครั้งนี้ มีส่วนที่พม่าใช้ซื้อไอพีสตาร์ 380 ล้านบาท หรือเพียง 3%
บันทึกการเข้า
ตลก
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 686


ไปมาไร้ร่องรอย


« ตอบ #155 เมื่อ: 22-06-2006, 16:41 »

ประเด็นของผมคือ
การที่นายกไปตั้งบริษัทที่เกาะหอกอะไรนั่น ทั้งที่ตัวบอกว่าเป็นคนไม่รักชาติถ้าทำอย่างนั้น แล้วดันทำซะเองเนี่ย

เป็นคนประเภทที่คุณกำลังเลียอยู่งั้นเหรอ

แล้วสหรัฐไม่ว่าอะไร ก็คือหมายถึงว่าทักษิณ ก็ไม่ผิดตามที่ สหรัฐ พูด งั้นใช่มั้ย


แล้วตกลง เรื่องปัญหาต่างๆที่ทักษิณมันไม่เคยตอบ คุณตอบได้หมดเลยแฮะ
บันทึกการเข้า

ผ่านฟ้าแล้วเลยไปนรกเลยรึเปล่าครับ.........
กิ๊กบนเรือ บนเครื่องบิน กิ๊กบนรถ ทุกอาชีพกิ๊กกันหมดอนาคตจะเป็นไง?
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #156 เมื่อ: 22-06-2006, 16:42 »

กรณีของดาวเทียมเนี้ย เห็นว่ารัฐลดหย่อนภาษีเรื่องค่าดาวเทียมให้ด้วยใช่ไหมครับ

แล้วการนำไปขายแล้วเอาเงินเข้ากระเป๋านั้น ก็เท่ากับเอาเงินที่รัฐช่วยเหลือองค์กร

เพื่อให้องค์กรนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศ เข้ากระเป๋าด้วยใช่ไหมครับ?


ตามที่กล่าวหา BOI ว่าช่วยเหลือพิเศษต่อชินแซท ข้อเท็จจริงคือ

-   ปกติ BOI ส่งเสริมให้บริษัทไทยและต่างประเทศลงทุนในประเทศในโครงการต่างๆจำนวนมากโดยเหตุผลหลายประการ รวมถึง เพื่อให้แข่งขันต่างประเทศได้ดีขึ้น เพื่อการส่งออก การสร้างรายได้จากต่างประเทศ (เป็นรายได้ที่ไม่ได้มาจากในประเทศอยู่แล้ว) ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีอื่นๆ และสิทธิพิเศษอื่นๆ
-   ปกติบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จาก BOI เพราะไม่ได้สร้างรายได้จากต่างประเทศ
-   กรณี BOI ให้การส่งเสริม ดาวเทียมไทยคมของบริษัทชินแซท

•   ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของรายได้จากต่างประเทศของ ไทยคม 3 และ ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เป็นเวลา 8 ปี (แต่ไม่ยกเว้นภาษีกรณีรายได้จากในประเทศ) เนื่องจากไทยคมมีรายได้ปนกันทั้งจากไทยและต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมการลงทุน การส่งออก การแข่งขันบริการดาวเทียมกับต่างประเทศ

•   รายได้ของไทยคมยังเสียค่าสัมปทานทั้งหมด (ปัจจุบัน 15% ของรายได้ อนาคตเป็น 20-25%)

•   ไทยคม-3 ได้ BOI ปี 40, ไอพีสตาร์ได้ BOI ตามเหตุผลเดียวกัน ตั้งแต่ปี 46 (จะมีผลในปี 49 เมื่อมีรายได้จากต่างประเทศ ไทยคม1-2 ไม่ได้ BOI เพราะรายได้ต่างประเทศไม่มากพอ (ไม่ใช่ได้ BOI ทุกดวง)

•   ในสามสี่ปีแรกหลังยิงดาวเทียม จะได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีน้อย โดยเฉพาะกรณี ไอพีสตาร์ เพราะต้นทุนและค่าเสื่อมสูงมาก ทำให้ยังไม่กำไร ไม่มีภาษีเงินได้อยู่แล้ว และรายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ จะได้ประโยชน์เพียงปีหลังๆ
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #157 เมื่อ: 22-06-2006, 16:46 »

ถ้าเป็นอย่างที่คุณอะไรจ๊ะตอบมา ตอนนี้ดาวเทียมของเราตกเป็นสัมปทานของทางเทมาเส็ก

แล้วใช่หรือไม่ครับ?
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #158 เมื่อ: 22-06-2006, 16:46 »

ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

เห็นโตๆกันแล้ว คิดว่าไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไช...ก็เลยใช้การขีดเส้นใต้ให้อ่านและคิด!!


ม่ะ....จะแปลให้เห็นจะจะก็ได้ว่า นายกฯพูดชัดเจนว่าบริษัทที่ตั้งบริษัทแม่ในประเทศที่ปลอดภาษีน๊ะไม่รักชาติ แต่กรณีชิน คอร์ปมีบริษัทแม่ในไทยและต้องเสียภาษีเต็มๆทุกบาททุกสตางค์ ทั้ง 2 กรณีจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง



กรุณาหัวไวหน่อยครับ pleaseeeeeeeeee Shocked

เสียภาษีจริงอ่ะ ?? แล้วทำไมต้องมีข่าวซุกหุ้นด้วยล่ะว้า อิอิ หลับหูหลับตาเลียอย่างเดียวเลย สังเกตุ กระทู้นี้น้ำลายพวกเลีย จะเลอะเป็นพิเศษ

เกาะเถื่อนนี่มัน บริทติส เวอร์จิ้นนี่หว่า แล้วนายกเราไปยุ่งกับเกาะเถื่อนนี่มันมาเฟียรึเปล่า หุ้นซุกไปซุกมา หาเรื่องไม่เสียภาษีตั้งแต่ไม่ได้เป็นนายกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมี ควาย ไม่ได้สติหลงไหลได้ปลื้มเหลี่ยมขนาดนี้

เฮ่อ .. ก็แค่สมเพช ควาย น่ะครับ ถ้าเป็น คน ก็ไม่ต้องร้อนตัวน๊า อิอิ

ปล. สมัยนี้ เป็นควายน่ะ เรื่องธรรมดาแล้วครับ ในสภางี้ เขาชนกันดังงุ๊งงิ๊งๆ   Mr. Green



ฮ่าๆๆๆ


ค่อยๆโพสต์ค่อยๆพิมพ์และตั้งสติให้ดีก็ได้ครับ อย่าใช้กลยุทธ์หลอกล่อ'อะไรจ๊ะ'ให้หลงประเด็นเลยครับ....อัดกันในนี้ให้รู้แพ้รู้ชนะไปเลย เห็นคุยนักคุยหนาว่าต้องการข้อมูล


ประเด็นของคุณคือไรครับ? ผมจะได้ตอบให้ตรงไม่ต้องอ้อมค้อม....เสียเวลาคนเชียร์ข้างสนามอ่ะ!!! Rolling Eyes

สบายๆ นะครับ ไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวจะตกม้าตายซะก่อน อิอิ  

แหม มีคนเชียร์ด้วยเหรอเนี่ย ไม่ยักกะรู้นะ

อย่าถือเรื่องของผมเป็นประเด็นเลยครับ เอาเป็นว่า ข้อข้องใจ ก็แล้วกัน ^^

ในเมื่อ คุณทักษิณมีบริษัทแม่อยู่ประเทศอย่างที่คุณว่า ทำไมต้องมีการซุกหุ้น แล้วทำไม ต้องมีบริษัท แอมเพิลริช กับ วิน มาร์ค เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ

บริษัทแม่ที่อยู่ประเทศไทยนี่บริษัทอะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับ บริษัทเถื่อน ที่ตั้งอยู่บนเกาะเถื่อนๆ ใครถือหุ้น (นับรวมคนใช้ด้วยนะ) ถือเท่าไหร่ยังไง

แล้วไปๆ มาๆ ที่ว่าเสียภาษีทุกบาทนี่ เสียไปกี่บาทกันครับ

ช่วยตอบผมด้วยนะครับ เอาแบบว่า ตั้งแต่เริ่มต้นข่าวซุกหุ้นภาคแรก จนถึง ภาค 2 เกาะเถื่อน อะไรแบบนั้น

ผมกำลังศึกษาด้านการเมืองน่ะครับ ต้องการข้อมูล  Mr. Green หวังว่า คงช่วยตอบได้นะครับ

เอาตามความเข้าใจของคุณ (ถึงแม้จะมีน้อยม๊ากก หรือว่า อัดแน่น ก็ตามนะ)  Mr. Green

ถ้าหากเรื่อง copy and paste ก็ปะติดปะต่อเรื่องให้ดีๆ หน่อยล่ะ  :mrgreen
บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #159 เมื่อ: 22-06-2006, 16:48 »

ประเด็นของผมคือ
การที่นายกไปตั้งบริษัทที่เกาะหอกอะไรนั่น ทั้งที่ตัวบอกว่าเป็นคนไม่รักชาติถ้าทำอย่างนั้น แล้วดันทำซะเองเนี่ย

เป็นคนประเภทที่คุณกำลังเลียอยู่งั้นเหรอ

แล้วสหรัฐไม่ว่าอะไร ก็คือหมายถึงว่าทักษิณ ก็ไม่ผิดตามที่ สหรัฐ พูด งั้นใช่มั้ย


แล้วตกลง เรื่องปัญหาต่างๆที่ทักษิณมันไม่เคยตอบ คุณตอบได้หมดเลยแฮะ

ใจเย็นครับ

ประการแรก เกาะ British Virgin ครับ ไม่ใช่เกาะหอก

ประการต่อมา แอมเพิลริชเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯเฉยๆครับ ไม่ได้มีกิจการค้าขายธุรกรรมอื่น ไม่มีรายได้ในไทย ใน BVI หรือในประเทศใด จึงไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เสียในประเทศใด ขณะที่หุ้นชินคอร์ปฯที่ถืออยู่ เป็นของครอบครัวคุณทักษิณตั้งแต่ต้น สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้โดยไม่มีภาษีอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะตั้งแอมเพิลริชเพื่อการหลีกเลี่ยงภาษี

•   แอมเพิลริชถือหุ้นชินคอร์ปฯซึ่งมีข้อมูลชัดเจนอยู่แล้ว ตามทะเบียนกระทรวงพาณิชย์และตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่ใช่การตั้งขั้นเพื่อการหลบเลี่ยงการรายงาน ซ่อนหรือฟอกเงินหรือทรัพย์สิน

ประเทศไทยก็มีกฏหมายเปิดรับการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษีในประเทศไทยเองเช่นกัน

•   ประเทศที่จัดให้มีการตั้งบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษี ที่นิยมกันมาก คือ บีวีไอ (กว่า 300,000 บริษัท), เบอร์มิวดา, เคย์แมน, บาฮามา, มอริเชียส, ฯลฯ รวมถึง สิงค์โปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทยด้วย (วาณิชธนกิจ BIBF (Bangkok International Banking Facilities) ของแบงค์ชาติ มีสิบกว่าปีแล้ว)

•   หลักการคล้ายกันคือ เพื่อจูงใจให้ต่างชาติมาใช้บริการทางการเงินของประเทศ ประเทศก็จะมีบริการให้ต่างชาติสามารถมาตั้งบริษัทนอกอาณาเขตได้ เปิดบัญชีเงินดอลลาร์ หากไม่มีรายได้ที่เกิดจากการค้าขายในประเทศ ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ประเทศ
บันทึกการเข้า
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #160 เมื่อ: 22-06-2006, 16:50 »

ถามโคตอบกระบือ ก๊อปปี้มาทั้งดุ้น ไหนว่ามีความคิดเห็นเป็นของตัวเองอ่ะ
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #161 เมื่อ: 22-06-2006, 16:57 »

ถ้าเป็นอย่างที่คุณอะไรจ๊ะตอบมา ตอนนี้ดาวเทียมของเราตกเป็นสัมปทานของทางเทมาเส็ก

แล้วใช่หรือไม่ครับ?

ปัจจุบันเป็นระบบ “ยกทรัพย์สินให้ทางราชการ” (BTO: Build Operate Transfer) ผู้ให้บริการเป็นผู้ลงทุน แต่ได้เพียงสิทธิในการบริหารเครือข่ายเพื่อหารายได้ (ในอนาคตเป็นระบบใบอนุญาต ไม่มีการยกทรัพย์สินให้ทางราชการ)
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #162 เมื่อ: 22-06-2006, 17:09 »

ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

เห็นโตๆกันแล้ว คิดว่าไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไช...ก็เลยใช้การขีดเส้นใต้ให้อ่านและคิด!!


ม่ะ....จะแปลให้เห็นจะจะก็ได้ว่า นายกฯพูดชัดเจนว่าบริษัทที่ตั้งบริษัทแม่ในประเทศที่ปลอดภาษีน๊ะไม่รักชาติ แต่กรณีชิน คอร์ปมีบริษัทแม่ในไทยและต้องเสียภาษีเต็มๆทุกบาททุกสตางค์ ทั้ง 2 กรณีจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง



กรุณาหัวไวหน่อยครับ pleaseeeeeeeeee Shocked

เสียภาษีจริงอ่ะ ?? แล้วทำไมต้องมีข่าวซุกหุ้นด้วยล่ะว้า อิอิ หลับหูหลับตาเลียอย่างเดียวเลย สังเกตุ กระทู้นี้น้ำลายพวกเลีย จะเลอะเป็นพิเศษ

เกาะเถื่อนนี่มัน บริทติส เวอร์จิ้นนี่หว่า แล้วนายกเราไปยุ่งกับเกาะเถื่อนนี่มันมาเฟียรึเปล่า หุ้นซุกไปซุกมา หาเรื่องไม่เสียภาษีตั้งแต่ไม่ได้เป็นนายกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมี ควาย ไม่ได้สติหลงไหลได้ปลื้มเหลี่ยมขนาดนี้

เฮ่อ .. ก็แค่สมเพช ควาย น่ะครับ ถ้าเป็น คน ก็ไม่ต้องร้อนตัวน๊า อิอิ

ปล. สมัยนี้ เป็นควายน่ะ เรื่องธรรมดาแล้วครับ ในสภางี้ เขาชนกันดังงุ๊งงิ๊งๆ   Mr. Green



ฮ่าๆๆๆ


ค่อยๆโพสต์ค่อยๆพิมพ์และตั้งสติให้ดีก็ได้ครับ อย่าใช้กลยุทธ์หลอกล่อ'อะไรจ๊ะ'ให้หลงประเด็นเลยครับ....อัดกันในนี้ให้รู้แพ้รู้ชนะไปเลย เห็นคุยนักคุยหนาว่าต้องการข้อมูล


ประเด็นของคุณคือไรครับ? ผมจะได้ตอบให้ตรงไม่ต้องอ้อมค้อม....เสียเวลาคนเชียร์ข้างสนามอ่ะ!!! Rolling Eyes

สบายๆ นะครับ ไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวจะตกม้าตายซะก่อน อิอิ  

แหม มีคนเชียร์ด้วยเหรอเนี่ย ไม่ยักกะรู้นะ

อย่าถือเรื่องของผมเป็นประเด็นเลยครับ เอาเป็นว่า ข้อข้องใจ ก็แล้วกัน ^^

ในเมื่อ คุณทักษิณมีบริษัทแม่อยู่ประเทศอย่างที่คุณว่า ทำไมต้องมีการซุกหุ้น แล้วทำไม ต้องมีบริษัท แอมเพิลริช กับ วิน มาร์ค เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ

บริษัทแม่ที่อยู่ประเทศไทยนี่บริษัทอะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับ บริษัทเถื่อน ที่ตั้งอยู่บนเกาะเถื่อนๆ ใครถือหุ้น (นับรวมคนใช้ด้วยนะ) ถือเท่าไหร่ยังไง

แล้วไปๆ มาๆ ที่ว่าเสียภาษีทุกบาทนี่ เสียไปกี่บาทกันครับ

ช่วยตอบผมด้วยนะครับ เอาแบบว่า ตั้งแต่เริ่มต้นข่าวซุกหุ้นภาคแรก จนถึง ภาค 2 เกาะเถื่อน อะไรแบบนั้น

ผมกำลังศึกษาด้านการเมืองน่ะครับ ต้องการข้อมูล  Mr. Green หวังว่า คงช่วยตอบได้นะครับ

เอาตามความเข้าใจของคุณ (ถึงแม้จะมีน้อยม๊ากก หรือว่า อัดแน่น ก็ตามนะ)  Mr. Green

ถ้าหากเรื่อง copy and paste ก็ปะติดปะต่อเรื่องให้ดีๆ หน่อยล่ะ  :mrgreen


เสกให้ได้ครับ ค่อยๆอ่านค่อยๆพิจารณาหน่อยน๊ะครับ สงสัยก็ค่อยๆถามทีละประเด็นได้ครับ

1)   ประเด็นภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

1.1.   (หากขายหุ้น 49% ตั้งแต่ปี42) คุณทักษิณและภรรยามีหุ้นชินคอร์ปฯ 49% (จากที่ตั้งบริษัทเองเมื่อ 22 ปีก่อน และเข้าตลาดหุ้นเมื่อ 15 ปีก่อน) หุ้นจำนวนนี้หากขายในตลาดหุ้น ไม่ว่าให้ลูกและลูกขายต่อให้ใคร ในฐานะนักลงทุนบุคคลในตลาดหุ้นไม่มีภาษีจากการขายหุ้น เป็นสิทธิ์พื้นฐานของคุณทักษิณและครอบครัว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนเพื่อลดหรือเลี่ยงภาษี (เช่นกรณีแอมเพิลริช)  เพราะไม่มีภาษีให้ลดหรือเลี่ยง

•   ที่คุณทักษิณทำเรื่องบริษัทแอมเพิลริชในปี 42 เพราะจะเอาหุ้นชินคอร์ปฯ 11% เข้าขายในตลาดหุ้นสหรัฐ (ดูหน้าข้อมูลประกอบ) ตอนหลังตลาดหุ้นสหรัฐตกมาก เลยหยุดแผน แต่หุ้นส่วนนี้ก็อยู่ที่แอมเพิลริชไปเรื่อยๆ

1.2.   (โอนไป หุ้น11%) คุณทักษิณโอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่เดิมถือเองอยู่ในฐานะบุคคล ให้ถือโดยบริษัทแอมเพิลริชที่คุณทักษิณเป็นเจ้าของ ไม่มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมข้อ 1.1

•   (ยกหุ้น49% ให้ลูก) ปลายปี 43 คุณทักษิณและภรรยา ขายโอนชินคอร์ปฯให้ลูกที่ต้นทุน ก่อนจะเป็นนายกฯ เพื่อให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ: เป็นหุ้นชินคอร์ปฯส่วน 38% (ที่ถือในฐานะบุคคล) และเป็นตัวบริษัทแอมเพิลริช (ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯส่วน 11%)

1.3.   (โอนกลับ หุ้น11%) ต้นปี 49 พาน/พิณ ในฐานะเจ้าของบริษัทแอมเพิลริช โอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่บริษัทแอมเพิลริชถืออยู่ มาถือเองตรงในฐานะบุคคล การโอนกลับก็เทียบเท่ากับตอนแรกที่ได้โอนไป คือ ไม่มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมในข้อ 1.1

•   โอนกลับ 11% จากแอมเพิลริช (มาถือในฐานะบุคคล) เพื่อมารวมกับส่วน 38% (ที่ถือในฐานะบุคคลมาตลอด) เท่าจำนวนหุ้นเดิม 49%

1.4.   (ขายหุ้น 49% ปี 49) ต้นปี 49 พาน/พิณ จึงขายหุ้นทั้ง 49% ในตลาดหุ้นในฐานะบุคคลธรรมดา ไม่มีภาษี เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมตามข้อ 1.1

•   ปรากฏว่า ถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีส่วนแอมเพิลริช 11% ตอนโอนกลับ และหากถูกกฏหมายก็หาว่าผิดจริยธรรม

1.5.   ข้อกล่าวหาแบบที่ (1) ว่า การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯจากแอมเพิลริชที่ราคา 1 บาท แล้วตอนขายได้ 49 บาท พาน/พิณ มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ 48 บาท และต้องจ่ายภาษีในวันที่ “ขาย”

1.6.   ข้อกล่าวหาแบบที่ (2) คล้ายกรณีบริษัทออกหุ้นราคาถูกพิเศษขายจูงใจให้พนักงาน (สต็อกออปชั่น หรือ ESOP ที่พนักงานสามารถซื้อหุ้นใหม่นี้ได้ที่ราคาต่ำกว่าราคาหุ้นบริษัทที่ซื้อขายอยู่ในตลาดในวันนั้นๆ จงใจให้พนักงานมีกำไรจากการขายหุ้น อันเป็นวิธีหนึ่งในการจ่ายรายได้เพิ่มให้พนักงาน)

•   ว่า การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯจากแอมเพิลริชที่ราคา 1 บาท ในวันที่หุ้นชินคอร์ปฯในตลาดหุ้นราคา 42 บาท เสมือนว่าพาน/พิณ มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ 41 บาท และต้องจ่ายภาษีในวันที่ “ซื้อ” เลย(ภายหลังขายในตลาดหุ้นที่ 49 บาทไม่มีภาษีแล้วเพราะได้เป็นเจ้าของหุ้นนั้นแล้ว)

1.7.   ข้อกล่าวหาทั้งสองลักษณะ เป็นการตีความคนละหลักการ

•   พาน/พิณเป็นเจ้าของแอมเพิลริช เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ 11% นี้อยู่แล้ว เป็นบุคคลเดียวกันดังที่รายงานตลาดหุ้นมาตลอด ดังนั้น การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่แอมเพิลริชถืออยู่กลับมาถือเองโดยตรงในราคาพาร์ต้นทุน ไม่ทำให้พาน/พิณมีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ เพราะเป็นหุ้นเดิมของตนแต่เดิม

•   เป็นคนละกรณีกับ นายจ้างจ่ายผลตอบแทนลูกจ้างด้วยการออกหุ้นใหม่ขายให้ในราคาพิเศษ (หรือ บางข้อกล่าวหาว่าเหมือนการให้รางวัลจับสลาก หรือ การขายตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีส่วนลดหน้าตั๋ว) ล้วนเป็นการจ่ายให้ผู้รับมีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ แต่กรณีพาน/พิณไม่มีรายได้เพิ่ม เพราะเป็นหุ้นเดิมของตนแต่เดิม

•   จึงดูเพียงครึ่งทางตอนขาโอนกลับอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูทั้งวงจร คือเจ้าของเดิมโอนไปครั้งแรกและโอนกลับครั้งหลัง ระหว่างตนเองกับบริษัทที่ตนเป็นเจ้าของ (แอมเพิลริช) ไม่เป็นการมีรายได้เพิ่ม มิเช่นนั้น ก็ควรต้องออกกฏหมายให้ชัดๆว่าการโอนโดยเจ้าของเดียวกันต้องเสียภาษี

1.8.   ประเด็นนี้ พาน/พิณหารือกับสรรพากรตั้งแต่กลางปีที่แล้ว สรรพากรก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ถูกต้อง แต่ก็ไม่ฟังกัน กล่าวหาว่าลูกนายกฯเลี่ยงภาษี นายกฯไม่มีจริยธรรม สรรพากรผิดจรรยาบรรณตีความเข้าข้างรับใช้นายกฯ

•   ข้อกล่าวหาโดยนักกฏหมายยังมีการตีความไปหลายแบบ (ที่ไม่ใช่ประเด็นถูกต้อง) ว่ามีเข้าข่ายต้องเสียภาษีในหลายกรณีที่แตกต่างกันมาก เพื่อยัดเยียดว่าต้องผิดจริยธรรมแน่นอน (การถูกผิดกฏหมายควรเป็นกรณีชัดเจนเพียงอันใดอันหนึ่ง)

•   หากแคลงใจในแง่กฏหมายว่าลูกนายกฯเลี่ยงภาษี โดยการตีความไปต่างๆนาๆ ก็ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่แค่เอาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองไปที่นายกฯ สรรพากร และ กลต

1.9.   เป็นสิทธิ์ของประชาชนตามกฏหมาย ที่มีหน้าที่เสียภาษีเท่าที่จำเป็น หากเสียภาษีเกิน ก็เรียกคืนจากสรรพากรได้ ตามที่ทุกคนยื่นแบบภาษีกันทุกปี

•   ข้อกล่าวหานี้ เปรียบไปคล้ายกับว่า ถนนข้างล่างว่าง ขับได้เร็วอยู่แล้ว คนขับมีสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ไปบอกว่าหากไม่ขึ้นทางด่วนเสียเงินค่าทางด่วน ถือว่าคนขับหลีกเลี่ยง

1.10.   ตลาดหลักทรัพย์ตั้งใจยกเว้นภาษีกำไรให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นในตลาด เพราะไม่งั้นเสียเปรียบบริษัทนิติบุคคลที่สามารถทำงบกำไรขาดทุนได้

•   บริษัทนิติบุคคลสามารถนำการขาดทุน การเสียภาษีเงินปันผล การเสียภาษีกำไรขายหุ้น ไปหักลบในงบกำไรขาดทุน ทำให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง

•   บุคคลธรรมดาทำงบไม่ได้ หากขาดทุน หรือเสียภาษี ก็หักลบอย่างอื่นไม่ได้เลย ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องส่งเสริมเช่นนี้ มิเช่นนั้น นักลงทุน 500,000 คนต้องไปตั้งบริษัทกันหมด วุ่นวายต้องทำบัญชี สอบบัญชี

1.11.   ทั้งตัวคุณทักษิณ ครอบครัว บริษัท และพนักงานกว่า12,000 คน เสียภาษีให้รัฐทุกรูปแบบ ทั้งเงินได้จากเงินปันผล  เงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงค่าสัมปทานต่างๆ ทั้งมือถือ ดาวเทียม ฯลฯ ปีละหลายหมื่นล้านบาท สิบกว่าปีนี้หลายแสนล้านบาท เป็นผู้จ่ายภาษีรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย ร่วม 5% ของยอดจัดเก็บของสรรพกร ทำขนาดนี้ ทั้งผู้ก่อตั้งและตัวบริษัทเอง เป็นผู้เสียภาษีที่รักชาติไม่น้อยกว่าใครที่มาโจมตี (หลายปีก่อนตอนยังทำธุรกิจ คุณทักษิณเคยเป็นบุคคลที่เสียภาษีสูงสุดของไทยปีละหลายร้อนล้านบาทหลายปี)

1.12.   กลุ่มบริษัทชินคอร์ปฯ ได้ชื่อว่า เป็นบริษัทดีเด่นของไทย มูลค่าทางตลาดรวมในตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) กว่า 350,000 ล้านบาท เท่ากับ 7% ของทั้งตลาดหุ้นไทย เป็นหนึ่งในสามบริษัทไทยที่ติด 500 อันดับแรกของบริษัทใหญ่ที่สุดในโลกจัดโดยฟอร์จูน (อีกสองบริษัทคือปูนซีเมนต์ไทยและปตท) ได้รับรางวัลจากตลาดหลักทรัพย์ไทยและสถาบันการเงินระหว่างประเทศจำนวนมาก ในความดีเด่นในแง่ผู้บริหาร การจัดการ ธรรมธิบาล การรายงานการเงิน ความเชื่อถือทางการเงิน (เครดิตทางการเงินของเอไอเอส ในเครือชินคอร์ปฯคอร์ป สูงกว่าของรัฐบาลไทย) ทำได้ขนาดนี้ ต้องมีความสามารถและจริยธรรมเพียงพอแน่


ข้อมูลประกอบ

ที่ SH 063/2542
11 มิถุนายน 2542
เรื่อง ขอชี้แจงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท
เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตามที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ตามแบบ 246-2 ที่ผู้ถือหุ้นได้แจ้งให้สำนักงาน กลต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบแล้วนั้น บริษัทฯ ขอชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้ทราบดังนี้

                                                                                เดิม         ใหม่
1. นางพจมาน ชินวัตร            25.00%         25.00%
2. พ.ต.ท.ดร. คุณทักษิณ ชินวัตร         23.75%         11.88%
3. Ample Rich Investments Limited         0%         11.87%
(ถือหุ้นโดย พ.ต.ท. คุณทักษิณ ชินวัตร ทั้งหมด 100 %)   48.75%         48.75%

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ พ.ต.ท. ดร. คุณทักษิณ ชินวัตร ได้โอนหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 11.87% ให้กับ Ample Rich Investments Limited ซึ่งผู้ถือหุ้นถือเป็นบุคคลเดียวกันกับเจ้าของเดิม แสดงให้เห็นว่ามิได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นดังกล่าวไม่มีผลต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นทั้งทางด้านส่วนตัวและบริษัทฯ โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารงานบริษัท โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารงานบริษัทฯ ยังคงเป็นเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม เพื่อชี้แจงให้เห็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ว่า เป็นการเตรียมการเพื่อสนับสนุนการที่บริษัทฯ มีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินทุนจากต่างประเทศ ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาขยายการลงทุนด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย ตามที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ตามหนังสือเลขที่ SH 61/2542 แล้วนั้น
เพื่อให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินทุนจากต่างประเทศดังกล่าว บริษัทฯ มีความจำเป็นที่ต้องสำรองหุ้นบางส่วนจากผู้ถือหุ้นปัจจุบันทั้งรายใหญ่และรายย่อย เพื่อทดสอบความสำเร็จและสภาพคล่องของ ADR Level I ก่อนนำหุ้นที่เพิ่มทุนเข้าสู่ ADR Level III หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถือ

(นายบุญคลี ปลั่งศิริ)
กรรมการ
บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่นส์


ข้อมูลประกอบ

01/02/01
ชินคอร์ปเลิกไปแนสแดค ระดมทุนในไทยไร้ปัญหา
กลุ่มชินฯ บอกลาตลาดหุ้นแนสแดค อ้างเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ดี ส่งสัญญาณบริษัทที่เหลือคงพับแผน นักวิเคราะห์มองกลุ่มนี้ไม่ มีปัญหา แม้ต้องใช้ เงินขยายธุรกิจอีกมาก ด้วยสถานะดีระดมทุนในประเทศได้ไม่ยาก
บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SHIN ได้ตัดสินใจที่จะเลื่อนแผนการเข้าไปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดแนสแดค จากเดิมที่จะต้องนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในต้นปีนี้ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตลาดแนสแดคได้เข้าสู่ช่วงขาลง แหล่งข่าวจากกลุ่มชินฯ ให้เหตุ ผลว่า พวกเราประเมินกันแล้วว่าตลาดหุ้นของสหรัฐ โดยเฉพาะแนสแดคคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัว เห็นได้จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในแนสแดคส่วน ใหญ่มีรายได้ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯที่อยู่ในช่วงชะลอตัว โดยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯกำลังพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งซึ่งจะทราบผลในวันนี้

"หากตลาดแนสแดคดีขึ้นเมื่อไหร่ เราคง จะหันมาทบทวนแผนการระดมทุนอีกครั้ง"
สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้นักลงทุนในสหรัฐฯให้ความสนใจหุ้นในกลุ่มนี้ลดลงและอาจจะเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อราคาหุ้นที่จะนำไปเสนอขาย รวมไปถึ งแผนที่ทางกลุ่ม เคยคิดที่จะออกตราสารแทนหุ้นบริษัทและเปิดให้ซื้อขายในต่างประเทศได้ ซึ่ง คงจะต้องเปลี่ยนแผนไปเช่นกัน


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กล่าวว่า การถอยจากการระดมทุนในสหรัฐของกลุ่มชินฯ ถือว่า เป็นสัญญาณบอกกับบริษัทอื่นๆ ที่มีแผนจะนำเอาบริษัทไปจดทะเบียนที่แนสแดคว่าคงจะต้องคิดเหมือนกลุ่มชินฯ เพราะกลุ่มตั้งความหวังไว้ส่วนใหญ่จะมีสถานะเป็นรองกลุ่มชินฯ แทบทั้งสิ้น


นอกจากนี้ตราสารของบริษัทในย่านเอเชียที่ออกเพื่อใช้ซื้อขายในสหรัฐฯเกือบทุกแห่งมีราคาตกลงเป็นอย่างมาก ดังนั้นการที่ตลาดหุ้นแนสแดคมีปัญหาเท่ากับเป็นการดับความหวังของบริษัทต่างๆ ที่คิดจะเข้าไประดมทุนในสหรัฐฯ
แม้ว่ากลุ่มชินฯ จะปรับแผนไม่ไป ระดมทุนที่สหรัฐฯ แต่คงไม่สร้างปัญหาให้กับกลุ่มชินฯ ทั้งๆ ที่ทางกลุ่มจะต้องใช้เงินอีกจำนวนไม่น้อยเพื่อขยาย ธุรกิจ เนื่องจากโดยศักยภาพของกลุ่ม นี้สามารถที่จะแหล่งเงินทุนได้ไม่ยากนัก และบริษัทลูกก็สามารถออกหุ้นกู้ได้เอง
…………………….
* ที่มา Kimeng & Manager
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #163 เมื่อ: 22-06-2006, 17:13 »

ถามโคตอบกระบือ ก๊อปปี้มาทั้งดุ้น ไหนว่ามีความคิดเห็นเป็นของตัวเองอ่ะ

ใจเย็นครับเจ๊....ก็พวกกู้ชาติก๊กเดียวกันกะของเจ๊เองไม่ใช่เหรอที่โพนทะนาว่าต้องการข้อมูลที่ไม่ใความรู้สึกส่วนตัว พอ'อะไรจ๊ะ'จัดให้ก็ดันมางุ๊ดเงี๊ยวเสียนี่

บันทึกการเข้า
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #164 เมื่อ: 22-06-2006, 17:19 »

สรุปแล้ว คุณทักษิณ คุณหญิงพจมานและครอบครัว เสียภาษีจากการขายหุ้นที่มีมูลค่าสูงถึง 77,300 ล้านบาท ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ?

            ฟังจากปากหัวหน้าครอบครัว คือคุณทักษิณ เข้าใจได้ว่า ไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว!

             แล้วจริงๆ ควรเป็นอย่างไร?

             ท่านผู้อ่านครับ   ผมเคยได้ยิน พวกฝรั่งชอบพูดอยู่เสมอ ๆ ว่า ในชีวิตนี้ ที่หนีไม่พ้นคือ   “Death and Tax”   แปลว่า “ความตายและภาษีครับ”  มีพรรคพวกปล่อยมุขตลกอีกว่า  คุณทักษิณเก่ง เพราะหนีภาษีได้ และยังบอกผมต่อด้วยว่า  คุณทักษิณตอนนี้กำลังล็อบบี้ยมพบาลอยู่   เผื่อฟลุ๊ค!

               ไม่มีใครชอบเสียภาษีหรอกครับ ทะเลาะกับกรมสรรพากรเป็นเรื่องปกติ ใครชนะ   สรรพากรได้   ถือว่าสุดยอด  พวกที่แพ้ ไม่ต้องบอกก็รู้  คนหาเช้ากินค่ำ เอส เอ็ม อี ทั้งหลายแหละครับ

เหตุเพราะ กฎหมายภาษี เขียนไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี   ไม่อยากโทษเจ้าหน้าที่ แต่ระบบภาษีบ้านเราเปิดช่องไว้มากครับ

การขายหุ้นชินของตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์  ไม่เกี่ยวกับ คุณทักษิณ และคุณหญิงพจมาน คุณทักษิณ และคุณพจมานไม่ต้องเสียภาษี ถูกต้องแล้ว แต่ทั้งสองท่านอาจจะต้องเสียภาษีในอนาคต  ช่วงที่ขอเงินคุณลูกใช้  แต่ก็ไม่แน่   กรมสรรพากร อาจตีความว่าเงินที่ลูก ๆ มอบให้เป็นหมื่นๆล้าน ถือเป็นมรดกจากลูก หรือไม่ก็เป็นเงิน อุปการะ คุณพ่อ คุณแม่ ก็อาจเป็นได้    
   

 สำหรับคุณลูก ๆ และครอบครัวดามาพงศ์ รวมทั้งบริษัท Ample Rich   บอกได้ในวันนี้เลยว่า   “ต้องเสียภาษี แน่นอนครับ”   
               เพียงแต่ว่าจะเสียกันเมื่อไหร่เท่านั้น

                วันนี้ผมขอเล่าให้ฟังเฉพาะของ Ample Rich ก่อนนะครับ

Ample Rich เป็นบริษัทฝรั่งหัวดำข้ามชาติ แต่ทำธุรกิจในประเทศไทย คือ ลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทชิน ที่เรียกว่าฝรั่งหัวดำ เพราะว่าเจ้าของบริษัทคือคุณทักษิณ ต่อมาคุณทักษิณยกบริษัทให้ลูกชายคือคุณพานทองแท้  ทั้งสองพ่อลูกเป็นคนไทย  แต่เป็นเจ้าของบริษัทฝรั่ง เรียกให้โก้หน่อยว่า “ฝรั่งหัวดำ”    Ample Rich  มีรายได้จากเงินปันผล ทุก ๆ ปี รวมถึงรายได้จากการขายหุ้นชิน เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549

                  ผมไม่แน่ใจว่า Ample Rich ครอบครองหุ้นชินจำนวนเท่าไหร่  รู้แน่ ๆ คือ 229.2 ล้านหุ้น อีก 100 ล้านหุ้นที่ผลุบๆ โผล่ๆ นั้น อยู่ในมือ Ample Rich คู่แฝด หรืออยู่ในมือ ธนาคารสวิส   จริงเท็จอย่างไร ยังไม่มีหลักฐานปรากฏ               

                   ถ้าเชื่อคำพูดคุณทักษิณ   เชื่อคำชี้แจงของคุณสุวรรณ Ample Richน่าจะถือครองหุ้นทั้งหมด 329.2 ล้านหุ้น

                    ปันผลที่ Ample Rich ได้รับประมาณได้ดังนี้


การจ่ายเงินปันผลโดยปกติผู้จ่ายจะหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 10  กรณีนี้น่าจะมีการหักภาษีส่งกรมสรรพากรแล้ว   เท่ากับ Ample Rich ได้จ่ายภาษีส่วนแรกในรูปแบบของภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กรมสรรพากร   ส่วนนี้ไม่น่าจะหนีภาษีได้

                 ขั้นต่อไป คือ การส่งเงินปันผลออกนอกประเทศ    เนื่องจาก กรมสรรพากร ไม่มีสิทธิในการตรวจสอบบัญชีของบริษัทต่างประเทศ ที่ทำธุรกิจในประเทศไทย  จึงใช้วิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 15    เมื่อบริษัทเหล่านั้นต้องการส่งเงินกลับประเทศ  ยกเว้นกรณีที่บริษัทพิสูจน์ได้ว่าเงินที่จะส่งออกไม่ใช่รายได้ตามปกติ 

                  กรมสรรพากร ต้องตรวจสอบครับ  ตรวจสอบว่าเงินปันผลของ   Ample Rich  ในแต่ละปีนั้นมีการส่งเงินไปต่างประเทศหรือไม่?  

                   ถ้ามีการส่งเงินออกไป   ต้องจ่ายภาษีหรือไม่ อย่างไร?

                   ถ้าไม่มีการส่งเงินออกไป     1,800 ล้านบาท อยู่ในมือใคร?  อยู่ในบัญชีของใคร? 

                   นับเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี  หรือไม่?

                    ไม่ใช่มีเท่านี้นะครับ!

                     ยังมีเรื่องการขายหุ้นของ Ample Rich จำนวน 329.3 ล้านหุ้นให้ คุณพานทองแท้ และคุณพิณทองทา ในราคาต้นทุนอีก  ตรงนี้ Ample Rich มีปัญหาแน่นอน

                  เพราะ Ample Rich ขายหุ้นในราคาทุน ทำให้ไม่มีกำไร จะได้ไม่ต้องเสียภาษีกำไรของนิติบุคคล ร้อยละ 30 จากกำไรในการทำธุรกิจ       ท่านผู้อ่านที่เป็นนักธุรกิจ ทราบเรื่องอย่างนี้ดี และเชื่อว่าได้เคยโต้แย้งกับผู้ตรวจสอบบัญชี   หรือกรมสรรพากร บ้างเหมือนกัน กรณีขายทรัพย์สินราคาต่ำกว่าจริง     กรมสรรพากร จะใช้ราคาตลาดในการกำหนดราคาขายอย่างแน่นอน  ใครที่เคยขายบ้าน ขายที่ดิน โดนมาแล้วทั้งนั้นแหละครับ

                   การที่ Ample Rich ได้เงิน จากการขายหุ้น 329.3 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท เป็นเงิน 329.3 ล้านบาท จึงผิดปกติ     ราคาจริง คือราคาหุ้นละ 47.25 บาท  ณ วันที่ขาย  รวมเป็นเงิน 15,560 ล้านบาท เนื่องจากการซื้อขายครั้งนี้เป็นการสมยอม ระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย เพื่อประโยชน์ในการหลบเลี่ยงภาษี  ทำให้ Ample Rich ได้รับเงินเพียง 329.3 ล้านบาท และถ้ามีการส่งเงินนี้ไปต่างประเทศ Ample Rich จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ของ 329.3 ล้านบาท   แทนที่จะต้องจ่ายร้อยละ 15 ของ 15,600 ล้านบาท     กรมสรรพากรต้องมีคำตอบครับ  อย่ากลัวฝรั่งหัวดำมากเกินความจำเป็น

                   ต้องมีคำตอบว่า

                 1.Ample Rich ส่งเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นทั้งหมดไปต่างประเทศหรือไม่    ถ้าส่ง เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 หรือไม่?อย่างไร? 

                 2.กรมสรรพากร ยอมให้ Ample Rich ใช้ราคาฮั้ว ที่หุ้นละ 1 บาท หรือประเมินราคาที่แท้จริง คือหุ้นละ 47.25 บาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-06-2006, 11:38 โดย lynnicky » บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #165 เมื่อ: 22-06-2006, 17:21 »

Ample Rich ไม่ใช่มีแค่คู่แฝดอย่างเดียว แต่มีญาติสนิทโผล่ขึ้นมาอีกหนึ่งบริษัท ครับ

Ample Rich ชื่อเป็นไทยว่าบริษัทโคตรรวย ญาติสนิทของบริษัทโคตรรวย ชื่อ ชนะ - มาร์ค (Win Mark)ครับ

พูดจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่พูดเล่น ๆ

Ample Rich ถือ สัญชาติ บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ Win Mark ก็ถือ สัญชาติ บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์

Ample Rich ตั้งอยู่ที่ ตู้ ปณ. 3151 , Road Town, Tortola, British Virgin Island
Win Mark ก็ตั้งอยู่ที่ ตู้ ปณ. 3151 , Road Town, Tortola, British Virgin Island

ญาติสนิทกันจริง ๆ ใช้ตู้ ปณ. 3151 ตู้ปณ. เดียวกัน



ผมแค่ ยกมา เปรียบเทียบกันดูน่ะครับ กำลังศึกษาอยู่

ลองตรวจสอบพฤติกรรม  การลงทุนของทั้งสองบริษัทกันครับ

ทั้งสองบริษัทชอบที่จะลงทุนโดยการซื้อหุ้นในประเทศไทย แต่ที่แปลกก็คือ   จะเป็นการลงทุนโดยซื้อหุ้นจากคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร และซื้อได้ในราคาทุน คือ ราคาพาร์ทุกครั้ง

Ample Rich ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทชินจาก คุณทักษิณในราคาพาร์ คือหุ้นละ 10 บาท จำนวนถึง 32.92 ล้านหุ้น เก่งมาก เพราะซื้อได้ ราคาต้นทุน ในขณะที่ราคาตลาดมีมูลค่าเกือบ  5 พันล้านบาทในขณะนั้น Win Mark ก็ไม่แพ้กันครับ!

Win Mark ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทเอส ซี จากคุณทักษิณในราคาพาร์ คือหุ้นละ 10 บาท จำนวนถึง 55 ล้านหุ้น วันที่ซื้อหุ้นของ บริษัทเอส ซี บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

น่าแปลกไหมว่าเหตุใด Ample Rich และ Win Mark จึงมีความผูกพัน กับคุณทักษิณ เสียเหลือเกิน

สำหรับ Ample Rich คงไม่แปลกมาก นัก เพราะความจริงปรากฏออกมาแล้วว่า   คุณทักษิณ เป็นคนตั้งบริษัทนี้ด้วยตนเอง

แต่ญาติสนิทที่ชื่อ ชนะมาร์ค (Win Mark) นี่ซิ! วันนี้ยังไม่รู้ ว่าใครเป็นเจ้าของ

Ample Rich ซื้อหุ้นจากคุณทักษิณ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 และต่อมาขายหุ้นให้ลูกชาย ลูกสาวของคุณทักษิณเมื่อ วันที่ 20 มกราคม 2549 ในราคาเท่าทุน ลงทุน 7 ปี ไม่มีกำไรเลย ซื้อขายในราคาพาร์ ทำเพื่ออะไร คนในตระกูลชินวัตร ยังตอบไม่ชัด

Win Mark ก็ไม่ต่างกัน   Win Mark ลงทุนซื้อหุ้นบริษัท เอส ซี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 หลังจากนั้นอีก 3 ปี คือในวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ก็ได้มีการโอนหุ้นทั้งหมดให้บริษัท Value Assets Funds Ltd. สัญชาติมาเลเซีย เท่านั้นไม่พอ 3 อาทิตย์ต่อมา คือเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2546 บริษัท Value Assets Funds Ltd. ก็โอนหุ้นทั้งหมดให้ 2 กองทุนมาเลเซีย คือ  กองทุน OGF และ ODF

ท่านผู้อ่านสังเกตให้ดีจะพบว่า การโอนหุ้นเหล่านี้ เกิดขึ้นใกล้ๆ ช่วงเวลาที่บริษัท เอส ซี กำลังดำเนินการเพื่อจดทะเบียนนำหุ้นเข้า ซื้อ ขาย ในตลาดหลักทรัพย์

ที่สนุกมากมาก อยู่ในช่วงที่มีการเพิ่มทุนครับ บริษัทชนะมาร์ค หรือ กองทุนเหล่านี้ เป็นผู้เสียสละอย่างใหญ่หลวง เพราะเมื่อบริษัท เอส ซี มีการเพิ่มทุน เพื่อนำหุ้นเข้าตลาด กองทุนทั้งสอง ได้โอนสิทธิ์ในการเพิ่มทุน จำนวนถึง 71 ล้านหุ้นให้กับลูกสาวทั้งสองของ คุณทักษิณ

หุ้นของบริษัท เอสซี เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 ราคาวันนั้น ปิดที่ 27 บาท/หุ้น กองทุนจากมาเลเซียเสียผลประโยชน์ไปเกือบ 2,000 ล้านบาท คนที่ได้ประโยชน์คือลูกสาวทั้งสองของคุณทักษิณ

ถึงวันนี้ กองทุน ทั้งสองคือ OGF หรือ ODF ยังครอบครองหุ้นจำนวนมากในบริษัทเอสซี แต่ก็ไม่ส่งบุคคลใด เข้ามาเป็นกรรมการในบริษัทแต่อย่างใด

คุณกรณ์ จาติกวานิช   มือเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงกลต.   ให้สอบครับ.

คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แจ้งต่อ กลต.ว่าบริษัทชนะมาร์ค ( Win Mark ) หรือกองทุนของมาเลเซียทั้งสองกองทุน ว่าไม่มีความสัมพันธ์ กับตระกูลชินวัตร

พฤติกรรมของบริษัท Win Mark ไม่ต่างกับของ Ample Rich

วันนี้เรื่องแดงแล้วว่า Ample Rich เป็นของตระกูลชินวัตร เป็นการซุกหุ้น ภาคสอง

ไม่นานหรอกครับ เราจะรู้ว่า บริษัท วิน–มาร์ค เป็นของใคร เที่ยวนี้ไม่ใช่ซุกหุ้นแน่ เพราะมีการชำระเงินค่าหุ้น

นำเงินสกปรกจากต่างประเทศมาฟอกให้ใสสะอาดในประเทศหรือเปล่า!

อ่านคำวินิจฉัยของท่านประเสริฐ นานาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับคดีซุกหุ้นภาคหนึ่งกันครับ

ท่านอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประเสริฐ นาสกุล พูดเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของนายกฯทักษิณกับบริษัทข้ามชาติไว้อย่างน่าสนใจ ท่านได้เขียนไว้ในคำพิพากษาส่วนตนหัวข้อที่ ๑๐

ท่านพูดว่า “ อีกเรื่องหนึ่ง แม้เหตุการณ์ที่ผู้ร้องไม่ต้องยื่นบัญชีแล้ว เมื่อผู้ถูกร้องและคู่สมรสขายหุ้นบริษัท เอส ซี เค เอสเตท จำนวน ๓.๕ ล้านหุ้นเศษ และจำนวน ๒ ล้านหุ้น หุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงิน ๕๕ ล้านบาทเศษ ให้กับบริษัท Win Mark Limited ถือสัญชาติ British Virgin Island วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ผู้ถูกร้องยืนยันว่า การขายหุ้นครั้งนี้เป็นการขายหุ้นตามปรกติ ไม่มีลักษณะการฟอกเงินแต่ประการใด”

ท่านเขียนต่อไปว่า “ ทำให้เกิดปัญหาสงสัยต่อไปว่า บริษัทผู้ซื้อใช้เงินสกุลใด มาจากที่ใด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ”

ท่านประเสริฐเขียนต่อนะครับว่า “ น่าเสียดายจัง ที่ผู้ถูกร้องไม่ได้อธิบายด้วย” ( ผู้ถูกร้องชื่อ ทักษิณ ชิณวัตร ครับ )

ท่านประเสริฐตั่งข้อสงสัยไว้เมื่อ 5 ปีมาแล้ว มาถึงวันนี้ ผมว่าท่านคงหายสงสัยแล้ว

ท่านผู้อ่านคิดเหมือนผมไหมครับ!


แค่ลองเปรียบเทียบข้อมูลอยู่น่ะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-06-2006, 17:26 โดย lynnicky » บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #166 เมื่อ: 22-06-2006, 17:21 »

ถามโคตอบกระบือ ก๊อปปี้มาทั้งดุ้น ไหนว่ามีความคิดเห็นเป็นของตัวเองอ่ะ

ใจเย็นครับเจ๊....ก็พวกกู้ชาติก๊กเดียวกันกะของเจ๊เองไม่ใช่เหรอที่โพนทะนาว่าต้องการข้อมูลที่ไม่ใความรู้สึกส่วนตัว พอ'อะไรจ๊ะ'จัดให้ก็ดันมางุ๊ดเงี๊ยวเสียนี่



ถ้าตอนแรกไม่เล่นตัวก็คงไม่มีใครต้องหงุดหงิดหรอกครับ  Laughing

ว่าแต่ มูลค่ามันงอกมาได้อย่างไร จนมาเป็น 73,000 ล่ะ

ทั้งที่คนอื่นไม่มีผลกำไรมากมายขนาดนี้

รวมถึงเรื่องที่เอาเปรียบคู่แข่งในการให้บริการด้วยครับ
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #167 เมื่อ: 22-06-2006, 17:23 »

กำลังมันส์มือเชียว....แต่หมอนวดเจ้าประจำเธอโทรมาออดอ้อนซะนี่

อืมมมม....เอาไงดีหว่า!?!





 Undecided



เอางี้....ที่ประกาศดวลไม่หลับไม่นอนคืนนี้เป็นอันยกเลิกหัวเด็ดตีนขาด


มีไรข้องใจก็กรุณาฝากข้อความไว้ได้เลยก๊าบบบ....พรุ่งนี้'อะไรจ๊ะ'จะเข้ามาลุยต่อ!! Cool
บันทึกการเข้า
ตลก
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 686


ไปมาไร้ร่องรอย


« ตอบ #168 เมื่อ: 22-06-2006, 17:39 »

เอาไปอ่านประดับสมอง อย่าบอกว่า เฮอะ นี่มันข้อมูลของ สส พรรค ปชป  ถ้าคุ๕คิดอย่างนี้ คุณจะไม่ได้อะไรเลย

http://www.korbsak.com/ebook/ctx.pdf
บันทึกการเข้า

ผ่านฟ้าแล้วเลยไปนรกเลยรึเปล่าครับ.........
กิ๊กบนเรือ บนเครื่องบิน กิ๊กบนรถ ทุกอาชีพกิ๊กกันหมดอนาคตจะเป็นไง?
HILTON (ปาล์มาลี)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,310



« ตอบ #169 เมื่อ: 22-06-2006, 20:01 »

1)   ประเด็นภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

1.1.   (หากขายหุ้น 49% ตั้งแต่ปี42) คุณทักษิณและภรรยามีหุ้นชินคอร์ปฯ 49% (จากที่ตั้งบริษัทเองเมื่อ 22 ปีก่อน และเข้าตลาดหุ้นเมื่อ 15 ปีก่อน) หุ้นจำนวนนี้หากขายในตลาดหุ้น ไม่ว่าให้ลูกและลูกขายต่อให้ใคร ในฐานะนักลงทุนบุคคลในตลาดหุ้นไม่มีภาษีจากการขายหุ้น เป็นสิทธิ์พื้นฐานของคุณทักษิณและครอบครัว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนเพื่อลดหรือเลี่ยงภาษี (เช่นกรณีแอมเพิลริช)  เพราะไม่มีภาษีให้ลดหรือเลี่ยง
หุ้นจำนวนนี้ไม่มีอยู่ในการแสดงทรัพย์สินของนายกและครอบครัว  ที่ยืนเมื่อเข้ามาเป็นนายก  ประเด็นความผิดไม่ได้อยู่ที่การจะขายหุ้นส่วนนี้แล้วเสียภาษีหรือไม่  อยู่ที่ปิดบัง (ซุก) หุ้นส่วนนี้  แล้วอ้างว่าได้ขายหุ้นส่วนนี้ไห้นายโอ๊ค (อธิบายประเด็นหลัง)

•   ที่คุณทักษิณทำเรื่องบริษัทแอมเพิลริชในปี 42 เพราะจะเอาหุ้นชินคอร์ปฯ 11% เข้าขายในตลาดหุ้นสหรัฐ (ดูหน้าข้อมูลประกอบ) ตอนหลังตลาดหุ้นสหรัฐตกมาก เลยหยุดแผน แต่หุ้นส่วนนี้ก็อยู่ที่แอมเพิลริชไปเรื่อยๆ
นี้เป็นการอ้างข้อมูล  โกหกหน้าด้านๆ  ไปดูดัชนีหุ้นดาวโจน ช่วงปี 2542 จนถึงปัจจุบัน  ดัชนีเติบโตสูงสุด ขึ้นจาก 5000 จุด เป็น 10000จุดจนถึงปัจจุบัน

1.2.   (โอนไป หุ้น11%) คุณทักษิณโอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่เดิมถือเองอยู่ในฐานะบุคคล ให้ถือโดยบริษัทแอมเพิลริชที่คุณทักษิณเป็นเจ้าของ ไม่มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมข้อ 1.1
ถ้ากรณีที่คุณอ้างมาจริงนายกโอนช่วงไหน  แล้วคุณเคยเห็นหลักฐานการโอนไหม  มีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไหม กรณีนี้เข้าค่ายอย่างเดิม  ซุกหุ้น

•   (ยกหุ้น49% ให้ลูก) ปลายปี 43 คุณทักษิณและภรรยา ขายโอนชินคอร์ปฯให้ลูกที่ต้นทุน ก่อนจะเป็นนายกฯ เพื่อให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ: เป็นหุ้นชินคอร์ปฯส่วน 38% (ที่ถือในฐานะบุคคล) และเป็นตัวบริษัทแอมเพิลริช (ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯส่วน 11%)
ข้อนี้เช่นกัน  นายกอ้างด้วยปากเปล่าว่าได้โอนหุ้นให้ลูก  มีหลักฐานให้เห็นไหม  คุณจำไว้นะว่า  นายกทักษิณ  คนเดียวกันที่เคยโดนกรณี ซุกหุ้น ให้คนใช้และคนสวน  คนขับรถ  ยาม และถูกศาลรัฐธรรมนูลพิพากษาถึงแม้ว่าไม่มีความผิดโดยอ้างการตัดสินของศาล 8 ต่อ 7  (โดยที่ 4 เสียงเห็นว่านายกไม่ผิด 7 เสียงเห็นว่าผิด และอีก 4 เสียงงดออกเสียง )  นายกคนนี้ผู้มีประวัติถูกสอบสวนเช่นนี้กลับไม่รายงานการโอนซื้อขายหุ้นส่วนนี้ให้ถูกต้อง (พูดง่ายๆไม่เข็ด) โดยการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์     นำมาสู่การปรับ 2.8 ล้านบาท  และวลีโคตระฮิต  ติ๊กผิด  แล้วคำถามที่ว่าโอนขายกันระหว่างนายกกับลูกนะ  นายโอ๊คมีหลักฐานการโอนเงินออกไปชำระค่าหุ้นไหม

1.3.   (โอนกลับ หุ้น11%) ต้นปี 49 พาน/พิณ ในฐานะเจ้าของบริษัทแอมเพิลริช โอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่บริษัทแอมเพิลริชถืออยู่ มาถือเองตรงในฐานะบุคคล การโอนกลับก็เทียบเท่ากับตอนแรกที่ได้โอนไป คือ ไม่มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมในข้อ 1.1
•   โอนกลับ 11% จากแอมเพิลริช (มาถือในฐานะบุคคล) เพื่อมารวมกับส่วน 38% (ที่ถือในฐานะบุคคลมาตลอด) เท่าจำนวนหุ้นเดิม 49%

คุณเคยสงสัยไหมว่าโอนไปโอนมาทำไม  มันง่ายนิดเดียวก็คือการซื้อขายนี้ไม่มีอยู่จริง เพราะหากขาย (มั่ว)โอนไปให้นายโอ๊คคนเดียวนายโอ๊คจะถือหุ้นเกิน 39% ซึ่งต้องถูกบังคับให้ทำเทรนเดอร์  ออฟเฟอร์ เสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือของจำนวนหุ้นทั้งหมด  ซึ่งกรณีการโอนรั่งแรกไม่เป็นจริง  กรณีนี้เลยต้องเลี่ยง ไม่งั่นค่ายความผิดข้อนี้จะรุนแรง แล้วผมอยากรู้จังว่าในรายงานการประชุมบริษัทแอมเพิลริส  นะเข้าอธิบายรายการนี้อย่างไง  โอนหุ้นให้กรรมการไปขายเอากำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง
1.4.   (ขายหุ้น 49% ปี 49) ต้นปี 49 พาน/พิณ จึงขายหุ้นทั้ง 49% ในตลาดหุ้นในฐานะบุคคลธรรมดา ไม่มีภาษี เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมตามข้อ 1.1•   ปรากฏว่า ถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีส่วนแอมเพิลริช 11% ตอนโอนกลับ และหากถูกกฏหมายก็หาว่าผิดจริยธรรม
ข้ออ้างเดียวที่อ้างได้
1.5.   ข้อกล่าวหาแบบที่ (1) ว่า การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯจากแอมเพิลริชที่ราคา 1 บาท แล้วตอนขายได้ 49 บาท พาน/พิณ มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ 48 บาท และต้องจ่ายภาษีในวันที่ “ขาย”
มันยังมีไอ้โง่ ทำงานที่ชิน  เพราะดันไปติ๊กว่าขายนอกตลาด  ถ้าเอาตามนั้น  กลต ควรเชื่ออะไร และดำเนินการตรวจสอบทางเดินของหุ้นก้อนนี้ไหมว่าทีไปพักที่สิงคโปร์ มันเป็นมาอย่างไง  เอาแค่การโอนหุ้นไปพักที่สิงคโปร์กับที่อังกฤษ  ทางกลต ก็ควรสืบหาความเป็นไปได้ในการปั่นหุ้นได้แล้ว 


เดียวตอบแค่นี้ก่อนติดธุระ   และผมเห็นด้วย กับข้อมูลคุณ lynnicky 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-06-2006, 09:16 โดย HILTON (ปาล์มาลี) » บันทึกการเข้า
ฮุยเล
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 61



« ตอบ #170 เมื่อ: 22-06-2006, 21:21 »

ปล่อยเขาไปเถอะครับ

กับคนที่ไม่ยอมรับข้อมูลอีกด้าน พอเจอข้อมูลที่เถียงไม่ออกก็ยังไม่ยอมรับ คอยตะแบงไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ดูว่าข้อมูลที่เอามามันถูกหรือไม่

คนอย่างเขาจะมั่นใจในตัวเองมากถึงมากที่สุด แม้ว่ามันจะผิดอย่างรุนแรง เขาก็ยังจะดื้อทำต่อไปไม่สนอะไรทั้งนั้น

คนอย่างนี้ไปอยู่กับบริษัทไหนก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอกครับ เพราะไม่เคยใช้ข้อมูล, เหตุผลในการทำงาน ใช้แต่การเดาหรือนั่งทางในเอาล่ะมั๊ง (ถ้ามาเป็นลูกจ้างบริษัทผมก็คงโดนไล่ออกอย่างเร็วแน่ๆ ไม่ใช้ข้อมูลเล่นใช้แต่ Assume เอาอย่างเดียว คงทำให้บริษัทเจ๊งไปด้วยแหงๆ )

คนอย่างนี้ไม่มีค่าพอที่จะลดตัวลงไปเถียงด้วยหรอกครับ....
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #171 เมื่อ: 23-06-2006, 08:38 »

ปล่อยเขาไปเถอะครับ

กับคนที่ไม่ยอมรับข้อมูลอีกด้าน พอเจอข้อมูลที่เถียงไม่ออกก็ยังไม่ยอมรับ คอยตะแบงไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ดูว่าข้อมูลที่เอามามันถูกหรือไม่

คนอย่างเขาจะมั่นใจในตัวเองมากถึงมากที่สุด แม้ว่ามันจะผิดอย่างรุนแรง เขาก็ยังจะดื้อทำต่อไปไม่สนอะไรทั้งนั้น

คนอย่างนี้ไปอยู่กับบริษัทไหนก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอกครับ เพราะไม่เคยใช้ข้อมูล, เหตุผลในการทำงาน ใช้แต่การเดาหรือนั่งทางในเอาล่ะมั๊ง (ถ้ามาเป็นลูกจ้างบริษัทผมก็คงโดนไล่ออกอย่างเร็วแน่ๆ ไม่ใช้ข้อมูลเล่นใช้แต่ Assume เอาอย่างเดียว คงทำให้บริษัทเจ๊งไปด้วยแหงๆ )

คนอย่างนี้ไม่มีค่าพอที่จะลดตัวลงไปเถียงด้วยหรอกครับ....

อ่านข้อความนี้แล้ว....'อะไรจ๊ะ' ยิ้มแก้มปริเชียวเพราะว่าเข้าทางมั่กๆ ทุกประโยคและข้อความมันฟ้องเต็มๆเลยว่า 'จนตรอก' นานๆพวกกู้ชาติจะโดนข้อมูลมาบลั๊ฟก็เลยออกอาการ

ฮ่าๆๆๆ....แซวกันหนุกๆน๊ะครับ Laughing
บันทึกการเข้า
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #172 เมื่อ: 23-06-2006, 08:53 »

อยากรู้ว่าจนตรอกรึเปล่า เดี๋ยวผมจะมาขุดกระทู้นี้ต่อ  Mr. Green  Mr. Green

แหม ถ้าคุณทักษิณเค้ามีข้อมูลแบบคุณอะไรว้ามี แล้วออกมาแถลง ป่านนี้เรื่องคงจบไปแล้วเนอะ  Mr. Green

ทำไมเค้าไม่ออกมาพูดหว่า รึว่ามีอะไรติดคออยู่  Mr. Green

เอ .. หลักฐานก็มีนี่เนอะ (น้ำไปหน่อยก็เหอะ) รึว่า กลัวปล่อยไก่ ตัวเบ้อเร่อ ก็ไม่รู้ ... 
Mr. Green


บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #173 เมื่อ: 23-06-2006, 09:03 »

อยากรู้ว่าจนตรอกรึเปล่า เดี๋ยวผมจะมาขุดกระทู้นี้ต่อ  Mr. Green  Mr. Green

แหม ถ้าคุณทักษิณเค้ามีข้อมูลแบบคุณอะไรว้ามี แล้วออกมาแถลง ป่านนี้เรื่องคงจบไปแล้วเนอะ  Mr. Green

ทำไมเค้าไม่ออกมาพูดหว่า รึว่ามีอะไรติดคออยู่  Mr. Green

เอ .. หลักฐานก็มีนี่เนอะ (น้ำไปหน่อยก็เหอะ) รึว่า กลัวปล่อยไก่ ตัวเบ้อเร่อ ก็ไม่รู้ ... 
Mr. Green





รออยู่และจ้องตาเขม็งอยู่น๊า.......ระวังขุดเจอแต่กรวดแต่ทรายล่ะกานนนนน Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #174 เมื่อ: 23-06-2006, 09:07 »

อยากรู้ว่าจนตรอกรึเปล่า เดี๋ยวผมจะมาขุดกระทู้นี้ต่อ  Mr. Green  Mr. Green

แหม ถ้าคุณทักษิณเค้ามีข้อมูลแบบคุณอะไรว้ามี แล้วออกมาแถลง ป่านนี้เรื่องคงจบไปแล้วเนอะ  Mr. Green

ทำไมเค้าไม่ออกมาพูดหว่า รึว่ามีอะไรติดคออยู่  Mr. Green

เอ .. หลักฐานก็มีนี่เนอะ (น้ำไปหน่อยก็เหอะ) รึว่า กลัวปล่อยไก่ ตัวเบ้อเร่อ ก็ไม่รู้ ... 
Mr. Green





รออยู่และจ้องตาเขม็งอยู่น๊า.......ระวังขุดเจอแต่กรวดแต่ทรายล่ะกานนนนน Rolling Eyes

 Mr. Green รีบร้อนไปไย ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม   Mr. Green
บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
HILTON (ปาล์มาลี)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,310



« ตอบ #175 เมื่อ: 23-06-2006, 10:01 »

ขออนุญาติมาต่อ


1.6.   ข้อกล่าวหาแบบที่ (2) คล้ายกรณีบริษัทออกหุ้นราคาถูกพิเศษขายจูงใจให้พนักงาน (สต็อกออปชั่น หรือ ESOP ที่พนักงานสามารถซื้อหุ้นใหม่นี้ได้ที่ราคาต่ำกว่าราคาหุ้นบริษัทที่ซื้อขายอยู่ในตลาดในวันนั้นๆ จงใจให้พนักงานมีกำไรจากการขายหุ้น อันเป็นวิธีหนึ่งในการจ่ายรายได้เพิ่มให้พนักงาน)
อันนี้ก็เป็นการอ้างแบบน้ำขุ่นๆ และผิดหลักการคำนวนภาษี100 % คนที่ไม่มีความรู้ก็เข้าใขตามนั้น เหมือนที่ จขกท เข้าใจ  แต่กรณีที่กล่าวอ้างมาถูกไหม  ถูกแต่ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับการขายหุ้นครั่งนี้  เพราะหุ้นที่ยังไม่ได้เข้าทำการซื้อขายในตลาด  ราคาเขาเรียก  อันเดอร์ไรท์ราคาทีคิดคำนวนตามบุคว่าควรจะเป็นเท่าไร  ทางเจ้าของสามารถให้ส่วนลด   และตัดเป็นค่าอินเทนเซฟแกพนักงาน  แต่กับกรณีหุ้นในตลาดไม่สามารถทำได้  (ประเด็นนี้เป็นเรื่องของสรรพากร) เพราะราคาซื้อขายในตลาดนั้นถูกกำหนดชัดเจนโดยตลาดหลักทรัพย์  และการซื้อขายในตลาดก็ไม่ได้เสียภาษีตามที่ชอบอ้าง  เพราะถ้าหากทำได้อย่างที่ จขกท ว่า บริษัทในตลาดหลักทรัพ  ก็จะเป็นแหล่งพอกเงินขนาดใหญ่ที่ถูกกฎหมาย 

•   ว่า การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯจากแอมเพิลริชที่ราคา 1 บาท ในวันที่หุ้นชินคอร์ปฯในตลาดหุ้นราคา 42 บาท เสมือนว่าพาน/พิณ มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ 41 บาท และต้องจ่ายภาษีในวันที่ “ซื้อ” เลย(ภายหลังขายในตลาดหุ้นที่ 49 บาทไม่มีภาษีแล้วเพราะได้เป็นเจ้าของหุ้นนั้นแล้ว)
อันนี้นีไงที่มันเป็นจุดเริ่มของไอ้ขบวนการเปลี่ยนการอะไรเทาๆ  ให้เป็นขาว แล้วก็เอาขาวมาเถียงอย่างเดียว  ในการปฎิบัติในกรณีนี้ของสรรพากรจะให้หักภาษีอันเกิดจากส่วนต่างกำไรไว้  ไม่ว่าจะขายหรือยังไม่ขาย  แต่เพราะมีการทำจดหมายสอบถามในกรณีนี้ 2 ฉบับ  ซึ่งสำหรับผม  ไม่ชัดเจน  ยกอ้างระเบียบมาล้มข้อกำหนด  ไปหาอ่านเอาเอง  แล้วแต่จะเชื่อ
1.7.   ข้อกล่าวหาทั้งสองลักษณะ เป็นการตีความคนละหลักการ

•   พาน/พิณเป็นเจ้าของแอมเพิลริช เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ 11% นี้อยู่แล้ว เป็นบุคคลเดียวกันดังที่รายงานตลาดหุ้นมาตลอด ดังนั้น การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่แอมเพิลริชถืออยู่กลับมาถือเองโดยตรงในราคาพาร์ต้นทุน ไม่ทำให้พาน/พิณมีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ เพราะเป็นหุ้นเดิมของตนแต่เดิม
ข้อนี้ยกอ้างมาจากไหนที่ว่าเป็นเจ้าของหุ้นมาตลอด  ไอ้โอ๊คมันยังไม่รู้เลยมามันมีหุ้นส่วนนี้
•   เป็นคนละกรณีกับ นายจ้างจ่ายผลตอบแทนลูกจ้างด้วยการออกหุ้นใหม่ขายให้ในราคาพิเศษ (หรือ บางข้อกล่าวหาว่าเหมือนการให้รางวัลจับสลาก หรือ การขายตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีส่วนลดหน้าตั๋ว) ล้วนเป็นการจ่ายให้ผู้รับมีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ แต่กรณีพาน/พิณไม่มีรายได้เพิ่ม เพราะเป็นหุ้นเดิมของตนแต่เดิม
คุณอ่านข้อนี้แล้วไปอ่านข้อ 1.6อีกที่ซิ  แล้วคุณว่าคุณหน้าด้านพอที่จะรับได้หรือเปล่า
•   จึงดูเพียงครึ่งทางตอนขาโอนกลับอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูทั้งวงจร คือเจ้าของเดิมโอนไปครั้งแรกและโอนกลับครั้งหลัง ระหว่างตนเองกับบริษัทที่ตนเป็นเจ้าของ (แอมเพิลริช) ไม่เป็นการมีรายได้เพิ่ม มิเช่นนั้น ก็ควรต้องออกกฏหมายให้ชัดๆว่าการโอนโดยเจ้าของเดียวกันต้องเสียภาษี
อันนี้ด่าตัวเองได้ดีมาก   ก็เพราะไอ้ครึ่งทางหลังนะทำจริง  ก็เลยต้องแต่งไอ้ครึ่งแรกให้มันเป็นไปตามกัน  เพราะถ้าคุณชอบคิดลองคิดครึ่งแรกดูแล้วคุณคิดว่าคุณจะทำแบบครึ่งหลังไหม
1.8.   ประเด็นนี้ พาน/พิณหารือกับสรรพากรตั้งแต่กลางปีที่แล้ว สรรพากรก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ถูกต้อง แต่ก็ไม่ฟังกัน กล่าวหาว่าลูกนายกฯเลี่ยงภาษี นายกฯไม่มีจริยธรรม สรรพากรผิดจรรยาบรรณตีความเข้าข้างรับใช้นายกฯ
ทั่งโอ๊ค  และน้องสาว ทำเรื่องนี้ไม่เป็นหรอก  เลขาแม่เขาหารือไปที่สรรพากร  แล้วผมก็ขอให้ไปอ่านจดหมาย 2 ฉบับนั้น  และการแถลงของสรรพากร อีกทั่งไปอ่านเรื่องกรณีการจ่ายคืนภาษีของหุ้นทางด่วนสืบเนื่องมาจากกรณีนี้  และการแถลงต่อสภาของนายวราเทพ  ที่นับเป็นครั่งแรกในประวัติศาสตร์ของกรมสรรพากร

•   ข้อกล่าวหาโดยนักกฏหมายยังมีการตีความไปหลายแบบ (ที่ไม่ใช่ประเด็นถูกต้อง) ว่ามีเข้าข่ายต้องเสียภาษีในหลายกรณีที่แตกต่างกันมาก เพื่อยัดเยียดว่าต้องผิดจริยธรรมแน่นอน (การถูกผิดกฏหมายควรเป็นกรณีชัดเจนเพียงอันใดอันหนึ่ง)
ผมไม่รู้คุณเขียนถึงเรื่องไหน  ถ้าเรื่องความผิดไม่ควรมองแค่เรื่องภาษี 
•   หากแคลงใจในแง่กฏหมายว่าลูกนายกฯเลี่ยงภาษี โดยการตีความไปต่างๆนาๆ ก็ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่แค่เอาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองไปที่นายกฯ สรรพากร และ กลต
พ่อเฮงซวยโยนผิดให้ลูก

1.9.   เป็นสิทธิ์ของประชาชนตามกฏหมาย ที่มีหน้าที่เสียภาษีเท่าที่จำเป็น หากเสียภาษีเกิน ก็เรียกคืนจากสรรพากรได้ ตามที่ทุกคนยื่นแบบภาษีกันทุกปี
เขียมมาให้มันดูยาวๆมั่ง
•   ข้อกล่าวหานี้ เปรียบไปคล้ายกับว่า ถนนข้างล่างว่าง ขับได้เร็วอยู่แล้ว คนขับมีสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ไปบอกว่าหากไม่ขึ้นทางด่วนเสียเงินค่าทางด่วน ถือว่าคนขับหลีกเลี่ยง
ความคิดนี้มันมีอะไรยู่ในหัวมั่ง  อย่างนี้เขาเรียบบ่น  เหมือนเดิม  ใส่ๆมาให้มันยาวๆ

1.10.   ตลาดหลักทรัพย์ตั้งใจยกเว้นภาษีกำไรให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นในตลาด เพราะไม่งั้นเสียเปรียบบริษัทนิติบุคคลที่สามารถทำงบกำไรขาดทุนได้
 5 5 5 คุณรู้เรื่องอะไรบางนิ  ถ้าเป็นอย่างคุณว่า  บ้านนี้เมืองนี้  บ้าแล้ว  คนละเรื่องอย่างไปอวดภูมินี้ให้เด็กเรียนเศรษศาสตร์ปี 1 ฟังนะ  พวกมันขำกลิ่ง  คิดได้ไง  ขำไม่หาย
•   บริษัทนิติบุคคลสามารถนำการขาดทุน การเสียภาษีเงินปันผล การเสียภาษีกำไรขายหุ้น ไปหักลบในงบกำไรขาดทุน ทำให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง
มาข้อนี้อีก  โอ๊ย ขำ  เอาๆ  ใส่มาให้มันดูยาวๆ 555
•   บุคคลธรรมดาทำงบไม่ได้ หากขาดทุน หรือเสียภาษี ก็หักลบอย่างอื่นไม่ได้เลย ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องส่งเสริมเช่นนี้ มิเช่นนั้น นักลงทุน 500,000 คนต้องไปตั้งบริษัทกันหมด วุ่นวายต้องทำบัญชี สอบบัญชี
อันี้สุดจะโคตร  มั่ว  คุณไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆด้านการบริหาร  การเงิน  เศรษฐกิจ  ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

1.11.   ทั้งตัวคุณทักษิณ ครอบครัว บริษัท และพนักงานกว่า12,000 คน เสียภาษีให้รัฐทุกรูปแบบ ทั้งเงินได้จากเงินปันผล  เงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงค่าสัมปทานต่างๆ ทั้งมือถือ ดาวเทียม ฯลฯ ปีละหลายหมื่นล้านบาท สิบกว่าปีนี้หลายแสนล้านบาท เป็นผู้จ่ายภาษีรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย ร่วม 5% ของยอดจัดเก็บของสรรพกร ทำขนาดนี้ ทั้งผู้ก่อตั้งและตัวบริษัทเอง เป็นผู้เสียภาษีที่รักชาติไม่น้อยกว่าใครที่มาโจมตี (หลายปีก่อนตอนยังทำธุรกิจ คุณทักษิณเคยเป็นบุคคลที่เสียภาษีสูงสุดของไทยปีละหลายร้อนล้านบาทหลายปี)
ไร้สาระที่จะทวงบุญคุณ  อย่างนี้  ทหาร  ตำรวจ ที่ตายเพราะปกป้องหน้าที่  ทำคุณต่อประเทศน้อยกว่าไอ้พวกข้างต้นหรือไง  เด็กน้อย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-06-2006, 11:35 โดย HILTON (ปาล์มาลี) » บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #176 เมื่อ: 23-06-2006, 10:06 »

1)   ประเด็นภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

1.1.   (หากขายหุ้น 49% ตั้งแต่ปี42) คุณทักษิณและภรรยามีหุ้นชินคอร์ปฯ 49% (จากที่ตั้งบริษัทเองเมื่อ 22 ปีก่อน และเข้าตลาดหุ้นเมื่อ 15 ปีก่อน) หุ้นจำนวนนี้หากขายในตลาดหุ้น ไม่ว่าให้ลูกและลูกขายต่อให้ใคร ในฐานะนักลงทุนบุคคลในตลาดหุ้นไม่มีภาษีจากการขายหุ้น เป็นสิทธิ์พื้นฐานของคุณทักษิณและครอบครัว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนเพื่อลดหรือเลี่ยงภาษี (เช่นกรณีแอมเพิลริช)  เพราะไม่มีภาษีให้ลดหรือเลี่ยง
หุ้นจำนวนนี้ไม่มีอยู่ในการแสดงทรัพย์สินของนายกและครอบครัว  ที่ยืนเมื่อเข้ามาเป็นนายก  ประเด็นความผิดไม่ได้อยู่ที่การจะขายหุ้นส่วนนี้แล้วเสียภาษีหรือไม่  อยู่ที่ปิดบัง (ซุก) หุ้นส่วนนี้  แล้วอ้างว่าได้ขายหุ้นส่วนนี้ไห้นายโอ๊ค (อธิบายประเด็นหลัง)

ปิดบังตรงไหน? คุณทักษิณขายหุ้นดังกล่าวให้กับลูกชายและแจ้งการซื้อขายให้ กลต. ทราบ


•   ที่คุณทักษิณทำเรื่องบริษัทแอมเพิลริชในปี 42 เพราะจะเอาหุ้นชินคอร์ปฯ 11% เข้าขายในตลาดหุ้นสหรัฐ (ดูหน้าข้อมูลประกอบ) ตอนหลังตลาดหุ้นสหรัฐตกมาก เลยหยุดแผน แต่หุ้นส่วนนี้ก็อยู่ที่แอมเพิลริชไปเรื่อยๆ
นี้เป็นการอ้างข้อมูล  โกหกหน้าด้านๆ  ไปดูดัชนีหุ้นดาวโจน ช่วงปี 2542 จนถึงปัจจุบัน  ดัชนีเติบโตสูงสุด ขึ้นจาก 5000 จุด เป็น 10000จุดจนถึงปัจจุบัน

ปี 2542 ตลาดหุ้นทั่วโลกตกเหมือนกันหมด คุณไปบอกว่าปี 2542 - ปัจจุบัน.....อย่ามาศรีธนนชัยครับ เค้าอ้างอิงเฉพาะปี2542 ไม่ใช่ปี2542- 2549!?!

1.2.   (โอนไป หุ้น11%) คุณทักษิณโอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่เดิมถือเองอยู่ในฐานะบุคคล ให้ถือโดยบริษัทแอมเพิลริชที่คุณทักษิณเป็นเจ้าของ ไม่มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมข้อ 1.1
ถ้ากรณีที่คุณอ้างมาจริงนายกโอนช่วงไหน  แล้วคุณเคยเห็นหลักฐานการโอนไหม  มีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไหม กรณีนี้เข้าค่ายอย่างเดิม  ซุกหุ้น
1.       ประเด็นภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

1.1.     (หากขายหุ้น 49% ตั้งแต่ปี42) คุณทักษิณและภรรยามีหุ้นชินคอร์ปฯ 49% (จากที่ตั้งบริษัทเองเมื่อ 22 ปีก่อน และเข้าตลาดหุ้นเมื่อ 15 ปีก่อน) หุ้นจำนวนนี้หากขายในตลาดหุ้น ไม่ว่าให้ลูกและลูกขายต่อให้ใคร ในฐานะนักลงทุนบุคคลในตลาดหุ้นไม่มีภาษีจากการขายหุ้น เป็นสิทธิ์พื้นฐานของคุณทักษิณและครอบครัว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนเพื่อลดหรือเลี่ยงภาษี (เช่นกรณีแอมเพิลริช)  เพราะไม่มีภาษีให้ลดหรือเลี่ยง

·        ที่คุณทักษิณทำเรื่องบริษัทแอมเพิลริชในปี 42 เพราะจะเอาหุ้นชินคอร์ปฯ 11% เข้าขายในตลาดหุ้นสหรัฐ (ดูหน้าข้อมูลประกอบ) ตอนหลังตลาดหุ้นสหรัฐตกมาก เลยหยุดแผน แต่หุ้นส่วนนี้ก็อยู่ที่แอมเพิลริชไปเรื่อยๆ

1.2.     (โอนไป หุ้น11%) คุณทักษิณโอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่เดิมถือเองอยู่ในฐานะบุคคล ให้ถือโดยบริษัทแอมเพิลริชที่คุณทักษิณเป็นเจ้าของ ไม่มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมข้อ 1.1

·        (ยกหุ้น49% ให้ลูก) ปลายปี 43 คุณทักษิณและภรรยา ขายโอนชินคอร์ปฯให้ลูกที่ต้นทุน ก่อนจะเป็นนายกฯ เพื่อให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ: เป็นหุ้นชินคอร์ปฯส่วน 38% (ที่ถือในฐานะบุคคล) และเป็นตัวบริษัทแอมเพิลริช (ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯส่วน 11%)

1.3.     (โอนกลับ หุ้น11%) ต้นปี 49 พาน/พิณ ในฐานะเจ้าของบริษัทแอมเพิลริช โอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่บริษัทแอมเพิลริชถืออยู่ มาถือเองตรงในฐานะบุคคล การโอนกลับก็เทียบเท่ากับตอนแรกที่ได้โอนไป คือ ไม่มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมในข้อ 1.1

·        โอนกลับ 11% จากแอมเพิลริช (มาถือในฐานะบุคคล) เพื่อมารวมกับส่วน 38% (ที่ถือในฐานะบุคคลมาตลอด) เท่าจำนวนหุ้นเดิม 49%

1.4.     (ขายหุ้น 49% ปี 49) ต้นปี 49 พาน/พิณ จึงขายหุ้นทั้ง 49% ในตลาดหุ้นในฐานะบุคคลธรรมดา ไม่มีภาษี เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมตามข้อ 1.1

·        ปรากฏว่า ถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีส่วนแอมเพิลริช 11% ตอนโอนกลับ และหากถูกกฏหมายก็หาว่าผิดจริยธรรม

1.5.     ข้อกล่าวหาแบบที่ (1) ว่า การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯจากแอมเพิลริชที่ราคา 1 บาท แล้วตอนขายได้ 49 บาท พาน/พิณ มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ 48 บาท และต้องจ่ายภาษีในวันที่ “ขาย”

1.6.     ข้อกล่าวหาแบบที่ (2) คล้ายกรณีบริษัทออกหุ้นราคาถูกพิเศษขายจูงใจให้พนักงาน (สต็อกออปชั่น หรือ ESOP ที่พนักงานสามารถซื้อหุ้นใหม่นี้ได้ที่ราคาต่ำกว่าราคาหุ้นบริษัทที่ซื้อขายอยู่ในตลาดในวันนั้นๆ จงใจให้พนักงานมีกำไรจากการขายหุ้น อันเป็นวิธีหนึ่งในการจ่ายรายได้เพิ่มให้พนักงาน)

·        ว่า การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯจากแอมเพิลริชที่ราคา 1 บาท ในวันที่หุ้นชินคอร์ปฯในตลาดหุ้นราคา 42 บาท เสมือนว่าพาน/พิณ มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ 41 บาท และต้องจ่ายภาษีในวันที่ “ซื้อ” เลย(ภายหลังขายในตลาดหุ้นที่ 49 บาทไม่มีภาษีแล้วเพราะได้เป็นเจ้าของหุ้นนั้นแล้ว)

1.7.     ข้อกล่าวหาทั้งสองลักษณะ เป็นการตีความคนละหลักการ

·        พาน/พิณเป็นเจ้าของแอมเพิลริช เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ 11% นี้อยู่แล้ว เป็นบุคคลเดียวกันดังที่รายงานตลาดหุ้นมาตลอด ดังนั้น การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่แอมเพิลริชถืออยู่กลับมาถือเองโดยตรงในราคาพาร์ต้นทุน ไม่ทำให้พาน/พิณมีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ เพราะเป็นหุ้นเดิมของตนแต่เดิม

·        เป็นคนละกรณีกับ นายจ้างจ่ายผลตอบแทนลูกจ้างด้วยการออกหุ้นใหม่ขายให้ในราคาพิเศษ (หรือ บางข้อกล่าวหาว่าเหมือนการให้รางวัลจับสลาก หรือ การขายตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีส่วนลดหน้าตั๋ว) ล้วนเป็นการจ่ายให้ผู้รับมีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ แต่กรณีพาน/พิณไม่มีรายได้เพิ่ม เพราะเป็นหุ้นเดิมของตนแต่เดิม

·        จึงดูเพียงครึ่งทางตอนขาโอนกลับอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูทั้งวงจร คือเจ้าของเดิมโอนไปครั้งแรกและโอนกลับครั้งหลัง ระหว่างตนเองกับบริษัทที่ตนเป็นเจ้าของ (แอมเพิลริช) ไม่เป็นการมีรายได้เพิ่ม มิเช่นนั้น ก็ควรต้องออกกฏหมายให้ชัดๆว่าการโอนโดยเจ้าของเดียวกันต้องเสียภาษี

1.8.     ประเด็นนี้ พาน/พิณหารือกับสรรพากรตั้งแต่กลางปีที่แล้ว สรรพากรก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ถูกต้อง แต่ก็ไม่ฟังกัน กล่าวหาว่าลูกนายกฯเลี่ยงภาษี นายกฯไม่มีจริยธรรม สรรพากรผิดจรรยาบรรณตีความเข้าข้างรับใช้นายกฯ

·        ข้อกล่าวหาโดยนักกฏหมายยังมีการตีความไปหลายแบบ (ที่ไม่ใช่ประเด็นถูกต้อง) ว่ามีเข้าข่ายต้องเสียภาษีในหลายกรณีที่แตกต่างกันมาก เพื่อยัดเยียดว่าต้องผิดจริยธรรมแน่นอน (การถูกผิดกฏหมายควรเป็นกรณีชัดเจนเพียงอันใดอันหนึ่ง)

·        หากแคลงใจในแง่กฏหมายว่าลูกนายกฯเลี่ยงภาษี โดยการตีความไปต่างๆนาๆ ก็ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่แค่เอาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองไปที่นายกฯ สรรพากร และ กลต




•   (ยกหุ้น49% ให้ลูก) ปลายปี 43 คุณทักษิณและภรรยา ขายโอนชินคอร์ปฯให้ลูกที่ต้นทุน ก่อนจะเป็นนายกฯ เพื่อให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ: เป็นหุ้นชินคอร์ปฯส่วน 38% (ที่ถือในฐานะบุคคล) และเป็นตัวบริษัทแอมเพิลริช (ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯส่วน 11%)
ข้อนี้เช่นกัน  นายกอ้างด้วยปากเปล่าว่าได้โอนหุ้นให้ลูก  มีหลักฐานให้เห็นไหม  คุณจำไว้นะว่า  นายกทักษิณ  คนเดียวกันที่เคยโดนกรณี ซุกหุ้น ให้คนใช้และคนสวน  คนขับรถ  ยาม และถูกศาลรัฐธรรมนูลพิพากษาถึงแม้ว่าไม่มีความผิดโดยอ้างการตัดสินของศาล 8 ต่อ 7  (โดยที่ 4 เสียงเห็นว่านายกไม่ผิด 7 เสียงเห็นว่าผิด และอีก 4 เสียงงดออกเสียง )  นายกคนนี้ผู้มีประวัติถูกสอบสวนเช่นนี้กลับไม่รายงานการโอนซื้อขายหุ้นส่วนนี้ให้ถูกต้อง (พูดง่ายๆไม่เข็ด) โดยการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์     นำมาสู่การปรับ 2.8 ล้านบาท  และวลีโคตระฮิต  ติ๊กผิด  แล้วคำถามที่ว่าโอนขายกันระหว่างนายกกับลูกนะ  นายโอ๊คมีหลักฐานการโอนเงินออกไปชำระค่าหุ้นไหม

1.3.   (โอนกลับ หุ้น11%) ต้นปี 49 พาน/พิณ ในฐานะเจ้าของบริษัทแอมเพิลริช โอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่บริษัทแอมเพิลริชถืออยู่ มาถือเองตรงในฐานะบุคคล การโอนกลับก็เทียบเท่ากับตอนแรกที่ได้โอนไป คือ ไม่มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษี เพราะเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมในข้อ 1.1
•   โอนกลับ 11% จากแอมเพิลริช (มาถือในฐานะบุคคล) เพื่อมารวมกับส่วน 38% (ที่ถือในฐานะบุคคลมาตลอด) เท่าจำนวนหุ้นเดิม 49%

คุณเคยสงสัยไหมว่าโอนไปโอนมาทำไม  มันง่ายนิดเดียวก็คือการซื้อขายนี้ไม่มีอยู่จริง เพราะหากขาย (มั่ว)โอนไปให้นายโอ๊คคนเดียวนายโอ๊คจะถือหุ้นเกิน 39% ซึ่งต้องถูกบังคับให้ทำเทรนเดอร์  ออฟเฟอร์ เสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือของจำนวนหุ้นทั้งหมด  ซึ่งกรณีการโอนรั่งแรกไม่เป็นจริง  กรณีนี้เลยต้องเลี่ยง ไม่งั่นค่ายความผิดข้อนี้จะรุนแรง แล้วผมอยากรู้จังว่าในรายงานการประชุมบริษัทแอมเพิลริส  นะเข้าอธิบายรายการนี้อย่างไง  โอนหุ้นให้กรรมการไปขายเอากำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง


1.4.   (ขายหุ้น 49% ปี 49) ต้นปี 49 พาน/พิณ จึงขายหุ้นทั้ง 49% ในตลาดหุ้นในฐานะบุคคลธรรมดา ไม่มีภาษี เท่าสิทธิ์พื้นฐานเดิมตามข้อ 1.1•   ปรากฏว่า ถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีส่วนแอมเพิลริช 11% ตอนโอนกลับ และหากถูกกฏหมายก็หาว่าผิดจริยธรรม
ข้ออ้างเดียวที่อ้างได้
1.5.   ข้อกล่าวหาแบบที่ (1) ว่า การที่พาน/พิณได้หุ้นชินคอร์ปฯจากแอมเพิลริชที่ราคา 1 บาท แล้วตอนขายได้ 49 บาท พาน/พิณ มีรายได้เพิ่มให้ใช้คำนวณภาษีได้ 48 บาท และต้องจ่ายภาษีในวันที่ “ขาย”
มันยังมีไอ้โง่ ทำงานที่ชิน  เพราะดันไปติ๊กว่าขายนอกตลาด  ถ้าเอาตามนั้น  กลต ควรเชื่ออะไร และดำเนินการตรวจสอบทางเดินของหุ้นก้อนนี้ไหมว่าทีไปพักที่สิงคโปร์ มันเป็นมาอย่างไง  เอาแค่การโอนหุ้นไปพักที่สิงคโปร์กับที่อังกฤษ  ทางกลต ก็ควรสืบหาความเป็นไปได้ในการปั่นหุ้นได้แล้ว 


เดียวตอบแค่นี้ก่อนติดธุระ   และผมเห็นด้วย กับข้อมูลคุณ lynnicky 


บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #177 เมื่อ: 23-06-2006, 10:10 »

เรียน ผู้ที่รักความจริงทุกท่าน

เพื่อง่ายต่อการอ่านและเข้าใจข้อมูลในเรื่องการกล่าวหานายกฯทักษิณในเรื่องสำคัญๆต่างๆที่ผ่านมาในกระทู้นี้ ผมจึงขอเอาผลสรุปหลักๆมาโพสต์ให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

สรุปย่อ คำอธิบาย กรณีขายหุ้นชินคอร์ป

1. การเสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

ขายหุ้นในตลาดไม่มีภาษี

·        ครอบครัวชินวัตรมีสิทธิ์พื้นฐานในฐานะบุคคลธรรมดาขายหุ้นชินคอร์ปฯที่ถืออยู่ 49% ในตลาดหุ้น ไม่มีภาษี

·        หากครอบครัวชินวัตรในฐานะบุคคลธรรมดาขายหุ้นชินคอร์ปฯในตลาดหุ้นครั้งนี้ต้องภาษี แสดงว่าคนซื้อขายหุ้น 5 แสนคนในตลาดต้องเสียภาษีกันทุกคน (ไม่งั้นควรช่วยกันประท้วงพวกประท้วงให้เลิกประท้วงเรื่องนี้)

·        หากยังคาใจ ก็ควรไปหาทางฟ้องศาลให้ตัดสิน อย่าตัดสินกันเอง หรืออ้างศาลถูกครอบงำ

1) ขายแอมเพิลริชนอกประเทศไม่มีภาษี 2) ขายโอนตัวหุ้นที่ถืออยู่ให้ตัวเอง ไม่มีเงินได้เพิ่มที่ต้องเสียภาษี ทั้งสองกรณีได้เท่าสิทธิ์เดิม

·        ที่เอาหุ้นชินคอร์ปฯเข้าแอมเพิลริช 11% ในปี 42 เพราะเตรียมเอาชินคอร์ปฯเข้าตลาดหุ้นสหรัฐ (ตอนหลังเลิกแผน) หากขายนอกประเทศ ก็ไม่มีภาษี (แต่ตั้งใจโอนกลับเพื่อให้เงินอยู่ในประเทศ)

·        ตัวดร.ทักษิณ ครอบครัว บริษัท และพนักงานกว่า12,000 คน เสียภาษีและค่าสัมปทานสูงมากรวมปีละหลายหมื่นล้านบาท ไม่ใช่พวกเลี่ยงภาษีไม่รักชาติแน่

 

2. การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Company) แบบแอมเพิลริช ไม่ผิดกฏหมาย ทำกันทั่วไป

·        เมืองไทยก็มี Offshore เรียกว่า BIBF วาณิชธนกิจ คนต่างชาติมาตั้งในไทยได้ไม่เสียภาษีไทยเช่นกัน

·        แอมเพิลริช มีหน้าที่เป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ป ไม่ใช่เพื่อฟอก (หุ้นมีทะเบียน) ไม่ใช่เพื่อเลี่ยงภาษี (ไม่มีภาษีอยู่แล้ว)

·        บริษัท Offshore จำนวนมากเข้าตลาดหลักทรัพย์สากล เช่น แน็สแด็ก เป็นเรื่องธรรมดา

·        ชินคอร์ปและดร.ทักษิณก็รายงานตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 42 มีจดหมายหลักฐานชัดเจน

 

3. ครอบครัวชินวัตรขายแค่หุ้นชินคอร์ปแค่ที่ตนเป็นเจ้าของ 49% ให้กองทุนเทมาเสกและพันธมิตร

·        ไม่ใช่ขายทั้งบริษัท 100% เพราะที่เหลือเป็นของผู้ถือหุ้นอื่น

o       ไม่ใช่ขายสัมปทาน, ความถี่, เครือข่าย, หรือหุ้นของบริษัทสัมปทานผู้ให้บริการมือถือ ดาวเทียม ทีวี

o       ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอส 43% ในชินแซทเทลไลท์ 41% ในไอทีวี 53% ดังนั้น ถือได้ว่าเทมาเสก (ผ่านการถือหุ้น49% ในชินคอร์ป) มีความเป็นเจ้าของ เอไอเอส 21% ชินแซทเทลไลท์ 20% ไอทีวี 26% ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ถือว่าปกติ

·       บริษัทโทรคมนาคมในภูมิภาค มีผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติจำนวนมาก เช่น Singtel ถือหุ้น 100% ใน Optus บริษัทมือถือและดาวเทียมอันดับสองของออสเตรเลีย เป็นโลกาภิวัฒน์ ไม่กระทบความมั่นคงของชาติ เพราะอยู่ภายใต้กฏหมายไทยและเครือข่ายติดอยู่ในประเทศ (ถอดออกไปไม่ได้) ต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบและนโยบายของกระทรวงไอซีที, กทช

o       ต้องแยกเรื่อง “เงินลงทุนและผู้ถือหุ้น” ออกจาก “บริษัทและใบอนุญาต” เพราะโทรคมนาคมลงทุนสูง ต้องส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องหลีกเลี่ยงลัทธิปกป้องหรือกีดกันการค้า

o       ไทยมีพันธสัญญาต่อ WTO เปิดเสรีโทรคมนาคม ภายในปี 2549

·        วงโคจรดาวเทียมได้รับสิทธิจากสหประชาชาติ (UN) และ ITU ต้องทำตามกฏนานาชาติ รัฐบาลไทยได้สิทธิ์แต่ไม่ใช่เจ้าของ การให้บริการต้องเป็นสากล เน้นธุรกิจ อิงการเมืองไม่ได้ หากไทยอ้างหรือเน้นความมั่นคงหรือชาตินิยม ชาติอื่นก็จะเกิดกีดกันบ้าง

·       ยูคอม ดีแทค มือถือรายใหญ่อันดับสองของไทย ก็เป็นของบริษัทเทเลนอร์ ของรัฐบาลนอร์เวย์เกือบ 100% ไม่มีภาษีจากการขายหุ้นเช่นกัน มีการถือหุ้นทางอ้อมผ่านตัวแทน ทำไมไม่ประท้วง

·        ขณะนี้นายสนธิทำโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง ASTV แพร่ภาพในไทยโดยใช้ดาวเทียมต่างชาติ (New Sky Network NSN ยิงสัญญาณภาพจากฮ่องกง) ผิดกฏหมายไทย ทั้งโทรคมนาคมและโทรทัศน์  อ้างเรื่องเสรีสื่อ แต่เป็นภัยต่อความมั่นคงในการร่วมมือกับต่างชาติเพื่อทำสื่อข้ามประเทศเข้ามาประเทศไทยอย่างผิดกฏหมาย

 

4. การออกกฏหมายให้ต่างชาติถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคมไทยได้ไม่เกิน 50%

·        ปี 2543 รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เสนอร่าง พรบ การประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยตาม พรบ การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50%) แต่ปี 2544 วุฒิสภาได้แปรญัตติให้สัดส่วนเป็น 25% แทน

o       ทำให้ ดีแทค ออเร้นจ์ ทีทีแอนด์ที มีปัญหา จึงร้องเรียนเสนอพรรคการเมืองทุกพรรคให้ปรับ มีการอภิปราย แปรญัตติ มาตลอด 4 ปี จึงผ่านสองสภาปี 2548 ให้สัดส่วนต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50% ตามร่างแรกเมื่อปี 2542

o       สอดคล้องพันธสัญญาต่อ WTO เปิดเสรีโทรคมนาคม ภายในปี 2549

·        เวลาที่กฏหมายมีผลใช้ใกล้กับการขายหุ้นเป็นความบังเอิญ เพราะเรื่องนี้ทุกพรรคและทุกสภาทำมา 4 ปี ผ่านสภา 14 กันยายน 2548

o       ไม่มีผลต่อชินคอร์ป เพราะไม่ใช่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการโทรคมนาคมโดยตรง และยังไม่มีผลต่อเอไอเอสหรือชินแซทเทลไลท์ตามใบอนุญาตเดิม จะมีผลเมื่อมีใบอนุญาตใหม่ในอนาคต

 

5. ประเด็นการใช้ตัวแทนถือหุ้นให้ต่างชาตินอมินี (Nominee) เกิดจากการเอาประเด็นกฏหมายสองฉบับมาปนกัน คือ

·        ตาม พรบ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี 2542 ที่มีการควบคุมธุรกิจบางประเภท รวมถึงสื่อสาร ซึ่งชินคอร์ปเป็นสัญชาติไทยและไม่ได้ทำธุรกิจควบคุมตาม พรบ ธุรกิจต่างด้าว แต่ถือหุ้นในบริษัทที่ทำ (ถือหุ้นในเอไอเอส 43% ในชินแซทเทลไลท์ 41% ในไอทีวี 53% ในไทยแอร์เอเชีย 49%)

·        ตาม กฏ กลต เรื่องการครอบงำกิจการ ต่างชาติซื้อหุ้นชินคอร์ปเกิน 25% ต้องทำ Tender Offer ซื้อหุ้นคนอื่นหมด 100% จึงมีการนำพันธมิตรมาร่วมซื้อและถือหุ้นหลายราย ทั้งบริษัทกุหลาบแก้ว และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นความเหมาะสมในทางธุรกิจ

·        ครอบครัวชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ป 49% ที่ตัวเองถือ ไม่ได้ขายทั้งบริษัทเพราะคนอื่นถือส่วนที่เหลือ หากมีปัญหานี้ ผู้ขายหุ้นชินคอร์ป คนอื่นเป็นผู้รับผิดชอบ และ ผู้ซื้อหุ้นชินคอร์ปต้องแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่ปัญหาของผู้ขาย คือครอบครัวชินวัตร

·        บริษัทใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์ มีคำว่า Nominee ดังๆจำนวนมาก หากวันนี้กรณีเทมาเสกทำไม่ได้ จะมีปัญหากฏหมายตามมาอีกมาก กระทบการลงทุนจากต่างชาติ เพราะเราให้สิทธิ์ต่างชาติซื้อหุ้นน้อยกว่าหลายประเทศ ที่เปิดกว้างให้ต่างชาติถือหุ้นมาก

·       ยูคอม ดีแทค ก็มีการถือหุ้นทางอ้อมผ่านตัวแทนให้บริษัทเทเลนอร์ เช่นกัน ทำไมไม่ประท้วง

 

6. ไทยคมกับ BOI

·        ปกติ BOI ส่งเสริมให้บริษัทไทยและต่างประเทศลงทุนในประเทศในโครงการต่างๆจำนวนมาก รวมถึง ไทยคม 3 (ปี 40) และ ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) (ปี 46 มีผลปี 49) ยกเว้นภาษีรายได้จากต่างประเทศ 8 ปี เพื่อส่งเสริมการลงทุน การส่งออก การแข่งขันกับดาวเทียมต่างชาติ การสร้างรายได้ที่มาจากนอกประเทศอยู่แล้ว ไทยคม1-2 ไม่ได้

·       การส่งเสริมนี้ไม่ได้มาก เพราะประโยชน์ภาษีได้ปีหลังๆ และ ไทยคมมีต้นทุนแฝงสูงกว่าดาวเทียมต่างชาติมาก

o       สามสี่ปีแรก รายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ  และต้นทุนและค่าเสื่อมสูงมาก ยังไม่กำไร ไม่มีภาษีอยู่แล้ว

o       คู่แข่งฮ่องกงไม่เสียภาษีรายได้นอกฮ่องกง รายได้จากในฮ่องกงภาษี 17.5% (ไทย 30%) ไม่มีค่าสัมปทาน (ไทยคม 15-25% ของรายได้ ขณะที่ต่างชาติมาขายในไทยอาจไม่เสียค่าสัมปทานด้วย?), ไม่ต้องยกทรัพย์สินดาวเทียมให้รัฐ ทำธุรกิจง่าย ต้นทุนต่ำกว่า (ไทยคมต้องยกให้รัฐ), ฮ่องกงเป็นประเทศปลอดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ ต้นทุนถูกกว่ามาก

·        ไทยคมและไอพีสตาร์เป็นการฉีกแนวให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของตนเอง มีน้อยรายมาก

·        ที่กล่าวหาว่า มูลค่าเม็ดเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษีนี้สูงถึง 16,459 ล้านบาท จริงๆแล้ว กฏหมายให้ยกเว้นภาษีไม่เกินเงินที่ลงทุน คือ 16,549 ล้านบาท เป็นขอบเขตสูงสุด ไม่ใช่ได้ลดภาษีในจำนวนนี้ หากจะให้ได้ พบว่าไอพีสตาร์ต้องมียอดขาย 8 ปี =  2.75 แสนล้านบาท (ปีที่มีกำไร = 4 ปี) ปัจจุบัน ชินแซทมีรายได้ไทยคมราว 4 พันล้านบาท/ปี ต้องโต 20 เท่าในไม่กี่ปีข้างหน้า โอกาสยากมาก

 



ไทยคมกับ FTA: จนบัดนี้ ชินแซทยังไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆเป็นกรณีพิเศษจาก FTA

·        เช่น ในปี 2548 ยอดขายของชินแซทในออสเตรเลียมีน้อยกว่า 1 ล้านเหรียญ (40 ล้านบาท) จากยอดรวมกว่า 4,000 ล้านบาท (~1%) น้อยมาก ทั้งที่มี FTA ตั้งแต่ 46 เพราะไม่มีสิทธิพิเศษต่อชินแซท

·        FTA ไทย-ออสเตรเลียเขียนว่า: ออสเตรเลียจะไม่จำกัดโควตาของปริมาณบริการดาวเทียมและมือถือ และจะไม่จำกัดการถือหุ้นของไทยในบริษัท Optus และ Vodafone แต่จะไม่ผูกมัดในการให้ถือหุ้นโดยคนไทยในบริษัท Telstra

·        ข้อเท็จจริง: ปกติออสเตรเลียก็ไม่จำกัดโควตาดังกล่าวอยู่แล้ว, Optus และ Vodafone ก็เป็นของต่างชาติ 100% ไปเจรจาเอาเอง Telstra ก็บอกจะไม่ช่วย และใหญ่เกินกว่าที่บริษัทไทยจะไปซื้อหรือลงทุน (Telstra มีมูลค่าตลาดราว 2.8 ล้านล้านบาท เอไอเอสของไทยใหญ่สุดแล้ว ราวสามแสนล้านบาท เล็กกว่ามาก)

·        ที่รายการนี้ปรากฏใน FTA โดยไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทย เพราะประเทศคู่เจรจาจะขึ้นรายการที่เปิดเสรีอยู่แล้วให้ดูเหมือนยอมให้เรามาก เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปิดรับการค้าและลงทุนโทรคมนาคมจากต่างชาติ 100% อยู่แล้ว

 

ไทยคมกับ EXIM BANK:

·        ตั้งแต่ปี 41 รัฐบาลพม่าซื้อของและบริการไทยคม ใช้งบประมาณ แต่ใน ปี 46 รัฐบาล กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนามร่วมลงนาม “ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แม่น้ำอิรวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง” หรือ ACMECS (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy)

·        ไทยให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 3% แบบรัฐต่อรัฐ (G2G Soft Loan) ประเทศละ 100 ล้านเหรียญให้ซื้อสินค้าไทย 3 ประเทศ 300 ล้านเหรียญ (12,000 ล้านบาท)

·        ปลายปี 47 เมื่อรัฐบาลพม่าซื้อไทยคมไอพีสตาร์ ก็ใช้สิทธิ์เลือกใช้เงินกู้นี้ชำระ ราว 9.5 ล้านเหรียญ  (380 ล้านบาท) (แค่ 3% ของเงินกู้ 3 ประเทศ, ตั้งแต่ปี 37 ลาว เขมร ซื้อไทยคมไอพีสตาร์ ไม่เคยใช้เงินกู้ของไทยเพื่อชำระ)

·        EXIM Bank มีภารกิจสนับสนุนผู้ส่งออกด้วยการให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อที่มีเครดิต เช่นชินแซทซื้อดาวเทียมและบริการยิง ไทยคม 1, 2, 3, 4, 5 ก็มี EXIM Bank ของสหรัฐและฝรั่งเศส ให้เงินกู้รวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท

·        กรณีพม่า ปี 38 รัฐบาลนายกบรรหารเคยให้เงินกู้ 120 ล้านเหรียญช่วยพม่าในการจ่ายเงินค่าก่อสร้างสนามบินมันดะเลให้บริษัทอิตัลไทย เป็นเรื่องปกติของการช่วยเหลือการเงินแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และส่งเสริมผู้ขายหรือบริษัทในประเทศในการค้าขายต่างประเทศ

·        พม่า ลาว เขมร ซื้อสินค้าญี่ปุ่น เกาหลี จีน รัฐบาลประเทศผู้ขายให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นจำนวนมาก ของไทยยังน้อยมาก
บันทึกการเข้า
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #178 เมื่อ: 23-06-2006, 10:36 »

ขออณุญาติเลี้ยงกลับไปเรื่องเลขา UN อีกทีนะครับ คุณอะไรจ๊ะแม่นยำสุดยอดมากครับ แบบนี้คุณสุรเกียรติมีลุ้นแล้วครับ


“อันนัน”เผยยินดี หาก“สตรี”ลงชิงเก้าอี้เลขาฯยูเอ็น

 เอเอฟพี – เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเผยยินดีหากจะมีผู้หญิงมาลงสมัครเพื่อชิงตำแหน่งต่อจากเขา ย้ำไม่มีใครอยู่ในใจ และไม่ได้ส่งตัวแทนในการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน ระบุในช่วงเวลา 60 ปีของยูเอ็นคงดีไม่น้อยหากได้ผู้หญิงมาเป็นเลขาฯยูเอ็นบ้าง
       
โคฟี อันนันเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมสหประชาชาติในนครเจนีวาในวันพฤหัสบดี (22) ว่า ตัวเขามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากว่าจะมีผู้หญิงมาลงสมัครชิงตำแหน่งต่อจากเขา ที่กำลังจะหมดวาระลงในสิ้นปีนี้
       
“ผมไม่มีผู้สมัครคนใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ผมบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งกับทุกๆคนเท่ากัน ตัวผมเองก็ไม่มีม้าในการแข่งขันครั้งนี้ หรือ แม้แต่หมาที่จะส่งลงแข่งขันในการต่อสู้ครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งที่ตรงนี้เป็นตำแหน่งที่ดี หากใครได้เข้ามา”เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติกล่าว
       
อย่างไรก็ตามอันนันเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าหลังจากที่องค์การสหประชาชาติตั้งขึ้นมาเป็นเวลานานกว่า 60 ปี หากองค์กรมีเลขาธิการใหญ่เป็นผู้หญิงนั้น คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย อันนันยังระบุอีกว่าทุกคนก็คงจะดีใจเช่นกันที่ได้เห็นเช่นนั้น อีกทั้งยังอวยพรให้ผู้ชายที่เหมาะสม หรือ ผู้หญิงที่เหมาะสมได้รับตำแหน่งนี้

ขอแสดงความยินดีกับคุณสุรเกียรติและคุณอะไรจ๊ะล่วงหน้าครับ  Mr. Green Mr. Green Mr. Green
บันทึกการเข้า
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #179 เมื่อ: 23-06-2006, 10:39 »

เย้!!!!! ป้าแมรี่ของเรามาถูกทางแล้ว

หวังว่าคงไม่ ทางตัน!!!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-06-2006, 10:40 โดย cameronDZ » บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #180 เมื่อ: 23-06-2006, 10:53 »

ขออณุญาติเลี้ยงกลับไปเรื่องเลขา UN อีกทีนะครับ คุณอะไรจ๊ะแม่นยำสุดยอดมากครับ แบบนี้คุณสุรเกียรติมีลุ้นแล้วครับ


“อันนัน”เผยยินดี หาก“สตรี”ลงชิงเก้าอี้เลขาฯยูเอ็น

 เอเอฟพี – เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเผยยินดีหากจะมีผู้หญิงมาลงสมัครเพื่อชิงตำแหน่งต่อจากเขา ย้ำไม่มีใครอยู่ในใจ และไม่ได้ส่งตัวแทนในการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน ระบุในช่วงเวลา 60 ปีของยูเอ็นคงดีไม่น้อยหากได้ผู้หญิงมาเป็นเลขาฯยูเอ็นบ้าง
       
โคฟี อันนันเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมสหประชาชาติในนครเจนีวาในวันพฤหัสบดี (22) ว่า ตัวเขามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากว่าจะมีผู้หญิงมาลงสมัครชิงตำแหน่งต่อจากเขา ที่กำลังจะหมดวาระลงในสิ้นปีนี้
       
“ผมไม่มีผู้สมัครคนใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ผมบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งกับทุกๆคนเท่ากัน ตัวผมเองก็ไม่มีม้าในการแข่งขันครั้งนี้ หรือ แม้แต่หมาที่จะส่งลงแข่งขันในการต่อสู้ครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งที่ตรงนี้เป็นตำแหน่งที่ดี หากใครได้เข้ามา”เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติกล่าว
       
อย่างไรก็ตามอันนันเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าหลังจากที่องค์การสหประชาชาติตั้งขึ้นมาเป็นเวลานานกว่า 60 ปี หากองค์กรมีเลขาธิการใหญ่เป็นผู้หญิงนั้น คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย อันนันยังระบุอีกว่าทุกคนก็คงจะดีใจเช่นกันที่ได้เห็นเช่นนั้น อีกทั้งยังอวยพรให้ผู้ชายที่เหมาะสม หรือ ผู้หญิงที่เหมาะสมได้รับตำแหน่งนี้

ขอแสดงความยินดีกับคุณสุรเกียรติและคุณอะไรจ๊ะล่วงหน้าครับ  Mr. Green Mr. Green Mr. Green

ประการแรก เลขาฯอันนั้นพูดกลางๆว่าชายก็ได้หญิงก็ดี...ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นผู้หญิงนี่ครับ
ประการต่อมา คุณสุรเกียรติ์แกเป็นเกย์ คุณกู้ชาติจะมาแสดงความยินดีเรื่องอะไรอ่ะครับ!?!

งงมั่กๆ! Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #181 เมื่อ: 23-06-2006, 11:23 »

ขออณุญาติเลี้ยงกลับไปเรื่องเลขา UN อีกทีนะครับ คุณอะไรจ๊ะแม่นยำสุดยอดมากครับ แบบนี้คุณสุรเกียรติมีลุ้นแล้วครับ


“อันนัน”เผยยินดี หาก“สตรี”ลงชิงเก้าอี้เลขาฯยูเอ็น

 เอเอฟพี – เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเผยยินดีหากจะมีผู้หญิงมาลงสมัครเพื่อชิงตำแหน่งต่อจากเขา ย้ำไม่มีใครอยู่ในใจ และไม่ได้ส่งตัวแทนในการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน ระบุในช่วงเวลา 60 ปีของยูเอ็นคงดีไม่น้อยหากได้ผู้หญิงมาเป็นเลขาฯยูเอ็นบ้าง
      
โคฟี อันนันเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมสหประชาชาติในนครเจนีวาในวันพฤหัสบดี (22) ว่า ตัวเขามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากว่าจะมีผู้หญิงมาลงสมัครชิงตำแหน่งต่อจากเขา ที่กำลังจะหมดวาระลงในสิ้นปีนี้
      
“ผมไม่มีผู้สมัครคนใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ผมบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งกับทุกๆคนเท่ากัน ตัวผมเองก็ไม่มีม้าในการแข่งขันครั้งนี้ หรือ แม้แต่หมาที่จะส่งลงแข่งขันในการต่อสู้ครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งที่ตรงนี้เป็นตำแหน่งที่ดี หากใครได้เข้ามา”เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติกล่าว
      
อย่างไรก็ตามอันนันเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าหลังจากที่องค์การสหประชาชาติตั้งขึ้นมาเป็นเวลานานกว่า 60 ปี หากองค์กรมีเลขาธิการใหญ่เป็นผู้หญิงนั้น คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย อันนันยังระบุอีกว่าทุกคนก็คงจะดีใจเช่นกันที่ได้เห็นเช่นนั้น อีกทั้งยังอวยพรให้ผู้ชายที่เหมาะสม หรือ ผู้หญิงที่เหมาะสมได้รับตำแหน่งนี้

ขอแสดงความยินดีกับคุณสุรเกียรติและคุณอะไรจ๊ะล่วงหน้าครับ  Mr. Green Mr. Green Mr. Green


อันนี้แสดงถึงความเป็นกลางมากกว่าครับคุณ อะไรจ๊ะ

ไม่เกี่ยวกับพลังภายในของคุณทักษิณหรอกครับ...
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #182 เมื่อ: 23-06-2006, 11:36 »

ขออณุญาติเลี้ยงกลับไปเรื่องเลขา UN อีกทีนะครับ คุณอะไรจ๊ะแม่นยำสุดยอดมากครับ แบบนี้คุณสุรเกียรติมีลุ้นแล้วครับ


“อันนัน”เผยยินดี หาก“สตรี”ลงชิงเก้าอี้เลขาฯยูเอ็น

 เอเอฟพี – เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเผยยินดีหากจะมีผู้หญิงมาลงสมัครเพื่อชิงตำแหน่งต่อจากเขา ย้ำไม่มีใครอยู่ในใจ และไม่ได้ส่งตัวแทนในการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน ระบุในช่วงเวลา 60 ปีของยูเอ็นคงดีไม่น้อยหากได้ผู้หญิงมาเป็นเลขาฯยูเอ็นบ้าง
      
โคฟี อันนันเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมสหประชาชาติในนครเจนีวาในวันพฤหัสบดี (22) ว่า ตัวเขามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากว่าจะมีผู้หญิงมาลงสมัครชิงตำแหน่งต่อจากเขา ที่กำลังจะหมดวาระลงในสิ้นปีนี้
      
“ผมไม่มีผู้สมัครคนใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ผมบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งกับทุกๆคนเท่ากัน ตัวผมเองก็ไม่มีม้าในการแข่งขันครั้งนี้ หรือ แม้แต่หมาที่จะส่งลงแข่งขันในการต่อสู้ครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งที่ตรงนี้เป็นตำแหน่งที่ดี หากใครได้เข้ามา”เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติกล่าว
      
อย่างไรก็ตามอันนันเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าหลังจากที่องค์การสหประชาชาติตั้งขึ้นมาเป็นเวลานานกว่า 60 ปี หากองค์กรมีเลขาธิการใหญ่เป็นผู้หญิงนั้น คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย อันนันยังระบุอีกว่าทุกคนก็คงจะดีใจเช่นกันที่ได้เห็นเช่นนั้น อีกทั้งยังอวยพรให้ผู้ชายที่เหมาะสม หรือ ผู้หญิงที่เหมาะสมได้รับตำแหน่งนี้

ขอแสดงความยินดีกับคุณสุรเกียรติและคุณอะไรจ๊ะล่วงหน้าครับ  Mr. Green Mr. Green Mr. Green


อันนี้แสดงถึงความเป็นกลางมากกว่าครับคุณ อะไรจ๊ะ

ไม่เกี่ยวกับพลังภายในของคุณทักษิณหรอกครับ...


อืมมมม....น่าสนใจไหมครับที่เวลาคุณทักษิณบินไปตปท.มักจะหนีบคุณสุรเกียรติ์ไปด้วยทุกครั้ง


ให้'อะไรจ๊ะ'ฟันธงไหมว่า...คุณกู้ชาติทั้งหลายจะด่าคุณทักษิณหากคุณสุรเกียรติ์ไม่ได้เป็นเลขาฯยูเอ็น  แต่หากคุณสุรเกียรติ์ได้เป็น...พวกคุณก็จะบอกว่าทักษิณไม่เกี่ยว

ประเด็นก็คือ อคติไง.......ชัดมั้ยครับ!?! Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #183 เมื่อ: 23-06-2006, 11:43 »

“ผมไม่มีผู้สมัครคนใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ผมบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งกับทุกๆคนเท่ากัน ตัวผมเองก็ไม่มีม้าในการแข่งขันครั้งนี้ หรือ แม้แต่หมาที่จะส่งลงแข่งขันในการต่อสู้ครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งที่ตรงนี้เป็นตำแหน่งที่ดี หากใครได้เข้ามา”เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติกล่าว

ผมแค่อยากสื่อว่าโอกาสยังเปิดกว้างต่างหากครับ เพราะคุณโคฟี่แกไม่ได้เลี้ยงทั้งม้า และหมา  Mr. Green
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #184 เมื่อ: 23-06-2006, 11:44 »


อืมมมม....น่าสนใจไหมครับที่เวลาคุณทักษิณบินไปตปท.มักจะหนีบคุณสุรเกียรติ์ไปด้วยทุกครั้ง


ให้'อะไรจ๊ะ'ฟันธงไหมว่า...คุณกู้ชาติทั้งหลายจะด่าคุณทักษิณหากคุณสุรเกียรติ์ไม่ได้เป็นเลขาฯยูเอ็น  แต่หากคุณสุรเกียรติ์ได้เป็น...พวกคุณก็จะบอกว่าทักษิณไม่เกี่ยว

ประเด็นก็คือ อคติไง.......ชัดมั้ยครับ!?! Rolling Eyes

อันนี้คุณ อคติกับพวกเรามากกว่าครับ...

เพราะจนวันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีหวังอะไรเลยนะครับ

แล้วก็ยังไม่มีรูปธรรมอะไรด้วยนะครับ

เมื่อดูจากคู่แข่งแล้วเนี้ย ยังสรุปอะไรไม่ได้หรอกครับ
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #185 เมื่อ: 23-06-2006, 11:48 »

คุณอะไรจ๊ะครับ ผมไม่ได้ชื่อกู้ชาตินะครับ ถ้าจะเรียกชื่อกันก็รบกวนให้เกียรติกันด้วย
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #186 เมื่อ: 23-06-2006, 11:54 »

คุณอะไรจ๊ะครับ ผมไม่ได้ชื่อกู้ชาตินะครับ ถ้าจะเรียกชื่อกันก็รบกวนให้เกียรติกันด้วย

ฮ่าๆๆ....แหม ใจน้อยจัง
ปรกติถ้าคนเรายึดมั่นแนวความคิดใดๆก็ควรภูมิใจในสิ่งนั้น ผมชื่นชมคุณทักษิณและแนวความคิด ถ้าจะมีคนอื่นเรียกผมว่า pro-thaksin หรือ รากหญ้า (ยกเว้นคำหยาบอื่นๆ) ผมจะภูมิใจน๊ะครับ

ขอคำยืนยันอีกครั้งน๊ะครับ...เพื่อความชัดเจน
บันทึกการเข้า
ผู้ทำลาย
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,496


lynnicky


เว็บไซต์
« ตอบ #187 เมื่อ: 23-06-2006, 11:57 »


วันก่อน ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่าบริษัทโคตรรวย หรือ Ample Rich  ทำไมต้องเสียภาษีจากการขายหุ้น

วันนี้ถึงเวลาจะต้องพูดถึงส่วนของ ครอบครัวชินวัตร และครอบครัว ดามาพงษ์ ครับ

หลายคนสงสัยว่า ในเมื่อครอบครับ คุณทักษิณ ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แล้วไม่ เสียภาษีไม่เห็นจะแปลก ทำไมประชาชนเรียกร้องในสิ่งที่กฎหมายยกเว้น  คือ “ขายหุ้นในตลาด ไม่ต้องเสียภาษี”

เหตุผลมีครับ เพราะธุรกรรมครั้งนี้ไม่ใช่การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แบบที่คนทั่วไปเขาลงทุนกัน นักลงทุนทั่วไปซื้อหุ้นในตลาด แล้วก็ขายในตลาด    กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เสี่ยงดวงกัน แต่ก็ดีใจว่าถ้ามีกำไร ไม่ต้องเสียภาษี

ครอบครัวของชินวัตร และครอบครัวดามาพงษ์ ไม่ได้ซื้อหุ้นบริษัทชินในตลาดหลักทรัพย์ครับ เวลาขายในตลาดแล้วรับทรัพย์กว่า 7 หมื่นล้านบาทนะใช่ แต่ตอนซื้อไม่ได้ซื้อในตลาด ( มีเพียงหุ้นของคุณบรรณพจน์ จำนวน 26 ล้านหุ้นเศษ ที่ซื้อในตลาด )

ปัญหา คือในการซื้อหุ้นนั้น บุคคลเหล่านี้ได้หุ้นมาในราคาต่ำกว่าตลาด ต่ำกว่าราคาเป็นจริงทั้งสิ้น

มีใครบ้างครับ

คุณยิ่งลักษณ์ ซื้อหุ้นจากคุณทักษิณ  2 ล้านหุ้นในราคา 20 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 มูลค่าขณะนั้นน่าจะประมาณ 330 ล้านบาท

คุณพานทองแท้  ซื้อหุ้นจากคุณพ่อ 73 ล้านหุ้นเศษ ในราคาประมาณ 733 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 มูลค่าขณะนั้นน่าจะใกล้เคียง 13,000 ล้านบาท

 คุณพิณทองทาซื้อหุ้นจากพี่ชาย  367 ล้านหุ้นเศษในราคาประมาณ 367 ล้านบาทเมื่อวันที่  9 กันยายน 2545  มูลค่าขณะนั้น ประมาณ 5,000 ล้านบาท

เกิดคำถาม ขึ้นมาว่า  บุคคลเหล่านี้มีฐานะดีพอจะมีเงินจำนวนมากเพื่อซื้อหุ้นเหล่านี้  หรือไม่?       
คำตอบ น่าจะเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า “เป็นไปไม่ได้” ไม่ได้ซื้อขายกันจริง  เพราะไม่มีการชำระเงิน มีเพียงแต่การทำสัญญาเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ไว้เท่านั้น

ลองมาดูส่วนของคุณบรรณพจน์  ดามาพงษ์ บ้าง

คุณบรรณพจน์ซื้อหุ้นจากคุณหญิงพจมาน จำนวน 26,825,000 หุ้น ในราคา 26  ล้านบาท  เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543  มูลค่าขณะนั้นประมาณ 4,400 ล้านบาท การซื้อหุ้นของคุณบรรณพจน์ไม่ต่างจากการซื้อหุ้นของ คุณยิ่งลักษณ์  หรือการซื้อหุ้นของคุณลูก ๆ เพราะเป็นการซื้อหุ้นในราคาถูก  โดยไม่มีการชำระเงิน

ขบวนการซื้อขายหุ้นนอกตลาดในราคาพาร์ทำให้ผู้ซื้อได้รับประโยชน์   เพราะมูลค่าหุ้นที่แท้จริงสูงกว่าราคาที่ซื้อ  

กรมสรรพากรในระบบทักษิณ ตีความว่า เมื่อผู้ซื้อซื้อกระดาษ ( ใบหุ้น ) มาครอบครอง ยังไม่มีกำไร ยังไม่ต้องเสียภาษี รอไว้เสียภาษีตอนนำหุ้นไปขาย  

จะเสียภาษีกำไรก็ต่อเมื่อนำหุ้นไปขาย แต่ต้องขายนอกตลาดด้วยนะ อย่านำหุ้นไปขายในตลาด เดี๋ยวจะไม่ได้เสียภาษี  ตีความอย่างนี้น่าสมเพช  มนุษย์น่าโง่ที่ไหนจะขายหุ้นนอกตลาดครับ  ผมสงสัยจริงๆ   

บรรดาลูกๆ และญาติๆจึงไม่ต้องเสียภาษีครับ นี่คือการใช้ช่องว่างของกฎหมายอย่างแยบยล

สำหรับผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีเพราะขายหุ้นในราคาเท่าทุน ไม่มีกำไร ไม่เสียภาษี  คุณพ่อและคุณแม่จึงไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน

ระบอบทักษิณนี่ ประเทศย่อยยับจริงจริง!

ที่เล่ามานี่เฉพาะการซื้อขายแบบไม่มีการชำระเงิน  ชื้อขายในราคาพาร์ 

ดูแบบที่มีการชำระเงินบ้าง ว่าเขาหาทางหนีภาษีอย่างไร

คุณบรรณพจน์ ซื้อหุ้นจาก นางสาวดวงตา วงศ์ภักดี (คนในบ้านคุณทักษิณ - ซุกหุ้นภาค1 จำได้ไหม  ) จำนวน 4.5 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 164 บาท เป็นเงิน 738 ล้านบาท เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540  คุณบรรณพจน์ ไม่ได้มีเงินมากถึง 738 ล้านบาทหรอกครับ คุณหญิงพจมาน เป็นผู้ออกเงินให้

อ่านแล้วอย่าเข้าใจผิด คิดว่าคุณหญิงใจกว้าง เพราะตามข้อเท็จจริง  เมื่อนางสาวดวงตา ในฐานะผู้ขายได้รับเงิน 738 ล้านบาท เป็นค่าหุ้นแล้ว ก็ต้องรีบวิ่งแจ้น นำเงินไปคืนคุณหญิงอยู่ดี ( ย้ายเงินจากกระเป๋าซ้าย ไปกระเป๋าขวาเท่านั้น )

ท่านผู้อ่าน อ่านถึงตอนนี้ก็น่าจะเข้าได้ว่า คุณบรรณพจน์ ดามาพงษ์ ควรเสียภาษีเงินได้ จากเงินที่ได้รับจำนวน 738 ล้านบาท ไม่ครับ เพราะคุณหญิงแจ้งกรมสรรพากรว่า เงินค่าหุ้นนี้เป็นเงินที่ให้โดยเสน่หา เนื่องในงานสมรสของคุณบรรณพจน์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2539 และมีบุตรเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539

 กรมสรรพากรตอบสนองครับ เชื่อและเห็นด้วยทันทีว่าเมื่อเป็นการให้โดยเสน่หา ก็ไม่ต้องเสียภาษี (อธิบดีกรมสรรพากรคนนั้น วันนี้ได้เป็นปลัดกระทรวงไปแล้ว )

 คุณหญิงให้เงินคุณบรรณพจน์เป็นของขวัญ หลังจากได้แต่งงานไปแล้วเกือบ 2 ปี และมีบุตรแล้วเกือบ 1 ปี เวลาห่างกันขนาดนี้ กรมสรรพากรก็ไม่ว่าอะไร นี่ยังไม่นับนะว่าให้ของขวัญกันแบบไหนมูลค่า เกือบพันล้าน  ระบอบทักษิณ สุดยอดอย่างนี้แหละครับ.
สุดท้ายเป็นการซื้อหุ้นชินของลูก ๆ ที่ ซื้อในราคาพาร์ จากบริษัทโคตรรวย(Ample   Rich) ครับ ซื้อทั้งหมด 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท มูลค่า 329.2 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 มกราคาม 2549 และหลังจากนั้นเพียง 3 วัน ลูก ๆ ทั้ง 2 นำหุ้นมาขายต่อในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ฟันกำไร เหนาะ ๆ เกือบ 14,000 ล้านบาท

 ถามกันว่าทำไม บริษัท Ample Rich ถึงยอมขายหุ้นในราคาถูกให้ ลูก ๆ ทั้ง 2 คือ คุณพิณทองทา และคุณพานทองแท้ ก็เพราะ ลูก ๆ ทั้ง 2 เป็นเจ้าของบริษัทซิครับ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก!  กระเป๋าขวาไปกระเป๋าซ้าย  เก่งเหมือนคุณแม่เลย

จริงจริงแล้วไม่ใช่ เพราะลูกทั้งสองนอกจากจะเป็นเจ้าของบริษัทโคตรรวยแล้ว ยัง เป็นกรรมการบริษัทอีกด้วย ตรงนี้ครับที่มีการวางแผนผิดพลาด

เมื่อบริษัท Ample Rich มอบทรัพย์สิน ให้กรรมการ   ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือทรัพย์สินในรูปแบบใดก็แล้วแต่ กรมสรรพากรต้องประเมินมูลค่าราคาทรัพย์สินนั้น ๆ ครับ

กรณีนี้ ลูก ๆ ทั้ง 2 ต้องเสียภาษีเงินได้จากทรัพย์สินที่ได้รับ  ประเมินราคาที่ 14,000 ล้านบาท  ต้องนำไปรวมกับรายได้ปกติและยอมเสียภาษีเสียโดยดี  ก่อนเมษายนปี2550 ไม่โดนหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบพนักงาน กฟผ. ก็บุญแล้ว

ดิ้นไม่หลุดหรอกครับ  เชื่อผมเถอะ!  แต่ต้องห้ามคุณพ่อด้วยนะ เลิกแก้ตัวแทนว่าคุณลูกๆไม่ใช่กรรมการบริษัท  (คุณทักษิณให้สัมภาษณ์รายการคุณสรยุทธ์ ว่าลูกๆเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ได้เป็นกรรมการ )   ท่านผู้อ่านดูหลักฐานของกลต.ซิครับ
  ชัดเจนว่าคุณทักษิณพูดปดอีกแล้ว


(เอกสาร วันที่เข้าเป็นกรรมการ ของ น.ส.พินทองทา   ชินวัตร)



(เอกสาร วันที่เข้าเป็นกรรมการ ของ นายพานทองแท้   ชินวัตร)


ถ้าลูกๆเป็นเจ้าของ Ample Rich  การซื้อขายหุ้นในราคาพาร์จะถูกตีความเหมือนกรณีย์ที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น   แต่เมื่อลูกๆเป็นกรรมการด้วย จึงไม่นับเป็นการซื้อขายหุ้นแบบปกติ  ถือว่าบริษัทให้ประโยชน์ แก่กรรมการ  ต้องนับเป็นรายได้ตามมูลค่าจริงและต้องเสียภาษี 

 ทั้งหมดที่นำเสนอ เป็นเรื่องของภาษีเงินได้ส่วนบุคคล  เรืองนี้เป็นความลับ เป็นสิทธิส่วนตน เจ้าตัวจะเสียหรือไม่เสีย ไม่ต้องบอกใคร กรมสรรพากรมีหน้าที่จะต้องติดตามการเสียภาษี อย่าละเลยหน้าที่เป็นอันขาด
เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
www.korbsak.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-06-2006, 12:02 โดย lynnicky » บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #188 เมื่อ: 23-06-2006, 11:58 »

คุณอะไรจ๊ะครับ ผมไม่ได้ชื่อกู้ชาตินะครับ ถ้าจะเรียกชื่อกันก็รบกวนให้เกียรติกันด้วย

ฮ่าๆๆ....แหม ใจน้อยจัง
ปรกติถ้าคนเรายึดมั่นแนวความคิดใดๆก็ควรภูมิใจในสิ่งนั้น ผมชื่นชมคุณทักษิณและแนวความคิด ถ้าจะมีคนอื่นเรียกผมว่า pro-thaksin หรือ รากหญ้า (ยกเว้นคำหยาบอื่นๆ) ผมจะภูมิใจน๊ะครับ

ขอคำยืนยันอีกครั้งน๊ะครับ...เพื่อความชัดเจน

บอกตรงๆนะครับ คุณคงไม่มีทางเป็น "รากหญ้า" ได้หรอกครับ

คนที่เล่นเน็ตเนี้ย ไม่มีทางเป็นพวก "ไร้การศึกษา" ไปได้อย่างแน่นอนครับ...

ผมก็สังเกตุเหมือน คุณ Limmy เหมือนกันครับ แต่ขี้เกียจพูด แต่ก็เห็นด้วยกับความเห็นของคุณนะครับ

แต่อย่าเถียงกันเรื่องนี้เลยนะครับ คุยสาระต่อดีกว่าครับ

__________________________________________________________

เพิ่มข้อความครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-06-2006, 12:00 โดย In The Name Of Justice. » บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #189 เมื่อ: 23-06-2006, 12:13 »

เห็นชอบตามคุณ In The Name Of Justice ครับ  Laughing

คุยสาระต่อครับ  Razz
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #190 เมื่อ: 23-06-2006, 13:21 »

สาระว่า.....'อะไรจ๊ะ' กำลังยิงมันส์ๆ


ทำไมการโต้กลับ(ทางข้อมูล)ของฝั่งAnti-Thaksin ถึงได้แผ่วเบาshortลงเฉยๆเลยล่ะครับ?


อย่าให้'อะไรจ๊ะ'กระดิกนิ้วค้างซิเออ Rolling Eyes
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #191 เมื่อ: 23-06-2006, 13:31 »

อย่าพึ่งสับสนนะครับ คุณอะไรจ๊ะ ตอนนี้กำลังรอคำตอบของกระทู้คุณ lynnicky อยู่ครับ

อย่าหลงตัวเองให้มากสิครับ  Mr. Green คุยกันอย่างสันติดีกว่าไหมครับ...
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #192 เมื่อ: 23-06-2006, 13:40 »

อย่าพึ่งสับสนนะครับ คุณอะไรจ๊ะ ตอนนี้กำลังรอคำตอบของกระทู้คุณ lynnicky อยู่ครับ

อย่าหลงตัวเองให้มากสิครับ  Mr. Green คุยกันอย่างสันติดีกว่าไหมครับ...


Rogers!!
บันทึกการเข้า
ตลก
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 686


ไปมาไร้ร่องรอย


« ตอบ #193 เมื่อ: 23-06-2006, 21:41 »


สิ่งนี้แหล่ะที่เรียกว่า ความผิดทางกฎหมายฟอกตัวได้ แต่ความผิดทางจริยธรรมฟอกไม่ได้ ไม่ว่าการที่นายกเสียภาษีเป็นเรื่องถูกตามกฎหมาย หากกฎหมายไม่ระบุโทษย่อมไม่ผิด แต่หากผิดโดยจริยธรรมและเป็นสันดานเสียๆที่คนเป็นผู้นำประเทศไม่ควรมี
บันทึกการเข้า

ผ่านฟ้าแล้วเลยไปนรกเลยรึเปล่าครับ.........
กิ๊กบนเรือ บนเครื่องบิน กิ๊กบนรถ ทุกอาชีพกิ๊กกันหมดอนาคตจะเป็นไง?
หน้า: 1 2 3 [4]
    กระโดดไป: